“ธนากร” เผยไทม์ไลน์แบ่งส่วนราชการ สกร.หลัง ครม. ผ่านร่างกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการ

เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2567 นายธนากร ดอนเหนือ อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ เปิดเผยถึงผลการประชุมคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับกรมส่งเสริมการเรียนรู้ เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2567 เรื่อง ร่างกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมส่งเสริมการเรียนรู้ กระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. …. ว่า คณะรัฐมนตรีรับทราบร่างกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมส่งเสริมการเรียนรู้ กระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. …. ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว และให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีส่งร่างกฎกระทรวงในเรื่องนี้ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการลงนาม และประกาศในราชกิจจานุเบกษาต่อไป ตามที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สคก.) เสนอ

กรมส่งเสริมการเรียนรู้ กระทรวงศึกษาธิการ จัดตั้งขึ้นเมื่อ 18 พฤษภาคม 2566 โดยพระราชบัญญัติส่งเสริมการเรียนรู้ มีสถานะเป็นนิติบุคคล และเป็นกรมตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ และกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหาราชการแผ่นดิน อยู่ในบังคับบัญชาของรัฐมนตรี และปลัดกระทรวงศึกษาธิการ โดยมีภารกิจเกี่ยวกับการจัด ส่งเสริมและสนับสนุนการเรียนรู้ตลอดชีวิต การเรียนรู้เพื่อพัฒนาตนเอง การเรียนรู้เพื่อคุณวุฒิตามระดับ และการเรียนรู้ในรูปแบบอื่นที่จะก่อให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชน เพื่อให้บุคคลมีทักษะการเรียนรู้ทักษะอาชีพ ทักษะชีวิตที่สอดคล้องและ เท่าทันพัฒนาการของโลก และมีโอกาสพัฒนาหรือเพิ่มพูนทักษะของตนให้สูงขึ้นหรือปรับเปลี่ยนทักษะของตนตามความถนัดหรือความจำเป็น จึงกำหนดโครงสร้างการแบ่งส่วนราชการภายในกรม ออกเป็น 2 กลุ่ม 7 กอง ดังนี้
1) กลุ่มตรวจสอบภายใน
2) กลุ่มพัฒนาระบบบริหาร
3) สำนักงานเลขานุการกรม
4) กองบริหารทรัพยากรบุคคล
5) กองมาตรฐานและส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อคุณวุฒิ
6) กองยุทธศาสตร์และแผนงาน
7) กองส่งเสริมและพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้
8) ศูนย์เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้
9) ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์

นายธนากร กล่าวต่อว่า หลังจากนี้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี จะแจ้งมติคณะรัฐมนตรีและส่งร่างกฎกระทรวงให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการลงนาม และประกาศในราชกิจจานุบกษา เพื่อให้มีผลใช้บังคับตามบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหาราชการแผ่นดิน  เมื่อกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมส่งเสริมการเรียนรู้ฯ มีผลใช้บังคับ กรมส่งเสริมการเรียนรู้จะเร่งดำเนินการเกี่ยวกับการกำหนดตำแหน่งของข้าราชการในส่วนราชการที่ปรากฏตามกฎกระทรวง โดยเสนอ อ.ก.พ. กระทรวง และสำนักงาน ก.พ. พิจารณาตามลำดับ ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จประมาณต้นปี 2568 หลังจากนั้นจะสามารถดำเนินการเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของข้าราชการพลเรือนสามัญทั้งระบบได้

5 ภาคีผนึกกำลังเปิดหลักสูตร “โอกาสธุรกิจสุขภาพและการแพทย์สำหรับผู้บริหารระดับสูง” รุ่น 5

ผศ.ดร.จันทร์จิรา วงษ์ขมทอง ผู้อำนวยการหลักสูตร “ WELLNESS & HEALTHCARE BUSINESS OPPORTUNITY PROGRAM FOR EXECUTIV (WHB)” กล่าวว่า กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข, กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์, บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี (ประเทศไทย)จำกัด, ภาควิชานโยบายด้านสุขภาพของโลก บัณฑิตวิทยาลัยคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น และ บริษัท ไทยพัฒนาสุขภาพ จำกัด โดย International Wellness & Healthcare Academy ได้ร่วมมือกันจัดการเรียนหลักสูตร WHB รุ่นที่ 5 เพื่อตอบสนองนโยบายรัฐบาลในการขับเคลื่อนให้อุตสาหกรรมทางการแพทย์ครบวงจรของประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางด้านบริการสุขภาพและการแพทย์ของโลก โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มพูนเครือข่ายพันธมิตรระหว่างผู้ประกอบการ นักธุรกิจด้านสุขภาพและอุตสาหกรรมการแพทย์ และผู้บริหารระดับสูงจากคณะวิชาด้านการแพทย์หรือด้านสุขภาพหรือธุรกิจบริการ หรือผู้ที่สนใจธุรกิจด้านสุขภาพ และอุตสาหกรรมการแพทย์ในอนาคต อีกทั้งมุ่งเสริมความรู้เกี่ยวกับเทรนด์ ความก้าวหน้า โอกาสและการลงทุนในธุรกิจเกี่ยวกับเวลเนสและเฮลแคร์ ขณะเดียวกันมุ่งเสริมสร้างให้เกิดการขยายเครือข่ายพันธมิตร เพื่อผสานความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับไปใช้ต่อยอดธุรกิจเดิมหรือพัฒนาธุรกิจใหม่ด้านเวลเนสและเฮลแคร์

นพ.กุลธนิต วนรัตน์ ผู้อำนวยการกองการแพทย์ทางเลือก กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า กรมการแพทย์แผนไทยฯมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการเป็นศูนย์กลางบริการสุขภาพของโลกผ่านการดำเนินการตามนโยบายของนพ.สมฤกษ์ จึงสมาน อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ที่มีกลยุทธ์ 3 สร้าง ดังนี้ 1. สร้างความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายบริการทั้งในและต่างประเทศ 2. สร้างความเชื่อมั่น ด้วยนวัตกรรม งานวิจัย ประสิทธิผลและความปลอดภัยของยาสมุนไพรในกลุ่มอาการที่พบบ่อย และ3. สร้างมาตรฐานและยกระดับบริการทางการแพทย์ และสถานประกอบการด้านสุขภาพให้เป็นที่ยอมรับ โดยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน การเข้าร่วมเป็นองค์กรภาคีจัดการเรียนหลักสูตรในครั้งนี้ จะเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจและผู้ประกอบการด้านสุขภาพและด้านการแพทย์ ส่งเสริมผู้ประกอบการภาคเอกชน ให้เติบโตอย่างต่อเนื่องและเป็นจุดหมายด้านเวลเนสและเฮลท์แคร์ที่มุ่งสู่ระดับโลกต่อไป

นายสันติพงษ์ วงค์ทะเนตร ผู้อำนวยการกองธุรกิจบริการ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ มีความมุ่งมั่นที่จะสร้างพลังขับเคลื่อนธุรกิจไทยให้ยั่งยืนด้วยนวัตกรรม โดยความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน ในการส่งเสริมพัฒนาและเชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจสุขภาพและความงามของไทยให้เข้มแข็งและแข่งขันได้ ซึ่งสอดคล้องกับการเติบโตของอุตสาหกรรมท่องเที่ยว การเข้าสู่สังคมสูงวัย และเทรนด์การดูแลสุขภาพควบคู่กับการมีคุณภาพชีวิตที่ดี ดังนั้นการเข้าร่วมเป็นองค์กรภาคีจัดการเรียนหลักสูตร WHB จะเป็นอีกหนึ่งฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจและผู้ประกอบการด้านสุขภาพและการแพทย์ของไทยให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง

