ไทย-จีน ทวีภาคีขับเคลื่อนการศึกษา ลดความเหลื่อมล้ำระหว่างเมืองกับชนบทด้วยดิจิทัล

เมือวันที่ 10 พฤษภาคม 2569  นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้หารือทวิภาคีร่วมกับ นายหวย จิ้นเผิง (H.E. Mr. Huai Jinpeng) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ สาธารณรัฐประชาชนจีน ในโอกาสเดินทางไปเข้าร่วมการประชุมระดับโลกด้านการศึกษาดิจิทัล ประจำปี 2569 (2026 World Digital Education Conference : WDEC 2026) ณ สาธารณรัฐประชาชนจีน

นายประเสริฐ กล่าวชื่นชมการบริหารงานของรัฐมนตรีจีน ที่นำพื้นฐานด้านวิศวกรรมมาขับเคลื่อนการศึกษาอย่างเป็นระบบ โดยฝ่ายไทยได้เสนอนโยบายปฏิรูปการศึกษา 5 ด้านหลัก ที่เน้นการลดความเหลื่อมล้ำระหว่างเมืองและชนบท การปรับปรุงหลักสูตรด้วยดิจิทัล และการสร้างทักษะแห่งอนาคต เช่น AI, Coding และอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) พร้อมเน้นย้ำความประสงค์ที่จะขยายผลโครงการ Luban Workshop ไปยังภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วไทย เพื่อรองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมจีนในไทย รวมทั้งการพัฒนาประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางการเรียนภาษาจีนในอาเซียน พร้อมยกระดับมาตรฐานการสอบ HSK และพัฒนาศักยภาพครูไทยให้มีความเชี่ยวชาญสูงขึ้น

นายหวย จิ้นเผิง ได้แสดงความชื่นชมในประสบการณ์ด้านเศรษฐกิจดิจิทัลของรัฐมนตรีไทย พร้อมเน้นย้ำว่า AI และเทคโนโลยีสมัยใหม่ คือหัวใจสำคัญของการปฏิวัติอุตสาหกรรม ช่วยสร้างบุคลากรคุณภาพสูง รวมทั้งยินดีแบ่งปันโมเดลความสำเร็จด้านอาชีวะของมหาวิทยาลัย Shenzhen Polytechnic University ที่ร่วมมือกับภาคเอกชนใหญ่ อาทิ Huawei, BYD และ Tencent เพื่อสร้างบุคลากรให้ตรงจุด พร้อมเสนอให้ทั้งสองประเทศจัดทำกรอบความร่วมมือแบบรัฐต่อรัฐ (G2G) เพื่อประสานงานระหว่างหน่วยงานระดับกรมให้ชัดเจน รวมทั้งการทำ MOU ด้าน AI พร้อมสนับสนุนด้านการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมด้วย

‘อัครนันท์’สวมหมวก ผอ.ศูนย์พิทักษ์ฯ ลุยปิดจ๊อบปัญหาครูล่วงละเมิดนักเรียนที่ลพบุรี ย้ำไม่ทอดทิ้งเด็ก 

เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2569  นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ  พร้อมด้วย ดร.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ ครูจวง ปารมี ไวจงเจริญ ดร.รวีภัทร์ จิรศักดิ์วัฒนา คณะทำงาน รมช.ศึกษาธิการ ผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ นายวรวงศ์ วรปัญญา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จังหวัดลพบุรี พรรคเพื่อไทย และ เจ้าหน้าที่สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดลพบุรี ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้ากรณีอดีตครูโรงเรียนเอกชนจังหวัดลพบุรีล่วงละเมิดทางเพศนักเรียน เพื่อหาข้อสรุปและปิดจ๊อบปัญหาที่ค้างคามานานกว่า 2 ปี ให้จบสิ้นภายในเวลาเพียง 1 สัปดาห์ หลังจากที่ได้ลงพื้นที่ติดตามด้วยตนเองเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคมที่ผ่านมา

​นายอัครนันท์ เปิดเผยว่า จากการรับฟังความทุกข์ใจของครอบครัวผู้เสียหายที่ต้องเผชิญความกังวลมาอย่างยาวนาน ตนมองว่าเงินเยียวยาเพียงอย่างเดียวไม่สามารถเทียบได้กับความเสียหายทางจิตใจที่เด็กได้รับ เมื่อโรงเรียนเกิดข้อบกพร่องในการปกป้องเด็ก กระทรวงศึกษาธิการในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลจะต้องทำหน้าที่เป็น “ร่ม” ให้กับครอบครัวแทนโรงเรียน โดยตนได้สั่งการให้ สช. ปรับปรุงมาตรการตรวจสอบจรรยาบรรณครูอย่างเข้มข้น และกำชับให้ทุกโรงเรียนติดตั้งกล้องวงจรปิดในมุมอับเพื่อป้องกันเหตุอย่างเด็ดขาด

