“ธนุ ”ตรวจเยี่ยมรร.จังหวัดสุราษฎร์ฯได้รับรายงานเด็กDropout แค่ 30-40คนตามพ่อแม่ไปทำงาน เป็นปลื้มเด็กชอบห้องน้ำที่โรงเรียนสะอาดถูกสุขลักษณะ

BA915998-4988-46DC-8574-3BBDE3900D55-1024x683 “ธนุ ”ตรวจเยี่ยมรร.จังหวัดสุราษฎร์ฯได้รับรายงานเด็กDropout แค่ 30-40คนตามพ่อแม่ไปทำงาน เป็นปลื้มเด็กชอบห้องน้ำที่โรงเรียนสะอาดถูกสุขลักษณะ

เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2567 ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.) เปิดเผยภายหลังการตรวจเยี่ยมโรงเรียน วัดสมหวัง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา(สพป.)สุราษฎร์ธานี เขต 1 และ โรงเรียนสุราษฎร์ธานีพิทยา2 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา(สพม.)สุราษฎร์ธานี-ชุมพร โดยโรงเรียนวัดสมหวังเป็นโรงเรียนคุณภาพประจำอำเภอ ที่มีการขับเคลื่อนโรงเรียนคุณภาพตามหลักพระพุทธศาสนา คือ กิน ดู อยู่ ฟัง ตามหลักพระพุทธศาสนา ทั้งนี้จากการตรวจเยี่ยมโรงเรียนและได้ดูห้องสุขาของโรงเรียนตามโครงการสุขาดีมีความสุขแล้ว ตนได้เน้นย้ำกับผอ.สพป.สุราษฎร์ธานี เขต 1 และ ผอ.โรงเรียนว่าให้ปรับปรุงและพัฒนาห้องสุขาให้สะอาด แห้ง หอม ถูกสุขลักษณะ ให้อากาศถ่ายเทสะดวก เพื่อให้นักเรียนได้ใช้ห้องน้ำที่สะอาดถูกสุขลักษณะและเพื่อฝึกนิสัยความรับผิดชอบให้นักเรียนโดยให้จัดแบ่งนักเรียนดูแลห้องน้ำ ไปผนวกกับระบบคุณธรรมของโรงเรียนด้วย

1B36AE3F-6129-48A3-901A-EE8E7247DA73-1024x683 “ธนุ ”ตรวจเยี่ยมรร.จังหวัดสุราษฎร์ฯได้รับรายงานเด็กDropout แค่ 30-40คนตามพ่อแม่ไปทำงาน เป็นปลื้มเด็กชอบห้องน้ำที่โรงเรียนสะอาดถูกสุขลักษณะ

เลขาธิการกพฐ.กล่าวต่อไปว่า ส่วนโรงเรียนที่สองโรงเรียนสุราษฎร์ธานีพิทยา2 เป็น โรงเรียน 1อำเภอ 1โรงเรียนคุณภาพ และสถานศึกษานำร่องพื้นที่นวัตกรรม โดยในการตรวจเยี่ยมเด็ก ๆ ได้นำเสนอเรื่องของสุขาดีมีความสุข ซึ่งฟังแล้วรู้สึกชื่นใจ เพราะนักเรียนบอกว่านักเรียนได้ใช้ห้องน้ำที่สะอาดถูกสุขลักษณะทำให้มีความสุขและอยากมาโรงเรียนที่สำคัญยังได้ฝึกเรื่องความรับผิดชอบ จะได้เป็นนิสัยติดตัวเวลาไปใช้ห้องน้ำที่อื่น ก็มีความรับผิดชอบต่อสังคมและส่วนรวม นอกจากนี้โรงเรียนสุราษฎร์ธานีพิทยา2 ยังมีจุดเด่นเรื่องของการเรียนแบบสะเต็มศึกษา โดยเด็กนำปัญหาที่เกิดขึ้นในชุมชนมาศึกษาเรียนรู้ และออกแบบการแก้ปัญหาด้วยเทคโนโลยี แล้วนำไปใช้ในสถานที่จริง ซึ่งการใช้เทคโนโลยีมาจัดการเรียนการสอนถือเป็นจุดเด่นของโรงเรียนทำให้โรงเรียนมีจำนวนนักเรียนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ตนอยากให้เรื่องนี้เป็นจุดเน้นที่ทำให้นักเรียนอยากมาโรงเรียนและทำให้โรงเรียนมีคุณภาพและประสิทธิภาพต่อไป โดยเฉพาะเรื่องการตอบโจทย์เรียนดี มีความสุข ซึ่งได้ขอให้ผอ.เขตพื้นที่ฯ ผอ. สพป.สุราษฎร์ธานี เขต 1 ผอ. สพม.สุราษฎร์ธานี-ชุมพร และ ผอ.โรงเรียนทั้ง 2โรง ดำเนินการเพื่อให้เด็กรู้สึกว่ามาโรงเรียนแล้วน่าอยู่ โรงเรียนเป็นที่แห่งความปลอดภัยเป็นที่แห่งความสุข ซึ่งจะนำไปสู่ เป้าหมายตามนโยบายเรียนดีมีความสุข

82DA0888-3A3D-4C11-8F4E-DCF368E3B4F6-1024x683 “ธนุ ”ตรวจเยี่ยมรร.จังหวัดสุราษฎร์ฯได้รับรายงานเด็กDropout แค่ 30-40คนตามพ่อแม่ไปทำงาน เป็นปลื้มเด็กชอบห้องน้ำที่โรงเรียนสะอาดถูกสุขลักษณะ

ว่าที่ร้อยตรี ธนุ กล่าวด้วยว่า ส่วนเรื่องเด็กDropout ของจังหวัดสุราษฎร์ธานีนั้น เท่าที่รับรายงานจาก ผอ.เขตพื้นที่การศึกษาทั้งประถมศึกษาและมัธยมศึกษา พบว่า มีเด็กDropout กระจายอยู่ในพื้นที่ประมาณ 30 -40 คน จากเด็กทั้งหมด 60,000 กว่าคน ซึ่งถือว่าเป็นจำนวนไม่มาก โดยส่วนใหญ่จะเป็นเด็กที่มีปัญหาเรื่องของการอพยพย้ายถิ่น ซึ่งเท่าที่ดูคาดว่าน่าจะมีมากที่เกาะสมุย เพราะเป็นพื้นที่ธุรกิจ เป็นแหล่งท่องเที่ยว ผู้ปกครองส่วนใหญ่เป็นแรงงานที่พาลูกมาด้วยเมื่อถึงฤดูทำนาก็กลับไป ซึ่งเด็กก็ต้องติดตามผู้ปกครองจนทำให้เด็กต้องออกจากโรงเรียนกลางคัน ดังนั้นจึงมอบหมายให้ผอ.เขตพื้นที่ฯไปคิดระบบดูแลนักเรียนโดยอาจจะต้องมีระบบส่งต่อเพราะการห้ามไม่ให้เด็กย้ายตามผู้ปกครองเป็นไปไม่ได้ แต่เมื่อย้ายแล้วเด็กจะต้องไม่ตกหล่นระหว่างทาง

