ครูตบ-ต่อยนักเรียนเหตุไม่ส่งงาน ผิดจรรยาบรรณร้ายแรง คุรุสภาไม่ปล่อย เล็งถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ

จากกรณีข่าวครูโรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดชลบุรี ลงโทษนักเรียนชั้น ป.5 ด้วยการตบ-ต่อย เหตุเพราะไม่ส่งงาน ซึ่งผู้ปกครองได้ร้องเรียนและแจ้งความให้ดำเนินคดีทางกฎหมาย นั้น ผศ.ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา กล่าวว่า คุรุสภาทราบเรื่องดังกล่าวแล้ว ซึ่งตนเองได้สั่งการให้ส่วนงานที่เกี่ยวข้องไปตรวจสอบข้อมูลของครูที่ตกเป็นข่าว ทั้งด้านใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ การได้รับรางวัลต่าง ๆ จากคุรุสภา และให้ดำเนินการเอาผิดทางจรรยาบรรณของวิชาชีพอย่างเร่งด่วน

เลขาธิการคุรุสภา กล่าวว่า จากข้อมูลที่ตรวจสอบ พบว่า ครูรายดังกล่าวเป็นข้าราชการครู สังกัดกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูชั้นสูง ออกให้เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 หมดอายุวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2576 และข้อมูลการได้รับรางวัล ปรากฏว่า รางวัลครูผู้สอนการงานอาชีพดีเด่นที่ครูได้รับนั้น เป็นรางวัลที่ออกให้โดยหน่วยงานต้นสังกัด มิใช่รางวัลที่ออกให้โดยคุรุสภา ทั้งนี้ ได้รับเรื่องเข้าสู่กระบวนการพิจารณาดําเนินการ
ทางจรรยาบรรณของวิชาชีพ และอยู่ระหว่างประสานข้อมูลอย่างเป็นทางการกับหน่วยงานต้นสังกัด เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน หากข้อเท็จจริงเป็นไปตามที่ปรากฏในข่าว พฤติกรรมอาจเข้าข่ายเป็นการประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพอย่างร้ายแรง ซึ่งมีระดับโทษถึงขั้นพักใช้ใบอนุญาต หรือเพิกถอนใบอนุญาต และจะได้นำเสนอคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพวินิจฉัยชี้ขาดกำหนดระดับโทษต่อไป

ผศ.ดร.อมลวรรณ กล่าวต่อไปว่า ปัจจุบันกระบวนการดำเนินงานพิจารณาการประพฤติตามจรรยาบรรณของผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาของคุรุสภาเป็นไปด้วยความรวดเร็วและเคร่งครัดกับกรณีการประพฤติผิดเป็นอย่างมาก หากพบว่าครูประพฤติผิดก็จะต้องดำเนินการตามข้อเท็จจริง และพิจารณาด้วยความถูกต้องและรวดเร็ว เพื่อไม่ปล่อยให้ประพฤติผิดอีก  และสำหรับเหตุการณ์นี้ คุรุสภาก็จะเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงและสรุปผลโดยเร็วที่สุด เพื่อดูแลความปลอดภัยของนักเรียน และสร้างความเชื่อมั่นให้กับสังคม

“ขอแจ้งไปยังผู้ประกอบวิชาชีพครูทุกคน ให้ตระหนักถึงการดำเนินการใด ๆ กับศิษย์ โดยเฉพาะการลงโทษ
ควรใช้วิธีการปรับพฤติกรรมของศิษย์ในทางที่สร้างสรรค์ ร่วมกันดูแลและสร้างพื้นที่ปลอดภัยสำหรับนักเรียน ไม่ใช้ความรุนแรง ทั้งทางกายและวาจา และต้องคำนึงถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นทั้งทางจิตใจและร่างกายของศิษย์เป็นสำคัญ”  ผศ.ดร.อมลวรรณ กล่าว.

 

 

 

“พิเชฐ”เร่งรัดใช้งบประมาณปี 2569 เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ผู้บริหารระดับสูงส่วนกลางไม่ WFH ขณะที่ เรื่องนำมือถือเข้าห้องเรียนมอบโรงเรียนพิจารณาตามความเหมาะสม

เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2569 ดร.พิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.)เปิดเผยภายหลังการประชุมผู้บริหารระดับสูงของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.)ว่า ในการประชุมวันนี้ได้พูดคุยกันในหลายประเด็น โดยเฉพาะเรื่องการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2569 ซึ่งสำนักการคลังและสินทรัพย์ สพฐ.ได้รายงานตัวเลขการเบิกจ่ายงบประมาณ ซึ่งตนก็ได้เร่งรัดให้มีการเบิกจ่ายเพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมายเวลาและระเบียบกฏหมายของทางภาครัฐกำหนดไว้ทั้งส่วนกลางและเขตพื้นที่ฯเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยเฉพาะงบลงทุน ซึ่งเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น การก่อสร้างอาคารสถานที่ เป็นต้น และให้รายงานทุกวันอังคารเพื่อจะได้ติดตามกำชับอย่างต่อเนื่อง

