สอศ. เชิดชู 272 สถานศึกษา โปร่งใส-มีธรรมาภิบาล ITA สร้างอาชีวะคุณภาพ ปลอดทุจริต

เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2569 นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ได้จัดกิจกรรมเชิดชูเกียรติสถานศึกษาอาชีวศึกษาที่ผ่านการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงาน (Integrity & Transparency Assessment : ITA) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ภายใต้โครงการเสริมสร้างคุณธรรม จริยธรรม และธรรมาภิบาลในสถานศึกษา แผนงานบูรณาการต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 พร้อมมอบโล่ประกาศเกียรติคุณและเกียรติบัตรแก่สถานศึกษาที่ผ่านเกณฑ์ ณ หอประชุมคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ

นายยศพล กล่าวว่า ขอแสดงความยินดีกับสถานศึกษาอาชีวศึกษาทั้ง 272 แห่ง ที่ผ่านเกณฑ์การประเมิน ITA ด้วยคะแนนไม่ต่ำกว่าร้อยละ 85 ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาคุณธรรม จริยธรรม และธรรมาภิบาลในการบริหารจัดการศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม และเป็นต้นแบบที่ดีให้กับสถานศึกษาอื่น ๆ โดยกิจกรรมนี้เป็นการดำเนินงานร่วมกับสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) โดยนำเครื่องมือ ITA มาประยุกต์ใช้กับสถานศึกษาอาชีวศึกษาให้เหมาะสม ครอบคลุมทั้งการวัดผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภายใน การวัดผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภายนอก และการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมและสร้างความเข้มแข็งด้านธรรมาภิบาลในสถานศึกษาอาชีวศึกษาอย่างต่อเนื่อง สร้างระบบบริหารจัดการที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และปลูกฝังวัฒนธรรมองค์กรที่ไม่ทนต่อการทุจริตในสถานศึกษาอาชีวศึกษา ให้เกิดวัฒนธรรมองค์กรที่โปร่งใสและปลอดการทุจริตในทุกมิติ สอดคล้องกับบริบทการจัดการศึกษาอาชีวศึกษา

“การขับเคลื่อนคุณธรรมและความโปร่งใสในสถานศึกษา ไม่เพียงช่วยยกระดับคุณภาพการบริหารจัดการ แต่ยังเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับสังคม และเป็นรากฐานสำคัญในการผลิตกำลังคนอาชีวะที่มีคุณภาพ ควบคู่คุณธรรม ตอบโจทย์การพัฒนาประเทศได้อย่างยั่งยืน” เลขาธิการ กอศ. กล่าว

เริ่มแล้ว!สกสค. จับมือ สหกรณ์ออมทรัพย์ครูกำแพงเพชร เดินหน้าแก้หนี้ครู เติมความหวังและสร้างวินัยทางการเงินที่ยั่งยืน

เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2569 สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา(สกสค.) และ สหกรณ์ออมทรัพย์ครูกำแพงเพชร จำกัด ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเดินหน้าลดภาระทางการเงินให้ครูและบุคลากรทางการศึกษาอย่างจริงจัง โดยความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญภายใต้นโยบายกระทรวงศึกษาธิการ ที่มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตครูให้ “สอนอย่างมีความสุข” โดยสำนักงานคณะกรรมการ สกสค. ในฐานะหน่วยงานหลักด้านสวัสดิการครูได้ผนึกกำลังกับสหกรณ์ฯ ซึ่งมีสมาชิกเป็นครูโดยตรง เพื่อร่วมกันแก้ปัญหาอย่างตรงจุด โดยมี ดร.พีระพันธ์ เหมะรัต เลขาธิการคณะกรรมการ สกสค. และ ดร.รมย์ พะโยม ประธานสหกรณ์ออมทรัพย์ครูกำแพงเพชร จำกัด ร่วมลงนามเพื่อผลักดันภารกิจช่วยเหลือครูให้หลุดพ้นจากวงจรหนี้สิน

ดร.พีระพันธ์ กล่าวว่า สกสค. และ สหกรณ์ออมทรัพย์ครูกำแพงเพชร เห็นพ้องว่าการแก้หนี้สินครูไม่ใช่แต่เพียงการ “ลดภาระ” แต่ต้อง “สร้างภูมิคุ้มกัน” ทางการเงินควบคู่กัน จึงได้เกิดเป็นการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐและองค์กรของครู เพื่อช่วยลดภาระทางการเงินให้แก่ครูและบุคลากรทางการศึกษา สาระสำคัญของความร่วมมือ มุ่งเน้น 3 ด้านหลัก คือ 1.การให้ความรู้ด้านการวางแผนการเงินตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง 2.การส่งเสริมการออมและสวัสดิการที่เหมาะสม และ3.การให้คำปรึกษาทั้งด้านการเงินและกฎหมาย เพื่อแก้ไขปัญหาหนี้สินอย่างยั่งยืน

เลขาธิการ สกสค.กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ ยังได้เตรียมพัฒนาหลักสูตรอบรมเชิงปฏิบัติการ เพื่อให้ครูสามารถบริหารจัดการรายได้รับ-รายจ่ายได้อย่างมีระบบ ลดความเสี่ยงการก่อหนี้ซ้ำซ้อน และสร้างวินัยทางการเงินในระยะยาว ซึ่งได้รับเสียงสะท้อนจากครูในพื้นที่ต่างมองว่านโยบายดังกล่าวช่วย จุดประกายความหวังให้สามารถกลับมายืนหยัดได้อีกครั้ง และพร้อมทุ่มเทให้กับหน้าที่การสอนอย่างเต็มกำลัง

ทั้งนี้ ความร่วมมือระหว่าง สกสค. และสหกรณ์ออมทรัพย์ครูกำแพงเพชร จำกัด ไม่เพียงเป็นการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าแต่ยังเป็นการวางรากฐานระบบการดูแลด้านการเงินของครูอย่างยั่งยืน สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของทุกภาคส่วนในการยกระดับคุณภาพชีวิตครูไทยอีกด้วย

สพฐ.ร่วมมือภาคีเครือข่ายเดินหน้ายกระดับคุณภาพการศึกษา วางโรดแมป 3 ปี สร้างระบบนิเวศภาวะผู้นำทางวิชาการ สู่ทักษะผู้เรียนศตวรรษที่ 21

เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2569 ดร.พิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) มอบหมายให้ นางอาทิตยา ปัญญา ผู้ช่วยเลขาธิการกพฐ.เข้าร่วมประชุมภาคีเครือข่าย (5 ฝ่าย) โครงการ “การยกระดับคุณภาพการศึกษาด้วยระบบนิเวศภาวะผู้นำทางวิชาการ” เพื่อวางรากฐานความร่วมมือ 5 ฝ่าย มุ่งเน้นการพัฒนาทักษะผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 อย่างเป็นรูปธรรม โดยมีผู้แทนจากสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ศูนย์ SEAMEO STEM-ED สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) หน่วยศึกษานิเทศก์ สพฐ. และมหาวิทยาลัย ภาคีเครือข่ายทางการศึกษา ร่วมประชุม เพื่อเตรียมความพร้อมในการปฏิรูปการเรียนรู้ ภายใต้โครงการ “การยกระดับคุณภาพการศึกษาด้วยระบบนิเวศภาวะผู้นำทางวิชาการ” ณ ห้องประชุมไทยาจารย์ สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา

นางอาทิตยา กล่าวว่า ในที่ประชุมได้มีการพิจารณาร่างบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เพื่อกำหนดบทบาทหน้าที่ของหน่วยงานภาคี พร้อมวาง roadmap การดำเนินงานระยะ 3 ปีต่อเนื่อง ซึ่งครอบคลุมการพัฒนาผ่าน 3 โครงการย่อย ได้แก่ โครงการส่งเสริมการอ่านอย่างมีวิจารณญาณผ่านหนังสือภาพ (Picture Book): ดำเนินการโดยมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว.) เพื่อสร้างรากฐานการคิดวิเคราะห์ตั้งแต่ระดับอนุบาล – ประถมศึกษาตอนต้น  โครงการพัฒนาทักษะคณิตศาสตร์ด้วย Smart Learning Platform: โดย Smart Education Hub มุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่จากประเทศสิงคโปร์ ช่วยให้การเรียนคณิตศาสตร์เข้าถึงง่ายและมีประสิทธิภาพ และ โครงการ STEM Education Leadership for Change: โดย SEAMEO STEM-ED มุ่งเน้นการสร้างผู้นำทางการศึกษาเพื่อขับเคลื่อนการจัดการเรียนรู้ด้านสะเต็มในสถานศึกษา

ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ. กล่าวต่อไปว่า เป้าหมายหลักของการหารือครั้งนี้ คือการวางระบบนิเวศที่จะช่วยให้ผู้อำนวยการโรงเรียน ครู และศึกษานิเทศก์ สามารถทำงานร่วมกันผ่านกระบวนการ PLC เพื่อส่งต่อคุณภาพการศึกษาไปถึงตัวนักเรียนได้อย่างยั่งยืน นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้หารือถึงแนวทางการขยายผล (Scalability) เพื่อให้โมเดลความสำเร็จนี้สามารถนำไปปรับใช้ในโรงเรียนกลุ่มเป้าหมายทั่วประเทศ รวมถึงการสร้างความร่วมมือกับภาคเอกชน เพื่อสนับสนุนงบประมาณและทรัพยากรในอนาคต โครงการดังกล่าวถือเป็นความหวังใหม่ในการยกระดับมาตรฐานวิชาชีพครู ศึกษานิเทศก์ และผู้บริหารสถานศึกษา เพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียนอย่างเป็นระบบต่อไป

“พิเชฐ”ลงนามย้ายและแต่งตั้ง ผอ.-รอง ผอ.เขตพื้นที่ฯ รวม 45 ราย (มีคำสั่งแนบ)

เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2569 ดร.พิเชฐ โพธิภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ลงนามในคำสั่งสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.)แต่งตั้ง ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการและรองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ดังนี้

ศธ 04009-ว 640 ลว. 24 มี.ค. 69

คำสั่ง สพฐ. ที่ 712-2569 ลว. 24 มี.ค. 69

คำสั่ง สพฐ. ที่ 713-2569 ลว. 24 มี.ค. 69

คำสั่ง สพฐ. ที่ 714-2569 ลว. 24 มี.ค. 69

คำสั่ง สพฐ. ที่ 715-2569 ลว. 24 มี.ค. 69

สพฐ. เสิร์ฟ 5 หลักสูตรยกระดับสมรรถนะดิจิทัล-AI ให้ครู ฟรี

เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2569 ดร.พิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.)เป็นประธานการประชุมผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ครั้งที่ 11/2569 เพื่อติดตามความก้าวหน้าและขับเคลื่อนนโยบายสำคัญด้านการพัฒนาคุณภาพการศึกษา โดยมี ดร.พิเชฐร์ วันทอง ดร.วิษณุ ทรัพย์สมบัติ และนางภัทรวรรณ ภัทรบวรวุฒิ รองเลขาธิการ กพฐ. พร้อมด้วยนางอรุณี จิรมหาศาล และนางอาทิตยา ปัญญา ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ. เข้าร่วมประชุม ร่วมกับผู้อำนวยการสำนักต่าง ๆ และบุคลากรของ สพฐ. ณ ห้องประชุม สพฐ. 1 อาคาร สพฐ. 4 ชั้น 2 กระทรวงศึกษาธิการ และผ่านระบบออนไลน์

ดร.พิเชฐ กล่าวว่า ที่ประชุมได้หารือนโยบายสำคัญเพื่อเดินหน้ายกระดับการศึกษาไทย โดยมีผู้อำนวยการเขตตรวจราชการเข้าร่วมประชุมด้วย เพื่อรับฟังข้อเสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับการเบิกจ่ายงบประมาณให้เป็นไปตามแนวทางที่สำนักงบประมาณกำหนด รวมถึงประเด็นสำคัญอื่นๆ เช่น การบริหารงานบุคคล การสอบครูผู้ช่วย มาตรการ/แนวทางการดูแลและส่งเสริมด้านความปลอดภัยให้กับนักเรียน เป็นต้น

อีกประเด็นที่สำคัญ คือ การขับเคลื่อนยกระดับสมรรถนะดิจิทัล–AI มุ่งพัฒนาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ให้มีทักษะเทคโนโลยีทันสมัย รองรับการจัดการเรียนรู้ยุคดิจิทัลอย่างมีประสิทธิภาพ ด้วย“หลักสูตรพัฒนาสมรรถนะดิจิทัลและเทคโนโลยีที่ทันสมัย” สำหรับข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ประจำปี 2569 จำนวน 5 หลักสูตร ครอบคลุมทั้ง Cloud, AI, ความปลอดภัยไซเบอร์ และจริยธรรมดิจิทัล เป็นการจัดอบรมออนไลน์ฟรี 100% ผ่านช่องทาง OBEC Channel, YouTube และ Facebook พร้อมรับวุฒิบัตรเมื่อผ่านเกณฑ์การประเมิน