​”ผมยอมรับว่าที่ผ่านมากระทรวงฯ อาจมีความหละหลวมในการสั่งการ แต่ต่อจากนี้เราจะเปลี่ยนใหม่ทั้งหมด โดยในวันที่ 18 พฤษภาคมนี้ ผมจะเปิด ‘ศูนย์พิทักษ์สิทธิเสรีภาพและสวัสดิภาพ’ อย่างเป็นทางการ เพื่อบูรณาการการทำงานของทุกหน่วยงานภายในกระทรวงฯ เข้าด้วยกัน ขอยืนยันว่าเราจะไม่ทอดทิ้งเด็ก และจะติดตามการเยียวยาสภาพจิตใจร่วมกับ พม. อย่างต่อเนื่องจนกว่าน้องจะกลับมาเข้มแข็ง” รมช.ศึกษาธิการกล่าวและว่า สำหรับกลไกของศูนย์พิทักษ์สิทธิฯ ที่กำลังจะเกิดขึ้น ตนได้วางระบบการทำงานไว้ 3 มิติหลัก เพื่อไม่ให้เกิดประวัติศาสตร์ซ้ำรอย ได้แก่ 1. ระบบป้องกันการเกิดเหตุ โดยการสร้างความตระหนักรู้ให้บุคลากรเคารพสิทธิเด็ก เลิกใช้ระบบอำนาจนิยมในโรงเรียน รวมทั้งวางระบบแนะแนวดูแลสุขภาพจิตที่มีประสิทธิภาพ 2. ระบบรับแจ้งเหตุที่ทันสมัย โดยจะนำเทคโนโลยีและแพลตฟอร์มอย่าง Traffy Fondue มาใช้เพื่อให้เด็กและผู้ปกครองร้องเรียนตรงมายังศูนย์ฯ ได้ทันที ลดปัญหาการไกล่เกลี่ยหรือปิดข่าวกันเองภายในโรงเรียน และ 3. ระบบการเยียวยา ทั้งด้านร่างกายและจิตใจอย่างจริงจัง

​”เป้าหมายของผมคือการทำให้ศูนย์พิทักษ์สิทธิฯ แห่งนี้เป็นที่พึ่งที่มั่นคงและถาวร ใครก็ตามที่รังแกเด็กหรือละเมิดสิทธิเสรีภาพในสถานศึกษาจะต้องถูกลงโทษขั้นเด็ดขาด ผมจะลงมือเคลียร์ทุกความทุกข์ของประชาชนด้วยตัวเอง เพื่อให้สถานศึกษาเป็นพื้นที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับนักเรียน ครูและบุคลากรทางการศึกษาทุกคน” นายอัครนันท์ กล่าว

“อ.เชน” จับมือ “ครูกอล์ฟ” เปิดเวทีสานฝันเด็กทุน ODOS กว่า 2,445 คน ชูสร้าง “ช้างเผือก” สาย STEM ขับเคลื่อนอนาคตชาติ

​เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2569 นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ “ส่งเสริมเครือข่ายและการเตรียมความพร้อมก้าวสู่การศึกษาต่อของผู้มีสิทธิ์รับทุน ODOS ไปต่างประเทศ” ณ ห้องประชุมพูนทรัพย์ นพวงศ์ ณ อยุธยา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมี ดร.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ และครูจวง ปารมี ไวจงเจริญ ดร.รวีภัทร์ จิรศักดิ์วัฒนา ร่วมในพิธี และ ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ร่วมให้โอวาทผ่านระบบออนไลน์ (Zoom)

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า ขอแสดงความยินดีกับนักเรียนทุนทั้ง 2,445 คน สิ่งสำคัญของการไปศึกษาต่อต่างประเทศ นอกเหนือจากความเก่ง คือ การเป็นพลเมืองที่ดี ขอให้ทุกคนทำหน้าที่เสมือนทูตวัฒนธรรม นำเสน่ห์ความเป็นไทยไปเผยแพร่ พร้อมเรียนรู้วัฒนธรรมสากล สร้างเครือข่ายมิตรภาพด้วยการเป็น “ผู้ให้” และตั้งใจนำองค์ความรู้ระดับโลกกลับมาเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติต่อไป

​ด้าน นายอัครนันท์ กล่าวว่า ตนรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้มอบหมายให้ผมมาเปิดงาน มาพบปะเยาวชนกลุ่ม “ช้างเผือก” และความหวังของชาติในโครงการทุนการศึกษาเพื่อขยายโอกาสและพัฒนาประเทศ หรือ ทุน ODOS โครงการนี้ถือเป็นนโยบายสำคัญที่ผลักดันอย่างเต็มกำลังมาตั้งแต่รัฐบาลของอดีตนายกฯ แพทองธาร ชินวัตร เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและเพิ่มโอกาสให้เด็กไทยเข้าถึงการศึกษาในระดับสูง โดยเฉพาะสาขาเทคโนโลยีและ STEM