เลขาธิการ กพฐ.กล่าวต่อไปว่า มีหนังสือจากสำนักงบประมาณ “เรื่องการจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติม 25% ซึ่งงวดแรกและงวดที่สองได้ดำเนินการไปแล้ว 75% ก็จะเร่งรัดติดตามการใช้งบประมาณเหล่านี้ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดไม่ให้ได้รับผลกระทบเช่น เงินเดือนครูอัตราจ้าง พนักงานเจ้าหน้าที่ จะต้องจ่ายให้ครบทุกเดือน ดังนั้นก็ขอฝากบอกอัตราจ้างเหล่านี้ไปว่า จะไม่ได้รับผลกระทบเรื่องเงินเดือนแน่นอน เราจะดูแลให้เป็นปัจจุบันทันสมัยและเกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจและสร้างมาตรฐานการทำงานเพื่อส่วนรวมต่อไป อย่างไรก็ตาม สำนักงบประมาณยังบอกว่าถ้ามีความจำเป็นจะขอเพิ่มเติมงบประมาณ ก็ให้ขอมาได้ ดังนั้น สพฐ.ก็จะไปวิเคราะห์ว่าอะไรมีความจำเป็นจะต้องของบประมาณเพิ่มเติมในส่วนที่จำเป็นจริง ๆ เพื่อไม่ให้กระทบต่อการทำงานของ สพฐ.ทั้ง ส่วนกลาง เขตพื้นที่ฯ โรงเรียน และการใช้งบประมาณครั้งนี้ก็จะใช้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดกับทางราชการ และเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล

“ส่วนมาตรการ Work from home ของ สพฐ.นั้น ในที่ประชุมได้วิเคราะห์ในแง่มุมต่าง ๆ แล้วเห็นว่า ในส่วนกลางตั้งแต่เลขาธิการ รองเลขาธิการ กพฐ.ผู้ช่วย กพฐ.ผอ.สำนักต่าง ๆ ผอ.กลุ่มงาน จะต้องมาทำงานตามปกติ เพื่อให้ขับเคลื่อนงานต่อไปได้ไม่สะดุด ส่วน เขตพื้นที่การศึกษา ตั้งแต่ผอ.เขตพื้นที่ฯ รอง.ผอ.เขตพื้นที่ฯ ผอ.กลุ่มงาน ก็ให้มาทำงานตามปกติ ส่วนเจ้าหน้าที่ ก็ให้หมุนเวียนตามความเหมาะสม และต้องลงเวลาผ่านระบบออนไลน์สำหรับคนที่เวิร์คฟอร์มโฮมและ จะต้องติดต่อได้ตลอดเวลา เพื่อให้งานเดินหน้าต่อไปได้ แต่ทั้งนี้ต้องหยุดไม่เกิน 50%”ดร.พิเชฐ กล่าวและว่า ส่วนเรื่องการห้ามไม่ให้นำมือถือเข้าห้องเรียน นั้น ในวันที่ 16 พฤษภาคม นี้ โรงเรียนก็จะเปิดเทอม ก็ให้โรงเรียนพิจารณาตามความเหมาะสมในแต่ละพื้นที่ฯ ทั้งนี้ต้องสื่อสารให้ผู้ปกครอง และนักเรียนเข้าใจด้วย

นอกจากนี้ ดร.พิเชฐ ยังกล่าวว่า การประชุมครั้งนี้มุ่งเน้นการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม โดยเริ่มจากความร่วมมือกับกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ซึ่งได้เชิญ ดร.ไกรยส ภัทราวาท ร่วมแลกเปลี่ยนแนวคิดด้านการพัฒนาการศึกษาในหลายมิติ ทั้งการลดปัญหาเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา (Zero Dropout) เพื่อเพิ่มโอกาสทางการศึกษาให้ครอบคลุมนักเรียนทุกกลุ่มอย่างทั่วถึง พร้อมกันนี้ ยังมีการสนับสนุนเครื่องมือบริหารจัดการโรงเรียน เช่น โปรแกรม Q-Info สำหรับโรงเรียนขนาดเล็กและขนาดกลาง รวมถึงการขับเคลื่อนโครงการ ครูรัก(ษ์)ถิ่น เพื่อสร้างความต่อเนื่องของกำลังครูในพื้นที่ห่างไกล และอาจต่อยอดสู่แนวคิด “ผู้บริหารรัก(ษ์)ถิ่น” เพื่อช่วยลดปัญหาการโยกย้ายบ่อยในโรงเรียนที่ขาดแคลนบุคลากร และยังได้หารือเรื่องงบประมาณอุดหนุนรายหัวสำหรับครูและนักเรียน รวมถึงค่าอาหารกลางวันและอาหารเสริมต่าง ๆ โดย สพฐ. จะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางประสานความร่วมมือกับ กสศ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อขับเคลื่อนงานผ่านกระบวนการวิจัยและการทำงานเชิงระบบ ก่อนนำเสนอเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายสู่ระดับกระทรวงและคณะรัฐมนตรี ต่อไป

‘เกศทิพย์’ชงเพิ่มเงินอุดหนุนรายหัวผู้เรียน สกร.ขอรับ 5 รายการเหมือนนักเรียน สพฐ.