ดร. ชวพล จริยาวิโรจน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท หัวเหว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า หัวเว้ยพร้อมช่วยขับเคลื่อนให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางสำหรับการดูแลสุขภาพแบบครบวงจรของ โดยร่วมดำเนินการมาตั้งแต่รุ่นที่ 1 จนถึงปัจจุบันด้วยการสนับสนุนเรื่องการเปลี่ยนผ่านดิจิทัลและระบบอุตสาหกรรมอัจฉริยะ เพื่อสร้างนวัตกรรมการบริการสำหรับผลักดันการบริการด้านสุขภาพและการแพทย์ของประเทศไทยให้เข้าสู่การเปลี่ยนผ่านเชิงไอซีที โดยเทคโนโลยีดิจิทัลและเครือข่าย 5G จะเข้ามาช่วยให้เกิดการบริการทางการแพทย์และบริการสุขภาพในรูปแบบดิจิทัล และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสถานพยาบาลต่างๆ ทำให้งานด้านการส่งข้อมูลการดูแลผู้ป่วย การเก็บข้อมูลวิเคราะห์ และการสั่งงานจากระยะไกลสามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ศ.นพ.มาซาฮิริ ฮาชิซึเมะ ประธานภาควิชานโยบายด้านสุขภาพของโลก มหาวิทยาลัยโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น กล่าวว่า ภาควิชาฯได้ร่วมมือกับองค์กรภาคีในประเทศไทย จัดหลักสูตร WHB ตั้งแต่รุ่นที่ 1 เป็นต้นมา โดยตนและคณาจารย์จากมหาวิทยาลัยโตเกียวจะเดินทางมาที่ประเทศไทย เพื่อบรรยายเรื่องเวลเนส และมาตรการในการลดผลกระทบของมลภาวะและสิ่งแวดล้อม ที่ได้ดำเนินการในประเทศญี่ปุ่นและประเทศต่างๆ ซึ่งประเทศไทยสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ นอกจากนั้น เมื่อเสร็จสิ้นการเรียนในประเทศไทยแล้ว เรายังได้จัดให้มีการศึกษาดูงานเกี่ยวกับนวัตกรรมทางการแพทย์และสุขภาพ และการบริหารจัดการสถานดูแลและที่พักอาศัยของผู้สูงอายุที่เป็นต้นแบบของการดูแลผู้สูงวัยของโลก ในประเทศญี่ปุ่นอีกด้วย

ด้าน ศ.เกียรติคุณ ดร.นพ.สมอาจ วงษ์ขมทอง ประธานหลักสูตรฯ และประธานบริษัท ไทยพัฒนาสุขภาพ จำกัด กล่าวว่า หลักสูตร WHB รุ่นที่ 5 มุ่งผลลัพธ์ เพื่อให้เกิดการรังสรรค์ธุรกิจใหม่ด้านเวลเนสที่ทันสมัยหรือด้านเฮลแคร์ที่มีเทคโนโลยีล้ำสมัยเกิดขึ้นจริงระหว่างการเรียนและหลังจบหลักสูตร โดยมี 5 ชุดความรู้ที่สำคัญ ประกอบด้วย ชุดที่1 เรื่องMedical Hub เน้นเนื้อหาเกี่ยวกับการสร้างความเป็นเลิศในการให้บริการด้านสุขภาพและการรักษาพยาบาลของไทยในระดับนานาชาติ ชุดที่ 2 เรื่อง Wellness ที่ประเทศไทยมีมูลค่าตลาดของธุรกิจเวลเนสในปี 2567 ไม่น่าจะต่ำกว่า 1.5 ล้านล้านบาท และจะมีอัตราการเจริญเติบโตที่สูงขึ้น ชุดที่ 3 เรื่องธุรกิจที่เกี่ยวกับผู้สูงอายุ ปัจจุบันประชากรไทย 1 ใน 5 คนเป็นผู้สูงอายุ ดังนั้นธุรกิจการดูแลผู้สูงอายุจะขยายตัวอย่างมาก ชุดที่ 4 เรื่อง Healthtech และ Wellnesstech การประยุกต์ใช้ดิจิทัลเทคโนโลยีและ AI ในบริการสุขภาพและการรักษาพยาบาลจะมีความก้าวหน้าและแพร่หลายขึ้นมาก และชุดที่ 5 เรื่องธุรกิจในอุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร ซึ่งเป็น New S Curve Business ของอุตสาหกรรมการแพทย์ในวิถีใหม่ นอกจากการบรรยายโดยวิทยากรแนวหน้าจากภาครัฐและเอกชน แล้วยังมีการศึกษาดูงานธุรกิจชั้นนำของโลกทั้งในและต่างประเทศ ดังนั้นผู้บริหารระดับสูง (ระดับ 9 ขึ้นไปหรือเทียบเท่า) ผู้ประกอบการ และผู้สนใจสมัครเรียนได้ตั้งแต่บัดนี้ถึงวันที่ 5 ธ.ค.2567 โดยกรอกใบสมัครออนไลน์ได้ที่ https://whb.info/whb/application/ ค่าธรรมเนียมการเรียน 229,000 บาท โดยเริ่มเรียนในวันที่ 24 ม.ค.- 30 พ.ค.2568 ที่โรงแรมอนันตา สยาม กรุงเทพฯ ถนนราชดำริ สนใจสอบถามรายละเอียดได้ที่ศูนย์ประสานงานหลักสูตร WHB โทร. 06-5949-4741, 08-7332-5640, 09-87991499

“ธนุ” หารือ ก.พ.เปลี่ยนวิธีจ้างลูกจ้าง สพฐ.ก่อนเสนอ ครม. หวังให้ได้ประกันสังคมต่อเนื่อง เห็นใจทำงานมานานเป็นสิบปี

เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2567 พลตำรวจเอกเพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวถึงกรณีที่สมาพันธ์เจ้าหน้าที่ธุรการโรงเรียนแห่งประเทศไทยและกลุ่มลูกจ้างสังกัด สพฐ. ต้องออกมาเคลื่อนไหวกรณีสำนักคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) แจ้งเรื่องการจัดสรรอัตราการปฏิบัติงานให้ราชการ ปีงบประมาณ 2568 โดยปรับเปลี่ยนวิธีการจ้างเป็นจ้างเหมาบริการและตัดเงินสมทบประกันสังคม ส่งผลให้ลูกจ้าง สพฐ. กว่า 7 หมื่นคนทั่วประเทศ  ได้รับผลกระทบ ถึงสิทธิประโยชน์ที่พึงได้รับ ว่า เรื่องนี้กระทรวงศึกษาธิการต้องดำเนินการอยู่แล้ว แต่ปัญหานี้เป็นทั้งประเทศไม่ใช่เฉพาะกระทรวงศึกษาธิการที่เดียวก็คงต้องทำความเข้าใจกัน ส่วนกระทรวงศึกษาธิการก็ทำตามหน้าที่ ซึ่งมีกรอบหลายอย่างกำหนดไว้อยู่แล้ว การจ้างเหมาก็มีกรอบอัตราแบบหนึ่ง ลูกจ้างชั่วคราวก็เป็นกรอบอัตราอีกแบบหนึ่ง ซึ่งเรื่องนี้เป็นนโยบายที่รัฐบาลที่พยายามลดอัตรากำลังของส่วนราชการลง

