สพฐ.จับมือ มรภ.อุดรธานี อบรมศึกษานิเทศก์ ผู้นำการเปลี่ยนแปลง พลิกโฉมคุณภาพการศึกษาสู่สากล

เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2568 ที่โรงแรมโคราชรีสอร์ท จังหวัดนครราชสีมา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ร่วมกับ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานีจัดการอบรมเชิงปฏิบัติการศึกษานิเทศก์ ตามโครงการพัฒนาครูต้นแบบในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ระหว่างวันที่ 28-29 มิถุยายน 2568 เพื่อสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพศึกษานิเทศก์ในการ “พลิกโฉมคุณภาพการศึกษาโดยพัฒนาครูให้มีศักยภาพสอดคล้องกับศตวรรษที่ 21” ด้วยการร่วมพัฒนากระบวนการเรียนรู้ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps ไปสู่การสร้างผู้เรียนให้เป็นนวัตกร ตามโครงการพัฒนานวัตกรรมเพื่อยกระดับคุณภาพการจัดการศึกษาด้วยรูปแบบ Active Learning สำหรับครู และบุคลากรทางการศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (1 อําเภอ 1 โรงเรียนคุณภาพ) ระดับประถมศึกษา และระดับมัธยมศึกษา

ดร.ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์ ประธานกรรมการบริหารสถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ(พว)อดีตกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา บรรยายพิเศษว่า  หลักสูตรของประเทศไทยรวมถึงหลักสูตรทั่วโลกจะเน้นกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบเป็นสำคัญ ซึ่งเป็นไปตามมาตรฐานสากล และประเทศไทยก็มีการบรรจุไว้ในแผนพัฒนาประเทศด้านการศึกษา ขณะเดียวกันกระทรวงศึกษาธิการ ก็ให้เน้นย้ำเรื่องของกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS  5  Steps เช่นกัน แต่ในทางปฏิบัติคนไทยยังเข้าไม่ถึงกระบวนการนี้ การเรียนการสอนจึงเป็นการสอนไปตามรายวิชา ทำให้เด็กยังไม่บรรลุตามเป้าหมาย ขณะที่ในชีวิตจริงของมนุษย์หรือคนทุกคนจะต้องไปอยู่ในสถานการณ์ที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง โดยกระบวนการเรียนรู้แบบ Active Learning ผ่านกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS  5  Steps จะเป็นการเรียนรู้ผ่านกระบวนการและหลักการ เพื่อให้ผู้เรียนสามารถนำกระบวนการและหลักการไปใช้ได้ในทุกสถานการณ์ทุกวิถีชีวิต และพัฒนาต่อเนื่องอย่างไม่หยุดยั้งไม่มีวันลืม

ดร.เอกราช ดีนาง รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ปฏิบัติราชการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี กล่าวว่า โครงการนี้มีวัตถุประสงค์หลักที่สำคัญ คือ การพัฒนาหลักสูตร Active Learning ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps เพื่อให้ครูและบุคลากรทางการศึกษาได้ปรับรูปแบบการจัดการเรียนการสอนพัฒนารูปแบบการ จัดการเรียนการสอนนำไปสู่การให้เด็กมีกระบวนการคิดขั้นสูง และท้ายที่สุดเด็กจะสามารถสร้างนวัตกรรมการเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง หลังจากพัฒนาหลักสูตรสำเร็จแล้วจะเป็นการจัดอบรมครูและบุคลากรทางการศึกษา เพื่อนำรูปแบบ Active Learning ไปใช้ในการปฏิบัติในชั้นเรียน จากนั้นจะเป็นการคัดเลือกครูต้นแบบเพื่อถอดบทเรียนการเรียนรู้และนำไปสู่การสร้างต้นแบบของการเรียนรู้และขยายผลต่อไป เพื่อให้การจัดการเรียนการสอนมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ดร.เอกราช กล่าวต่อไปว่า กลุ่มเป้าหมายการพัฒนาครูต้นแบบในโครงการจะแบ่งเป็น 2 กลุ่มที่สำคัญ คือ 1.ครู และบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งจะเป็นผู้นำแนวคิดในเรื่องของ Active Learning ไปใช้ในห้องเรียน  และอีกกลุ่มที่สำคัญมากคือ  ศึกษานิเทศก์ ซึ่งจะเป็นผู้นำกลไกเชิงกระบวนการและนโยบายต่าง ๆ ไปสู่การปฏิบัติ ดังนั้นศึกษานิเทศก์จะต้องเป็นผู้ทำหน้าที่ในการเปลี่ยนแปลงสิ่งเหล่านี้ไปเป็นวิธีปฏิบัติและเป็นโค้ชในการให้คำปรึกษา อำนวยการเรียนรู้ให้ครู นำเรื่องของ Active Learning ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Stepsไปใช้ในห้องเรียน เพื่อยกระดับผู้เรียนให้เป็นนวัตกรการเรียนรู้ได้ในที่สุด

นายดำเนิน เพียรค้า ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา(สพป.)นครราชสีมา เขต 3 ปฏิบัติหน้าที่ ผอ. สพป.นครราชสีมา เขต 1 กล่าวว่า ศึกษานิเทศก์เป็นบุคคลที่จะเป็นสื่อกลางในการนำนโยบายการพัฒนาคุณภาพการศึกษาด้วยการจัดการศึกษาแบบ Active Learning ไปสู่ความสำเร็จ ศึกษานิเทศก์ต้องเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง เพราะการทำ 1 อําเภอ 1 โรงเรียนคุณภาพ มีหลักการว่าจะต้องทำให้โรงเรียนแห่งโอกาสทางการศึกษา และความเท่าเทียมของนักเรียน ที่ต้องได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพ สามารถรับประกันได้ว่าเด็กที่จบจากโรงเรียนในโครงการ 1อำเภอ 1โรงเรียนคุณภาพ ต้องมีความรู้ ความสามารถ มีทักษะชีวิต สามารถดำรงชีพได้ในอนาคตเทียบเท่ากับโรงเรียนในอำเภอหรือในจังหวัด เพราะฉะนั้นสิ่งสำคัญคือจะทำอย่างไรกระบวนการเรียนการสอนจะสามารถพัฒนาคุณภาพการศึกษาได้อย่างดี ครูสามารถจัดกระบวนการเรียนรู้ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงแก่นักเรียน  นักเรียนคิดเป็น ทำเป็น แก้ปัญหาเป็น ซึ่งการจัดการศึกษาโดยรูปแบบ Active Learning เป็นสิ่งสำคัญ เพราะเด็กจะได้ปฏิบัติจริง เรียนรู้จริง และมีองค์ความรู้สามารถเอาตัวรอดได้ เพราะฉะนั้นเชื่อว่า Active Learning ตอบโจทย์การเปลี่ยนแปลงได้จริง

