“ภัทรวรรณ”ชวนครูร่วมฟังมหกรรมแก้หนี้สินครัวเรือน ยุติธรรมพบประชาชน ปรึกษากฎหมายฟรี

เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 นางภัทรวรรณ ภัทรบวรวุฒิ รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.)เปิดเผยว่า ด้วยกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม และสถาบันการเงินกว่า 19 แห่ง จะจัดงาน “มหกรรมแก้หนี้สินครัวเรือน และยุติธรรมพบประชาชน ประจำปี 2569” ภายใต้แนวคิด “ร่วมใจแก้หนี้ สร้างวิถีแห่งความเป็นธรรม เพื่อคุณภาพชีวิตครูไทย”ดังนั้น เพื่อเป็นการรักษาสิทธิและช่วยเหลือพี่น้องข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่มีปัญหาหนี้สิน หรือต้องการปรับโครงสร้างหนี้ (ลดดอกเบี้ย/ขยายเวลาชำระ) ตนจึงได้ขอความร่วมมือไปยังผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษาทุกเขตพื้นที่ ให้ช่วยประชาสัมพันธ์ให้คุณครูในสังกัดได้รับทราบและเข้าร่วมงานตามกำหนดการในแต่ละภูมิภาค

รองเลขาธิการ กพฐ.กล่าวว่า สำหรับตารางจัดงานมีดังนี้ จังหวัดเชียงราย (กลุ่มภาคเหนือตอนบน 2) วันที่ 3-4 เม.ย. 2569 ณ โรงแรมเฮอริเทจ จังหวัดขอนแก่น (กลุ่มภาคตะวันออกเฉียงเหนือ)วันที่ 17-18 เม.ย.2569 ณ โรงแรมอวานี และ จังหวัดเชียงใหม่ (กลุ่มภาคเหนือตอนบน 1)วันที่ 24-25 เม.ย.2569 ณ โรงแรมแกรนด์วิว ทั้งนี้ผู้ที่สนใจขอให้เตรียมบัตรประชาชนและเอกสารหนี้สินไปด้วย โดยงานจะเริ่มตั้งแต่เวลา 09.00 – 16.00 น.หากมีข้อสงสัยเพิ่มเติมสอบถามได้ที่ สายด่วนยุติธรรม 1111 กด 77 ซึ่งการจัดงานครั้งนี้ ไฮไลท์สำคัญสำหรับครู จะเป็นเรื่องการไกล่เกลี่ยหนี้ทั้งก่อนฟ้องและหลังคำพิพากษา คลินิกแก้หนี้ครูโดยเฉพาะ และปรึกษากฎหมายฟรี

แห่สอบเข้า ม.4 เตรียมอุดมฯ อัตราแข่งขัน 1ต่อ9.14 “พิเชฐ” ย้ำจัดสอบโปร่งใส เป็นธรรม ใครพลาดโอกาสอย่าท้อ ยังมีโรงเรียนดี ๆ รองรับอีกเยอะ

เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2569 ดร.พิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) พร้อมด้วย ดร.วิษณุ ทรัพย์สมบัติ รองเลขาธิการ กพฐ.และคณะ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสนามสอบคัดเลือกนักเรียนเข้าศึกษาต่อระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ณ อาคารอิมแพ็ค ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 2–3 เมืองทองธานี โดย ดร.พิเชฐ กล่าวว่า วันนี้โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ได้จัดการสอบคัดเลือกนักเรียนเข้าศึกษาต่อระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ประจำปีการศึกษา 2569 ซึ่งปีนี้มีผู้เข้าสอบจำนวน 13,895 คน จากทุกภูมิภาคของประเทศ สามารถรับนักเรียนได้จำนวน 1,520 คน คิดเป็นอัตราการแข่งขัน 1 : 9.14 แบ่งเป็น 8 แผนการเรียน ได้แก่ แผนการเรียนวิทยาศาสตร์–คณิตศาสตร์ รับจำนวน 1,000 คน ผู้สมัคร 10,220 คน / แผนการเรียนภาษา–คณิตศาสตร์ รับ 120 คน ผู้สมัคร 1,245 คน / แผนการเรียนภาษา–ฝรั่งเศส รับ 80 คน ผู้สมัคร 431 คน / แผนการเรียนภาษา–เยอรมัน รับ 80 คน ผู้สมัคร 387 คน / แผนการเรียนภาษา–ญี่ปุ่น รับ 80 คน ผู้สมัคร 466 คน / แผนการเรียนภาษา–จีน รับ 80 คน ผู้สมัคร 668 คน / แผนการเรียนภาษา–สเปน รับ 40 คน ผู้สมัคร 228 คน และแผนการเรียนภาษา–เกาหลี รับ 40 คน ผู้สมัคร 250 คน

เลขาธิการ กพฐ. กล่าวว่า จากการตรวจเยี่ยมสนามสอบในวันนี้ พบว่า ภาพรวมการจัดสอบเป็นไปด้วยความเรียบร้อย โดยมีการบริหารจัดการสถานที่สอบที่เมืองทองธานีอย่างเป็นระบบ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักเรียนและผู้ปกครอง พร้อมเน้นย้ำเรื่องความโปร่งใส ตรวจสอบได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ให้ความสำคัญและกำชับให้การจัดสอบเป็นไปอย่างโปร่งใส เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและเท่าเทียมกันสำหรับนักเรียนทุกคน ดังนั้น ขอให้ผู้ปกครองและนักเรียนทุกคนมั่นใจว่า สพฐ. มีที่เรียนเพียงพอสำหรับเด็กทุกคน ตามนโยบายของ สพฐ. โดยมุ่งเน้นการกระจายโอกาสและรักษามาตรฐานทางการศึกษา เพื่อปั้นเยาวชนให้มีความรู้คู่คุณธรรมในอนาคต

