เมื่อวันที่ 25 พ.ค.2569 ดร.พิเชฐร์ วันทอง รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่า ตามที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)เปิดรับสมัครคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย กรณีที่มีความจำเป็นหรือมีเหตุพิเศษการสอบ( ว16) ตั้งแต่วันที่ 8-14 พฤษภาคม ที่ผ่านมานั้น มีสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) เปิดรับสมัครทั้งหมด 241 แห่ง รวม 50 กลุ่มวิชา แบ่งเป็น สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) 181 แห่ง และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) 59 แห่ง และสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ(สศศ.) อัตราว่างที่เปิดรับรวม 2,050 อัตรา มีผู้สมัคร รวม 17,002 ราย
รองเลขาธิการ กพฐ.กล่าวต่อไปว่า อย่างไรก็ตาม ยังมีกลุ่มวิชาที่ไม่มีผู้สมัคร จำนวน 4 กลุ่มวิชา คือ กายภาพบำบัด กิจกรรมบำบัด จิตวิทยาบำบัด และอรรถบำบัด เขตพื้นที่ฯ ที่ไม่เปิดรับสมัคร จำนวน 5 แห่ง ดังนี้ สพป.แม่ฮ่องสอน เขต 2 ,สพป.ยะลา เขต2,สพม.กรุงเทพมหานคร เขต2, สพม.พะเยา และสพม.สระบุรี สำหรับการสอบ จะเริ่มประเมินประวัติและผลงาน ตั้งแต่วันที่ 28 พฤษภาคม – 11 มิถุนายน 2569 สอบข้อเขียน ภาค ก และภาค ข วันที่ 13 มิถุนายน 2569 สอบสัมภาษณ์ วันที่ 14 มิถุนายน 2569 และประกาศผลภายในวันที่ 18 มิถุนายน 2569
“การสอบครูผู้ช่วยครั้งนี้ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และ ดร.พิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการกพฐ. ได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามมาตรการป้องกันการทุจริตอย่างเคร่งครัด โดยห้ามข้าราชการในสังกัด สพฐ. และคณะบุคคลในคณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา(อ.ก.ค.ศ.) เขตพื้นที่การศึกษา/สศศ. เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องหรือกระทำกาการใด ๆที่มีเจตนาเป็นการกวดวิชา จัดทำเอกสาร จำหน่าย แจก หรือกระบวนการอื่นใดที่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ผู้เข้าสอบโดยเด็ดขาด รวมทั้งสอดส่อง กำกับ ดูแล ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ในสังกัด โดยกำหนดบุคคลในทางลับ จัดให้มีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย กล้องวงจรปิดในสถานที่ดำเนินการสอบ และ จัดให้มีประชาสัมพันธ์ เพื่อให้เข้าใจ และรับทราบข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง”ดร.พิเชฐร์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม สำหรับการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย สังกัด สพฐ. (ว14) นั้น เนื่องจากบัญชีเดิมจะหมดอายุในเดือนสิงหาคมนี้ ดังนั้นการเปิดสอบคัดเลือกรอบใหม่ ก็จะเริ่มดำเนินการหลังจากบัญชีหมดอายุ ส่วนกลุ่มวิชา ที่ไม่มีผู้สมัครสอบในรอบว16 ก็จะนำอัตราว่างมารวมสอบในรอบว14 รอบทั่วไปด้วย