ว่าที่ร้อยเอก ดร.ทิณกรณ์ ภูโทถ้ำ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา(สพม.)นครราชสีมา กล่าวว่า วัตถุประสงค์ของการจัดอบรม คือ ต้องการให้ศึกษานิเทศก์มีความเข้าใจการจัดการศึกษาแบบ Active Learning ผ่านกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps โดยมีจุดประสงค์สำคัญ คือ ให้ผู้เรียนเป็นนวัตกร ที่สามารถสร้างผลผลิตที่เกิดจากการเรียนการสอนในห้องเรียนแล้วไปต่อยอดสร้างนวัตกรรม จนเกิดเป็น Startup ต่อไป อย่างไรก็ตามความมุ่งหวังของ สพฐ.และเขตพื้นที่การศึกษา คือ ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงในโรงเรียนคุณภาพ โดยการเปลี่ยนแปลง คือ ต้องพลิกจากสิ่งที่ทำมาแต่เดิม ต้องส่งผลต่อผู้เรียนในเรื่องของคุณภาพ ความเท่าเทียม โอกาส และการเปลี่ยนสังคมให้ไปสู่สังคมที่มีความพร้อมที่จะอยู่ในโลกของเศรษฐกิจยุคใหม่ ซึ่ง Active Learningตอบโจทย์ได้ เพราะ Active Learning มุ่งหวังให้นักเรียนเกิดกระบวนการคิดขั้นสูง เช่น ผลการสอบพิซาของเด็กไทยยังไม่ค่อยน่าพึงพอใจ เพราะเรายังไม่ได้ฝึกให้ผู้เรียนเกิดกระบวนการคิดวิเคราะห์ขั้นสูง แต่ปีที่ผ่านมาเราเริ่มเน้นการเรียนแบบ Active Learning ผ่านกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps มากขึ้น เชื่อว่าการสอบพิซาปีนี้ซึ่งเน้นเรื่องการคิดวิเคราะห์  สิ่งที่เราเน้นย้ำจะเกิดประโยชน์ เพราะฉะนั้นอยากให้ติดตามผลการสอบพิซาปีนี้ด้วย

สกร.เปิดรับสมัครสอบเทียบครั้งที่ 3 ฟรี 26 มิ.ย. – 7 ก.ค. สอบ 2-3 ส.ค.68

นายธนากร ดอนเหนือ อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) เปิดเผยว่า วันที่ 26 มิถุนายน ถึง วันที่ 7 กรกฎาคม นี้ สกร. จะเปิดรับสมัครและรับขึ้นทะเบียนสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐาน ด้วยระบบดิจิทัล ครั้งที่ 3 โดยรองรับทั้งผู้สอบเก่าและใหม่ ผู้สนใจต้องลงทะเบียนเพื่อจองสิทธิแบบออนไลน์ได้ที่เว็บไซต์ http://ekas.dole.go.th และต้องมายืนยันเอกสารเพื่อขึ้นทะเบียนเป็นผู้ขอสอบ พร้อมสมัครสอบรายวิชาได้ที่ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอเมืองทุกจังหวัด และศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับเขตลองเตย กรุงเทพฯ รวมทั้งสิ้น 77 แห่งทั่วประเทศ ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์สอบฯตามรอบของการสอบ วันที่ 22 กรกฎาคม 2568 จากนั้น สกร. และสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) จะร่วมดำเนินการสอบเทียบ วันที่ 2 – 3 สิงหาคม 2568 และประกาศรายชื่อผู้ผ่านการทดสอบ วันที่ 18 สิงหาคม 2568ซึ่งการจัดทดสอบครั้งที่ 3 นี้ ไม่คิดค่าใช้จ่ายทั้งหมดสำหรับผู้สอบ และจะสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการบริหารการจัดสอบสำหรับศูนย์สอบ และสถานศึกษาที่ทำหน้าที่เทียบระดับเช่นเดียวกับการจัดทดสอบ 2 ครั้งที่ผ่านมา

ผลการสอบเทียบฯ โดยสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) เป็นผู้ออกข้อสอบ ใช้ข้อสอบประมวลความรู้ ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560 ) ระดับประถมศึกษา ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น และระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ซึ่งมีขอบข่ายเนื้อหาใน 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ นั้น ในการสอบครั้งที่ 1 และ ครั้งที่ 2 มีผู้สอบผ่านทั้ง 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ ในการสอบครั้งเดียว รวมจำนวน 13 คน มีผู้สอบผ่าน 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ในการสอบรวม 2 ครั้งอีกจำนวนหนึ่ง และยังมีผู้สอบไม่ผ่านบางกลุ่มสาระการเรียนรู้ ซึ่งกลุ่มเหล่านี้สามารถมาลงทะเบียนเพื่อสอบเก็บวิชาที่ยังไม่ผ่านในการสอบครั้งที่ 3 ได้ ทั้งนี้ ในการสอบครั้งที่ 2 ผู้ลงทะเบียนสอบมากกว่าครึ่ง เป็นผู้ที่ลงทะเบียนสอบมาแล้วในครั้งแรกแต่ยังสอบไม่ผ่าน และคาดว่าในรอบที่ 3 นี้ จะมีผู้ลงทะเบียนสอบไม่ต่ำกว่า 2,000คน อธิบดี สกร. กล่าว

นายธนากร กล่าวต่อไปว่า การสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐาน ครั้งที่ 3 ถือเป็นการสิ้นสุดการนำร่องสอบเทียบฯ เฟสแรก ของปีงบประมาณ 2568 ซึ่ง สกร.จะนำผลการดำเนินงานจัดการสอบเทียบทั้งหมดมาวิเคราะห์ ทบทวน เพื่อปรับปรุงแผนการดำเนินงานในปีงบประมาณ 2569 โดยเบื้องต้นการทดสอบ ครั้งที่ 4 ยังคงใช้ระบบดิจิทัล (Digital Testing) ของ สทศ. และในส่วนของข้อสอบจะมีจัดทำเพิ่มเติมใหม่เรื่อยๆ ให้รองรับการจัดสอบในระยะยาวต่อไป.

มทร.กรุงเทพ ส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพผู้เรียน ส่งประกวดแข่งขัน เวทีต่าง ๆ สร้างความเชื่อมั่น สร้างตัวตน

รศ.ดร.พิชัย จันทร์มณี อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล(มทร.)กรุงเทพ เปิดเผยว่า  มทร.กรุงเทพ มีนโยบายหนึ่งในการเสริมสร้าง พัฒนา และยกระดับคุณภาพผู้เรียนของมหาวิทยาลัย ด้วยการจัดส่งนักศึกษาเข้าร่วมกิจกรรมการประกวด แข่งขันในกิจกรรมเวทีต่าง ๆ ทั้งเวทีระดับสถาบัน ระดับชาติ และระดับนานาชาติ  ทั้งในและต่างประเทศ เพื่อเป็นการส่งเสริมและพัฒนาทักษะ ความสามารถของผู้เรียน  เปิดโอกาสให้เกิดการเรียนรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์  รวมถึงสร้างความเชื่อมั่นในตนเองและเป็นการแสดงศักยภาพของนักศึกษา ซึ่งเป็นประสบการณ์นอกเหนือจากการเรียนในห้องเรียนที่นักศึกษา มทร.กรุงเทพ จะได้รับก่อนจบการศึกษา และยังเป็นการสร้างความภาคภูมิใจให้แก่มหาวิทยาลัยด้วย