เลขาธิการ กพฐ. กล่าวว่า ขณะเดียวกัน สพฐ. ได้เดินหน้าโครงการ “สร้างพลังแห่งการเรียนรู้สู่อนาคตด้วยเทคโนโลยี” เปิดเวทีแข่งขันนวัตกรรม AI เพื่อพัฒนานักเรียน ครูและบุคลากรทางการศึกษา ให้สามารถประยุกต์ใช้ AI ในการเรียนรู้และบริหารสถานศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพ โดยคัดเลือกทีมต้นแบบ AI และจัดแข่งขัน OBEC Hackathon 2026 เพื่อสร้างนวัตกรรมที่ใช้ได้จริงและขยายผลได้ พร้อมตั้งเป้าผลิตข้อเสนอโครงการ AI ไม่น้อยกว่า 50 เรื่อง และพัฒนาทีมต้นแบบ 20 ทีม ผลักดันให้เกิดนวัตกรรม AI อย่างน้อย 20 ผลงาน พร้อมทั้งสร้างเครือข่ายการเรียนรู้ด้านเทคโนโลยี มุ่งยกระดับคุณภาพการศึกษา ลดความเหลื่อมล้ำ และเสริมสร้างระบบการศึกษาไทยสู่ดิจิทัลอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ เลขาธิการ กพฐ. ยังได้เชิญชวนร่วมงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 54 และสัปดาห์หนังสือนานาชาติ ครั้งที่ 24 ระหว่างวันที่ 26 มีนาคม – 6 เมษายน 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ภายใต้แนวคิด “Read The Legend” “ตำนานไม่ใช่แค่เรื่องเล่าในอดีต…แต่คือเรื่องจริงที่เดินทางข้ามกาลเวลา” พบกับสำนักพิมพ์กว่า 362 ราย บูธจัดงาน 1,028 บูธ กิจกรรมบนเวทีมากกว่า 100 รายการ รวมถึงนิทรรศการและกิจกรรมสร้างสรรค์อีกกว่า 21 รายการ อาทิ นิทรรศการหนังสือดีเด่น ประจำปี 2569 นิทรรศการแสงแห่งปัญญา นิทรรศการหนังสือต้องห้าม(ลืม) กิจกรรม Mini Book Workshop นักข่าวน้อยรีวิวหนังสือ และ Photo Booth ถ่ายภาพกับหนังสือในตำนาน เป็นต้น

นอกจากนี้ยังมีการมอบรางวัลสำหรับผู้ที่ได้รับการคัดเลือกผลงานในการประกวดแข่งขันการนำผลงานสารสนเทศเพื่อการบริหารจัดการไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนาสถานศึกษาและนักเรียน ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง สพฐ. กับ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา โดยผู้ได้รับรางวัล 2 คน ประกอบด้วย รางวัลชนะเลิศ “การนำเสนอข้อมูลสารสนเทศเพื่อการตัดสินใจ” ได้แก่ นางสาวเพชรรัตน์ อภัยภักดิ์ จากโรงเรียนพระนารายน์ สพม.ลพบุรี และรางวัล “ผู้สนับสนุนและส่งเสริมการนำสารสนเทศไปใช้ในการจัดการเรียนรู้” ได้แก่ นางสาวสุนทรี จันทร์สำราญ ศึกษานิเทศก์ สพม.ลพบุรี สะท้อนความสำเร็จของการนำข้อมูลสารสนเทศมาพัฒนาการศึกษาอย่างเป็นรูปธรรมในระดับพื้นที่

ครูจีนเฮ! คุรุสภาจับมือสมาคมครูจีน จัดอบรมมาตรฐานความรู้วิชาชีพครู ภาคภาษาจีน รับสมัครรุ่นแรก ภายใน 27 มี.ค.นี้

ผศ.ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ตนได้มอบหมายให้ ผศ.ดร.พลรพี ทุมมาพันธ์ รองเลขาธิการคุรุสภา เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือทางวิชาการในการดำเนินงานอบรมหลักสูตรมาตรฐานความรู้วิชาชีพครูภาคภาษาจีนกับสมาคมครูจีน (ประเทศไทย) โดยมีดร.วรรณา ลอลือเลิศ นายกสมาคมครูจีน (ประเทศไทย) พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่สมาคมครูจีน (ประเทศไทย) และคณะผู้บริหารและพนักงานเจ้าหน้าที่ของสำนักงานเลขาธิการคุรุสภาสภา เข้าร่วมในพิธี โดยสำนักงานเลขาธิการคุรุสภากับสมาคมครูจีน (ประเทศไทย)ได้กำหนดระยะเวลาความร่วมมือเป็นเวลา 3 ปี ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2569 – มีนาคม 2572 โดยคุรุสภาจะสนับสนุนบทเรียนและสื่อประกอบที่เกี่ยวข้องในหลักสูตรอบรมมาตรฐานความรู้วิชาชีพครู จำนวน 7 หน่วยการเรียนรู้ และสนับสนุนแพลตฟอร์มสำหรับใช้ในการจัดอบรมหลักสูตรอบรมมาตรฐานความรู้วิชาชีพครู จำนวน 7 หน่วยการเรียนรู้ ภาคภาษาจีน รวมทั้งสนับสนุนและดำเนินการอบรมมาตรฐานความรู้วิชาชีพครูสำหรับครูที่ใช้ภาษาจีน ส่วนสมาคมครูจีนก็จะดำเนินการแปลบทเรียนและสื่อประกอบที่เกี่ยวข้องในหลักสูตรการอบรม และประสานงานกับหน่วยงานในประเทศจีน และสนับสนุนบุคลากรในการแปลบทเรียนและสื่อประกอบที่เกี่ยวข้อง