335C1135-9DD4-40E1-A141-A89F3D2B5C99-1024x683 “ธนุ ”ตรวจเยี่ยมรร.จังหวัดสุราษฎร์ฯได้รับรายงานเด็กDropout แค่ 30-40คนตามพ่อแม่ไปทำงาน เป็นปลื้มเด็กชอบห้องน้ำที่โรงเรียนสะอาดถูกสุขลักษณะ 59BD7E63-4221-49B0-A5BE-6F5A0D3904CE-1024x683 “ธนุ ”ตรวจเยี่ยมรร.จังหวัดสุราษฎร์ฯได้รับรายงานเด็กDropout แค่ 30-40คนตามพ่อแม่ไปทำงาน เป็นปลื้มเด็กชอบห้องน้ำที่โรงเรียนสะอาดถูกสุขลักษณะ 02E88278-E10E-43A2-90C4-B1449B9A7FB2-1024x683 “ธนุ ”ตรวจเยี่ยมรร.จังหวัดสุราษฎร์ฯได้รับรายงานเด็กDropout แค่ 30-40คนตามพ่อแม่ไปทำงาน เป็นปลื้มเด็กชอบห้องน้ำที่โรงเรียนสะอาดถูกสุขลักษณะ 926335B8-FA4C-4AC3-BAC2-D35B6C8D2744-1024x683 “ธนุ ”ตรวจเยี่ยมรร.จังหวัดสุราษฎร์ฯได้รับรายงานเด็กDropout แค่ 30-40คนตามพ่อแม่ไปทำงาน เป็นปลื้มเด็กชอบห้องน้ำที่โรงเรียนสะอาดถูกสุขลักษณะ 3B3B4189-B540-447B-A639-EEC60122DF12-1024x683 “ธนุ ”ตรวจเยี่ยมรร.จังหวัดสุราษฎร์ฯได้รับรายงานเด็กDropout แค่ 30-40คนตามพ่อแม่ไปทำงาน เป็นปลื้มเด็กชอบห้องน้ำที่โรงเรียนสะอาดถูกสุขลักษณะ

“ธนุ ”ให้การบ้านเขตพื้นที่ฯค้นหาเด็กหลุดจากระบบกว่า 6.9 แสนคน กลับมาเรียน พร้อมติวเข้มเตรียมสอบPISA หวังคะแนนกระเตื้อง หลังต่ำสุดในรอบ 20 ปี

4834454F-A3D1-48B0-8EDE-93EA939BA401-1024x684 “ธนุ ”ให้การบ้านเขตพื้นที่ฯค้นหาเด็กหลุดจากระบบกว่า 6.9 แสนคน กลับมาเรียน พร้อมติวเข้มเตรียมสอบPISA หวังคะแนนกระเตื้อง หลังต่ำสุดในรอบ 20 ปี

เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2567 ที่ โรงแรมไดมอนด์ พลาซ่า จังหวัดสุราษฎร์ธานี ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.) เป็นประธานเปิดตัวโครงการ “พาน้องกลับมาเรียน นำการเรียนไปให้น้อง” OBEC Zero Dropout ที่เน้นมาตรการ “การศึกษาที่ยืดหยุ่น” ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.)และเปิดการประชุมสัมมนาผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ทั่วประเทศ ครั้งที่ 1/2567 ซึ่งจัดระหว่างวันที่ 6 – 7 พฤศจิกายน 2567 โดย ว่าที่ร้อยตรีธนุ กล่าวว่า การประชุม ผอ.เขตพื้นที่ฯต้องการเน้นย้ำนโยบายรัฐบาลและนโยบายของ พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และนายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ที่ให้ความสำคัญอย่างมาก กับเรื่อง “Thailand Zero Dropout เด็กทุกคนต้องได้เรียน” โดยวันนี้ได้มีการเปิดตัวโครงการ “พาน้องกลับมาเรียน นำการเรียนไปให้น้อง” เพื่อให้ทุกเขตพื้นที่ฯนำไปสู่การปฎิบัติ ภายใต้นโยบาย OBEC Zero Dropout หรือ สพฐ.ไม่มีเด็กตกหล่น เด็กออกกลางคัน โดยโครงการพาน้องกลับมาเรียน นำการเรียนไปให้น้อง จะเป็นการทำงานสองทาง คือ การติดตามหาเด็กทั้งหมดที่ควรได้รับการศึกษาหรือต้องได้รับการศึกษาแต่ไม่ได้รับการศึกษาให้กลับมาเรียน ซึ่งถ้าเจอตัวแล้วแต่เด็กไม่อยากกลับมาเรียน ก็ต้องนำการเรียนไปให้ โดยมีเป้าหมายคือเด็กทุกคนต้องได้เรียน หรือทุกคนต้องมีโอกาสได้รับการศึกษา เพื่อตอบโจทย์นโยบายรัฐบาล Thailand Zero Dropout

216CCE6A-46C9-497A-AA2F-F9DB9EDAD5EB-1024x683 “ธนุ ”ให้การบ้านเขตพื้นที่ฯค้นหาเด็กหลุดจากระบบกว่า 6.9 แสนคน กลับมาเรียน พร้อมติวเข้มเตรียมสอบPISA หวังคะแนนกระเตื้อง หลังต่ำสุดในรอบ 20 ปี