“แต่ละปีนักศึกษา มทร.กรุงเทพ สามารถแสดงศักยภาพ ความรู้ และ ทักษะด้านต่าง ๆ จนสามารถชนะการประกวดแข่งขัน ได้รับรางวัลมากมาย อย่างล่าสุด เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน ที่ผ่านมา  นายสิทธินนท์ กมลปราณี นักศึกษาสาขาวิชาการเงินและนวัตกรรมทางการเงิน คณะบริหารธุรกิจ ชั้นปีที่ 4 ได้รับรางวัลชนะเลิศการแข่งขันด้านการวิเคราะห์การเงินการลงทุน ในกิจกรรม Exclusive Financial Career Camp Track2 : Financial Professionals @Listed Companies  ซึ่ง เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ New Breed 2025 ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย  และ น.ส.พนินทรา ฤกษ์ดี นักศึกษาสาขาวิชาการโรงแรม คณะศิลปศาสตร์ ได้รับการคัดเลือกเป็นตัวแทนเยาวชนไทย เข้าร่วมการแข่งขันฝีมือแรงงานอาเซียน ครั้งที่ 14 (WorldSkills ASEAN Manila 2025) ระหว่างวันที่ 25-30 สิงหาคม 2568 ณ กรุงมะนิลา ฟิลิปปินส์ เป็นต้น”อธิการบดี มทร.กรุงเทพ กล่าว

ผศ.ดร.ธนวิทย์ ลายิ้ม คณบดีคณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มทร.กรุงเทพ  กล่าวว่า สำหรับคณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ ได้ส่งนักศึกษาเข้าร่วมการแข่งขันแกะสลักผักและผลไม้ รายการ THAILAND ULTIMATE CHEF CHALLENGE 2025  ในงาน THAIFEX –ANUGA ASIA 2025  ที่ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพค เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 27-31 พฤษภาคม 2568  ปรากฏว่า มทร.กรุงเทพ ได้มา 3 รางวัล จาก นายพีระวิทย์ ลาภโชค นักศึกษาระดับปริญญาโท มทร.กรุงเทพ ได้รับรางวัล Winner Award ระดับ Gold Medals จาก Cateories ในการแข่งขันประเภท Fruit and Vegetable Live Carving Challenge : Team of 3 และ ประเภท  Fruit and Vegetable Live Carving Challenge : Individual  และ น.ส.พรธิดา เรือนนา น.ส.พลอยชมพู บุญศักดิ์ น.ส.อรัสยา นิลเกษ น.ส.พชริดา ลาขุมเหล็ก  นายวุฒิภัทร สังคฤกษ์ และนายสิทธิโชค ถาวรวรรณ์ นักศึกษาสาขาวิชาอาหารและโภชนาการ ได้รับรางวัล Top Score of Silver Medals จากการแข่งขันประเภท Fruit and Vegetable Live Carving Challenge : Team of 3

นอกจากนี้ นายรัชพงศ์ เกตุรุ่ง นักศึกษาระดับปริญญาเอก คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มทร.กรุงเทพ   รศ.ดวงฤทัย ธำรงโชติ และ ผศ.ดร.นริศรา อู่ไทย อาจารย์ประจำ คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มทร.กรุงเทพ   ยังไปได้รับรางวัลเหรียญทองจากผลงานวิจัย เรื่อง A New innovation : Dietary Supplements form Bamboo Leaf Extrac , Roselle , And Luo han guo ในงานประกวดและแสดงนวัตกรรมนานาชาติ ITEX (International Innovation & Technology Exhibition) ระหว่างวันที่ 29-31 พฤษภาคม 2568 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย

สพฐ.เดินหน้าบิ๊กโปรเจ็กต์ทำตามระเบียบอย่างโปร่งใส-รอบคอบ ตรวจสอบได้ พร้อม เน้นย้ำดูแลความปลอดภัยโรงเรียนแนวชายแดน การบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็ก

ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เป็นประธานการประชุมผู้บริหาร สพฐ. ครั้งที่ 23/2568 โดยเน้นย้ำข้อสั่งการตามนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ และ สพฐ. เพื่อให้ผู้บริหารและบุคลากรดำเนินการขับเคลื่อนอย่างเร่งด่วน และติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานที่ได้สั่งการไปแล้ว โดยมีผู้บริหารระดับสูงของ สพฐ. ได้แก่ นายพัฒนะ พัฒนทวีดล รองเลขาธิการ กพฐ. นายธีร์ ภวังคนันท์ รองเลขาธิการ กพฐ. นายภูธร จันทะหงษ์ ปุณยจรัสธำรง ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ. รวมถึงผู้อำนวยการเขตตรวจราชการ ผู้อำนวยการสำนักต่างๆ และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ ห้องประชุม สพฐ. 1 อาคาร สพฐ. 4 ชั้น 2 กระทรวงศึกษาธิการ และผ่านระบบ Zoom meeting

เลขาธิการ กพฐ. กล่าวว่า ในที่ประชุมวันนี้ได้หารือเรื่องการดูแลนักเรียนและครูในพื้นที่ 7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา โดยศูนย์บริหารความสุขและความปลอดภัย สพฐ. ได้สำรวจข้อมูลโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาที่อยู่ติดชายแดนในระยะไม่เกิน 50 กิโลเมตร พบว่ามีเขตพื้นที่จำนวน 16 แห่ง โรงเรียนรวม 416 แห่ง มีการจำแนกกลุ่มตามความเสี่ยง เช่น สีแดง คือกลุ่มที่อยู่ติดแนวตะเข็บชายแดน ในจำนวนนี้มีหลุมหลบภัย 160 แห่ง ส่วนโรงเรียนที่ไม่มีก็ได้เร่งประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาสร้างหลุมหลบภัยที่ปลอดภัยและแข็งแรงให้ ที่สำคัญคือทุกโรงเรียนได้มีการซักซ้อมแผนเผชิญเหตุครบแล้ว ตามแนวปฏิบัติที่ต้องมีผู้รับผิดชอบ มีการวางแผนการอพยพเคลื่อนย้ายเด็กให้รวดเร็วที่สุด เมื่อเกิดเหตุต้องมีสัญญาณเตือน มีเสบียงอาหาร ยา อุปกรณ์ที่จำเป็น และเมื่อสถานการณ์ดีขึ้นต้องเคลื่อนย้ายออกจากหลุมหลบภัยตามลำดับอย่างไร โดยเฉพาะกลุ่มสีแดงให้มีการซักซ้อมอย่างเข้มข้น เพื่อความปลอดภัยของเด็กนักเรียนและครูทุกคน

