หน้าแรก บล็อก

คุรุสภาเปิดคัดเลือกผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาเข้าชิง 8 รางวัล ประจำปี 2569

​ผศ.ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา เปิดเผยว่า คุรุสภามีหน้าที่ในการส่งเสริมและพัฒนาวิชาชีพตามมาตรฐานและจรรยาบรรณของวิชาชีพ สนับสนุน ยกย่องและผดุงเกียรติผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาที่มีผลงานดีเด่นให้เป็นที่ประจักษณ์ต่อสังคม จึงได้ดำเนินการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบวิชาชีพและสถานศึกษาทุกสังกัดเสนอผลงานเข้ารับการคัดเลือกรางวัลของคุรุสภา ประจำปี 2569 จำนวน 8 รางวัล ได้แก่ 1.รางวัลคุรุสภา เป็นรางวัลที่มอบให้แก่ผู้ปฏิบัติงานที่มีผลงานดีเด่น เพื่อส่งเสริมและยกย่องเชิดชูเกียรติผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาให้เกิดการพัฒนาตนเอง และมีคุณภาพในการจัดการเรียนรู้ 2.รางวัลครูภาษาฝรั่งเศสดีเด่น เพื่อเทิดพระเกียรติและสืบสานพระปณิธานด้านการศึกษาภาษาฝรั่งเศสของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ในการพัฒนาศักยภาพ และยกย่องครูภาษาฝรั่งเศสที่มีผลงานดีเด่น 3.รางวัลครูภาษาไทยดีเด่น ที่จะคัดเลือกครูภาษาไทยในสถาบันการศึกษาระดับต่าง ๆ ทั้งของรัฐและเอกชนที่มีผลงานดีเด่น4.รางวัลครูผู้สอนดีเด่น จะคัดเลือกครูในสถานศึกษาที่จัดการศึกษาระดับปฐมวัย ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน หรือระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ทั้งภาครัฐและเอกชน ที่มีนวัตกรรมในการจัดการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพส่งผลต่อคุณภาพของผู้เรียน 5. รางวัลคุรุสดุดี จะคัดเลือกผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา เพื่อรับเครื่องหมายเชิดชูเกียรติ “คุรุสดุดี” เป็นการยกย่องครูผู้มีจิตวิญญาณความเป็นครูที่มีคุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณของวิชาชีพ 6. รางวัล Next Generation Teacher Award 2026 หรือ “รางวัลครูแห่งอนาคต” เพื่อยกย่องครูผู้สอนระดับขั้นพื้นฐาน/ประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ที่มีความคิดสร้างสรรค์นำเทคโนโลยีมาใช้พัฒนาการสอน 7. รางวัลผลงานวิจัยของคุรุสภา ประจำปี 2569เพื่อยกย่องงานวิจัยที่พัฒนาการจัดการเรียนการสอน และ 8.รางวัลหนึ่งโรงเรียน หนึ่งนวัตกรรม ประจำปี 2569 เป็นรางวัลที่ส่งเสริมนวัตกรรมของสถานศึกษา

​ผศ.ดร.อมลวรรณ กล่าวต่อไปว่า การมอบรางวัลดังกล่าว เป็นการส่งเสริมและยกย่องเชิดชูเกียรติผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาที่มีมาตรฐานและจรรยาบรรณของวิชาชีพดีเด่น ให้เป็นแบบอย่างที่ดีแก่ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา สร้างขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติงานให้เกิดการพัฒนาตนเองและมีคุณภาพในการจัดการเรียนรู้ สร้างแรงบันดาลใจในการพัฒนาคุณภาพการปฏิบัติหน้าที่ตามกรอบมาตรฐานวิชาชีพด้วยเทคโนโลยีที่เหมาะสมอย่างต่อเนื่อง ส่งเสริมและกระตุ้นให้เกิดการสร้างนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ที่ส่งผลต่อคุณภาพของผู้เรียน รวมทั้งเปิดโอกาสให้ผู้ได้รับรางวัลเป็นต้นแบบให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และถ่ายทอดประสบการณ์ทางวิชาชีพ โดยถือเป็นงานที่สำคัญอย่างยิ่งของคุรุสภาในการเสริมสร้างขวัญกำลังใจ ความภาคภูมิใจ คุณค่า และความศรัทธาแก่ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาทุกประเภท ได้แก่ ครู ผู้บริหารสถานศึกษา ผู้บริหารการศึกษา ศึกษานิเทศก์ รวมถึงสถานศึกษาทุกแห่ง ซึ่งคุรุสภามีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาและยกย่องผู้ที่ตั้งใจปฏิบัติตนตามจรรยาบรรณของวิชาชีพ จนสามารถเป็นแบบอย่างและเป็นที่เคารพยกย่องอย่างสูงของศิษย์และบุคคลทั่วไปสมกับเป็นปูชนียบุคคล และมุ่งหวังให้ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาเกิดการพัฒนาตนแอง ซึ่งจะส่งผลในการต่อยอดขยายผลเพื่อพัฒนาการศึกษาไทยให้ก้าวหน้าต่อไป

“คุรุสภาขอเชิญชวนผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาทุกท่านและสถานศึกษาทุกสังกัด ร่วมส่งผลงานเข้ารับการคัดเลือกรางวัลของคุรุสภา ประจำปี 2569 ทั้ง 8 รางวัล ซึ่งมีกำหนดเปิดให้เสนอผลงานได้ตั้งแต่บัดนี้จนถึงวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 สำหรับรายละเอียด คุณสมบัติ และวิธีการเสนอผลงานในแต่ละรางวัลนั้นจะมีความแตกต่างกันไป จึงขอให้ผู้ประสงค์ส่งผลงานหรือผู้ที่สนใจทุกท่านเข้าศึกษาหลักเกณฑ์และวิธีการต่าง ๆ ให้ชัดเจนก่อนเสนอผลงาน โดยสามารถดูรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์คุรุสภา www.ksp.or.th หรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่สำนักพัฒนาและส่งเสริมวิชาชีพ กลุ่มยกย่องและผดุงเกียรติวิชาชีพ โทร. 0- 2281- 4843 และ งานคุรุสภาในสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดทุกแห่ง” ผศ.ดร.อมลวรรณ กล่าว

