หน้าแรก บล็อก

ยอดสมัครครูผู้ช่วย ว16 พุ่ง 1.7 หมื่น รับ 2,050 อัตรา-สพฐ.เข้มสกัดทุจริต

เมื่อวันที่ 25 พ.ค.2569 ดร.พิเชฐร์ วันทอง รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่า ตามที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)เปิดรับสมัครคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย กรณีที่มีความจำเป็นหรือมีเหตุพิเศษการสอบ( ว16) ตั้งแต่วันที่ 8-14 พฤษภาคม ที่ผ่านมานั้น มีสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) เปิดรับสมัครทั้งหมด 241 แห่ง รวม 50 กลุ่มวิชา แบ่งเป็น สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) 181 แห่ง และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) 59 แห่ง และสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ(สศศ.) อัตราว่างที่เปิดรับรวม 2,050 อัตรา มีผู้สมัคร รวม 17,002 ราย

รองเลขาธิการ กพฐ.กล่าวต่อไปว่า อย่างไรก็ตาม ยังมีกลุ่มวิชาที่ไม่มีผู้สมัคร จำนวน 4 กลุ่มวิชา คือ กายภาพบำบัด กิจกรรมบำบัด จิตวิทยาบำบัด และอรรถบำบัด เขตพื้นที่ฯ ที่ไม่เปิดรับสมัคร จำนวน 5 แห่ง ดังนี้ สพป.แม่ฮ่องสอน เขต 2 ,สพป.ยะลา เขต2,สพม.กรุงเทพมหานคร เขต2, สพม.พะเยา และสพม.สระบุรี สำหรับการสอบ จะเริ่มประเมินประวัติและผลงาน ตั้งแต่วันที่ 28 พฤษภาคม – 11 มิถุนายน 2569 สอบข้อเขียน ภาค ก และภาค ข วันที่ 13 มิถุนายน 2569 สอบสัมภาษณ์ วันที่ 14 มิถุนายน 2569 และประกาศผลภายในวันที่ 18 มิถุนายน 2569

“การสอบครูผู้ช่วยครั้งนี้ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และ ดร.พิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการกพฐ. ได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามมาตรการป้องกันการทุจริตอย่างเคร่งครัด โดยห้ามข้าราชการในสังกัด สพฐ. และคณะบุคคลในคณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา(อ.ก.ค.ศ.) เขตพื้นที่การศึกษา/สศศ. เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องหรือกระทำกาการใด ๆที่มีเจตนาเป็นการกวดวิชา จัดทำเอกสาร จำหน่าย แจก หรือกระบวนการอื่นใดที่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ผู้เข้าสอบโดยเด็ดขาด รวมทั้งสอดส่อง กำกับ ดูแล ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ในสังกัด โดยกำหนดบุคคลในทางลับ จัดให้มีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย กล้องวงจรปิดในสถานที่ดำเนินการสอบ และ จัดให้มีประชาสัมพันธ์ เพื่อให้เข้าใจ และรับทราบข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง”ดร.พิเชฐร์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม สำหรับการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย สังกัด สพฐ. (ว14) นั้น เนื่องจากบัญชีเดิมจะหมดอายุในเดือนสิงหาคมนี้ ดังนั้นการเปิดสอบคัดเลือกรอบใหม่ ก็จะเริ่มดำเนินการหลังจากบัญชีหมดอายุ ส่วนกลุ่มวิชา ที่ไม่มีผู้สมัครสอบในรอบว16 ก็จะนำอัตราว่างมารวมสอบในรอบว14 รอบทั่วไปด้วย

ศธ.-พม.ลุยเมืองกาญจน์ฯ เปิดโมเดล รร.นวัตกรรม มอบทุน-ซ่อมบ้านพักครู ย้ำ!โอกาสต้องถึงเด็กทุกคน

เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2569 นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ร่วมกับ นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) นำคณะทำงานและผู้บริหารระดับสูง ลงพื้นที่โรงเรียนบ้านท่าทุ่ม จังหวัดกาญจนบุรี เพื่อเปิดกิจกรรม “สร้างโอกาส สร้างปัญญา เพื่ออนาคต” ภายใต้ “โครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนกาญจน์ทุกช่วงวัย ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” พร้อมมอบทุนการศึกษา สิ่งของช่วยเหลือ และร่วมหารือแนวทางการพัฒนาการศึกษากับคณะครูและผู้นำชุมชนในพื้นที่

นายนิกร กล่าวว่า การลงพื้นที่ร่วมกันครั้งนี้มุ่งบูรณาการรับมือสังคมผู้สูงอายุและปัญหาเด็กเกิดใหม่ลดลง โดย พม. เร่งขับเคลื่อนสภาเด็กและเยาวชนตำบลวังด้งร่วมกับชุมชน พร้อมจับมือ ศธ. “ติดอาวุธทางการศึกษา” พัฒนาศักยภาพเด็กให้เท่าทันอนาคต และยืนยันพร้อมสนับสนุนงบซ่อมบ้าน เงินสงเคราะห์ผู้ยากไร้ และงบอบรมเครือข่าย อพม. เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนทุกช่วงวัยอย่างยั่งยืน

ด้าน นายอัครนันท์ กล่าวว่า โรงเรียนบ้านท่าทุ่มถือเป็นต้นแบบโรงเรียนพื้นที่นวัตกรรม (FINN Model) ที่เน้นการเรียนรู้แบบโครงงานและทักษะอาชีพ จนคว้าเหรียญทอง “1 โรงเรียน 1 อาชีพ” และรักษาระดับสถานศึกษาสีขาวระดับเพชรต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 สะท้อนให้เห็นว่าการศึกษาที่เชื่อมโยงกับโลกความจริงสร้างผลลัพธ์ที่จับต้องได้จริง

นอกจากนี้ ยังลงพื้นที่ตรวจสอบบ้านพักครูและสภาพสถานที่จริงภายในโรงเรียน เพื่อรับทราบปัญหาด้านโครงสร้างพื้นฐานและความต้องการของนักเรียนอย่างใกล้ชิด พร้อมรับทราบข้อมูลโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ใกล้เคียง เพื่อพิจารณาแนวทางควบรวมให้สามารถใช้งบประมาณได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดพร้อมเร่งนำทุกข้อเสนอไปขับเคลื่อนต่อโดยไม่ชักช้า

นายอัครนันท์ กล่าวว่า สิ่งสำคัญที่สุดของการลงพื้นที่ครั้งนี้คือการทำให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อพื้นที่อย่างแท้จริง โดยรับปากว่าบ้านพักครูที่ได้รับการเรียกร้องจะได้รับการซ่อมแซมให้ปลอดภัยเป็น Safe Zone ในเร็ววัน พร้อมประสานความร่วมมือกับ พม. ในการดูแลซ่อมแซมบ้านเรือนของประชาชนในพื้นที่ด้วย “เพราะสาระสำคัญที่สุดของการพัฒนาบ้านเกิด คือความร่วมมือร่วมใจทำงานในหลากมิติ เพื่อให้ผลประโยชน์สูงสุดตกสู่พี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง”