เลขาธิการคุรุสภา กล่าวต่อว่า ความร่วมมือทางวิชาการของคุรุสภากับสมาคมครูจีน (ประเทศไทย) ในครั้งนี้ เนื่องจากปัจจุบันการสอนภาษาจีนในประเทศไทยมีความสำคัญขึ้นอย่างต่อเนื่อง การพัฒนาการเรียนการสอนภาษาจีนจึงไม่ใช่เพียงเรื่องทักษะภาษาเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างความเข้าใจอันดีในเชิงวัฒนธรรมระหว่างกัน ประเทศไทย จึงมีความต้องการครูผู้สอนภาษาจีนที่มีคุณภาพและมาตรฐานวิชาชีพสูง การร่วมมือกับสมาคมครูจีนถือเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยลดอุปสรรคด้านภาษา การแปลบทเรียนและสื่อประกอบ รวมถึงการประสานงานกับหน่วยงานในสาธารณรัฐประชาชนจีนและจะช่วยให้ครูจีนที่ปฏิบัติหน้าที่ในประเทศไทยสามารถเข้าถึงองค์ความรู้ด้านวิชาชีพครูตามบริบทของสังคมไทยอย่างถ่องแท้

ผศ.ดร.อมลวรรณ กล่าวอีกว่า ขณะนี้สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา โดยสถาบันคุรุพัฒนากำลังเปิดรับสมัครเข้ารับการอบรมหลักสูตรมาตรฐานความรู้วิชาชีพครู (KSP 7 Module) ภาคภาษาจีน หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 “การเปลี่ยนแปลงบริบทของโลก สังคม และแนวคิดของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” เพื่อพัฒนาสมรรถนะด้านความรู้วิชาชีพของครูให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่ รับสมัครตั้งแต่บัดนี้ถึงวันที่ 27 มีนาคม 2569 ซึ่งรุ่นที่ 001 ภาคภาษาจีน จะอบรมระหว่างเดือนมีนาคม – กรกฎาคม 2569 โดยผู้ที่จะเข้าอบรมต้องเป็นผู้ได้รับหนังสือยกเว้นไม่ต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพควบคุมเป็นการชั่วคราวที่ยังไม่หมดอายุ ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ นอกจากนี้คุรุสภายังได้เตรียมการเปิดการอบรมหลักสูตรมาตรฐานความรู้วิชาชีพครู (KSP 7 Module) ภาคภาษาจีน ในหน่วยการเรียนรู้ ที่ 2 – 7 ครบทั้ง 7 หน่วยการเรียนรู้ โดยจะเปิดรับลงทะเบียนในเดือนเมษายน 2569 และกำหนดเปิดอบรมในเดือนพฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป อย่างไรก็ตามขอเชิญชวนผู้สนใจเข้าร่วมอบรม เข้าดูขั้นตอนการสมัครและตรวจสอบสิทธิได้ที่ https://www.ksp.or.th/service/license_search.php แล้วสมัครเข้าใช้งานผ่านคุรุแพลตฟอร์ม https://khuruplatform.ksp.or.th/_/login จากนั้นกดเลือกที่ “หลักสูตร 7Module” เลือกคอร์สอบรมภาคภาษาจีน และกดสมัครคอร์สภาษาจีนเพื่อชำระเงิน โดยสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่เว็บไซต์ https://sites.google.com/kurupatana.ac.th/ksptpdi-7-module/ชาวไทย และสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่อีเมล: info@kurupatana.ac.th

“เกศทิพย์”พาทัวร์ เรียนรู้ สร้างอาชีพ ปลูกผักกินเองในภาวะวิกฤต

ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิชย์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้(สกร.)เปิดเผยว่า ในวันที่ 28-29 มีนาคมนี้ สกร.จะจัดกิจกรรมที่หลากหลาย ทั้งการอบรมระยะสั้น เวิร์กชอปสร้างอาชีพ นิทรรศการองค์ความรู้ เวทีแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และการจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากทั่วประเทศ ที่พร้อมต่อยอด “การเรียนรู้สู่การสร้างรายได้ (Learn to Earn)” อย่างเป็นรูปธรรม และจะเดินหน้าขับเคลื่อนการเรียนรู้ตลอดชีวิต ผ่านการจัดงาน “LEARN & EARN HEALTH MARKET” ตลาดนัดการเรียนรู้คู่เกษตรธรรมชาติ ที่ผสานองค์ความรู้ ทักษะอาชีพ และสุขภาพไว้ในพื้นที่เดียวกันอย่างครบวงจร “เรียนรู้ สร้างอาชีพ สร้างสุข สู่คลังอาหารปลอดภัยในบ้าน พึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน”

พร้อมกันนี้ จะมีการต่อยอดองค์ความรู้สู่การปฏิบัติจริง สร้าง “คลังอาหารปลอดภัย” ในบ้านและชุมชน ลดการพึ่งพาภายนอกในยามวิกฤต เสมือนมี “ตลาดสุขภาพ” อยู่ใกล้ตัว ใช้ชีวิตได้อย่างมั่นคง ยั่งยืน และพึ่งพาตนเองได้ ซึ่งการจัดกิจกรรมครั้งนี้ สกร. ได้จัดทำ Infographic ประชาสัมพันธ์ใน 5 ภาษา ได้แก่ ไทย อังกฤษ จีน ญี่ปุ่น และเยอรมัน เพื่อขยายโอกาสการเข้าถึงการเรียนรู้สู่ระดับนานาชาติ สะท้อนบทบาทประเทศไทยในฐานะแหล่งเรียนรู้ด้านเกษตรธรรมชาติและสุขภาวะของโลก จีงขอเชิญชวนทุกท่านร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ที่ “สร้างได้ทั้งความรู้และรายได้” พร้อมสร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับตนเอง ครอบครัว และชุมชน แล้วพบกันในวันที่ 28-29 มีนาคมนี้ที่ ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ ตั้งแต่เวลา 09.-17.00 น นะคะ

สอศ.จับมือ กพท.ผนึกกำลังอุตสาหกรรมการบิน ปั้นเด็กอาชีวะสู่สากล

เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2569 ที่ หอประชุมคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ ได้จัดพิธียกย่องเชิดชูเกียรติสถานประกอบการและมอบเกียรติบัตรผู้ผ่านการฝึกประสบการณ์วิชาชีพ เพื่อผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษาในอุตสาหกรรมการบิน โดยสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(สอศ.)(OVEC Aviation 2026)โดยมี นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(กอศ.) พร้อมด้วย พลอากาศเอก มนัท ชวนะประยูร ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย ปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “อนาคตกำลังคนอาชีวะในอุตสาหกรรมการบิน”และมีผู้เกี่ยวข้อง รวมถึงเครือข่ายการบินเข้าร่วมงาน