“ผมเน้นย้ำนโยบาย OBEC Zero Dropout กับผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษา และฝากไปถึงผู้อำนวยการสถานศึกษาและครูทั่วประเทศ โดยให้ผู้อำนวยการเขตพื้นที่ฯกำหนดเป้าหมายให้ชัดเจนว่า จะต้องค้นหาเด็กที่หลุดจากระบบการศึกษาทั้ง 690,000 กว่าคน ซึ่งมีทุกช่วงอายุกระจายอยู่ทุกสังกัดทั่วประเทศ โดยให้มีการส่งข้อมูลไปยังเขตพื้นที่การศึกษาเพื่อให้เร่งค้นหาติดตามและนำเด็กกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาให้เร็วที่สุด”เลขาธิการ กพฐ.กล่าวและว่า ส่วนวิธีการนำเด็กกลับมาสู่ระบบการศึกษาก็มีหลากหลายวิธี หลายรูปแบบซึ่งได้ให้นโยบายกับผอ.เขตพื้นที่ฯไปว่า ให้แต่ละเขตพื้นที่ฯไปออกแบบตามความเหมาะสม เพราะแต่ละพื้นที่จะมีบริบทและวิธีการปฏิบัติแตกต่างกัน ไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน แต่ในเบื้องต้น สพฐ.ได้มีนวัตกรรมการจัดการเรียนการสอนแล้วเช่น หนึ่งโรงเรียนสามรูปแบบ ที่ป้องกันเด็กเสี่ยงหลุดจากระบบ, ศูนย์การเรียนต้นแบบ คือการจัดการศึกษาในกระบวนการยุติธรรมและเด็กขาดโอกาสทางการศึกษา และ โรงเรียนมือถือ (Mobile School) แอพพลิเคชั่นการเรียนรู้ได้ทุกสถานที่ทุกเวลา (Anywhere Anytime)

3F759B8F-FD7C-484B-AEFD-19D536791D64-1024x678 “ธนุ ”ให้การบ้านเขตพื้นที่ฯค้นหาเด็กหลุดจากระบบกว่า 6.9 แสนคน กลับมาเรียน พร้อมติวเข้มเตรียมสอบPISA หวังคะแนนกระเตื้อง หลังต่ำสุดในรอบ 20 ปี

ว่าที่ร้อยตรี ธนุ กล่าวต่อไปว่า อีกเรื่องที่ตนเน้นย้ำ คือ การพัฒนาคุณภาพการศึกษาที่การจัดการศึกษาจะต้องตอบโจทย์นโยบายเรียนดี มีความสุข ที่มีเป้าหมายหรือจุดเน้น 2 เรื่องคือ การจัดการศึกษาเพื่อความเป็นเลิศ และการจัดการศึกษาเพื่อความมั่นคงของชีวิต โดยมีภารกิจสำคัญ คือ การลดภาระครูและบุคลากรทางการศึกษา ที่ให้เขตพื้นที่ฯไปดูว่าอะไรที่เป็นภาระของครูและบุคลากรทางการศึกษาก็ต้องหาวิธีการลดภาระเหล่านั้นลงให้เหลือน้อยที่สุดเพื่อให้ครูมีเวลาในการจัดการเรียนการสอน และอีกส่วนคือการลดภาระของนักเรียนและผู้ปกครองที่จะต้องลดลงให้เหลือน้อยที่สุดเช่นกัน รวมถึงได้ฝากเน้นย้ำเรื่องของการเตรียมการประเมินผลนักเรียนนานาชาติ(PISA) ปี 2025 โดยมอบให้ทุกเขตพื้นที่ฯไปดูและเตรียมความพร้อมโรงเรียนที่คาดว่าจะถูกสุ่มเข้าทดสอบจำนวน 9,214 โรง ทั้งนี้ สพฐ.มั่นใจว่าผลการสอบปีหน้าจะต้องดีขึ้นอย่างแน่นอน นอกจากนี้ ยังได้เน้นย้ำให้ทุกเขตพื้นที่ฯนำนโยบายรัฐบาลและนโยบายกระทรวงศึกษาธิการ มาขับเคลื่อนโดยทำแผนปฏิบัติที่มีเป้าหมายและตัวชี้วัดชัดเจน และ ผอ. เขตพื้นที่ฯทุกคนต้องรู้สภาพปัจจุบันของโรงเรียน รวมถึงปัญหาอุปสรรค และมีแผนการปฏิบัติ แผนการติดตามอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ผอ.เขตพื้นที่ฯสามารถลงพื้นที่แก้ปัญหาได้อย่างรวดเร็วทันสถานการณ์และตอบโจทย์ของการแก้ปัญหาร่วมกัน

A1AC4F3A-BE8A-4B40-91A1-F8CBFA2D9166-1024x682 “ธนุ ”ให้การบ้านเขตพื้นที่ฯค้นหาเด็กหลุดจากระบบกว่า 6.9 แสนคน กลับมาเรียน พร้อมติวเข้มเตรียมสอบPISA หวังคะแนนกระเตื้อง หลังต่ำสุดในรอบ 20 ปี 1B0CA183-2CEA-4AFD-9277-B907F498DDBB-1024x683 “ธนุ ”ให้การบ้านเขตพื้นที่ฯค้นหาเด็กหลุดจากระบบกว่า 6.9 แสนคน กลับมาเรียน พร้อมติวเข้มเตรียมสอบPISA หวังคะแนนกระเตื้อง หลังต่ำสุดในรอบ 20 ปี

เลขาธิการ กพฐ. กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ตนยังได้เน้นย้ำนโยบาย สพฐ .2568 ปีแห่งความท้าทายการศึกษาไทย เนื่องจากความเปลี่ยนแปลงต่างๆ มากมายที่เกิดขึ้นแต่เราต้องขับเคลื่อนนโยบายเรียนดี มีความสุข ต่อไป ทำให้เกิดความท้าทายที่ผอ.เขตพื้นที่ฯ จะต้องเผชิญในหลายเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องของความปลอดภัยในสถานศึกษาซึ่งเป็นที่ทราบดีว่าเนื่องจากมีโรงเรียนในสังกัดจำนวนมาก มีนักเรียน 6,000,000 กว่าคน ครูอีกกว่า 500,000 คน ซึ่งแต่ละวันจะมีปัญหาเรื่องความปลอดภัยเกิดขึ้นบ่อยมาก จึงเป็นความท้าทายที่ผอ.เขตพื้นที่ฯจะต้องไปออกแบบมาตรการเฝ้าระวังและย้ำเตือน เมื่อเกิดปัญหาจะต้องแก้ปัญหาอย่างรวดเร็วเพื่อให้โรงเรียน เป็นสถานที่ที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับนักเรียน ครู และบุคลากรในโรงเรียน และ ประเด็น Thailand Zero Dropout ก็ยังคงเป็นความท้าทายต่อไป เนื่องจากวันนี้จำนวนเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษายังมีมากอยู่ และอีกความท้าทายที่สำคัญ คือเรื่องของการประเมิน PISA ที่ปี 2022 เรามีผลการประเมินต่ำที่สุดในรอบ 20 ปี จึงเป็นความท้าทายที่ได้ตั้งเป้าหมายว่า การประเมินในปี 2025 เราจะต้องทำให้สูงขึ้นให้ได้ซึ่งถือเป็นความท้าทายที่ทำให้ทุกคนต้องจับมือกันร่วมมือกันเพื่อยกระดับการสอบPISA รวมถึงการทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน(O -NET)และทุกการทดสอบ เพื่อนำไปสู่การยกระดับคุณภาพการศึกษาเพื่อตอบโจทย์นโยบายเรียนดี มีความสุขให้ได้