สีดำ สีขาว และสีน้ำตาล การศึกษา กระดาน พื้นหลังเสมือนจริงของ Zoom - 1

ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ สกร.กำลังเตรียมเสนอขอเพิ่มอัตราค่าใช้จ่ายรายหัว งบเงินอุดหนุน ตามโครงการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการจัดการศึกษาตั้งแต่ระดับอนุบาลจนจบการศึกษาขั้นพื้นฐานของ สกร.  เนื่องจากปัจจุบันผู้เรียนของ สกร. ได้รับเงินอุดหนุนรายหัว เพียง 3 รายการ คือ ค่าจัดการเรียนการสอน ค่าหนังสือเรียน และค่าอุปกรณ์การเรียน ซึ่งไม่เท่ากับนักเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ที่ได้รับ 5 รายการ คือ ค่าจัดการเรียนการสอน ค่าหนังสือเรียน ค่าอุปกรณ์การเรียน ค่าเครื่องแบบนักเรียน และค่ากิจกรรมพัฒนาคุณภาพผู้เรียน

อธิบดี สกร. กล่าวต่อไปว่า สำหรับงบประมาณเพิ่มเติม ประกอบด้วย 1.เงินอุดหนุนรายการที่ผู้เรียน สกร.ยังไม่เคยได้รับการจัดสรร ได้แก่ ค่าอุปกรณ์การเรียน และรายการค่าเครื่องแบบ ซึ่งอาจเป็นชุดสำหรับการเข้าร่วมกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนตามหลักสูตร เช่น ชุดกีฬา ชุดลูกเสือ อาสายุวกาชาด แบ่งเป็น ค่าอุปกรณ์การเรียน ระดับประถมศึกษา 440 บาท ม.ต้น 520 บาท ม.ปลาย 520 บาท ประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) 520 บาท , ค่าเครื่องแบบ ประถมศึกษา 400 บาท ม.ต้น 500 บาท ม.ปลาย 550 บาท ปวช.950 บาท

2.เงินอุดหนุนรายหัวสำหรับผู้เรียนปฐมวัย (บนพื้นที่สูง) ซึ่ง สกร.ไม่เคยได้รับจัดสรร โดยจะขอรับจัดสรรงบจำนวน 5 รายการในอัตราเดียวกับผู้เรียนปฐมวัยในระบบ โดยปัจจุบันมีเด็กปฐมวัยที่เข้ามาอยู่ในความรับผิดชอบของ สกร.จำนวน 1,991 คน แบ่งเป็น ค่าจัดการเรียนการสอน 2,040 บาท ค่าหนังสือเรียน 200 บาท ค่ากิจกรรมพัฒนาคุณภาพผู้เรียน 570 บาท ค่าอุปกรณ์การเรียน 290 บาท ค่าเครื่องแบบ 325 บาท  และ 3. โครงการพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนการสอนสำหรับผู้เรียนกลุ่มเป้าหมายพิเศษ ผู้พิการและเด็กเร่ร่อน โดยขอรับการสนับสนุนเงินงบประมาณ 4 รายการ คือ ค่าจ้างรายเดือนครูผู้สอนคนพิการและเด็กเร่ร่อน (จ้างเหมา) เดือนละ 18,000 บาท, เงินสบทบครูผู้สอนคนพิการและเด็กเร่ร่อน (จ้างเหมาและพนักงานราชการ) และค่าพาหนะ  เดือนละ 2,000 บาท

“นอกจากนี้จะขอสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการเข้ารับการอบรมของครูผู้สอนคนพิการที่เป็นพนักงานราชการ เพื่อให้ได้เงินเพิ่มสำหรับตำแหน่งที่มีเหตุพิเศษของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ปฏิบัติหน้าที่สอนคนพิการ โดยเรียกย่อว่า “พ.ค.ก.” ซึ่งเป็นไปตามระเบียบ ก.ค.ศ.ว่าด้วยเงินเพิ่มสำหรับตำแหน่งที่มีเหตุพิเศษของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ปฏิบัติหน้าที่สอนคนพิการ พ.ศ.2556 หากมีคุณสมบัติเป็นไปตามระเบียบจะได้รับเงินเพิ่มในอัตราเดือนละ 2,500 บาท รวมทั้งเงินบริหารการจัดการเรียนรู้ สำหรับสถานศึกษา/จังหวัดที่จัดการเรียนการสอนสำหรับผู้พิการและเด็กเร่ร่อน โดยปรับแบบขั้นบันได ต่อเนื่อง 5 ปี ตั้งแต่ พ.ศ.2569-2573″ ดร.เกศทิพย์กล่าว

 

“ก.ค.ศ.”เล็งแก้เกณฑ์ขึ้นบัญชีผอ.สพท.จาก1ปี เป็น 2 ปี พร้อมประกาศรางวัลระดับชาตินำมาเลื่อนวิทยฐานะฯ

เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2569 ดร.ธนู ขวัญเดช เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา(ก.ค.ศ.)เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา(อ.ก.ค.ศ.)วิสามัญที่เกี่ยวกับหลักเกณฑ์การสอบ ที่ผ่านมา ได้มีการพูดถึงการแก้ไขหลักเกณฑ์ ก.ค.ศ.เรื่อง การขึ้นบัญชีผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษา(ผอ.สพท.)สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) จาก 1 ปี ให้เป็น 2 ปี เหมือนกับหน่วยงานอื่น ๆ และให้ขึ้นบัญชีจาก 1 เท่าเป็น 2-3 เท่า ซึ่งเป็นข้อเรียกร้องของคนที่สอบขึ้นบัญชี ผอ.สพท.ได้  โดยขณะนี้เรื่องนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของ อ.ก.ค.ศ.วิสามัญฯ นอกจากนี้ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.)ยังได้เสนอให้นำผลงาน และข้อเขียน มารวมใน ภาค ก เพื่อให้ได้คนที่มีความรู้ความสามารถและมีประสบการณ์มาทำงาน ก็เป็นข้อเสนอที่ดี ซึ่ง ก.ค.ศ.ก็รับมาพิจารณา แต่ทั้งนี้ก็ต้องผ่านการพิจารณาของ อ.ก.ค.ศ.วิสามัญที่รับผิดชอบก่อนที่จะนำเข้าที่ประชุม ก.ค.ศ.ที่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธาน เห็นชอบ แต่อย่างไรก็ตามขณะนี้ยังไม่ได้มีการประชุม อ.ก.ค.ศ.วิสามัญฯพิจารณาเรื่องนี้เลย