นายยศพล กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา มีภารกิจในการผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษาสมรรถนะสูง เพื่อการพัฒนาประเทศ โดยในส่วนของอุตสาหกรรมการบิน ได้จัดการเรียนการสอนหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง สาขาวิชาช่างอากาศยานมากว่า 10 ปีแล้ว ซึ่งเป็นหลักสูตรที่ได้รับการรับรองมาตรฐานสถาบันฝึกอบรมนายช่างภาคพื้นดิน ของสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) และสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมการบิน เช่น สาขาวิชาธุรกิจการบิน สาขาวิชาเทคนิคการผลิต(ผลิตชิ้นส่วนอากาศยาน) และสาขาวิชาเทคโนโลยีอุตสาหกรรมตัวถังและสีรถยนต์ (ตัวถังและสีเครื่องบิน) ซึ่งการจัดการเรียนการสอนได้รับความร่วมมือจากสถานประกอบการในอุตสาหกรรมการบิน เพื่อให้ผู้เรียน ได้มีความรู้ทักษะ และการฝึกประสบการณ์วิชาชีพ ให้เป็นกำลังคนที่มีคุณภาพต่ออุตสาหกรรมการบินของประเทศ

เลขาธิการ กอศ. กล่าวต่อไปว่า สอศ.ได้พัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนที่ตอบโจทย์อุตสาหกรรมสมัยใหม่ ถึงแม้ว่าอุตสาหกรรมการบินจะไม่ใช่เรื่องใหม่แต่กำลังคนเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งมหาวิทยาลัยและสถานศึกษาอื่นยังไม่มีการจัดการเรียนการสอนหลักสูตรดังกล่าว และหน่วยงานหลักที่ผลิตก็ยังไม่มีกำลังคนเพียงพอ ดังนั้น อาชีวศึกษาจึงตอบโจทย์มากที่สุด แต่ทั้งนี้หลักสูตรจะต้องมีมาตรฐาน ICAO กฎข้อบังคับ และวิธีปฏิบัติสากล เพื่อความปลอดภัย มั่นคง แลมีประสิทธิภาพของการบินพลเรือน ซึ่งทั้ง 6 วิทยาลัยที่เปิดสาขาช่างอากาศยานและธุรกิจการบิน ซึ่งเป็นกลุ่มหลักในการผลิตกำลังคนสู่อุตสาหกรรมการบิน ผ่านหลักสูตร ปวส. ร่วมกับสถาบันการบินและสายการบินต่างๆ ได้แก่ วิทยาลัยเทคนิคถลาง จ.ภูเก็ต วิทยาลัยเทคนิคสัตหีบ จ.ชลบุรี วิทยาลัยเทคนิคดอนเมือง กรุงเทพมหานคร วิทยาลัยเทคนิคสมุทรปราการ จ.สมุทรปราการ วิทยาลัยเทคนิคอุบลราชธานี จ.อุบลราชธานี และวิทยาลัยการอาชีพขอนแก่น จ.ขอนแก่น โดยผู้เรียนจะได้รับการรับรองมาตรฐานสถาบันฝึกอบรมนายช่างภาคพื้นดิน จากสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) เป็นการการันตีความพร้อมในการเข้าสู่สายงานได้ทันที ขณะเดียวกัน ยังพัฒนากำลังคนในสาขาที่อุตสาหกรรมต้องการ โดยร่วมมือกับสถานประกอบการทั้งในและต่างประเทศ เพื่อให้ผู้เรียนมีทักษะตรงความต้องการของอุตสาหกรรมและสามารถแข่งขันในระดับนานาชาติ ทั้งนี้ มีนักศึกษาผ่านการฝึกประสบการณ์วิชาชีพในสาขาช่างอากาศยาน ธุรกิจการบิน และเทคนิคการผลิต รวม 125 คน จากสถานศึกษา 13 แห่ง มารับมอบเกียรติบัตร และหน่วยงานต้นแบบ สถานประกอบการต้นแบบ บุคคลต้นแบบ และสถานศึกษาต้นแบบ ที่มีบทบาทในการพัฒนากำลังคนด้านการบิน อาทิ สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) บริษัท ไทยแอร์เอเชีย จำกัด บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) บริษัท ไทยไลออนเมนทารี จำกัด และบริษัท การบินกรุงเทพ เป็นต้น

ด้าน พลอากาศเอก มนัท กล่าวว่า ในส่วนของสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย เรามีหน้าที่กำกับดูแลในเรื่องของมาตรฐานทางด้านความปลอดภัยและความรู้ของผู้ที่จะได้คุณวุฒิตรงตาม มาตรฐานที่กำหนด ซึ่งในปัจจุบันต้องบอกว่า ธุรกิจการบินมีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว ดังนั้น 2 สิ่งที่เราต้องการก็คือปริมาณและคุณภาพ ซึ่งความต้องการด้านปริมาณตนมองว่า สอศ.มีความสามารถที่จะนำบุคลากรเข้าสู่ระบบอุตสาหกรรมการบิน อย่างไรก็ตาม การที่จะทำให้มีคุณภาพนั้น ก็ต้องเข้าไปดูเรื่องหลักสูตรการเรียนการสอนว่าตรงตามมาตรฐานที่กำหนดหรือไม่ เพราะเมื่อเด็กจบออกมาแล้วก็จะมีค่าตอบแทนต่างๆค่อนข้างสูง มั่นคง สามารถที่จะอยู่ในวงการอุตสาหกรรมการบินของเราที่จะเจริญเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ ตรงนี้เป็นการสร้างพื้นฐานที่สำคัญ เราไม่สามารถที่จะลงทุนในด้านของ ฮาร์ดแวร์ หรือซอฟต์แวร์ เพียงอย่างเดียวไม่ได้ เรายังต้องมีกำลังคน ที่จะเป็นส่วนสำคัญที่จะผลักดันทำให้กิจการการบินเจริญเดินหน้าไปอย่างปลอดภัยสำหรับทุกคน