​”น้องๆ ทุกคนคือช้างเผือกที่รัฐบาลตั้งใจคัดเลือกมาอย่างดี ผลการเรียนที่ปรากฏนั้นน่าชื่นชมมาก เกือบทั้งหมดมีเกรดเฉลี่ยสูงกว่า 3.50 และมีถึงร้อยละ 60 ที่ได้เกรดสูงถึง 3.76 ขึ้นไป สิ่งนี้พิสูจน์ให้เห็นว่า แม้จะมาจากครอบครัวที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ แต่ความเหลื่อมล้ำทางรายได้ ไม่สามารถขวางความสามารถและสติปัญญาของเราได้ รัฐบาลมองเห็นพวกเราคือ เพชรที่รอการเปล่งประกาย และเป็นทุนมนุษย์ที่มีค่าที่สุด” รมช.ศธ. กล่าวและว่า ทุนนี้เป็นเหมือน หลักประกันโอกาส ที่รัฐบาลตั้งใจให้ทุกคนเดินหน้าพัฒนาศักยภาพตนเองอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะในเส้นทางสาย STEM (วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมแห่งอนาคตของไทย การรวมตัวกันในวันนี้ยังเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้าง เครือข่าย ODOS ที่เข้มแข็ง เกิดการเรียนรู้แบบไร้รอยต่อ โดยให้รุ่นพี่ช่วยส่งต่อแรงบันดาลใจและคำแนะนำให้รุ่นน้อง ก้าวข้ามช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงไปสู่ระดับที่สูงขึ้นได้อย่างมั่นคง ขอให้น้องๆ จงภาคภูมิใจในตัวเองและโอกาสที่ได้รับ พัฒนาตนเองตลอดเวลาเพื่อกลับมาสร้างโอกาสให้คนรุ่นหลัง และขอให้นึกเสมอว่าความรู้ที่ได้มาจะกลับมาช่วยพัฒนาชุมชนและประเทศชาติได้อย่างไร ซึ่งรัฐบาลพร้อมสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง

สกร.รุกทำความเข้าใจขับเคลื่อนหลักสูตรใหม่ เปลี่ยนวิธีจัดการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น เชื่อมโยงชีวิตจริง 

เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2569 ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) เป็นประธานการประชุมเชิงปฏิบัติการ “การเทียบโอนผลการเรียนเข้าสู่หลักสูตรส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อคุณวุฒิตามระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2567” ระหว่างวันที่ 9 – 10 พฤษภาคม 2569 ณ โรงแรมพักพิง อิงทาง บูติค โฮเทล จังหวัดนนทบุรี พร้อมถ่ายทอดสดผ่าน Facebook Live : ETV Channel ไปยังบุคลากร สกร. ทั่วประเทศ โดยมีคณะที่ปรึกษาอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ดร.รุ่งอรุณ ไสยโสภณ ดร.วัชรีวรรณ กันเดช และ ดร.โยฑิน สมโนนนท์ รองอธิบดี สกร. ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ผู้บริหารส่วนกลาง ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัด/กรุงเทพมหานคร ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอ/เขต ครู บุคลากร และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม

ดร.เกศทิพย์ กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการอบรมเพื่อสร้างความเข้าใจเชิงทฤษฎี แต่เป็น “การเรียนรู้เพื่อการปฏิบัติ” เพื่อเตรียมบุคลากรให้พร้อมทำหน้าที่เป็น “พี่เลี้ยง” และ “ผู้ถ่ายทอดความรู้” ในการขับเคลื่อนหลักสูตรใหม่ทั่วประเทศ โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการประกาศใข้หลักสูตรส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อคุณวุฒิตามระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2567 พร้อมกันทั่วประเทศในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2570 เป็นการปรับฐานความคิดร่วมกัน เพื่อให้ทุกคนเห็นภาพเป้าหมายเดียวกัน และเดินไปในทิศทางเดียวกัน หลักสูตรใหม่นี้ไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนวิธีเรียน แต่คือการเปลี่ยนวิธีคิดในการจัดการเรียนรู้ของ สกร. จากการจัดการศึกษาแบบเดิม ไปสู่การเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น เชื่อมโยงชีวิตจริง และตอบโจทย์ผู้เรียนในยุคใหม่

อธิบดี สกร. กล่าวต่อไปว่า หลักสูตรส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อคุณวุฒิตามระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2567 เป็นหลักสูตรฐานสมรรถนะ (Competency-based) ที่มุ่งเน้นการคิดเป็น การสื่อสาร การจัดการตนเอง และการเป็นพลเมือง แตกต่างจากหลักสูตรเดิมที่อิงมาตรฐานหรือตัวชี้วัด (Standard-based) โดยยึดแนวคิด New Skill – Reskill – Upskill และ Learn to Earn เพื่อให้ผู้เรียนสามารถประยุกต์ใช้ความรู้ สร้างสรรค์สิ่งใหม่ และพัฒนาคุณภาพชีวิตได้จริงในโลกยุคดิจิทัล ที่ผ่านมา สกร.ได้ทดลองนำร่องหลักสูตรดังกล่าวใน 10 จังหวัด เป็นระยะเวลา 1 ปี ก่อนขยายผลเพิ่มเติมอีก 12 จังหวัด รวมทั้งสิ้น 22 จังหวัด และ 1 สถาบันการศึกษาทางไกล เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนขยายใช้ทั่วประเทศในปี 2570