ดร.กมล กล่าวว่า คณะกรรมาธิการฯ วุฒิสภา ที่เดินทางมาวันนี้ มีทั้งที่ดูแลการศึกษาขั้นพื้นฐาน อาชีวศึกษา การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย การศึกษาเอกชน คนพิการ ผู้ด้อยโอกาส และการอุดมศึกษา ได้นำผลการศึกษาของกรรมาธิการฯมาเสนอให้กระทรวงศึกษาธิการเพื่อนำไปปรับใช้กับนโยบายกระทรวง เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคปัจจุบัน โดยข้อเสนอที่คณะกรรมาธิการฯนำเสนอแบ่งออกเป็น 3 กรอบหลัก คือ 1. การผลักดันให้มีการปรับหลักสูตรการศึกษา เพื่อให้เด็กมีสมรรถนะใหม่ เนื่องจากหลักสูตรเดิมล้าสมัย ไม่ตอบโจทย์โลกยุคใหม่ และไม่สร้างสมรรถนะที่เป็นมาตรฐานสากล รวมถึงทักษะที่จำเป็นในอนาคตให้แก่ผู้เรียน ทั้งเรื่อง AI ภาษา เทคโนโลยีสารสนเทศ ส่วนเรื่องแพลตฟอร์มทางการศึกษา การเรียนรู้แบบ Anywhere Anytime ซึ่งเป็นนโยบายที่กระทรวงทำอยู่แล้ว กรรมาธิการฯให้การสนับสนุน เพียงแต่ขอให้เร่งให้เร็วขึ้นเพราะโลกเปลี่ยนแปลงเร็วมาก
เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2569 ที่ห้องประชุม 301 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาระดับชาติ (Thailand Zero Dropout Plus : TZD+) หรือ คกศ.ครั้งที่1/2569
นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้เห็นชอบแต่งตั้ง คณะอนุกรรมการพัฒนาระบบการจัดการศึกษาหรือการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นและบูรณาการระหว่างหน่วยงานเพื่อแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษา โดยมีนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานอนุกรรมการ และนางสาวธีราภา ไพโรหกุล ที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นรองประธานอนุกรรมการ เพื่อเร่งขับเคลื่อนการจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่นให้เกิดขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ ต่อเนื่อง และเชื่อมโยงการทำงานระหว่างหน่วยงานทุกภาคส่วน ขณะเดียวกัน ประเทศไทยยังเตรียมยกระดับการดำเนินงานจาก Thailand Zero Dropout สู่ “ASEAN Zero Dropout 2030” โดยอาศัยบทบาทที่ประเทศไทยจะดำรงตำแหน่งประธานอาเซียนในปี 2571 เชิญชวนประเทศสมาชิกอาเซียนทั้ง 11 ประเทศ ร่วมกำหนดเป้าหมายลดเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาในระดับภูมิภาค ภายใต้แนวคิด “All for Education, Education for All” เนื่องในวาระครบรอบ 40 ปี ปฏิญญาจอมเทียน ว่าด้วยการศึกษาเพื่อปวงชน (Jomtien Declaration on Education for All) และที่ประชุมได้เห็นชอบให้จัดตั้ง “Prime Minister’s TZD+ Awards” เพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติจังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สถานศึกษา หน่วยจัดการเรียนรู้ ภาคเอกชน และภาคีเครือข่าย ที่มีผลงานโดดเด่นในการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาอย่างเป็นระบบและยั่งยืน โดยจะได้รับโล่เกียรติยศจากนายกรัฐมนตรี และมีกำหนดจัดพิธีมอบรางวัลในเดือนกรกฎาคม 2569 นี้ เพื่อสร้างแรงจูงใจและขยายต้นแบบการทำงานที่ช่วยให้เด็กและเยาวชนทุกคนไม่หลุดจากโอกาสทางการศึกษา



ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า อว.มุ่งขับเคลื่อนงานวิจัยและนวัตกรรมให้ตอบโจทย์ภาคเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะภาคเกษตรซึ่งเป็นฐานเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ ผ่านการสนับสนุนเทคโนโลยีการผลิตสมัยใหม่ ตั้งแต่การพัฒนาพันธุ์ การบริหารจัดการผลผลิต การลดต้นทุน ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยอาหาร ไปจนถึงการแปรรูปเพื่อสร้างผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง ช่วยเพิ่มรายได้เกษตรกร สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ และเสริมศักยภาพการแข่งขันของไทยในระยะยาว ความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย หน่วยงานวิจัย และภาคเอกชน จะช่วยผลักดันให้งานวิจัยนำไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้จริง และต่อยอดสู่อุตสาหกรรมเกษตรและอาหารแห่งอนาคต ซึ่งเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมเป้าหมายสำคัญของไทยบนเวทีโลก