“กะทิชาวเกาะ”บริจาคเงิน 10.2ล้าน” ช่วยเหลือโรงเรียนประสบภัย น้ำท่วม-ไฟไหม้ 51 โรงเรียน

วันที่ 6 พฤศจิกายน 2567 พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานในพิธีมอบเงินช่วยเหลือโรงเรียนประสบภัยน้ำท่วมและประสบเหตุไฟไหม้ จากบริษัท เทพผดุงพรมะพร้าว จำกัด โดยนายอภิศักดิ์ เทพผดุงพร กรรมการผู้จัดการบริษัทฯ เป็นผู้ส่งมอบ โดยมีนายสุรศักดิ์พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ดร.สุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ว่าที่ร้อยตรี ธนุวงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) ผู้บริหารระดับสูงของ ศธ. และ สพฐ. ผู้บริหารของบริษัท เทพผดุงพรมะพร้าว จำกัด และบุคลากรที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมในพิธี ณ ห้องราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ

S__25845787_0-1024x683 “กะทิชาวเกาะ”บริจาคเงิน 10.2ล้าน” ช่วยเหลือโรงเรียนประสบภัย น้ำท่วม-ไฟไหม้ 51 โรงเรียนอภิศักดิ์ กล่าวว่า .บริษัท เทพผดุงพรมะพร้าว จำกัด ได้ยึดคำประณิธานของคุณแม่สอนไว้เสมอว่าถ้าเรามีแล้วต้องมีการแบ่งปันจึงได้ดูแลโรงเรียนมาโดยตลอดไม่ว่าจะเป็นอุปกรณืการเรียนการสอนหรือโรงเรียนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ซึ่งโรงเรียนก็ขอมาทุกปี ทั้งนี้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับโรงเรียน บริษัทฯมีความห่วงใยต่อสถานการณ์อุทกภัยและเหตุภัยพิบัติในโรงเรียนดังกล่าว และมีความประสงค์ที่จะมอบเงินช่วยเหลือโรงเรียนต่างๆ ที่ได้รับความเดือดร้อน โดยระยะเวลากว่า 20 ปีที่ผ่านมาได้ช่วยเหลือโรงเรียนในโครงการต่างๆ มากมาย ในโอกาสนี้ทางบริษัทจึงได้มอบเงินช่วยเหลือโรงเรียนที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัยในช่วงเดือนกันยายนที่ผ่านมา จำนวน 49 โรงเรียน และมอบเงินช่วยเหลือโรงเรียนที่ได้รับความเสียหายเป็นกรณีพิเศษจากเพลิงไหม้อีก 2 โรงเรียน รวมทั้งสิ้น 51 โรงเรียน โรงเรียนละ 200,000 บาท จำนวนเงินทั้งสิ้น 10,200,000 บาท และในวันนี้ได้มอบเงินบริจาคให้โรงเรียน ที่ได้รับความเสียหายอย่างหนักจากอุทกภัย จำนวน 2 โรงเรียน ได้แก่ โรงเรียนบ้านห้วยหินลาดใน และโรงเรียนชุมชนบ้านไม้ลุงขน มิตรภาพที่ 169 จังหวัดเชียงราย รวมไปถึงโรงเรียนวัดเขาพระยาสังฆาราม จังหวัดอุทัยธานี ที่ประสบเหตุไฟไหม้รถบัสทัศนศึกษานักเรียน และโรงเรียนกนกศิลป์พิทยาคม จังหวัดบุรีรัมย์ ประสบเหตุไฟไหม้ห้องสมุดโรงเรียน ได้เดินทางมารับมอบ โรงเรียนละ 200,000บาท

S__25845785_0-1024x683 “กะทิชาวเกาะ”บริจาคเงิน 10.2ล้าน” ช่วยเหลือโรงเรียนประสบภัย น้ำท่วม-ไฟไหม้ 51 โรงเรียนในการนี้ พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศึกษาธิการ ได้ส่งมอบเงินบริจาคให้แก่ ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการ กพฐ. เพื่อนำไปบริหารจัดการในการช่วยเหลือโรงเรียนที่ประสบภัยน้ำท่วมและประสบเหตุไฟไหม้ตามวัตถุประสงค์ต่อไป โดยในวันที่ 21 พฤศจิกายน 2567 จะมีพิธีมอบเงินช่วยเหลือให้กับโรงเรียนอีก 47 โรงเรียนต่อไป

ปูนบำเหน็จ 7 ขั้น ครูเสียชีวิตไฟไหม้รถบัส พร้อมขอพระราชทานเครื่องราชดิเรกคุณากรณ์นักศึกษาฝึกสอน

เมื่อวันที่ 6 พ.ย.2567 พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่ากระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมประสานภารกิจกระทรวงศึกษาธิการ ครั้งที่ 38/2567  ห้องประชุมราชวัลลภ และออนไลน์ผ่านระบบ Zoom meeting ว่า ในการประชุมประสานภารกิจ ศธ.ได้มีการายงานความก้าวหน้าการขับเคลื่อนเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษา PISA ของ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) และ สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) กระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งขณะนี้ได้มีการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการสร้างและพัฒนาข้อสอบวัดความฉลาดรู้ด้านการอ่าน วิทยาศาสตร์ และคณิตศาสตร์ ระดับ ม.ต้น ระบบออนไลน์ มีผู้เข้าร่วมกว่า 15,445 คน จากทุกสังกัด โดยส่วนใหญ่จะอบรมผ่านช่องทาง YouTube Live และ Facebook Live ซึ่งผู้เข้าอบรม เห็นด้วยกับการจัดอบรมในช่วงปิดภาคเรียน  ต้องการให้มีการอบรมต่อเนื่อง ให้จัดการเรียนรู้ที่เน้นความฉลาดรู้ในโรงเรียนจุฬาภรณราชวิทยาลัยด้วย เปิดประสบการณ์การออกข้อสอบ เกณฑ์การให้คะแนน มีความมั่นใจเพิ่มมากขึ้นแนวทางการทำข้อสอบที่ถูกต้อง และสอดคล้องกับแนวข้อสอบ PISA เป็นต้น ทั้งนี้ สพฐ.เตรียมแผนการอบรมขยายผล ในระหว่างวันที่ 1-8 พฤศจิกายน 2567 เตรียมการอบรมผู้บริหารสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ผู้บริหารโรงเรียน และครู ผ่าน Google Classroom ใน 4 ห้องๆ ละ 500 คน พร้อมคัดกรองและจัดกลุ่มผู้ผ่านการอบรม เพื่อพัฒนาสร้างข้อสอบต่อเนื่องในทุกรายวิชาและทุกระดับ       โดยมีเป้าหมายสร้างการคิดวิเคราะห์ทั้งชั้นเรียน ทั้งในกลุ่มผู้บริหาร ครู และกลุ่มที่ผ่านการอบรมเพื่อขยายผลต่อไป