ด้าน ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.) กล่าวว่า  เรื่องการเปลี่ยนจากการจ้างเหมาบริการ ไปเป็นวิธีการจ้างลูกจ้างชั่วคราวตามเดิมนั้น ต้องขอความเห็นชอบจากคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน(ก.พ.) ก่อน ถ้า ก.พ. เห็นชอบ สพฐ.จะมาตั้งเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี(ครม.) เพื่อขออนุมัติเงินประกันสังคมให้ตามที่เรียกร้อง ส่วนเรื่องการปรับเงินเดือนก็เป็นนโยบายของรัฐบาลอยู่แล้วที่จะปรับเงินเดือนให้เท่ากับค่าจ้างขั้นต่ำ ซึ่งก็จะเสนอ ครม.เช่นกัน อย่างไรก็ตามรอให้ ก.พ.ตอบกลับมาก่อน แล้วทำเรื่องเสนอ ครม.พร้อมกัน  โดยตนจะทำหนังสือไปถึง ก.พ.ภายในวันนี้

“สำหรับเรื่องเงินสมทบประกันสังคมที่อาจจะขาดส่งในช่วงเปลี่ยนวิธีจ้างนี้ก็ต้องหารือไปยังประกันสังคมก่อน  แต่ตอนนี้เนื่องจากสำนักงบประมาณไม่ได้จ่ายงบฯให้จ่ายเงินสมทบประกันสังคม เพราะเป็นการจ้างเหมาบริการ เพราะฉะนั้นเราก็ต้องแก้ปัญหาและ สพฐ.กำลังทำเรื่องเสนอ ครม.อยู่  ซึ่งถ้าเราทำตรงนี้ได้สำเร็จ ลูกจ้างก็จะได้อานิสงค์ทุกกระทรวง ก็เห็นใจคนที่ทำงานกันมาเป็นสิบปี”เลขาธิการ กพฐ.กล่าว

“เสมา1”ไม่เต้นตามกระแสเรียกร้องย้าย ผอ.สพป.ขอนแก่นเขต3 ออกนอกพื้นที่ ขอคนร้องให้ลงชื่อ-นามสกุลชัดเจน

เมื่อวันที่ 30 ต.ค.2567 พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยกรณี มีคำแถลงการณ์ และบัตรสนเท่ห์ว่อนในโซเชียล เรียกร้องให้ย้ายผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา(สพป.)ขอนแก่น เขต 3 ออกนอกพื้นที่ โดยได้กล่าวหาว่ามีการทุจริตในหลายประเด็น ว่า เรื่องนี้ทราบว่า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.)ได้ตั้งกรรมการลงไปตรวจสอบข้อเท็จจริงในพื้นที่แล้ว ซึ่งก็ต้องให้ความเป็นธรรมทั้งสองฝ่ายในการดำเนินการต่างๆ อย่างไรก็ตาม ตนอยากบอกว่าหากใครจะร้องเรียน หรือเรียกร้องอะไรก็ขอให้ลงชื่อ นามสกุลให้ชัดเจน ไม่ใช่เป็นบัตรสนเท่ห์ ไม่ใช่ใครออกมาร้องแล้วก็จะย้ายคนนั้น ซึ่งเราก็ต้องให้โอกาสเขาได้ชี้แจงด้วย

KV3A3418_0-1024x682 “เสมา1”ไม่เต้นตามกระแสเรียกร้องย้าย ผอ.สพป.ขอนแก่นเขต3 ออกนอกพื้นที่ ขอคนร้องให้ลงชื่อ-นามสกุลชัดเจน

ด้าน ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.)กล่าวว่า เมื่อวานนี้กลุ่มดังกล่าวได้มายื่นหนังสือที่ สพฐ.แล้ว แต่เป็นคำแถลงการณ์ เป็นบัตรสนเท่ห์ ไม่มีชื่อคนร้องเรียนที่ชัดเจน แต่อย่างไรก็ตาม ตนได้ให้คณะกรรมการลงไปตรวจสอบข้อเท็จจริงในพื้นที่แล้ว เพื่อให้ความเป็นธรรมกันทั้งสองฝ่าย ไม่ใช่ว่ามีเรื่องร้องเรียนมาเราจะต้องย้าย ผอ.เขตพื้นที่ทันที เราต้องให้ความเป็นธรรมเขาด้วย แต่ถ้าตรวจสอบแล้วผิดจริงก็ต้องย้ายแน่นอน ถ้าไม่ผิดก็ต้องให้โอกาสเขาได้ทำงาน อย่างไรก็ตาม ตนคิดว่า เรื่องนี้น่าจะเป็นปัญหาในเชิงการบริหารงานในพื้นที่ มีปัญหาเรื่องผอ.กลุ่มงานต่าง ๆ หรืออาจมีบุคคลคนภายนอก หรือการเมือง เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

“นายกอิ๊ง”รับปากช่วยลูกจ้างสพฐ.ตั้งวอร์รูมประชุมร่วม พร้อมเร่งประสาน “เสมา1”ช่วยแก้ปัญหา

เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2567 นายวรวิทย์ อัคราภิชาต แกนนำกลุ่มภาคกลาง ผู้แทนลูกจ้างในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.)ให้สัมภาษณ์ว่า หลังจากที่พวกตนได้รอพบ พลตำรวจเอกเพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ที่กระทรวงศึกษาธิการ แต่ไม่ได้พบ จึงได้เดินทางมาที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อมายื่นหนังสือข้อเรียกร้อง ต่อ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี โดยมี นายสมพาศ นิลพันธ์ ตัวแทนนายกรัฐมนตรี มารับหนังสือ และรับปากว่าจะนำเรียนความเดือดร้อนให้นายกรัฐมนตรีทราบโดยด่วนและจะเร่งประสานมายังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการให้เร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนอย่างเร่งด่วน ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี ได้รับทราบปัญหาเบื้องต้นแล้ว และจะตั้งวอร์รูมประชุมร่วมกันกับทางสมาพันธ์ฯ เพื่อให้เกิดความมั่นคงในอาชีพ เนื่องจากหน่วยงานอื่นทำงานเกิน 5ปีก็ได้สิทธิประโยชน์ แต่ลูกจ้าง สพฐ.ทำงานมา 15 ปี ยังไม่ได้สิทธิประโยชน์อะไรเลย

S__25600308-1024x768 “นายกอิ๊ง”รับปากช่วยลูกจ้างสพฐ.ตั้งวอร์รูมประชุมร่วม พร้อมเร่งประสาน “เสมา1”ช่วยแก้ปัญหา

