“บุหรี่ไฟฟ้า”ทะลักขายในออนไลน์ 83 ช่องทาง ลามหนักเด็กไทยสูบพุ่งเกือบล้านคน เครือข่ายเยาวชนยื่น 4 ข้อเสนอถึง “อัครนันท์” ดันสถานศึกษาปลอดบุหรี่ไฟฟ้า 100%

ที่กระทรวงศึกษาธิการ — วันที่ 14 พ.ค.2569 เครือข่ายเยาวชนลดปัจจัยเสี่ยง เครือข่ายครอบครัวปลอดบุหรี่ เครือข่ายสื่อสร้างสรรค์ และภาคีเครือข่ายด้านเด็กและเยาวชนกว่า 60 คน รวมตัวเข้าพบ นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อแสดงจุดยืนผลักดัน “สถานศึกษาปลอดบุหรี่ไฟฟ้า 100%” พร้อมยื่น 4 ข้อเสนอเร่งด่วนปกป้องเด็กและเยาวชนไทยจากภัยบุหรี่ไฟฟ้า หลังสถานการณ์ระบาดในกลุ่มนักเรียน-นักศึกษาน่าวิตก โดยเฉพาะการขายผ่านออนไลน์ที่เข้าถึงง่าย รวดเร็ว และแพร่กระจายหนักผ่านโซเชียลมีเดีย

นางฐาณิชชา ลิ้มพานิช ประธานเครือข่ายครอบครัวปลอดบุหรี่ เปิดเผยว่า ข้อมูลการสำรวจการบริโภคยาสูบของเยาวชนไทย (GYTS) ปี 2565 ของกรมควบคุมโรค พบว่า เด็กอายุ 13-15 ปี ใช้บุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นถึง 5.3 เท่า จาก 3.3% ในปี 2558 เป็น 17.6% ในปี 2565 ขณะที่ข้อมูลสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี 2567 พบผู้สูบบุหรี่ไฟฟ้าในประเทศไทยเพิ่มจาก 78,742 คน ในปี 2564 เป็น 900,459 คน ในปี 2567 หรือเพิ่มขึ้นกว่า 11 เท่า สะท้อนปัญหาที่กำลังรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว ถึงแม้ว่าภาครัฐจะมีมาตรการเข้มงวด และมีกฎหมายห้ามนำเข้า ครอบครอง และจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าอย่างชัดเจน แต่ปัญหาสำคัญยังอยู่ที่ “ตลาดออนไลน์” ซึ่งยังเป็นช่องโหว่ใหญ่ที่ทำให้เด็กและเยาวชนเข้าถึงได้ง่าย โดยเฉพาะการขายผ่านเว็บไซต์ แอปพลิเคชัน และโซเชียลมีเดีย

ด้าน น.ส.ศุภัทรา ภาแก้ว ผู้ประสานงานเครือข่ายเยาวชนลดปัจจัยเสี่ยง กล่าวว่า จากผลเฝ้าระวังของสถาบันยุวทัศน์แห่งประเทศไทยและภาคีเครือข่าย ในช่วงไตรมาสแรกปี 2569 พบการขายบุหรี่ไฟฟ้าผ่านออนไลน์มากถึง 83 ช่องทาง แบ่งเป็นเว็บไซต์ 54 ช่องทาง และบัญชีผ่านแอปพลิเคชันอีก 29 บัญชี นอกจากนี้ ยังพบการโฆษณาผ่านกลุ่มปิดบนเฟซบุ๊ก 44.8% ผ่าน X หรือ Twitter 34.5% และ Instagram 20.7% โดยใช้ Micro Influencers สร้างภาพลักษณ์เชิงบวกให้บุหรี่ไฟฟ้า พร้อมบริการจัดส่งถึงบ้านภายใน 180 นาที

ขณะที่ นายบดินทร์ชัย บุญปก แกนนำเครือข่ายเยาวชนลดปัจจัยเสี่ยง และอดีตผู้เคยใช้บุหรี่ไฟฟ้าจนเสียโอกาสสอบเข้ารับราชการตำรวจจากปัญหาสุขภาพ กล่าวว่า เนื่องในวันงดสูบบุหรี่โลก วันที่ 31 พฤษภาคม นี้ ทางเครือข่ายขอยื่นข้อเสนอ 4 ข้อสำคัญต่อกระทรวงศึกษาธิการ ได้แก่ สนับสนุนมาตรการสถานศึกษาปลอดบุหรี่ไฟฟ้า 100% ให้ทุกโรงเรียนใช้วันปฐมนิเทศและประชุมผู้ปกครองสร้างความรู้เท่าทันพิษภัยบุหรี่ไฟฟ้า ส่งเสริมบทบาทผู้ปกครองและชุมชนร่วมกันเฝ้าระวัง รวมถึงยืนยันให้บุหรี่ไฟฟ้ายังคงเป็นสิ่งผิดกฎหมายต่อไป เพื่อปกป้องเด็กและเยาวชนไทยจากการตกเป็น นักสูบหน้าใหม่ ในอนาคต

นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รมช.ศึกษาธิการ กล่าวภายหลังรับหนังสือจาก แกนนำเครือข่ายเยาวชนลดปัจจัยเสี่ยงว่า จากการได้รับฟังรายงาน ได้มองเห็นโทษภัยของบุหรี่ไฟฟ้าอย่างมาก และจากที่ตนได้รับมอบหมายจากนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการให้ดูแล ศูนย์พิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ กระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งจะดูเรื่องความปลอดภัยต่าง ๆ ของเด็ก เยาวชนและบุคลากรทางการศึกษา ขอยืนยันว่าจะทำให้พื้นที่ของเด็กและเยาวชนเป็นที่เซฟโซนที่ไม่ใช่แค่เรื่องของจิตใจแต่รวมถึงเรื่องของสุขภาพด้วย โดยหลังจากนี้กระทรวงศึกษาธิการจะออกแนวมาตรการให้ครูช่วยปรามเรื่องของบุหรี่ไฟฟ้าด้วย และให้ทุกโรงเรียนสามารถใช้มาตรการเด็ดขาดได้ เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องผิดกฎหมายเกี่ยวข้องกับสุขภาพของเด็กและเยาวชน ซึ่งเราจะไม่ปล่อยไว้ ยืนยันว่ากระทรวงศึกษาธิการจะเข้มงวดเรื่องนี้ให้มากขึ้น โดยตนจะประสานกับทาง สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) สำนักนายกรัฐมนตรี และ กระทรวงพาณิชย์ รวมถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจให้ช่วยดูแลเรื่องนี้อย่างเข้มงวด

“การที่บุหรี่ไฟฟ้าเข้าถึงเด็กและเยาวชน ทำให้ส่งผลกระทบหลายอย่าง สุขภาพก็เป็นสิ่งสำคัญมากคนที่ไม่สูบบุหรี่ไฟฟ้าก็ต้องได้รับผลกระทบไปด้วย สถานศึกษาซึ่งถือเป็นพื้นที่เซฟโซนจะต้องไม่ปล่อยผ่าน ขอให้ทุกท่านสบายใจได้กระทรวงศึกษาธิการจะเข้มงวดกับเรื่องนี้ ทุกโรงเรียนก็ต้องเข้มงวดกับเรื่องนี้ และขอย้ำกับผู้ปกครองว่า บุหรี่ไฟฟ้าเป็นสิ่งผิดกฎหมาย ถ้าไม่ดูแลลูกหลานเมื่อกระทำผิด ผู้ปกครองก็ต้องรับผิดชอบ”นายอัครนันท์กล่าว

คณะบริหารธุรกิจ มทร.กรุงเทพ จับมือ TGBC เดินหน้าพัฒนาหลักสูตรรัฐ- เอกชน ยกระดับเส้นทางการศึกษายุคดิจิทัล ปลื้มนักศึกษาคณะบริหารธุรกิจ คว้าทุนสอบ CISA จากตลาดหลักทรัพย์ฯ

รศ.ดร.พิชัย จันทร์มณี อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.)กรุงเทพ เปิดเผยว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ คณะบริหารธุรกิจ มทร.กรุงเทพ นำโดย ผศ.ชูพรรค แพงไธสง รองคณบดีฝ่ายวิชาการ พร้อมด้วย ผศ.ดร.นิติรัฐ มาลีวัตร รองคณบดีฝ่ายบริหาร และนายแวววิเชียร ม่วงคง เจ้าหน้าที่ชำนาญการฝ่ายวิชาการ ได้เข้าพบดร.ปรารถนา ศรีสุข ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคโนโลยีไทยโกลบอลบริหารธุรกิจ (TGBC) เพื่อหารือเกี่ยวกับแนวทางการจัดทำหลักสูตรความร่วมมือภาครัฐและเอกชน (Public-Private Partnership) อย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นการหารือเพื่อแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์และวางกรอบความร่วมมือทางวิชาการ ทั้งในระดับปริญญาตรีและระดับบัณฑิตศึกษา โดยเน้นการเชื่อมโยงศักยภาพของทั้งสองสถาบัน เพื่อสร้างเส้นทางการศึกษาแบบไร้รอยต่อจากระดับสายอาชีพสู่ระดับอุดมศึกษา ที่จะรองรับความต้องการของตลาดแรงงานในยุคดิจิทัล
ด้านผศ.ชูพรรค กล่าวว่า วิทยาลัยเทคโนโลยีไทยโกลบอลบริหารธุรกิจ มีความโดดเด่นด้านการจัดการเรียนการสอนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ( ปวช.) และประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) โดยเฉพาะหลักสูตร English Program (EP) และสาขาวิชาภาษาต่างประเทศธุรกิจ (Foreign Language Business) ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาวิชาการของคณะบริหารธุรกิจ ทั้งด้านเทคโนโลยีดิจิทัล การสร้างธุรกิจ และการสื่อสารข้ามวัฒนธรรม ดังนั้นความร่วมมือครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการพัฒนาความร่วมมือทางวิชาการระหว่างสถาบัน เพื่อร่วมกันออกแบบโมเดลการพัฒนานักศึกษา การเพิ่มโอกาสทางการศึกษาและการวิจัย ตลอดจนการผลิตบัณฑิตที่มีศักยภาพ พร้อมรองรับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศในอนาคตต

ผศ.ชูพรรค กล่าวต่อว่า เมื่อช่วงต้นเดือนพ.ค.ที่ผ่านมานักศึกษาคณะบริหารธุรกิจ มทร.กรุงเทพ โดยนายสหพัฒน์ กิตติเมธาวัฒน์ และนายพรชัย ขำทับ นักศึกษาจากสาขาวิชาการเงินและนวัตกรรมทางการเงิน ยังได้รับทุนสอบหลักสูตร CISA ระดับ Foundation Knowledge (คุณวุฒิ AISA) ภายใต้โครงการ New Breed Capital Market Financial Professionals 2026 ซึ่งทุนดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจาก ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อส่งเสริมองค์ความรู้พื้นฐานด้านการเงินและการลงทุน รวมถึงพัฒนาศักยภาพนักศึกษาให้ก้าวสู่มาตรฐานวิชาชีพในตลาดทุนอย่างมีคุณภาพ ซึ่งความสำเร็จครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นและศักยภาพของนักศึกษา ในการพัฒนาตนเองสู่สายอาชีพด้านการเงินและการลงทุนในอนาคต อีกทั้งยังแสดงให้เห็นถึงคุณภาพการจัดการศึกษาของคณะบริหารธุรกิจในการผลิตบัณฑิตที่มีความพร้อมทั้งด้านวิชาการและวิชาชีพ สามารถแข่งขันได้ในระดับมาตรฐานตลาดทุน ทางมหาวิทยาลัยขอส่งกำลังใจให้นักศึกษาทั้งสองประสบความสำเร็จในการสอบ และนำองค์ความรู้ไปต่อยอดสู่เส้นทางวิชาชีพด้านการเงินและการลงทุนได้อย่างมั่นคงต่อไป.