ว่าที่ร้อยตรี ธนุ กล่าวต่อไปว่า สำหรับเรื่องการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็ก ซึ่งปีนี้พบว่าจำนวนนักเรียนของ สพฐ. มีจำนวนลดลงค่อนข้างมากเกือบแสนคน มีแนวโน้มว่าโรงเรียนขนาดเล็กจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ดังนั้น จึงต้องรีบวางแผนรับมือให้พร้อมในการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็กให้มีประสิทธิภาพสูงสุด โดยในช่วงต้นเดือนกรกฎาคมนี้ จะมีการประชุมร่วมกับโรงเรียน เขตพื้นที่ และเขตตรวจราชการในการออกแบบการบริหารที่จะดูแลช่วยเหลือโรงเรียนขนาดเล็กเหล่านี้ รวมถึงประเด็นต่าง ๆ ที่กำลังดำเนินการเพื่อเตรียมนำเสนอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการคนใหม่ได้รับทราบและช่วยดูแล เพื่อเป้าหมายในการยกระดับคุณภาพการศึกษาขั้นพื้นฐานทั้งระบบ รวมถึงการลดภาระครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยเฉพาะภาระด้านงานธุรการและพัสดุ ซึ่งจะต้องมีการหารือร่วมกันเพื่อหาทางออกที่เป็นรูปธรรม เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์สูญเสียเช่นกรณีครูมัทอีก ผมเชื่อว่าหากครูได้ทำหน้าที่สอนอย่างเต็มที่เต็มเวลา ก็จะส่งผลให้คุณภาพการศึกษาเกิดขึ้นได้อย่างแน่นอน และมั่นใจว่าไม่ว่ารัฐมนตรีว่าการฯ จะเป็นใคร ท่านก็ต้องให้ความสำคัญกับการยกระดับคุณภาพการศึกษา ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของพวกเราทุกคน

.ส่วนความคืบหน้าการสืบสวนข้อเท็จจริงกรณีครูมัท จากเดิมกำหนดให้แล้วเสร็จใน 7 วัน แต่ได้ขอขยายระยะเวลาเพิ่มเติม เนื่องจากมีเอกสารหลักฐานต่างๆ ที่มีรายละเอียดจำนวนมาก ต้องใช้เวลาในการตรวจสอบ รวมถึงได้เชิญหน่วยงานภายนอก เช่น ป.ป.ช. จังหวัดหรือ สตง. จังหวัด เข้ามาร่วมตรวจสอบด้วย เพื่อให้การสอบสวนมีความเป็นธรรมและน่าเชื่อถือ ซึ่งผมได้ให้กรอบเวลาไว้ 15 วัน หากมีความคืบหน้าจะแจ้งให้ทราบอีกครั้ง ส่วนเรื่องความปลอดภัยในสถานศึกษา กรณีที่มีเด็กนักเรียนทำร้ายร่างกายกัน ได้ประสานให้ ผอ.เขตพื้นที่ลงตรวจสอบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง ซึ่งปัจจุบันเรามีมาตรการความปลอดภัยที่เข้มงวดอยู่แล้ว หากเกิดเหตุก็ต้องรีบดำเนินการแจ้งผู้ปกครอง และลงโทษตามระเบียบ โดยเน้นย้ำว่าโรงเรียนต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัยสูงสุดสำหรับเด็กนักเรียน และกรณีโรงเรียนบ้านคลองเคียน สพป.พังงา ไม่มีอาคารเรียน จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงพบว่า เมื่อปีการศึกษา 2567 ได้มีการรื้อถอนอาคาร และนำนักเรียนไปเรียนรวมกับโรงเรียนบ้านคลองใส ต่อมาผู้ปกครองประสงค์นำนักเรียนกลับมาเรียนที่โรงเรียนบ้านคลองเคียน ทางเขตพื้นที่จึงได้ประชุมร่วมกับโรงเรียน คณะกรรมการสถานศึกษา ผู้นำชุมชน เพื่อหาแนวทางแก้ไข และมีมติเสนอของบสร้างอาคารเรียนชั่วคราวให้โรงเรียน ในลักษณะอาคารน็อกดาวน์ ซึ่งดำเนินการแล้วเมื่อวันที่ 23 มิ.ย. 2568 ส่วนการของบประมาณก่อสร้างอาคารถาวรนั้น สพป.พังงา จะดำเนินการขอจากงบประมาณประจำปี งบประมาณเหลือจ่าย หรืองบประมาณเร่งด่วน ตามโอกาสและห้วงเวลาที่เหมาะสมต่อไป

“ประเด็นที่มีผู้มาร้องเรียนเกี่ยวกับโครงการจัดซื้อคลาวด์-ซอฟต์แวร์แพลตฟอร์มการเรียนรู้ นั้น ได้มอบให้สำนักเทคโนโลยีเพื่อการเรียนการสอน (สทร.) ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบตั้งแต่เมื่อวานแล้ว (23 มิ.ย. 2568) โดยโครงการดังกล่าวเป็นมติ ครม. ซึ่งเป็นแผนระยะยาว 5 ปี (ปี 2568–2572) ตามนโยบายเรียนได้ทุกที่ทุกเวลา Anywhere Anytime ที่มีทั้งหมด 5 โครงการ สพฐ. ได้ดำเนินการตามขั้นตอนตามระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างของกรมบัญชีกลางอย่างเคร่งครัด ตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ ซึ่งทุกกระบวนการต้องเป็นไปตามกฎหมายและความเห็นของคณะกรรมการที่เกี่ยวข้อง ขอให้มั่นใจว่า สพฐ. จะดำเนินการตามระเบียบกฎหมาย เพื่อประโยชน์ของทางราชการและเกิดประโยชน์สูงสุดแก่นักเรียนทุกคน” เลขาธิการ กพฐ. กล่าว

สพฐ.ห่วงเด็กชายแดนไทย-เขมร สร้างหลุมหลบภัยทุกโรงเรียน ย้ำซ้อมแผนอพยพ หลบภัยเข้มข้น พร้อมเก็บข้อมูลระดมความเห็นหาทางลดภาระครูหวั่นซ้ำรอยครูมัท

เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2568 ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) ครั้งที่ 23/2568 ว่า วันนี้ที่ประชุมได้เน้นย้ำการดูแลนักเรียนในพื้นที่ 7 จังหวัดชายแดนไทย–กัมพูชา ซึ่งทุกฝ่ายมีความเป็นห่วงความปลอดภัยของเด็ก ครู และบุคลากรทุกคน โดย มี เขตพื้นที่การศึกษา จำนวน 16 แห่ง มีสถานศึกษาที่อยู่แนวชายแดน 416 แห่ง มอบให้สำนักอำนวยการจำแนกโรงเรียนเป็นกลุ่มสี  คือ  สีแดง-สีเหลือง-สีเขียว ตามความเสี่ยง และจากการสำรวจข้อมูลพบว่า โรงเรียนที่มีหลุมหลบภัยแล้ว 160 แห่ง ที่ไม่มีหลุมหลบภัย 230 แห่ง ซึ่ง สพฐ.จะเร่งประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาจัดสร้างหลุมหลบภัยให้ครบทุกโรงเรียนต่อไป ทั้งนี้ได้รับรายงานด้วยว่า มีโรงเรียนที่ได้ซักซ้อมแผนเผชิญเหตุแล้ว 377 แห่ง ซึ่งตนได้เน้นย้ำไปว่า ทุกโรงเรียนจะต้องมีผู้บัญชาการสถานการณ์หรือผู้รับผิดชอบเป็นหลัก ในกรณีโรงเรียนที่อยู่ในกลุ่มสีแดงจะต้องซ้อมแผนเผชิญเหตุอย่างเข้มข้น ต้องมีการวางแผนการอพยพเคลื่อนย้ายที่รวดเร็วที่สุด การหลบภัยเมื่อเกิดเหตุอย่างปลอดภัย การออกจากที่หลบภัยเมื่อเหตุการณ์สงบต้องทำอย่างไร รวมถึงการเตรียมเสบียงอาหาร ยา อุปกรณ์ที่จำเป็น ด้วย

