หน้าแรก บล็อก

สพฐ.ปลุกพลังผู้บริหาร 245 เขตพื้นที่ทั่วประเทศ ขับเคลื่อน “All for Education” สู่ระบบดูแลนักเรียนอย่างยั่งยืน

  วันที่ 12 กันยายน 2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดการประชุมสัมมนาผู้อำนวยการและรองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 12–13 กันยายน 2569 ณ โรงแรมเอเชีย แอร์พอร์ท จังหวัดปทุมธานี โดยมีผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) นำโดย ดร.พิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการ กพฐ. ดร.วิษณุ ทรัพย์สมบัติ นางภัทรวรรณ ภัทรบวรวุฒิ และดร.ภูธร จันทะหงษ์ ปุณยจรัสธำรง รองเลขาธิการ กพฐ. ดร.อรุณี จิรมหาศาล และ ดร.อาทิตยา ปัญญา ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ. เข้าร่วมการประชุม

นายประเสริฐ กล่าวว่า วันนี้เป็นการประชุมสัมมนาที่สำคัญ เพราะเป็นการเตรียมความพร้อมเข้าสู่ปีการศึกษาใหม่ และเป็นโอกาสที่จะได้มอบนโยบายและแลกเปลี่ยนแนวทางการทำงานกับผู้บริหาร สพฐ.ทุกระดับ สิ่งที่เน้นย้ำคือ การศึกษาต้องปรับให้ทันกับโลกที่เปลี่ยนแปลงไป บทบาทของผู้บริหารควรเปลี่ยนจากการเป็น “ผู้สั่งการ” มาเป็น “ผู้สนับสนุน” และต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต เน้นการคิด วิเคราะห์ และนำความรู้ไปใช้ มากกว่าการเรียนเพื่อจดจำ

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวต่อไปว่า สำหรับการนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาใช้ในการจัดการเรียนการสอนนั้น ทั้งเรื่องเทคโนโลยีและ AI วันนี้เราปฏิเสธไม่ได้ว่าเข้ามามีบทบาทกับการศึกษาอย่างมาก แต่ต้องใช้เป็นเครื่องมือสนับสนุน ไม่ใช่ให้เทคโนโลยีคิดแทนคน เพราะทักษะการคิดวิเคราะห์พื้นฐานยังต้องเกิดจากตัวผู้เรียนและผู้สอนเอง ส่วนผลการประเมิน PISA ที่ประเทศไทยขยับจากอันดับ 58 มาเป็น 53 ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดี แต่เราต้องดูด้วยว่าอะไรทำให้คะแนนดีขึ้น และยังมีจุดไหนที่ต้องพัฒนา โดยเฉพาะการเตรียมความพร้อมด้าน AI Literacy ขณะเดียวกัน เรื่องความปลอดภัยในสถานศึกษาต้องให้ความสำคัญเป็นอันดับต้น ๆ เพราะถ้าเด็กไม่ปลอดภัย การเรียนรู้ก็เกิดขึ้นได้ไม่เต็มที่

“ผมฝากผู้บริหารเขตพื้นที่การศึกษาทุกคนไว้ 3 เรื่อง คือ ต้องเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง ทำงานในลักษณะของ CEO ที่มอง “ผลลัพธ์ทางการศึกษา” เป็นเป้าหมายสำคัญ ใช้ข้อมูลเป็นฐานในการตัดสินใจ ไม่ใช่ตัดสินใจจากความรู้สึก และต้องเรียนรู้ให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลกอยู่เสมอ ที่สำคัญ เวลาวัดความสำเร็จของการทำงาน เราไม่ควรดูว่าทำกิจกรรมได้มากหรือน้อย แต่ต้องดูว่าเด็กของเราได้อะไร และมีพัฒนาการหรือคุณภาพการเรียนรู้ที่ดีขึ้นมากน้อยเพียงใด เพราะสุดท้ายแล้ว “ผลลัพธ์ของผู้เรียน” คือสิ่งที่สะท้อนความสำเร็จของการศึกษาอย่างแท้จริง” รมว.ศธ. กล่าว

ด้าน ดร.พิเชฐ กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้มุ่งเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ และแนวทางการดูแลช่วยเหลือนักเรียน พร้อมสื่อสารข้อราชการสำคัญ เพื่อเตรียมความพร้อมผู้บริหารสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาในการขับเคลื่อนนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการและ สพฐ. ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันและเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม เนื่องจากผู้บริหารเขตพื้นที่การศึกษาคือกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงนโยบายสู่การปฏิบัติ และเป็นแกนกลางในการประสานความร่วมมือจากโรงเรียน ผู้ปกครอง ชุมชน และภาคีเครือข่าย โดยการประชุมครั้งนี้ให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับการดูแลความปลอดภัยและสุขภาวะของนักเรียน เพื่อให้สถานศึกษาเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ที่ปลอดภัย และนักเรียนทุกคนได้รับการดูแล ช่วยเหลือ และคุ้มครองอย่างเหมาะสม

สำหรับกิจกรรมภายในงาน ประกอบด้วยการนำเสนอ Best Practices ด้านความปลอดภัยในสถานศึกษา จากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้และนำแนวทางที่เป็นแบบอย่างไปประยุกต์ใช้ในระดับพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมรับฟังปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “ทิศทางการขับเคลื่อนนโยบายการศึกษาในปีงบประมาณ พ.ศ. 2570” และพิธีมอบโล่เชิดชูเกียรติแก่ผู้ทำคุณประโยชน์ให้แก่ สพฐ. โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นอกจากนี้ ยังมีการบรรยายและอภิปรายจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิในประเด็นสำคัญด้านความปลอดภัยและระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน อาทิ “ความปลอดภัยในสถานศึกษา” “การดูแลช่วยเหลือนักเรียนอย่างยั่งยืน : รู้จัก เข้าใจ ใส่ใจ ปลอดภัย” และ “HERO OBEC Care ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนยุคใหม่ : เชื่อมข้อมูล เชื่อมเครือข่าย เชื่อมการช่วยเหลือ” เพื่อเสริมสร้างองค์ความรู้และยกระดับระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนให้มีประสิทธิภาพและทันต่อบริบทการศึกษาในปัจจุบัน

“คุรุสภา” เปิดเวที KSP Webinar 2026 ชูความปลอดภัยในสถานศึกษายุค AI

คุรุสภาชวนครูทั่วประเทศร่วม KSP Webinar 2026 วันที่ 12–13 ก.ย.นี้ เปิดเวทีถก “ความปลอดภัยในสถานศึกษายุค AI” ระดมผู้เชี่ยวชาญหลากหลายสาขา เจาะพฤติกรรมดิจิทัลวัยรุ่น การใช้ AI ในห้องเรียน ตั้งเป้าผู้เข้าร่วมออนไลน์ผ่านคุรุแพลตฟอร์มไม่น้อยกว่า 50,000 คน

ผศ.ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา เปิดเผยว่า สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา กำหนดจัดการประชุมทางวิชาการของคุรุสภา ประจำปี 2569 (KSP Webinar 2026) ระหว่างวันที่ 12–13 กันยายน 2569 ภายใต้หัวข้อ “สร้างอนาคตการศึกษาไทย : ความปลอดภัยในสถานศึกษายุคปัญญาประดิษฐ์” (Shaping the Future of Thai Education: School Safety in the AI Era) เพื่อเปิดพื้นที่ให้ครูและบุคลากรทางการศึกษาได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ รับมือกับความเปลี่ยนแปลงและความเสี่ยงรูปแบบใหม่ที่มาพร้อมเทคโนโลยี AI และสังคมดิจิทัล ในรูปแบบออนไลน์
ผ่าน คุรุแพลตฟอร์ม https://khuruplatform.ksp.or.th และถ่ายทอดสดผ่าน Fanpage Facebook คุรุสภา โดยไฮไลต์วันแรก 12 ก.ย.69 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดการประชุมและปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “สร้างอนาคตการศึกษาไทย : ความปลอดภัยในสถานศึกษายุคปัญญาประดิษฐ์” ก่อนเข้าสู่เวทีเสวนาที่จับประเด็นปัญหาใกล้ตัวเด็กและครู อาทิ “อ่านสัญญาณวิกฤต ผ่านสองสายตา: ผสาน AI
ร่วมถอดรหัสวิกฤตพฤติกรรมดิจิทัลของวัยรุ่น” และ “AI เพื่อการบริหารจัดการห้องเรียน: รู้เท่าทันหลักธรรมาภิบาล”
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือ “โรงเรียน ครอบครัว ชุมชน: ผนึกพลังพิทักษ์เด็ก” ที่จะชวนมองว่าการสร้างความปลอดภัยให้เด็กไม่ใช่หน้าที่ของครูหรือโรงเรียนเพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากครอบครัว ชุมชน และทุกภาคส่วน