“ประเสริฐ” ร่วมงานบวงสรวงครบรอบ 134 ปี ศธ. เสริมสิริมงคล เดินหน้าปฏิรูปการศึกษาไทย

 

เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569 กระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) ได้จัดพิธีบวงสรวงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวงศึกษาธิการ เนื่องในโอกาสครบรอบ 134 ปี เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่หน่วยงานและบุคลากรทางการศึกษา โดยมี นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานในพิธี และผู้บริหารระดับสูง ทั้ง 4 องค์กรหลัก ข้าราชการ ครู และบุคลากรทางการศึกษาร่วมประกอบพิธีอย่างพร้อมเพรียงกัน

โดยในโอกาสครบรอบ 134 ปี กระทรวงศึกษาธิการในครั้งนี้ นับเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญ ที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาการศึกษาไทย ให้ก้าวทันโลก และตอบโจทย์อนาคต พร้อมกันนี้ ยังเป็นการรวมพลังของบุคลากรทางการศึกษา ในการขับเคลื่อนนโยบาย ยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ เพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียม ซึ่งการประกอบพิธีบวงสรวงในครั้งนี้สะท้อนถึงพลังความร่วมมือของบุคลากรทางการศึกษา ในการยกระดับคุณภาพการเรียนรู้และเดินหน้าพัฒนาการศึกษาไทยอย่างมั่นคง

นายประเสริฐ ให้สัมภาษณ์ว่า วันนี้ยังไม่มีอะไรเป็นทางการรอให้รัฐบาลแถลงนโยบายก่อน อย่างไรก็ตามกระทรวงศึกษาธิการ เป็นกระทรวงสำคัญที่เป็นหัวใจของการพัฒนาประเทศ เป็นกระทรวงสร้างคนที่มีคุณภาพ ซึ่งพรรคเพื่อไทยให้ความสำคัญ และนโยบายรัฐบาลที่จะแถลงต่อรัฐสภาก็ให้ความสำคัญกับกระทรวงศึกษาธิการ

“หลักๆที่ผมตั้งใจไว้จะมีอยู่ 3-4 เรื่อง แต่วันนี้ยังไม่เป็นทางการในการให้นโยบาย แต่เป็นแนวคิด เช่น เรื่องของการลดความเหลื่อมล้ำทางทางการศึกษา ลดภาระครูและบุคลากรทางการศึกษา เพื่อให้ครูมีศักยภาพในการทำงานอย่างเต็มที่ พัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนให้มีความทันสมัย จัดทำมาตรการการดูแลนักเรียน ซึ่งเรื่องสำคัญคือการลดภาระผู้ปกครอง โดยเฉพาะในช่วงที่มีวิกฤตทางเศรษฐกิจ น้ำมันแพง อีกทั้งยังมีปัญหาฝุ่น PM2.5 ที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะในภาคเหนือ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพของนักเรียน เป็นต้น ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องจำเป็นที่ต้องเร่งแก้ไข ซึ่งภายหลังแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ก็จะได้เข้ามามอบนโยบายอย่างเป็นทางการอีกครั้ง“นายประเสริฐ กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า หากสถานการณ์ยังไม่ดีขึ้น ต้องให้นักเรียนกลับมาเรียนออนไลน์หรือไม่ นายประเสริฐ กล่าวว่า เป็นเรื่องหนึ่งที่เรามีความตั้งใจ เพราะการเรียนออนไลน์ก็เป็นการช่วยลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางให้ผู้ปกครอง แต่ขอประเมินสถานการณ์เป็นระยะ ๆ ก่อน เพื่อแก้ปัญหาให้เหมาะสม ส่วนการดำเนินโครงการจัดหาอุปกรณ์การเรียนการสอน หรือ Anywhere Anytime นั้น ยังคงทำต่อเนื่อง เรื่องใดที่ดีอยู่แล้วก็ทำต่อ แต่บางเรื่องก็อาจต้องมีการปรับเปลี่ยน ขอดูจุดอ่อนจุดแข็ง ร่วมถึงรับฟังข้อมูลให้รอบด้านก่อน เพื่อพิจารณาดำเนินการในสิ่งที่เป็นประโยชน์สูงสุด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทันที ที่นายประเสริฐเดินทางมาถึง ศธ.เมื่อเวลา 6.40 น.ได้เดินขึ้นไปยังชั้น 2 ของอาคารราชวัลลภ เพื่อดูห้องทำงาน แต่ยังไม่ได้ตัดสินใจว่า จะใช้ห้องใด โดยมี ดร.สุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ดร.พิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการสภาการศึกษา ผู้บริหาร ศธ. ข้าราชการและบุคลากรทางการศึกษา ให้การต้อนรับ และตอบคำถามผู้สื่อข่าวว่า ศธ.เป็นกระทรวงที่มีความท้าทาย ส่วนตัวไม่รู้สึกกดดัน เพราะเชื่อว่า ด้วยศักยภาพของผู้บริหาร ศธ.และการทำงานร่วมกันอย่างมีเอกภาพจะสามารถขับเคลื่อนการทำงานไปสู่ภารกิจ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศได้ในอนาคต

สพฐ.คุมเข้มรับนักเรียน ปี 69 ห้ามซื้อเก้าอี้แลกที่เรียน พร้อมกำกับดูแลโรงเรียนเก็บเงินบำรุงการศึกษา ต้องชัดเจน เป็นธรรม ลดภาระผู้ปกครอง

เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2569 ดร.พิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน มอบหมายให้ ดร.พิเชฐร์ วันทอง รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นประธานการประชุมผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ครั้งที่ 12/2569 เพื่อติดตามความก้าวหน้าและขับเคลื่อนนโยบายสำคัญด้านการพัฒนาคุณภาพการศึกษา โดยมี ดร.วิษณุ ทรัพย์สมบัติ และนางภัทรวรรณ ภัทรบวรวุฒิ รองเลขาธิการ กพฐ. พร้อมด้วยนางอรุณี จิรมหาศาล และนางอาทิตยา ปัญญา ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ. เข้าร่วมประชุม ร่วมกับผู้อำนวยการสำนักต่าง ๆ และบุคลากรของ สพฐ. ณ ห้องประชุม สพฐ. 1 อาคาร สพฐ. 4 ชั้น 2 กระทรวงศึกษาธิการ และผ่านระบบออนไลน์

ทั้งนี้ในที่ประชุม นอกจากจากการหารือนโยบายสำคัญเพื่อเดินหน้ายกระดับการศึกษาแล้ว ที่ประชุมยังได้รายงานผลการรับนักเรียน ปีการศึกษา 2569 โดยชั้น ม.1 มีแผนการรับ 427,526 คน มีผู้สมัคร 399,526 คน ประกาศผลสอบ 1 เมษายน 2569 รับมอบตัว 4 เมษายน 2569 ขณะที่ชั้น ม.4 มีแผนการรับ 403,100 คน ได้รับเด็ก ม.3 เดิมไว้ 190,961 คน และมีผู้สมัครเข้า 222,360 คน ประกาศผลสอบ 2 เมษายน 2569 รับมอบตัว 5 เมษายน 2569 ซึ่งจะทราบตัวเลขจำนวนนักเรียนที่แน่ชัดหลังสิ้นสุดกระบวนการรับมอบตัวแล้ว ทั้งนี้ สพฐ. ได้กำชับเขตพื้นที่ฯและสถานศึกษา ให้ดำเนินการตามแนวปฏิบัติการรับนักเรียนอย่างเคร่งครัด เป็นไปด้วยความโปร่งใส ยุติธรรม และไม่ให้มีปัญหาเรียกรับผลประโยชน์เพื่อแลกที่นั่งเรียนอย่างเด็ดขาด ซึ่งเป็นหลักการที่ สพฐ. ได้กำชับและเน้นย้ำเป็นแนวปฏิบัติมาทุกปี

นอกจากนี้ที่ประชุมยังได้หารือ ซึ่งเป็นข้อกังวล คือ เรื่องการเก็บเงินบํารุงการศึกษาของสถานศึกษา ซึ่งโรงเรียนบางแห่งที่มีแผนการเรียนพิเศษ อาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม เช่น กิจกรรมพิเศษ หรือครูเฉพาะทาง ในส่วนนี้ทางโรงเรียนต้องกำหนดแผนการเรียนและค่าใช้จ่ายให้ชัดเจน พร้อมสื่อสารให้ผู้ปกครองรับทราบตั้งแต่ต้นก่อนตัดสินใจ รวมถึงต้องผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการสถานศึกษา และเสนอข้อมูลต่อเขตพื้นที่การศึกษา เพื่อให้เขตพื้นที่ฯช่วยตรวจสอบและป้องกันความคลาดเคลื่อน ให้การเก็บค่าใช้จ่ายมีความเหมาะสม เป็นธรรม และสอดคล้องกับหลักเกณฑ์ที่กำหนด โดยคำนึงถึงภาวะเศรษฐกิจและภาระของผู้ปกครองเป็นสำคัญ

และอีกประเด็นที่สำคัญ สพฐ. ได้เผยแพร่แผนพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2566–2570 (ฉบับปรับปรุง) ซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ. 2561-2580) และแผนพัฒนารัฐบาลดิจิทัลประเทศไทย (พ.ศ. 2566-2570) ด้วยวิสัยทัศน์ในการเป็นองค์กรที่ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาขั้นพื้นฐานสู่ดิจิทัลไทยแลนด์ โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อยกระดับระบบบริหารจัดการสู่ความเป็นองค์กรดิจิทัลที่มีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งพัฒนาระบบการเรียนรู้ดิจิทัลสำหรับครูและผู้เรียน เพื่อเสริมสร้างทักษะแห่งอนาคตอย่างเสมอภาค รวมถึงเสริมสร้างการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอย่างเท่าทัน สร้างสรรค์ ปลอดภัย และพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบนิเวศดิจิทัลเพื่อการศึกษา มุ่งสู่ดิจิทัลไทยแลนด์ในที่สุด โดยหลังจากนำแผนไปใช้สู่การปฏิบัติแล้ว จะมีการติดตามการใช้งานแผนดังกล่าวทั้งจาก สพฐ. ส่วนกลาง เขตพื้นที่ฯ และหน่วยงานภายนอกที่เกี่ยวข้อง เพื่อรวบรวม วิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อมูลที่ได้นำมาใช้ในการวางแผนดำเนินการจัดทำแผนฯ สำหรับปี พ.ศ. 2571-2575 ให้มีประสิทธิภาพต่อไป

สำหรับด้านความร่วมมือด้านการศึกษากับมูลนิธิสานอนาคตการศึกษา คอนเน็กซ์อีดี ได้มีการจัดหลักสูตรอบรม AI & Digital Skill เพื่อพัฒนาทักษะด้านเทคโนโลยีแห่งอนาคตให้กับครูและบุคลากรทางการศึกษา ศึกษานิเทศก์ รวมถึงผู้บริหารสถานศึกษา ทั้งหลักสูตร AI Canva Master, หลักสูตร AI Governance for Education, และหลักสูตร AI for Future Leader นอกจากนี้ ยังมีหลักสูตร Soft Skill เพื่อพัฒนาทักษะการทำงานและการสื่อสาร โดยวิทยากรผู้เชี่ยวชาญฟรีไม่เสียค่าใช้จ่าย คาดว่าจะมีผู้เข้าอบรมไม่น้อยกว่า 1 แสนคน ขณะที่โครงการ Notebook for Education การส่งมอบคอมพิวเตอร์พร้อมใช้งานให้แก่โรงเรียนในสังกัด สพฐ. ยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดในปี 2569 นี้ ในเดือนมีนาคมจะมีการมอบคอมพิวเตอร์ จำนวน 380 เครื่อง และในเดือนเมษายนจะมีการมอบคอมพิวเตอร์ จำนวน 20 เครื่อง เพื่อขยายโอกาสทางการเรียนรู้ของเด็กและเยาวชนไทยต่อไป