“จุดเด่นสำคัญของหลักสูตรใหม่ คือ ความยืดหยุ่นในการเทียบโอน โดยเฉพาะการเชื่อมโยงกับหน่วยทหาร 5 หน่วย และสถาบันการศึกษาทางไกล ในการนำผลการฝึกทหาร 300 ชั่วโมง มาเทียบเคียงสมรรถนะทางการศึกษา ทำให้ทหารกองประจำการสามารถใช้ผลการฝึกเทียบโอนเป็นวุฒิการศึกษาได้ทั้งระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษาตอนต้น และมัธยมศึกษาตอนปลาย ลดระยะเวลาการเรียน และเพิ่มโอกาสทางการศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ หลักสูตรใหม่ยังมุ่งแก้ปัญหาผู้เรียนหลุดจากระบบ ยกระดับผู้ที่ไม่มีวุฒิการศึกษาภาคบังคับ รวมถึงเปิดโอกาสให้ “วิทยากรภูมิปัญญา” และผู้มีทักษะเฉพาะด้าน สามารถเข้าสู่ระบบการรับรองคุณวุฒิผ่านกลไกการเทียบโอนและธนาคารหน่วยกิต (Credit Bank)”ดร.เกศทิพย์ กล่าวและว่า ผลจากการดำเนินงานในพื้นที่นำร่องพบแนวโน้มเชิงบวกอย่างชัดเจน ทั้งด้านการบริหารจัดการและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยหลายจังหวัดมีคะแนน N-NET สูงขึ้นเกินค่าเป้าหมายที่กำหนด สะท้อนว่าหลักสูตรฐานสมรรถนะช่วยให้ผู้เรียนมีเวลา “คิด วิเคราะห์ และลงมือทำ” มากขึ้น ส่งผลต่อคุณภาพการเรียนรู้โดยตรง

ด้าน ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ (ภาคประชาสังคม) กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และที่ปรึกษาอธิบดี สกร.กล่าวว่า การปฏิรูปครั้งนี้ถือเป็น โอกาสสำคัญของประเทศ ในการยกระดับคุณภาพชีวิตเด็กนอกระบบและลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ซึ่ง สกร.มีจุดเด่นในเรื่องของการเทียบโอน และมีจุดแข็งสำคัญคือการมีบุคลากรอยู่ทั่วทุกตำบล ซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายและสร้างโอกาสทางการศึกษาให้ประชาชนได้อย่างแท้จริง

ทั้งนี้ ที่ประชุมได้มอบหมายให้จังหวัดนำร่องทั้ง 22 จังหวัด และสถาบันการศึกษาทางไกล จัดทำข้อมูลรายวิชาและแนวทางการเทียบโอนเข้าสู่หลักสูตรส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อคุณวุฒิตามระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2567 เพื่อใช้เป็นต้นแบบในการขยายผลทั่วประเทศต่อไป

“ประเสริฐ” ย้ำธรรมาภิบาลบริหารบุคคลในพื้นที่ คัดเลือกบุคลากรโปร่งใสไร้ผลประโยชน์ เป้าหมาย คือ ครูมีความสุข นักเรียนมีอนาคตที่สดใส 

เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ  เป็นประธานเปิดโครงการพัฒนา อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษา “กิจกรรมเสริมสร้างความรู้การบริหารงานบุคคล” เพื่อยกระดับธรรมาภิบาลในการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาทั้ง 8 เขตในจังหวัดนครราชสีมา โดยมีผู้เข้าร่วมกว่า 230 คน ณ ห้องประชุมเขาใหญ่ สพป.นครราชสีมา เขต 4 โดย รมว.ศึกษาธิการ กล่าวเน้นย้ำถึงนโยบายสำคัญ 2 ด้านต่อ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯ ว่า การคัดเลือกบุคลากรที่มีคุณภาพผ่านกระบวนการที่เข้มข้น และการสอบคัดเลือกที่โปร่งใสและยุติธรรม โดยประกาศชัดเจนว่าจะไม่ยินยอมให้มีการทุจริตหรือรับผลประโยชน์ในกระทรวงโดยเด็ดขาด โดยเฉพาะในการเปิดสอบครูผู้ช่วยที่กำลังจะมีขึ้น ซึ่งได้วางมาตรการป้องกันและตรวจสอบอย่างรอบคอบเพื่อให้ได้บุคลากรที่มีคุณภาพอย่างแท้จริง

นายประเสริฐ กล่าวต่อไปว่า สำหรับนโยบายเร่งด่วนด้านความปลอดภัย โดยจัดสรรงบประมาณปี 2569–2570 เพื่อเร่งซ่อมแซมอาคารเรียนและระบบไฟฟ้าที่เสื่อมสภาพ ควบคู่กับการจัดตั้งศูนย์พิทักษ์สิทธิ์เพื่อดูแลบุคลากรและนักเรียน พร้อมมอบ รมช.ศึกษาธิการ เป็นผู้รับผิดชอบหลัก พร้อมลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโรงเรียนแบบไม่แจ้งล่วงหน้า เพื่อรับทราบปัญหาและให้ความช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที ส่วนประเด็นชุดลูกเสือขอย้ำว่า ไม่จำเป็นต้องซื้อชุดเต็มรูปแบบ เพียงหมวกและผ้าพันคอสวมทับชุดนักเรียนหรือชุดพละก็เพียงพอ เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครอง ยกเว้นลูกเสือกองเกียรติยศที่ต้องแต่งกายตามระเบียบ พร้อมเดินหน้าโครงการ Smart Room ที่นำ AI มาช่วยจัดการเรียนการสอน และแนวคิด Cloud Kitchen หรือครัวกลาง เพื่อให้ครูมีเวลาอยู่กับห้องเรียนได้อย่างเต็มที่