กมธ.วุฒิสภา เสนอผลการศึกษาแนวทาง ลดเหลื่อมล้ำ ดัน AI-สะเต็ม-เครดิตแบงก์ พร้อมชงทบทวนการดูแลเด็กไป-กลับชายแดนกัมพูชา

เมื่อวันที่ 22 พ.ค.2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยภายหลังคณะกรรมาธิการการศึกษา การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม วุฒิสภา นำโดย ดร.กมล รอดคล้าย ประธานคณะกรรมาธิการฯ เข้าพบหารือและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นด้านการศึกษา ว่า คณะกรรมาธิการฯ ได้นำเสนอประเด็นต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ เพื่อแก้ปัญหาและยกระดับคุณภาพการศึกษา และเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ เช่น การปรับหลักสูตรใหม่ให้เหมาะสมกับเด็กแต่ละช่วงชั้น โดยคำนึงถึงการเปลี่ยนแปลงของโลกและเทคโนโลยี ที่ต้องนำเรื่อง AI และ สะเต็ม เข้ามา เรื่องขวัญกำลังใจในวิชาชีพครู  เรื่องเครดิตแบงก์ หรือ ธนาคารหน่วยกิต ระหว่างกระทรวงต่างๆ  ได้แก่ กระทรวงแรงงาน (รง.)กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นต้น เพื่อให้เกิดความเชื่อมโยงการศึกษาทั้งระบบ และเป็นประโยชน์ต่อการจ้างงานรวมถึงการเรียนต่อในอนาคต นอกจากนี้ยังมีการพูดถึงการดูแลด้านการศึกษาแก่เด็กต่างด้าวว่า ยังคงยึดตามอนุสนธิสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก(CRC) ซึ่งประเทศไทยเข้าร่วมเป็นภาคีสมาชิกมาตั้งแต่ปี 2535 ที่กำหนดให้เด็กทุกคนที่มีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศไทยได้รับสิทธิการศึกษาขั้นพื้นฐาน 15 ปี อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพ

“จากการหารือบางเรื่องมีความเข้าใจที่ตรงกันและได้ข้อสรุปในที่ประชุม ซึ่งทางกระทรวงศึกษาธิการยินดีที่จะนำข้อเสนอมาดำเนินการต่อ แต่ก็มีบางเรื่องที่ต้องมีการศึกษาต่อ ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการจะไปดำเนินการและแจ้งให้กรรมาธิการฯรับทราบต่อไป” รมว.ศึกษาธิการกล่าวและว่า อย่างไรก็ตามขณะนี้กระทรวงศึกษาธิการอยู่ระหว่างการเตรียมผลักดันให้เกิด “Human Capital Super Board” เพื่อเป็นกลไกในการพัฒนาทุนมนุษย์ เป็นการออกแบบโครงสร้างทั้งระบบการศึกษา ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทั้งหลักสูตร วิธีสอน ครูและบุคลากร ระบบวัดผลและประเมินผล เทคโนโลยีและสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ ให้เป็นคนคุณภาพที่ตอบโจทย์โลกอนาคตด้วย

ดร.กมล กล่าวว่า คณะกรรมาธิการฯ วุฒิสภา ที่เดินทางมาวันนี้ มีทั้งที่ดูแลการศึกษาขั้นพื้นฐาน อาชีวศึกษา การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย การศึกษาเอกชน คนพิการ ผู้ด้อยโอกาส และการอุดมศึกษา ได้นำผลการศึกษาของกรรมาธิการฯมาเสนอให้กระทรวงศึกษาธิการเพื่อนำไปปรับใช้กับนโยบายกระทรวง เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคปัจจุบัน โดยข้อเสนอที่คณะกรรมาธิการฯนำเสนอแบ่งออกเป็น 3 กรอบหลัก คือ 1. การผลักดันให้มีการปรับหลักสูตรการศึกษา เพื่อให้เด็กมีสมรรถนะใหม่ เนื่องจากหลักสูตรเดิมล้าสมัย ไม่ตอบโจทย์โลกยุคใหม่ และไม่สร้างสมรรถนะที่เป็นมาตรฐานสากล รวมถึงทักษะที่จำเป็นในอนาคตให้แก่ผู้เรียน ทั้งเรื่อง AI  ภาษา เทคโนโลยีสารสนเทศ  ส่วนเรื่องแพลตฟอร์มทางการศึกษา การเรียนรู้แบบ Anywhere Anytime ซึ่งเป็นนโยบายที่กระทรวงทำอยู่แล้ว กรรมาธิการฯให้การสนับสนุน เพียงแต่ขอให้เร่งให้เร็วขึ้นเพราะโลกเปลี่ยนแปลงเร็วมาก

2.การแก้ปัญหาโรงเรียนขนาดเล็ก ซึ่งถือเป็นปัญหาเรื้อรังของประเทศ กรรมาธิการฯมองว่า การจัดสรรงบฯแบบรายหัว และการบริหารด้วยกรอบระบบราชการเดิม ทำให้โรงเรียนขนาดเล็กขาดทั้งงบประมาณ บุคลากร และความคล่องตัวในการบริหาร จึงเสนอให้ปรับกฎหมายและกฎระเบียบใหม่ เพื่อให้โรงเรียนสามารถบริหารจัดการได้อย่างเหมาะสมกับบริบทของแต่ละพื้นที่ และ 3 .ด้านการอาชีวศึกษาและอุดมศึกษา กรรมาธิการฯ เสนอให้เร่งผลักดันระบบ CWIE หรือ Cooperative and Work Integrated Education ซึ่งเป็นการเรียนควบคู่การทำงาน โดยอยากให้เด็กได้ฝึกงานจริงทุกปี ไม่ใช่เฉพาะปีสุดท้าย พร้อมได้รับค่าตอบแทนระหว่างเรียน และเสนอให้ภาคเอกชนที่รับนักศึกษาเข้าฝึกงานสามารถนำค่าใช้จ่ายไปลดหย่อนภาษีได้ เพื่อจูงใจให้สถานประกอบการเข้ามาร่วมพัฒนากำลังคนมากขึ้น ซึ่งระบบดังกล่าวจะช่วยให้เด็กมีประสบการณ์ทำงานจริง มีรายได้ระหว่างเรียน รู้จักความรับผิดชอบ และยังช่วยลดปัญหาความรุนแรงหรือการทะเลาะวิวาทได้ด้วย เพราะเด็กจะเห็นเป้าหมายของชีวิตและอาชีพชัดเจนมากขึ้น