“เสมา1”ปักหมุดหางโจว ดึง Smart Campus ปฏิรูปโรงเรียน เน้นปลอดภัย ชู AI ดูแลเด็ก-ปั้นนวัตกรรุ่นจิ๋ว

เมื่อวันที่ 13 พ.ค.2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศึกษาธิการ)เปิดเผยว่า ตนได้นำ คณะผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการศึกษาดูงานโรงเรียนต้นแบบ ณ นครหางโจว สาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างเข้าร่วมการประชุม World Digital Education Conference 2026 (WDEC 2026) เพื่อศึกษานวัตกรรมการศึกษาระดับโลก เพื่อเตรียมนำมาปรับใช้ยกระดับโรงเรียนไทยสู่ยุคดิจิทัลเต็มรูปแบบ โดยได้นำทีมผู้บริหารไปดูงานที่ โรงเรียนอนุบาลต้าหัว ซึ่งเป็นต้นแบบสำคัญด้าน Smart Campus โดยใช้ระบบ AI วิเคราะห์สุขภาพและดูแลความปลอดภัยของเด็กเป็นรายบุคคล ขณะที่โรงเรียนประถมศึกษา Information Harbor ได้ร่วมมือกับภาคเอกชนพัฒนาเทคโนโลยีการเรียนรู้สมัยใหม่ ทั้งระบบ 3D และ Laser Printing เพื่อฝึกทักษะวิศวกรรมตั้งแต่ระดับประถมศึกษา จนเด็กชั้น ป.3 สามารถสร้างโมเดลรถยนต์ได้จริง

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการจะนำโมเดลดังกล่าวมาศึกษาและวิเคราะห์ เพื่อพัฒนาโรงเรียนไทยให้ทันสมัย สอดรับกับโลกยุค AI และเศรษฐกิจดิจิทัล โดยเน้นทั้งความปลอดภัย การเรียนรู้เชิงนวัตกรรม และการสร้างทักษะแห่งอนาคตให้เด็กไทย โดยเป้าหมายของเราคือการสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ที่ปลอดภัยและเท่าทันโลก พร้อมปั้นเยาวชนไทยให้เป็นนวัตกรที่มีศักยภาพในศตวรรษที่ 21 โดยการศึกษาดูงานครั้งนี้จะสะท้อนทิศทางใหม่ของการศึกษาไทย ที่มุ่งเน้นการนำเทคโนโลยี AI และ Smart Education มายกระดับคุณภาพโรงเรียน ลดช่องว่างทางการศึกษา และเตรียมกำลังคนรองรับอุตสาหกรรมอนาคต

สพฐ.เปิดรับสมัครครูแกนนำเข้าอบรม 3 หลักสูตรใช้ AI เป็นเครื่องมือวิเคราะห์-ประเมินผล-ผลักดันทุกศักยภาพของผู้เรียนรายบุคคล

ดร.วิษณุ ทรัพย์สมบัติ รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการารศึกษาชั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กำลังเร่งขับเคลื่อนและขยายผลในการนำเทคโนโลยีดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ ( AI ) มาเป็นเครื่องมือในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน ครูสามารถใช้เครื่องมือ AI เป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาเด็ก ทำให้เด็กได้รับการพัฒนาตามศักยภาพรายบุคคล โดยวันที่ 20 พฤษภาคม วันที่ 27 พฤษภาคม และ วันที่ 4 มิถุนายน 2569 นี้ สำนักทดสอบทางการศึกษา สพฐ.จะจัดประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านการประเมินเพื่อพัฒนาศักยภาพผู้เรียนรายบุคคล โดยการใช้สารสนเทศทางการประเมินและเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ด้วยรูปแบบออนไลน์ จำนวน 3 หลักสูตร 4 โมดูล ซึ่งเป็นการอบรมฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย ใช้เวลาวันเสาร์-อาทิตย์ หรือเวลาที่นอกเหนือจากการเรียนการสอน เพื่อไม่ดึงครูออกนอกชั้นเรียน โดยการอบรมเริ่มจากครูแกนนำซึ่งเป็นครูฝ่ายวิชาการของโรงเรียน ในทุกเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ ประมาณ 500 คนก่อน เพื่อให้ครูแกนนำไปประยุกต์ใช้จริง และรายงานผลมาให้ สพฐ.ทราบว่า หลังใช้ AI เป็นผู้ช่วยแล้ว สามารถดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่ ส่วนระยะต่อไปจะขยายผลจัดอบรมโดยเปิดรับสมัครตามความสมัครใจของครู รวมถึงศึกษานิเทศก์ด้วย