โอกาสนี้ คณะได้เยี่ยมชมนิทรรศการผลงานวิจัยและนวัตกรรมด้านอุตสาหกรรมผลไม้ อาทิ โครงการประยุกต์ใช้รังสีแก้ปัญหาหนอนเจาะเมล็ดทุเรียนเพื่อการส่งออก โดยใช้รังสีแกมมา ลำอิเล็กตรอน และรังสีเอกซ์กำจัดแมลงและเชื้อก่อโรคโดยไม่ทิ้งสารตกค้าง พัฒนาโดยสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สทน.) รวมถึงนวัตกรรมปุ๋ยหมักแบบเติมอากาศจากเปลือกทุเรียน ของมหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี ที่ช่วยจัดการขยะอินทรีย์และเพิ่มมูลค่าให้วัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร นอกจากนี้ ยังมีนวัตกรรมเครื่องตรวจสอบคุณภาพทุเรียนแบบไม่ทำลาย เพื่อแก้ปัญหาทุเรียนอ่อน และโครงการวิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์น้ำทุเรียนพร้อมดื่มและชนิดผงเพื่อขยายตลาดส่งออก
บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) (GULF) ร่วมกับ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (วิศวฯ จุฬาฯ) กลับมาพร้อมภารกิจในโครงการ Green Mission by Chula x GULF ปีที่ 3 เวทีที่เปิดโอกาสให้น้อง ๆ ระดับมัธยมปลายทั่วประเทศ มาปล่อยพลังความคิดสร้างสรรค์ภายใต้แนวคิด “Resilient LAB: คิดเพื่อบ้านเรา” ปีนี้ โครงการฯ ชวนทุกคนมาสวมบทนักคิด มองหาปัญหาในชุมชนหรือ ‘บ้าน’ ของเราเอง แล้วเปลี่ยนให้เป็นนวัตกรรมรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พร้อมได้นักแสดงหนุ่มสายรักษ์โลก “เฟย-ภัทร เอกแสงกุล” มาร่วมสร้างแรงบันดาลใจและชวนน้อง ๆ ทั่วประเทศมาโชว์ไอเดียเจ๋ง ๆ ไปด้วยกัน เปิดรับสมัครแล้ววันนี้ในรูปแบบทีม 4 คน จนถึงวันที่ 3 กรกฎาคม 2569
นายธนญ ตันติสุนทร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านองค์กรสัมพันธ์ บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “GULF มีความยินดีที่ได้สานต่อโครงการ Green Mission by Chula x GULF ปีที่ 3 ร่วมกับคณะวิศวฯ จุฬาฯ ภายใต้แนวคิด ‘Resilient LAB: คิดเพื่อบ้านเรา’ เพื่อมุ่งสร้างภูมิคุ้มกันและการปรับตัว (Adaptation & Resilience) ต่อสภาวะโลกร้อนที่ส่งผลกระทบต่อชุมชนในปัจจุบัน ความพิเศษในปีนี้คือ GULF ได้ยกระดับความเข้มข้นขึ้นไปอีกขั้นด้วยการสนับสนุนทุนต่อยอดให้ 3 ทีมชนะเลิศได้ลองเปลี่ยน ‘ไอเดียบนกระดาษ’ ให้กลายเป็น ‘นวัตกรรมที่ใช้งานได้จริง’ ที่ ได้ลองผิดลองถูกผ่าน Sandbox Pilot Project ของตัวเอง ทั้งนี้ก็เพื่อสร้าง Green Leaders รุ่นใหม่ที่พร้อมลงมือทำจริง และเติบโตไปเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืนในอนาคตครับ”
