วันที่ 12 กันยายน 2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดการประชุมสัมมนาผู้อำนวยการและรองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 12–13 กันยายน 2569 ณ โรงแรมเอเชีย แอร์พอร์ท จังหวัดปทุมธานี โดยมีผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) นำโดย ดร.พิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการ กพฐ. ดร.วิษณุ ทรัพย์สมบัติ นางภัทรวรรณ ภัทรบวรวุฒิ และดร.ภูธร จันทะหงษ์ ปุณยจรัสธำรง รองเลขาธิการ กพฐ. ดร.อรุณี จิรมหาศาล และ ดร.อาทิตยา ปัญญา ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ. เข้าร่วมการประชุม

นายประเสริฐ กล่าวว่า วันนี้เป็นการประชุมสัมมนาที่สำคัญ เพราะเป็นการเตรียมความพร้อมเข้าสู่ปีการศึกษาใหม่ และเป็นโอกาสที่จะได้มอบนโยบายและแลกเปลี่ยนแนวทางการทำงานกับผู้บริหาร สพฐ.ทุกระดับ สิ่งที่เน้นย้ำคือ การศึกษาต้องปรับให้ทันกับโลกที่เปลี่ยนแปลงไป บทบาทของผู้บริหารควรเปลี่ยนจากการเป็น “ผู้สั่งการ” มาเป็น “ผู้สนับสนุน” และต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต เน้นการคิด วิเคราะห์ และนำความรู้ไปใช้ มากกว่าการเรียนเพื่อจดจำ
รมว.ศึกษาธิการ กล่าวต่อไปว่า สำหรับการนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาใช้ในการจัดการเรียนการสอนนั้น ทั้งเรื่องเทคโนโลยีและ AI วันนี้เราปฏิเสธไม่ได้ว่าเข้ามามีบทบาทกับการศึกษาอย่างมาก แต่ต้องใช้เป็นเครื่องมือสนับสนุน ไม่ใช่ให้เทคโนโลยีคิดแทนคน เพราะทักษะการคิดวิเคราะห์พื้นฐานยังต้องเกิดจากตัวผู้เรียนและผู้สอนเอง ส่วนผลการประเมิน PISA ที่ประเทศไทยขยับจากอันดับ 58 มาเป็น 53 ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดี แต่เราต้องดูด้วยว่าอะไรทำให้คะแนนดีขึ้น และยังมีจุดไหนที่ต้องพัฒนา โดยเฉพาะการเตรียมความพร้อมด้าน AI Literacy ขณะเดียวกัน เรื่องความปลอดภัยในสถานศึกษาต้องให้ความสำคัญเป็นอันดับต้น ๆ เพราะถ้าเด็กไม่ปลอดภัย การเรียนรู้ก็เกิดขึ้นได้ไม่เต็มที่
“ผมฝากผู้บริหารเขตพื้นที่การศึกษาทุกคนไว้ 3 เรื่อง คือ ต้องเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง ทำงานในลักษณะของ CEO ที่มอง “ผลลัพธ์ทางการศึกษา” เป็นเป้าหมายสำคัญ ใช้ข้อมูลเป็นฐานในการตัดสินใจ ไม่ใช่ตัดสินใจจากความรู้สึก และต้องเรียนรู้ให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลกอยู่เสมอ ที่สำคัญ เวลาวัดความสำเร็จของการทำงาน เราไม่ควรดูว่าทำกิจกรรมได้มากหรือน้อย แต่ต้องดูว่าเด็กของเราได้อะไร และมีพัฒนาการหรือคุณภาพการเรียนรู้ที่ดีขึ้นมากน้อยเพียงใด เพราะสุดท้ายแล้ว “ผลลัพธ์ของผู้เรียน” คือสิ่งที่สะท้อนความสำเร็จของการศึกษาอย่างแท้จริง” รมว.ศธ. กล่าว
ด้าน ดร.พิเชฐ กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้มุ่งเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ และแนวทางการดูแลช่วยเหลือนักเรียน พร้อมสื่อสารข้อราชการสำคัญ เพื่อเตรียมความพร้อมผู้บริหารสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาในการขับเคลื่อนนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการและ สพฐ. ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันและเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม เนื่องจากผู้บริหารเขตพื้นที่การศึกษาคือกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงนโยบายสู่การปฏิบัติ และเป็นแกนกลางในการประสานความร่วมมือจากโรงเรียน ผู้ปกครอง ชุมชน และภาคีเครือข่าย โดยการประชุมครั้งนี้ให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับการดูแลความปลอดภัยและสุขภาวะของนักเรียน เพื่อให้สถานศึกษาเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ที่ปลอดภัย และนักเรียนทุกคนได้รับการดูแล ช่วยเหลือ และคุ้มครองอย่างเหมาะสม