“นอกจากนี้กรรมาธิการฯยังสะท้อนปัญหาของโรงเรียนเอกชน ที่กำลังเสียเปรียบโรงเรียนนานาชาติ เพราะมีข้อจำกัดด้านรายได้และระเบียบค่าใช้จ่าย ทำให้พัฒนาได้ยากกว่า โดยเสนอให้ภาครัฐช่วยลดภาษี หรือเปิดทางให้โรงเรียนสามารถจัดหลักสูตรพิเศษ ห้องเรียนพิเศษ และจัดเก็บค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมได้ เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันและพัฒนาคุณภาพการศึกษา ส่วนของการศึกษานอกระบบและการดูแลผู้ด้อยโอกาส กรรมาธิการฯแสดงความเป็นห่วงบุคลากรของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.)โดยเฉพาะพื้นที่ห่างไกล ซึ่งมีบุคลากรอัตราจ้างจำนวนมาก แต่ขาดความมั่นคงและขวัญกำลังใจในการทำงาน ทั้งที่ต้องดูแลเด็กด้อยโอกาส ดูแลเด็กพิการ สำหรับประเด็นเด็กชายแดนที่เข้ามาเรียนในประเทศไทย หากเป็นเด็กที่อาศัยอยู่กับผู้ปกครองที่เข้ามาทำงานในประเทศไทย ก็ถือว่ามีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศไทยก็ต้องได้รับการดูแลตามหลักสิทธิมนุษยชนอยู่แล้ว พร้อมกันนี้ได้มีการเสนอให้ทบทวนความร่วมมือด้านการศึกษาบางส่วนกับประเทศกัมพูชาตามสถานการณ์ปัจจุบันด้วย  โดยเฉพาะเด็กที่ข้ามมาเรียนแบบไป-กลับ ก็ให้ระงับไว้ก่อน เพราะข้ามมาไม่ได้เนื่องจากด่านชายแดนปิดอยู่ แต่ยืนยันว่าจะไม่มีการผลักเด็กที่กำลังเรียนอยู่กลับประเทศแน่นอน”ดร.กมลกล่าว

ประชุมบอร์ดชาติ Thailand Zero Dropout Plus ปลื้ม 3 ปี เด็กหลุดจากระบบลดลงเหลือ 6 แสนคน เตรียมยกระดับสู่ “ASEAN Zero Dropout 2030” ในโอกาสไทยเป็นประธานอาเซียน

เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2569 ที่ห้องประชุม 301 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาระดับชาติ (Thailand Zero Dropout Plus : TZD+) หรือ คกศ.ครั้งที่1/2569

พลตำรวจเอก เพิ่มพูน กล่าวว่า การดำเนินงาน Thailand Zero Dropout ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ได้ยกระดับสู่ “Thailand Zero Dropout Plus” หรือ TZD+ ที่ไม่เพียงมุ่งช่วยเหลือเด็กและเยาวชนที่หลุดออกจากระบบการศึกษาให้กลับเข้าสู่การเรียนรู้ แต่ยังให้ความสำคัญกับการ “ป้องกัน” ไม่ให้เด็กหลุดออกจากระบบ และขยายการดูแลไปสู่เด็กและเยาวชนในภาวะวิกฤตหรือหลุดจากระบบชั่วคราว ผ่านระบบการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นมากขึ้น

ปัจจุบันจากฐานข้อมูลบูรณาการระดับประเทศ พบว่า เด็กและเยาวชนอายุ 3–18 ปี ที่ไม่มีชื่ออยู่ในระบบการศึกษา มีจำนวน 603,095 คน ลดลงจากจำนวน 1,025,514 คน  เมื่อเริ่มเชื่อมโยงข้อมูลครั้งแรกในเดือนธันวาคม 2566 สะท้อนผลลัพธ์จากการบูรณาการความร่วมมือของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ภายใต้ 4 มาตรการสำคัญในการติดตาม ค้นหา ช่วยเหลือ และส่งต่อเด็กและเยาวชนกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาและการเรียนรู้แบบยืดหยุ่น

“ประเทศไทยกำลังเผชิญวิกฤตโครงสร้างประชากรอย่างเต็มรูปแบบ เด็กและเยาวชนทุกคนจึงเป็นทรัพยากรมนุษย์อันล้ำค่าที่ประเทศไม่สามารถปล่อยให้สูญเสียไปได้” พลตำรวจเอก เพิ่มพูน กล่าว พร้อมระบุว่า ในปี 2568 ประเทศไทยมีจำนวนผู้สูงอายุเข้าสู่ระบบมากกว่าเด็กเกิดใหม่ถึง 2 เท่า ขณะเดียวกันยังพบเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษากว่า 603,095 คน และมีกลุ่มเยาวชน NEET อายุ 16–20 ปี ที่ไม่ได้อยู่ในระบบการศึกษา การจ้างงาน หรือการฝึกอบรม อีกกว่า 594,277 คน ซึ่งล้วนสะท้อน “ค่าเสียโอกาสทางเศรษฐกิจ” ที่ประเทศต้องเร่งแก้ไข

ทั้งนี้ ที่ประชุมได้เห็นชอบแนวทางขับเคลื่อน Thailand Zero Dropout Plus ระยะต่อไป ผ่าน 5 กลยุทธ์สำคัญ ได้แก่  1.การเชื่อมโยงฐานข้อมูลเด็กปฐมวัย  2.การพัฒนาระบบการศึกษาที่ยืดหยุ่น 3.บูรณาการนโยบาย “10 Plus” เข้ากับระบบการศึกษา เพื่อผลักดันระบบ ‘Learning Anywhere’ และ ‘Learning Passport’ ระบบสะสมหน่วยกิตการเรียนรู้ เพื่อรองรับการเรียนรู้ทุกที่ทุกเวลา  4.การสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับกลุ่มวัยแรงงานและกลุ่ม NEET 5.การกำหนดตัวชี้วัดและระบบแรงจูงใจร่วมกับหน่วยงานระดับชาติ  เพื่อขับเคลื่อนเป้าหมาย Thailand Zero Dropout Plus อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้เห็นชอบแต่งตั้ง คณะอนุกรรมการพัฒนาระบบการจัดการศึกษาหรือการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นและบูรณาการระหว่างหน่วยงานเพื่อแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษา โดยมีนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานอนุกรรมการ และนางสาวธีราภา ไพโรหกุล ที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นรองประธานอนุกรรมการ เพื่อเร่งขับเคลื่อนการจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่นให้เกิดขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ ต่อเนื่อง และเชื่อมโยงการทำงานระหว่างหน่วยงานทุกภาคส่วน ขณะเดียวกัน ประเทศไทยยังเตรียมยกระดับการดำเนินงานจาก Thailand Zero Dropout สู่ “ASEAN Zero Dropout 2030” โดยอาศัยบทบาทที่ประเทศไทยจะดำรงตำแหน่งประธานอาเซียนในปี 2571 เชิญชวนประเทศสมาชิกอาเซียนทั้ง 11 ประเทศ ร่วมกำหนดเป้าหมายลดเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาในระดับภูมิภาค ภายใต้แนวคิด “All for Education, Education for All” เนื่องในวาระครบรอบ 40 ปี ปฏิญญาจอมเทียน ว่าด้วยการศึกษาเพื่อปวงชน (Jomtien Declaration on Education for All) และที่ประชุมได้เห็นชอบให้จัดตั้ง “Prime Minister’s TZD+ Awards” เพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติจังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สถานศึกษา หน่วยจัดการเรียนรู้ ภาคเอกชน และภาคีเครือข่าย ที่มีผลงานโดดเด่นในการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาอย่างเป็นระบบและยั่งยืน โดยจะได้รับโล่เกียรติยศจากนายกรัฐมนตรี และมีกำหนดจัดพิธีมอบรางวัลในเดือนกรกฎาคม 2569 นี้ เพื่อสร้างแรงจูงใจและขยายต้นแบบการทำงานที่ช่วยให้เด็กและเยาวชนทุกคนไม่หลุดจากโอกาสทางการศึกษา