ส่วนวันที่ 13 ก.ย.69 พบกับไฮไลต์สำคัญ การบรรยายพิเศษ “Traffy Fondue : ความปลอดภัยในสถานศึกษา” โดย ครูจวง ปารมี ไวจงเจริญ ที่ปรึกษา รมช.ศธ. และ นายอดิศักดิ์ ดงสิงห์ ผู้อำนวยการศูนย์พิทักษ์สิทธิ เสรีภาพ และความปลอดภัย สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ร่วมถ่ายทอดแนวคิดและมุมมอง
เกี่ยวกับการนำเทคโนโลยีมาใช้เป็นเครื่องมือสนับสนุนการดูแลความปลอดภัยในสถานศึกษา จากนั้นยังมีเวที
“ความปลอดภัยในสถานศึกษา : หลากหลายมิติ หลากหลายมุมมอง” “การพัฒนาทักษะทางสังคมและอารมณ์: Social and Emotional Skills” และ “ครูและบุคลากรทางการศึกษากับความปลอดภัยในสถานศึกษา” เพื่อเปิดมุมมองเรื่องความปลอดภัยให้ครอบคลุมทั้งเด็ก ครู โรงเรียน และสภาพแวดล้อมทางการศึกษา

ผศ.ดร.อมลวรรณ กล่าวต่อว่า จุดเด่นของการประชุมครั้งนี้ คือ การนำเรื่อง “ความปลอดภัยในสถานศึกษา” มาเชื่อมโยงกับสถานการณ์ที่ครูและเด็กกำลังเผชิญจริง ตั้งแต่ AI พฤติกรรมในโลกดิจิทัล สุขภาพจิตและอารมณ์ ไปจนถึงบทบาทของครอบครัวและชุมชน โดยมุ่งให้ผู้เข้าร่วมได้รับทั้งองค์ความรู้ มุมมองจากผู้เชี่ยวชาญ และแนวคิดที่สามารถนำกลับไปปรับใช้ให้เหมาะกับบริบทของสถานศึกษาซึ่งตั้งเป้าหมายผู้เข้าร่วมกิจกรรมออนไลน์ครั้งนี้ ไม่น้อยกว่า 50,000 คน ทั้งนี้คุรุสภาหวังให้เวที KSP Webinar 2026 เป็นพื้นที่ที่ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาได้แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ งานวิจัย นวัตกรรม และประสบการณ์ที่เป็นแบบอย่าง เพื่อนำไปประยุกต์ใช้และต่อยอดในการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน คุณภาพการศึกษา และวิชาชีพทางการศึกษา ตลอดจนสร้างเครือข่ายความร่วมมือทั้งในประเทศและต่างประเทศด้วย

“AI และโลกดิจิทัลกำลังเปลี่ยนทั้งวิธีเรียน วิธีสอน และวิถีชีวิตของเด็ก ความปลอดภัยในสถานศึกษาจึงไม่ได้มีเพียงมิติทางกายภาพ แต่รวมถึงสุขภาพจิต พฤติกรรมในโลกดิจิทัล และการใช้ AI อย่างรู้เท่าทัน คุรุสภาหวังว่าเวทีนี้จะช่วยให้ครูเข้าใจการเปลี่ยนแปลง มองเห็นความเสี่ยง และมีแนวทางในการรับมือกับปัญหารูปแบบใหม่ สามารถนำองค์ความรู้กลับไปปรับใช้ในการดูแลผู้เรียนและสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่ปลอดภัย เพราะเป้าหมายสำคัญที่สุด คือ การทำให้เด็กได้เรียนรู้และเติบโตอย่างมีคุณภาพในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว” ผศ.ดร.อมลวรรณ กล่าว

ทั้งนี้ก่อนเข้าสู่เวทีใหญ่ KSP Webinar คุรุสภาได้จัดกิจกรรม Pre Webinar ระหว่างวันที่ 19 สิงหาคม–11 กันยายน 2569 จำนวน 11 หัวข้อ ถ่ายทอดองค์ความรู้จากผู้ปฏิบัติจริง ครอบคลุมทั้งนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ สื่อดิจิทัล Active Learning การพัฒนาทักษะผู้เรียน การสร้างโรงเรียนแห่งความสุข การจัดการศึกษาทักษะอาชีพ และการนำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาต่อยอดสู่นวัตกรรมการเรียนรู้ คุรุสภาขอเชิญชวนครู บุคลากรทางการศึกษา นักวิชาการ นิสิต นักศึกษา และผู้สนใจทุกท่าน เข้าร่วมงาน KSP Webinar 2026 ผ่าน “คุรุแพลตฟอร์ม” ที่ https://khuruplatform.ksp.or.th และสามารถรับชมการถ่ายทอดสดผ่าน Fanpage Facebook “คุรุสภา” โดยผู้เข้าร่วมกิจกรรมครบตามเงื่อนไขที่คุรุสภากำหนดและตอบแบบสอบถาม จะได้รับเกียรติบัตรการเข้าร่วมกิจกรรม ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทางเว็บไซต์คุรุสภา www.ksp.or.th

 

92.1 ล้าน! ใครทำอะไรกับหอพัก สกสค.