สำหรับกิจกรรมภายในงาน ประกอบด้วยการนำเสนอ Best Practices ด้านความปลอดภัยในสถานศึกษา จากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้และนำแนวทางที่เป็นแบบอย่างไปประยุกต์ใช้ในระดับพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมรับฟังปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “ทิศทางการขับเคลื่อนนโยบายการศึกษาในปีงบประมาณ พ.ศ. 2570” และพิธีมอบโล่เชิดชูเกียรติแก่ผู้ทำคุณประโยชน์ให้แก่ สพฐ. โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นอกจากนี้ ยังมีการบรรยายและอภิปรายจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิในประเด็นสำคัญด้านความปลอดภัยและระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน อาทิ “ความปลอดภัยในสถานศึกษา” “การดูแลช่วยเหลือนักเรียนอย่างยั่งยืน : รู้จัก เข้าใจ ใส่ใจ ปลอดภัย” และ “HERO OBEC Care ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนยุคใหม่ : เชื่อมข้อมูล เชื่อมเครือข่าย เชื่อมการช่วยเหลือ” เพื่อเสริมสร้างองค์ความรู้และยกระดับระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนให้มีประสิทธิภาพและทันต่อบริบทการศึกษาในปัจจุบัน








เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) พร้อมด้วย นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ประชุมหารือแนวทางความร่วมมือในการขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านการศึกษา ระหว่าง ศธ.-พม. ณ ห้อง N 402 ชั้น 4 อาคารรัฐสภา

พระสังฆราชซิลวีโอ ศิริพงษ์ จรัสศรี ประมุขสังฆมณฑลราชบุรี กล่าวว่า การจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning เป็นกระบวนการศึกษายุคใหม่ที่หลายประเทศนำมาใช้ และมีการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง โดยมีหัวใจสำคัญ คือ การเปิดโอกาสให้นักเรียนมีส่วนร่วมในกระบวนการเรียนรู้ของตนเอง ขณะที่บทบาทของครูเปลี่ยนจากการเป็นผู้สอนมาเป็นโค้ช ทำหน้าที่ชี้แนะแนวทางและสนับสนุนให้นักเรียนสามารถคิด วางแผน ลงมือปฏิบัติ และติดตามผลสำเร็จของการเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง แนวทางดังกล่าวจึงเป็นกระบวนการศึกษาที่เหมาะสมกับโลกยุคใหม่ และมีส่วนสำคัญต่อการสร้างองค์ความรู้ พัฒนาสังคมและประเทศชาติ อย่างไรก็ตาม แม้โลกการศึกษาจะก้าวเข้าสู่ยุคนวัตกรรม เทคโนโลยี AI และการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้น แต่การศึกษาจะมุ่งพัฒนาเฉพาะความรู้หรือสติปัญญาเพียงด้านเดียวไม่ได้ จำเป็นต้องพัฒนา “จิตใจ” ควบคู่กันไป เพื่อให้นักเรียนเติบโตอย่างสมบูรณ์และสามารถก้าวหน้าได้อย่างสมดุล ไม่ใช่เอียงไปทางใดทางหนึ่ง ดังนั้นการยกระดับการศึกษาของชาติจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย ทั้งสถานศึกษา ครู ผู้บริหาร หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และสื่อมวลชน ที่จะร่วมกันพัฒนาคุณภาพการศึกษา ยกระดับความรู้และคุณภาพของเด็กเยาวชน ซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญและอนาคตของประเทศ
บาทหลวง ผศ.ดร.อภิสิทธิ์ กิจเจริญ ผู้อำนวยการโรงเรียนดรุณาราชบุรี เปิดเผยความสำเร็จในการขับเคลื่อน Active Learning จนเกิดผลเป็นรูปธรรมว่า ปัจจัยสำคัญที่สุดไม่ใช่เพียงการนำกระบวนการหรือรูปแบบการสอนใหม่เข้ามา แต่คือการทำให้ครูเข้าใจว่า “ทำไมต้องเปลี่ยน” และการเปลี่ยนแปลงนั้นมีเป้าหมายเพื่อให้เด็กเกิดการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น เมื่อครูเห็นเป้าหมายที่ชัดเจน การปรับตัวจะง่ายขึ้น และสิ่งที่เปลี่ยนตามมาคือทั้งกระบวนการเรียนการสอน วิธีคิด และ Mindset ของครู โดยเฉพาะการพัฒนาไปสู่ Growth Mindset ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้ Active Learning สามารถเกิดขึ้นจริงในห้องเรียน ทำให้วิธีการเรียนการสอนเปลี่ยน เพราะเมื่อความคิดเปลี่ยน วิธีการทำงานก็เปลี่ยนไปด้วย ซึ่งตรงนี้เป็นกลไกสำคัญที่ทำให้การเรียนการสอนแบบ Active Learning ประสบความสำเร็จ