ทั้งนี้ รมว.ศึกษาธิการและคณะยังได้เยี่ยมชมนิทรรศการผลงานนวัตกรรมทางการศึกษา และติดตามความเรียบร้อยของการรับสมัครสอบครูผู้ช่วย เพื่อกำชับให้กระบวนการสรรหาเป็นไปด้วยความบริสุทธิ์และปราศจากการทุจริตในทุกขั้นตอน โดยมุ่งหวังให้ อ.ก.ค.ศ. ทุกเขตพื้นที่เป็น “กลไกขับเคลื่อนคุณภาพ” ในเชิงยุทธศาสตร์ที่ตอบโจทย์การพัฒนาการศึกษาในแต่ละพื้นที่อย่างแท้จริง เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายสำคัญที่ว่า “ครูมีความสุข นักเรียนมีอนาคตที่สดใส” อย่างยั่งยืน​​​​​​​​​​​​​​​​

งบฯ ศธ.ใครได้ ใครเสียกันแน่?

หยอก หยอก วันที่ 8 พฤษภาคม 2569 *** ไม่มีใครจำทุกคนที่ “สำเร็จ” แต่คนที่เป็น “แสงเล็ก ๆ” ให้ใครในวันที่มืดที่สุด คนแบบนั้น ไม่มีใครลืม *** เป็นเวลานานนับเดือนแล้วที่ หยอก หยอก นิ่ง จน FC สงสัย เพราะมีเรื่องราวในกระทรวงศึกษาธิการ เยอะแยะ มากมายหลายเรื่อง แต่หยอก หยอก เลือกที่จะนิ่งดีกว่า เข้าตำรา พูดไปสองไพเบี้ย นิ่งเสียตำลึงทอง … แต่ก็ดันมีเรื่องขัดใจทำให้ตบะแตก นิ่งต่อไปไม่ได้แล้ว ก็ข่าว “ไอ้โม่ง!จ้องงาบงบฯ ศธ.” จนต้องลุกขึ้นมาสืบกันหน่อยแล้วว่า ข่าวนี้มีที่มายังไง แล้วก็ถึงบางอ้อ…อย่างนี้นี่เอง… ปล่อยข่าวมั่วจนทำให้คนเข้าใจผิด สุดท้ายดูท่าไอ้โม่งที่ถูกอ้างถึงน่าจะเป็นแพะมากกว่า … เพราะเรื่องการเจาะหางบประมาณก็รู้ ๆ กันอยู่แล้ว ว่า ไม่ว่าใครมากระทรวงไหน เข้าไปถึงเรื่องแรกที่ต้องทำ คือ เรียกดูแผนและงบประมาณ เพื่อจะได้บริหารตามนโยบายของพรรค เมื่อเข้ามาแล้วยังไงก็ต้องได้  โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเป็นพรรคเดียวเบ็ดเสร็จก็หวานเจี๊ยบ มากน้อยแล้วแต่โครงการ ใครอยู่นานปีสองปีก็ได้เป็นกอบเป็นกำ อยู่ไม่ถึงปีก็ได้ลดหลั่นลงไป … เรื่องแบบนี้ไม่ใช่เพิ่งเกิด การเมืองเขาก็รู้กัน *** ดังนั้น งบประมาณที่รออนุมัติระหว่างช่วงคาบเกี่ยวการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล ฝ่ายการเมืองก็ต้องคุยกันให้จบ อย่าทำให้ข้าราชการอยู่ในสถานการณ์ มึน งง … เก็บเงินทอนกันไม่จบ พอไม่ได้ดั่งใจก็โทษปี่ โทษกลอง ปล่อยข่าวไปทั่ว มั่วไปหมด … คงไม่ต้องจับต้นชนปลายกันหรอก นะ เพราะจะเกิดอาการงงในงง 555 *** ว่าแต่เรื่องนี้คนทำน่าจะรู้ตัวดี อย่าให้ หยอก หยอก ต้องชี้เป้า…เนาะ? ว่ากันว่า มีการนำงบประมาณต่อเนื่องของการเปลี่ยนผ่านรัฐบาลโดยโครงการที่ยังไม่จบ เอางบฯมาแลกเพื่อขึ้นตำแหน่ง พอได้ตำแหน่ง งบฯไม่ผ่านการอนุมัติตามกระบวนการจนมาถึงรัฐบาลใหม่จะขอเจรจาเพราะเก็บยังไม่หมด แต่ยุคใหม่ไม่เจรจาด้วย งานนี้เดินต่อไม่ได้ … จึงเป็นที่มาของข่าว “ขบวนการงาบงบฯ ศธ. 555 *** วันนี้ต้องยอมรับว่า “ประเสริฐ จันทรรวงทอง” เจ้าของรหัสเสมา 1 แห่งวังจันทรเกษมคนปัจจุบัน แรก ๆ ก็คิดว่าเป็น “ลุงเสริฐ”คนรุ่นเก่าตกยุค  แต่ลืมไปว่า ทั่นเคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ดีอี)มาแล้ว  ก็ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ทั่นจะรู้เรื่องเทคโนโลยีในโลกยุคปัจจุบันไม่แพ้คนรุ่นใหม่แน่นอน แถมสู้ไมค์ตอบคำถามไม่สะดุด … แบบนี้สิ ถึงจะเรียกว่า ผู้ใหญ่ใจดีตัวจริง.. ขอบอก *** นับถอยหลังอีก 4 เดือน ผู้บริหารระดับสูงลิ่วของกระทรวงศึกษาธิการ 2 คนจะเกษียณอายุราชการแล้ว นั่น คือ ดร.สุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และ ยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา … แว่วว่า ตอนนี้หัวกะไดพรรคสีแดงนี่ไม่ใช่แค่ไม่แห้ง  แถมมีฝุ่นตลบฟุ้งไปทั่ว เพราะบรรดาตัวเต็ง ตัวตึง ทั้งในแท่งและนอกแท่งนับนิ้วแล้ว 2 มืออาจจะไม่พอ กำลังต่อสู้ประลองกำลังกันอย่างดุเดือด เส้นใครจะแข็งกว่ากันรอดูกันไป แต่ในสถานการณ์แบบนี้จะมีนักตกเบ็ด ก็ต้องระวังตัวกันนะจ๊ะนักวิ่งทั้งหลาย *** อ้อ…กระแสหนึ่งก็บอกว่าจะมีการหมุนระดับ 11 ก่อน แล้วค่อยขยับตัวเต็งระดับ 10 ขึ้นไป 2 ตำแหน่ง … ล่าสุดตัวเต็งระดับ 10 ที่จะขึ้น 11 ทั้ง 2 คน ก็ยังนอนใจไม่ได้ เพราะสถานการณ์เปลี่ยนได้ทุกวินาที พลิกไปพลิกมาอย่าประมาทกัน นะจ๊ะนะจ๊ะ … ตัวอย่างในอดีตมีให้เห็นเยอะจ้า *** จะไม่พูดถึงก็ไม่ได้ขอแตะหน่อย ๆ ละกัน กับการที่ รมช.กอล์ฟ  “อัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์” เสมา 2 ที่ลุกขึ้นมาเขย่าวงการหนังสือเรียนของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ สั่งตรวจสอบการจัดซื้อหนังสือเรียน ที่ถูกร้องเรียนว่า ไม่มีคุณภาพ ล้าสมัย ตกยุค สวนทางกับราคา … ไม่รู้ว่า เสมา 2 ไปสวมหัวใจสิงห์มาจากไหน ถึงกล้าเข้าไปทุบหม้อข้าวของขาใหญ่ในทันทีที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลกรมส่งเสริมการเรียนรู้ หรือ สกร. … ถ้าทำเพื่อประโยชน์ของผู้เรียนที่เป็นกลุ่มด้อยโอกาส พลาดโอกาส และ ขาดโอกาสอย่างจริงใจ ก็ขอชื่นชมอย่างจริงจัง … หยอก จะรอดูผลงานเด้อจ้า *** ก่อนจบขออีกซักเรื่อง .. มีพรายแอบมากระซิบนิทานให้ฟังเรื่องนึง ว่า สกสค.จังหวัดหนึ่งทางภาคอีสาน ไปหาเงินจากแหล่งทุนไหนซักแห่งไปให้ครูที่เป็นหนี้สหกรณ์ออมทรัพย์ แต่จ่ายหนี้ไม่ไหว กู้ แล้วให้โอนหนี้มาไว้ที่ สกสค.จังหวัด … เป็นเหมือนการซื้อหนี้ … ก็ไม่ทราบว่า เรื่องแบบนี้จะทำได้มั้ย แล้วเป็นการช่วยแก้หนี้ครูยังไง เพราะครูก็ยังต้องมาจ่ายหนี้ สกสค.อยู่ดี แต่ที่ลือกันให้แซดไม่ใช่ประเด็นซื้อหนี้ … แต่เป็นเรื่องฟอกเงินมากกว่า … จริง เท็จ แค่ไหน หยอกบอกได้แค่ ไม่รู้ ไม่รู้ … เพราะเป็นนิทาน 555 ***