หยอก หยอก วันที่ 12 กันยายน 2569 *** ไม่ว่าจะวิ่งหนีอย่างไร ไม่มีใครหนีสิ่งที่ตนเองกระทำไว้พ้น … กรรมกำหนด *** เมื่อกรรมการตรวจรับ “เปิดหน้าสู้” ปมซ่อมหอพัก สกสค.*** หยอก หยอก วันนี้…ขอพาไปเคาะประตู “หอพัก สกสค.” กันสักหน่อย ไม่ใช่ไปถามว่าห้องพักคืนละเท่าไหร่…แต่อยากรู้ว่า โครงการปรับปรุงอาคารหอพัก สกสค. 4 ชั้น วงเงิน 92.1 ล้านบาท มาถึงจุดนี้ได้อย่างไร? เพราะยิ่งเปิดรายงานปัญหาของคณะกรรมการตรวจรับ ยิ่งมีคำถามตามมาเป็นพรวน ตั้งแต่ แบบกับ BOQ(บัญชีแสดงประมาณงานและราคา) ไม่ตรงกัน ปริมาณงานบางรายการไม่สัมพันธ์กับหน้างาน ระบบไฟฟ้ามีข้อกังวลเรื่องพิกัดหม้อแปลง ระบบสุขาภิบาลติดข้อจำกัดพื้นที่ ไปจนถึงโครงสร้างที่แบบรื้อถอนกับแบบสถาปัตยกรรมดูจะเดินกันคนละทาง แต่ที่สะดุดตาที่สุด…เห็นจะเป็น “งานรื้อถอนเครื่องปรับอากาศ” มูลค่า 493,928.32 บาทเพราะงานนี้อยู่ในสัญญาจ้าง 92.1 ล้านบาท แต่พอถึงวันที่ 30 พฤษภาคม 2569 ซึ่งเป็นวันส่งมอบพื้นที่ให้บริษัทผู้รับจ้างเข้าไปทำงาน ผู้ควบคุมงานกลับพบว่า ระบบปรับอากาศถูกรื้อออกไปก่อนแล้ว! อ้าว! ถ้าอย่างนั้นก็ต้องถามกันตรง ๆ ว่า งานที่อยู่ใน BOQ และคิดราคาไว้เกือบ 5 แสนบาท เมื่อของที่จะให้รื้อถูกรื้อไปก่อนผู้รับจ้างรับมอบพื้นที่ แล้วเงินก้อนนี้จะจัดการอย่างไร? จะหักออก? จะปรับลด? หรือจะคำนวณกันอย่างไร? ยิ่งเมื่อรายงานระบุว่า ผู้รับจ้างยังไม่ได้จัดทำปริมาณงานเพิ่ม–ลด โดยให้เหตุผลว่าสัญญาเป็นแบบ Lump Sum หรือราคาเหมารวม เรื่องนี้จึงไม่ใช่คำถามเรื่อง “แอร์เก่า” อีกต่อไปแต่มันกลายเป็นคำถามเรื่อง การบริหารสัญญาและเงินของสำนักงานฯและอย่ามองเพียงเงิน 493,928.32 บาท เพราะถ้าเปิด BOQ ทั้งฉบับแล้วเจอความคลาดเคลื่อนในลักษณะเดียวกันอีกหลายรายการ จากโครงการมูลค่า 92.1 ล้านบาท เรื่องเล็กก็อาจไม่เล็กเสียแล้ว ที่น่าสนใจกว่านั้น คือ “คนตรวจรับ” เริ่มเปิดหน้าสู้ โครงการนี้มีกรรมการตรวจรับพัสดุ 9 คน แต่ประธานและกรรมการรวม 4 คน ได้ทำหนังสือขอลาออกตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม 2569 เหตุผลที่ปรากฏในรายงานก็น่าคิดเพราะทั้ง 4 คนมีพื้นฐานด้านพยาบาลวิชาชีพ บัญชี และการจัดการทั่วไป ไม่ได้มีพื้นฐานวิศวกรรมหรือสถาปัตยกรรมโดยตรง ในขณะที่ของที่ต้องตรวจรับกลับเต็มไปด้วยเรื่อง คาน–โครงสร้าง–ระบบไฟฟ้า–สุขาภิบาล–หม้อแปลง–MDB–กันซึม–ปริมาณงาน–BOQ และการแก้ไขแบบ พูดง่าย ๆ คือ…เอาคนที่ไม่ได้ถือเครื่องคิดเลขวิศวกรรม ไปยืนรับรองงานที่ต้องใช้ทั้งวิศวกร สถาปนิก และผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน แล้ววันหนึ่งหากมีปัญหาเกิดขึ้น ลายเซ็นท้ายเอกสารเป็นของใคร? ความรับผิดชอบจะตกอยู่ที่ใคร? นี่ต่างหากที่ทำให้การยื่นลาออกของกรรมการ 4 คน ไม่ควรถูกมองเป็นเพียงเรื่อง“ไม่อยากทำหน้าที่”แต่ควรถามกลับว่าพวกเขาเห็นอะไร จึงตัดสินใจถอยออกจากโต๊ะตรวจรับ? และเมื่อขอลาออกตั้งแต่ 24 กรกฎาคม เหตุใดจนถึงช่วงที่รายงานปัญหา ยังไม่ได้รับอนุมัติให้ลาออก?นี่คือจุดที่ “หยอก หยอก” เห็นว่า ควรฟังเสียงกรรมการตรวจรับให้มากกว่าปกติ เพราะคนกลุ่มนี้คือคนที่ต้องเอาชื่อและลายเซ็นตัวเองไปผูกกับงาน 92.1 ล้านบาท *** วันนี้เมื่อคนที่ต้องเซ็นรับงานเป็นฝ่ายเปิดปัญหาขึ้นมาเอง ผู้บริหารยิ่งต้องเปิดเอกสารให้หมด ไม่ใช่ปิดฝาหม้อแล้วบอกว่าเดี๋ยวก็สุก! แต่คำถามใหญ่กว่า BOQ คือ…“92.1 ล้าน มาจากไหน?” ตรงนี้แหละที่น่าขุดต่อ เพราะโครงการขนาด 92,100,000 บาท ไม่ได้เกิดขึ้นจากอากาศ ก่อนจะเซ็นสัญญาเลขที่ 56/2569 เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2569 ย่อมต้องมี “เส้นทางของโครงการ” มาก่อน ตั้งแต่ใครเป็นผู้ริเริ่มแนวคิดปรับปรุงหอพัก? ใครเสนอความจำเป็น?  ใครกำหนดขอบเขตงาน? ใครสำรวจอาคารเดิม? ใครจัดทำหรือรับรองแบบรูปรายการ? ใครจัดทำราคากลางและ BOQ? ใครตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปจัดซื้อจัดจ้าง? และที่สำคัญ…งบประมาณ 92.1 ล้านบาท ผ่านกระบวนการพิจารณามาอย่างไร จึงเดินหน้าไปถึงขั้นเซ็นสัญญาได้ ทั้งที่เมื่อเริ่มงานจริงกลับปรากฏข้อขัดแย้งระหว่างแบบ BOQ และสภาพหน้างานหลายจุด?คำว่า “ใครอยู่เบื้องหลังโครงการ” จึงไม่ควรรีบเอานิ้วไปชี้ใครคนหนึ่ง แต่ควรเปิดเอกสารย้อนหลังตั้งแต่ ต้นน้ำถึงปลายน้ำ แล้วชื่อจะเดินออกมาจากกระดาษเอง! โดยเฉพาะต้องเปิด “ไทม์ไลน์ 92.1 ล้าน” *** หยอก หยอก อยากเห็นเอกสารตั้งแต่วันที่โครงการนี้ยังเป็นเพียงความคิด ใครเสนอ? ใครเห็นชอบ? ใครออกแบบ? ใครประมาณราคา? ใครตรวจแบบ? ใครอนุมัติ? ใครจัดซื้อจัดจ้าง? ใครเป็นกรรมการชุดต่าง ๆ? และใครทราบว่าอาคารจริงมีสภาพอย่างไร ก่อนนำแบบและ BOQ ไปผูกเป็นสัญญามูลค่าเกือบร้อยล้านบาท เพราะวันนี้ปัญหาที่พบไม่ได้มีเพียง “หน้างานเปลี่ยนไปเล็กน้อย”แต่รายงานพูดถึงตั้งแต่ถังบำบัดที่แบบไม่ระบุขนาดและพื้นที่อาจไม่พอ ระบบท่อน้ำเสีย ตำแหน่งถังน้ำบนดาดฟ้า ความสามารถในการรับน้ำหนัก หม้อแปลงไฟฟ้า 1,000 kVA เทียบกับตู้ MDB ที่กำหนด 2,000 kVA ตลอดจนความขัดแย้งของคานรอบอาคารกับแบบสถาปัตยกรรม ยังไม่นับ BOQ งานปรับระดับพื้น 3,300 ตารางเมตร งานกันซึมห้องน้ำ 1,830 ตารางเมตร และฝ้ากันชื้นในห้องน้ำ 1,300 ตารางเมตร ที่ถูกตั้งข้อสังเกตเรื่องความสอดคล้องกับแบบและหน้างาน ถ้าเป็นเพียงจุดเดียว อาจเรียกว่า “คลาดเคลื่อน”แต่เมื่อพบหลายระบบพร้อมกัน ก็สมควรถามว่า ก่อนประกวดราคา มีใครตรวจแบบและ BOQ ทั้งชุดอย่างละเอียดหรือไม่? และถ้าตรวจแล้ว…ทำไมปัญหาจึงมารอให้กรรมการตรวจรับเจอหลังเซ็นสัญญา? ที่สำคัญ โครงการยัง “ช้ากว่าแผน” รายงานสัปดาห์ที่ 9 ระบุว่า ตามแผนควรก้าวหน้า 9.01% แต่ทำได้จริง 4.83% ช้ากว่าแผน 4.18 จุดเปอร์เซ็นต์ จึงยิ่งต้องรีบแยกให้ออกว่า ความล่าช้าเกิดจากการบริหารงานของผู้รับจ้าง หรือเกิดจากแบบและรายละเอียดของฝ่ายเจ้าของโครงการที่ต้องแก้ไข หรือเกิดจากทั้งสองส่วน เพราะผลทางสัญญาแตกต่างกัน และปลายทางคือ เงินของสำนักงานฯงานนี้อย่าเพิ่งถามว่า “ใครผิด” แต่ต้องถามว่า “ใครทำอะไร” *** หยอก หยอก ไม่ขอฟันธงว่าใครโกง ใครผิด หรือใครอยู่เบื้องหลัง เพราะรายงานที่ปรากฏเองก็ยังเป็นเพียง ข้อค้นพบ ปัญหา อุปสรรค และความเสี่ยงระหว่างดำเนินโครงการ ยังไม่ได้วินิจฉัยว่าบุคคลหรือบริษัทใดกระทำผิด หรือรัฐเสียหายแล้ว แต่สิ่งที่ถามได้เต็มปากคือ ใครเป็นเจ้าของความคิดโครงการนี้? ใครทำแบบ? ใครทำ BOQ? ใครตรวจ BOQ? ใครเสนอของบ? ใครอนุมัติงบ? ใครเห็นชอบให้เดินหน้า? และในช่วงก่อนส่งมอบพื้นที่…ใครอนุญาตหรือรับทราบการรื้อระบบปรับอากาศ ทั้งที่มีรายการรื้อถอนอยู่ในสัญญาจ้างแล้ว *** คำถามเหล่านี้ไม่ได้กล่าวหาใคร แต่มันคือคำถามพื้นฐานของการตรวจสอบโครงการเงิน 92.1 ล้านบาท คนที่ควรได้รับการคุ้มครอง อาจเป็น “คนที่กล้าทัก”เรื่องนี้จึงมีอีกมุมที่ไม่ควรมองข้าม หากกรรมการตรวจรับหรือผู้ควบคุมงานเป็นผู้ตรวจพบความผิดปกติและทำรายงานไว้เป็นหลักฐาน คนเหล่านี้ไม่ควรถูกทำให้กลายเป็น “ตัวปัญหา” เพียงเพราะไม่ยอมเซ็นอะไรง่าย ๆ ตรงกันข้าม…ยิ่งโครงการใหญ่ คนตรวจรับยิ่งต้องกล้าทัก เพราะกรรมการตรวจรับไม่ได้มีหน้าที่เซ็นให้โครงการผ่าน แต่มีหน้าที่รักษาประโยชน์ของหน่วยงานและตรวจว่างานเป็นไปตามสัญญาหรือไม่ *** วันนี้ประธานและกรรมการ 4 คนขอลาออก จึงน่าถามว่า นี่คือการหนีความรับผิดชอบ หรือเป็นสัญญาณเตือนจากคนที่ไม่ต้องการเอาลายเซ็นตัวเองไปเสี่ยงกับสิ่งที่เห็นว่าเกินความรู้และอำนาจหน้าที่ของตน  คำตอบต้องหาให้ชัด … สุดท้าย หอพัก สกสค. อาจมีเพียง 4 ชั้น แต่เรื่องนี้ดูเหมือนจะต้อง “รื้อ” กันหลายชั้น ชั้นแรก รื้อ BOQ ชั้นสอง รื้อแบบ ชั้นสาม รื้อเส้นทางงบประมาณ และชั้นสุดท้าย…รื้อดูว่า ใครเป็นคนผลักโครงการ 92.1 ล้านบาทให้เดินมาถึงจุดเซ็นสัญญา โดยที่คำถามใหญ่ ๆ หลายข้อเพิ่งมาปรากฏเมื่อเริ่มลงมือก่อสร้าง ไม่ต้องรีบหา “แพะ”และไม่ต้องรีบตั้ง “ผู้ร้าย”แค่เปิดเอกสารทุกแผ่น ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงสัญญาเลขที่ 56/2569  หาคำตอบกันดีกว่าว่าใครทำอะไรบ้าง ไม่ว่าจะเป็น ใครเสนอ-ใครตรวจ-ใครเห็นชอบ-ใครอนุมัติ และใครได้ประโยชน์อะไรจากการตัดสินใจแต่ละขั้น… เปิดให้หมด!เพราะเงิน 92.1 ล้านบาท ไม่ใช่เงินหยอก ๆ และครั้งนี้…คนตรวจรับเขาไม่ได้ “หยอก” ด้วยเสียแล้ว!*** ว่าแต่งานนี้ สมใจ วิเศษทักษิณ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ รักษาการแทนเลขาธิการคณะกรรมการ สกสค. จะจัดการกับปัญหานี้อย่างไร ในช่วงเวลารักษาการแทนที่เหลืออีกแค่ไม่ถึง 20 วัน หรือจะรอให้ตัวจริงมาจัดการ… หยอก หยอก ก็ได้แต่เอาใจช่วย ตัดสินใจให้ดี เผือกมันร้อนเด้อ***