ดร.ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์ ประธานกรรมการบริหารสถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.)กล่าวว่า โลกยุค AI ทำให้โจทย์การศึกษาต้องเปลี่ยน เพราะความรู้มากมายสามารถเข้าถึงได้ง่าย สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่เพียงถามว่า เด็กรู้อะไร แต่ต้องถามว่า เด็กนำความรู้ไปทำอะไรได้บ้าง ครูจึงต้องเปลี่ยนบทบาทจากผู้บอกคำตอบ มาเป็นผู้ออกแบบประสบการณ์การเรียนรู้ กระตุ้นให้เด็กคิด ลงมือทำ แก้ปัญหา และถอดบทเรียนด้วยตนเอง ซึ่งหัวใจของ GPAS 5 Steps ได้การรวบรวมข้อมูล (Gathering) การจัดทำและวิเคราะห์ข้อมูล (Processing) การประยุกต์และสร้างความรู้ (Applying and Constructing the Knowledge) การสื่อสารและนำเสนอ (Applying the Communication Skill) และการประเมินและกำกับตนเอง (Self-Regulating) มาไว้หมดแล้ว ซึ่งปลายทางไม่ใช่เพียงให้เด็กรู้มากขึ้น แต่ต้องทำให้เด็กสามารถคิด วิเคราะห์ สร้างองค์ความรู้ สื่อสาร และพัฒนาตนเองได้อย่างต่อเนื่อง การดำเนินงานของโรงเรียนดรุณาราชบุรี นอกจากเป็นการวางรากฐานของกระบวนการ GPAS 5 Steps ยังสามารถพัฒนาต่อยอดไปได้อีกหลายระดับ โดยผลที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นว่า เมื่อเปิดโอกาสให้เด็ก คิดเอง–ทำเอง–แก้ปัญหาเอง เด็กจะสามารถแสดงศักยภาพทางความคิดที่หลายคนอาจไม่เคยเห็นมาก่อนได้
นางสาวพิยะดา ม่วงอิ่ม ศึกษาธิการจังหวัดราชบุรี กล่าวว่า สิ่งที่เกิดขึ้นที่โรงเรียนดรุณาราชบุรีสะท้อนให้เห็นผลลัพธ์ของการนำ Active Learning และ GPAS 5 Steps มาใช้จริง จึงเป็นแนวคิดและกระบวนการที่สถานศึกษาอื่นสามารถนำไปศึกษา เรียนรู้ และประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของตนเองได้ การเข้าศึกษาดูงานในครั้งนี้จึงไม่ได้มุ่งเพียงการมาดูรูปแบบการจัดการเรียนการสอนเท่านั้น แต่เป็นการเห็นผลผลิต และ การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับผู้เรียน จากการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสามารถใช้เป็นต้นแบบในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และขยายผลไปยังโรงเรียนอื่นต่อไป
ซิสเตอร์จำเรียง ถาวรสิน ผู้รับผิดชอบด้านการบริหารการศึกษาและโครงการยกระดับผลสัมฤทธิ์ของโรงเรียนในสังกัดคณะรักกางเขนแห่งจันทบุรี กล่าวว่า การนำคณะเข้าศึกษาดูงานที่โรงเรียนดรุณาราชบุรี มีจุดเริ่มต้นมาจากการประชุมร่วมกันเพื่อหาแนวทางยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของโรงเรียนในสังกัดทั้ง 7 แห่ง โดยต้องการค้นหาโรงเรียนต้นแบบที่สามารถนำองค์ความรู้และแนวทางกลับไปขยายผลได้จริง และเหตุผลที่เลือกโรงเรียนดรุณาราชบุรีเป็นพื้นที่ศึกษาดูงาน เพราะโรงเรียนนี้จัดการเรียนรู้ที่ครอบคลุมทั้งระบบ ตั้งแต่ระดับอนุบาล ประถมศึกษา ไปจนถึงมัธยมศึกษาตอนปลาย ซึ่งสอดคล้องกับโครงสร้างของโรงเรียนในสังกัดที่ต้องการพัฒนาการเรียนรู้ให้เชื่อมโยงต่อเนื่องทุกช่วงชั้น การศึกษาดูงานครั้งนี้จึงเปรียบเสมือนการฟื้นพลังใหม่ เพื่อให้แต่ละโรงเรียนกลับไปขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างเป็นระบบมากขึ้น ที่สำคัญคือต้องการให้ทั้ง 7 โรงเรียนเดินหน้าไปพร้อมกัน เป้าหมายสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการนำ GPAS 5 Steps ไปใช้เป็นกิจกรรมเฉพาะบางชั้นเรียนหรือบางระดับ แต่ต้องการนำองค์ความรู้จากการศึกษาดูงานครั้งนี้ไปต่อยอดสู่การพัฒนาโรงเรียนทั้งระบบ ตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงมัธยมศึกษาตอนปลาย และติดตามผลให้เห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรมในด้านผลสัมฤทธิ์และคุณภาพของผู้เรียนต่อไป