นายวรวิทย์ กล่าวต่อไปว่า เหตุผลที่สมาพันธ์เจ้าหน้าที่ธุรการโรงเรียนแห่งประเทศไทยและกลุ่มลูกจ้างสังกัด สพฐ. ต้องออกมาเคลื่อนไหว เพราะพวกเราเดือดร้อนจริง ๆ โดยเฉพาะเรื่องประกันสังคม  พวกเราทุกคนทำงานมามีอายุงาน 15  ปีแล้ว ได้รับการสมทบประกันสังคมตั้งแต่ ปี 2552 เพราะพวกเราเข้าโครงการตั้งแต่โครงการภายใต้แผนฟื้นฟูเศรษฐกิจ ระยะที่ 2 ไทยเข้มแข็ง(SP 2) คืนครูให้นักเรียน  อย่างไรก็ตาม จริง ๆ แล้ว สพฐ.ได้เชิญผู้แทนและประธานสมาพันธ์ทุกภาคเข้าหารือแนวทางแก้ปัญหาร่วมกันแล้ว โดยมีดร.อุดม พรมพันธ์ใจ ผู้แทน รมว.ศึกษาธิการ ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.) นายพัฒนะ พัฒนทวีดล รองเลขาธิการ กพฐ. นายศุภสิน ภูศรีโสม ผอ.สำนักพัฒนาระบบบริหารงานบุคคลและนิติการ และนายนิยม ไผ่โสภา ผอ.สำนักนโยบายและแผนการศึกษาขั้นพื้นฐาน เข้าร่วมหารือ

S__25600122_0-1024x683 “นายกอิ๊ง”รับปากช่วยลูกจ้างสพฐ.ตั้งวอร์รูมประชุมร่วม พร้อมเร่งประสาน “เสมา1”ช่วยแก้ปัญหา

นายวรวิทย์ กล่าวว่า จากการเจรจา ทาง สพฐ. และ ผู้แทน รมว.ศึกษาธิการ ได้ขอให้บอกถึงผลกระทบจากการเป็นลูกจ้างชั่วคราวมาเป็นจ้างเหมาบริการ ซึ่งตนได้ชี้แจงไปหมดแล้ว และสุดท้ายก็มีข้อตกลง 3 ข้อ คือ 1 ให้เอาประกันสังคมกลับคืนมา แล้วเปลี่ยนกลับไปจ้างเป็นลูกจ้างชั่วคราวเหมือนเดิมและส่งเงินสมทบประกันสังคมต่อ   2 ขอปรับเงินเดือนตามนโยบายรัฐบาลจาก 15,000 บาท เป็น 16,500 บาท และ 3 ขอให้ สพฐ.จัดสรรอัตรากำลังในการสอบกรณีพิเศษสำหรับลูกจ้าง สพฐ.  เพราะอายุงาน 10 ปี 15 ปี ควรจะมีกรณีพิเศษของการประเมินเข้าสู่ตำแหน่งพนักงานราชการ ขอให้มีการสอบแข่งขันกันเองในอัตราละ 5% ต่อปีต่อสำนักงานเขตพื้นที่ ซึ่ง นายอุดม ซึ่งเป็นผู้แทน รมว.ศึกษาธิการ ก็พูดว่า ข้อเรียกร้องทั้ง 3 ข้อยังไม่เห็นว่า รมว.ศึกษาธิการจะทำข้อไหนให้ไม่ได้เลย แต่ขอเวลาให้ สพฐ.กลั่นกรองข้อมูลให้ครบถ้วนและเสนอ รมว.ศึกษาธิการ เพื่อนำเข้าคณะรัฐมนตรี(ครม.)เพื่อของบฯกลาง มาดูแลเรื่องประกันสังคม เรื่องการเลื่อนเงินเดือน เพราะ สพฐ.ทำรายละเอียด ค่าใช้จ่ายไปแล้วว่า ต้องใช้เงินสมทบประกันสังคมประมาณ 400 ล้านบาท  สำหรับขึ้นเงินเดือนประมาณ 8,000 ล้านบาท

S__42418188-1024x683 “นายกอิ๊ง”รับปากช่วยลูกจ้างสพฐ.ตั้งวอร์รูมประชุมร่วม พร้อมเร่งประสาน “เสมา1”ช่วยแก้ปัญหา

“ทราบมาว่า ตัวเลขเสนอให้รมว.ศึกษาธิการ ตั้งแต่หลังวันที่ 2 ตุลาคม แล้ว ดังนั้นถ้าอ้างว่าข้อมูลยังไม่เรียบร้อย ก็อยากถามว่า เป็นไปได้หรือ เพราะผ่านมา 3 สัปดาห์ 3 ประชุม ครม.แล้ว และตอนนี้ก็มาอ้างว่า กระทรวงอื่นก็มีลูกจ้างอีก ผมก็มองว่า พวกผมเป็นฝ่ายสนับสนุนการศึกษา สร้างบุคลากรให้เป็นคนเก่ง คนดี แต่ตอนนี้พวกผม 7 หมื่นกว่าคนกำลังเดือดร้อน ไม่ใช่เดือดร้อนเฉพาะตัวแต่ลามไปถึงครอบครัว สิทธิประโยชน์ก็ไม่ได้ ทำไมไม่พิจารณาให้ ส่วนกลุ่มอื่น ๆ ถ้าเขาเดือดร้อนก็ต้องมาแจ้งความเดือดร้อน และยิ่งผู้แทนรัฐมนตรีพูดว่า ผมเป็นพ่อ ลูกเดือดร้อนจะไม่ดูแลได้อย่างไร และยังพูดด้วยว่า จะนำเรียนรัฐมนตรีโดยตรงโดยไม่ต้องผ่านเลขาหรือใครทั้งสิ้น ซึ่งถือเป็นคำมั่นที่พวกผมขอขอบคุณที่ดูแล  และได้บอกไปว่า จะทวงถามความคืบหน้า แต่ปรากฏว่าหลังจากวันประชุมร่วมกันก็ไม่เคยติดต่อได้เลย แต่พวกผมก็เฝ้าติดตามการประชุม ครม. 3 สัปดาห์ที่ผ่านมาไม่มีเรื่องนี้เข้าเลย  เพราะฉะนั้นถ้าวันนี้ไม่ได้คำตอบ ก็จะยกระดับการชุมชน เพราะตอนนี้พี่น้อง 77 จังหวัดรอสัญญาณจากผู้แทนที่มาวันนี้  ถ้ารัฐมนตรีไม่ให้ความสำคัญเราจะแจ้งให้มีการยกระดับการชุมชน  และสุดท้าย ขอบอกว่าวันนี้พวกเราเดือดร้อน ถ้าไม่เดือดร้อนเราไม่มา เพราะตอนนี้เตรียมเปิดเทอมแล้ว”นายวรวิทย์กล่าว

เสมา 1 มอบรางวัลแข่งขัน “อาชีวะ ท้า แต่ง แซด กับไฮลักซ์ รีโว่-ดีแซด อิดิชั่น ปี 2” ทีม Unlimit Thanvit วิทยาลัยอาชีวศึกษาเทคโนโลยีฐานวิทยาศาสตร์ (ชลบุรี)คว้ารางวัลชนะเลิศ 

 

S__3858589_0-1024x683 เสมา 1 มอบรางวัลแข่งขัน “อาชีวะ ท้า แต่ง แซด กับไฮลักซ์ รีโว่-ดีแซด อิดิชั่น ปี 2” ทีม Unlimit Thanvit วิทยาลัยอาชีวศึกษาเทคโนโลยีฐานวิทยาศาสตร์ (ชลบุรี)คว้ารางวัลชนะเลิศ 

วันที่ 28 ตุลาคม 2567 พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานมอบรางวัลการแข่งขันออกแบบและตกแต่งรถยนต์ “อาชีวะ ท้า แต่ง แซด กับไฮลักซ์ รีโว่-ดีแซด อิดิชั่น ปี 2” โดยมี นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) คุณณัทธร ศรีนิเวศน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้บริหาร สอศ. คณะผู้บริหารโตโยต้า นักเรียน นักศึกษา และผู้เกี่ยวข้องร่วมงานอย่างคับคั่ง ณ Toyota Alive บางนา