บอร์ดองค์การค้าฯ เคาะ!“จุลพงษ์” นั่ง ผอ.องค์การค้าฯคนใหม่รับโจทย์ใหญ่ฟื้นองค์กร

เมื่อวันที่ 11 กันยายน นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) ว่า ที่ประชุมได้พิจารณาผู้เหมาะสมดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการองค์การค้าของ สกสค. คนใหม่ ตามที่คณะกรรมการสรรหาฯ ซึ่งมี ดร.ธนู ขวัญเดช เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) เป็นประธาน เสนอรายชื่อมา 2 ราย ได้แก่ นายจุลพงษ์ ลิมปสุธรรม อดีตผู้บริหารบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (มหาชน) และนายศักดาเดช ทาซ้าย อดีตผู้บริหารสถานศึกษา โดยผู้สมัครทั้ง 2 รายได้แสดงวิสัยทัศน์ต่อที่ประชุม เพื่อประกอบการพิจารณา

นายประเสริฐกล่าวว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้นายจุลพงษ์ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการองค์การค้าฯ คนใหม่ เนื่องจากมีคุณสมบัติครบถ้วนตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด และมีประสบการณ์ด้านการบริหารองค์กรขนาดใหญ่ โดยเฉพาะการบริหารบริษัท ไปรษณีย์ไทยฯ ซึ่งมีประสบการณ์ในการแก้ไขปัญหาและปรับปรุงผลประกอบการขององค์กรให้ดีขึ้น และต้องการให้เข้ามา ขับเคลื่อนองค์การค้าฯ และจัดทำแผนการดำเนินงานอย่างเป็นระบบ โดยมีภารกิจสำคัญทั้งการบริหารทรัพย์สิน การบริหารองค์กร และการบริหารจัดการภายในให้มีประสิทธิภาพ และอีกหนึ่งโจทย์สำคัญคือ การบริหารจัดการการจัดส่งหนังสือแบบเรียนให้เป็นไปตามกำหนดเวลา เพื่อไม่ให้กระทบต่อโรงเรียน ครู และนักเรียน รวมถึงการบริหารบุคลากรภายในองค์กร ซึ่งเป็นอำนาจหน้าที่โดยตรงของผู้อำนวยการองค์การค้าฯ ทั้งนี้ที่ประชุมได้มอบหมายให้นายจุลพงษ์จัดทำแผนบริหารงานองค์การค้าฯ เพื่อนำเสนอต่อคณะกรรมการ สกสค. พิจารณาอีกครั้ง” นายประเสริฐ กล่าวและว่า ส่วนการสรรหาเลขาธิการ สกสค. คนใหม่นั้น คาดว่าจะเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการ สกสค. ในช่วงปลายเดือนกันยายนนี้ ซึ่งยังเป็นไปตามกรอบเวลาที่กำหนดไว้

“อาชีวะ” แจงปมจัดซื้อจัดจ้าง ย้ำกระจายอำนาจ–ราคาต้องผ่านขั้นตอน ชี้ของเฉพาะทางไม่มีราคากลางต้องเทียบตลาด 3 ราย

เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2569 นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.)กล่าวถึงกระแสข่าวการจัดซื้อจัดจ้างครุภัณฑ์ ของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.)ซึ่งมักถูกหยิบยกขึ้นมาร้องเรียนว่า ในทางปฏิบัติ การจัดซื้อจัดจ้างของภาคราชการมีหลักเกณฑ์และขั้นตอนกำกับอย่างชัดเจน โดยเฉพาะอาชีวศึกษาที่ใช้หลักการกระจายอำนาจ เนื่องจากครุภัณฑ์และสื่อการเรียนการสอนจำนวนมากเป็นอุปกรณ์เฉพาะทาง ซึ่งสถานศึกษาจึงเป็นหน่วยที่ทราบดีที่สุดว่าจำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ประเภทใดให้สอดคล้องกับการเรียนการสอนและจำนวนผู้เรียน

นายยศพล กล่าวต่อไปว่า งบประมาณปกติที่จัดสรรลงไปยังสถานศึกษา จะดำเนินการตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ขณะที่ งบลงทุนและการจัดซื้อครุภัณฑ์ จะต้องผ่านกระบวนการเสนอของบประมาณและการพิจารณาตามขั้นตอน ตั้งแต่หน่วยงานต้นสังกัด กระบวนการการของบประมาณ ไปจนถึงกระบวนการพิจารณาของฝ่ายนิติบัญญัติ ก่อนที่จะได้รับการจัดสรรงบประมาณ ส่วนประเด็นเรื่อง ราคาครุภัณฑ์ หากเป็นรายการที่มีราคามาตรฐานหรือราคากลางที่ทางราชการกำหนดไว้แล้ว หน่วยงานจะต้องใช้ราคาตามหลักเกณฑ์ดังกล่าว แต่หากเป็นครุภัณฑ์เฉพาะทางหรือสื่อการเรียนการสอนสมัยใหม่ที่ไม่มีรายการอยู่ในบัญชีราคามาตรฐาน หน่วยงานจะต้องดำเนินการหาราคาตลาดตามระเบียบ โดยเปรียบเทียบราคาจากผู้ประกอบการ ตั้งแต่ 3 รายขึ้นไป เพื่อประกอบการกำหนดราคา ไม่ใช่การกำหนดราคาขึ้นเองโดยไม่มีที่มาที่ไป ซึ่งลักษณะดังกล่าวพบได้ทั้งในอาชีวศึกษาและระดับอุดมศึกษา เนื่องจากสื่อและอุปกรณ์การเรียนการสอนบางประเภทมีเทคโนโลยีใหม่หรือมีความเฉพาะทาง จึงอาจไม่มีราคากำหนดไว้ในบัญชีมาตรฐานของทางราชการ

“ข้อมูลที่มีการนำเสนอหรือร้องเรียนในบางกรณีอาจยังไม่ลงลึกถึงรายละเอียดของกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างทั้งหมด จึงควรตรวจสอบข้อเท็จจริงให้ครบถ้วน โดยเฉพาะที่มาของรายการครุภัณฑ์ การกำหนดราคา และขั้นตอนการอนุมัติ อย่างไรก็ตามหากมีข้อสงสัยก็สามารถตรวจสอบได้เลย เพราะกระบวนการเหล่านี้มีขั้นตอน มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและมีหน่วยงานตรวจสอบอยู่แล้ว”เลขาธิการ กอศ.กล่าว

จับตาปมร้องครุภัณฑ์ สอศ.–สพฐ.“ประเสริฐ” ยันต้องเช็กข้อเท็จจริงยังไม่กระทบแต่งตั้ง–โยกย้าย -เร่งปิดแผนการศึกษารายจังหวัด ปูทางยุทธศาสตร์ระดับชาติ สั่งสร้างอาคารใหม่ต้องดูของเดิมก่อน–ใช้ทรัพยากรร่วมให้คุ้ม

เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการในส่วนภูมิภาค ครั้งที่ 2/2569 ว่า ที่ประชุมได้ติดตามผลจากการประชุมครั้งก่อน ที่ได้เปิดให้ทุกฝ่ายเสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับความต้องการด้านการศึกษาในแต่ละภูมิภาค ก่อนนำข้อมูลมาจัดทำเป็นแผนฯ โดยก่อนหน้านี้ได้มอบหมายให้ศึกษาธิการจังหวัดไปจัดทำแผนและยุทธศาสตร์ของแต่ละจังหวัด โดยขณะนี้หลายจังหวัดได้ส่งแผนเข้ามาแล้ว ขณะที่บางจังหวัดอยู่ระหว่างการจัดทำและจะเร่งส่งให้แล้วเสร็จ ทั้งนี้ในสาระของแผนฯดังกล่าว จะนำทั้งนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการและเสียงสะท้อนจากพื้นที่ มาประกอบกัน เพื่อให้การกำหนดทิศทางการศึกษาไม่ได้มาจากส่วนกลางเพียงด้านเดียว แต่สามารถตอบโจทย์ปัญหาและความต้องการที่แตกต่างกันของแต่ละจังหวัดและภูมิภาค ก่อนรวบรวมเป็นแผนยุทธศาสตร์ของประเทศต่อไป

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ตนยังได้กำชับเรื่องการบริหารอาคารสถานที่และทรัพย์สินของหน่วยงานการศึกษา โดยเฉพาะกรณีเสนอขอก่อสร้างอาคารใหม่ จะต้องพิจารณาการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่เดิมและการใช้ประโยชน์ร่วมกันเป็นลำดับแรก หากมีอาคารหรือสถานที่เดิมที่ไม่ได้ใช้งาน ควรนำกลับมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ไม่ควรปล่อยทิ้งร้างแล้วของบประมาณไปก่อสร้างใหม่โดยไม่จำเป็น ถ้ามีอาคารเก่าอยู่ก็ขอให้ไปใช้ของเก่าไปก่อน หรือของเก่าที่ไม่ได้ใช้ก็เอามาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ไม่ใช่ปล่อยทิ้งร้างแล้วไปสร้างใหม่อีก ทั้งนี้เพื่อให้การใช้งบประมาณและทรัพย์สินของทางราชการเกิดความคุ้มค่า

นายประเสริฐ ยังกล่าวถึงกรณีข้อร้องเรียนการซื้อครุภัณฑ์ของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(สอศ.)และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.)ว่า จากการรายงานของโฆษกกระทรวงศึกษาธิการ ข้อมูลเบื้องต้นเป็นเรื่องเกี่ยวกับ การใช้งบประมาณย้อนหลังไปตั้งแต่ปี 2566 และประเด็นด้านบุคลากรบางส่วน ซึ่งจะต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อน โดยยืนยันว่าจะยึดข้อเท็จจริงเป็นหลัก และขณะนี้ยังไม่กระทบต่อการบริหารงานของกระทรวงศึกษาธิการและการแต่งตั้งโยกย้าย อย่างไรก็ตาม กระบวนการจัดทำงบประมาณของภาครัฐต้องผ่านการพิจารณาหลายขั้นตอน ทั้งกระบวนการการขอใช้งบประมาณ การพิจารณาของกรรมาธิการและอนุกรรมาธิการ ตลอดจนการพิจารณาของรัฐสภาในวาระต่าง ๆ ก่อนจะออกมาเป็นวงเงินงบประมาณตามที่ปรากฏ จึงต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงและที่มาของแต่ละรายการอย่างรอบด้านก่อนสรุป นอกจากนี้ ในประเด็นการใช้ แบตเตอรี่สำรองไฟในสถานศึกษา นายประเสริฐ กล่าวว่า โรงเรียนและสถานศึกษาส่วนใหญ่ไม่ได้เปิดทำการในเวลากลางคืน การใช้พลังงานจะในช่วงกลางวันเป็นหลัก และสามารถใช้พลังงานที่ผลิตจากแผงส่งเข้าสู่ระบบจ่ายไฟได้โดยตรง จึงเห็นว่าประเด็นแบตเตอรี่สำรองไฟในช่วงกลางคืนไม่ได้เป็นปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อการใช้งานตามปกติของสถานศึกษา อย่างไรก็ตาม หากมีประเด็นอื่นที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติไม่ถูกต้องหรือข้อกฎหมาย จะต้องแยกพิจารณาตามข้อเท็จจริงและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะเรื่องการบริหารงานบุคคลหรือการโยกย้าย ซึ่งมีองค์ประกอบหลายด้านและต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงให้ชัดเจนก่อนดำเนินการ

 ศธ.-พม.จับมือยกระดับทุนมนุษย์ เปิด Quick Wins เชื่อม Traffy Edu กับศูนย์ 1300 – ส่งสเปเชียลลิสต์ช่วยเด็กเหตุรุนแรง – ดันเด็กอาชีวะซ่อมบ้านผู้พิการ

เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.)  พร้อมด้วย นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ประชุมหารือแนวทางความร่วมมือในการขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านการศึกษา ระหว่าง ศธ.-พม. ณ ห้อง N 402 ชั้น 4 อาคารรัฐสภา

นายประเสริฐ กล่าวว่า สาระสำคัญที่ได้จากการหารือร่วมกันระหว่าง ศธ. และ พม. ส่งผลให้เกิดความร่วมมือกันใน 7 ประเด็น คือ
​- การคุ้มครองเด็กและเยาวชน โดยเชื่อมโยงระบบแจ้งเหตุความปลอดภัย Traffy Edu ของ ศธ. เข้ากับระบบบริหารจัดการเคส (Case Management) และศูนย์พิทักษ์สิทธิ 1300 ของ พม. โดยจัดทีมสหวิชาชีพร่วมตรวจสอบและเยียวยาเหตุความรุนแรงในโรงเรียนอย่างรวดเร็ว
​- สิทธิประโยชน์ทางการศึกษาของเด็กในสถานสงเคราะห์ ในเรื่องนี้ต้องแก้ไขข้อจำกัดเรื่องค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายทางการศึกษา เพื่อให้เด็กในความดูแลของ พม. ได้รับสิทธิทางการศึกษาอย่างครบถ้วน
– การศึกษาสำหรับเด็กเร่ร่อนและกลุ่มเปราะบาง: จัดรูปแบบการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น หรือจัดตั้งศูนย์การเรียนตามมาตรา 12 สำหรับเด็กที่ไม่พร้อมเข้าเรียนในระบบปกติ
​- การศึกษาพิเศษและการเรียนรู้สำหรับคนพิการ: พัฒนาห้องเรียน ครูล่ามสื่อ อุปกรณ์ และเชื่อมโยงฐานข้อมูลเด็กพิการระหว่าง ศธ., พม. และ สธ. ให้เป็นชุดเดียวกันเพื่อจัดสรรสิทธิประโยชน์ให้ตรงจุด
​- การพัฒนาศูนย์เด็กเล็กและดูแลเด็กปฐมวัย: กำหนดมาตรฐาน ผู้รับผิดชอบ และเชื่อมโยงข้อมูลตั้งแต่แรกเกิด พร้อมสนับสนุนสถานรับเลี้ยงเด็กอย่างเท่าเทียม
​- การดูแลครอบครัวของเด็กที่หลุดออกจากระบบ (Thailand Zero Dropout): บูรณาการแก้ไขปัญหาครอบครัวยากจน ย้ายถิ่น หรือประสบความรุนแรง ทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจ อาชีพ และสุขภาพจิต (ตามแนวทาง All for Education)
– การปรับปรุงที่อยู่อาศัยสำหรับคนพิการ ผู้สูงอายุ และผู้มีรายได้น้อย: บูรณาการร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) โดยนำศูนย์ Fix It Center (433 แห่งทั่วประเทศ) นำนักศึกษาอาชีวะสายช่างลงพื้นที่ซ่อมแซมบ้าน ปรับสภาพแวดล้อม และระบบไฟฟ้าให้ปลอดภัย

“เราจะมี ‘Quick Wins’ ร่วมกันใน 3 เรื่อง คือ เรื่องแรก เป็นการเชื่อมโยงระบบ Traffy Edu กับศูนย์ 1300 ของ พม. เพื่อส่งต่อเคสและเข้าช่วยเหลือเด็กในโรงเรียนได้ทันที รวมทั้งเตรียมทำ MOU เพื่อนำนักศึกษาอาชีวะ (Fix It Center) ร่วมซ่อม/สร้างบ้านผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้มีรายได้น้อยของ พม. นำร่อง 4 ภูมิภาค ประมาณ 10,000 ยูนิต ที่จะเป็นการลดค่าแรงและสร้างรายได้ ประสบการณ์ และความภาคภูมิใจแก่นักศึกษาอาชีวะ และจะปรับนิยามคำว่า “ผู้พิการ” ให้ตรงกันระหว่าง ศธ. และ พม. รวมทั้งเร่งสำรวจเด็กพิการในระบบการศึกษากว่าสองแสนคนที่ยังไม่มีบัตรคนพิการ เพื่อให้เด็กได้รับสิทธิ์และสวัสดิการ” รมว.ศึกษาธิการ กล่าวและว่า หลังจากนี้จะมีการตั้งคณะทำงานร่วมกัน พร้อมกำหนดเจ้าภาพจัดทำฐานข้อมูลรายบุคคล บูรณาการศูนย์ฝึกอาชีพ สกร. และ พม. พร้อมทบทวนกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรค โดยเตรียมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เพื่อขับเคลื่อนงานอย่างเป็นรูปธรรมในปีงบประมาณ 2570