อว.จับมือสถาบัน MIT สหรัฐฯ ผลักดัน “AHA Thailand” ดึงมหาวิทยาลัยและกลุ่ม Tech Startup ร่วมขับเคลื่อนประเทศ พร้อมลุยโครงการ “Learning Lab” สร้างกระบวนการเรียนรู้ – ใช้ AI ให้คนทุกช่วงวัยก่อนต่อยอดไปสู่นโยบาย “แพลตฟอร์มการเรียนรู้กลาง”ระดับชาติ  

เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) เสวนาเรื่อง AI: The Invisible Architect of Future Industry เพื่อแลกเปลี่ยนนโยบายและแนวทางการผลักดันอุตสาหกรรมเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์(AI) พร้อมด้วย ดร.พัทน์ ภัทรนุธาพร นักวิทยาศาสตร์ นักเทคโนโลยี MIT Media Lab ผู้เชี่ยวชาญด้าน Human-AI Interaction จัดโดยสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIAโดยมีนายดนุพร ปุณณกันต์ ผู้ช่วย รมต.ประจำ อว. นายศึกษิษฎ์ ศรีจอมขวัญ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง นายฉัตริน จันทร์หอม เลขานุการ รมว.อว. และ ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผอ.NIA และสมาคมสตาร์ตอัปในสาขาที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี เข้าร่วม ที่ NIA