พล.ต.อ. เพิ่มพูน ได้กล่าวชื่นชมพร้อมแสดงความยินดีกับผู้ชนะและผู้เข้าร่วมการแข่งขันทุกทีม ทุกคน โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของกิจกรรมนี้ที่ไม่เพียงแต่เป็นเวทีแสดงความสามารถด้านการออกแบบและตกแต่งรถยนต์เท่านั้น แต่ยังเป็นการส่งเสริมทักษะการทำงานเป็นทีม การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง ซึ่งสอดคล้องกับนโยบาย “เรียนดี มีความสุข” ของกระทรวงศึกษาธิการ ที่มุ่งเน้นการสร้างการเรียนรู้อย่างมีความสุข มีประสิทธิภาพ เชื่อมโยงกับโลกการทำงานจริง และผู้บริหาร สอศ. ที่ช่วยสร้างกำลังใจให้น้องๆ อาชีวะในการดำเนินการ พร้อมกล่าวขอบคุณ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ที่ให้การสนับสนุนกิจกรรมนี้เป็นอย่างดี ซึ่งการแข่งขันครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จของความร่วมมือระหว่างการศึกษาและภาคอุตสาหกรรมที่เป็นกลไกและก้าวสำคัญในการพัฒนาอาชีวศึกษาที่มีคุณภาพ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะมีความร่วมมือที่ดีเช่นนี้ต่อไปในอนาคต

นายยศพล กล่าวว่า ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ตกเป็นของ ทีม Unlimit Thanvit วิทยาลัยอาชีวศึกษาเทคโนโลยีฐานวิทยาศาสตร์ (ชลบุรี) ที่สามารถคว้ารางวัลชนะเลิศอันดับ 1 รับทุนการศึกษา 100,000 บาท พร้อมถ้วยรางวัลเกียรติยศจาก รมว.ศึกษาธิการ  จากความสามารถและความคิดสร้างสรรค์ในการออกแบบและตกแต่งรถยนต์ไฮลักซ์ รีโว่-ดีแซด อิดิชั่น สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพและความสามารถของนักศึกษาอาชีวศึกษาไทยได้อย่างน่าประทับใจ นอกจากนี้ยังมีทีมอื่นๆ ที่ได้รับรางวัล ได้แก่:
• รองชนะเลิศอันดับ 1: ทีม PTC Neonz วิทยาลัยเทคนิคแพร่ รับทุนการศึกษา 50,000 บาท
• รองชนะเลิศอันดับ 2: ทีม ฉลาม แซด วิทยาลัยเทคนิคป่าพะยอม จังหวัดพัทลุง รับทุนการศึกษา 30,000 บาท
• รางวัลชมเชย (2 รางวัล): ทีม Z นาคาทับทิมแดง จากวิทยาลัยเทคนิคเซกา จังหวัดบึงกาฬ และ ทีม SICEC Design วิทยาลัยการอาชีพสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี รับทุนการศึกษาทีมละ 10,000 บาท
สำหรับรางวัลขวัญใจมหาชน: รับทุนการศึกษา 10,000 บาท ซึ่งจะประกาศผลโหวตทาง Facebook : Hilux Revo Thailand ในวันที่ 2 พฤศจิกายนนี้

สำหรับการแข่งขัน “อาชีวะ ท้า แต่ง แซด กับ ไฮลักซ์ รีโว่-ดีแซด อิดิชั่น ปี 2” แบ่งออกเป็น 2 รอบ คือ รอบคัดเลือกและรอบชิงชนะเลิศ ทีมที่ผ่านเข้ารอบคัดเลือกจะได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่ ทั้งเงินทุนแต่งรถยนต์ และการอบรมจากผู้เชี่ยวชาญ โดยมีสถานศึกษาสังกัด สอศ. ทั้งภาครัฐและเอกชน ทั่วประเทศ ส่งผลงานเข้าร่วมการแข่งขันจำนวน 45 ทีม สะท้อนให้เห็นถึงความสนใจและการได้เรียนรู้ของนักศึกษาอาชีวศึกษาในการพัฒนาศักยภาพของตนเอง

S__3858537_0-1024x682 เสมา 1 มอบรางวัลแข่งขัน “อาชีวะ ท้า แต่ง แซด กับไฮลักซ์ รีโว่-ดีแซด อิดิชั่น ปี 2” ทีม Unlimit Thanvit วิทยาลัยอาชีวศึกษาเทคโนโลยีฐานวิทยาศาสตร์ (ชลบุรี)คว้ารางวัลชนะเลิศ  S__3858643_0-1024x683 เสมา 1 มอบรางวัลแข่งขัน “อาชีวะ ท้า แต่ง แซด กับไฮลักซ์ รีโว่-ดีแซด อิดิชั่น ปี 2” ทีม Unlimit Thanvit วิทยาลัยอาชีวศึกษาเทคโนโลยีฐานวิทยาศาสตร์ (ชลบุรี)คว้ารางวัลชนะเลิศ  S__3858665_0-1024x683 เสมา 1 มอบรางวัลแข่งขัน “อาชีวะ ท้า แต่ง แซด กับไฮลักซ์ รีโว่-ดีแซด อิดิชั่น ปี 2” ทีม Unlimit Thanvit วิทยาลัยอาชีวศึกษาเทคโนโลยีฐานวิทยาศาสตร์ (ชลบุรี)คว้ารางวัลชนะเลิศ  S__3858681_0-1024x712 เสมา 1 มอบรางวัลแข่งขัน “อาชีวะ ท้า แต่ง แซด กับไฮลักซ์ รีโว่-ดีแซด อิดิชั่น ปี 2” ทีม Unlimit Thanvit วิทยาลัยอาชีวศึกษาเทคโนโลยีฐานวิทยาศาสตร์ (ชลบุรี)คว้ารางวัลชนะเลิศ  S__3858694_0-1024x683 เสมา 1 มอบรางวัลแข่งขัน “อาชีวะ ท้า แต่ง แซด กับไฮลักซ์ รีโว่-ดีแซด อิดิชั่น ปี 2” ทีม Unlimit Thanvit วิทยาลัยอาชีวศึกษาเทคโนโลยีฐานวิทยาศาสตร์ (ชลบุรี)คว้ารางวัลชนะเลิศ  S__3858706_0-1-1024x682 เสมา 1 มอบรางวัลแข่งขัน “อาชีวะ ท้า แต่ง แซด กับไฮลักซ์ รีโว่-ดีแซด อิดิชั่น ปี 2” ทีม Unlimit Thanvit วิทยาลัยอาชีวศึกษาเทคโนโลยีฐานวิทยาศาสตร์ (ชลบุรี)คว้ารางวัลชนะเลิศ 

ศธ.ประกาศความพร้อมรับเปิดเทอม Welcome back to school ปลอดโรค ปลอดภัย “เรียนดี มีความสุข”

เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2567  พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยถึงการเตรียมพร้อมสำหรับการเปิดภาคเรียนที่ 2/2567 ว่า ขอให้คำนึงถึงผู้เรียน ครู บุคลากรในสถานศึกษาทุกคนเป็นสำคัญ ต้องร่วมกันสร้างความปลอดภัย สร้างความสุขในการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาประชาชนไทยในทุกช่วงวัย โดยเน้นย้ำว่าทุกสถานศึกษาต้อง “ปลอดโรค ปลอดภัย เรียนดี มีความสุข”