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ สพฐ. ได้รายงานผลการพิจารณาของคณะกรรมการพิจารณาบำเหน็จความชอบ แก่ครู ที่เสียชีวิตจากเหตุไฟไหม้รถบัสทัศนศึกษา อนุมัติให้ นางสาวพิมพ์ทอง สมบัติ ได้รับการลื่อนเงินเดือนกรณีพิเศษ ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการให้บำเหน็จความชอบเป็นกรณีพิเศษ พ.ศ. 2521 จำนวน 7 ขั้น (เจ็ดขั้น) ในอัตรา 1 ขั้น เท่ากับร้อยละ 5 รวมเป็นร้อยละ 35 ของอัตราเงินเดือน เป็นอัตราเงินเดือน 27,202.50 บาท (สองหมื่นเจ็ดพันสองร้อยสองบาทห้าสิบสตางค์) ตั้งแต่วันที่เสียชีวิต (1 ตุลาคม 2567) และขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ โดยอาศัยหลักเกณฑ์ตามที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีกำหนด อนุมัติให้นางสาวกนกวรรณ ศรีผง ได้รับการเลื่อนเงินเดือนกรณีพิเศษ ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการให้บำเหน็จความชอบเป็นกรณีพิเศษ พ.ศ. 2521 จำนวน 7 ขั้น ในอัตรา 1 ขั้น เท่ากับร้อยละ 5 รวมเป็นร้อยละ 35 ของอัตราเงินเดือน เป็นอัตราเงินเดือน 24,894 บาท ตั้งแต่วันที่เสียชีวิต (1 ตุลาคม 2567) และขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ โดยอาศัยหลักเกณฑ์ตามที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีกำหน ส่วนนางสาวสริญญา หอมเกสร นักศึกษาฝึกสอน 1 คน ที่เสียชีวิตก็จะขอพระราชทานเครื่องราชดิเรกคุณากรณ์

สพฐ.แก้ปัญหาเด็กDropout ผุดโรงเรียนสามรูปแบบ/โรงเรียนมือถือ

KV3A5108_0-1024x683 สพฐ.แก้ปัญหาเด็กDropout ผุดโรงเรียนสามรูปแบบ/โรงเรียนมือถือ

เมื่อวันที่ 6 พ.ย.2567 พลตำรวจเอกเพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า ตามที่กระทรวงศึกษาธิการได้ร่วมกับ  11 หน่วยงาน เพื่อแก้ปัญหาเด็กหลุดจากระบบการศึกษา ภายใต้โครงการ “Thailand Zero Dropout” เพื่อแก้ปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาให้กลายเป็นศูนย์ ตามนโยบายรัฐบาล นั้น ในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการได้มอบหมายให้สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา(สกศ.) ดำเนินการสำรวจข้อมูลต่าง ๆ และมีการกระทบยอดจากหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อวางแนวทางดำเนินการ โดยมีศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ศทก.)สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นเจ้าภาพหลักในการดึงข้อมูล และประสานกับหน่วยงานต่างๆ มาบูรณาการ เพื่อติดตามและนำเด็กกลับมาสู่ระบบการศึกษาต่อไป ทั้งนี้เบื้องต้นตัวเลขเด็กหลุดจากระบบการศึกษาของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) 1,020,000 กว่าคน นั้น กระทรวงศึกษาธิการได้มีการติดตามและดำเนินนำกลับมาสู่ระบบการศึกษาได้บ้างแล้ว โดยมีโครงการนำน้องกลับมาเรียนในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งในและนอกระบบ โดยเป็นความร่วมมือของหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) กรมส่งเสริมการเรียนรู้(สกร.) ทั้งนี้เพื่อให้เด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษากลายเป็นศูนย์

KV3A3418_0-1024x682 สพฐ.แก้ปัญหาเด็กDropout ผุดโรงเรียนสามรูปแบบ/โรงเรียนมือถือ

ว่าที่ร้อยตรีธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.) กล่าวว่า ตนได้มอบหมายให้สำนักนโยบายและแผนการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สนผ.) สพฐ. สำรวจและรวบรวมข้อมูล รวมถึงวางแนวทางแก้ไขปัญหาเด็กนอกระบบและเด็กตกหล่นของ สพฐ.ต่อไป โดย สพฐ.ได้ทำโครงการ พาน้องกลับมาเรียน นำการเรียนไปให้น้อง (Obec Zero Dropout) ซึ่งจะดำเนินการ 4 มาตรการ คือ 1.ค้นหาจากฐานข้อมูลที่มีอยู่ 2.ร่วมกับทีมสหวิชาชีพคัดกรองเด็กกลุ่มเสี่ยงออกกลางคัน 3.จัดการศึกษาที่ยืดหยุ่น Anywhere Anytime เช่นจัดการศึกษาด้วยโรงเรียนสามรูปแบบ โรงเรียนมือถือ หรือศูนย์การเรียนต้นแบบ 4.เรียนรู้ เพื่ออยู่รอด Learn to Earn คือ สร้างหุ้นส่วนการศึกษากับภาคเอกชนหรือผู้ประกอบการ เกิดเป็นห้องเรียนภูมิปัญญา/ห้องเรียนอาชีพ เรียนไปมีรายได้

S__8937510_0-1024x768 สพฐ.แก้ปัญหาเด็กDropout ผุดโรงเรียนสามรูปแบบ/โรงเรียนมือถือ