“ยศพล” ดัน FIT Auto Academy ปั้นช่างยนต์ยุคใหม่ การันตีมีงานทำทันที

เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2569 นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เปิดเผยในโอกาสลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการจัดการเรียนการสอน ติดตามการขับเคลื่อนนโยบายอาชีวศึกษา พร้อมเป็นประธานในพิธีมอบทุนการศึกษาโครงการศูนย์การเรียนรู้ FIT Auto (FIT Auto Academy) รุ่นที่ 1 ประจำปีการศึกษา 2569 ณ หอประชุมนายฮ้อยทมิฬ วิทยาลัยเทคนิคสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร ว่า สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ขับเคลื่อนนโยบายกระทรวงศึกษาธิการ ตามแนวคิด “ได้งาน ได้เงิน ได้วุฒิ” มุ่งเน้นการจัดการอาชีวศึกษาให้ผู้เรียนมีสมรรถนะทางวิชาชีพในระดับสูง สอดคล้องกับความต้องการของสถานประกอบการและภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะการจัดอาชีวศึกษาระบบทวิภาคี ซึ่งเป็นการบูรณาการความร่วมมือระหว่างสถานศึกษาและภาคเอกชน โดยความร่วมมือในครั้งนี้ นายสุรเชฏฐ์ พรพิพัฒน์ ผู้จัดการฝ่ายธุรกิจบริการยานยนต์ บริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) และนายชัดชาย แสงอรุณ กรรมการ ผู้จัดการ บริษัทแฮปปี้ เนสท์ สเปซ จำกัด ได้มอบทุนการศึกษา จำนวน 665,280 บาท ให้กับนักศึกษาที่ผ่านการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการฯ รุ่นที่ 1 จำนวน 20 คน

เลขาธิการ กอศ.กล่าวต่อไปว่า โครงการศูนย์การเรียนรู้ FIT Auto (FIT Auto Academy) รุ่นที่ 1 เป็นความร่วมมือระหว่างวิทยาลัยเทคนิคสว่างแดนดินร่วมกับ บริษัท ปตท. น้ำมัน และการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) FIT Auto (FIT Auto Academy) และบริษัท แฮปปี้ เนสท์ สเปซ จำกัด ในการสนับสนุนการจัดอาชีวศึกษาระบบทวิภาคี แผนกวิชาช่างยนต์ ซึ่งจะเป็นสถานที่ฝึกทักษะวิชาชีพ  รวมถึงการบริหารจัดการ และเป็นศูนย์ทดสอบมาตรฐานเพื่อคัดเลือกนักศึกษาให้ตอบโจทย์ตรงตามความต้องการของสถานประกอบการ นอกจากนี้ ยังได้รับการสนับสนุนเพื่อสร้างขวัญกำลังใจให้ผู้เรียน ทั้งทุนการศึกษา ค่าตอบแทนระหว่างฝึกงาน สวัสดิการด้านที่พัก อาหาร เครื่องแบบ ประกันอุบัติเหตุ และที่สำคัญที่สุดคือการสร้างโอกาสในการมีงานทำทันทีหลังสำเร็จการศึกษา

“สอศ. ได้วางแนวทางต่อยอดให้นักศึกษาเพื่อป้อนเข้าสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ยุคใหม่อย่างเป็นระบบ โดยผู้เรียนที่สำเร็จการศึกษาจากโครงการนี้จะได้รับการการันตีเข้าทำงานทันทีในศูนย์บริการ FIT Auto ทั่วประเทศ และมีเส้นทางอาชีพ (Career Path) ต่อยอดให้ผู้เรียนขึ้นไปเป็นหัวหน้าช่าง ช่างเชี่ยวชาญเฉพาะทางเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า (EV) หรือก้าวขึ้นสู่ระดับผู้บริหารศูนย์บริการได้ในอนาคต ถือเป็นต้นแบบของความร่วมมือที่เข้มแข็งกับสถานประกอบการ และลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา อีกทั้งสร้างความมั่นคงในอาชีพให้กับผู้เรียนอาชีวศึกษา รองรับความต้องการกำลังคนเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศอย่างแท้จริง”นายยศพล กล่าว

“ยศชนัน” นำทีม อว. ลงพื้นที่จันทบุรี ดันวิจัย–นวัตกรรมยกระดับอุตสาหกรรมผลไม้ไทยครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ หนุนมาตรฐานส่งออก เพิ่มมูลค่าเกษตร–อาหารแห่งอนาคต สร้างเศรษฐกิจใหม่ของประเทศ

เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2569 ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมด้วย นายดนุพร ปุณณกันต์ ผู้ช่วย รมต.ประจำ อว. นายศึกษิษฎ์ ศรีจอมขวัญ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง นายฉัตริน จันทร์หอม เลขานุการ รมว.อว. ลงพื้นที่จังหวัดจันทบุรี เพื่อตรวจเยี่ยมการประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมในการยกระดับอุตสาหกรรมผลไม้เพื่อการส่งออกและการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานและกระบวนการแปรรูปทุเรียน โดยมี นายธวัชชัย นามสมุทร รองผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี รศ.พอพันธ์ สุทธิวัฒนะ รักษาราชการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี (มรภ.รำไพพรรณี) นายชณาดลย์ สัตธณภัทร ผู้อำนวยการสำนักงานวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 6 (สวพ.6) รศ.ดร.ธวัชชัย อ่อนจันทร์ ผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สทน.) คณะผู้บริหารจังหวัดจันทบุรี และบริษัท เอมไทยฟรุ๊ต จำกัด ให้การต้อนรับ ณ บริษัท เอมไทยฟรุ๊ต จำกัด และห้องเย็นเกาฟง อำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า อว.มุ่งขับเคลื่อนงานวิจัยและนวัตกรรมให้ตอบโจทย์ภาคเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะภาคเกษตรซึ่งเป็นฐานเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ ผ่านการสนับสนุนเทคโนโลยีการผลิตสมัยใหม่ ตั้งแต่การพัฒนาพันธุ์ การบริหารจัดการผลผลิต การลดต้นทุน ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยอาหาร ไปจนถึงการแปรรูปเพื่อสร้างผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง ช่วยเพิ่มรายได้เกษตรกร สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ และเสริมศักยภาพการแข่งขันของไทยในระยะยาว ความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย หน่วยงานวิจัย และภาคเอกชน จะช่วยผลักดันให้งานวิจัยนำไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้จริง และต่อยอดสู่อุตสาหกรรมเกษตรและอาหารแห่งอนาคต ซึ่งเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมเป้าหมายสำคัญของไทยบนเวทีโลก

ด้าน นายธวัชชัย นามสมุทร รองผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี กล่าวว่า จังหวัดจันทบุรีมีผลผลิตผลไม้มากกว่า 800,000 ตันต่อปี และเป็นศูนย์กลางรวบรวม–กระจายสินค้าผลไม้สำคัญของประเทศ โดยมีการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่การผลิต คัดแยก แปรรูป ควบคุมคุณภาพ ไปจนถึงการขนส่ง เพื่อยกระดับมาตรฐานผลไม้ไทยและสร้างความเชื่อมั่นในตลาดทั้งในและต่างประเทศ