เลขาธิการ กพฐ. กล่าวต่อไปว่า ประเด็นสำคัญอีกเรื่อง คือ การบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็ก เนื่องจากปีนี้จำนวนนักเรียน สพฐ.ลดลงเกือบ 1 แสนคน จาก 6.4 แสนคนเมื่อปีที่ผ่านมา เหลือ 6.3 แสนคน ข้อมูลเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2568  ซึ่งถือว่าลดลงอย่างมาก ส่งผลให้แนวโน้มจำนวนโรงเรียนขนาดเล็กจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ สพฐ.จึงจำเป็นต้องเร่งวางแผนการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็กให้มีประสิทธิภาพสูงสุด โดยในวันที่ 1-3 กรกฎาคม นี้ ตนจะเชิญประชุม ผอ.เขตพื้นที่การศึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาหารือและร่วมออกแบบการบริหารจัดการ รวมถึงเตรียมประเด็นต่าง ๆ เพื่อเสนอ รมว.ศึกษาธิการ คนใหม่ด้วย ว่าเป้าหมายในการยกระดับคุณภาพการศึกษานั้นเรายังมีปัญหาอุปสรรคอะไรอีกบ้าง โดยเฉพาะการลดภาระครู ซึ่งสพฐ.ไม่ต้องการให้เกิดเหตุการณ์เหมือน กรณี ครูมัท ที่จังหวัดบุรีรัมย์ขึ้นอีก เราต้องลดภาระ ให้ครูได้สอนเด็กเต็มที่ เต็มเวลา แต่ทุกวันนี้ครูยังได้รับมอบหมายงานอื่นที่ไม่ใช่งานสอน หลายโครงการหลายกิจกรรมทำให้ครูออกจากห้องเรียน ดังนั้นจะออกแบบเพื่อหาวิธีการลดภาระงานครู  ซึ่งเวลานี้ สพฐ.ก็กำลังระดมความเห็นของครูอยู่

“ส่วนกรณีที่มีผู้มาร้องเรียนเกี่ยวกับโครงการจัดซื้อคลาวด์-ซอฟต์แวร์แพลตฟอร์มการเรียนรู้ นั้น ได้มอบให้สำนักเทคโนโลยีเพื่อการเรียนการสอน (สทร.) ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบตั้งแต่เมื่อวันที่ 23 มิ.ย.68 แล้ว ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวเป็นมติ คณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นแผนระยะยาว 5 ปี (ปี 2568–2572) ตามนโยบายเรียนได้ทุกที่ทุกเวลา Anywhere Anytime ซึ่ง สพฐ.ได้ดำเนินการตามขั้นตอนตามระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างของกรมบัญชีกลางอย่างเคร่งครัด ตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ โดยทุกกระบวนการต้องเป็นไปตามกฎหมายและความเห็นของคณะกรรมการที่เกี่ยวข้อง ขอให้มั่นใจว่า สพฐ. จะดำเนินการตามระเบียบกฎหมาย เพื่อประโยชน์ของทางราชการและเกิดประโยชน์สูงสุดแก่นักเรียนทุกคน”เลขาธิการ กพฐ. กล่าว

 

 

“ผลการจัดลำดับความสามารถทางการแข่งขันของไทยหล่นวูป !!!”อรรถพล”เสนอแนวทางการยกระดับ IMDดึงนักลงทุนด้านการศึกษาพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ

เมื่อวันที่ 20 มิ.ย.2568 ดร.อรรถพล สังขวาสี อดีตปลัดกระทรวงศึกษาธิการและเลขาธิการสภาการศึกษา กล่าวว่าสถาบัน IMD ได้ประกาศผลรายงานการจัดอันดับความสามารถทางการแข่งขันหรือ World Competitiveness Report ประจำปี 2025 โดยผลการจัดอันดับในภาพรวมพบว่า ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 30 ซึ่งอันดับลดลงจากปีที่ผ่านมา5 อันดับ ในขณะที่ผลการจัดอันดับด้านการศึกษา ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 55 ซึ่งอันดับลดลงจากปีที่ผ่านมา 1 อันดับ จากประเทศที่เข้าร่วมการจัดอันดับทั้งสิ้น 69 ประเทศทั่วโลก ทั้งนี้แม้ผลการจัดอันดับด้านการศึกษาของประเทศไทยจะลดลงจากปีที่ผ่านมาแต่ประเทศไทยมีพัฒนาการทางการศึกษาที่น่าสนใจ ดังนี้ 1 แม้ว่าการจัดลำดับของประเทศไทยจะต่ำลง แต่จำนวนประเทศเข้าร่วมจัดลำดับเพิ่มขึ้น ค่าเปอร์เซ็นไทล์เมื่อเปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมาได้ดีมากขึ้น โดยในปี 2025 ประเทศไทยอยู่ในเปอร์เซ็นไทร์ที่ 20.6%ซึ่งถือว่าดีกว่าปีที่ผ่านมาเล็กน้อย(ดูรูปภาพประกอบ)

ดร.อรรถพล กล่าวต่อไปว่า ปัญหาเศรษฐกิจและสังคมที่ประเทศกำลังเผชิญโดยการศึกษาถือเป็นหนึ่งในปัญหาที่สำคัญที่ประเทศไทยกำลังเผชิญและน่าจะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้ความสามารถทางการแข่งขันทางการศึกษาของประเทศไทยดีขึ้น  เมื่อเปรียบเทียบผลการจัดอันดับด้านการศึกษาของประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะพบว่า อันดับที่ 1 ประเทศสิงคโปร์อยู่ในอันดับที่ 8 ลดลง 5 อันดับ จากปีที่ผ่านมา อันดับที่ 2 ประเทศมาเลเซียอยู่ในอันดับที่ 44 เท่ากับปีที่ผ่านมา อันดับที่ 3 ประเทศไทยอยู่ในอันดับ 55 ลดลงจากปีที่ผ่านมา 1 อันดับ อันดับที่ 4 ประเทศอินโดนีเซียอยู่ในอันดับที่ 62 ลดลงจากปีที่ผ่านมา 5 อันดับ อันดับที่ 5 ประเทศฟิลิปปินส์อยู่ในอันดับที่ 63 เท่ากับปีที่ผ่านมา ซึ่งข้อมูลดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีแนวโน้มผลการจัดอันดับทางการศึกษาที่ลดลงเกือบทุกประเทศ ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งรัดการพัฒนาการศึกษาเพื่อรักษาตำแหน่งทางการศึกษาของประเทศไทย ให้เป็นหนึ่งในประเทศแนวหน้าทางการศึกษาในระดับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