  สพฐ.มีเป้าหมายว่า ครูที่ผ่านการอบรมจะสามารถอ่านและใช้ผลข้อมูลสารสนเทศทางการประเมินระดับชาติ เพื่อการวางแผนการพัฒนาการศึกษา การให้ข้อมูลย้อนกลับ (feedback) สามารถประยุกต์ใช้ AI เป็นเครื่องมือช่วยในการทำงานของครู ใช้เครื่องมือ AI เป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาเด็ก เด็กได้รับการพัฒนาตามศักยภาพรายบุคคลโดยครูใช้ผลการประเมินไปวางแผนออกแบบการพัฒนาผู้เรียน จัดกระบวนการเรียมรู้ของผู้เรียนรายบุคคล การวัดและประเมินผลที่สนับสนุนการจัดการเรียนรู้ที่ตอบสนองความแตกต่างระหว่างบุคคล ซึ่งจะทำให้มีคุณภาพทั้งวหลักสูตร กระบวนการเรียนรู้ และวิธีวัดและประเมินผลที่ไม่ใช่แค่การตัดสิน แต่เป็นการผลักดันทุกศักยภาพของผู้เรียนรองเลขาธิการ กพฐ.กล่าว

ด้าน นายชนาธิป ทุ้ยแป ผู้อำนวยการสำนักทดสอบทางการศึกษา สพฐ.กล่าวว่า ครูแกนนำสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมการอบรมได้ตั้งแต่บัดนี้ถึงวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 ผ่านทาง URL: https://forms.gle/Gxya2XK739yyPDUy7 ใน 3 หลักสูตรดังนี้ หลักสูตรที่ 1 การนำผลการประเมินคุณภาพผู้เรียนระดับชาติไปใช้เพื่อการพัฒนาการเรียนรู้ โดยใช้ AI วิเคาระห์ ประมวลผล และนำเสนอข้อมูล อบรมวันที่ 20 พฤษภาคม 2569 เวลา 8.30-16.00 น. หลักสูตรที่ 2 การประเมินเพื่อการพัฒนาการเรียนรู้ โดยใช้ AI สร้างเครื่องมือและให้ข้อมูลป้อนกลับ อบรมวันที่ 27 พฤษภาคม 2569 เวลา 8.30-16.00 น. และ หลักสูตรที่ 3 การวัดและประเมินผลที่สนับสนุนการจัดการเรียนรู้ การพัฒนาที่ตอบสนองความแตกต่างระหว่างบุคคล โดยใช้ GENT AI อบรมวันที่ 4 มิถุนายน 2569 เวลา 8.30-16.00 น. ซึ่งทั้ง 3 หลักสูตรอบรมผ่านระบบ Zoom หลังอบรมเสร็จต้องทำงานส่ง และจะได้รับเกียรติบัตร ทั้งนี้ การอบรมระยะต่อไปจะเป็นการเรียนรู้จากแพลตฟอร์ม หลักสูตรละ 6 ชั่วโมง อยู่ที่ไหนก็เข้าอบรมได้ Anywhere Anytime.

 

 

 

 

สกร.เตือนระวังมิจฉาชีพแอบอ้างเป็นทีมงาน รมว.ศธ.เรียกผลประโยชน์หลายเรื่อง

เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 เพจประชาสัมพันธ์ กรมส่งเสริมการเรียนรู้ ได้มีประกาศแจ้งเตือนเฝ้าระวังพฤติการณ์แอบอ้างว่า

กรณีมีบุคคลแอบอ้างชื่อ “ดร.มิตร” ระบุว่าเป็นทีมงานของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ โทรศัพท์ติดต่อผู้บริหารหน่วยงานในสังกัด สกร. เพื่อจูงใจเรื่องการจัดสรรงบประมาณเหลือจ่ายประจำปี สำหรับจัดซื้อหนังสือและสื่อการเรียนรู้เข้าห้องสมุดประชาชนระดับอำเภอ โดยมีการเสนอรายชื่อบริษัทและรายการสื่อการเรียนรู้ให้นั้น

เพื่อให้การดำเนินงานของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) เป็นไปด้วยความโปร่งใส และป้องกัน ความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากกลุ่มมิจฉาชีพ จึงขอแจ้งเตือนให้ทุกหน่วยงานและสถานศึกษาในสังกัดเพิ่ม ความระมัดระวังจากการแอบอ้างตัวตนอ้างว่าเป็นทีมงานหรือคนใกล้ชิดของผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงฯ การยื่นข้อเสนอเพื่อจูงใจ การชี้นำการจัดซื้อ โดยมีการระบุชื่อรายการหนังสือและสื่อการเรียนรู้พร้อมราคาไว้ล่วงหน้า

ทั้งนี้ขอให้ทุกท่านตรวจสอบข้อมูล หากได้รับการติดต่อในลักษณะดังกล่าว ขอให้ตรวจสอบโดยตรงกับช่องทางสื่อสารอย่างเป็นทางการของกรมฯ ก่อนดำเนินการใด ๆ การจัดซื้อจัดจ้างทุกประเภทต้องเป็นไปตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐอย่างเคร่งครัด

กรมส่งเสริมการเรียนรู้ ขอยืนยันว่าการจัดสรรงบประมาณทุกประเภทมีขั้นตอนตามระเบียบราชการ ที่ชัดเจนและไม่มีนโยบายในการให้บุคคลภายนอกมาชี้นำการจัดซื้อจัดจ้างในลักษณะนี้

จึงแจ้งมาเพื่อโปรดทราบและถือปฏิบัติโดยเคร่งครัด หากพบเห็นพฤติการณ์ที่น่าสงสัย โปรดแจ้งให้กรมฯ ทราบทันที

 

สกร.เข้าพบองคมนตรีเดินหน้าช่วยเด็กหลุดระบบ ผ่าน Credit Bank และสายอาชีพ สร้างโอกาสคืนสู่การเรียนรู้

เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) มอบหมายให้ ดร.โยฑิน สมโนนนท์ รองอธิบดี สกร.เข้าพบ พลเอก ไพบูลย์ คุ้มฉายา องคมนตรี ณ สำนักงานองคมนตรี ทำเนียบองคมนตรี พระราชอุทยานสราญรมย์ เพื่อนำเสนอแนวทางการดำเนินงานด้านการช่วยเหลือเด็กและเยาวชนที่หลุดจากระบบการศึกษา ให้สามารถกลับเข้าสู่ระบบการเรียนรู้และมีอาชีพอย่างยั่งยืน

ดร.โยฑิน กล่าวว่า การเข้าพบครั้งนี้ได้รายงานความร่วมมือระหว่าง สกร.กับ สถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน ในการพัฒนาการศึกษาและอาชีพให้แก่เยาวชน ผ่านระบบสะสมหน่วยกิต (Credit Bank) และการจัดการเรียนสายอาชีพควบคู่การศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เรียนสามารถเรียนต่อ ควบคู่กับการพัฒนาทักษะอาชีพที่ตอบโจทย์การมีงานทำในอนาคต พร้อมกันนี้ยังได้นำเสนอรูปแบบการเรียนรู้ 3 ขั้นตอน ได้แก่ การวางแผนการเรียน การพัฒนาทักษะวิชาชีพสมัยใหม่ และการพัฒนาทักษะชีวิต เพื่อให้ผู้เรียนสามารถสำเร็จการศึกษา มีทักษะอาชีพ และใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างมีคุณภาพ

รองอธิบดี สกร. กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ยังได้รายงานผลการช่วยเหลือนักเรียนที่หลุดจากระบบการศึกษาในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี โดยเฉพาะโรงเรียนในโครงการกองทุนการศึกษา ซึ่งสามารถติดตามและช่วยเหลือผู้เรียนได้ประมาณ 42 คน รวมถึงสะท้อนปัญหาสำคัญของเด็กและเยาวชนที่หลุดจากระบบการศึกษา ทั้งด้านการเรียน ครอบครัว เศรษฐกิจ และสังคม พร้อมแนวทางการส่งต่อเข้าสู่การศึกษาทางเลือกของ สกร. ทั้งนี้ ได้ชี้แจงแผนการลงพื้นที่รับสมัครและติดตามผู้เรียนในจังหวัดกาญจนบุรี เพื่อให้เด็กและเยาวชนกลับเข้าสู่ระบบการศึกษา และได้รับการพัฒนาทักษะอาชีพอย่างต่อเนื่องด้วย

โอกาสนี้ พลเอก ไพบูลย์ คุ้มฉายา องคมนตรี ได้ให้ข้อเสนอแนะสำคัญแก่ สกร.ในการจัดทำระบบฐานข้อมูลนักเรียนของจังหวัดกาญจนบุรี การติดตามและช่วยเหลือเด็กที่หลุดจากระบบการศึกษา โดยเฉพาะกลุ่มเด็กยากจน เด็กที่มีปัญหาครอบครัว และเด็กที่มีปัญหาด้านการเรียน ตลอดจนการรวบรวมข้อมูลหลักสูตรวิชาชีพที่จำเป็น ทั้งสาขาวิชาช่างและหลักสูตรอาชีพภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.)กับ สกร.โดยได้มอบหมายให้สำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดกาญจนบุรี ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อขับเคลื่อนการช่วยเหลือเด็กและเยาวชนให้เข้าถึงโอกาสทางการศึกษาอย่างทั่วถึงและยั่งยืนต่อไป

ครม.ตั้งข้าราชการการเมือง “ยุทธพงศ์”ที่ปรึกษา รมว.ศธ. “วัลลภ”เลขานุการ รมว.ศธ. “ภาควัต”ผู้ช่วยเลขานุการ รมว.ศธ. “ลิณธิภรณ์”ผู้ช่วย รมต.ประจำ ศธ.

เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งสำคัญ ทั้งในส่วนข้าราชการประจำ ข้าราชการการเมือง และกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี รวม 15 รายการ ครอบคลุมหลายกระทรวง ดังนี้

ครม.อนุมัติแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญระดับทรงคุณวุฒิ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ โดยแต่งตั้ง นางศิริลักษณ์ มีมาก รองอธิบดีกรมกิจการเด็กและเยาวชน ให้ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาวิชาการพัฒนาสังคม (นักวิเคราะห์นโยบายและแผนทรงคุณวุฒิ) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป หลังมีคุณสมบัติครบถ้วนและตำแหน่งว่างจากการเกษียณอายุราชการ

กระทรวงศึกษาธิการ ครม.เห็นชอบแต่งตั้ง นายอิทธิกร ช่างสากล ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวง ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาด้านเทคโนโลยีระบบสารสนเทศ (นักวิชาการศึกษาทรงคุณวุฒิ) สำนักงานปลัดกระทรวงกระทรวงศึกษาธิการ ตั้งแต่วันที่ 6 สิงหาคม 2568  ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ครม.อนุมัติบรรจุ นายประมา ศาสตระรุจิ ผู้มีความรู้ความสามารถและความชำนาญงานสูง เข้ารับราชการในตำแหน่งที่ปรึกษาด้านระบบวิจัย สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.)