โอกาสนี้ คณะได้เยี่ยมชมนิทรรศการผลงานวิจัยและนวัตกรรมด้านอุตสาหกรรมผลไม้ อาทิ โครงการประยุกต์ใช้รังสีแก้ปัญหาหนอนเจาะเมล็ดทุเรียนเพื่อการส่งออก โดยใช้รังสีแกมมา ลำอิเล็กตรอน และรังสีเอกซ์กำจัดแมลงและเชื้อก่อโรคโดยไม่ทิ้งสารตกค้าง พัฒนาโดยสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สทน.) รวมถึงนวัตกรรมปุ๋ยหมักแบบเติมอากาศจากเปลือกทุเรียน ของมหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี ที่ช่วยจัดการขยะอินทรีย์และเพิ่มมูลค่าให้วัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร  นอกจากนี้ ยังมีนวัตกรรมเครื่องตรวจสอบคุณภาพทุเรียนแบบไม่ทำลาย เพื่อแก้ปัญหาทุเรียนอ่อน และโครงการวิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์น้ำทุเรียนพร้อมดื่มและชนิดผงเพื่อขยายตลาดส่งออก

จากนั้น คณะได้เยี่ยมชม “ห้องเย็นเกาฟง” ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านการแปรรูปและแช่แข็งทุเรียนด้วยเทคโนโลยีไนโตรเจนเหลว (Liquid Nitrogen) เพื่อรักษาคุณภาพและรสชาติของสินค้า พร้อมระบบจัดเก็บและขนส่งแบบควบคุมอุณหภูมิ รองรับการขยายตัวของตลาดผลไม้ไทยทั้งในและต่างประเทศตามมาตรฐานสากล

“Green Mission by Chula x GULF ปี 3” ชวนน้อง ม.ปลาย “คิดเพื่อบ้านเรา” ปั้นนวัตกรรมสู้โลกร้อน ชิงทุนการศึกษารวมกว่า 1 แสนบาท

บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) (GULF) ร่วมกับ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (วิศวฯ จุฬาฯ)  กลับมาพร้อมภารกิจในโครงการ Green Mission by Chula x GULF ปีที่ 3 เวทีที่เปิดโอกาสให้น้อง ๆ ระดับมัธยมปลายทั่วประเทศ มาปล่อยพลังความคิดสร้างสรรค์ภายใต้แนวคิด “Resilient LAB: คิดเพื่อบ้านเรา” ปีนี้ โครงการฯ ชวนทุกคนมาสวมบทนักคิด มองหาปัญหาในชุมชนหรือ ‘บ้าน’ ของเราเอง แล้วเปลี่ยนให้เป็นนวัตกรรมรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พร้อมได้นักแสดงหนุ่มสายรักษ์โลก “เฟย-ภัทร เอกแสงกุล” มาร่วมสร้างแรงบันดาลใจและชวนน้อง ๆ ทั่วประเทศมาโชว์ไอเดียเจ๋ง ๆ ไปด้วยกัน เปิดรับสมัครแล้ววันนี้ในรูปแบบทีม 4 คน จนถึงวันที่ 3 กรกฎาคม 2569

นายธนญ ตันติสุนทร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านองค์กรสัมพันธ์ บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “GULF มีความยินดีที่ได้สานต่อโครงการ Green Mission by Chula x GULF ปีที่ 3 ร่วมกับคณะวิศวฯ จุฬาฯ ภายใต้แนวคิด ‘Resilient LAB: คิดเพื่อบ้านเรา’ เพื่อมุ่งสร้างภูมิคุ้มกันและการปรับตัว (Adaptation & Resilience) ต่อสภาวะโลกร้อนที่ส่งผลกระทบต่อชุมชนในปัจจุบัน ความพิเศษในปีนี้คือ GULF ได้ยกระดับความเข้มข้นขึ้นไปอีกขั้นด้วยการสนับสนุนทุนต่อยอดให้ 3 ทีมชนะเลิศได้ลองเปลี่ยน ‘ไอเดียบนกระดาษ’ ให้กลายเป็น ‘นวัตกรรมที่ใช้งานได้จริง’ ที่ ได้ลองผิดลองถูกผ่าน Sandbox Pilot Project ของตัวเอง ทั้งนี้ก็เพื่อสร้าง Green Leaders รุ่นใหม่ที่พร้อมลงมือทำจริง และเติบโตไปเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืนในอนาคตครับ”

รศ.ดร.วิทยา วัณณสุโภประสิทธิ์ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า “โครงการ Green Mission ปี 3 มุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพผู้นำรุ่นใหม่ด้านสภาพภูมิอากาศ (Climate Leadership) โดยให้เยาวชนได้ฝึกทักษะการสื่อสาร การทำงานร่วมกัน การวิเคราะห์ปัญหา และการคิดเชิงระบบ เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการเป็นนักคิด นักพัฒนา และผู้นำในอนาคต โครงการนี้ยังสนับสนุนให้เยาวชนมีส่วนร่วมในการริเริ่มแนวคิดเพื่อการรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระดับพื้นที่ (Area-based Climate Action) และมุ่งเน้นให้เมืองและชุมชนเป็นองค์ประกอบหลักของการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำ ซึ่งสอดคล้องกับกรอบความตกลงระหว่างประเทศ (Paris Agreement) ภายใต้ UNFCCC ที่มุ่งควบคุมอุณหภูมิโลกไม่ให้สูงขึ้นเกิน 1.5 องศาเซลเซียส โดยความสำเร็จของเป้าหมายระดับชาตินี้จำเป็นต้องอาศัยการขับเคลื่อนในระดับท้องถิ่น (Local Action) อันเป็นรากฐานสำคัญทั้งในด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป”

นายภัทร เอกแสงกุล (เฟย) นักแสดงหนุ่ม ผู้มาร่วมสร้างแรงบันดาลใจในโครงการ กล่าวว่า “ผมรู้สึกดีใจและเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้มาร่วมงานเปิดตัวโครงการดีๆ แบบนี้ครับ ต้องขอขอบคุณทางคณะวิศวฯ จุฬาฯ และ GULF ที่ได้ร่วมกันเปิดพื้นที่แห่งการสร้างสรรค์ให้กับเยาวชน สำหรับผมที่ชอบกิจกรรมกลางแจ้งและการเดินป่า การได้ออกไปเผชิญโลกกว้างทำให้ผมเข้าใจเลยว่า เราสามารถออกไปค้นหาความท้าทายได้ โดยที่การท่องเที่ยวนั้นต้องสร้างผลกระทบเชิงลบต่อธรรมชาติน้อยที่สุด หรือเป็นการเดินทางที่ช่วยฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมกลับคืนมา แนวคิด Resilient LAB: คิดเพื่อบ้านเรา ในปีนี้จึงตอบโจทย์มาก ๆ ครับ เพราะมันชวนให้เรากลับมามองสิ่งรอบตัวให้ลึกซึ้งขึ้น ทั้งชุมชน เมือง และผู้คน การที่เราจะสร้างคอมมูนิตี้ที่แข็งแกร่งและยืดหยุ่นต่อวิกฤตสภาพภูมิอากาศได้ มันเริ่มจากการปรับเปลี่ยนมุมมองและลงมือทำจากเรื่องใกล้ตัว ผมอยากส่งต่อแรงบันดาลใจและขอเป็นกำลังใจให้น้อง ๆ ทุกคน กล้าที่จะเดินออกไปสังเกตปัญหาในพื้นที่ต่าง ๆ นำประสบการณ์เหล่านั้นกลับมาตั้งคำถาม และเปลี่ยนไอเดียของพวกเราให้เป็นพลังขับเคลื่อนที่ยิ่งใหญ่ เพื่อดูแล ‘บ้าน’ ของเราให้พร้อมรับมือกับทุกการเปลี่ยนแปลงครับ”