“จากข้อมูลดังกล่าว ผมขอเสนอแนวทางการยกระดับ IMD 2025 ดังนี้ 1) ประเทศไทยต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนาการปรับปรุงข้อมูลทางการศึกษาให้ถูกต้องและทันสมัย ในระบบฐานข้อมูลทางการศึกษาในระดับนานาชาติฐาน ข้อมูลสำคัญที่ IMD ให้เป็นข้อมูลหลักในการจัดอันดับทางการศึกษาประกอบด้วย ฐานข้อมูล UIS ขององค์การยูเนสโก้ และฐานข้อมูล INES ขององค์การ OECD โดยฐานข้อมูล UIS ประเทศไทยต้องให้ความสำคัญกับการจัดเก็บข้อมูลให้มีความครบถ้วนและทันสมัยมากยิ่งขึ้น เพื่อที่จะทำให้ข้อมูลสถิติทางการศึกษาของประเทศไทยดีขึ้น ขณะที่ฐานข้อมูล INES ขณะนี้ประเทศไทยอยู่ในระหว่างการจัดเก็บข้อมูลเข้าสู่ฐานข้อมูลดังกล่าวอยู่ ซึ่งถือเป็นโอกาสอันดีที่จะทำให้ฐานข้อมูลดังกล่าวมีความครบถ้วนทันสมัย 2) ภาคเอกชนยังไม่ยอมรับคุณภาพการศึกษาของประเทศไทยแม้หน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาจะมีความร่วมมือและโครงการพัฒนาการศึกษากับภาคเอกชนเป็นจำนวนมาก แต่มุมมองของภาคเอกชนที่มีต่อระบบการศึกษาไทยยังไม่ดีขึ้น สะท้อนให้เห็นจากผลการสำรวจความคิดเห็นของภาคเอกชนที่มีต่อระบบการศึกษาไทย ที่ทุกตัวชี้วัดมีค่าคะแนนที่ลดลงในทุกตัวชี้วัดอย่างต่อเนื่องมาแล้วเป็นเวลา 2 ปี ดังนั้นการสร้างการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนในการพัฒนาการศึกษา จึงต้องเพิ่มระดับการมีส่วนร่วมเพิ่มมากขึ้นจากปัจจุบันที่อยู่ในระดับร่วมให้ความเห็นและร่วมดำเนินการ มาสู่การร่วมกำหนดนโยบายและร่วมรับผิดชอบในการจัดการศึกษา 3) ตัวชี้วัดบูรณาการจะเป็นอีกหนึ่งคำตอบของการยกระดับผลการจัดอันดับ IMD ควรผลักดันให้คณะรัฐมนตรี มีมติเห็นชอบให้การยกระดับผลการจัดอันดับIMDเป็นตัวชี้วัดบูรณาการของส่วนราชการเพื่อจะทำให้การดำเนินการมีการกำหนดหน่วยงานที่รับผิดชอบให้ชัดเจนและมีการวัดผลความสำเร็จอย่างมีความรับผิดชอบแม้ในหลายปีที่ผ่านมาประเทศไทยจะไม่สามารถทำให้ผลการจัดอันดับด้านการศึกษาเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยสำคัญ แต่เมื่อพิจารณาเจาะลึกในรายละเอียดแต่ละตัวชี้วัดจะพบว่าตัวชี้วัดส่วนใหญ่ที่เป็นตัวชี้วัดสถิติทางการศึกษา(HardDataIndicators) มีแนวโน้มที่ดีขึ้นมีค่าที่เพิ่มขึ้นเกือบทุกตัวชี้วัดสะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยมีพัฒนา การทางการศึกษาแต่ความเร็วของพัฒนาการดังกล่าวยังไม่เพียงพอที่จะทำให้ประเทศไทยมีความสามารถทางการแข่งขันทางการศึกษาแซงหน้าประเทศอื่นๆดังนั้นการพัฒนาการศึกษาจะต้องดำเนินการให้มีความเข้มข้นขึ้นมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลเพิ่มมากขึ้น ดังนั้น จากผลประเมินดังกล่าว ผมอยากฝากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการคนใหม่ได้ถอดบทเรียนการยกระดับ IMD เพราะผลการประเมินเป็นหนึ่งในชี้วัดคุณภาพการศึกษาและศักยภาพของประเทศที่นักลงทุนจะเลือกมาลงทุน ซึ่งจะส่งผลต่อภาพเศรษฐกิจของประเทศต่อไป”อดีตปลัดกระทรวงศึกธิการและเลขาธิการสภาการศึกษา กล่าว

ศาลอาญาฯชี้ช่องให้”โรงพิมพ์รุ่งศิลป์”แก้ไขคำฟ้ององค์การค้าสกสค.ให้ชัดเจน ขณะที่องค์การค้าฯต้องตอบให้ได้ว่าเป็นหน่วยงานในกำกับของรัฐประเภทไหน-ขีดเส้น30วัน นัดฟังคำพิพากษาวันที่ 22 กรกฎาคม

ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2568 ที่ผ่านมา ศาลอาญาฯได้พิจารณาคดีหมายเลขดำที่ อท 104/2568 ซึ่งบริษัท รุ่งศิลป์การพิมพ์ (1977) จำกัด เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายภกร รงค์นพรัตน์ รองผู้อำนวยการองค์การค้า ของสำนักงานส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (องค์การค้าสกสค.) เป็นจำเลยที่ 1 กับพวกรวม 4 คน คดีนี้เป็นกรณีที่จำเลยถูกกล่าวหาว่าร่วมกันกระทำการโดยทุจริตในการกำหนดเงื่อนไขคุณสมบัติผู้ยื่นข้อเสนอประกวดราคาจัดจ้างผลิตกล่องบรรจุแบบเรียน 3 รายการ ด้วยวิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding) เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2567

ทั้งนี้ ศาลอาญาฯได้ตรวจคำฟ้องและเอกสารท้ายฟ้องของโจทก์ รวมถึงรายงานเจ้าพนักงานคดีในชั้นตรวจฟ้องฉบับลงวันที่ 12 มิถุนายน 2568 ศาลฯเห็นว่าเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงที่ชัดเจนในการตรวจฟ้อง จึงให้โจทก์แก้ไขคำฟ้องโดยบรรยายให้ชัดเจนภายใน 15 วัน ซึ่งจะครบกำหนดในวันที่ 2 กรกฎาคม 2568 ใน 3 ประเด็นหลัก คือ 1.ให้โจทก์ตรวจสอบว่าจำเลยทั้ง 4 เป็นเจ้าพนักงานหรือไม่ หากเป็น ให้ระบุตามกฎหมายใด พร้อมแนบเอกสารประกอบ 2.ให้แนบข้อบังคับ สกสค. พ.ศ. 2562 ข้อ 6 (14) เป็นเอกสารท้ายฟ้อง หรือนำส่งต่อศาลเพื่อประกอบการพิจารณา เนื่องจากโจทก์บรรยายฟ้องว่า องค์การค้าของ สกสค. เป็นส่วนงานใน สกสค. ตามข้อบังคับดังกล่าว และ 3.ให้บรรยายพฤติการณ์แห่งการกระทำหรือมูลเหตุจูงใจของจำเลยทั้ง 4 ว่า มีเจตนากระทำการตามฟ้องเพื่อให้โจทก์ได้รับความเสียหาย หรือมีเจตนาทุจริตอย่างไร พร้อมให้โจทก์ชี้ช่องพยานหลักฐานให้ชัดเจนและเพียงพอต่อการพิจารณา