ทั้งนี้ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา จะประกาศผลสอบภายในวันที่ 17 มีนาคม นี้ สำหรับนักเรียนที่พลาดโอกาสในครั้งนี้ สามารถสมัครสอบคัดเลือกเข้าศึกษาต่อชั้น ม.4 ในรอบการสอบห้องเรียนปกติของโรงเรียนทั่วประเทศได้

“ติวเข้ม”เขตพื้นที่ฯเข้าใจกฏหมาย-รับ-โอน-ย้าย ต้องตรวจสอบคุณสมบัติให้ครบ เตือนคนจะเกษียณเช็คใบ ก.พ.7

เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2569 ดร.พิเชฐร์ วันทอง รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.)ในฐานะกำกับดูแลงานการบริหารงานบุคคล สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) เปิดเผยว่า ในการประชุมผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษาทั้ง 245 เขตพื้นที่การศึกษา ที่จังหวัดพะเยา ซึ่งตนจะต้องบรรยายเรื่องการบริหารงานบุคคลเพื่อให้ผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษานำไปปฏิบัติให้ถูกต้อง เพราะการบริหารงานบุคคลต้องเริ่มตั้งแต่การติดกระดุมเม็ดแรก โดยเฉพาะการบรรจุแต่งตั้ง ต้องรอให้สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา(ก.ค.ศ.)กำหนดอัตรากำลังและอนุมัติวิชาเอกนั้นๆ ก่อน ไม่ใช่ยังไม่ได้อนุมัติอัตรากำลังว่าโรงเรียนไหนจะได้บรรจุครูกี่คน วิชาเอกอะไร เขตพื้นที่การศึกษาก็ไปจัดสรรกันเอง ทั้งนี้กระบวนการสรรหาเป็นอำนาจของคณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา(อ.ก.ค.ศ.)เขตพื้นที่ฯก็ต้องเน้นย้ำเรื่องหลักเกณฑ์ต่างๆ รวมถึงความบริสุทธิ์ ยุติธรรม โปร่งใส ด้วย

รองเลขาธิการ กพฐ.กล่าวต่อไปว่า อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ส่วนใหญ่จะทำผิดขั้นตอน คือเรื่องการโอน ย้าย เรื่องเงินเดือน ซึ่งรวมถึงบุคลากรทางการศึกษาที่อยู่ในเขตพื้นที่การศึกษาด้วย เช่น การรับโอนข้าราชการและบุคลากรทางการศึกษาอื่น ที่มาจากท้องถิ่น คุณสมบัติไม่ได้ แต่รับโอนมาแล้ว พอมาถึงขั้นตอนของ ก.ค.ศ.ตรวจสอบคำสั่ง คุณสมบัติไม่ครบ ไม่สามารถรับโอนได้ จะกลับไปที่เดิมก็ไม่ได้เพราะหน่วยงานเขารับคนอื่นมาทำงานแทนแล้ว นี่คือปัญหาที่เกิดขึ้นจำนวนมากในหลายเขตพื้นที่ฯขณะนี้ ซึ่งตนต้องเน้นย้ำให้เขตพื้นที่เข้าใจหลักเกณฑ์และกระบวนการเหล่านี้ด้วย

“เรื่องความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับวินัยและการรักษาวินัยตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา 2547 ก็จะต้องกำชับตั้งแต่ต้นเหตุไม่ใช่มากำชับปลายเหตุ เช่น การทำโทษเด็กที่ไม่คิดว่าจะผิด หรือเรื่องการทุจริต เรื่องชู้สาวซึ่งบางครั้งทำผิดกระบวนการทำให้เสียเวลาต้องมาเริ่มต้นใหม่ เป็นต้น และสุดท้ายเรื่องของคนที่กำลังจะเกษียณอายุราชการ ซึ่งส่วนใหญ่หลายคนลืม ทะเบียนประวัติข้าราชการที่บันทึกทุกอย่างไว้ตั้งแต่บรรจุจนถึงเกษียณอายุราชการ รวมถึงประวัติการเลื่อนเงินเดือน การถูกดำเนินการทางวินัย ตลอดจนประวัติการศึกษาอบรม หรือที่เรียกว่า ใบ ก.พ.7 ไม่ตรง ดังนั้นก่อนเกษียณฯจะต้องแก้ไขให้ถูกต้อง ซึ่งตอนนี้เกิดขึ้นแล้วกับบางคนที่จะกำลังเกษียณฯ จะขอแก้ที่ ก.ค.ศ.ก็ไม่ยอมให้แก้ เพราะจะต้องแก้ไขก่อนปีที่จะเกษียณฯไม่ใช่ปล่อยให้เลยตามเลย มีอะไรผิดก็ต้องรีบแก้”ดร.พิเชฐร์ กล่าว

เลขาธิการ กพฐ.มอบนโยบายเขตพื้นที่ฯหลายประเด็น โดยเฉพาะเรื่องเงินบำรุงการศึกษาต้องมีใบเสร็จ เสนอ ก.ค.ศ.ออกเกณฑ์สอบผอ.เขต ให้คะแนนภาค ค.มารวมกับภาค ก.เพื่อให้ครบ60%

เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2569 ที่มหาวิทยาลัยพะเยา จ.พะเยา ดร.พิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวระหว่างเป็นประธานการประชุมผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ ทั้ง 245 เขตพื้นที่ฯ ว่า  วันนี้จะมีการประชุมในหลายประเด็น และจะแบ่งกลุ่มแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน โดยเรื่องแรกคือ การสร้างโอกาสและคุณภาพการศึกษา โดยเฉพาะโรงเรียนขนาดเล็ก กว่า 15,000 โรงเรียน ซึ่งเป็นโรงเรียนที่มีความสำคัญ แต่จะทำอย่างไรให้เกิดการจัดการศึกษาที่มีคุณภาพ จึงขอให้ผู้อำนวยการเขตพื้นที่ฯ ไปพูดคุยกันว่า จะมีวิธีการบริหารจัดการอย่างไร ทั้งเรื่องคน งบประมาณ ร่วมถึงเรื่องงานวิชาการ และการบริหารงานทั่วไปให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้เด็กได้รับการจัดการศึกษาที่มีประสิทธิภาพ และได้รับโอกาสทางการศึกษามากที่สุด เรื่องใดที่ต้องเสนอสพฐ. หรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการพิจารณา เพื่อเข้าสู่ที่ประชุมครม. ก็ขอให้ดำเนินการ โดยเรื่องนี้อาจจะนำมาใช้เป็นหนึ่งตัวชี้วัดการทำงานของผู้อำนวยการเขตพื้นที่ฯ ด้วย


เลขาธิการกพฐ. กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ตนได้แจ้งให้ที่ประชุมรับทราบมติที่ประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ. ) ซึ่งมี ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เป็นประธาน โดยเฉพาะการพิจารณาเรื่องหลักเกณฑ์ การคัดเลือกผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ผู้อำนวยการโรงเรียน และครูผู้ช่วย ที่ใช้มาระยะหนึ่งแล้วเห็นควรต้องปรับปรุงให้เหมาะสม ดังนั้น ที่ผ่านมา ตนจึงได้หารือเรื่องดังกล่าว กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดย ในส่วนการคัดเลือกผู้อำนวยการเขตพื้นที่ฯ เบื้องต้น อยากได้ผู้ที่มีความรู้ความสามารถ และมีประสบการณ์ เข้ามาทำหน้าที่ ขับเคลื่อนการพัฒนาการศึกษา เพราะที่ผ่านมาจะมีการสอบ ภาค ก เป็นการประเมินความรู้ความสามารถทั่วไปและเฉพาะตำแหน่งที่เกี่ยวกับการบริหารงาน ภาค ข การประเมินความสามารถทางการบริหาร โดยเน้นการตรวจสอบ ประวัติและประสบการณ์ทางการบริหาร และ ผลงานที่ประสบความสำเร็จ และภาค ค การสัมภาษณ์ วิสัยทัศน์ และตรวจสอบผลงานในอดีต โดยในส่วนของภาค ก กำหนดให้สอบผ่าน 60 % จึงจะมีสิทธิเข้าสอบภาค ข ส่งผลให้ผู้ที่มีผลการปฏิบัติงานดี แต่ไม่มีเวลาเตรียมความพร้อม  อาจไม่ผ่านเข้าสู่การสอบภาค ข ดังนั้น ตนจึงเสนอให้นำผลงาน การทำงานที่จะใช้ในการประเมินภาค ค มาใช้ประกอบการพิจารณาในภาค ก ด้วย ตรงนี้เป็นข้อเสนอเบื้องต้น ส่วนใครจะมีสิทธิสอบบ้าง ต้องไปดูรายละเอียดอีกครั้ง เพื่อให้สามารถคัดเลือกผู้ที่มีความรู้ความสามารถ มาเป็นผู้อำนวยการเขตพื้นที่ฯ ให้ขับเคลื่อนโรงเรียนทั่วประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการนำเสนอบอร์ด ก.ค.ศ.ในโอกาสต่อไป

เลขาธิการ กพฐ. กล่าวต่อว่า ส่วนการสอบครูผู้ช่วย  สพฐ. มองว่าการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย รอบทั่วไป(ว14) และการคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย กรณีที่มีความจำเป็นหรือมีเหตุพิเศษการสอบ หรือ ว16 ควรจะมีความแตกต่างกัน และมีข้อเสนอว่า ควรต้องมีการทบทวน ว16 โดยเฉพาะกลุ่มลูกจ้าง ที่ทำงานในโรงเรียน ซึ่งส่วนใหญ่จะสอบไม่ผ่าน โดยต่อไปจะให้นำผลงานมามีส่วนในการพิจารณา โดยให้มีคะแนนสอบ ไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 และเมื่อรวมกับคะแนนผลงาน แล้ว จะต้องได้คะแนนไม่น้อยกว่าร้อยละ 60 ซึ่งจะต้องเสนอให้ที่ประชุมก.ค.ศ. พิจารณาต่อไป  นอกจากนี้ยังได้หารือ รางวัลที่จะนำมาใช้ในการพิจารณา ว13 หรือหลักเกณฑ์การขอมีหรือเลื่อนวิทยฐานะเชี่ยวชาญ และเชี่ยวชาญพิเศษ สำหรับครูที่มีผลงานดีเด่น ประสบความสำเร็จเป็นที่ประจักษ์ (วิทยฐานะเชิงประจักษ์) ซึ่ง ในส่วนสพฐ. เสนอความเห็นไปว่าจะต้องเป็นผลงานหรือกิจกรรมต่างๆ ที่สอดคล้องกับการพัฒนาการศึกษาในหน้าที่ไม่เน้นผลงานประกวดแข่งขัน  ซึ่งสพฐ. มีรางวัลที่เข้าตามหลักเกณฑ์อยู่แล้วที่จะเสนอไปให้ก.ค.ศ.พิจารณาให้ความเห็นชอบ นอกจากนี้ ยังได้เน้นย้ำเรื่องการเดินหน้านโยบายการสร้างศูนย์บ้านพักครูและการซ่อมแซมบ้านพักครู ที่ต้องตรวจสอบสภาพให้ตรงตามความเป็นจริง เพื่อเสนอครม.พิจารณาเป็นงบผูกพันต่อเนื่อง รวมถึงได้หารือ เรื่องการพัฒนาบุคลากร ทำอย่างไรครู และผู้บริหารจึงจะมีโอกาสพัฒนาตัวเอง โดยได้หารือ เลขาธิการก.ค.ศ. แล้ว ว่าอยากมีงบประมาณส่วนหนึ่งให้ทุนครูได้เรียนทั้งในและต่างประเทศ เพื่อให้มีคนดีคนเก่งในระบบการศึกษามากขึ้น