ด้าน ดร.นิยม ไผ่โสภา ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนการศึกษาขั้นพื้นฐาน สพฐ. กล่าวว่า สพผ.ได้นำข้อมูลของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ที่ระบุว่า ปีการศึกษา 2566 มีเด็กอยู่นอกระบบและเด็กตกหล่น 1,020,000 คน และข้อมูลของ ศทก.สป.ศธ. มาสังเคราะห์ แล้วพบ ว่า ข้อมูล ณ วันที่ 10 มิถุนายน 2567 ในจำนวน 1,020,000 คน เป็นเด็กที่กลับเข้าสู่ระบบหรือพบว่ามีชื่ออยู่ในระบบแล้ว 326,402 คน โดยมีเด็กอยู่กับ สพฐ. 85,259 คน  เด็กอยู่กับ สช.80,511 คน เด็กอยู่กับ อปท. 79,354 คน อยู่กับ สกร. 44,758 คน อยู่กับ กทม. 19,969 คน และอื่น ๆ 16,551 คน  เป็นเด็กไม่พบในระบบหรือที่หลุดจากระบบจริง ๆ 699,112 คน โดยเด็กที่ไม่พบในระบบนี้ เป็นสัญชาติไทย 452,326 คน ไม่ได้สัญชาติไทย 149,217 คน ไม่มีสถานะทางทะเบียน 93,999 คน และสัญชาติอื่น ๆ 20,170 คน

“คุรุสภา”สั่งสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรง นิติกรของคุรุสภา กรณีมีคลิปเสียงข่มขู่

ตามที่ปรากฏเป็นข่าวในสื่อออนไลน์ เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2567 ที่ผ่านมา กรณีมีการเผยแพร่คลิปเสียงนิติกรของสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา พูดคุยในเรื่องการยื่นอุทธรณ์คำวินิจฉัยการประพฤติผิดจรรยาบรรณวิชาชีพ กับ รองผู้อำนวยการโรงเรียน โดยมีลักษณะข่มขู่ไม่ให้ยื่นอุทธรณ์ นั้น

เมื่อวันที่ 6 พ.ย.2567 ผศ.ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา ให้สัมภาษณ์ว่า สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ทราบเหตุการณ์ดังกล่าวแล้ว ขณะนี้ได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง พร้อมทั้งมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรง และสั่งพักงานนิติกรรายดังกล่าว เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2567 ที่ผ่านมา

“กรณีดังกล่าวมีข้อเท็จจริงเกี่ยวข้องกับการประพฤติผิดจรรยาบรรณวิชาชีพของผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาที่ถูกกล่าวโทษตามที่ปรากฏเป็นข่าวทางสื่อมวลชน เมื่อปี พ.ศ. 2564
กรณีมีการทุจริตโครงการคนละครึ่ง และโครงการเราเที่ยวด้วยกัน ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณาอุทธรณ์ โดยกรณีที่เกิดขึ้น คุรุสภาไม่นิ่งนอนใจและจะดำเนินการตามกระบวนการของกฎหมายและให้ความเป็นธรรมกับทั้งสองฝ่ายโดยเร็วที่สุด”เลขาธิการคุรุสภา กล่าว

 

ศธ.รับลูก“นายกฯอิ๊งค์”เร่งวางแผนเบิกจ่ายงบฯลงทุนไตรมาสแรกเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

วันที่ 5 พ.ย.2567 ดร.สุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ  กล่าวถึงผลการเข้าร่วมประชุมหัวหน้าส่วนราชการกระทรวง หรือเทียบเท่า ที่มี น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในการประชุมฯ เมื่อวันที่ 4 พ.ย.2567 ที่ผ่านมา ว่า น.ส.แพทองธาร นายกรัฐมนตรี ได้เน้นย้ำประเด็นเกี่ยวกับการกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นหลัก โดยให้มีการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณ โดยเฉพาะในเรื่องของงบลงทุน โดยขอให้ทุกหน่วยงานเร่งรัดการเบิกจ่ายโดยเร็ว ทั้งนี้ ในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการ เพิ่งเริ่มไตรมาสแรก ส่วนใหญ่ก็เริ่มเบิกจ่ายแล้วแต่เป็นงบปกติ เช่น งบของเงินเดือน งบค่าใช้สอยปกติ ตัวเลขใช้จ่ายตอนนี้ก็อยู่ที่ประมาณกว่า 2% ของงบประมาณทั้งหมดหรือภาพรวมของกระทรวง

“นายกฯได้เน้นเรื่องเศรษฐกิจเป็นหลัก  โดยได้มีข้อสั่งการให้แต่ละกระทรวงไปเร่งรัดเรื่องการเบิกจ่ายงบประมาณ โดยเฉพาะในไตรมาสแรกนี้ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และให้หน่วยงานภาครัฐไปวางแผนดูว่าอะไรที่มีความจำเป็นเร่งด่วน โดยเฉพราะเรื่องงบลงทุน ก็ให้เร่งดำเนินการให้เร็ว ให้ได้ผู้รับจ้าง ซึ่งในส่วนของศธ.ก็เร่งรัดดำเนินการ โดยในการประชุมประสานภารกิจของศธ. พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ก็ได้มอบหมายให้ผู้ช่วยรัฐมนตรี และประธานคณะทำงาน เข้าไปช่วยดูเรื่องการวางแผนการใช้จ่ายงบประมาณ โดยในไตรมาสแรกนี้ก็จะเน้นย้ำเรื่องงบลงทุนเป็นหลัก ไม่ให้ไปช้าในช่วงปลายปีงบประมาณ ให้มีผู้รับจ้างและทำสัญญาจ้างไว้เพื่อทำให้การเบิกจ่ายได้เร็วขึ้น ทั้งนี้เพื่อแก้ไขปัญหางบพับ หรือแก้ปัญหาผู้รับจ้างทิ้งงาน“ ดร.สุเทพ กล่าว

พฤษภาคม นี้ “รอผลศึกษา”ตั้ง-ไม่ตั้ง ศึกษาธิการภาค

เมื่อวันที่ 5 พ.ย.2567 พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.)เปิดเผย ถึงการแต่งตั้งศึกษาธิการภาค(ศธภ.) ว่า ตนได้มอบหมายให้ ดร.สุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ไปศึกษาว่าการไม่มีศึกษาธิการภาค กับการมีศึกษาธิการภาค มีผลกระทบกับงานมากน้อยเพียงไร

937379F0-0592-464F-8642-BD285D09808A-1024x768 พฤษภาคม นี้ “รอผลศึกษา”ตั้ง-ไม่ตั้ง ศึกษาธิการภาค