“ผมคิดว่า สอศ เดินมาถูกทางแล้ว เพราะการที่เราต้องการบุคลากรไปดูแลเครื่องบิน เราไม่ต้องการเด็กที่มีคุณวุฒิทางด้านวิชาการที่สูง ไม่ต้องการคนที่จบด็อกเตอร์ มาซ่อมเครื่องบิน แต่เราต้องการคนที่ซ่อมเครื่องบินได้ตามมาตรฐานที่ถูกต้องและปลอดภัย ขณะเดียวกัน เราก็ต้องการปริมาณด้วย ซึ่งผมเชื่อว่าเด็กอาชีวะมีความรู้ความสามารถเพราะเรามีบุคลากรที่เก่ง สามารถถ่ายทอดได้ มีหลักสูตรที่เข้มข้น อีกทั้งมีการประเมินตรวจสอบทดสอบวัดผลที่ได้มาตรฐานด้วย”ผอ.การบินพลเรือนแห่งประเทศไทย กล่าวและว่า ในกลุ่มอาชีพอุตสาหกรรมนั้นถือว่ายังขาดแคลนบุคลากรอยู่ เพราะเรามีจำนวนเครื่องบินที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ และเป็นจำนวนมากด้วย เครื่องบินเครื่องหนึ่งเราไม่ต้องการเฉพาะนักบินกับลูกเรือ แต่เราต้องการช่าง ต้องการบุคลากรภาคพื้นต่างๆที่เกี่ยวข้องกับดูแลเครื่องบิน ซึ่งมีหลายสาขาที่เกี่ยวข้องกับการบินที่ทุกคนคาดไม่ถึง เช่น การขนส่งสินค้า การตรวจอุปกรณ์ ความปลอดภัยต่างๆ ซึ่งเหล่านี้ต้องมีมาตรฐานและมีใบรับรองความสมควรเดินอากาศทั้งสิ้น ซึ่งเชื่อว่าอาชีวศึกษาจะสามารถที่จะร่วมกันผลิตบุคลากรเพื่อป้อนเข้าสู่ระบบได้ และผู้ประกอบการเองก็พร้อมที่จะรับเด็กเหล่านี้ไปพัฒนาต่อให้เขามีอาชีพที่มั่นคงต่อไป

สกสค.ทำสัญญาจ้างพิมพ์หนังสือฯกับ 5 บริษัทแล้ว มั่นใจ จัดพิมพ์หนังสือทันตามกำหนด การันตีความโปร่งใส ประหยัดงบกว่า 255 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2569 ที่ โรงพิมพ์องค์การค้าของสำนักงานส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา( สกสค.) ได้เชิญผู้ชนะการประกวดเสนอราคาจัดพิมพ์หนังสือแบบเรียนขององค์กมารค้าฯ จำนวน 5 ราย ได้แก่ 1) ห้างหุ้นส่วนจำกัด ฟิสิกส์เซ็นเตอร์ 2) บริษัท รุ่งศิลป์การพิมพ์ (1977) จำกัด 3) บริษัท วรรณชาติ เพรส จำกัด 4) บริษัท สยามเพลส จำกัด และ 5) บริษัท อุดมศึกษา จำกัด เข้าร่วมลงนามในสัญญาฯ เพื่อเริ่มดำเนินการผลิตหนังสือแบบเรียนตามแผนงานที่กำหนด

โดย ดร.พีระพันธ์ เหมะรัต เลขาธิการคณะกรรมการ สกสค. ได้มอบหมายให้ ดร.ดิศกุล เกษมสวัสดิ์     รองเลขาธิการคณะกรรมการ สกสค. เป็นประธานในการลงนามข้อตกลงคุณธรรม (Integrity Pact) ร่วมกันระหว่างผู้ชนะการเสนอราคา ผู้สังเกตการณ์ และองค์การค้าของ สกสค. เพื่อให้การดำเนินโครงการเป็นไปอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้ พร้อมด้วย นางสาวชนนิกานต์ สืบชนะ รองเลขาธิการคณะกรรมการ สกสค. ทำหน้าที่ประธานคณะกรรมการร่างขอบเขตของงาน (TOR) และประธานคณะกรรมการพิจารณาผลการประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ของโครงการ เพื่อกำกับและติดตามการดำเนินงานให้เป็นไปตามระเบียบ กฎหมาย และหลักธรรมาภิบาล โดยผลการประกวดราคาพบว่า โครงการนี้สามารถ ประหยัดงบประมาณได้รวมทั้งสิ้น 255,637,700 บาท หรือคิดเป็นร้อยละ 25.31 ของงบประมาณโครงการ

และในวันเดียวกันยังได้มีการประชุมบริหารสัญญา โดยมี ดร.สุชาติ กลัดสุข รองเลขาธิการคณะกรรมการ สกสค. เป็นประธานคณะกรรมการตรวจรับพัสดุ กำกับและติดตามกระบวนการผลิตอย่างใกล้ชิด พร้อมขอความร่วมมือให้ผู้รับจ้างทั้ง 5 ราย ดำเนินการจัดพิมพ์ให้แล้วเสร็จ และสามารถส่งมอบหนังสือแบบเรียนแก่สถานศึกษาทั่วประเทศตามกำหนดการก่อนเปิดภาคเรียนปีการศึกษา 2569 โดยไม่ส่งผลกระทบต่อการเรียนการสอน สร้างความมั่นใจ ลดความกังวลของตัวแทนจำหน่ายและสถานศึกษาว่าการจัดพิมพ์หนังสือแบบเรียนจะแล้วเสร็จทันกำหนดเวลา

อย่างไรก็ตาม การลงนามในสัญญาครั้งนี้ได้รับเกียรติจากผู้สังเกตการณ์ภายใต้ข้อตกลงคุณธรรมทั้ง 3 ท่าน และคุณวาสนา สุทธิเดชัย คณะกรรมการส่งเสริมโครงการข้อตกลงคุณธรรม เข้าร่วมเป็นสักขีพยาน โดย ดร.มานะ นิมิตมงคล ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ได้กล่าวชื่นชมว่า “การดำเนินโครงการว่าการปรับกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างของ สกสค. ในครั้งนี้ได้นำ “ข้อตกลงคุณธรรม” มาใช้ เปิดให้ผู้สังเกตการณ์จากองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) เข้าร่วมสังเกตการณ์ในทุกขั้นตอน ตั้งแต่จัดทำ TOR กำหนดราคากลางไปจนถึงประกวดราคา แบบ (e-bidding) และกำหนดให้ผู้เสนอราคาสามารถยื่นข้อเสนอได้ในทุกรายการ ส่งผลให้เกิดการแข่งขันอย่างเปิดกว้าง ทำให้สามารถจัดซื้อได้ในราคาที่เป็นธรรม ได้ราคาต่ำกว่าราคากลาง และประหยัดงบประมาณอีกด้วย