กระทรวงการต่างประเทศ ครม.เห็นชอบแต่งตั้ง นายต่อ ศรลัมพ์ กงสุลใหญ่ ณ นครลอสแอนเจลิส สหรัฐอเมริกา ขึ้นดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงย่างกุ้ง สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง

กระทรวงแรงงาน มีการแต่งตั้งข้าราชการระดับบริหารสูง 2 ราย ได้แก่ นายมงคล สงคราม และ นายวิชิต อินทรเจริญ รองอธิบดีกรมการจัดหางาน ขึ้นดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวงแรงงาน

ในส่วนข้าราชการการเมือง กระทรวงศึกษาธิการ ครม.แต่งตั้ง 3 ราย ได้แก่ นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร เป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายวัลลภ รุจิรากร เป็นเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และ นายภาควัต ศรีสุรพล เป็นผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

กระทรวงวัฒนธรรม ครม.ยังอนุมัติแต่งตั้งผู้รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม จำนวน 2 ราย ได้แก่ ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม มีผลตั้งแต่วันที่ 12 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป

สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี มีการแต่งตั้งข้าราชการการเมืองเพิ่มเติม 4 ราย ได้แก่ ร.อ.หญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร เป็นรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี  พล.ต.ต. ไพศาล วงศ์วัชรมงคล นายเสฏฐนันท์ ราฟาเอล เตชะวิบูลย์ และ ธนากร รัตนากร ดำรงตำแหน่งกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี ประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี

กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา แต่งตั้ง นางสาวประเมิน รักนาค เป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และ นายพัสกร รังสิวัฒนศักดิ์ เป็นเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

กระทรวงคมนาคม แต่งตั้ง นายษฐา ขาวขำ เป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม

กระทรวงวัฒนธรรม แต่งตั้ง นายปารเมศ โพธารากุล เป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม และ น.ส.สรัสนันท์ อรรณนพพร เป็นเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม

นอกจากนี้ ครม.ยังเห็นชอบแต่งตั้งกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี รวม 6 ราย ได้แก่ นายอัฏฐพล ลัดใหม่กุลวัฒน์  นายวรพรต แก้ววิจิตร นายชนก จันทาทอง น.ส.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์  นายเอกภพ เพียรพิเศษ และ นายสุรชาติ ชาญประดิษฐ์  รวมถึงแต่งตั้ง น.ส.พลอยลภัสร์ สิงห์โตทอง และ นายอรรถยุทธ์ ศรีสมุทร ดำรงตำแหน่งกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี ประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี โดยทั้งหมดมีผลตั้งแต่วันที่ 12 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป

สกู๊ปพิเศษ***เปิดงบฯลูกเสือแห่งชาติ เงินถึงเด็ก หรือจบที่พิธีการ

ภายใต้กระทรวงศึกษาธิการ มีหน่วยงานหนึ่งที่ถึงแม้จะไม่ใช่หน่วยงานใหญ่ เท่าองค์กรหลักอย่างสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน( สพฐ.) หรือ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) หรือ กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ที่ดูแลผู้เรียนจำนวนมาก แต่ก็เป็นหน่วยงานที่มีเครือข่ายและมีความเกี่ยวข้องกับผู้เรียนและบุคลากรจำนวนมาก ซึ่งอาจจะมากกว่าองค์กรหลักๆ เสียอีก นั่นคือ  สำนักงานลูกเสือแห่งชาติ เพราะหน่วยงานนี้ ดูแลทั้งค่ายลูกเสือ การฝึกอบรม บุคลากร เครื่องแบบ กิจกรรม และการพัฒนาหลักสูตร ซึ่งเป็นพื้นที่ใช้งบประมาณจำนวนมาก แต่ตรวจสอบได้ยากในสายตาสาธารณะ

วันนี้ Focusnews จะมาชวนคุยบางเรื่องที่น่าสนใจ เรื่องแรก เป็นเรื่องของงบประมาณ “กิจกรรม” สูง แต่ผลลัพธ์เชิงคุณภาพจับต้องยาก สำนักงานลูกเสือแห่งชาติยังคงขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์และโครงการฝึกอบรมลูกเสือทั่วประเทศ รวมถึงการพัฒนาหลักสูตรและค่ายลูกเสือ  แต่จุดที่น่าจับตาคือ งบประมาณประเภทนี้มักอยู่ในรูปแบบ การอบรม สัมมนา เข้าค่าย พัฒนาศักยภาพประชุมเชิงปฏิบัติการ การเดินทางราชการ ซึ่งเป็น “งบอ่อน” ที่ตรวจสอบผลสัมฤทธิ์จริงได้ยาก

เรื่องที่ 2  โครงสร้าง “ค่ายลูกเสือ” อาจกลายเป็นพื้นที่ใช้งบซ้ำซ้อน ในแผนปฏิบัติการของสำนักงานลูกเสือแห่งชาติ มีภารกิจด้าน • กำกับค่ายลูกเสือ  • พัฒนาค่าย  • ตรวจสอบการบริหารงบประมาณค่ายลูกเสือ  แต่ปัญหาคือประเทศไทยมีค่ายลูกเสือจำนวนมาก กระจายทั้งส่วนกลาง เขตพื้นที่ และโรงเรียน คำถามคือ  • ค่ายใดใช้งานจริง  • ค่ายใดแทบไม่มีเด็กเข้าใช้ • มีงบซ่อมบำรุงซ้ำซ้อนหรือไม่  • รายได้จากการเช่าค่ายเข้าสู่ระบบครบหรือเปล่า   เพราะในอดีต “ค่ายลูกเสือ” เคยถูกมองว่าเป็นพื้นที่สีเทาเรื่อง  • ค่าเช่า  • ค่าปรับปรุง  • ค่าจัดกิจกรรม  • การจัดซื้อวัสดุ โดยเฉพาะในระดับจังหวัดและเขตพื้นที่