สำหรับการแข่งขันรอบ Fast Track ในงานแถลงข่าว ผลปรากฏว่า นายคธาธร รื่นภิรมย์ จากโรงเรียนอัสสัมชัญสมุทรปราการ และ นางสาวภิญญดา เอกพิทักษ์ดำรง จากโรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัย เป็น 2 ผู้ทำคะแนนสูงสุด คว้าสิทธิ์ในการจัดตั้งทีมเพื่อเข้าร่วม Bootcamp สุดเข้มข้น 4 วัน 3 คืน ณ ศูนย์เครือข่ายการเรียนรู้เพื่อภูมิภาค จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จังหวัดสระบุรี โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ไฮไลต์ของค่ายนี้ นอกจากผู้เข้าแข่งขันจะได้ระดมสมองร่วมกับเหล่าเมนเทอร์ผู้เชี่ยวชาญแล้ว ยังได้เปิดโลกทัศน์สัมผัสนวัตกรรมผ่านการศึกษาดูงาน ณ โรงไฟฟ้ากัลฟ์ และสถานีดาวเทียมไทยคม เพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์จริงมาต่อยอดไอเดียให้เฉียบคมยิ่งขึ้น ก่อนจะเดินทางเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ ที่ทุกทีมจะต้องนำเสนอแนวคิดนวัตกรรมที่ตอบโจทย์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริงในท้องถิ่นของตนเอง เพื่อชิงเงินรางวัลพร้อมใบประกาศเกียรติคุณ นอกจากนี้ยังมีรางวัลพิเศษ Popular Vote by GULF สำหรับทีมขวัญใจชาวโซเชียล รวมมูลค่ารางวัลทั้งสิ้นกว่า 100,000 บาท

สำหรับน้องๆ นักคิดที่สนใจสามารถสมัครเข้าร่วมโครงการ Green Mission by Chula x GULF ได้ตั้งแต่วันนี้จนถึง 3 กรกฎาคม 2569 ผ่าน Google Form หรือ QR Code