“เพื่อไทย”ต้องรู้

หยอก หยอก วันที่ 19 มีนาคม 2569 *** “นกไม่เคยกลัวกิ่งไม้หัก ไม่ใช่เพราะมั่นใจในกิ่งไม้ แต่มันมั่นใจในปีกของตัวเอง” ***ใกล้คลอดเต็มทีแล้วสินะกับรัฐบาลอนุทิน 2  ทราบมาว่า หลังโหวตนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 19 มีนาคม จะมีการนำรายชื่อนายกรัฐมนตรี ขึ้นทูลเกล้าฯ และหลังจากมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ นายกรัฐมนตรีแล้ว จะมีการตรวจสอบประวัติและคุณสมบัติผู้ที่จะเป็นรัฐมนตรี หลังจากนั้นจึงจะนำรายชื่อคณะรัฐมนตรี(ครม.)ชุดใหม่ ขึ้นทูลเกล้าฯ ซึ่งคาดว่า จะได้ ครม.ชุดใหม่ช่วงวันสงกรานต์ *** สำหรับกระทรวงศึกษาธิการ เป็นที่แน่นอนล้านเปอร์เซ็นต์ว่าเป็นโควตาของพรรคสีแดง “เพื่อไทย” โดยมือวางอันดับหนึ่งที่จะมาเป็นเจ้าของรหัส “เสมา 1” ก็มีการสับขาหลอกไปมาอยู่ 2 คน คือ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ในฐานะหัวหน้าพรรค และ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง ผู้อาวุโสของพรรค ที่เคยมีชื่อว่าจะมานั่งเป็นเสนาบดีกระทรวงศึกษาธิการหลายครา และคราวนี้ก็มีรายชื่อส่งเข้าประกวดอีกครั้ง … แต่ไม่ว่าบทสรุปสุดท้ายรายชื่อจะออกที่ใคร หยอก หยอก ว่า ขอเพียงให้มีความจริงใจที่จะเปลี่ยนประเทศไปในทางที่ดีขึ้น ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาให้ได้เท่านี้ก่อนก็ดีใจแล้ว เพราะการเปลี่ยนแปลงต้องเริ่มจาก “การศึกษา” อย่าใช้เด็กเป็นหนูทดลองระบบ ก็หวังว่า พรรคเพื่อไทย มารอบนี้จะมาปฏิรูปโครงสร้างการศึกษาไทย เรียนรู้เพื่อมีรายได้ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล สู่ระบบ “Digital Education” เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา *** ไม่ใช่ตั้งเป้ามาตัดงบโครงการต่าง ๆ 20-25% โดยอ้างว่าเป็นงานนโยบาย ซึ่งตอนนี้ยังเรียกเก็บกันอยู่ในบางหน่วยงาน ก็ไม่รู้ว่าเงินจำนวนนี้โอนให้ใคร แบบนี้ ถ้าภาษาชาวบ้านเขาเรียกกันว่า “ทุจริตเชิงนโยบาย”…เด้อค่า *** ประเด็นที่เป็น เผือกร้อน ของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา หรือ สอศ.ตอนนี้ก็คือการจัดซื้อครุภัณฑ์ต่าง ๆ เพื่อใช้ในการเรียนการสอน ให้เด็กอาชีวะฝึกปฏิบัติประจำปีงบประมาณ 2569 ยังจัดซื้อจัดจ้างกันไม่ได้ เพราะตอนนี้มีบริษัทหนึ่งยื่นฟ้องไปที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)และศาลปกครอง ว่า มีการล็อคสเปกเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับบางบริษัท งานนี้ก็ได้แต่สงสารนักเรียน นักศึกษา ที่รออุปกรณ์การฝึกปฏิบัติ … ถ้าเป็นแบบนี้คุณภาพการศึกษาของประเทศจะยังเหลืออยู่มั้ย จะตอบโจทย์พรรคเพื่อไทยที่วางไว้ว่า “เรียนรู้เพื่อมีรายได้” ได้หรือเปล่า? ใครทำอะไรไว้อย่าคิดว่าคนอื่นเค้าไม่รู้เด้อ … หยอก ไม่อยากพูดเยอะ.. เจ็บคอ …  อย่าให้เด็กต้องเดือดร้อนไปด้วย … สปอร์ตไลท์ส่องถึง..นะจ๊ะนะจ๊ะ *** อ้อ..วันนี้ขออนุญาตพูดถึงประเด็นของ สอศ.เยอะหน่อยนะ เมื่อวาน หยอก หยอก ได้รับบัตรสนเท่ห์มาฉบับหนึ่งร่ายยาว 4-5 หน้า ซึ่งก็เป็นเจ้าเดิมนั่นแหละ แต่จะหยิบยกเฉพาะที่ หยอก หยอก รู้มาก่อนหน้านี้มาเล่าละกัน …  ตอนนี้ต้องยอมรับว่า บรรยากาศภายใน สอศ.วุ่นวาย โกลาหลซะเหลือเกิน  แว่วว่า ผู้บริหารแบ่งค่ายกันชัดเจน แม้แต่เด็ก ๆ ที่ผู้ใหญ่ให้แสงก็หลงตัวเองจนเกินงาม ว่ากันว่า ขณะนี้สำนัก ในสอศ.ว่างอยู่ 3 สำนัก คือ สำนักอำนวยการ สำนักนโยบายและแผน และ สำนักพัฒนาสมรรถนะครูและบุคลากรอาชีวศึกษา กำลังอยู่ในขั้นการรับสมัครคัดเลือกผู้ที่มีความเหมาะสม แต่มีพรายกระซิบให้แซดว่า รายชื่อทั้ง 3 ตำแหน่ง เสนอให้ผู้มีอำนาจพิจารณาแล้ว ส่วนจะเข้าตาหรือไม่ ต้องรอฟังกันนะจ๊ะ … อีกเรื่อง ก็การเช่าซื้อรถตู้ให้วิทยาลัย 400 คัน ดำเนินการเปิดตัวไปแล้ว 200 คัน เรื่องนี้เป็นเรื่องปกติของการบริหาร แต่มันมีอะไรที่ไม่ปกตินี่สิ ได้ยินว่า พรรคเพื่อไทย เตรียมจะเข้ามาสอบถามเรื่องเหล่านี้ด้วยนะ … ก็เตรียมตอบคำถามกันเด้อ …ว่าแต่งานนี้ จะสงสาร ยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการ อาชีวศึกษา ที่จะเกษียณอายุราชการอีกไม่กี่เดือน หรือ จะสงสารใครดี … ไม่รู้ว่าที่อยู่ใกล้ตัวน่ะ เป็นงูพิษ หรือ งูน่ารัก  555 … รอลุ้นได้เลยมีโอกาสสูงที่เจ้ากระทรวงจากค่ายสีแดงจะมาล้างไพ่ใน ศธ.