เลขาธิการ ก.ค.ศ.กล่าวต่อไปว่า ส่วนประเด็นที่ สพฐ.จะเสนอ ก.ค.ศ.ให้กลุ่มครูอัตราจ้าง  ที่ทำงานสอนมาไม่น้อยกว่า 3 ปี  สามารถนำผลการปฏิบัติงานสอน มาประกอบการพิจารณา สอบครูผู้ช่วย ว16 ได้ นั้น เรื่องนี้เป็นข้อเสนอที่ดี ก.ค.ศ.ก็รับไว้พิจารณา เพราะเป็นการเปิดโอกาสให้คนทำงานที่แข่งขันในสนามเล็ก ไม่ว่าจะเป็น ครูจ้างสอน ครูอัตราจ้างต่าง ๆ สามารถสอบบรรจุได้ ซึ่งปัจจุบันก็มีอยู่แล้ว แต่มีประเด็นบางอย่างที่ไม่ชัดเจน เช่น มีข้อเสนอว่า จะนับกันอย่างไร จะนำผลการทำงานจากหน่วยงานอื่นมานับรวมด้วยหรือไม่ ดังนั้นจึงต้องกำหนดให้ชัดเจน ซึ่งเรื่องนี้ก็ต้องไปพูดคุยกันใน อ.ก.ค.ศ.วิสามัญที่เกี่ยวข้องเช่นกัน อย่างไรก็ตามทุกหน่วยงานก็อยากให้ดำเนินการเรื่องนี้โดยเร็ว

“สำหรับหลักเกณฑ์(ว 1/2569 )ที่เปิดโอกาสให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา 4 สายงาน ที่ได้รับรางวัลจากผลงานเชิงประจักษ์ระดับชาติหรือนานาชาติ สามารถใช้ยื่นขอมีหรือเลื่อนเป็นวิทยฐานะเชี่ยวชาญและเชี่ยวชาญพิเศษได้ ขณะนี้ อ.ก.ค.ศ.วิสามัญเฉพาะกิจเพื่อพิจารณารางวัลจากผลงานเชิงประจักษ์ ซึ่งส่งผลต่อการยกระดับคุณภาพการศึกษา ที่มี คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา เป็นประธาน ซึ่งคาดว่าภายในสิ้นเดือนมีนาคมนี้ จะนำเข้าที่ประชุม ก.ค.ศ.เห็นชอบ เพื่อให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 16 พฤษภาคม 2569 ส่วนรางวัลนานาชาติ จะพิจารณาในครั้งต่อไป เนื่องจากมีประเด็นที่ซับซ้อน ต้องดูให้ละเอียด และต้องเป็นรางวัลที่สะท้อนถึงคุณภาพการศึกษาจริงๆ”ดร.ธนู กล่าว

“เกศทิพย์” โชว์วิสัยทัศน์เวทีเสวนา “MDCU MedUMORE The Global Phenomenon” ชูบทบาทเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา มุ่งสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต

เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2569 ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) เปิดเผยว่า ตามที่ดร.สุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ มอบหมายให้เข้าร่วมเสวนาในงาน “MDCU MedUMORE The Global Phenomenon” ซึ่งจัดโดยคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ณ ห้อง 302 อาคารรัตนวิทยาพัฒน์ ชั้น 3 โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย นั้น ตนได้ร่วมเสวนาพิเศษในหัวข้อ “Standardizing the Future: AI & Global Recognition” (ยกระดับมาตรฐานสู่อนาคต เมื่อ AI พลิกโฉมการศึกษาแพทย์ไทย) ร่วมกับผู้ทรงคุณวุฒิจากหลายภาคส่วน โดยในการเสวนาครั้งนี้ ได้มีการแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับ การสร้างความเท่าเทียมและลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล ซึ่งตนได้สะท้อนมุมมองของกระทรวงศึกษาธิการว่า การเปิดโอกาสให้เด็กและประชาชนทุกคนสามารถเข้าถึงการเรียนรู้อย่างทั่วถึงและเป็นธรรม คือเป้าหมายสำคัญของการพัฒนาประเทศ ซึ่ง เทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) จะเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้การเข้าถึงองค์ความรู้เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว ทันสมัย และพร้อมเพรียงกันทั่วประเทศ