นอกจากนี้ ศาลฯยังเห็นควรมีหนังสือถึงองค์การค้าของ สกสค. เพื่อให้ชี้แจงข้อเท็จจริงและส่งเอกสารที่เกี่ยวข้องภายใน 30 วัน ในหลายประเด็น อาทิ สถานะองค์การค้าของ สกสค.ว่าเป็นหน่วยงานรัฐหรือไม่ ประเภทใด อยู่ในสังกัด หรือกำกับดูแลของหน่วยงานใด มีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับ สกสค.อย่างไร และจัดตั้งขึ้นตามกฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ คำสั่ง หรือประกาศใด, และจำเลยทั้ง 4 เกี่ยวข้องกับการประกวดราคาจ้างผลิตกล่องฯ ทั้ง 2 ครั้งตามฟ้องหรือไม่, หลักเกณฑ์การพิจารณาเงื่อนไขคุณสมบัติผู้ยื่นข้อเสนอการประกวดราคาจ้างผลิตกล่องฯ รวมถึงที่มาและเหตุผลในการกำหนดเงื่อนไขดังกล่าวเป็นอย่างไร เป็นเงื่อนไขที่มีการกำหนดขึ้นอยู่ก่อนแล้วที่จะมีข้อพิพาทกับโจทก์หรือไม่อย่างไร ตลอดจนข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ ศาลได้เลื่อนไปนัดฟังคำสั่งหรือคำพิพากษาในวันที่ 22 กรกฎาคม 2568 เวลา 09.30 น.

“สุรศักดิ์”เข้า ศธ.ลาข้าราชการ ฝาก รมต.ใหม่โครงการไหนดีอยากให้สานต่อ

เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 19 มิถุนายน 2568 ที่กระทรวงศึกษาธิการ นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้เดินทางเข้ามาเพื่อกราบสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวงศึกษาธิการ และเซ็นใบลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ โดยมีผู้บริหาร ข้าราชการ และบุคลากรกระทรวงศึกษาธิการมามอบดอกไม้และพวงมาลัย เพื่อเป็นการอำลาเป็นจำนวนมาก ทั้งนี้ นายสุรศักดิ์ ได้ให้สัมภาษณ์ ว่า วันนี้รัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทยได้ทำตามมติของกรรมการบริหารพรรคโดยการถอนตัวจากการร่วมรัฐบาลและลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีทุกตำแหน่ง รวมถึงผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองของพรรคภูมิใจไทย เพื่อไปปฏิบัติหน้าที่เสียงข้างน้อย คือ ฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ถึงแม้จะไม่ได้อยู่ฝ่ายบริหาร แต่ก็ยังต้องทำงานเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติต่อไป

นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า สำหรับภารกิจของกระทรวงศึกษาธิการ ที่เกรงว่าอาจจะไม่ได้รับการสานต่อเมื่อต้องเปลี่ยนตัวรัฐมนตรีใหม่ นั้น โดยส่วนตัวตนเชื่อว่าผู้บริหารที่จะเข้ามาบริหารใหม่ ถ้านโยบายที่ทำไว้เกิดประโยชน์ ก็ต้องสานต่อ หรือ ถ้าบางเรื่องยังมีปัญหาก็ต้องแก้ไข เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษา เชื่อว่าทุกคนที่จะเข้ามาล้วนแต่มีความสามารถและตั้งใจที่จะทำงานให้ประเทศชาติและกระทรวงศึกษาธิการ

“ที่ผ่านมาพลตำรวจเอกเพิ่มพูน ชิดชอบ และ ผม พยามยามผลักดันเรื่องโครงการเรียนดี มีความสุข ลดภาระครู ลดภาระนักเรียนและผู้ปกครอง มาโดยตลอด ซึ่งก็ถือว่าประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง โดยเฉพาะการยกเลิกครูเวร การขยายโครงการอาหารกลางวันในโรงเรียนขยายโอกาส การคืนภารโรง การใช้ระบบย้ายครู TRS  การยกเว้นหรือเพิ่มทางเลือกการแต่งชุดลูกเสือ การทำสุขาดีมีความสุข หรือแม้แต่นโยบายเรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา Anywhere Anytime ที่จะเป็นการลดภาระนักเรียนและเสริมสร้างศักยภาพในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา ซึ่งผมเชื่อว่าผู้บริหารใหม่ที่จะเข้ามาก็จะผลักดันต่อไปให้ประสบความสำเร็จยิ่งขึ้น”นายสุรศักดิ์กล่าว

มทร.ธัญบุรี คว้า 12 รางวัลเวทีนวัตกรรมระดับนานาชาติ เซี่ยงไฮ้ 2025

เมื่อวันที่ 18 ,b56okpo 2568 รศ.ดร.สมหมาย ผิวสอาด อธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (มทร.ธัญบุรี) เปิดเผยว่า ตามที่มทร.ธัญบุรี ได้ส่งงานวิจัยและนวัตกรรม เข้าร่วมเวทีระดับนานาชาติ “The 8th China (Shanghai) International Invention & Innovation Expo 2025” ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 11–13 มิถุนายน 2568 ณ Shanghai World Expo Exhibition & Convention Center นครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน ปรากฎว่า สามารถคว้ารางวัลจากเวทีระดับนานาชาติ ครั้งนี้ถึง 12 รางวัล ซึ่งผลสำเร็จในครั้งนี้เป็นการสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของมหาวิทยาลัยในการพัฒนางานวิจัยที่ไม่เพียงตอบโจทย์ชุมชนในประเทศ แต่ยังสามารถขยายผลสู่ระดับสากล ทั้งในมิติของเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และสุขภาพ โดยมีการบูรณาการองค์ความรู้ที่หลากหลาย ทั้งวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี คหกรรมศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ และการแพทย์บูรณาการ ตลอดจนความร่วมมือกับภาคเอกชนเพื่อการพัฒนานวัตกรรมที่ใช้ได้จริงในภาคอุตสาหกรรม