ก่อนกันยายนนี้ *** พูดถึงงาน สอศ.ถ้าไม่พูดถึง สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.)เดี๋ยว ดร.พิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการ กพฐ. จะน้อยใจ จริง ๆ แล้ว เรื่องของ สพฐ.มีให้เล่าไม่น้อยกว่า สอศ. ถ้าจะมาเล่าวันนี้คอลัมน์จะยาวเกินไป วันนี้ขอแค่แตะพอหอมปากหอมคอกันไปก่อน …  การแต่งตั้งผู้บริหารระดับต้น และ ผู้อำนวยการสำนักต่าง ๆ ใน สพฐ.ที่เพิ่งผ่านมาหมาด ๆ มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในแวดวง สพฐ.อยู่ไม่น้อย ซึ่ง “เลขาฯพิเชฐ”ก็คงรู้ตัว จึงพยายามคุมเกมให้ผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งได้แสดงความสามารถเต็มที่ อย่าให้เสียชื่อคนการันตี … จริง ๆ ก็ยอมรับว่าวางตัวกันได้ดีทีเดียว แต่ก็แอบเป็นห่วงหน่อย ๆ กับงานในสำนักเทคโนโลยีเพื่อการเรียนการสอน หรือ สทร. ที่ต้องดูโครงการ Anywhere Anytime (เรียนได้ทุกที่ทุกเวลา) ซึ่งเป็นนโยบายหลักของกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและยกระดับคุณภาพการศึกษา ด้วยงบประมาณกว่า 22,000 ล้านบาท (ระยะเวลา 5 ปี) เพื่อเช่าอุปกรณ์แท็บเล็ต/โน้ตบุ๊กให้นักเรียนและครู ซึ่งมีการวางแผนใช้ช่วงปี 2568-2572 ก็ไม่รู้ว่า ตั้งคนที่มีความรู้เรื่องนี้มาคุมหรือเปล่า? ก็เท่านั้นเอง ***พูดถึงงานพิมพ์หนังสือเรียนของ องค์การค้าของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา(สกสค.)ปีนี้ ดร.พีระพันธ์ เหมะรัต เลขาธิการคณะกรรมการ สกสค.ได้มอบหมายให้  ชนนิกานต์ สืบชนะ รองเลขาธิการ สกสค.เป็นหัวหอกในการดำเนินการตั้งแต่ต้นน้ำ ถึงปลายน้ำ จนได้ 5 สำนักพิมพ์มาพิมพ์หนังสือแบบเรียนขององค์การค้าฯปีการศึกษา 2569 แล้ว ซึ่ง 1 ใน 5 สำนักพิมพ์ มีชื่อบริษัท รุ่งศิลป์การพิมพ์(1977)จำกัด คู่พิพาท องค์การค้าฯ รวมอยู่ด้วย โดยจะมีการกำหนดลงนามสัญญาและลงนามข้อตกลงคุณธรรมโครงการจ้างพิมพ์หนังสือแบบเรียน จำนวน 150 รายการ ในวันที่ 20 มีนาคมนี้ ที่องค์การค้าฯลาดพร้าว แต่ที่น่ากังวลคือ ปีนี้การดำเนินการจ้างพิมพ์หนังสือองค์การค้าฯล่าช้ากว่าปีที่ผ่านมา นักเรียนก็จะเปิดเทอมในวันที่ 16 พฤษภาคม 2569 นี้ จะพิมพ์หนังสือแบบเรียนเสร็จส่งทันก่อนเปิดเทอมหรือไม่ เพราะมีบางโรงพิมพ์ได้พิมพ์หนังสือจำนวนมาก กำลังพิมพ์เพียงพอหรือไม่ ซึ่งสกสค.และองค์การค้าฯจะต้องลงพื้นที่ดูโรงพิมพ์ทั้ง 5 แห่ง เพื่อติดตามการทำงานอย่างใกล้ชิด อย่าให้เหมือนปีที่ผ่าน ๆ มาว่าส่งหนังสือแบบเรียนล่าช้า แล้วมาปกปิดกัน … อ้อ แล้วก็อย่าอ้างเรื่องการรบกันระหว่าง อเมริกา-อิสราเอล กับ อิหร่าน ทำให้น้ำมันแพงจนกระทบต้นทุนนะจ๊ะ เพราะถ้าบริหารจัดการดีจริง ควรได้ลงมือพิมพ์หนังสือก่อนเค้ารบกันแล้ว …จริงมั้ย*** อย่างไรก็ตามตอนนี้มีสื่อเสรีก็น่าจะคลายความกังวลกันไปมาก เพราะหนังสือเรียนเอกชนดี ๆ มีให้เลือกเยอะ เว้นแต่ว่า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.)จะขอความอนุเคราะห์ให้โรงเรียนซื้อหนังสือจากองค์การค้าฯ แต่เท่าที่สอบถามจาก ดร.วิษณุ ทรัพย์สมบัติ รองเลขาธิการ กพฐ. ที่กำกับดูแลงานวิชาการ ยืนยันว่าไม่มีหนังสือขอความอนุเคราะห์ใด ๆ ทั้งสิ้น ถ้าเขตพื้นที่ฯได้รับหนังสือก็บอกเลยว่า ปลอม จ้า 555 *** อีกไม่ถึงเดือนก็จะเข้าเทศกาลสงกรานต์แล้ว ประเมินจากสถานการณ์ปีนี้ การเดินทางน่าจะลดลงมากเลยทีเดียว เพราะสภาวะการขาดแคลนน้ำมันและมีแนวโน้มว่าน้ำมันจะราคาพุ่งสูงขึ้น หลายคนคงตัดสินใจแล้วว่าปีนี้เที่ยว ณ ที่ตั้ง ไม่เดินทางอย่างน้อยก็ประหยัดค่าใช้จ่ายโดยเฉพาะน้ำมันไปได้โข แต่สำหรับใครที่ยังมุ่งมั่นที่จะเดินทางก็ขอให้เดินทางด้วยความระมัดระวัง ปลอดภัยทุกคน ***