นายประเสริฐ กล่าวด้วยว่า การหารือร่วมกันวันนี้ถือเป็นการดูแลเด็กทุกคนอย่างต่อเนื่อง ลดความเหลื่อมล้ำ และป้องกันไม่ให้เด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา ตามนโยบาย Thailand Zero Dropout และที่สำคัญคือการยกระดับการพัฒนา ‘ทุนมนุษย์’ ที่เราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง เพราะเราให้ความสำคัญกับเด็กและเยาวชนทุกคน

ด่วน! สภา มทร.กรุงเทพ มีมติถอดถอนทันที “ชาญ ถนัดงาน” พ้นนายกสภาฯ – “โกวิน วิวัฒนพงศ์พันธ์”พ้นกรรมการสภา ผู้ทรงคุณวุฒิ  ชี้บกพร่องต่อหน้าที่–ใช้อำนาจไม่ชอบ

เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2569 ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล(มทร.)กรุงเทพ มีการประชุมสภามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ ครั้งที่ 9/2569  ซึ่งที่ประชุมมีมติถอดถอน รศ.ชาญ ถนัดงาน ออกจากตำแหน่งนายกสภามหาวิทยาลัย และถอดถอน รศ.โกวิน วิวัฒนพงศ์พันธ์ ออกจากกรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิ โดยให้ทั้ง 2 รายยุติการปฏิบัติหน้าที่โดยทันที   สภามหาวิทยาลัย มทร.กรุงเทพ  โดยภายหลังการประชุมสภา มทร.กรุงเทพ ได้มีคำสั่ง 2 ฉบับ ได้แก่ 1.คำสั่งสภามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีกรุงเทพ ที่  025 / 2569 เรื่อง ถอดถอนนายกสภามหาวิทยาลัย ราย รศ.ชาญ ถนัดงาน ให้ออกเพราะมีความประพฤติเสื่อมเสีย บกพร่องต่อหน้าที่หรือหย่อนความสามารถ โดยให้พ้นจากตำแหน่งและยุติการปฏิบัติหน้าที่ทันที และ 2.คำสั่งสภามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีกรุงเทพ ที่  026 / 2569 เรื่อง ถอดถอนกรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิ ราย รศ.โกวิน วิวัฒนพงศ์พันธ์  ให้ออกเพราะมีความประพฤติเสื่อมเสีย บกพร่องต่อหน้าที่หรือหย่อนความสามารถ โดยให้พ้นจากตำแหน่งและยุติการปฏิบัติหน้าที่ทันที

สำหรับตามคำสั่งสภามหาวิทยาลัย ระบุเหตุผลของการถอดถอนว่า การปฏิบัติหน้าที่ของนายกสภามหาวิทยาลัยในช่วงที่ผ่านมาเข้าข่าย “ความประพฤติเสื่อมเสีย บกพร่องต่อหน้าที่หรือหย่อนความสามารถ” ตามมาตรา 16 วรรคสอง (5) แห่งพ.ร.บ.มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล พ.ศ. 2548 รวมถึงประเด็นด้านจริยธรรมและธรรมาภิบาล ชนวนสำคัญเริ่มจากการประชุมสภามหาวิทยาลัย ครั้งที่ 8/2569 เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2569 ซึ่งที่ประชุมมีมติเห็นชอบและอนุมัติแต่งตั้ง รศ.พิชัย จันทร์มณี เป็นผู้รักษาราชการแทนอธิการบดี มทร.กรุงเทพ และมีการออกคำสั่งสภามหาวิทยาลัยที่ 021/2569 ลงวันที่ 13 สิงหาคม 2569 พร้อมแจ้งเวียนภายในมหาวิทยาลัยแล้ว

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังมีมติเห็นชอบการแต่งตั้งในอีก 3 วาระสำคัญ ได้แก่ รองอธิการบดี เลขานุการและผู้ช่วยเลขานุการสภามหาวิทยาลัย และคณบดีคณะศิลปศาสตร์ แต่ตามคำสั่งถอดถอนระบุว่า รศ.ชาญไม่ลงนามในคำสั่งแต่งตั้งดังกล่าว ส่งผลให้ไม่มีผู้ปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งเหล่านี้และกระทบต่อการบริหารงานภายในมหาวิทยาลัย โดยสภามหาวิทยาลัยเห็นว่าพฤติการณ์ดังกล่าวเป็นการเพิกเฉยและละเว้นการปฏิบัติหน้าที่

เอกสารยังระบุว่า วันที่ 14 สิงหาคม 2569 รศ.ชาญได้ขีดฆ่าลายมือชื่อของตนในคำสั่งที่ 021/2569 ซึ่งเป็นคำสั่งแต่งตั้งผู้รักษาราชการแทนอธิการบดีที่ออกไปก่อนหน้านั้น พร้อมมีข้อกล่าวหาต่อผู้ปฏิบัติหน้าที่ฝ่ายเลขานุการสภามหาวิทยาลัยเกี่ยวกับการใช้ลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์  ต่อมา วันที่ 17 สิงหาคม 2569 รศ.ชาญได้ออกและลงนามคำสั่งที่ 025/2569 แต่งตั้ง นายธวัชชัย สารวงษ์ เป็นผู้รักษาราชการแทนอธิการบดี และวันที่ 21 สิงหาคม 2569 ออกคำสั่งที่ 025.1/2569 แต่งตั้ง รศ. โกวิน วิวัฒนพงพันธ์ กรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิ เป็นผู้รักษาราชการแทนอธิการบดี พร้อมยกเลิกคำสั่งก่อนหน้า

อย่างไรก็ตาม คำสั่งถอดถอนระบุว่า การแต่งตั้งดังกล่าวไม่ได้ผ่านการพิจารณาให้ความเห็นชอบและอนุมัติจากที่ประชุมสภามหาวิทยาลัย จึงถูกนำมาเป็นหนึ่งในเหตุผลประกอบการพิจารณาว่าเป็นการใช้อำนาจโดยไม่ชอบ ขณะเดียวกัน กรรมการสภามหาวิทยาลัยจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสี่ได้เข้าชื่อขอเปิดประชุมวิสามัญกรณีเร่งด่วนเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2569 ตามข้อบังคับว่าด้วยการประชุมสภามหาวิทยาลัย แต่ไม่ได้รับอนุมัติให้เปิดประชุม และเมื่อยื่นคำขออีกครั้งวันที่ 19 สิงหาคม ก็ได้รับการปฏิเสธอีกครั้ง

จากพฤติการณ์ทั้งหมด สภามหาวิทยาลัยพิจารณาว่าเข้าลักษณะ “ไม่ยินยอมปฏิบัติหน้าที่” หรือ “ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้” และส่งผลกระทบต่อการดำเนินกิจการของสภามหาวิทยาลัยและการบริหารมหาวิทยาลัย รวมทั้งเห็นว่าการลงนามแต่งตั้งบุคคลโดยไม่ผ่านมติสภามหาวิทยาลัยเข้าข่ายความประพฤติเสื่อมเสีย บกพร่องต่อหน้าที่และหย่อนความสามารถ ตามกฎหมายและข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง กระทั่งการประชุมสภามหาวิทยาลัย ครั้งที่ 9/2569 วันที่ 10 กันยายน 2569 ที่ประชุมจึงมีมติด้วยคะแนนเสียง เกินกว่าสองในสามของกรรมการสภามหาวิทยาลัยเท่าที่มีอยู่ ให้ถอดถอน รศ.ชาญ ถนัดงาน ออกจากตำแหน่งนายกสภามหาวิทยาลัย และให้ยุติการปฏิบัติหน้าที่โดยพลัน  พร้อมกันนี้ สภามหาวิทยาลัยมีมติให้ รศ.ประธาน วัฒนวาณิชย์ อุปนายกสภามหาวิทยาลัย ทำหน้าที่แทนนายกสภามหาวิทยาลัย ตั้งแต่วันที่ 10 กันยายน 2569 เป็นต้นไป จนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น

“รักกางเขนฯ” ถอดโมเดล “ดรุณาราชบุรี” ลุย GPAS 5 Steps 7 โรงเรียน เปลี่ยนครู–ปั้นเด็กคิดขั้น

เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2569 ที่ โรงเรียนดรุณาราชบุรีราชบุรี คณะผู้บริหารและครูจากสถานศึกษาในสังกัดคณะรักกางเขนแห่งจันทบุรีและพันธมิตร 7 โรงเรียน เข้าศึกษาดูงานการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps เพื่อถอดบทเรียนการเปลี่ยนห้องเรียนจากพื้นที่ “ท่องจำความรู้” สู่พื้นที่สร้างผู้เรียนที่คิดเป็น ทำเป็น แก้ปัญหาเป็น และกำกับการเรียนรู้ของตนเองได้ โดยการศึกษาดูงานครั้งนี้ คณะได้ลงพื้นที่ดูการจัดการเรียนรู้จริงและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ผ่าน 7 รูปแบบสำคัญ ทั้ง Montessori ระดับปฐมวัย การพัฒนากระบวนการคิดด้วยแพลตฟอร์ม Eduten จากฟินแลนด์ การเรียนการสอนภาษาอังกฤษ EIS ภาษาจีน หลักสูตรวัคซีนป้องกันเด็กจมน้ำ หลักสูตรต่อเนื่องเชื่อมโยง สพฐ.–อาชีวศึกษา–อุดมศึกษา และหลักสูตรวิทยาศาสตร์–คณิตศาสตร์ด้านปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI

พระสังฆราชซิลวีโอ ศิริพงษ์ จรัสศรี ประมุขสังฆมณฑลราชบุรี กล่าวว่า การจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning  เป็นกระบวนการศึกษายุคใหม่ที่หลายประเทศนำมาใช้ และมีการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง โดยมีหัวใจสำคัญ คือ การเปิดโอกาสให้นักเรียนมีส่วนร่วมในกระบวนการเรียนรู้ของตนเอง ขณะที่บทบาทของครูเปลี่ยนจากการเป็นผู้สอนมาเป็นโค้ช ทำหน้าที่ชี้แนะแนวทางและสนับสนุนให้นักเรียนสามารถคิด วางแผน ลงมือปฏิบัติ และติดตามผลสำเร็จของการเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง แนวทางดังกล่าวจึงเป็นกระบวนการศึกษาที่เหมาะสมกับโลกยุคใหม่ และมีส่วนสำคัญต่อการสร้างองค์ความรู้ พัฒนาสังคมและประเทศชาติ อย่างไรก็ตาม แม้โลกการศึกษาจะก้าวเข้าสู่ยุคนวัตกรรม เทคโนโลยี AI และการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้น แต่การศึกษาจะมุ่งพัฒนาเฉพาะความรู้หรือสติปัญญาเพียงด้านเดียวไม่ได้ จำเป็นต้องพัฒนา “จิตใจ” ควบคู่กันไป เพื่อให้นักเรียนเติบโตอย่างสมบูรณ์และสามารถก้าวหน้าได้อย่างสมดุล ไม่ใช่เอียงไปทางใดทางหนึ่ง ดังนั้นการยกระดับการศึกษาของชาติจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย ทั้งสถานศึกษา ครู ผู้บริหาร หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และสื่อมวลชน ที่จะร่วมกันพัฒนาคุณภาพการศึกษา ยกระดับความรู้และคุณภาพของเด็กเยาวชน ซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญและอนาคตของประเทศ

บาทหลวง ผศ.ดร.อภิสิทธิ์ กิจเจริญ ผู้อำนวยการโรงเรียนดรุณาราชบุรี เปิดเผยความสำเร็จในการขับเคลื่อน Active Learning จนเกิดผลเป็นรูปธรรมว่า ปัจจัยสำคัญที่สุดไม่ใช่เพียงการนำกระบวนการหรือรูปแบบการสอนใหม่เข้ามา แต่คือการทำให้ครูเข้าใจว่า “ทำไมต้องเปลี่ยน” และการเปลี่ยนแปลงนั้นมีเป้าหมายเพื่อให้เด็กเกิดการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น เมื่อครูเห็นเป้าหมายที่ชัดเจน การปรับตัวจะง่ายขึ้น และสิ่งที่เปลี่ยนตามมาคือทั้งกระบวนการเรียนการสอน วิธีคิด และ Mindset ของครู โดยเฉพาะการพัฒนาไปสู่ Growth Mindset ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้ Active Learning สามารถเกิดขึ้นจริงในห้องเรียน ทำให้วิธีการเรียนการสอนเปลี่ยน เพราะเมื่อความคิดเปลี่ยน วิธีการทำงานก็เปลี่ยนไปด้วย ซึ่งตรงนี้เป็นกลไกสำคัญที่ทำให้การเรียนการสอนแบบ Active Learning ประสบความสำเร็จ

“ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้โรงเรียนสามารถขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงในช่วง 3–4 ปีได้ คือ ความใกล้ชิดระหว่างผู้บริหารกับครู  ผู้บริหารต้องลงไปทำงานร่วมกับครู ร่วมคิด ร่วมปฏิบัติ และเข้าใจสภาพจริงของครูและนักเรียน เพราะยิ่งผู้บริหารอยู่ห่างจากครูมากเท่าใด ช่องว่างในการทำงานก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น ดังนั้น ทางลัด ของการพัฒนาโรงเรียน คือ การที่ผู้บริหารใกล้ชิดและรู้จักครู ขณะที่ครูรู้จักนักเรียน เมื่อทุกฝ่ายเปิดใจและทำงานร่วมกัน การเปลี่ยนแปลงก็สามารถเดินหน้าไปสู่เป้าหมายได้ง่ายขึ้น”บาทหลวง ผศ.ดร.อภิสิทธิ์ กล่าว

ดร.ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์ ประธานกรรมการบริหารสถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.)กล่าวว่า โลกยุค AI ทำให้โจทย์การศึกษาต้องเปลี่ยน เพราะความรู้มากมายสามารถเข้าถึงได้ง่าย สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่เพียงถามว่า เด็กรู้อะไร แต่ต้องถามว่า  เด็กนำความรู้ไปทำอะไรได้บ้าง ครูจึงต้องเปลี่ยนบทบาทจากผู้บอกคำตอบ มาเป็นผู้ออกแบบประสบการณ์การเรียนรู้ กระตุ้นให้เด็กคิด ลงมือทำ แก้ปัญหา และถอดบทเรียนด้วยตนเอง ซึ่งหัวใจของ GPAS 5 Steps ได้การรวบรวมข้อมูล (Gathering) การจัดทำและวิเคราะห์ข้อมูล (Processing) การประยุกต์และสร้างความรู้ (Applying and Constructing the Knowledge) การสื่อสารและนำเสนอ (Applying the Communication Skill) และการประเมินและกำกับตนเอง (Self-Regulating) มาไว้หมดแล้ว ซึ่งปลายทางไม่ใช่เพียงให้เด็กรู้มากขึ้น แต่ต้องทำให้เด็กสามารถคิด วิเคราะห์ สร้างองค์ความรู้ สื่อสาร และพัฒนาตนเองได้อย่างต่อเนื่อง การดำเนินงานของโรงเรียนดรุณาราชบุรี นอกจากเป็นการวางรากฐานของกระบวนการ GPAS 5 Steps ยังสามารถพัฒนาต่อยอดไปได้อีกหลายระดับ โดยผลที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นว่า เมื่อเปิดโอกาสให้เด็ก คิดเอง–ทำเอง–แก้ปัญหาเอง เด็กจะสามารถแสดงศักยภาพทางความคิดที่หลายคนอาจไม่เคยเห็นมาก่อนได้

ดร.ศักดิ์สิน ยังได้กล่าวถึงผลการประเมิน PISA 2025 ของประเทศไทยที่ขยับจากอันดับ 58 ขึ้นมาอยู่ที่อันดับ 53 และได้คะแนนสูงขึ้นทั้ง 3 วิชา หลังจากอยู่ในอันดับรั้งท้ายกว่า 20 ปี ว่า ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า PISA ไม่ได้มุ่งวัดว่าเด็กจดจำเนื้อหาได้มากเพียงใด แต่ต้องการประเมินความสามารถของเด็กในการใช้กระบวนการคิด วิเคราะห์สถานการณ์ และแก้ปัญหาจากโจทย์ที่อาจไม่ใช่สถานการณ์ใกล้ตัว หรือ เคยพบมาก่อน ดังนั้นหากเด็กได้รับการพัฒนากระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบอย่างถูกวิธี แม้ต้องเผชิญสถานการณ์ที่ไม่คุ้นเคยก็จะสามารถวิเคราะห์ หาคำตอบ และแก้ปัญหาได้ ที่สำคัญทักษะดังกล่าวไม่ได้จบลงที่การสอบ PISA แต่สามารถนำไปใช้แก้ปัญหาในชีวิตจริงและสถานการณ์ใหม่ ๆ ได้ตลอดชีวิต ซึ่ง Active Learning และกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps เป็นแนวทางหนึ่งในการพัฒนาความสามารถของเด็ก เพราะไม่ได้ผูกติดอยู่กับเนื้อหาวิชาใดวิชาหนึ่ง แต่สามารถนำไปใช้ได้ทั้งวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ภาษา และสังคมศึกษา โดยหัวใจคือ ทำให้เด็กเกิดกระบวนการคิดอย่างเป็นระบบ ไม่ใช่เพียงเรียนรู้เพื่อจดจำคำตอบ

