เมื่อวันที่ 16 พ.ค.2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะประธานกรรมการคุรุสภา ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการทดสอบและประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครู ครั้งที่ 1 ประจำปี 2569 ณ สำนักบริการคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน ซึ่งเป็น 1 ใน 26 สนามสอบ 23 จังหวัดทั่วประเทศ โดยมีผู้สมัครสอบรวมกว่า 48,882 คน

ทั้งนี้ รมว.ศึกษาธิการ กล่าวย้ำว่า วิชาชีพครูคือต้นน้ำของการศึกษา ดังนั้นกระบวนการสอบและคัดกรองต้องมีความโปร่งใส ยุติธรรม และได้มาตรฐาน เพื่อให้ได้ครูที่มีคุณภาพไปพัฒนาอนาคตของประเทศ พร้อมประกาศชัดว่าจะไม่ประนีประนอมกับการทุจริตทุกรูปแบบ โดยการลงพื้นที่ครั้งนี้ไม่เพียงเป็นการติดตามความเรียบร้อยของสนามสอบ แต่ยังเป็นโอกาสรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกฝ่าย เพื่อนำไปพัฒนาระบบการทดสอบของกระทรวงศึกษาธิการให้มีประสิทธิภาพและยกระดับมาตรฐานในอนาคตด้วย

“การทดสอบครั้งนี้คุรุสภาจัดขึ้นพร้อมกันทั่วประเทศ จำนวน 26 สนามสอบ ใน 23 จังหวัด ครอบคลุม 5 ภูมิภาค ประกอบด้วย ภาคเหนือ 4 แห่ง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 8 แห่ง ภาคกลาง 8 แห่ง ภาคตะวันออก 1 แห่ง และภาคใต้ 5 แห่ง ดำเนินการสอบจำนวน 6 รอบ ด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ ที่เป็นการยกระดับมาตรฐานการจัดการทดสอบวิชาชีพครูให้มีความทันสมัย ลดข้อผิดพลาดในการดำเนินงาน เพิ่มความรวดเร็วในการประมวลผล และรองรับผู้เข้าสอบได้เป็นจำนวนมาก ซึ่งในครั้งนี้มีผู้เข้ารับการทดสอบทั้งสิ้น 48,882 คน แบ่งเป็น ผู้เข้าสอบทั้งชาวไทย 48,569 คน ชาวต่างประเทศ 61 คน ชาวต่างด้าว 207 คน และไม่ระบุสัญชาติ 45 คน จากการตรวจเยี่ยมสนามสอบพบว่า การดำเนินงานเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ผู้เข้าสอบให้ความร่วมมือและปฏิบัติตามระเบียบอย่างเคร่งครัด สะท้อนถึงมาตรฐานการจัดสอบของคุรุสภาที่มีความโปร่งใส มีมาตรฐาน ตรวจสอบได้ และเป็นธรรมกับผู้เข้าสอบทุกคน”นายประเสริฐ กล่าวและว่า ทั้งนี้ กระทรวงศึกษาธิการ ได้เปิดช่องทางร้องเรียนกรณีพบเบาะแสการทุจริตหรือความไม่โปร่งใสในการสอบทุกกรณี พร้อมยืนยันว่าจะเก็บข้อมูลเป็นความลับสูงสุด ผ่านสายด่วนการศึกษา 1579 โทรศัพท์ 02-628-6162 และระบบ E-Service (ร้องเรียนผ่านออนไลน์)https://anticorrupt.moe.go.th/public/makeComplaintของกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าการสอบเพื่อเป็นข้าราชการครูจะเป็นไปอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน








ศ.ดร.ยศชนัน ได้แสดงวิสัยทัศน์ในหัวข้อ “ผนึกพลังวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ผ่านงานวิจัยบูรณาการ หนุนนำยุทธศาสตร์ชาติ สู่ความยั่งยืน” โดยระบุถึงทิศทางใหม่ในการขับเคลื่อนประเทศว่า เป้าหมายสำคัญคือการเปลี่ยนบทบาทของ สวทช. ให้กลายเป็น “เครื่องยนต์วิจัยของชาติ” (National Research Engine) เพื่อเป็นกลไกหลักในการแก้โจทย์จริงจากภาครัฐและภาคอุตสาหกรรม แทนการทำงานวิจัยเพียงเพื่อตีพิมพ์หรือเก็บไว้บนหิ้ง โดยมุ่งเน้นไปที่ 3 อุตสาหกรรมเป้าหมายที่จะเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ (New Economic Engine) ของไทย ประกอบด้วย 1.ด้านการแพทย์ – เน้นการจัดตั้ง Medical AI Center และการใช้กระบวนการวิศวกรรมย้อนรอย (Reverse Engineering) เพื่อยกระดับความสามารถในการผลิตเครื่องมือแพทย์มูลค่าสูงด้วยตัวเอง ลดการนำเข้าจากต่างประเทศ และสร้างความมั่นคงทางสาธารณสุข 2.ด้านการเกษตร – เร่งรัดงานวิจัยพันธุ์พืชทนแล้งและระบบโรงเรือนอัจฉริยะ (Smart Greenhouse) เพื่อรับมือกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศและยกระดับรายได้ของเกษตรกรไทยอย่างเป็นรูปธรรม และ 3.ด้านพลังงานสีเขียว – พัฒนาเทคโนโลยีแบตเตอรี่ที่มีประสิทธิภาพสูงแบบครบวงจร รวมถึงการพัฒนาระบบรีไซเคิลแผงโซลาร์เซลล์เพื่อรองรับขยะอิเล็กทรอนิกส์ในอนาคตและสร้างความยั่งยืนทางพลังงาน
รองนายกฯ และ รมว.อว. กล่าวต่อไปว่า สำหรับการขับเคลื่อนนโยบายสู่การปฏิบัตินั้น จะมีการปรับกระบวนการทำงานใหม่โดยการส่งนักวิจัยเข้าไปทำงานสนับสนุนแต่ละกระทรวงโดยตรง เพื่อให้เข้าใจโจทย์และปัญหาที่แท้จริง โดยจะเริ่มจากโครงการนำร่องขนาดเล็กในรูปแบบ Sandbox เพื่อทดสอบประสิทธิภาพของนวัตกรรมก่อนจะขยายผลในระดับประเทศด้วยงบประมาณแผ่นดิน ซึ่งกลไกนี้จะช่วยให้นวัตกรรมไทยสามารถสร้างเศรษฐกิจใหม่ ลดภาระงบประมาณภาครัฐ และที่สำคัญที่สุดคือการลดความเหลื่อมล้ำในสังคมผ่านการเข้าถึงเทคโนโลยีอย่างเท่าเทียม
ศ.ดร.ยศชนัน ยังได้เน้นย้ำถึงความสำเร็จของการนำงานวิจัยไทยไปใช้ประโยชน์เพื่อสาธารณะ โดยยกตัวอย่างแพลตฟอร์ม “ทราฟฟี่ ฟองดูว์” (Traffy Fondue) ซึ่งเป็นผลงานการวิจัยและพัฒนาโดยทีมนักวิจัยจากศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สวทช. โดยระบุว่า แพลตฟอร์มนี้คือตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของการต่อยอดงานวิจัยจนประสบความสำเร็จในระดับชาติ จากจุดเริ่มต้นที่ถูกนำไปใช้บริหารจัดการเมืองในกรุงเทพมหานคร (กทม.) จนเกิดประสิทธิภาพในการรับเรื่องและแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนได้อย่างรวดเร็วและโปร่งใส ปัจจุบันภายใต้โมเดลรัฐบาลบูรณาการ แพลตฟอร์ม “ทราฟฟี่ ฟองดูว์” ได้ขยายผลความสำเร็จไปสู่หน่วยงานภาครัฐในวงกว้าง โดยล่าสุดกระทรวงศึกษาธิการได้เริ่มดำเนินการนำระบบนี้ไปใช้เป็นช่องทางหลักในการแจ้งเหตุและบริหารจัดการปัญหาต่าง ๆ ภายในโรงเรียนทั่วประเทศ เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและลดปัญหาการกลั่นแกล้ง (Bully) ในสถานศึกษา ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าเมื่อวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้รับความร่วมมือจากกลไกบริหารราชการแผ่นดินแบบ Synergistic Government ผลงานวิจัยของคนไทยจะสามารถสร้างแรงกระเพื่อมเชิงบวกให้กับสังคมได้อย่างมหาศาลและแก้ปัญหาได้อย่างตรงจุด
เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 ณ โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ จังหวัดนครปฐม ศ.กิตติคุณ นพ.จรัส สุวรรณเวลา รองประธานกรรมการบริหารมูลนิธิส่งเสริมโอลิมปิกวิชาการและพัฒนามาตรฐานวิทยาศาสตร์ศึกษาในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ (สอวน.)เป็นประธานในพิธีเปิดการแข่งขันคณิตศาสตร์โอลิมปิกระดับชาติ ครั้งที่ 23โดยมี รศ.ดร.พินิติ รตะนานุกูล เลขาธิการมูลนิธิ สอวน. ศ. ดร.อุษณีย์ ลีรวัฒน์ ประธานกรรมการวิชาการมูลนิธิ สอวน. วิชาคณิตศาสตร์ ศ.ดร.วิชาญ ลิ่วกีรติยุตกุล ประธานสาขาคณิตศาสตร์ สมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร ที่ปรึกษาคณะกรรมการโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ คณะกรรมการบริหารมูลนิธิ สอวน. พร้อมด้วย กรรมการกลางการแข่งขัน นักเรียนและอาจารย์ผู้ควบคุมทีม และแขกผู้มีเกียรติ ร่วมพิธีเปิดการแข่งขัน