อธิบดี สกร. กล่าวว่า ในบริบทของกระทรวงศึกษาธิการซึ่งเป็นองค์กรขนาดใหญ่และครอบคลุมโรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กว่า 29,000 แห่ง ปัญหาสำคัญที่เผชิญมาอย่างยาวนานคือ ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา โดยเฉพาะในโรงเรียนขนาดเล็กบางแห่งที่มีนักเรียนไม่ถึง 120 คน แต่ยังจำเป็นต้องเปิดทำการเรียนการสอนเพื่อให้เด็กในพื้นที่ห่างไกลเข้าถึงโอกาส อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดที่ตามมาคือการขาดแคลนบุคลากรครูที่มีความรู้ความชำนาญครบทุกสาขาวิชาเพื่อให้ได้มาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ ด้วยเหตุนี้ แนวทางการแก้ปัญหาที่สำคัญในอดีตคือการนำระบบ การศึกษาทางไกลโดยมีโรงเรียนวังไกลกังวล ในพระบรมราชูปถัมภ์ เป็นโรงเรียนต้นทางหรือครูตู้และโรงเรียนขนาดเล็กเป็นโรงเรียนปลายทางผ่านดาวเทียม โดยการจัดการศึกษาผ่านมูลนิธิการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียมในพระบรมราชูปถัมภ์ มาใช้ซึ่งถือว่าเป็นโครงการที่เกิดจากสายพระเนตรอันยาวไกลของ “พ่อหลวง” (รัชกาลที่ 9) โดยได้เริ่มดำเนินการอย่างต่อเนื่องมา จนถึงปัจจุบัน ในรัชกาลที่ 10 ซึ่งสืบสาน รักษา ต่อยอด เป็น New DLTV เป็นการสร้างโอกาสให้กับนักเรียนทั่วประเทศได้รับการเรียนรู้ที่ได้มาตรฐานสำหรับการศึกษาในระบบ และช่วยลดความเหลื่อมล้ำได้โดยตรงในกรณีที่โรงเรียนปลายทางมีครูไม่เพียงพอหรือไม่พร้อมในบางรายวิชา ทำให้เด็กและครูในพื้นที่ห่างไกลสามารถเรียนรู้ไปพร้อมกับโรงเรียนที่มีความพร้อมสูงได้ เมื่อโลกก้าวเข้าสู่ยุคปัจจุบัน การจัดการศึกษาทางไกลได้มีการปรับตัวขนานใหญ่ตามพัฒนาการของเทคโนโลยี โดยเปลี่ยนจากระบบการส่งสัญญาณผ่าน ดาวเทียม มาสู่ระบบ ดิจิทัลเปรียบเป็น “พาหนะที่รวดเร็ว” ในการส่งต่อความรู้ให้เด็กไทยสามารถก้าวข้ามข้อจำกัดทางเศรษฐกิจและสังคม เข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพได้อย่างเท่าเทียมและพร้อมกันทั่วประเทศ

ดร.เกศทิพย์ กล่าวด้วยว่า สำหรับ สกร.ซึ่งมีพันธกิจในการดูแลการเรียนรู้ของประชาชนทุกช่วงวัย ภายใต้แนวคิด “สกร. อยู่ในใจทุกครัวเรือน” โดยมุ่งใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเป็นเครื่องมือสำคัญในการขยายโอกาสทางการเรียนรู้ให้กับประชาชนทั่วประเทศ ผ่านกลไกของครู สกร. ที่ปฏิบัติงานอยู่ในทุกตำบล ทำหน้าที่เป็นผู้แนะนำและสนับสนุนการเรียนรู้ รวมถึงการใช้เทคโนโลยีและแอปพลิเคชันที่เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิต นอกจากนี้ สกร. ยังมีแนวทางในการเชื่อมโยงผลการเรียนรู้จากกิจกรรมต่าง ๆ เข้าสู่ระบบ ธนาคารหน่วยกิต (Credit Bank) เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถสะสมและเทียบโอนการเรียนรู้ได้อย่างยืดหยุ่น รวมทั้งดำเนินงานเชิงรุกผ่านเครือข่ายครูและบรรณารักษ์ในการเข้าถึงประชาชนในระดับชุมชนและครัวเรือน เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ที่ตอบโจทย์ชีวิตจริงด้วย

 

“คุรุสภา”ไฟเขียวออกตั๋วครูจบนอก 311 ราย ทบทวนใบอนุญาตครูให้เหลือใบเดียวจบที่มหาวิทยาลัยรู้ผลสิ้นเดือนมีนาคมนี้

เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2569 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการคุรุสภา(บอร์ด คุรุสภา) ว่า ที่ประชุมได้เห็นชอบการรับรองคุณวุฒิ เพื่อการขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู กรณีสำเร็จการศึกษา จากต่างประเทศ ของผู้ยื่นคำขอรับรองคุณวุฒิฯ ตามประกาศคุรุสภา เรื่อง การรับรองคุณวุฒิ เพื่อการขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู กรณีสำเร็จการศึกษาจากต่างประเทศ พ.ศ. 2566 จำนวน 311 ราย และที่ประชุมเห็นชอบหลักการในหลักเกณฑ์แนวทางการพัฒนาการทดสอบด้านความรู้และประสบการณ์วิชาชีพ ตามมาตรฐานวิชาชีพครู เห็นชอบ (ร่าง) ประกาศคณะกรรมการคุรุสภา เรื่อง  หลักเกณฑ์และวิธีการทดสอบและประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครู (ฉบับที่ …) พ.ศ. …. โดยให้นำประสบการณ์ปฏิบัติงานสอนของครูผู้ช่วย มามีส่วนในการพิจารณา ในการรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูได้ ซึ่งเป็นการนำคะแนนประเมินภาคปฏิบัติ จากต้นสังกัด มารวมกับคะแนนสอบ หากได้เกิน 60 % ก็สามารถรับใบอนุญาตฯได้ทันที แต่จะมีการกำหนดระยะเวลา เช่น ถ้าทำงาน 2 ปี ใช้ประกอบการพิจารณาได้ไม่เกิน 20% ทำงาน 3-4 ปี ใช้ได้ 30 % เป็นต้น