“ผมได้ย้ำถึงเรื่องการบริหารงานบุคคลอะไรที่ปรับเปลี่ยนได้จะต้องปรับเปลี่ยน โดยที่ผ่านมา สพฐ.ขออัตรากำลังไป 17,000 หมื่นอัตรา แต่คณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ(คปร. )อนุมัติเพียง 7,000 อัตรา และให้บริหารจัดการ ให้สำเร็จภายใน 4 เดือน  ซึ่งขอฝากให้เขตพื้นที่ฯ บริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกัน ยังย้ำ เรื่องการป้องกันทุจริต การโยกย้าย ไม่ให้มีการเรียกรับผลประโยชน์ ดังนั้นผู้อำนวยการเขตพื้นที่ฯ ต้องดูแล การโยกย้าย ว18/2565 หลักเกณฑ์และวิธีการย้ายข้าราชการครูและบุคคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครู ซึ่งกำลังจะเกิดขึ้น ให้มีความโปร่งใส สพฐ. มั่นใจในการตัดสินใจของคณะอนุกรรมการอ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯ ว่าจะสามารถพิจารณาได้อย่างเหมาะสม”ดร.พิเชฐ กล่าวและว่า  นอกจากนี้ ที่ประชุมยังย้ำเรื่องการดูแลความปลอดภัยในสถานศึกษา ซึ่งแต่ละวันมีเด็กประสบอุบัติเหตุจำนวนมาก ทั้งถูกรถชน ถูกไฟฟ้าช็อต หรือจมน้ำเสียชีวิต ดังนั้น จึงอยากให้ไปดูว่าจะทำอย่างไร จึงจะแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ โดยอาจจะต้องมีการเพิ่มทักษะชีวิต ให้กับเด็ก รวมถึงขอให้ผู้อำนวยการเขตพื้นที่ฯ หารือ กรณีการจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งมีข้อท้วงติงมาจากสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปตามระเบียบ โดยเฉพาะในโรงเรียนขนาดใหญ่ที่มีการเก็บเงินบำรุงการศึกษา โดยได้ย้ำผู้อำนวยการเขตพื้นที่ฯ และผู้อำนวยการโรงเรียนไปว่าให้ตรวจสอบการรับเงิน เช่น การรับเงิน ต้องมีใบเสร็จทุกครั้ง ตรงนี้เป็นระเบียบพื้นฐาน ที่ต้องดำเนินการให้มีความโปร่งใส

สพฐ.’พร้อมนำร่องหลักสูตรใหม่ป.4-6 ดึงร.ร.สมัครใจ-ต่อยอดประถมต้น

เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2569 ดร.วิษณุ ทรัพย์สมบัติ รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าการขับเคลื่อนการใช้หลักสูตรใหม่ 2568 สำหรับสถานศึกษาที่สมัครใจและมีความพร้อม นำร่องหลักสูตรการศึกษาประถมศึกษาตอนปลาย ชั้น ป.4–6 ในปีการศึกษา 2569 ซึ่งเป็นช่วงต่อยอดจากการวางรากฐานในระดับ ป.1–3 สู่การประยุกต์ใช้ความรู้เพื่อการดำเนินชีวิต โดยมุ่งพัฒนาผู้เรียนให้สามารถใช้ทักษะการอ่าน การเขียน และการคิดคำนวณในการเรียนรู้และจัดการข้อมูลในชีวิตประจำวัน พร้อมสร้างพื้นฐานความเป็นพลเมืองที่รู้เท่าทันในทุกมิติ โดยที่ผ่านมามีการนำร่องระดับอนุบาลและประถมศึกษาตอนต้น ป.1-3 ไปแล้วจำนวน 4,383 โรงเรียน สำหรับการขับเคลื่อนระดับประถมศึกษาตอนปลาย จะยังคงใช้กลุ่มนำร่องในโรงเรียนกลุ่มเครือข่ายเดิม ทั้ง 4,383 แห่ง และเปิดกว้างให้โรงเรียนที่มีความพร้อมและสมัครใจเข้าร่วม โดยเริ่มใช้ตั้งแต่ภาคเรียนที่ 1/2569

“สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้เปิดให้โรงเรียนที่มีความพร้อมและความสมัครใจ แจ้งความประสงค์ร่วมนำร่องหลักสูตรดังกล่าว ผ่านสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา โดยจะปิดรับสมัครช่วงต้นเดือนมีนาคม 2569 คาดว่า จะมีโรงเรียนร่วมนำร่องหลักสูตร เพิ่มมากขึ้น โดยช่วงเริ่มต้น จะมีโรงเรียนกลุ่มวิจัย 213 โรงเรียนและกลุ่มเครือข่ายเดิม กว่า 4,383 โรงเรียน ขณะนี้อยู่ในช่วงการพัฒนา  ซึ่งมีการจัดทำคู่มือและเอกสารหลักสูตร เพื่อให้ครูและสถานศึกษาสามารถนำไปปรับใช้ในการเรียนการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้สำหรับแนวคิดหลักสูตร ระดับประถมต้น จะเน้น พื้นฐานการเรียนรู้อ่าน เขียน คิดคำนวณ ส่วนประถมปลาย จะเป็นการนำพื้นฐานการเรียนรู้ไปสู่การดำเนินชีวิต คือการใช้องค์ความรู้เป็นพื้นฐานการเรียนรู้ ซึ่งคือ สมรรถนะที่ต้องประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง และชีวิตประจำวัน โดยจะมีการอบรมพัฒนาครู  ผ่านระบบออนไซต์และออนไลน์ เพื่อสื่อสารทำความเข้าใจอีกครั้ง”ดร.วิษณุ กล่าว

รองเลขาธิการกพฐ. กล่าวต่อว่า สำหรับหลักสูตรฯ ระดับ ป.4–6 ซึ่งจะเริ่มใช้ตั้งแต่ภาคเรียนที่ 1/2569 เป็นต้นไป มุ่งพัฒนาสมรรถนะสำคัญ 7 ด้าน ครอบคลุมภาษาและการสื่อสาร คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ สิ่งแวดล้อมและเทคโนโลยี สังคมและความเป็นพลเมือง เศรษฐกิจและการเงิน สุขภาพกายและสุขภาวะจิต รวมถึงศิลปะและวัฒนธรรม ควบคู่คุณลักษณะอันพึงประสงค์ อาทิ รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ซื่อสัตย์สุจริต มีวินัย อยู่อย่างพอเพียง และมีจิตสาธารณะ อย่างไรก็ตามที่ผ่านมา สพฐ.ได้ลงพื้นที่ โรงเรียนนำร่องหลักสูตร ระดับประถมต้น ป.1-3 และกลุ่มปฐมวัย 3-6 ปี พบว่า บางโรงเรียนสามารถจัดการศึกษาได้เป็นที่น่าพอใจ แต่ บางแห่งยังมีความสับสนในเรื่องการใช้เครื่องมือการวัดและประเมินผล รวมถึงวิธีการสอนที่ยังไม่สอดคล้องกับหลักสูตรใหม่ ดังนั้น สิ่งที่ ต้องเร่งดำเนินการคือ การอบรมเพิ่มเติม เรื่องการจัดการเรียนรูและการวัดประเมินผล เพื่อไม่ให้ครูยึดติดกับการวัดและประเมินผลในรูปแบบเดิม  เป็นต้น

สถาปนา‘คุรุสภา’ครบรอบ81 ปี ยกย่อง ผอ.ศศิพัชร ร.ร.พะตงประธานคีรีวัฒน์ ‘ครูถิรคุณ’ ผู้มีความเสียสละกล้าหาญ พร้อมมอบรางวัลผู้มีคุณูปการและปฏิบัติงานดีเด่นอีก 89 ราย

เมื่อวันที่ 2 มีนาคม นายองอาจ วงษ์ประยูร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า ในโอกาสครบรอบ 81 ปี วันคล้ายวันสถาปนาสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา 2 มีนาคม ได้พิธีประกาศเกียรติคุณยกย่องครูผู้เสียสละ และมีอุดมการณ์ในวิชาชีพ โดยมอบรางวัล “ครูถิรคุณ” แด่ ผอ.ศศิพัชร สินสโมสร ผู้อำนวยการโรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ ซึ่งมี นายเจษฎา สินสโมสร สามี เป็นผู้รับมอบ และมอบรางวัล “ครูถิรคุณ” แก่ คณะผู้บริหาร ครู และเจ้าหน้าที่ธุรการ โรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ ได้แก่ นายคมคาย แก้วพรหม น.ส.สุวรรณา รัตนบุรี รองผู้อำนวยการโรงเรียน นางสาวขนิษฐา เครือวัลย์ ครู และ นางทิพวรรณ เพชรหนู เจ้าหน้าที่ธุรการ ที่ได้ร่วมกันปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเข้มแข็ง รอบคอบ และเปี่ยมด้วยความรับผิดชอบสูงสุด

“รางวัลครูถิรคุณ มิได้เป็นเพียงโล่ประกาศเกียรติคุณ หากแต่เป็นสัญลักษณ์แห่งการเชิดชูเกียรติคุณ ความกล้าหาญ ความเสียสละ และความมั่นคงในจิตวิญญาณแห่งวิชาชีพครู อันเป็นคุณค่าที่สังคมไทยให้ความเคารพยกย่องอย่างสูงสุด ซึ่งทุกท่านได้แสดงออกโดยมิได้คำนึง ถึงความปลอดภัยของตนเอง หากแต่คำนึงถึงชีวิตและความปลอดภัยของนักเรียนและผู้ใต้บังคับบัญชาเป็นสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นางศศิพัชร สินสโมสร ผู้อำนวยการโรงเรียน ผู้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความกล้าหาญเด็ดเดี่ยว ยืนหยัดปกป้องนักเรียนและบุคลากรด้วยจิตวิญญาณของความเป็นครูอย่างแท้จริง แม้ต้องประสบอันตรายถึงชีวิตการกระทำของท่านสะท้อนให้เห็นถึงความหมายอันลึกซึ้งของคำว่า “ครู” ผู้เป็นทั้งผู้นำ ผู้เสียสละ และผู้พิทักษ์ศิษย์อย่างแท้จริง เกียรติคุณและความดีงามของท่านจะคงอยู่ในความทรงจำของวงการศึกษาไทยตราบนานเท่านาน“ นายองอาจ กล่าว