แดนสนธยา ในวังจันทร์เกษม

หยอก หยอก วันที่ 21 พฤษภาคม 2569 *** นิ่งเมื่อผิดหวัง ความเงียบ ทำให้เราได้ยินเสียงหัวใจตัวเองชัดขึ้น *** ช่วงนี้ข่าวทุจริต ในการบริหารบ้านเมืองของประเทศออกมาให้เห็นแทบทุกวัน โดยเฉพาะประเด็น “นักการเมืองโกง ข้าราชการเอื้อ…วงจรทุจริตที่กัดกินประเทศ” ทุกครั้งที่เกิดคดีทุจริตใหญ่ สังคมมักตั้งคำถามว่า ใครคือ “ตัวการ”? นักการเมือง หรือข้าราชการ แต่ในความเป็นจริงการทุจริตในหลายกรรมหลายวาระจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย ถ้าไม่มี “การจับมือกัน” ระหว่างอำนาจการเมืองกับข้าราชการ นักการเมืองบางคนเข้ามาพร้อมนโยบายสวยหรู พูดเรื่องประชาชน พูดเรื่องปากท้อง พูดเรื่องความโปร่งใส แต่ลับหลังกลับใช้ตำแหน่งแทรกแซงงบประมาณ ล็อกสเปก จัดสรรโครงการให้พวกพ้อง หรือ สร้างระบบผลประโยชน์ตอบแทนทางการเมือง ขณะที่ข้าราชการบางส่วน ซึ่งควรเป็น “กลไกปกป้องผลประโยชน์รัฐ” กลับเลือกเป็น “ฟันเฟือง” ในขบวนการโกง บางคนเซ็นเอกสารทั้งที่รู้ว่าไม่ถูกต้อง บางคนเงียบเพื่อรักษาตำแหน่ง บางคนหวังเติบโตในสายอำนาจ และบางคนได้ส่วนแบ่งจากโครงการมหาศาลจึงไม่ใช่การโกงของคนคนเดียว แต่เป็น “ขบวนการ” อันตรายที่สุดคือ เมื่อการเมืองเข้าไปครอบงำระบบราชการ การแต่งตั้งโยกย้ายไม่ยึดความสามาร แต่ยึด “ความใกล้ชิด”คนมีเส้นได้เลื่อนตำแหน่ง คนทำงานจริงกลับถูกดอง สุดท้ายระบบทั้งระบบจึงอ่อนแอ *** วันนี้ หยอก หยอก ขอทำหน้าที่สื่อ..ที่เห็นระบบนี้มายาวนานกว่า 20 ปี ไม่เคยเปลี่ยนแปลง ไม่ดีขึ้น นับวันแต่จะทวีคูณขึ้นไปเรื่อย ๆ ประเทศที่ข้าราชการไม่กล้าขัดนักการเมือง คือประเทศที่เปิดประตูให้การทุจริตเติบโต ขณะเดียวกัน นักการเมืองที่ใช้อำนาจแทรกแซงทุกเรื่อง ก็ทำให้ระบบตรวจสอบหมดความศักดิ์สิทธิ์ เห็นภาพเดิมซ้ำๆ โครงการใหญ่ งบใหญ่ แต่ได้ของไร้คุณภาพ งบสร้างโรงเรียน แต่เด็กยังเรียนในอาคารทรุดโทรม งบพัฒนาการศึกษา แต่ครูกลับขาดอุปกรณ์ คำถามสำคัญคือ เงินหายไปไหน? คำตอบที่สังคมรู้กันดี คือมันหายไปใน “ระบบแบ่งผลประโยชน์” น่าเศร้าที่สุดคือ คนโกงจำนวนไม่น้อยยังลอยตัว บางคนกลับได้เลื่อนตำแหน่ง บางคนย้ายไปนั่งที่ใหม่ บางคนกลับมามีอำนาจมากกว่าเดิม ขณะที่คนเปิดโปงอย่าง หยอก กลับถูกมองว่าเป็น “แกะดำ” ก็ไม่รู้ว่า ในยุคพรรคเสื้อแดง ที่กุมบังเหียนวังจันทร์เกษม ได้หายไปตั้งแต่ปี 2557 จะดีขึ้น หรือแค่สร้างภาพ? เข้าเรื่องที่เกี่ยวโยงกับการทุจริตเลยนะ…ตอนนี้ทราบข่าวว่า อัยการสูงสุดมีหนังสือถึงสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.)ให้ ศศิธารา พิชัยชาญณรงค์ อดีตเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) และ ภูมิพิชญ์ วโรดมรุจิรานนท์ อดีต ผู้อำนวยการสำนักอำนวยการ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.)ไปรายงานตัวกับพนักงานอัยการในวันที่ 14 พ.ค.2569  เพื่อดำเนินการฟ้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางในฐานความผิด กำหนดค่าปรับ SP2 ไม่เท่ากัน  ไม่ดำเนินการสอบสวนกรณีเอกสารจัดซื้อครุภัณฑ์สูญหาย ทำให้ข้าราชการกว่า 190 ชีวิตต้องถูกไล่ออกจากราชการ  และการทำสัญญาบางครุภัณฑ์ไม่ตรงกับตามประกาศใน TOR ซึ่งเป็นการเอื้อประโยชน์ให้ผู้รับจ้าง ซึ่งเบื้องต้นทราบว่าทั้งสองคนไม่ไปรายงานตัว *** พีคกว่านั้น คือ กรณี ศศิธารา ที่ส่วนราชการต้นสังกัดต้องออกคำสั่งเพิ่มโทษจาก”ปลดออก” เป็น “ไล่ออก”จากราชการตามมติ สำนักงานข้าราชการพลเรือน(ก.พ.)และยุติการจ่ายเงินบำเหน็จบำนาญ แต่จนถึงขณะนี้หน่วยงานต้นสังกัดตำแหน่งสุดท้ายที่สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา ก็ยังไม่ดำเนินการ เช่นเดียวกับ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.)ที่มีอดีตเลขาธิการ กพฐ. ถูกคำสั่ง “ไล่ออก” และ มีอดีตรองเลขาธิการคณะกรรมการการรอาชีวศึกษา ที่ถูกไล่ออกเช่นกัน ก็ยังไม่มีการรายงานไปยัง อ.ก.พ.กระทรวงฯรับทราบ  เพราะ อ.ก.พ.กระทรวงฯจะต้องรายงานให้ ป.ป.ช. ทราบด้วย แม้ว่าจะไม่ได้ถูกลงโทษทางวินัย เนื่องจากเกษียณอายุราชการผ่านไป 3 ปีแล้ว  ก็ยังมีคดีทางอาญาที่ ป.ป.ช.จะต้องดำเนินการต่อไป *** หยอก หยอก ไม่ได้เขียนซ้ำเติมใคร..นะ แต่เป็นห่วงพวกท่านว่าจะผิดมาตรา 157 ฐานละเว้นปฏิบัติหน้าที่..เท่านั้นเอง *** ตอนนี้ถ้าจะบอกว่า รมต.หนุ่มน้อย “กอล์ฟ อัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ เป็นคนรุ่นใหม่ที่จะเข้ามาพลิกโฉมวงการศึกษาก็น่าจะไม่ผิด เพราะเป็นการเข้ามาแบบคาดหวังจะมาทำให้วงการศึกษาหลุดพ้นจากกับดักต่าง ๆ โดยเฉพาะกับวงการการศึกษานอกระบบที่เจ้าตัวย้ำเสมอว่า จบมาจาก กศน.(เดิม) หรือ สกร.ในปัจจุบัน … เป็นรัฐมนตรีที่ขยันลงพื้นที่อย่างมาก ซึ่งเรื่องนี้เจ้าตัวก็บอกตั้งแต่วันแรกที่เข้ารับตำแหน่งแล้วว่า จะลงพื้นที่รับฟังปัญหา เป็นการฟังเสียงสะท้อนจากพื้นที่หรือหน่วยปฏิบัติจริง ๆ จะไม่ทำงานแบบสั่งการ  การรับฟังจะทำให้ทราบปัญหาเพื่อจะได้แก้ไขได้ตรงจุด … อันนี้ก็จริง ต้องฟังถึงจะรู้ … และก็การรับฟังนี่แหละที่ทำให้เกิดโปรเจกต์ต่าง ๆ เยอะแยะไปหมด ไม่ว่าเป็นการตรวจสอบระบบจัดซื้อหนังสือของ สกร.ที่ได้หนังสือไม่มีคุณภาพ  … สั่งการไปแล้วตามบ้างรึยัง  การลดภาระงานครูอย่างเป็นระบบ ทบทวนและควบรวมโครงการซ้ำซ้อนในกระทรวงฯ เพื่อคืนเวลาให้ครู … เอาเข้าจริงทำได้บ้างหรือยัง   ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนและครู เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมและสถานศึกษาที่ปลอดภัยอย่างยั่งยืน … อันนี้ถ้าไม่เกิดเหตุไม่มีทางรู้ได้ว่าปลอดภัยหรือยัง  โครงการยกระดับพิพิธภัณฑ์สู่ศูนย์การเรียนรู้ตลอดชีวิตต้นแบบ การปรับโฉม “ท้องฟ้าจำลอง” ให้เป็นพื้นที่การเรียนรู้ที่เชื่อมโยงทุกศาสตร์เข้าด้วยกัน ไม่ใช่แค่การจัดแสดงแบบเดิม … ต้องรอดูว่าจะเกณฑ์เด็กเข้าไปใช้บริการได้แค่ไหน  รื้อหลักสูตรและนำ AI มาใช้ ปรับปรุงหลักสูตรวิชาคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ ร่วมกับ สสวท. … ปรับหลักสูตรไม่ใช่ดีดนิ้ว มันต้องใช้เวลา …. นี่แค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น ***  “จอมโปรเจกต์” หรือ “ผู้พลิกโฉม” (เสียงในหัวจากคนพื้นที่ดังจนสะท้อนมาถึงหูหยอก) มีความคาดหวังสูงโดยไม่ได้ดูบริบทและความต้องการที่แท้จริงของชาวบ้าน เป็นคนรุ่นใหม่ไฟแรงที่มาพร้อมความคาดหวังสูงลิ่วและอยากเห็นความเปลี่ยนแปลงแบบพลิกฝ่ามือ แต่ บริบทของชาวบ้านและวัฒนธรรมองค์กรเป็นสิ่งที่มีความหนืดสูงมาก หากใส่โปรเจกต์เข้าไปรัว ๆ แบบโนสนโนแคร์ ระวังคนทำงานจะ”น็อก”เด้อ ก็มาเปลี่ยนกันแบบรายวันมันจะไหวเรอะ ….ก็ว่ากันไป 555 *** ตบท้ายด้วย กระแสการโยกย้าย โดยปีนี้มีผู้บริหารระดับ 11 เกษียณอายุราชการ ถึง 2 คน และระดับ 10 อีก 4 คน ซึ่งมีความเป็นไปได้ทั้งแต่งตั้งไปพร้อมกันในคราวเดียว หรือ เคลียร์ระดับ 10 ก่อน ซึ่งกรณีหลังก็จะเปิดโอกาสให้ทุกคนที่มีคุณสมบัติได้ออกแรงกันหน่อย … อะไรก็เกิดขึ้นได้ในยุคนี้ (ไม่ต้องให้บรรยายเนาะ) แต่แว่วมาว่าตอนนี้มี ตัวเต็ง ตัวตึง ที่มีโอกาสได้เข้าชิงขึ้นครองเก้าอี้ ซี 11 ตั้ง 4 คน อดใจรออีกหน่อย รอจิ้งจกทักแป๊บ นะจ๊ะนะจ๊ะ ***