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวต่อไปว่า แนวทางดังกล่าว จะตอบโจทย์การทำงานของครูหลายกลุ่ม โดยเฉพาะครูการศึกษาพิเศษ ซึ่งคะแนนส่วนนี้มีความสำคัญมาก แทนที่จะใช้คะแนนสอบเพื่อขอรับใบอนุญาตฯ เพียงอย่างเดียว โดยภายในเดือนมีนาคมนี้ จะมีความชัดเจน เรื่องการทบทวนการสอบในอนุญาตฯ ทั้งระบบ ว่าจะให้จบตั้งแต่ที่มหาวิทยาลัย เช่นเดียวกับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพของกลุ่มแพทย์ ซึ่งจะมีการสอบตามลำดับชั้นปีตั้งแต่สถาบันการผลิต หากใช้แนวทางนี้ มหาวิทยาลัยและคุรุสภา ต้องทำงานใกล้ชิด เพื่อให้สามารถผลิตครูได้ตรงตามความต้องการอย่างแท้จริง ดังนั้นการพัฒนาควรจะต้องจบภายในมหาวิทยาลัย ไม่ใช่ออกมาแล้วยังต้องลุ้น ว่าจะได้รับใบอนุญาตฯ หรือไม่ อย่างไรก็ตาม จะเหลือใบอนุญาตฯกี่ใบนั้น ยังไม่ได้ข้อสรุป โดยต้องรอความชัดเจนภายในสิ้นเดือนมีนาคมนี้

ศ.ดร.นฤมล  กล่าวว่า นอกจากนี้ ที่ประชุมยังเห็นชอบกรอบแนวทางการดำเนินงานการพัฒนาการทดสอบด้านความรู้และประสบการณ์วิชาชีพ ตามมาตรฐานวิชาชีพครู และมอบสำนักงานเลขาธิการคุรุสภาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป โดยมีข้อเสนอเพื่อการพัฒนาคุณภาพการผลิตครูเชิงระบบเพื่อความยั่งยืน ประกอบด้วย 9 ประเด็น อาทิ การปรับปรุงคุณภาพการคัดเลือกผู้เรียนที่จะเข้าเรียนในสถาบันผลิตครู การตรวจสอบความพร้อมและมาตรฐานของสถาบันผลิตครู,การตรวจสอบคุณภาพหลักสูตรการผลิตครู,การตรวจสอบคุณภาพของอาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตร  ผู้สอนของสถาบันผลิตครู เป็นต้น

บอร์ด กศจ.กทม.ขยายทางเลือกการศึกษา ไฟเขียวโฮมสคูล 7 ครอบครัว เปิดทางตั้ง 2 ศูนย์การเรียนเอกชนระดับม.ปลาย รองรับนักเรียนไม่เกินแห่งละ 50 คน

สีดำ สีขาว และสีน้ำตาล การศึกษา กระดาน พื้นหลังเสมือนจริงของ Zoom - 1

เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2569 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัดกรุงเทพมหานคร ครั้งที่ 1/2569 โดยมี ดร.สุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ดร.พิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.) เข้าร่วม ณ ห้องประชุมราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ

​ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบการอนุญาตให้จัดการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยครอบครัว ตั้งแต่ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 รวมจำนวน 7 ครอบครัว 7 ราย โดยแบ่งเป็น สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากรุงเทพมหานคร จำนวน 4 ครอบครัว 4 ราย และสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 2 จำนวน 3 ครอบครัว 3 ราย นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้รับทราบผลการอนุญาตให้จัดการศึกษาขั้นพื้นฐานในศูนย์การเรียน โดยได้อนุญาตให้สถานประกอบการ คือ บริษัท เวสท์มินส์เตอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล อะคาเดมิก จำกัด จัดการศึกษาในศูนย์การเรียน “เวสท์มินส์เตอร์แบงคอก” รูปแบบการศึกษานอกระบบ ประเภทสามัญศึกษา ระดับชั้น ม.4-6 จำนวนผู้เรียนไม่เกิน 50 คน และอนุญาตให้องค์กรเอกชน คือ มูลนิธิบ้านไมตรีจิตเพื่อการพัฒนาและศึกษาอิสลาม จัดการศึกษาในศูนย์การเรียน “ไมตรีจิตสร้างคุณธรรมสู่สังคมสันติ” ระดับชั้น ม.4-6 จำนวนผู้เรียนไม่เกิน 50 คน ในปีการศึกษา 2569 ​

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวอีกว่า ที่ประชุมยังได้รับทราบการดำเนินงานในหลายประเด็น ได้แก่ รายงานผล การสรรหาผู้ทรงคุณวุฒิในคณะอนุกรรมการบริหารราชการเชิงยุทธศาสตร์ แทนตำแหน่งที่ว่าง, ผลการขอยกเลิกจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยครอบครัวของสังกัด สพป.กทม. จำนวน 4 ครอบครัว เนื่องจากเข้าศึกษาต่อในระบบโรงเรียน, ผลการดำเนินการส่งนักเรียนเข้ารับการศึกษาต่อในสถานศึกษาสังกัดกรมส่งเสริมการเรียนรู้ จำนวน 3 ราย ตลอดจนผลการดำเนินการรับนักเรียน ปีการศึกษา 2569 ซึ่งได้มีการแก้ไขแนวปฏิบัติการประกาศผลผู้สอบผ่านและการประกาศบัญชีสำรอง โดย สพป.กทม. และ สพม.กทม. เขต 1 และ เขต 2 ได้ประกาศแจ้งโรงเรียนในสังกัดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ปลัด.ศธ.ขานรับมติ ครม.ร่อนหนังสือขอความร่วมมือหน่วยงานในสังกัด Work from Homeตามความเหมาะสม