หลังจากนั้น รมช.ศธ. ได้มอบรางวัลผู้มีคุณูปการต่อสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา จำนวน 30 คน รางวัลผู้บริหารภารกิจคุรุสภา ส่วนภูมิภาค ดีเด่น จำนวน 17 คน รางวัลผู้บริหารการศึกษาที่ส่งเสริม สนับสนุนผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาดีเด่น ประจำปี 2568 จำนวน 34 คน และรางวัล “คนดี ศรีคุรุสภา” จำนวน 8 คน เพื่อเป็นการยกย่องแก่ผู้สนับสนุนการดำเนินงานของสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา รวมทั้งเป็นกำลังใจแก่ผู้ปฏิบัติงาน

ผศ.ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา กล่าวว่า นับตั้งแต่จัดตั้งสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2488 ถึงปัจจุบัน การดำเนินงานของคุรุสภาเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาวิชาชีพครูอย่างต่อเนื่อง ไม่เพียงแต่กำหนดมาตรฐานและควบคุมวิชาชีพครูเท่านั้น แต่ยังเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ช่วยสร้างครูที่มีคุณภาพ ซึ่งงานในวันนี้จัดขึ้นเพื่อเป็นการสืบทอดประวัติศาสตร์และเจตนารมณ์ของการจัดตั้งคุรุสภาให้เป็นสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา ที่มุ่งมั่นดำเนินการด้านการพัฒนามาตรฐานวิชาชีพ และจรรยาบรรณของวิชาชีพให้มีคุณภาพและเป็นที่ยอมรับของผู้ประกอบวิชาชีพและสังคม

 “ก้าวต่อไปของคุรุสภาจะมุ่งมั่นพัฒนาและขับเคลื่อนพันธกิจเพื่อยกระดับมาตรฐานวิชาชีพ และพัฒนาวิชาชีพ ให้เป็นที่ประจักษ์และได้รับการยอมรับในระดับสากลพร้อมพัฒนาศักยภาพ “ครูยุคใหม่” ที่เปี่ยมด้วยคุณธรรมและจรรยาบรรณของวิชาชีพ มีจิตวิญญาณความเป็นครู เพื่อสร้างคนดี คนเก่ง มีคุณธรรม และพัฒนาการศึกษาไทยให้มั่นคง และยั่งยืนสืบไป” เลขาธิการคุรุสภากล่าว.

มหิดลประกาศเกียรติคุณ “ศิษย์เก่าดีเด่น 2569” อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ผู้นำที่สร้างโอกาสทางการเรียนรู้อย่างเท่าเทียม สู่เวทีเกียรติยศระดับประเทศ

เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2569 ที่มหาวิทยาลัยมหิดล ได้มีการประกาศรายชื่อผู้ได้รับรางวัล Mahidol University Alumni Awards 2026 และ Mahidol University Young Alumni Awards 2026 เนื่องในโอกาสครบรอบ 57 ปี วันพระราชทานนาม และ 138 ปี มหาวิทยาลัยมหิดล โดยกำหนดจัดพิธีมอบรางวัล ณ ห้องบรรยาย ศ.นพ.ชวาล โอสถานนท์ สำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา พร้อมกิจกรรม MU Blue Night 2026 “Deep Blue Synergy”

ในโอกาสอันทรงเกียรตินี้ ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ได้รับการคัดเลือกเป็น “ศิษย์เก่าดีเด่น” คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล จากผลงานอันเป็นคุณูปการต่อการพัฒนาการศึกษาของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้แนวคิด “ผู้นำที่สร้างโอกาสทางการเรียนรู้อย่างเท่าเทียม” โดยตลอดระยะเวลาการปฏิบัติหน้าที่ ได้ขับเคลื่อนนโยบายสำคัญเพื่อสร้างความเสมอภาคทางการศึกษา อาทิ การผลักดันโครงการ DOLE Zero Dropout เพื่อลดปัญหาเด็กและเยาวชนหลุดออกจากระบบการศึกษา โดยพัฒนาระบบติดตาม ดูแล และสนับสนุนให้กลับเข้าสู่การเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการพัฒนาแพลตฟอร์มการเรียนรู้ และศูนย์ฝึกอาชีพชุมชนทั่วประเทศ เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนทุกกลุ่มเข้าถึงทักษะที่จำเป็นในยุคดิจิทัล

นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการส่งเสริมและขยายโอกาสทางการศึกษาแก่เด็กและเยาวชนด้อยโอกาสในพื้นที่ห่างไกล โดยเฉพาะการบูรณาการความร่วมมือกับโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน การสนับสนุนการจัดการเรียนรู้และพัฒนาทักษะอาชีพให้กับนักเรียนในพื้นที่ชายแดนและพื้นที่ทุรกันดาร รวมถึงการขับเคลื่อนโครงการพัฒนาเด็กและเยาวชนบนพื้นที่สูง เพื่อสร้างโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ ลดความเหลื่อมล้ำ และเสริมสร้างศักยภาพเยาวชนให้สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน

ผลงานดังกล่าวสะท้อนบทบาทผู้นำด้านการศึกษาที่มุ่งลดความเหลื่อมล้ำ ยกระดับคุณภาพทรัพยากรมนุษย์ และขับเคลื่อนการเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างเป็นระบบ สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. 2566 และทิศทางการพัฒนาประเทศในระยะยาว ดังนั้น รางวัลศิษย์เก่าดีเด่นในครั้งนี้ จึงมิใช่เพียงเกียรติยศส่วนบุคคล หากเป็นความภาคภูมิใจร่วมของครอบครัว สกร. และเครือข่ายการเรียนรู้ทั่วประเทศ ที่ร่วมกันผลักดันภารกิจ “สร้างโอกาส สร้างคุณค่า และสร้างอนาคต” ให้กับประชาชนทุกช่วงวัยอย่างแท้จริง