ประเสริฐ ’พร้อมนั่ง ศธ.ไม่กดดัน พร้อมทำงานเต็มที่

ตามที่ราชกิจจานุเบกษา ได้ประกาศโปรดเกล้าคณะรัฐมนตรีชุดใหม่นั้น โดยในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.)นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) และนายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2569 นายประเสริฐ ให้สัมภาษณ์นักข่าวสายการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ว่า ส่วนตัวรู้สึกดีใจที่ได้รับมอบหมายให้มาปฏิบัติหน้ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เพราะ กระทรวงนี้ถือเป็นกระทรวงที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ ทำหน้าที่ดูแลการจัดการศึกษา ให้กับคนตั้งแต่แรกเกิดไปจนตลอดชีวิต ดังนั้น จึงตั้งใจทำงานอย่างเต็มที่ และไม่มีความรู้สึกกดดันอะไร พร้อมทำงานที่ได้รับมอบหมาย

“ผมจะรอให้คณะรัฐมนตรี( ครม.)แถลงนโยบายต่อรัฐสภาให้เรียบร้อย ตามขั้นตอนทางกฎหมายก่อน ถึงจะเข้ามาปฏิบัติงานในกระทรวงศึกษาธิการอย่างเป็นทางการ แต่ก็มีการเตรียมพร้อม เพื่อทำหน้าที่ให้ดีที่สุด ”นายประเสริฐ กล่าว

ม.กรุงเทพ ผนึกภาครัฐ–เอกชน จัด “แด่น้องผู้มีความหวัง ครั้งที่ 33” เติมฝันเด็กด้อยโอกาสกว่า 1,000 คน

โครงการ “แด่น้องผู้มีความหวัง ประจำปี 2569 ครั้งที่ 33” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 28–29 มีนาคม 2569 ณ หาดเตยงาม อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี PTT GC และ คณะนิเทศศาสตร์  มหาวิทยาลัยกรุงเทพ โดยความร่วมมือจากภาครัฐ ภาคเอกชน  เพื่อส่งต่อความรักและโอกาสให้แก่เด็กและเยาวชนผู้ด้อยโอกาสจากทั่วประเทศ

เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2569 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. อริชัย อรรคอุดม คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ เปิดเผยว่า โครงการแด่น้องผู้มีความหวังในปีนี้จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 33 การจัดโครงการในครั้งนี้เป็นความร่วมมือระหว่าง GC กองทุนเพื่อเพื่อน หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน กองทัพเรือ และสมาคมภริยาทหารเรือ เพื่อร่วมกันสร้างพื้นที่แห่งโอกาสให้เด็กและเยาวชนที่ขาดแคลน ได้รับทั้งความรู้ ประสบการณ์ และแรงบันดาลใจในการก้าวต่อไปในชีวิต โดยมีเด็กและเยาวชนผู้ด้อยโอกาส เด็กพิการซ้ำซ้อน และเด็กกำพร้าจากทั่วประเทศ เข้าร่วมกว่า 1,000 คน พร้อมกันนี้ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ หลักสูตรนิเทศศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารแบรนด์และการสื่อสารเชิงกลยุทธ์ ได้เห็นความสำคัญของโครงการแด่น้องผู้มีความหวังที่มุ่งเน้นในการพัฒนาทั้งด้านร่างกาย สมองและจิตใจ ที่สอดคล้องกับแนวคิด SDGs 10 เรื่องการลดความเหลื่อมล้ำ โดยมุ่งเน้นความเท่าเทียมของเด็กผู้ด้อยโอกาส จึงได้นำนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา เข้าร่วมกิจกรรม เพื่อเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้เรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติจริง ควบคู่กับการสร้างคุณค่าทางสังคม

โครงการแด่น้องผู้มีความหวังมีเป้าหมายเพื่อมอบโอกาสทางการเรียนรู้และประสบการณ์ชีวิตที่มีคุณค่าแก่เด็กและเยาวชนผู้ด้อยโอกาส ตลอดจนสร้างความสุข กำลังใจ และแรงผลักดันในการพัฒนาตนเอง ภายในงานมีการจัดกิจกรรมหลากหลายรูปแบบ อาทิ ซุ้มอาหาร เครื่องดื่ม ไอศกรีม แจกของรางวัล และซุ้มกิจกรรม ที่มุ่งสร้างความสนุกสนานและแรงบันดาลใจ

ทั้งนี้ เด็กและเยาวชนผู้ด้อยโอกาสจำนวนมากยังคงเผชิญข้อจำกัดในการเข้าถึงการพัฒนาทั้งด้านร่างกาย สติปัญญา อารมณ์ และสังคม การสนับสนุนจากทุกภาคส่วนจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการเติมเต็มโอกาส สร้างพลังใจ และเสริมศักยภาพ เพื่อให้พวกเขาเติบโตเป็นกำลังสำคัญของสังคมในอนาคต

กิจกรรมในครั้งนี้มีคุณเชาวนี พันธุ์พฤกษ์ ผู้จัดการฝ่ายหน่วยงานบริหารกิจการเพื่อสังคม บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) เป็นผู้สนับสนุนอย่างเป็นทางการ และผศ.ดร.อริชัย อรรคอุดม คณบดีคณะนิเทศศาสตร์, รศ.ดร.วิโรจน์ สุทธิสีมา ผู้อำนวยการหลักสูตรนิเทศศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารแบรนด์และการสื่อสารเชิงกลยุทธ์ พร้อมด้วยอาจารย์ประจำหลักสูตร นิเทศศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารแบรนด์และการสื่อสารเชิงกลยุทธ์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ เข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ด้วย

หนังสือรัฐ หรือ เอกชน ใครคือผู้ที่ได้ประโยชน์?”