นางสาวพิยะดา ม่วงอิ่ม ศึกษาธิการจังหวัดราชบุรี กล่าวว่า สิ่งที่เกิดขึ้นที่โรงเรียนดรุณาราชบุรีสะท้อนให้เห็นผลลัพธ์ของการนำ Active Learning และ GPAS 5 Steps มาใช้จริง จึงเป็นแนวคิดและกระบวนการที่สถานศึกษาอื่นสามารถนำไปศึกษา เรียนรู้ และประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของตนเองได้ การเข้าศึกษาดูงานในครั้งนี้จึงไม่ได้มุ่งเพียงการมาดูรูปแบบการจัดการเรียนการสอนเท่านั้น แต่เป็นการเห็นผลผลิต และ การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับผู้เรียน จากการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสามารถใช้เป็นต้นแบบในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และขยายผลไปยังโรงเรียนอื่นต่อไป

ซิสเตอร์จำเรียง ถาวรสิน ผู้รับผิดชอบด้านการบริหารการศึกษาและโครงการยกระดับผลสัมฤทธิ์ของโรงเรียนในสังกัดคณะรักกางเขนแห่งจันทบุรี กล่าวว่า การนำคณะเข้าศึกษาดูงานที่โรงเรียนดรุณาราชบุรี มีจุดเริ่มต้นมาจากการประชุมร่วมกันเพื่อหาแนวทางยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของโรงเรียนในสังกัดทั้ง 7 แห่ง โดยต้องการค้นหาโรงเรียนต้นแบบที่สามารถนำองค์ความรู้และแนวทางกลับไปขยายผลได้จริง และเหตุผลที่เลือกโรงเรียนดรุณาราชบุรีเป็นพื้นที่ศึกษาดูงาน เพราะโรงเรียนนี้จัดการเรียนรู้ที่ครอบคลุมทั้งระบบ ตั้งแต่ระดับอนุบาล ประถมศึกษา ไปจนถึงมัธยมศึกษาตอนปลาย ซึ่งสอดคล้องกับโครงสร้างของโรงเรียนในสังกัดที่ต้องการพัฒนาการเรียนรู้ให้เชื่อมโยงต่อเนื่องทุกช่วงชั้น การศึกษาดูงานครั้งนี้จึงเปรียบเสมือนการฟื้นพลังใหม่ เพื่อให้แต่ละโรงเรียนกลับไปขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างเป็นระบบมากขึ้น ที่สำคัญคือต้องการให้ทั้ง 7 โรงเรียนเดินหน้าไปพร้อมกัน เป้าหมายสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการนำ GPAS 5 Steps ไปใช้เป็นกิจกรรมเฉพาะบางชั้นเรียนหรือบางระดับ แต่ต้องการนำองค์ความรู้จากการศึกษาดูงานครั้งนี้ไปต่อยอดสู่การพัฒนาโรงเรียนทั้งระบบ ตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงมัธยมศึกษาตอนปลาย และติดตามผลให้เห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรมในด้านผลสัมฤทธิ์และคุณภาพของผู้เรียนต่อไป

 

 

“ยศชัน” เอาจริงสยบความขัดแย้ง อุเทน-ปทุมวัน ต้องจบ

เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2569 ที่ สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) เปิดเผยภายหลังการประชุมหารือเกี่ยวกับการจัดการพื้นที่การจัดการศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวาย โดยมีศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม  ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  รศ.ดร.ฤกษ์ชัย ฟูประทีปศิริ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก  รศ.ดร.เสถียร ธัญญศรีรัตน์ รักษาราชการแทน อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน และ พล.ต.ท. สยาม บุญสม ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ร่วมประชุม

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า การหารือครั้งนี้เป็นการสานต่อแนวทางที่ทุกฝ่ายได้พูดคุยและดำเนินการร่วมกันมาแล้ว โดยไม่ได้เป็นการทับซ้อนหรือยกเลิกคำสั่งหรือแนวทางเดิม แต่ต้องการทำให้สิ่งที่ได้ตกลงกันไว้สามารถเดินหน้าได้รวดเร็วและเป็นรูปธรรมมากขึ้น โดยเฉพาะการพิจารณาประเด็นด้านกฎหมาย ความมั่นคง และความปลอดภัย เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปตามหลักเกณฑ์และกรอบเวลาที่ชัดเจน เนื่องจากเรื่องนี้ไม่ได้เป็นเพียงปัญหาของ 2 สถาบัน แต่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง ภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของประเทศไทย โดยเฉพาะพื้นที่ปทุมวันและสยาม ซึ่งเป็นทั้งพื้นที่เศรษฐกิจ พื้นที่ท่องเที่ยว พื้นที่การศึกษาและพื้นที่ที่เยาวชนเข้ามาใช้ชีวิตร่วมกัน โดยที่ประชุม เห็นชอบร่วมกันใน 4 มาตรการ คือ

1.หลังจากนี้อย่างน้อย 3 เดือน จะไม่ให้มีการจัดการเรียนการสอนในพื้นที่ดังกล่าว ของทั้งมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวาย และสถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน โดยจะออกแบบรูปแบบการเรียนการสอนไม่ให้กระทบผู้เรียน โดยอาจใช้เวลามากกว่า 3 เดือน จนกว่าจะเปลี่ยนผ่านพื้นที่แล้วเสร็จ

  1. สถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน ต้องทำตามข้อ 1 และต้องหาแนวทางและเตรียมความพร้อมการเปลี่ยนผ่านและเปลี่ยนแปลง หากเกิดเหตุการณ์รุนแรงขึ้นอีก โดยให้ทำตามกรอบเวลาที่กำหนด อย่างน้อย 3 เดือน

3.ส่วนพื้นที่ปัจจุบันที่อุเทนถวายใช้อยู่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จะคงไว้เป็นพื้นที่นวัตกรรมและคงไว้ซึ่งปรัชญาดั่งเดิมของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวาย โดยยืนยันว่า จะไม่นำไปใช้ด้านพาณิชย์แน่นอน

4.ตั้งกรรมการพัฒนาพื้นที่ ที่มีทุกสถาบันร่วมดูแล รวมถึงมีทางตำรวจเข้าดูแลพื้นที่อย่างเข้มงวด

“อว.ยืนยันข้อตกลงร่วมกับจุฬาฯ ในฐานะเจ้าของพื้นที่ว่า จะไม่นำพื้นที่ดังกล่าวไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ แต่จะพัฒนาเป็นพื้นที่นวัตกรรมและอุตสาหกรรมสร้างสรรค์เพื่อประโยชน์สาธารณะ โดยจะจัดตั้งคณะกรรมการร่วมระหว่าง อว. จุฬาฯ และผู้แทนสถาบันการศึกษา เพื่อร่วมกันพัฒนาพื้นที่ โดยเป้าหมายคือการคืนความมั่นใจให้กับย่านสยามและปทุมวัน ซึ่งเป็นพื้นที่สำคัญด้านเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และการศึกษา โดยตำรวจนครบาลจะเข้ามาดูแลความปลอดภัยและตรึงกำลังในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง” รมว.อว.กล่าวและว่า อว.ต้องการแก้ไขปัญหาข้อพิพาทและป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์กระทบกระทั่งกันอีก จึงออกมาตรการให้มีผลทันที โดยยืนยันว่าการย้ายสถานที่เรียนจะไม่กระทบต่อคุณภาพการศึกษา เครื่องมือ และอุปกรณ์การเรียนรู้ของนักศึกษา รวมถึงจะดูแลเกียรติและศักดิ์ศรีของทั้งสองสถาบันอย่างเต็มที่ ปัจจุบันทั้งอุเทนถวายและสถาบันเทคโนโลยีปทุมวันมีนักศึกษาแห่งละกว่า 1,000 คน ส่วนมาตรการป้องกันกลุ่มศิษย์เก่าหรือรุ่นพี่ที่อาจชักชวนหรือฝ่าฝืนมาตรการนั้น เป็นเรื่องของคดีความและการควบคุมพื้นที่ ซึ่งตำรวจจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเข้มงวด อว.พร้อมทำงานร่วมกับทุกฝ่ายตลอดระยะเวลา 3 เดือน เพื่อบริหารจัดการสถานการณ์และให้การเปลี่ยนผ่านเป็นไปอย่างเรียบร้อย โดยจะไม่ทิ้งเรื่องคุณภาพการศึกษา และยังสนับสนุนการพัฒนาการเรียนการสอนของทั้งสองสถาบันต่อไป

ด้าน พล.ต.ท.สยาม กล่าวว่า ทุกฝ่ายให้ความสำคัญกับการสร้างความปลอดภัยและภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศ โดยที่ผ่านมา ทั้งสองสถาบันได้ประสานงานและร่วมกันดูแลความประพฤติของนักศึกษา ศิษย์เก่า และรุ่นพี่อย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันเหตุและลดการเผชิญหน้า ผู้บริหารทั้งสองสถาบันจึงเห็นชอบร่วมกันให้หยุดการเรียนการสอนในพื้นที่เดิมเป็นการชั่วคราว พร้อมวางแนวทางแก้ไขปัญหาระยะยาวอย่างเป็นรูปธรรมตามนโยบายของรัฐบาล