‘สพฐ.’ส่งหนังสือชี้แจงกรมบัญชีกลาง ปมจัดหานวัตกรรมสื่อการเรียนรู้ภายใต้โครงการ Anywhere Anytime

เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2569 ดร.พิเชฐร์ วันทอง รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่า  เมื่อเร็ว ๆ นี้ ได้มีการหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กรณีคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์และข้อร้องเรียน กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง ได้แจ้งผลพิจารณาการประกวดราคาจ้างเหมาดำเนินการจัดหานวัตกรรมสื่อการเรียนรู้ภายใต้โครงการส่งเสริมการเรียนรู้ขั้นพื้นฐานทุกที่ทุกเวลา ระยะที่ 2 ดำเนินการผิดระเบียบจัดซื้อจัดจ้าง กำหนดหลักเกณฑ์พิจารณาไม่ชัดเจน อาจไม่เป็นธรรมกับผู้เข้าประกวดราคา เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบ ตามข้อร้องเรียนของบริษัทเอกชนเกี่ยวกับการกำหนดเงื่อนไขในขอบเขตของงาน หรือ TOR ไม่ชัดเจน นั้น จากการหารือคณะกรรมการกำหนดทีโออาร์ ได้ข้อสรุปว่า สพฐ.จะทำหนังสือชี้แจงหลักเกณฑ์การพิจารณาและรายละเอียดการให้คะแนน ตอบกลับไปยังกรมบัญชีกลางอีกครั้งหนึ่ง เพราะหนังสือจากทางกรมบัญชีกลาง เป็นการแจ้งมาเพื่อทราบ ดังนั้น  สพฐ. จึงต้องทำหนังสือชี้แจงรายละเอียดเพื่อยืนยันกลับไปอีกครั้ง

รองเลขาธิการกพฐ. กล่าวต่อไปว่า สำหรับความคืบหน้าการเช่าซื้ออุปกรณ์เสริมการสอน อาทิ แท็บเล็ต โน้ตบุ๊ค และโครมบุ๊ค ตามนโยบายเรียนได้ทุกที่ทุกเวลา หรือ Anywhere Anytime ซึ่งได้มอบอำนาจให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) 118 เขตทั่วประเทศเป็นผู้ดำเนินการเพื่อให้ตรงกับความต้องการและเกิดความสะดวกในการซ่อมแซมตามบริบทของเขตพื้นที่ฯต่างๆ ซึ่งภายหลังการดำเนินงานพบว่า มีบางโรงเรียนปฏิเสธไม่รับอุปกรณ์เสริมดังกล่าวนั้น มีเพียง 1-2 แห่งที่ปฏิเสธไม่รับอุปกรณ์  โดยให้เหตุผลว่า นักเรียนส่วนใหญ่มีความพร้อมอยู่แล้ว ขณะเดียวกัน ก็ยังมีกรณี เขตพื้นที่ฯ ประกาศให้ยื่นเสนอประกวดราคาแล้ว แต่ไม่มีผู้เสนอราคา โดยจากการตรวจสอบพบว่า ส่วนใหญ่จะเป็นโรงเรียนประถม ที่มีจำนวนนักเรียนน้อย ซึ่งทางสพฐ. ประสานให้เสนอเข้าสู่ระบบการจัดซื้อจัดจ้างอีกครั้ง เพื่อหาผู้รับจ้างอีกครั้ง

“เท่าที่ทราบข้อมูลการเช่าซื้ออุปกรณ์เสริมของทั้ง 118 เขตพื้นที่ฯ น่าจะมีการจัดส่งอุปกรณ์ถึงมือเด็กแล้ว กว่า 50%  ส่วนที่เหลืออยู่ในขั้นตอนการดำเนินการ มีเพียงไม่กี่เขตพื้นที่ฯ ที่ประกาศให้ยื่นประกวดราคาแล้วไม่มีผู้มายื่น อย่างไรก็ตามยอมรับว่า บางเขตพื้นที่ฯ มีความกังวลใจ ดังนั้นเมื่อเร็ว ๆ สพฐ. จะได้จัดประชุม เพื่อชี้แจง สร้างความเข้าใจ เรื่องการดำเนินการจัดซื้อจัดจ้าง และยืนยันว่า สพฐ. ดำเนินการถูกต้องตามระเบียบ เพราะจากการลงพื้นที่  ตรวจเยี่ยมโรงเรียนที่เด็กได้รับอุปกรณ์แล้ว พบว่า เด็กส่วนใหญ่รู้สึกดีใจที่ได้รับอุปกรณ์ดังกล่าว และบอกว่าจะใช้เพื่อหาความรู้ ดังนั้นก็คงต้องยืนยันว่า สพฐ.จะดำเนินการต่อไป ส่วนจะเดินหน้าไปอย่างไรนั้นตอนนี้ยังไม่สามารถบอกได้ ” ดร.พิเชฐร์ กล่าว

หลักสูตรฐานสมรรถนะ : ภัยเงียบที่ทำร้ายเด็กไทย? EP3

หลักสูตรฐานสมรรถนะ : ภัยเงียบที่ทำร้ายเด็กไทย?

Ep3 หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน : เรียนไปแล้วได้ประโยชน์อะไร?