รศ.ดร.วิทยา วัณณสุโภประสิทธิ์ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า “โครงการ Green Mission ปี 3 มุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพผู้นำรุ่นใหม่ด้านสภาพภูมิอากาศ (Climate Leadership) โดยให้เยาวชนได้ฝึกทักษะการสื่อสาร การทำงานร่วมกัน การวิเคราะห์ปัญหา และการคิดเชิงระบบ เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการเป็นนักคิด นักพัฒนา และผู้นำในอนาคต โครงการนี้ยังสนับสนุนให้เยาวชนมีส่วนร่วมในการริเริ่มแนวคิดเพื่อการรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระดับพื้นที่ (Area-based Climate Action) และมุ่งเน้นให้เมืองและชุมชนเป็นองค์ประกอบหลักของการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำ ซึ่งสอดคล้องกับกรอบความตกลงระหว่างประเทศ (Paris Agreement) ภายใต้ UNFCCC ที่มุ่งควบคุมอุณหภูมิโลกไม่ให้สูงขึ้นเกิน 1.5 องศาเซลเซียส โดยความสำเร็จของเป้าหมายระดับชาตินี้จำเป็นต้องอาศัยการขับเคลื่อนในระดับท้องถิ่น (Local Action) อันเป็นรากฐานสำคัญทั้งในด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป”
นายภัทร เอกแสงกุล (เฟย) นักแสดงหนุ่ม ผู้มาร่วมสร้างแรงบันดาลใจในโครงการ กล่าวว่า “ผมรู้สึกดีใจและเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้มาร่วมงานเปิดตัวโครงการดีๆ แบบนี้ครับ ต้องขอขอบคุณทางคณะวิศวฯ จุฬาฯ และ GULF ที่ได้ร่วมกันเปิดพื้นที่แห่งการสร้างสรรค์ให้กับเยาวชน สำหรับผมที่ชอบกิจกรรมกลางแจ้งและการเดินป่า การได้ออกไปเผชิญโลกกว้างทำให้ผมเข้าใจเลยว่า เราสามารถออกไปค้นหาความท้าทายได้ โดยที่การท่องเที่ยวนั้นต้องสร้างผลกระทบเชิงลบต่อธรรมชาติน้อยที่สุด หรือเป็นการเดินทางที่ช่วยฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมกลับคืนมา แนวคิด Resilient LAB: คิดเพื่อบ้านเรา ในปีนี้จึงตอบโจทย์มาก ๆ ครับ เพราะมันชวนให้เรากลับมามองสิ่งรอบตัวให้ลึกซึ้งขึ้น ทั้งชุมชน เมือง และผู้คน การที่เราจะสร้างคอมมูนิตี้ที่แข็งแกร่งและยืดหยุ่นต่อวิกฤตสภาพภูมิอากาศได้ มันเริ่มจากการปรับเปลี่ยนมุมมองและลงมือทำจากเรื่องใกล้ตัว ผมอยากส่งต่อแรงบันดาลใจและขอเป็นกำลังใจให้น้อง ๆ ทุกคน กล้าที่จะเดินออกไปสังเกตปัญหาในพื้นที่ต่าง ๆ นำประสบการณ์เหล่านั้นกลับมาตั้งคำถาม และเปลี่ยนไอเดียของพวกเราให้เป็นพลังขับเคลื่อนที่ยิ่งใหญ่ เพื่อดูแล ‘บ้าน’ ของเราให้พร้อมรับมือกับทุกการเปลี่ยนแปลงครับ”
สำหรับการแข่งขันรอบ Fast Track ในงานแถลงข่าว ผลปรากฏว่า นายคธาธร รื่นภิรมย์ จากโรงเรียนอัสสัมชัญสมุทรปราการ และ นางสาวภิญญดา เอกพิทักษ์ดำรง จากโรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัย เป็น 2 ผู้ทำคะแนนสูงสุด คว้าสิทธิ์ในการจัดตั้งทีมเพื่อเข้าร่วม Bootcamp สุดเข้มข้น 4 วัน 3 คืน ณ ศูนย์เครือข่ายการเรียนรู้เพื่อภูมิภาค จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จังหวัดสระบุรี โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ไฮไลต์ของค่ายนี้ นอกจากผู้เข้าแข่งขันจะได้ระดมสมองร่วมกับเหล่าเมนเทอร์ผู้เชี่ยวชาญแล้ว ยังได้เปิดโลกทัศน์สัมผัสนวัตกรรมผ่านการศึกษาดูงาน ณ โรงไฟฟ้ากัลฟ์ และสถานีดาวเทียมไทยคม เพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์จริงมาต่อยอดไอเดียให้เฉียบคมยิ่งขึ้น ก่อนจะเดินทางเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ ที่ทุกทีมจะต้องนำเสนอแนวคิดนวัตกรรมที่ตอบโจทย์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริงในท้องถิ่นของตนเอง เพื่อชิงเงินรางวัลพร้อมใบประกาศเกียรติคุณ นอกจากนี้ยังมีรางวัลพิเศษ Popular Vote by GULF สำหรับทีมขวัญใจชาวโซเชียล รวมมูลค่ารางวัลทั้งสิ้นกว่า 100,000 บาท