ด้าน ดร.สุเทพ กล่าวว่า ที่มาที่ไปที่ยังไม่ได้แต่งตั้งศึกษาธิการภาคตอนนี้ก็คือ สืบเนื่องจาก ก่อนหน้านี้มีการอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎร และนักวิชาการการศึกษาอิสระต่าง ๆ ได้วิพากษ์วิจารณ์ว่า ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการและศึกษาธิการภาค มีลักษณะการทำงานที่ซ้ำซ้อนกัน ทำให้รัฐบาลสิ้นเปลืองงบประมาณ และกระทบต่อการกำหนดตำแหน่งต่าง ๆ  ดังนั้นกระทรวงศึกษาธิการ โดย พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ จึงได้มอบนโยบายให้ ตนไปศึกษาบริบทของศึกษาธิการภาค และผู้ตรวจราชการ ว่าสามารถที่จะดำเนินการขับเคลื่อนนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการอย่างไร ซึ่งโดยบทบาทของผู้ตรวจราชการก็จะมีบทบาทในเรื่องการตรวจติดตาม กำกับ ให้คำแนะนำ ขณะที่ ศึกษาธิการภาค ก็จะมีบทบาทหน้าที่ในการขับเคลื่อนนโยบายในพื้นที่ในบริบทของภาค ดังนั้นเพื่อการศึกษาแนวทางในเรื่องของการปฏิวัติการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ก็จะมีการบูรณาการในการทำงานร่วมกัน โดยมอบหมายให้ผู้ตรวจราชการมาปฎิบัติหน้าที่ศึกษาธิการภาคอีกหน้าที่หนึ่ง

ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวต่อไปว่า ดังนั้นผู้ตรวจราชการจะทำหน้าที่ในสองบทบาท คือ บทบาทของผู้ตรวจราชการและบทบาทศึกษาธิการภาค เนื่องจากพื้นที่ทั้งสองตำแหน่งเป็นพื้นที่เดียวกันทั้งหมด จึงได้รับการมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่ทั้งสองบทบาทหน้าที่ในพื้นที่เดียวกัน อย่างไรก็ตาม สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ได้ทำการศึกษาทั้งสองแนวทาง คือ เรื่องการแยกปฏิบัติหน้าที่ กับการบูรณาการทั้งสองหน้าที่รวมกัน ว่าจะสามารถขับเคลื่อนนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการได้ดี หรือ มีประสิทธิภาพมากน้อยแค่ไหน โดยขณะนี้การศึกษายังไม่เสร็จสิ้น เพราะอย่างน้อยต้องศึกษาไม่น้อยกว่า 1 ปีการศึกษา ถึงจะเห็นภาพ  ซึ่งเราเพิ่งเริ่มศึกษาและดำเนินการเมื่อเทอมที่แล้ว จะสิ้นสุดปีการศึกษาก็ราว ๆ เดือนพฤษภาคม ก็น่าจะเห็นภาพชัดเจนว่าการศึกษาในแนวทางร่วมกันจะมีผลออกมาอย่างไร

“คุณลักษณะของงานในตำแหน่งทั้งสองหน่วยงานแตกต่างกันอยู่แล้ว ศึกษาธิการภาคจะเป็นหน่วยของการขับเคลื่อนนโยบายส่วนผู้ตรวจราชการจะเป็นการตรวจติดตาม กำกับ และให้คำแนะนำ แต่ถ้าเราเอาสองงานมารวมกันแล้วให้คนเดียวทำ ตามเสียงวิพากษ์วิจารณ์ จะแตกต่างกันอย่างไรเมื่อมาบูรณาการกันแล้ว ก็ต้องมาดูผลการศึกษาว่ามันจะเป็นอย่างไร ดีหรือไม่ดีแล้วค่อยเอาผลมาสรุปอีกครั้งว่าจะยังคงมีศึกษาธิการภาคอยู่หรือไม่ จะแต่งตั้งศึกษาธิการภาคครบทั้ง 12 ตำแหน่ง หรือจะให้ผู้ตรวจราชการ 12 คน ทำหน้าที่ศึกษาธิการภาค ทั้ง 18 ภาค  ซึ่งตอนนี้อยู่ในระหว่างการศึกษาข้อมูล ซึ่งคาดว่าในเดือนพฤษภาคมนี้ จะเห็นภาพที่ชัดเจน ถึงข้อสรุปว่าควรจะเดินไปในทิศทางไหนอย่างไร อย่างไรก็ตาม สำนักงานศึกษาธิการภาค และตำแหน่งของศึกษาธิการภาคยังไงก็ต้องคงไว้ เพราะมีรองศึกษาธิการภาคอยู่แล้ว เพียงแต่ตัวคนที่จะมาเป็นศึกษาธิการภาคจะเป็นผู้ตรวจราชการหรือว่าจะแยกเป็นศึกษาธิการภาคเหมือนเดิม ก็ขึ้นอยู่กับผลของการศึกษา ซึ่งตอนนี้ยังไม่ได้ข้อสรุป

องค์การค้าของ สกสค.จัดแข่งขันบอร์ดเกมส์เชิงวิชาการชิงถ้วยพระราชทานกรมสมเด็จพระเทพฯ

เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2567 นายภกร รงค์นพรัตน์ รองผู้อำนวยการองค์การค้าของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา(สกสค.) กล่าวว่า  องค์การค้าของ สกสค.ได้จัดการแข่งขันบอร์ดเกมส์เชิงวิชาการชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี โดยจะมีการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศในงานแสดงนวัตกรรมและเทคโนโลยีด้านการศึกษา Edtex 2024 ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ซึ่งงานดังกล่าวจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 6-8 พฤศจิกายน 2567

สำหรับการแข่งขันบอร์ดเกมส์เชิงวิชาการในครั้งนี้ มีถ้วยรางวัลจำนวน 7 รางวัล ดังนี้
1. รางวัลชนะเลิศ ถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

2. ถ้วยรางวัลรองชนะเลิศอันดับ1 โดย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ )

3. ถ้วยรางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 2 โดย นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

4. ถ้วยรางวัลชมเชย โดย ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน

5. ถ้วยรางวัลชมเชย โดย นายพีระพันธ์ เหมะรัต เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา

6. ถ้วยรางวัลชมเชย โดย นายพัฒนะ พัฒนทวีดล รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน รักษาการแทนผู้อำนวยการองค์การค้าของ สกสค.

7. ถ้วยรางวัลชมเชย โดย รศ.ธีระเดช เจียรสุขสกุล ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.)