  1. หลักสูตรฐานสมรรถนะ เป็น“หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน“ใช้จัดการเรียนการสอนกับเด็ก 12 ปี(ป1-ม6, อายุ7-18ปี) เป็นโอกาสครั้งเดียวในชีวิตที่จะได้รับการวางรากฐานชีวิต
  2. สังคมต้องรับรู้และมีส่วนร่วมเพื่อให้รู้ว่า“เรียนไปแล้วได้ประโยชน์อะไร?” มันสอดรับกับปัญหาและความจำเป็นในปัจจุบันและอนาคตหรือไม่
  3. หลักสูตรเป็นกระบวนการที่มีจุดเริ่มและปลายทางเป็นขั้นตอน เริ่มที่ จุดหมาย (objective)ไปเนื้อหา(content)ไปสื่อการเรียนการสอน(instruction)และการประเมินผล(evaluation)ที่สัมพันธ์กันตามลำดับ
  4. จุดเริ่ม(point of departure)กำหนดปลายทาง(point of arrival) เริ่มต้นผิดก็เหมือนกลัดกระดุมเม็ดแรกผิดมันก็ผิดพลาดไปทุกขั้นตอน หลักสูตรมี “จุดหมาย”เป็นจุดเริ่มถ้าผิดพลาดส่วนอื่นก็ไม่ต้องพิจารณา
  5. หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานต้องเริ่มต้นด้วยจุดหมายของหลักสูตรที่เป็นรูปธรรมรับรู้ได้ว่า“เรียนไปแล้วได้ประโยชน์อะไร”สอดรับกับความจำเป็นของเด็กและสังคมปัจจุบันและอนาคต คุ้มค่ากับการลงทุน
  6. แบบจำลองจุดมุ่งหมายของหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีดังนี้

1) มีความรู้และทักษะพื้นฐานเพื่อการศึกษาต่อและประกอบอาชีพ โดยคัดกรองสาระการเรียนรู้ให้เหลือเท่าที่จำเป็น และเพิ่มทักษะวิชาชีพต่างๆ เป็นต้น

2) รักษาสิทธิและปฏิบัติหน้าที่ตามกฏหมายและความพลเมืองที่ดี (เช่น สิทธิมนุษย์ชน กฏหมายจราจร,แรงงานแรงงาน, ภาษี, การปกครอง เป็นต้น)

3) มีทักษะเอาตัวรอดจากสถานการณ์ไม่ปกติ (ภัยธรรมชาติ ภัยจากโรคระบาด ภัยสงคราม ภัยเศรษฐกิจ ความไม่สงบทางการเมือง เป็นต้น)

4) มีทักษะในการสื่อสารกับสังคมโลก เช่น ทักษะในการใช้เทคโนโลยีการสื่อสาร ภาษาต่างประเทศ คิดวิเคราะห์และประเมินความสมจริงของข่าวสาร แสดงความเห็นอย่างมีเหตุผล เป็นต้น)

อนุศักดิ์ อายุวัฒนะ

หลักสูตรฐานสมรรถนะ : ภัยเงียบที่ทำร้ายเด็กไทย? EP2

หลักสูตรฐานสมรรถนะ : ภัยเงียบที่ทำร้ายเด็กไทย?

Ep2 ทำไมถึงผิดพลาด? ทำไมต้องเร่งรีบ?

  1. ทำไมถึงผิดพลาด?

หลักสูตรฐานสมรรถนะเป็นหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานมีปัจจัยที่ทำให้เกิดความผิดพลาดได้ ดังนี้

1.1 ข้อบกพร่องเชิงทฤษฎี คือ ขาดความเข้าใจเกี่ยวทฤษฎีหลักสูตรในความหมาย, องค์ประกอบ,กระบวนการจัดทำและนำไปใช้

1.2 ข้อบกพร่องเชิงประวัติศาสตร์ คือ ไม่เข้าใจปัญหาของหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานที่ผ่านมา

1.3 ข้อบกพร่องเชิงปฏิบัติ ตั้งแต่ผู้รับผิดชอบขาดความรู้ ไม่เห็นความสำคัญ รูปแบบวิธีกระบวนการจัดทำ

1.4 กลัดกระดุมเม็ดแรกผิด(point of departure)ผิดพลาดตั้งแต่เริ่มต้นคือการกำหนดจุดมุ่งหมายของหลักสูตรผิดพลาดก็ผิดทั้งกระบวนการ

  1. ทำไมถึงต้องเร่งรีบ

ปัจจัยที่ทำให้ต้องเร่งรีบประกาศใช้หลักสูตรคือแรงจูงใจเชิงผลประโยชน์ของกลุ่มต่างๆได้แก่

– นักการเมืองที่เข้ามามีอำนาจตัดสินใจหวังเป็นผลงานทางการเมือง

– ข้าราชการใช้เป็นผลงานสร้างความก้าวหน้าในตำแหน่งหน้าที่

– นักวิชาการหวังชื่อเสียงประโยชน์

– นักธุรกิจการศึกษาแฝงประโยชน์

– ผู้บริหารโรงเรียนอยากเป็นผู้นำ

– นักการศึกษากลัวไม่ทันสมัย

ฯลฯ

ปัจจัยและแรงจูงใจข้างต้นนี้มาจากประสบการณ์ตรงด้วยการสังเกตแบบมีส่วนร่วม(participants observation)ทุกประเด็นมีพฤติกรรมและเอกอ้างอิงพิสูจน์ได้และมันใช้เป็นประเมินเกณฑ์ว่าหลักสูตรฐานสมรรถนะจะผิดพลาดแล้วนำไปสู่หายนะเงียบหรือไม่

อนุศักดิ์ อายุวัฒนะ

ติดตามตอนต่อไป