“ปลอดโรค” การเตรียมพร้อมสำหรับการเปิดภาคเรียน ศธ. มีความห่วงใยในสวัสดิภาพและความปลอดภัยของนักเรียนและบุคลากรทุกคน ขอให้ทุกฝ่ายตระหนักถึงความสำคัญของการวางแผน เตรียมการในด้านต่าง ๆ ทั้งเรื่องสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน ซึ่งขณะนี้ยังมีฝนตกหนักและน้ำท่วมขังในหลายพื้นที่ ในขณะที่บางจังหวัดอุณหภูมิเริ่มลดลง ขอให้สำรวจความพร้อมเรื่องเครื่องนุ่งห่ม อาทิ เสื้อกันหนาว ผ้าห่ม หรือความพร้อมของห้องเรียนเพื่อเตรียมการรับมือ และการหามาตรการช่วยเหลือต่อไป รวมถึงโรคระบาดตามฤดูกาล หรือการเจ็บป่วยจากสภาพภูมิอากาศ สิ่งที่สำคัญคือต้องให้ความรู้และการฝึกซ้อมรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินให้แก่นักเรียน โดยเฉพาะในด้านการปฏิบัติตัวเมื่อต้องเผชิญกับสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงหรือการระบาดของโรค เพื่อให้นักเรียนมีความรู้และมีความพร้อมในการดูแลตนเอง ในส่วนของสถานศึกษาต้องเตรียมแผนรับมือในการดูแล ปฐมพยาบาล สังเกตอาการของนักเรียนอย่างใกล้ชิด

“ปลอดภัย” ศธ. ได้กำหนดมาตรการสำคัญในการรับมือกับการเหตุการณ์ต่าง ๆ โดยสถานศึกษาทุกแห่งต้องมีมาตรการและแนวทางการรักษาความปลอดภัยของนักเรียนในสถานศึกษาทุกรูปแบบ อาทิ มาตรการป้องกันและแก้ไขอุบัติเหตุ โดยเฉพาะอุบัติเหตุจากอาคารเรียน อุบัติเหตุจากการเดินทางไป – กลับ ระหว่างบ้านและสถานศึกษา อุบัติเหตุจากการพานักเรียนไปศึกษานอกสถานศึกษา และมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาทางสังคม โดยใช้มาตรการ 3 ป. ด้านการป้องกัน การปลูกฝังและการปราบปรามเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์นั้นซ้ำ และให้ทุกโรงเรียนตรวจสอบสภาพความพร้อมของอาคารเรียน สภาพความพร้อมของอุปกรณ์การเรียน ระบบระบายน้ำ รวมถึงห้องสุขา และจัดเตรียมพื้นที่ให้มีความปลอดภัยมากที่สุด พร้อมจัดให้มีแผนการป้องกันและการเคลื่อนย้ายกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน

“เรียนดี” ขอให้ทุกโรงเรียนมุ่งให้ความรู้ในเรื่องของการส่งเสริมการเรียนรู้ การจัดการพื้นที่เรียนรู้ให้เหมาะสม มีการจัดทำแผนการเรียนการสอนที่ยืดหยุ่น และมีกิจกรรมเสริมสร้างทักษะเพื่อรองรับการเรียนรู้ในยุคใหม่ ส่งเสริมทักษะทางด้านศิลปะ วัฒนธรรม และความสามารถทางกีฬา ทั้งนี้เพื่อกระตุ้นให้เด็กนักเรียนมีความสุขและสนุกสนานในการเรียน อีกทั้งยังมีการพัฒนาสื่อการสอนและเทคโนโลยีทางการศึกษา เพื่อให้นักเรียนสามารถเข้าถึงข้อมูลและความรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ สิ่งสำคัญคือเราจะร่วมมือกันลดภาระครู นักเรียน และผู้ปกครอง และลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ

“มีความสุข” ขอให้ทุกโรงเรียนสร้างความสุขในการเรียน ซึ่งสิ่งสำคัญที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการศึกษาและพัฒนาทักษะที่จำเป็นในอนาคต นักเรียนที่มีความสุขจะมีแรงจูงใจในการเรียนรู้และสามารถรับมือกับความท้าทายได้ดีขึ้น มีการปรับปรุง ปรับเปลี่ยนการเรียนการสอนให้มีความหลากหลายและสร้างสรรค์ โดยเน้นการเรียนรู้ที่สนุกสนาน เช่น การจัดกิจกรรมที่เน้นการมีส่วนร่วม การใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มความน่าสนใจ รวมถึงการให้ความสำคัญกับสุขภาพจิตของนักเรียน รมว.ศธ. เชื่อว่า การส่งเสริมให้ผู้เรียนมีความสุขในการเรียน จะช่วยสร้างอนาคตที่สดใสและเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ

“การเปิดเทอมในครั้งนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญ ที่กระทรวงศึกษาธิการมุ่งมั่นในการดูแลนักเรียนและบุคลากรในสถานศึกษา พร้อมสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ปกครองและนักเรียนว่าการเรียนรู้จะดำเนินไปอย่างปลอดโรค ปลอดภัย เรียนดี มีความสุข “Welcome Back to School” ขอให้นักเรียนทุกคนมีความตั้งใจในการเรียนรู้ และเติบโตเป็นบุคคลที่มีคุณภาพต่อไปในอนาคต”

ลูกจ้าง สพฐ.เดือดร้อนหนัก ยังรอคำตอบจาก เสมา 1

S__8814661-1024x768 ลูกจ้าง สพฐ.เดือดร้อนหนัก ยังรอคำตอบจาก เสมา 1

เวลา 10.00 น. วันที่ 29 ตุลาคม 2567 นายวรวิทย์ อัคราภิชาต แกนนำกลุ่มภาคกลาง ผู้แทนลูกจ้างสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) ที่เดินทางมายังกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อขอเข้าพบ พลตำรวจเอก เพิ่มพูน  ชิดชอบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กรณีสำนักคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) แจ้งเรื่องการจัดสรรอัตราการปฏิบัติงาน ให้ราชการ ปีงบประมาณ 2568 โดยปรับเปลี่ยนวิธีการจ้างเป็นจ้างเหมาบริการและตัดเงินสมทบประกันสังคม ส่งผลให้ลูกจ้าง สพฐ. กว่า 7 หมื่นคนทั่วประเทศ  ได้รับผลกระทบ ถึงสิทธิประโยชน์ ที่พึงได้รับ  กล่าวว่า ทีมงานของพล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศึกษาธิการ ได้ประสานให้ตนได้โทรศัพท์พูดคุยกับ รมว.ศึกษาธิการ ซึ่งขณะนี้พักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลตำรวจ ในเบื้องต้น โดยได้ขอให้ รมว.ศึกษาธิการ นำปัญหาและข้อเรียกร้องของกลุ่มธุรการเข้าหารือในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)เพื่อของบประมาณมาดูแลเยียวยากลุ่มธุรการที่ได้รับความเดือดร้อน ซึ่งก็ยังไม่ได้รับคำตอบ บอกเพียงว่า ได้ทำให้แล้ว ก็ถือเป็นเรื่องน่ายินดี