สกู๊ปพิเศษ

“หนังสือเรียน” ไม่ได้มีเพียงตัวอักษร แต่สะท้อนถึงระบบการจัดการงบประมาณ และความโปร่งใสที่สังคมต้องจับตา องค์การค้าของสำนักงานส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา หรือ องค์การค้าของ สกสค. จัดตั้งขึ้นเพื่อสนับสนุนครูและบุคลากรทางการศึกษา หนึ่งในภารกิจสำคัญ คือ “การจัดพิมพ์และจำหน่ายหนังสือแบบเรียนให้กับโรงเรียนในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ” เพื่อให้ครูและผู้เรียนเข้าถึงองค์ความรู้ในราคาที่เหมาะสม ทุกปีการจัดซื้อจัดจ้างพิมพ์หนังสือแบบเรียนองค์การค้าของสกสค.มักจะมีปัญหาขลุกขลักบ้าง ซึ่งปีงบประมาณ 2569 ก็เช่นกัน กว่าจะได้จัดซื้อจัดจ้างก็ต้องมาลุ้นกันกว่าจะผ่านไปได้ก็เล่นเอาหืดขึ้นคอ.. ต่อจากนี้ก็ต้องมาลุ้นกันอีกว่าจะพิมพ์และส่งหนังสือกันทันเปิดเทอมรึเปล่า

แล้วก็มีคำถามอีกว่า…หนังสือที่ผลิต “ตอบโจทย์ผู้เรียนจริงหรือไม่” กระบวนการจัดพิมพ์ “คุ้มค่า โปร่งใส และตรวจสอบได้แค่ไหน”“หนังสือเพื่อนักเรียน…หรือธุรกิจที่ต้องตั้งคำถาม?

ที่ผ่านมา กระบวนการผลิตหนังสือสู่ห้องเรียน เริ่มตั้งแต่การคัดเลือกเนื้อหา การจัดพิมพ์ ไปจนถึงการกระจายสู่สถานศึกษา ในทางทฤษฎี ทุกขั้นตอนควรยึด “คุณภาพและประโยชน์ของผู้เรียน” เป็นศูนย์กลาง แต่ในทางปฏิบัติ มีเสียงสะท้อนจากหลายฝ่ายว่า หนังสือบางส่วน “ไม่สอดคล้องกับการใช้งานจริง” มีการพิมพ์ “จำนวนมากเกินความจำเป็น” การกระจาย “ไม่ทั่วถึงหรือไม่ตรงกลุ่มเป้าหมาย” งบประมาณที่ต้องคุ้มค่า การจัดพิมพ์หนังสือที่เกี่ยวข้องกับงบประมาณก็จำนวนไม่น้อยทุกบาทควรแปรเปลี่ยนเป็น “โอกาสทางการศึกษา”หากมีการบริหารที่ไม่รัดกุม”สิ่งที่ควรเป็น “เครื่องมือพัฒนา”อาจกลายเป็น “ภาระงบประมาณ” ดังนั้น การดำเนินการจึงต้องโปร่งใส…หรือช่องว่างที่ต้องตรวจสอบ

และประเด็นที่ถูกตั้งคำถามมากที่สุด คือ กระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง การเลือกเนื้อหาและผู้จัดพิมพ์ การตรวจรับงานและการกระจายสินค้า ทั้งหมดนี้คือ “หัวใจของความโปร่งใส” ที่สังคมคาดหวังต้องการคำตอบ

การจัดพิมพ์หนังสือขององค์การค้า สกสค.ไม่ใช่แค่เรื่อง “ธุรกิจสิ่งพิมพ์” แต่คือเรื่องของ คุณภาพการศึกษา โอกาสของครูอนาคตของผู้เรียน และอย่างที่บอกสุดท้ายแล้ว “หนังสือเหล่านี้…ไปถึงมือผู้เรียนทันเวลา อย่างมีคุณค่าจริงหรือไม่?” ในห้องเรียนเดียวกัน เด็กบางคนใช้ “หนังสือรัฐ”อีกบางคนถือ “หนังสือเอกชน” ก็มีคำถามตามมาอีก ว่า … ต่างกันแค่ราคา หรือ “ต่างกันที่คุณภาพการเรียนรู้”

ถ้าจะเปรียบชัดๆ แบบไม่อ้อมค้อม หนังสือรัฐ จุดเด่น คือ มาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ ราคาถูก หรือฟรี ลดภาระผู้ปกครอง สอดคล้องหลักสูตรภาครัฐ แต่ก็ยังถูกตั้งคำถาม ว่า เนื้อหาอัปเดตช้าจริง รูปแบบไม่น่าสนใจ อ่านยาก เน้น “ท่องจำ” มากกว่า “คิดวิเคราะห์” ขณะที่หนังสือเอกชน จุดเด่น คือ เนื้อหาทันสมัย ปรับเร็ว อธิบายเข้าใจง่าย มีตัวอย่าง ดีไซน์ดึงดูด น่าเรียน มีเทคนิคสอบ + แบบฝึกเข้ม พูดแบบไม่ต้องอวย…กัน ซึ่งอาจคิดได้ว่า “หนังสือรัฐ หรือ เอกชน ใครคือผู้ที่ได้ประโยชน์?” เอกชน ครู นักเรียน หรือ ไอ้โม่ง?

อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนมองว่า ข้อจำกัดในเรื่องของราคาหนังสือเรียนคุณภาพแตกต่างตามสำนักพิมพ์ ไม่ได้ใช้เป็นมาตรฐานหลักทุกโรงเรียน แต่ประเด็นที่ต้องคิด คือ ไม่ใช่แค่ “เลือกหนังสือ”แต่มันคือการเลือก “วิธีการเรียนรู้” จะเอา “มาตรฐานเดียว แต่ช้า”หรือ “ทันสมัย แต่ต้องจ่ายเพิ่ม” อาจสรุปได้ว่าหนังสือรัฐ เข้าถึงได้ แต่ต้องพัฒนา หนังสือเอกชน ตอบโจทย์ แต่ไม่เท่าเทียม ดังนั้นคำถามในวันที่การศึกษาควรเท่าเทียมทำไมคุณภาพของหนังสือยังขึ้นอยู่กับว่า…ใครมีเงินมากกว่า?

“หนังสือเล่มเดียว…อาจเปลี่ยนอนาคตเด็กทั้งชีวิต”แต่ในอีกมุมหนึ่ง…มันอาจสะท้อน “คำถามที่ยังไร้คำตอบ”แต่เสียงสะท้อนจากพื้นที่ บอกว่า…หนังสือบางส่วน “ไม่ถูกใช้งานจริง”บางแห่ง “ได้รับไม่ตรงกับความต้องการ”และบางครั้ง “มากเกินจนกลายเป็นของค้าง”

เมื่อโอกาส…กลายเป็นต้นทุน ทุกเล่มของหนังสือ คือ เงินภาษี คือความหวังของผู้เรียน แต่ถ้าหนังสือ “ไม่ถูกใช้” มันไม่ใช่แค่กระดาษที่สูญเปล่า แต่มันคือ “โอกาส” ที่หายไป

คำถามจึงไม่ใช่แค่“พิมพ์ได้มากแค่ไหน” แต่คือ…“มันสร้างคุณค่าได้จริงหรือไม่?”

สดุดี “ครูจุรีพรรณ” เป็นครูจนลมหายใจสุดท้าย! เขียนพินัยกรรมยกเงินทั้งหมดเป็นทุนการศึกษาให้นักเรียนยากไร้ หลังจากไปอย่างสงบสุขด้วยโรคประจำตัว ในวัย 50 ปี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 28 มี.ค. 2569 : เมื่อเวลา 11.30 น. ที่ศาลาการเปรียญ วัดวิชิตสังฆาราม หรือ วัดควน ต.ตลาดใหญ่ อ.เมืองภูเก็ต ซึ่งมีสถานที่สวดอภิธรรมศพ น.ส.จุรีพรรณ พูลศรี อายุ 50 ปี ครูชำนาญการพิเศษ โรงเรียนสตรีภูเก็ต ซึ่งเสียชีวิตด้วยโรคประจำตัวอย่างสงบ เมื่อวันที่ 21 มี.ค. 2569 ที่ผ่านมา โดย นายปัญญา หัตถิ ผู้อำนวยการโรงเรียนสตรีภูเก็ต นายจตุพร มินทราเวช ทนายความพร้อมด้วยคณะครู และญาติของ น.ส.จุรีพรรณ ได้ร่วมกันเป็นสักขีพยาน ในการเปิดพินัยกรรมของ น.ส.จุรีพรรณ ที่ได้ทำพินัยกรรมไว้ก่อนวาระสุดท้าย ซึ่งได้มอบทรัพย์สินให้กับทางโรงเรียนสตรีภูเก็ต เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ด้านการศึกษา และสาธารณกุศลต่างๆ

.ประกอบด้วย 2 ส่วน คือ จัดตั้งทุนการศึกษาแก่นักเรียนที่มีผลการเรียนดี แต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ทุนละ 3,000 บาท จำนวนปีละ 3 ทุน จนกว่าเงินจะหมด และจัดซื้อเครื่องทำน้ำร้อนน้ำเย็น เพื่อใช้ประจำห้องพักครู แผนกไอพี ซึ่งเป็นห้องที่ น.ส.จุรีพรรณเคยนั่งทำงาน นอกจากนี้ยังได้จัดสรรเงินเพื่อการกุศล เช่น ช่วยเหลือเพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษา รวมถึงการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในงานศพและมอบทุนการศึกษาเพื่อสาธารณประโยชน์

นายปัญญา หัตถิ ผอ.รร.สตรีภูเก็ต ในฐานะผู้จัดการมรดกกล่าวว่า รู้สึกซาบซึ้งและเป็นเกียรติที่ได้รับความไว้วางใจ พร้อมยืนยันจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ และยึดตามเจตนารมณ์ของผู้วายชนม์ เพื่อให้ทรัพย์สินเกิดประโยชน์สูงสุดต่อโรงเรียนและสังคม

เหตุการณ์ดังกล่าวนับเป็นแบบอย่างของการ “ให้” อันทรงคุณค่า สร้างแรงบันดาลใจให้สังคมเห็นถึงพลังของความเสียสละ แม้ในวาระสุดท้ายของชีวิต

ทั้งนี้ ร่างของ น.ส.จุรีพรรณ พูลศรี อายุ 50 ปี อดีตครูชำนาญการพิเศษ โรงเรียนสตรีภูเก็ต ซึ่งเสียชีวิตด้วยโรคประจำตัวอย่างสงบ ตั้งสวดพระอภิธรรมระหว่าง วันที่ 27-29 มี.ค. 2569 จากนั้นวันที่ 30 มี.ค. 2569 จะพระราชทานเพลิงศพ ณ เมรุวัดโฆษิตวิหาร ถ.เทพกระษัตรี ต.ตลาดใหญ่ อ.เมืองภูเก็ต