เรื่องที่ 3 งบประมาณที่เกี่ยวกับ “เครื่องแบบ-หลักสูตร-ระเบียบใหม่” อาจเป็นตลาดใหญ่   ที่ สำนักงานลูกเสือแห่งชาติกำลังเดินหน้าปรับกฎหมายและเครื่องแบบลูกเสือหลายรายการ  ประเด็นนี้น่าจับตาเพราะทุกครั้งที่มีการเปลี่ยน • เครื่องแบบ  • หลักสูตร  • คู่มือ  • เครื่องหมาย  • อุปกรณ์  ก็จะเกิด “ตลาดใหม่” ทันที และผู้ได้ประโยชน์อาจไม่ใช่เด็ก แต่เป็น • ผู้ผลิตชุด • โรงงานปัก  • ร้านอุปกรณ์ • ผู้จัดพิมพ์คู่มือ ทำให้เกิดคำถามว่า การปรับหลักสูตรจำเป็นจริงหรือไม่ หรือเป็นการ “รีเซ็ตตลาด” รอบใหม่

เรื่องที่ 4 ลูกเสือยุคใหม่ VS ความจริงในโรงเรียน แม้ฝ่ายบริหารพยายามผลักภาพ “ลูกเสือยุคดิจิทัล” ผ่านแอปและกิจกรรมใหม่ ๆ  แต่ในความจริง โรงเรียนจำนวนมากยังสะท้อนว่า • ขาดครูผู้กำกับลูกเสือ  • ขาดงบกิจกรรมจริง  • เด็กมองกิจกรรมลูกเสือเป็นภาระ  • โรงเรียนจำนวนมากทำเพียงให้ครบหลักสูตร ซึ่งนี่คือช่องว่างระหว่าง “ภาพนโยบาย” กับ “หน้างานจริง”และเรื่องที่ 5  จุดเสี่ยงที่สุด คือ “งบประมาณที่กระจายทั่วประเทศ” สำนักงานลูกเสือแห่งชาติอาจไม่ใช่หน่วยงบฯแสนล้าน แต่มีลักษณะสำคัญคือ “งบฯกระจายตัว” หมายถึง  • เบิกหลายพื้นที่  • หลายหน่วย  • หลายค่าย  • หลายกิจกรรม ซึ่งลักษณะนี้ตรวจสอบยากกว่างบฯก้อนใหญ่เสียอีก และหากไม่มีระบบเปิดเผยข้อมูลเชิงรุก ทั้งรายชื่อโครงการ  ราคากลาง  ผู้รับจ้าง  ผลสัมฤทธิ์ รวมถึงจำนวนผู้เข้าร่วมจริง ก็อาจกลายเป็น “งบฯเงียบ” ที่สังคมไม่ค่อยจับตา

จากข้อสังเกตที่ว่า ทำให้เกิดความน่าสนใจว่าในช่วงที่กระทรวงศึกษาธิการกำลังชูแนวทาง  ลดภาระครู  ลดความเหลื่อมล้ำ ดึงเด็กกลับเข้าสู่ระบบการศึกษา  ทำให้กิจการลูกเสือจะถูกตั้งคำถามขึ้นมาทันทีว่า “ตอบโจทย์การศึกษาใหม่จริงหรือไม่” เพราะถ้ายังใช้งบฯกับพิธีการ เครื่องแบบ และระบบราชการมากเกินไป ก็อาจถูกมองว่าเป็น “โครงสร้างเก่า” ที่ใช้งบฯสูง แต่ไม่ทันโลก แต่หากปรับให้ลูกเสือเป็นพื้นที่สร้าง วินัยดิจิทัล  ทักษะชีวิต ภาวะผู้นำ  การรับมือภัยพิบัติ รวมถึงจิตอาสาให้เกิดขึ้นได้จริง ก็จะกลายเป็นเครื่องมือพัฒนาเยาวชนที่ทรงพลังได้แน่นอน

สพฐ.เร่งช่วยเหลือโรงเรียนประสบภัย พร้อมเตรียมมาตรการรับเปิดเทอมทั้งลดภาระผู้ปกครองและวิกฤตพลังงาน

  

เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 ดร.พิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) มอบหมายให้ ดร.วิษณุ ทรัพย์สมบัติ รองเลขาธิการ กพฐ. เป็นประธานการประชุมผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ครั้งที่ 17/2569 เพื่อติดตามความก้าวหน้าและขับเคลื่อนนโยบายสำคัญด้านการพัฒนาคุณภาพการศึกษา โดยมี นางภัทรวรรณ ภัทรบวรวุฒิ รองเลขาธิการ กพฐ. พร้อมด้วย ดร.อรุณี จิรมหาศาล และ ดร.อาทิตยา ปัญญา ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ. เข้าร่วมประชุม ร่วมกับผู้อำนวยการสำนักต่าง ๆ และบุคลากรของ สพฐ. ณ ห้องประชุม สพฐ. 1 อาคาร สพฐ. 4 ชั้น 2 กระทรวงศึกษาธิการ และผ่านระบบออนไลน์


ดร.วิษณุ กล่าวว่า ในที่ประชุมได้มีการเน้นย้ำตามข้อสั่งการของนายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ที่มอบหมายให้ สพฐ. เร่งติดตามและช่วยเหลือโรงเรียนที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ โดยให้โรงเรียนตั้งคณะกรรมการตรวจสอบความเสียหาย ก่อนเสนอเรื่องผ่านสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามายัง สพฐ. เพื่อดำเนินการช่วยเหลืออย่างเป็นระบบ และที่ประชุมยังได้เตรียมสรุปผลการดำเนินงานการขับเคลื่อนมาตรการต้อนรับเปิดภาคเรียน ลดภาระผู้ปกครอง และรับมือวิกฤตพลังงาน ผ่านแนวปฏิบัติและข้อสั่งการต่อเนื่อง  เพื่อเสนอที่ประชุมผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการในรูปแบบคลิป 3 นาที แสดงทั้งกระบวนการ มาตรการลดค่าใช้จ่ายของโรงเรียน และผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม รวมถึงรายงานผลงานสำคัญของ สพฐ. เพื่อสะท้อนการขับเคลื่อนนโยบายสู่การปฏิบัติจริง