“ได้ยินคำตอบแบบนั้น ผมในฐานะตัวแทนพวกเราดีใจมาก และอยากให้ยืนยันว่าภายใน 2 สัปดาห์ จะเสนอเรื่องนี้เข้าครม. แต่ก็ไม่ได้คำตอบกลับมา  ทั้งที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) เสนอรายละเอียด งบประมาณ อัตรากำลังให้รมว.ศึกษาธิการ เรียบร้อยแล้ว ซึ่งผมได้ขอให้ รมว.ศึกษาธิการ โฟนอิน เข้ามาพูดคุยกับพวกเรา แต่ท่านก็ไม่ยอม ดังนั้น เท่ากับว่า ยังไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจน ว่าจะได้ประกันสังคมคืน และยืนยันว่าจะต้องได้พบกับ รมว.ศึกษาธิการ  เพราะขณะนี้พวกเราได้รับความเดือดร้อนมาก เราทำงานมา 15 ปี ไม่มีหน่วยงานไหนเยียวยา ดูแลสิทธิประโยชน์ ให้เลย “นายวรวิทย์ กล่าว

นายพัฒนะ พัฒนทวีดล รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.)  กล่าวว่า  สพฐ.ทำหนังสือต่าง ๆ ตามขั้นตอนไปหมดแล้ว แต่ ขอดูรายละเอียดอีก โดยที่ยังไม่นำเสนอคณะรัฐมนตรี  เนื่องจากท่านเห็นว่าลูกจ้างไม่ได้มีแต่กระทรวงศึกษาธิการเท่านั้น ยังมีกระทรวงอื่น ๆ อีก และวันนี้ รมว.ศึกษาธิการก็ได้ขอเอกสารและลายเซ็นของลูกจ้างที่มายื่นเรื่องวันนี้ด้วย ไม่ว่าจะเฉพาะตัวแทน แกนนำ หรือจะเอามาทั้งหมดก็ได้ เพราะจะได้เป็นหลักฐานแนบไปเสนอครม.ด้วยว่า เพื่อยืนยันว่าลูกจ้าง สพฐ. มีความเดือดร้อนจริง ๆ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สพฐ.ได้ทำหนังสือหารือไปยัง กรมบัญชีกลาง และสำนักงบประมาณ ซึ่งเป็นผู้ออกระเบียบในการจ้างผู้ปฏิบัติงานและจัดสรรเงินงบประมาณ โดยขอหารือใน 4 ประเด็น คือ 1. การจ้างผู้ปฏิบัติงานให้ราชการดังกล่าวถือเป็นการจ้างลูกจ้างชั่วคราวหรือการจ้างเหมาบริการตามพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 และการจ้างเอกชนดำเนินงาน ซึ่งส่วนราชการต้องดำเนินการเป็นไปตามนัยของหนังสือที่อ้างถึง 2. การจ้างผู้ปฏิบัติงานให้ราชการดังกล่าว สพฐ. สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และสถานศึกษา ในฐานะผู้ว่าจ้างสามารถจ่ายเงินสมทบในส่วนของนายจ้างเข้ากองทุนประกันสังคมได้หรือไม่ 3. หาก สพฐ. สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และสถานศึกษาในฐานะผู้ว่าจ้าง ไม่สามารถจ่ายเงินสมทบในส่วนของนายจ้างเข้ากองทุนประกันสังคม ตามข้อ 2 สพฐ. สามารถขอเงินเพิ่มเพื่อจ่ายเงินในส่วนของผู้ว่าจ้างได้หรือไม่ และ 4.สพฐ. สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และสถานศึกษาในฐานะผู้ว่าจ้าง ต้องจ่ายอัตราค่าแรงขั้นต่ำและอัตราเงินเดือนให้กับผู้ปฏิบัติงานให้ราชการตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2566 ที่ได้เห็นชอบรายงานผลการศึกษาตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2566 (เรื่อง การปรับอัตราค่าแรงขั้นต่ำและการปรับอัตราเงินเดือนสำหรับกลุ่มข้าราชการพลเรือนและเจ้าหน้าที่ของรัฐ) และระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกจ่ายเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราวของข้าราชการและลูกจ้างประจำของส่วนราชการ พ.ศ. 2567 ได้หรือไม่ โดยขอให้กรมบัญชีกลางตอบข้อหารือดังกล่าวภายในวันที่ 4 ตุลาคม 2567  ซึ่งทางกรมบัญชีกลางได้ ตอบกลับมาว่า ต้องดำเนินการตามระเบียบ และให้ สพฐ.ไปบริหารจัดการงบประมาณเอง ทาง สพฐ.จึงได้ทำรายงานเสนอ รมว.ศึกษาธิการแล้ว แต่ รมว.ศึกษาธิการเห็นว่า มีลูกจ้างอยู่ทั่วประเทศเป็นจำนวนมาก จะเสนอแค่ของกระทรวงศึกษาธิการ คงไม่ได้ จึงรอดูของหน่วยงานอื่นก่อนว่าได้รับผลกระทบด้วยหรือไม่

ด่วน!ม็อบธุรการบุก ศธ.ขอพบ “เพิ่มพูน” ยื่น3 ข้อเรียกร้อง โละจ้างเหมา เพิ่มเงินเดือน ประกันสังคม ขณะที่ “เพิ่มพูน”ป่วย เข้าโรงพยาบาล แต่พร้อมเจรจา

S__25600097-1024x768 ด่วน!ม็อบธุรการบุก ศธ.ขอพบ “เพิ่มพูน” ยื่น3 ข้อเรียกร้อง โละจ้างเหมา เพิ่มเงินเดือน ประกันสังคม ขณะที่ "เพิ่มพูน"ป่วย เข้าโรงพยาบาล แต่พร้อมเจรจา

เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2567  ที่บริเวณด้านหน้ากระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่มเจ้าหน้าที่ธุรการ นำโดยสมาพันธ์เจ้าหน้าที่ธุรการโรงเรียนแห่งประเทศไทย กว่า 100 คน เดินทางมาขอเข้าพบ พลตำรวจเอก เพิ่มพูน  ชิดชอบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) โดยแถลงการณ์ ระบุว่า ตามที่สำนักคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) แจ้งเรื่องการจัดสรรอัตราการปฏิบัติงาน ให้ราชการ ปีงบประมาณ 2568 โดยปรับเปลี่ยนวิธีการจ้างเป็นจ้างเหมาบริการและตัดเงินสมสบประกันสังคม ส่งผลให้ลูกจ้าง กว่า 7 หมื่นคนทั่วประเทศ  ได้รับผลกระทบ ถึงสิทธิประโยชน์ ที่พึงได้รับ อาทิ การรักษาพยาบาล การคลอดบุตร การรับเงินสงเคราะห์ เป็นต้น ซึ่งเป็นสวัสดิการเดียวที่ลูกจ้างนี้มีเพื่อใช้จ่ายในครอบครัว ในวันเกษียณอายุราชการและยาวเจ็บป่วย  หากแต่โดนตัดสิทธิเหล่านี้ไป ทำให้เกิดความเดือดร้อนแก่แก่ลูกจ้าง ผู้ปฏิบัติงานราชการให้สพฐ. โดยมีนายพัฒนะ พัฒนทวีดล รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ( กพฐ.) นายประวิตร เอราวรรณ์ เลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) นายนิยม ไผ่โสภา ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผน การศึกษาขั้นพื้นฐาน สพฐ.