สอบ เข้า ม. 4 สพฐ. ย้ำโปร่งใส เป็นธรรม นักเรียนทุกคนมีที่เรียนแน่นอน

เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2569 ดร.พิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) มอบหมายให้คณะที่ปรึกษา สพฐ. ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสนามสอบคัดเลือกนักเรียนเข้าศึกษาต่อระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ณ โรงเรียนในเขตกรุงเทพมหานคร โดยมีผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและบุคลากรที่เกี่ยวข้องร่วมติดตามการดำเนินงาน

โดยคณะที่ปรึกษาของ สพฐ. ที่ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสนามสอบในโรงเรียนต่างๆ ได้แก่ นางสาวรัตนา แสงบัวเผื่อน ที่ปรึกษาด้านพัฒนากระบวนการเรียนรู้ ลงพื้นที่ ณ โรงเรียนเศรษฐบุตรบำเพ็ญ, นางสาวพัชรกันย์ เมธาอัครเกียรติ ที่ปรึกษาด้านนโยบายและแผน ลงพื้นที่ ณ โรงเรียนโพธิสารพิทยากร, นายพิทักษ์ โสตถยาคม ที่ปรึกษาด้านการศึกษาพิเศษและผู้ด้อยโอกาส ลงพื้นที่ ณ โรงเรียนโยธินบูรณะ, นางสาวสุณิสา คำสองสี ที่ปรึกษาด้านพัฒนาระบบเครือข่ายและการมีส่วนร่วม ลงพื้นที่ ณ โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ เบญจมราชาลัย ฯ เพื่อกำกับดูแลให้การสอบเป็นไปด้วยความเรียบร้อย โปร่งใส และเป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ

สำหรับภาพรวมการสอบคัดเลือกนักเรียนชั้น ม.4 ทั่วประเทศปีนี้ มีแผนรับนักเรียนจำนวน 402,690 คน โดยโรงเรียนได้รับนักเรียนที่จบชั้น ม.3 จากโรงเรียนเดิมไว้แล้วจำนวน 171,021 คน และยังสามารถรับนักเรียนเพิ่มเติมได้อีก 231,669 ที่นั่ง ซึ่งมีผู้สมัครเข้ามา จำนวน 219,278 คน จัดสอบในวันที่ 29 มีนาคม 2569 และกำหนดรับมอบตัววันที่ 5 เมษายน 2569 โดย สพฐ. เน้นย้ำว่า การรับนักเรียนปีการศึกษา 2569 จะดำเนินการตามหลัก โปร่งใส เสมอภาค และเป็นธรรม ทุกขั้นตอน เพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษาอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม

ทั้งนี้ หากนักเรียนไม่ได้รับการคัดเลือกเข้าโรงเรียนตามความประสงค์ ผู้ปกครองสามารถยื่นคำร้องขอรับการจัดสรรที่เรียนผ่าน “ศูนย์ประสานงานการรับนักเรียน” ณ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาใกล้บ้าน โดย สพฐ. ยืนยันว่า นักเรียนทุกคนจะได้รับการจัดสรรที่เรียนอย่างแน่นอน

ปิดปรับปรุง“ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ” เตรียมพบกับท้องฟ้าโฉมใหม่ อัปเกรดความคมชัดระดับ 8K ยกระดับประสบการณ์เรียนรู้ดาราศาสตร์ล้ำสมัยที่สุดในอาเซียน

เมื่อเวลา 18.00 น. วันที่ 28 มีนาคม 2569 ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.)เป็นประธานในพิธีเปิดงาน “To the New Legacy… สู่ท้องฟ้าโฉมใหม่ หัวใจดวงเดิม” ณ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ เพื่อประกาศปิดให้บริการ เฉพาะอาคารท้องฟ้าจำลองเป็นการชั่วคราว สำหรับการปรับปรุงและยกระดับเทคโนโลยีครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ โดยการปรับปรุงครั้งนี้มีเป้าหมายสำคัญในการยกระดับประสบการณ์การเรียนรู้ด้านดาราศาสตร์ให้ทันสมัยสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น ด้วยการติดตั้งระบบภาพความละเอียดสูงระดับ 8K ผ่านโปรเจคเตอร์ Christie และซอฟต์แวร์ Digistar 7 ขึ้นไป พร้อมขยายจำนวนที่นั่งรองรับผู้เข้าชมเป็น 300 ที่นั่ง รวมถึงปรับปรุงระบบพื้นฐานภายในอาคารทั้งหมด เพื่อให้ประชาชนได้รับทั้งความสะดวกสบายและประสบการณ์เสมือนจริงที่เต็มอิ่มมากยิ่งขึ้น

อธิบดี สกร. กล่าวว่า ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพถือเป็นแหล่งเรียนรู้ทางดาราศาสตร์ที่ทรงคุณค่าของประเทศ โดยก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2505 และเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการครั้งแรกเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2507 นับเป็นท้องฟ้าจำลองแห่งแรกของประเทศไทย โดยมีเครื่องฉายดาวระบบกลไกและเลนส์ รุ่น Carl Zeiss Mark IV เป็นหัวใจสำคัญในยุคเริ่มต้น ก่อนพัฒนาสู่ระบบดิจิทัลความละเอียด 4K ในช่วงปี 2558–2560 และในการปรับปรุงครั้งนี้ เครื่องฉายดาวดังกล่าวจะถูกนำไปจัดแสดงเป็นนิทรรศการถาวร เพื่อสืบสานคุณค่าทางประวัติศาสตร์สู่คนรุ่นหลัง ซึ่งนอกจากการพัฒนาระบบฉายดาวแล้ว พื้นที่นิทรรศการยังได้รับการปรับโฉมใหม่ให้ทันสมัยและมีปฏิสัมพันธ์มากยิ่งขึ้น ภายใต้แนวคิดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 อาทิ STEM Education และ Active Learning โดยแบ่งออกเป็น 4 โซนหลัก พร้อมพัฒนานิทรรศการเสมือนจริงและนิทรรศการเคลื่อนที่ เพื่อขยายโอกาสการเรียนรู้สู่ประชาชนทุกช่วงวัยอย่างทั่วถึง