รองเลขาธิการ กพฐ. กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ ยังได้รายงานความก้าวหน้าการ เตรียมจัดพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวม 18 หน่วยงาน เพื่อขับเคลื่อนนโยบายความปลอดภัยและสร้างพื้นที่สร้างสรรค์ในสถานศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม ในวันที่ 15 พฤษภาคมนี้ โดยการทำ MOU ครั้งนี้มุ่งส่งเสริมการป้องกัน ดูแล ช่วยเหลือ และคุ้มครองนักเรียน ครูและบุคลากรทางการศึกษา ควบคู่กับการสร้างพื้นที่การเรียนรู้ที่ช่วยพัฒนาทักษะชีวิต สุขภาวะ และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของผู้เรียน ผ่านการบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน พร้อมพัฒนาระบบข้อมูลสารสนเทศเพื่อใช้ติดตาม ขยายผล และยกระดับการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สถานศึกษาปลอดภัยและเป็นพื้นที่สร้างสรรค์อย่างแท้จริง

“สพฐ.ยังได้วางแผนติดตามและประเมินผลการบริหารจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประจำปีงบประมาณ 2569 ซึ่งมีการปรับลดและบูรณาการตัวชี้วัดจากเดิม 151 ตัวชี้วัด/ประเด็น เหลือเพียง 43 ตัวชี้วัด/ประเด็น ลดลงถึง 71.52% เพื่อลดภาระและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ทั้งนี้ จะมีการติดตามความก้าวหน้า พร้อมให้ข้อเสนอแนะและสนับสนุนการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง รวมถึงจัดทำข้อมูลสารสนเทศเพื่อใช้ในการวางแผนและบริหารจัดการ โดยกำหนดติดตามผล 3 รอบ ระหว่างเดือนมีนาคมถึงกันยายน เพื่อให้การขับเคลื่อนนโยบายและการดำเนินงานเกิดประสิทธิภาพสูงสุด และส่งผลเชิงบวกต่อผู้เรียนและสถานศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม”ดร.วิษณุกล่าว

“โฆษก ศธ.” นัดทีมสื่อสารทุกแท่ง ถกทิศทางประชาสัมพันธ์เชิงรุก สร้างความเชื่อมั่นสังคม รับเปิดเทอม

เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2569 นายตติยภัทร์ ปิติเศรษฐพันธุ์ โฆษกกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า ตนได้เรียกประชุมผู้ปฏิบัติงานด้านการสื่อสารของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อมอบนโยบายและกำหนดทิศทางการสื่อสารของกระทรวงศึกษาธิการ ภายหลังเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ โดยเน้นย้ำการทำงานด้านสื่อสารให้เป็นเอกภาพ เดินหน้าสื่อสารเชิงรุก สร้างความเชื่อมั่นต่อสังคมให้กับ ครู นักเรียน และผู้ปกครอง

โฆษก ศธ. กล่าวว่า การสื่อสารของกระทรวงศึกษาธิการจากนี้ต้องเป็น “หนึ่งเดียว” ทุกหน่วยงานต้องสนับสนุนภารกิจซึ่งกันและกัน พร้อมเดินหน้าสื่อสารนโยบายของกระทรวงอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนสามารถติดตาม ตรวจสอบ และมีส่วนร่วมกับการทำงานด้านการศึกษาได้มากขึ้น นอกจากนี้ ยังได้กำชับให้ทุกหน่วยงานเตรียมความพร้อมด้านการสื่อสารในภาวะวิกฤต โดยต้องมีระบบการทำงานที่ชัดเจน รวดเร็ว และรับผิดชอบอย่างมืออาชีพ รวมถึงปรับแนวทางการนำเสนอข่าวสารจาก “ข่าวราชการ” ไปสู่ “การเล่าเรื่อง” ที่เข้าถึงประชาชนมากขึ้น โดยเฉพาะการดึงเรื่องราวจากพื้นที่และสถานศึกษาทั่วประเทศมาถ่ายทอดสู่สังคม

“เป้าหมายสำคัญของการทำงานด้านสื่อสาร คือ การสร้างความเชื่อมั่นให้แก่สังคม โดยเฉพาะกลุ่มครู นักเรียน และผู้ปกครอง ให้สามารถเข้าถึง เข้าใจ และเชื่อมั่นต่อการดำเนินงานของกระทรวงศึกษาธิการ นอกจากนี้ที่ประชุมยังได้หารือถึงวาระเร่งด่วนสำคัญ อาทิ การเตรียมความพร้อมก่อนเปิดภาคเรียน ความปลอดภัยในสถานศึกษา รวมถึงการประชาสัมพันธ์ภารกิจของ “ศูนย์พิทักษ์สิทธิเสรีภาพและสวัสดิภาพนักเรียน-ครู” ซึ่งเตรียมเปิดดำเนินการอย่างเป็นทางการในเร็ว ๆ นี้ ตลอดจนการสื่อสารนโยบายการศึกษาไปยังผู้เรียนทุกกลุ่มอย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น”นายตติยภัทร์ กล่าว