ทั้งนี้ การแข่งขันบอร์ดเกมส์ในรอบชิงชนะเลิศ ในวันพฤหัสบดีที่ 7 พฤศจิกายน 2567 มีผู้เข้าแข่งขันจาก 4 ภูมิภาค ภาคละ 16 คน รวมผู้เข้าแข่งขันทั้งสิ้น  64 คน มีถ้วยรางวัลจำนวน 7 รางวัล  องค์การค้าของ สกสค.ขอเชิญชวนคณะครู นักเรียน เข้าร่วมงานในครั้งนี้ โดยผู้เข้าร่วมงานคนจะได้ร่วมเล่นบอร์ดเกมส์และได้รับของสมนาคุณจากบูธองค์การค้าของ สกสค.จำนวนมากมาย

สอศ.ปักธงยกระดับอาชีวะไทย ด้วย 8 ยุทธศาสตร์ “ทำดี ทำได้ ทำทันที” สร้างคนคุณภาพสู่โลกอนาคต

E14CFE78-A24E-4C58-8310-51805FE99863-1024x683 สอศ.ปักธงยกระดับอาชีวะไทย ด้วย 8 ยุทธศาสตร์ "ทำดี ทำได้ ทำทันที" สร้างคนคุณภาพสู่โลกอนาคต

เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2567 นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.)เป็นประธานเปิดการประชุมผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(สอศ.)ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 พร้อมบรรยายพิเศษการพัฒนาอาชีวศึกษา 8 Agenda พัฒนาอาชีวศึกษา “ทำดี ทำได้ ทำทันที” OVEC ONE TEAM โดยมี นายสมชาย ลีหล้าน้อย รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าวต้อนรับ ร่วมด้วย นายวิทวัต ปัญจมะวัต นายสง่า แต่เชื้อสาย นายณรงค์ชัย เจริญรุจิทรัพย์ รองเลขาธิการ กอศ.ผู้บริหารส่วนกลาง ผู้บริหารสถานศึกษา สังกัด สอศ. ภาครัฐและเอกชน และผู้เกี่ยวข้อง กว่า 700 คน เข้าร่วมประชุม ณ วิทยาลัยเทคนิคนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช

F4B32E66-490A-4A1C-BF3F-DC9BE012EF36-1024x683 สอศ.ปักธงยกระดับอาชีวะไทย ด้วย 8 ยุทธศาสตร์ "ทำดี ทำได้ ทำทันที" สร้างคนคุณภาพสู่โลกอนาคต

นายยศพล กล่าวว่า การประชุมผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ในครั้งนี้ เป็นโอกาสที่ทุกท่านจะได้ทราบแนวนโยบาย และร่วมกันทบทวนถึงผลการดำเนินงานในปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 รวมถึงเป็นการวางรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนอาชีวศึกษาสู่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ตามนโยบายกระทรวงศึกษาธิการ พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ “เรียนดี มีความสุข” ซึ่งที่ผ่านมา ครู อาจารย์ ผู้บริหาร และภาคส่วนต่างๆ คือ กลไกให้เกิดความสำเร็จ ได้ร่วมมือกันอย่างดีในการพัฒนาผู้เรียนให้มีทักษะที่จําเป็น 3 ด้าน คือ ทักษะวิชาการ ทักษะวิชาชีพ และทักษะชีวิต ขับเคลื่อนผู้เรียนอาชีวะมีรายได้ระหว่างเรียน พัฒนาหลักสูตรใหม่ๆ ขับเคลื่อนการจัดการศึกษาภายใต้ศูนย์ CVM และ Excellent Center สร้างผู้เรียนให้มีสมรรถนะสูง เช่น พาณิชย์นาวี ยานยนต์สมัยใหม่ EV และนำ AI Digital มาใช้ในการเรียนการสอน ร่วมกับสถานประกอบการปรับหลักสูตรสอดคล้องให้ผู้เรียนมีสมรรถนะ จบแล้วมีงานทำตรงตามความต้องการที่หลากหลายทั้งภาคอุตสาหกรรม ภาคธุรกิจและบริการ ภาคการโรงแรม ซึ่งจะเห็นถึงการพัฒนายกระดับอาชีวศึกษาที่เกิดขึ้น และการปรับหลักสูตรอาชีวศึกษาด้านเกษตร ยกระดับวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี ซึ่ง รมว.ศึกษาธิการ เน้นย้ำ การจัดการเรียนการสอนเป็นสมัยใหม่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงในปัจจุบัน และในปี 2568 นี้ ทุกท่านคือส่วนร่วมในการขับเคลื่อนการเรียนการสอนด้วยแนวทาง “จับมือไว้แล้วไปด้วยกัน” สร้างความสามัคคี ปูพื้นฐานต่างๆ แลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อความสำเร็จของอาชีวศึกษา ร่วมกันขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง และพัฒนาประเทศชาติต่อไป

370A4D4C-CFA0-49BB-96B5-6ECEDBB249DE-1024x683 สอศ.ปักธงยกระดับอาชีวะไทย ด้วย 8 ยุทธศาสตร์ "ทำดี ทำได้ ทำทันที" สร้างคนคุณภาพสู่โลกอนาคต

ทั้งนี้ สอศ. ขับเคลื่อนอาชีวศึกษา ตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ “เรียนดี มีความสุข” ด้วยนโยบายการพัฒนาอาชีวศึกษา ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 “8 Agenda พัฒนาอาชีวศึกษา ทำดี ทำได้ ทำทันที OVEC ONE TEAM” ดังนี้
1.ส่งเสริมการเรียนรู้อาชีวศึกษาทุกที่ทุกเวลา (Anywhere Anytime)
2.ปฏิรูประบบอาชีวศึกษาและพัฒนาคุณภาพการศึกษา
3.เสริมสร้างอาชีวศึกษาแห่งความสุข ปลอดภัย และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
4.พัฒนาทักษะและสมรรถนะวิชาชีพกำลังคน
(Skill Certificate)
5.พัฒนาภาคีเครือข่ายและเสริมพลังความร่วมมือ
6.ยกระดับการบริหารและพัฒนาบุคลากรอาชีวศึกษา
7.เสริมสร้างภาพลักษณ์อาชีวศึกษายุคใหม่
8.เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการอาชีวศึกษา

DE3A4CD7-21DD-4348-B675-2C226ACAF9C5-724x1024 สอศ.ปักธงยกระดับอาชีวะไทย ด้วย 8 ยุทธศาสตร์ "ทำดี ทำได้ ทำทันที" สร้างคนคุณภาพสู่โลกอนาคต