ดร.เกศทิพย์ กล่าวว่า การเรียนรู้ที่ทรงคุณค่าไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในห้องเรียนหรือช่วงวัยใดวัยหนึ่ง แต่สามารถเกิดขึ้นได้ตลอดชีวิต โดยท้องฟ้าจำลองกรุงเทพเปรียบเสมือน “ตำนานแห่งความทรงจำ” ที่เชื่อมโยงผู้คนจากรุ่นสู่รุ่น และเป็นพื้นที่แห่งแรงบันดาลใจของสังคมไทยมาอย่างยาวนาน การปรับปรุงครั้งนี้ เป็นการก้าวสู่บทใหม่ภายใต้แนวคิด To the New Legacy: สู่ท้องฟ้าโฉมใหม่ หัวใจดวงเดิม ที่ผสานคุณค่าทางประวัติศาสตร์เข้ากับเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อให้การเรียนรู้ด้านดาราศาสตร์เข้าถึงง่าย น่าสนใจ และตอบโจทย์ผู้เรียนในยุคปัจจุบันมากยิ่งขึ้น

“การปรับปรุงดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงการยกระดับสถานที่และเทคโนโลยีเท่านั้น แต่ยังเป็นการตอกย้ำบทบาทของ สกร. ในการสร้างพื้นที่การเรียนรู้สำหรับประชาชนทุกช่วงวัย ตามแนวคิด “อยากเรียนอะไรต้องได้เรียน” เพื่อให้วิทยาศาสตร์และดาราศาสตร์เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันอย่างแท้จริง โดยมีแผนเปิดให้บริการอีกครั้งในช่วงเดือนมกราคม พ.ศ.2570 เพื่อกลับมาส่งมอบทั้งความรู้ ความสุข และประสบการณ์การเรียนรู้รูปแบบใหม่ให้กับประชาชนและผู้สนใจได้อย่างเต็มรูปแบบ”อธิบดี สกร.กล่าวและว่า ทั้งนี้ กิจกรรมดังกล่าวได้รับความสนใจจากประชาชนอย่างล้นหลาม จนต้องเพิ่มรอบการแสดงจากเดิม 1 รอบ เป็น 4 รอบ เพื่อรองรับผู้เข้าชมจำนวนมาก สะท้อนถึงพลังของท้องฟ้าจำลองกรุงเทพในฐานะแหล่งเรียนรู้สำคัญของประเทศ ที่ยังคงอยู่ในใจคนไทย และพร้อมก้าวสู่อนาคตอย่างยิ่งใหญ่

สอศ.ติวเข้มงานพัสดุสถานศึกษา อบรมเข้ม “โปร่งใส ตรวจสอบได้” ลดความเสี่ยง

วันที่ 28 มีนาคม 2569 นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ( สอศ.) จัดโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการแนวทางการจัดหาพัสดุและการบริหารสัญญาให้โปร่งใสตรวจสอบได้ เพื่อป้องกันการถูกทักท้วงและตั้งข้อสังเกตจากสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน รุ่นที่ 2 โดยมอบหมายให้ นายวรวุฒิ ดำขำ ผู้อำนวยการสำนักนิติการ เป็นประธานเปิด

นายยศพล กล่าวว่า สอศ.ให้ความสำคัญกับการพัฒนาองค์กรให้เข้มแข็ง ควบคู่การขับเคลื่อนการบริหารงานที่โปร่งใส ตรวจสอบได้อย่างต่อเนื่อง โดยงานพัสดุถือเป็นกลไกสำคัญของสถานศึกษา ทั้งด้านการจัดหาพัสดุและการจัดจ้าง ซึ่งเป็นภารกิจที่มีความเสี่ยงและมักเผชิญข้อร้องเรียนหรือข้อโต้แย้งจากผู้มีส่วนได้เสีย ซึ่งที่ผ่านมา พบว่าสถานศึกษาประสบปัญหา อาทิ เรื่องที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดคุณลักษณะเฉพาะครุภัณฑ์ (TOR) การอุทธรณ์ ตลอดจนข้อกล่าวหาจากการจ้าง ซึ่งส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติงาน ความเชื่อมั่นในการทำงาน และความต่อเนื่องของภารกิจ รวมถึงอาจกระทบต่อการดำเนินงานในอนาคต การอบรมครั้งนี้จึงมุ่งเสริมสร้างองค์ความรู้ด้านกฎหมาย ระเบียบ และแนวปฏิบัติที่ถูกต้อง ฝึกทักษะการกำหนด TOR การพิจารณาข้อเสนอทางเทคนิค การบริหารสัญญา และการจัดทำรายงานเสนอผู้มีอำนาจอนุมัติ พร้อมแลกเปลี่ยนกรณีศึกษา เพื่อให้ผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานสามารถใช้ดุลพินิจได้อย่างรอบคอบ โปร่งใส และตรวจสอบย้อนกลับได้ ลดความเสี่ยงจากข้อทักท้วงของหน่วยงานตรวจสอบ

“การพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านพัสดุอย่างเป็นระบบ จะช่วยยกระดับมาตรฐานการบริหารงานของสถานศึกษา สร้างวัฒนธรรมธรรมาภิบาล และเสริมความเชื่อมั่นต่อระบบอาชีวศึกษาไทยในระยะยาว” เลขาธิการ กอศ. กล่าว ทั้งนี้ โครงการได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิร่วมถ่ายทอดความรู้ โดยมีผู้อำนวยการสถานศึกษา รองผู้อำนวยการ ครู บุคลากรทางการศึกษา บุคลากรส่วนกลาง และผู้เกี่ยวข้องจำนวนกว่า 108 คน เข้าร่วม จัดขึ้นระหว่างวันที่ 28–30 มีนาคม 2569