S__25600098-1024x768 ด่วน!ม็อบธุรการบุก ศธ.ขอพบ “เพิ่มพูน” ยื่น3 ข้อเรียกร้อง โละจ้างเหมา เพิ่มเงินเดือน ประกันสังคม ขณะที่ "เพิ่มพูน"ป่วย เข้าโรงพยาบาล แต่พร้อมเจรจา

ทำให้วันนี้ สมาพันธ์ฯ มารวมตัวเพื่อขอพบ พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อยื่นข้อเรียกร้อง ดังนี้ 1.ขอเปลี่ยนจากการจ้างเหมาบริการ เป็นวิธีการจ้างลูกจ้างชั่วคราว พร้อมเงินสมทบประกันสังคมทุกตำแหน่ง 2.ขอปรับเพิ่มอัตราเงินเดือนตามนโยบายรัฐบาล ที่ปรับฐานเงินเดือน ตามคุณวุฒิปริญญาตรี ปีที่1 มีผลวันที่1พฤษภาคม 2567 เงินเดือน 16,500 บาท ปีที่2 มีผลวันที่ 1 พฤษภาคม 2568 เงินเดือน 18,150 บาท คุณวุฒิต่ำกว่า ป.ตรี ปีที่ 1 วันที่ 1 พฤษภาคม 2567 เงินเดือน 10,340 บาท วันที่ 1 พฤษภาคม 2568 เงินเดือน 11,380 บาท และ3. ขอปรับตำแหน่งความมั่นคงในอาชีพลูกต้าง สพฐ. ทุกตำแหน่ง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พลตำรวจเอกเพิ่มพูน ป่วยได้ไปหาหมอที่โรงพยาบาลตำรวจ ถ้าสมาพันธ์ฯอยากพบก็ให้ส่งตัวแทนไปหาที่โรงพยาบาลตำรวจ ดังนั้น ทางสมาพันธ์ฯจึงได้ส่งตัวแทนจำนวน 8 คน ไปที่โรงพยาบาลตำรวจ เพื่อยื่นข้อเรียกร้อง

บอร์ด กพฐ. ยกเครื่องหลักสูตรใหม่ ต่อยอดหลักสูตรแกนกลางจากกรอบหลักสูตรฐานสมรรถนะ ใช้ชื่อใหม่ “หลักสูตรพัฒนาสมรรถนะตามช่วงวัย” เน้นใช้สื่อ AI พัฒนาครู ย้ำหลักการไม่เพิ่มภาระครู

S__6348815_0-1024x683 บอร์ด กพฐ. ยกเครื่องหลักสูตรใหม่ ต่อยอดหลักสูตรแกนกลางจากกรอบหลักสูตรฐานสมรรถนะ ใช้ชื่อใหม่ "หลักสูตรพัฒนาสมรรถนะตามช่วงวัย" เน้นใช้สื่อ AI พัฒนาครู ย้ำหลักการไม่เพิ่มภาระครู
วันที่ 26 ตุลาคม 2567 คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) จัดการประชุมคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน วาระพิเศษ โดยมี ศ.ดร.บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ ประธานกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นประธานในการประชุม  ณ ห้องประชุม สพฐ. 1 อาคาร สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) 4 ชั้น 2 กระทรวงศึกษาธิการ

ศ.ดร.บัณฑิต กล่าวว่า วันนี้ กพฐ. ได้หารือร่วมกันว่า ทำอย่างไรจึงจะสามารถยกระดับคุณภาพการศึกษาไทย ให้เด็กและเยาวชนมีสมรรถนะทัดเทียมนานาชาติ เป็นพลเมืองไทยและพลเมืองโลกในศตวรรษที่ 21 โดยสิ่งที่พิจารณาในวันนี้ เป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญของการพัฒนาผู้เรียน คือ เรื่องหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งคณะกรรมการมีข้อสรุปว่า ให้มีการพัฒนาหลักสูตรใหม่ โดยในเบื้องต้นจะใช้ชื่อว่า “หลักสูตรพัฒนาสมรรถนะตามช่วงวัย” เป็นการพัฒนาต่อยอดจาก (ร่าง) กรอบหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานเดิม ซึ่งเป็นกรอบหลักสูตรฐานสมรรถนะ ที่ได้ยกร่างไว้ ผ่านการรับฟังความคิดเห็นจากภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง แต่ยังไม่ได้ประกาศใช้ ในครั้งนี้ กพฐ. ได้มอบหมายให้คณะทำงาน สพฐ.นำร่างกรอบหลักสูตรดังกล่าวมาพัฒนาต่อยอดและให้นำสื่อ เทคโนโลยีดิจิทัลหรือเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ AI มาใช้ในการพัฒนาเครื่องมือเพื่อช่วยให้ครูสามารถจัดการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น ไม่สร้างภาระให้แก่ครู

“สำหรับการนำหลักสูตรใหม่ไปใช้จัดการเรียนการสอนในโรงเรียน ทาง กพฐ. ได้พิจารณาว่าจะเริ่มใช้หลักสูตรใหม่นี้ในปีการศึกษา 2568 ในสถานศึกษาที่มีความพร้อมและสมัครใจ โดยใช้ในระดับปฐมวัยและระดับประถมศึกษาตอนต้นก่อน และมีแผนขยายผลการใช้ให้ครอบคลุมระดับประถมศึกษาตอนปลายและระดับมัธยมศึกษาต่อไป ในปีการศึกษา 2569 นอกจากนี้ ได้มอบหมาย คณะทำงาน สพฐ. จัดทำแผนการพัฒนาสื่อการเรียนรู้ การวัดและประเมินผล รวมถึงการจัดเก็บบันทึกผลการดำเนินงานต่างๆ เพื่อเสนอ กพฐ. ในการประชุมครั้งถัดไป” ประธาน กพฐ. กล่าว

ทั้งนี้ กพฐ. ได้มอบแนวทางและให้หลักการของหลักสูตรใหม่ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายการศึกษา “เรียนดี มีความสุข” ที่พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เน้นย้ำให้เป็นการจัดการศึกษาเพื่อความเป็นเลิศและการศึกษาเพื่อความมั่นคงของชีวิต สามารถเรียนรู้ได้ทุกที่ทุกเวลา Anywhere Anytime คือ ให้หลักสูตรใหม่มุ่งพัฒนาสมรรถนะตามพัฒนาการของผู้เรียน 5 ช่วงวัย ดังนี้
– ระดับปฐมวัย มีพัฒนาการสมวัย
– ประถมศึกษาตอนต้น มีพื้นฐานการเรียนรู้ที่ดี
– ประถมศึกษาตอนปลาย มีพื้นฐานการดำเนินชีวิตที่ดี
– มัธยมศึกษาตอนต้น ค้นพบความสนใจ ความชอบและความถนัด
– มัธยมศึกษาตอนปลาย เส้นทางสู่อาชีพ
รวมถึง การจัดโครงสร้างเวลาเรียนที่ยืดหยุ่นตามบริบทหรือความต้องการของสถานศึกษา เน้นการประเมินเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ รายงานผลการเรียนด้วยระดับคุณภาพที่อธิบายความสามารถของผู้เรียน และจัดการเรียนรู้ด้วยการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (ACTIVE LEARNING) ผ่านแพลตฟอร์มการเรียนรู้ที่ทันสมัย เช่น AI, แหล่งเรียนรู้, สื่อทันสมัย เพื่อต่อยอดพัฒนาการของผู้เรียนให้ได้รับการพัฒนาอย่างเต็มศักยภาพ สามารถเลือกเรียนสิ่งที่ชอบ และประกอบอาชีพที่ใช่ในอนาคตต่อไป