ตามที่ คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบมาตรการลดการใช้พลังงานในหน่วยงานภาครัฐ ตามที่กระทรวงพลังงานเสนอ โดยเน้นการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นตัวอย่างให้กับภาคส่วนอื่นๆ ของสังคม ประกอบด้วยมาตรการสำคัญ อาทิ การปรับการใช้เครื่องปรับอากาศให้เหมาะสม และตั้งอุณหภูมิประมาณ 26-27 องศาใส่เสื้อแขนสั้น งดการใส่สูทผูกไท ยกเว้นมีงานพิธีการ การลดการใช้ไฟฟ้าในอาคารสำนักงาน เช่น การปิดไฟและอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ไม่จำเป็น ส่งเสริมการประชุมผ่านระบบออนไลน์ และการทำงานแบบ Work from Home ตามความเหมาะสมนั้น

เมื่อวันที่ 11 มีนาคม ดร.สุเทพ  แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ส่งหนังสือ ถึงหน่วยงานในสังกัดศธ. เรื่อง ขอความร่วมมือในการลดการใช้พลังงาน เพื่อรองรับสถานการณ์วิกฤตการณ์ในตะวันออกกลาง ความว่า  ด้วยสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบต่อการผลิตและขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงและก๊าซธรรมชาติ ที่อาจจะเกิดผลกระทบต่อความมั่นคงด้านพลังงานและต้นทุนพลังงานของประเทศ คณะรัฐมนตรีได้มีมติ เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 เห็นชอบมาตรการเร่งด่วนเพื่อรับมือ กับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง โดยมุ่งเน้นไปที่การประหยัดพลังงานและการบริหารจัดการบุคลากรภาครัฐ ดังนั้น กระทรวงศึกษาธิการจึงกำหนดแนวปฏิบัติในการลดการใช้พลังงานของกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อลดค่าใช้จ่ายและเตรียมความพร้อมรับมือเหตุการณ์ ดังต่อไปนี้

1.การปฏิบัติงาน ณ ที่พักอาศัย (Work from Home)ให้ผู้บริหารของแต่ละหน่วยงานในสังกัดและในกำกับของกระทรวงศึกษาธิการ มอบหมาย บุคลากรในสังกัดปฏิบัติงาน ณ ที่พักอาศัย (Work from Home) ตามความเหมาะสม จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย ยกเว้นหน่วยงานที่มีภารกิจในการบริการประชาชนโดยตรง ยังคงปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อการรับบริการของประชาชน

2.การประชุม อบรม สัมมนาหรือกิจกรรมต่าง ๆให้หน่วยงานพิจารณาจัดในรูปแบบออนไลน์ (On-line) เป็นลำดับแรก เว้นแต่มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องจัดในสถานที่ (On-site) เพื่อลดการใช้เชื้อเพลิงในการเดินทางของผู้เข้าร่วม

3.การรณรงค์ลดใช้พลังงานให้ปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศที่ 26 องศาเซลเซียส และเปิดใช้ไฟส่องสว่างเท่าที่จำเป็น รวมทั้งกำหนดเวลาเปิด-ปิด เพื่อลดการใช้กระแสไฟฟ้าในภาพรวม โดยให้ผู้บริหารของแต่ละหน่วยงานในสังกัดและในกำกับของกระทรวงศึกษาธิการรณรงค์ให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่รัฐแต่งกาย ดังนี้ สุภาพบุรุษ ชุดสุภาพ ไม่สวมสูท ไม่ผูกเนคไทสุภาพสตรี ชุดสุภาพ ทั้งนี้ เพื่อให้การแต่งกายเหมาะสมกับอุณหภูมิ

4.การเดินทางไปศึกษาดูงานในต่างประเทศให้หน่วยงาน ในสังกัดและในกำกับของกระทรวงศึกษาธิการ ระงับหรือเลื่อนการเดินทางไปศึกษาดูงานในต่างประเทศของเจ้าหน้าที่ทุกระดับออกไปก่อน เว้นแต่กรณีมีเหตุจำเป็นเร่งด่วน หรือเป็นภารกิจการประชุมที่สำคัญและจำเป็นอย่างยิ่ง สามารถเดินทางได้ตามความเหมาะสม โดยพิจารณาอย่างรอบคอบ

5.การใช้ยานพาหนะให้หน่วยงานในสังกัดและในกำกับของกระทรวงศึกษาธิการ ตรวจสอบสภาพยานพาหนะเครื่องยนต์ และบริหารการใช้ยานพาหนะอย่างมีประสิทธิภา เช่น ทางเดียวกันไปด้วยกัน ดับเครื่องยนต์แทนการอุ่นเครื่องยนต์กรณีจอดรอผู้เดินทาง เพื่อลดการสิ้นเปลืองพลังงาน

ในการนี้ สำนักงานปลัดศธ. จึงขอความร่วมมือลดการใช้พลังงานตามแนวปฏิบัติในการลดการใช้พลังงานของกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อร่วมกันลดการใช้พลังงานทุกด้านอย่างเคร่งครัด

ชง “ก.ค.ศ.”ใช้เกณฑ์ใหม่สอบครูผู้ช่วย ว.16 เปิดทางกลุ่มครูอัตราจ้างที่ทำงานสอนมาไม่น้อยกว่า 3 ปี เข้าลู่สอบแข่งขัน

เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 ดร.พิเชฐ  โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยภายหลัง ประชุมผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ. )ว่า ที่ประชุมได้หารือเรื่องการรับนักเรียน สังกัดสพฐ. ปีการศึกษา 2569 ซึ่งที่ผ่านมา ได้มีการรับห้องเรียนพิเศษไปเรียบร้อยแล้ว และเมื่อวันที่ 7 มีนาคม ที่ผ่านมา โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ได้จัดการสอบคัดเลือกนักเรียนเข้าศึกษาต่อระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ซึ่งในปีนี้มีผู้เข้าสอบจำนวน 13,895 คน จากทุกภูมิภาคของประเทศ รับนักเรียนได้ 1,520 คน ภาพรวมเป็นไปด้วยความเรียบร้อย แต่ก็มีเสียงสะท้อนให้ปรับปรุงแก้ไข ซึ่งทางผู้อำนวยการโรงเรียน ได้รับทราบและจะหาแนวทางปรับปรุงพัฒนาการสอบให้ดียิ่งขึ้น ขณะที่ในส่วนของสพฐ. ในฐานะที่เป็นผู้กำหนดหลักเกณฑ์การรับนักเรียน ก็ต้องมีการทบทวน ให้เหมาะสม เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของนักเรียน และผู้ปกครอง ยืนยันว่าสพฐ.ไม่ได้นิ่งนอนใจ ต่อสิ่งที่เกิดขึ้น

เลขาธิการ กพฐ.กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ที่ประชุมยังได้มีการติดตามความก้าวหน้าการเช่าซื้ออุปกรณ์การเรียนการสอนสําหรับครูและนักเรียน โครงการส่งเสริมการเรียนรู้ขั้นพื้นฐานทุกที่ทุกเวลา (Anywhere Anytime)ที่ได้ดำเนินการไปแล้วจำนวน 118 เขตพื้นที่การศึกษา มี103 เขตพื้นที่ฯ  ทำสัญญาเช่าซื้อเรียบร้อยแล้ว มีจำนวน 1 เขตพื้นที่ฯ ขอส่งคืนงบประมาณ  ส่วนที่เหลืออยู่ระหว่างดำเนินการตามขั้นตอน  อย่างไรก็ตาม ภาพรวมถือว่าดำเนินการได้ดี โดยโครงการนี้เป็นโครงการต่อเนื่อง สพฐ.จึงได้กำชับให้ดำเนินการด้วยความโปร่งใส เพื่อประโยชน์ของนักเรียนต่อไป

“ที่ประชุมยังได้หารือ การสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย รอบทั่วไป (ว14) และการคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย กรณีที่มีความจำเป็นหรือมีเหตุพิเศษการสอบ หรือ ว16  ซึ่งจะมีขึ้นในเดือนเมษายน สำหรับ การสอบครูผู้ช่วย ว16 จะเสนอให้ ที่ประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ที่จะมีการประชุมในเดือนมีนาคมนี้ พิจารณารับรองหลักสูตรที่ปรับปรุงใหม่ เพื่อให้กลุ่มครูอัตราจ้าง  ที่ทำงานสอนมาไม่น้อยกว่า 3 ปี  สามารถนำผลการปฏิบัติงานสอน มาประกอบการพิจารณา หาก ก.ค.ศ.ให้ความเห็นชอบก็จะใช้หลักเกณฑ์ใหม่ ดำเนินการจัดสอบครูผู้ช่วย ว16 ในช่วงเดือนเมษายนนี้ทันที จากนั้นจะสอบครูผู้ช่วยทั่วไป  ในปลายเดือนเมษายน หรือต้นเดือนพฤษภาคม เพื่อให้สามารถบรรจุแต่งตั้งได้ทันก่อนเปิดเทอม จะได้ไม่ต้องกระทบกับโรงเรียนเอกชน ที่จะวางแผนรับครูมาทดแทน” ดร.พิเชฐ กล่าว

นักศึกษาสาขาการเงินฯ มทร.กรุงเทพ ส่งต่อความรู้ด้านการเงินและการลงทุน ในกิจกรรม Fin Family

รศ.ดร.พิชัย จันทร์มณี อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล(มทร.)กรุงเทพ เปิดเผย เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2569 นักศึกษาสาขาวิชาการเงินและนวัตกรรมทางการเงิน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล(มทร.)กรุงเทพ ได้เข้าร่วมกิจกรรม Fin Family ซึ่งจัดโดย สมาคมนักวางแผนการเงินไทย (Thai Financial Planners Association – TFPA) ร่วมกับ ศูนย์การเรียนรู้ธนาคารแห่งประเทศไทย (BOT Learning Center) ที่ศูนย์การเรียนรู้แบงก์ชาติ โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อให้ความรู้และสร้างเสริมทักษะด้านการวางแผนการเงินและการลงทุนผ่านบอร์ดเกม ให้แก่กลุ่มเยาวชนและครอบครัวอย่างสร้างสรรค์อธิการบดี มทร.กรุงเทพ กล่าวว่า ในการร่วมกิจกรรมครั้งนี้นักศึกษา พร้อมด้วย ผศ.ดร.อธิพันธ์ วรรณสุริยะ ผศ. ดร.ปรมินทร์ โฆษิตกุลพร และ อาจารย์ธนาวุฒิ แก้วอินทร์ อาจารย์ประจำสาขาฯ ได้ทำหน้าที่เป็นผู้นำกิจกรรมบอร์ดเกม (Game Master) ให้กับน้อง ๆ เยาวชนที่เข้าร่วมโครงการ ซึ่งกิจกรรมนี้นอกจากจะเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาความรู้ ทักษะทางการเงินและการลงทุนให้แก่นักศึกษาแล้ว นักศึกษายังสามารถนำความรู้ที่ได้ไปมอบให้แก่กับเยาวชน นักศึกษา และประชาชนทั่วไปอีกด้วย