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า AI มีความสำคัญมากกับอนาคตของประเทศไทย ดังนั้น โจทย์สำคัญของประเทศไทยในวันนี้คือการเร่งเตรียมความพร้อมในทุกมิติ เพื่อรองรับการเข้ามาของ AI อย่างเป็นระบบและสร้างให้คนไทยกล้าลุกขึ้นมาคิดและทำสิ่งใหม่ ๆ สิ่งที่เราต้องการไม่ใช่แค่เทคโนโลยีหรือทรัพยากร แต่คือ “ฮีโร่” และ “เรื่องราวที่สร้างแรงบันดาลใจ” ที่จะช่วยจุดประกายให้สังคมก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นใจ หากประเทศไทยเริ่มต้นอย่างจริงจังและต่อเนื่อง เชื่อว่าจะสามารถเห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมได้ภายใน 3–4 ปี

“AI ไม่ใช่เพียงเทคโนโลยีหนึ่งแขนง แต่เป็น “แกนหลัก” ที่เชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมสำคัญอื่น ๆ โดยเฉพาะด้านไบโอเทค การแพทย์หรือการพัฒนายา นอกจากนี้ การพัฒนา AI ยังส่งผลต่อเนื่องไปถึงอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ และการปรับเปลี่ยนโครงสร้างอุตสาหกรรมทั้งระบบ ดังนั้น ประเด็นสำคัญที่สุดจึงไม่ใช่แค่การพัฒนาเทคโนโลยี แต่คือ “การเตรียมคน” หรือทุนมนุษย์ให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เพื่อให้ทุกคนสามารถใช้ AI เป็นเครื่องมือในการพัฒนาตนเองและประเทศ ด้วยเหตุนี้ จึงมีการผลักดันแนวคิด “AI for All” เพื่อเปิดโอกาสให้คนไทยทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงและใช้ AI ได้อย่างทั่วถึง ไม่ว่าจะเป็นในด้านเศรษฐกิจ การศึกษา สาธารณสุขหรือการพัฒนาสังคม เพื่อให้ AI กลายเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศในทุกมิติอย่างแท้จริง” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว

รมว.อว. กล่าวว่า กระทรวง อว.จะร่วมมือกับสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (Massachusetts Institute of Technology – MIT) ประเทศสหรัฐฯ ใน 2 โครงการหลัก คือ 1.โครงการเชื่อมโยงงานวิจัยขั้นสูง (Advanced Research) ด้าน AI และมนุษย์ ระหว่างไทยกับ MIT เพื่อเตรียมผลักดันให้เกิด “ AHA Thailand” ขึ้นเป็นแกนกลางสำคัญในการดึงดูดมหาวิทยาลัยและกลุ่ม Tech Startup มาร่วมกันขับเคลื่อนประเทศ ทั้งในมิติของการพัฒนาทุนมนุษย์และวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี และ 2. โครงการ “Learning Lab” ที่ร่วมกับ Open AI เพื่อค้นหารูปแบบ AI ที่ตอบโจทย์การเรียนรู้ของเด็กไทยมากที่สุดเพื่อนำมาสร้างเป็นพิมพ์เขียว (Blueprint) ในการพัฒนาคนทุกช่วงวัย ตั้งแต่เด็ก วัยแรงงานที่ต้อง Reskill/Upskill ไปจนถึงผู้สูงวัยหลังเกษียณ ให้สามารถปรับตัวใช้เทคโนโลยีและกลับมาเป็นกำลังสำคัญในการเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) ให้กับประเทศได้ ซึ่งงานวิจัยด้านการศึกษาทั้งหมดนี้ จะเป็นรากฐานสำคัญในการต่อยอดไปสู่นโยบายและการสร้าง “แพลตฟอร์มการเรียนรู้กลาง” ระดับชาติต่อไป

ด้าน ดร.พัทน์ กล่าวว่า ทิศทางด้าน AI ที่สำคัญของประเทศไทยสามารถอธิบายได้ผ่าน 3 ทิศทางหลัก ทิศทางแรกคือการเปลี่ยนบทบาทของ AI จากเครื่องมืออัตโนมัติให้กลายเป็น “คู่หูทางปัญญา” หรือ Intelligence Augmentation (IA) ที่ช่วยเสริมศักยภาพของมนุษย์ แทนที่จะเข้ามาแทนที่ ขณะเดียวกัน AI ต้องถูกนำมาใช้เปิดมุมมองชีวิตให้กับเด็กและเยาวชน โดยเฉพาะกลุ่มด้อยโอกาส ผ่านการจำลองเส้นทางอนาคตที่หลากหลาย เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและเป้าหมายในชีวิต ทิศทางที่สองต้องพัฒนา AI ในลักษณะ “โค้ชทางความคิด” ที่ไม่ได้ทำหน้าที่ให้คำตอบโดยตรง แต่ช่วยตั้งคำถามเพื่อกระตุ้นการคิดวิเคราะห์ เสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางปัญญา และลดความเสี่ยงจากการถูกหลอกลวงในโลกดิจิทัล รวมถึงการนำ AI มาใช้ปลดล็อกข้อจำกัดของงานวิจัยไทยที่มักหยุดอยู่เพียงในระดับเอกสาร ให้สามารถต่อยอดสู่การใช้งานจริงได้มากขึ้นและสุดท้าย คือการยกระดับวัฒนธรรมไทยผ่านการบูรณาการเทคโนโลยีขั้นสูง ภายใต้แนวคิด Heritage + Technology + Art + Innovation (H.T.A.I.) ที่ผสานทุนทางวัฒนธรรมเข้ากับนวัตกรรมสมัยใหม่ ตัวอย่างเช่น การใช้ AI วิเคราะห์และต่อยอดท่าทางนาฏศิลป์ไทยอย่างโขน เพื่อสร้างสรรค์รูปแบบใหม่ที่ยังคงอัตลักษณ์ดั้งเดิมแต่ตอบโจทย์ยุคปัจจุบัน หรือการออกแบบการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงศิลปะกับเทคโนโลยี เช่น การให้เยาวชนเขียนโปรแกรมเพื่อควบคุมการเคลื่อนไหวของ AI ในการรำไทย ซึ่งไม่เพียงสร้างความเข้าใจเชิงลึกต่อศิลปะ แต่ยังช่วยขยายการรับรู้วัฒนธรรมไทยสู่สังคมดิจิทัลในวงกว้าง