 

 

 

 

 

“ประเสริฐ” สั่งโรงเรียนห้ามกั๊กใบ ปพ. ค้างค่าเทอมก็ต้องออกเอกสารให้เด็ก ตามรัฐธรรมนูญ

เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า หลังจากรัฐบาลได้ประกาศใช้ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน นั้น ในการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม ที่ผ่านมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้มีข้อสั่งการให้บูรณาการการดำเนินงานให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของ พ.ร.ก.ดังกล่าว โดยแนวทางสำคัญของกระทรวงศึกษาธิการจะมุ่งเน้น 2 ด้านหลัก ได้แก่ 1. การผลิตและพัฒนากำลังคนให้ตอบโจทย์ตลาดแรงงาน โดยมีสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) เป็นหน่วยงานหลัก และ 2. การลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของสถานศึกษา ผ่านการนำเทคโนโลยี และ AI มาประยุกต์ใช้เพื่อลดการใช้พลังงาน ซึ่งจะมีการประชุมผู้บริหารและผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อกำหนดทิศทางการดำเนินงานให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลต่อไป

รมวนอกจากนี้ในที่ประชุม ครม.ยังได้รับการร้องเรียนกรณีโรงเรียนบางแห่งไม่ออกเอกสารสำคัญทางการศึกษาหรือประกาศนียบัตรให้นักเรียน เนื่องจากผู้ปกครองค้างชำระค่าบำรุงการศึกษา ว่า กระทรวงศึกษาธิการมีนโยบายชัดเจนว่า นักเรียนทุกคนต้องได้รับเอกสารสำคัญทางการศึกษา ไม่ว่าผู้ปกครองจะชำระเงินครบหรือไม่ก็ตาม เพราะถือเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของเด็กตามรัฐธรรมนูญ หากโรงเรียนไม่ออกเอกสารให้จะกระทบต่อการศึกษาต่อของนักเรียน ซึ่งตนจะกำชับไปอีกอีกครั้งว่า สถานศึกษาต้องออกเอกสารสำคัญให้เด็กโดยไม่มีเงื่อนไข เพราะเป็นสิทธิของผู้เรียน

ส่วนกรณีที่มีผู้ร้องขอความเป็นธรรมเกี่ยวกับพฤติกรรมของผู้บริหารโรงเรียนดังแห่งหนึ่งในจังหวัดนครปฐม นั้น นายประเสริฐ กล่าวว่า ขณะนี้ได้รับทราบข้อมูลในระดับหนึ่งแล้ว และได้สั่งการให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติม เพราะทราบว่าเรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นมาระยะหนึ่งแล้ว และ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาก็ได้ตั้งคณะกรรมการสืบหาข้อเท็จจริงแล้ว แต่ผู้ร้องเห็นว่าการดำเนินการล่าช้า จึงร้องมายังกระทรวงศึกษาธิการโดยตรง ทั้งนี้ตนจะต้องให้ความเป็นธรรมทั้งสองฝ่าย

ประเสริฐ” ดันอีสปอร์ตเข้าโรงเรียนผ่าน To Be Number One ชู “คิดวิเคราะห์-ทำงานเป็นทีม” รับโลกดิจิทัล ย้ำ AI ต้องเป็นผู้ช่วย ไม่ใช่แทนความคิดเด็ก

เมื่อวันที่ 20 พ.ค.2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมว.ศึกษาธิการ) เปิดเผยภายหลังหารือร่วมกับหม่อมหลวงยุพดี ศิริวรรณ ที่ปรึกษาโครงการ TO BE NUMBER ONE และเลขาธิการมูลนิธิ TO BE NUMBER ONE ในทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ว่า กระทรวงศึกษาธิการเตรียมร่วมขับเคลื่อนโครงการกีฬาอีสปอร์ตในสถานศึกษา ผ่านโครงการ To Be Number One หลังได้รับการประสานความร่วมมือจากฝ่ายเลขานุการมูลนิธิฯโดยจะมีการตั้งคณะทำงานภายในเดือนมิถุนายนนี้ เพื่อกำหนดแนวทางดำเนินงานและจัดการแข่งขันอีสปอร์ตในประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อผลักดันให้อีสปอร์ตเป็น “กิจกรรมเสริม” ในโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการ To Be Number One ซึ่งปัจจุบันดำเนินการอยู่ในสถานศึกษาทั่วประเทศ ทั้งนี้ แม้อีสปอร์ตจะยังไม่ถูกบรรจุในหลักสูตรการเรียนการสอน แต่ถือเป็นกิจกรรมที่ช่วยพัฒนาทักษะสำคัญของผู้เรียนในยุคดิจิทัล ทั้งการคิดวิเคราะห์ การวางแผน การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า การสื่อสาร และการทำงานเป็นทีม

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวต่อไปว่า หลายประเทศทั่วโลกเริ่มนำอีสปอร์ตเข้าไปเชื่อมโยงกับระบบการศึกษา บางประเทศเปิดเป็นวิชาเลือก ขณะที่บางประเทศบรรจุไว้ในหลักสูตรอย่างเป็นทางการ ซึ่งประเทศไทยยังอยู่ระหว่างศึกษาแนวทางที่เหมาะสม โดยต้องหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

พร้อมกันนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ยังสะท้อนมุมมองต่อการใช้ AI ในการศึกษา ว่า แม้เทคโนโลยีจะช่วยให้เข้าถึงข้อมูลได้รวดเร็ว แต่หากใช้มากเกินไป อาจส่งผลให้เด็กขาดกระบวนการคิดด้วยตนเอง เพราะ AI สามารถตอบได้ทุกเรื่อง ดังนั้น แนวทางของกระทรวงศึกษาธิการ จะต้องใช้ AI เป็น “เครื่องมือช่วยเรียนรู้” ไม่ใช่ให้เทคโนโลยีเข้ามาแทนกระบวนการคิดของผู้เรียน โดยจะเร่งปรับหลักสูตรการศึกษา จากระบบท่องจำ ไปสู่การคิดวิเคราะห์ การเข้าใจ และการแก้ปัญหา เพื่อให้เด็กไทยสามารถใช้เทคโนโลยีอย่างรู้เท่าทันและสร้างสรรค์ นอกจากนี้ รมว.ศึกษาธิการ ยังกล่าวถึงการแจกแท็บเล็ตเพื่อการศึกษา ว่ายังเดินหน้าตามมติคณะรัฐมนตรี(ครม.) โดยมองว่าอุปกรณ์ดิจิทัลไม่ใช่ปัญหา หากสามารถออกแบบการใช้งานให้ช่วยส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้และพัฒนาทักษะการคิดของผู้เรียนได้อย่างเหมาะสม ซึ่งโรงเรียนที่ยังไม่ได้ก็อยากได้