สำหรับผลงานที่ได้รับรางวัล ประกอบด้วยเหรียญทอง (Gold Medal) จำนวน 6 รางวัล รางวัลพิเศษ Special Award 4 รางวัล และรางวัล NRCT Honorable Mention Award อีก 2 รางวัล ประกอบด้วย (1) ผลงาน PolyCat: A Reusable Catalyst for Upgradings Bio-Oil ได้รับรางวัล Gold Medal และNRCT Special Award โดยนายณัฐวุฒิ รอดทุกข์ น.ส.เนตรนภา กำลังมาก รศ.ดร.ปรียาภรณ์ ไชยสัตย์ และรศ.ดร.อมร ไชยสัตย์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (2) ผลงาน AntibacDotFilm: Polyvinyl alcohol film mixed sugar derived-carbon dots for food packaging with antibacterial activity ได้รับรางวัล Gold Medal และNRCT Special Award โดยน.ส.พัชรพร ขาวเผือก และรศ.ดร.กนกอร เวชกรณ์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (3) ผลงาน Eco-friendly textile inovations employ natural dyes derived from Dry Areca nut (Areca catechu) ได้รับรางวัล Gold Medal และNRCT Honorable Mention Award โดยนายภวัณพัสตร์ แก่นแก้ว และผศ.ดร.ศุภนิชา ศรีวรเดชไพศาล คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์

(4) ผลงาน Advanced electrochemical innovation combined with a nanobubble system for seafood transportation business ได้รับรางวัล Gold Medal และ NRCT Special Award โดยนายวัชรพงษ์ นารีจันทร์ น.ส.นวลลออ ยามาโอะ และรศ.ดร.ฉัตรชัย พลเชี่ยว คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พร้อมด้วย รศ.ดร.สรพงษ์ ภวสุปรีย์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ และบริษัท วอเทอร์ป๊อก จำกัด (5) ผลงาน Innovative triple-action anti-aging facial scrub, mask and serum incorperating Golden flower extract beads prepared by synergistics Niosomes and Fluid-Bed coating technology ได้รับรางวัล Gold Medal และ NRCT Special Award โดย รศ.ดร.กรวินวิชญ์ บุญพิสุทธินันท์ คณะการแพทย์บูรณาการ ร่วมกับบริษัท ริชโกลด์บิวตี้แอนด์เฮลท์ จำกัด (6) ผลงาน Fluid- Bed drying of Chlorophyll petlets: An anti-oxidant with superior stability and controlled release ได้รับรางวัล Gold Medal และ NRCT Honorable Mention Award โดย รศ.ดร.กรวินวิชญ์ บุญพิสุทธินันท์ คณะการแพทย์บูรณาการ ร่วมกับ บริษัท ริชโกลด์บิวตี้แอนด์เฮลท์ จำกัด

ทั้งนี้ รางวัลพิเศษ NRCT Special Award และ NRCT Honorable Mention Award ที่นักวิจัยจาก มทร.ธัญบุรี ได้รับในครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของ NRCT Special Award Competition ซึ่งจัดโดย สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เพื่อเชิดชูเกียรตินักวิจัยไทยที่สร้างสรรค์นวัตกรรมระดับนานาชาติ โดยได้รับเกียรติจาก นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานมอบรางวัลให้กับคณะนักประดิษฐ์ไทยได้รับการยอมรับจากเวทีเซี่ยงไฮ้ พร้อมกล่าวชื่นชมถึงศักยภาพของนักวิจัยไทยในการพัฒนาและต่อยอดนวัตกรรมให้เกิดประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรมต่อสังคมและเศรษฐกิจของประเทศ

มทร.ธัญบุรี ยังคงเดินหน้าส่งเสริมงานวิจัยและนวัตกรรมที่มีคุณภาพ ต่อยอดจากห้องปฏิบัติการสู่ชุมชน อุตสาหกรรม และเวทีโลก โดยเปิดกว้างให้นักศึกษา คณาจารย์ และพันธมิตรทุกภาคส่วน เข้ามาร่วมขับเคลื่อนการวิจัยเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคมไทยและสร้างชื่อเสียงให้ประเทศ ผู้สนใจสามารถติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวด้านนวัตกรรมของมหาวิทยาลัยได้ที่เว็บไซต์ https://www.rmutt.ac.th และเพจ https://www.facebook.com/rmutt.official  บน Facebook.

สพม.บุรีรัมย์ – กสทช. ขับเคลื่อนเยาวชนสู่สังคมดิจิทัล จัดอบรมหลักสูตร “เด็กยุคดิจิทัลเรียนรู้ผ่านเทคโนโลยี” เสริมทักษะดิจิทัลอย่างสร้างสรรค์

เมื่อวันที่ 18-19 และ วันที่ 25-26 มิถุนายน 2568 ณ หอประชุมโรงเรียนเหลืองพนาพิทยาคม สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา(สพม.)บุรีรัมย์  ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) จัดโครงการ “พัฒนาทักษะสร้างความรู้ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศสู่สังคมดิจิทัล” ภายใต้ภารกิจบริการโทรคมนาคมพื้นฐานโดยทั่วถึงและบริการเพื่อสังคม กลุ่ม 3 (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง) โดย สิบตำรวจตรี ดร.นปดล นพเคราะห์ ผอ.สพม.บุรีรัมย์ เป็นประธานเปิดโครงการ และนางรังสิยา ศรีจันทา ผู้อำนวยการโรงเรียนเหลืองพนาพิทยาคม กล่าวรายงาน พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ศึกษานิเทศก์ และกรรมการสถานศึกษา ร่วมในพิธี

สำหรับวัตถุประสงค์หลักของโครงการนี้ คือการพัฒนาเยาวชนให้มีความรู้ ความเข้าใจ และทักษะที่จำเป็นในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศอย่างเหมาะสม ปลอดภัย และสร้างสรรค์ ภายใต้บริบทของการเข้าสู่สังคมดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ โดยออกแบบหลักสูตรเฉพาะชื่อว่า “เด็กยุคดิจิทัลเรียนรู้ผ่านเทคโนโลยี” เพื่อให้สอดคล้องกับพฤติกรรมการเรียนรู้ของนักเรียนในยุคเทคโนโลยีเปลี่ยนโลก

โครงการนี้ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจาก กสทช. สะท้อนถึงความตั้งใจในการยกระดับศักยภาพเยาวชนไทยให้สามารถอยู่ร่วมกับเทคโนโลยีได้อย่างมีคุณภาพ แบ่งการจัดอบรมออกเป็น 2 รุ่น คือ รุ่นที่ 1: วันที่ 18-19 มิถุนายน 2568 สำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย จำนวน 100 คน และ รุ่นที่ 2: วันที่ 25-26 มิถุนายน 2568 สำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น จำนวน 100 คน โดยกิจกรรมตลอดการอบรมจะเน้นการมีส่วนร่วมอย่างสร้างสรรค์ การทดลองใช้เทคโนโลยีจริง การรู้เท่าทันสื่อดิจิทัล รวมถึงความปลอดภัยในการใช้โซเชียลมีเดียและอินเทอร์เน็ต
การอบรมครั้งนี้จึงเป็นก้าวสำคัญในการปูพื้นฐานสู่การเป็น “พลเมืองดิจิทัล” อย่างแท้จริง ให้เยาวชนไทยสามารถใช้เทคโนโลยีเพื่อเรียนรู้ พัฒนา และสร้างอนาคตที่ยั่งยืนด้วยตนเอง