“หัวใจสำคัญของความร่วมมืออีกด้านคือ การนำ “Soft Power” ซึ่งเป็นจุดแข็งของไทย มาทำงานร่วมกับ “Hard Technology” อย่าง AI เพื่อเติมเต็มศักยภาพซึ่งกันและกัน เราไม่ได้มองแค่การอนุรักษ์วัฒนธรรม แต่เรามุ่งเน้นที่การพัฒนาและต่อยอด ตัวอย่างที่ชัดเจนคือการใช้ AI เข้ามาวิเคราะห์และทำความเข้าใจศิลปะการแสดง “โขน” ในเชิงลึก ซึ่งโปรเจกต์นี้จะเป็นต้นแบบสำคัญในการแปลงมรดกทางวัฒนธรรมให้กลายเป็นสินทรัพย์แห่งอนาคต และพร้อมจะขยายผลไปยังศิลปวัฒนธรรมแขนงอื่นๆ ต่อไป เพราะเป้าหมายหลักของเราคือต้องทำให้ AI เป็น “เพื่อน” ที่เข้ามาช่วยสนับสนุนการทำงาน ไม่ใช่ปล่อยให้ AI กลายเป็นสิ่งที่เข้ามาดิสรัป (Disrupt) หรือทำลายล้างเรา” ดร.พัทน์ กล่าว

“ประเสริฐ” นั่งหัวโต๊ะ เดินหน้าผลักดัน พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ขีดเส้นเดือน พ.ค.ได้เห็นหน้าตา

เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมรับฟังความคิดเห็นเพื่อขับเคลื่อนร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. …. โดยมี ดร.สุเทพ  แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ  รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการสภาการศึกษา  ดร.พิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.)  นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(กอศ.), และมีผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จากพรรคการเมืองต่าง ๆ  เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุมราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ

นายประเสริฐ กล่าวภายหลังการประชุมว่า วันนี้ได้เชิญผู้แทนจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง มาร่วมเวิร์กชอปและหารือร่วมกัน มีทั้งผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ  ผู้แทนจาก วุฒิสภา ส.ส. ตัวแทนพรรคการเมืองทุกพรรค ทั้งฝ่ายรัฐบาล และฝ่ายค้าน และองค์กรที่เกี่ยวข้อง เช่น การศึกษาเอกชน  การศึกษาพิเศษ และนักวิชาการ รวมถึงมีการประชุมผ่านระบบออนไลน์ด้วย เพื่อรับฟังความคิดเห็น และเปิดโอกาสให้คนที่มาประชุมไม่ทันวันนี้ สามารถนำเสนอข้อความที่เป็นเอกสารเข้ามาได้ในช่วงเวลาที่กำหนด ทั้งนี้ แต่เดิมเราได้กำหนดกรอบไว้ 3 ทางเลือก คือ 1 ยืนยันร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ… ซึ่งเคยเข้า ครม.ไปแล้ว แต่มีเหตุ ต้องหยุดการพิจารณา เนื่องจากยุบสภา  ทางเลือกที่ 2 คือ นำ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ  2542 มาแก้ไขปรับปรุงใหม่ และ ทางเลือกที่ 3 ยกร่าง พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ ขึ้นมาใหม่  ซึ่งแต่ละแนวทางก็มีข้อดีและข้อเสียที่แตกต่างกัน โดยวันนี้จะเปิดโอกาสให้เสนอทางเลือกอื่น ๆ เพิ่มได้อีกด้วย

“วันนี้เป็นการรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน  ซึ่งในที่ประชุมมีหลายคนเสนอให้มีการตั้งกรรมการชุดพิเศษ เพื่อเร่งขับเคลื่อน พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ เนื่องจากมีการดำเนินการมานานหลายปีแล้ว และทุกคนก็อยากเห็น พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ ฉบับใหม่  ที่เป็น พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติที่มีความพร้อม  ซึ่งหวังว่าจะดำเนินการให้แล้วเสร็จได้ในรัฐบาลนี้  แต่ก็ต้องได้สาระสำคัญที่ตรงกับความต้องการของผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด” รมว.ศึกษาธิการ กล่าวและว่า คณะทำงานจะต้องเร่งสรุปข้อคิดเห็นในวันนี้ และรอข้อคิดเห็นบางส่วนที่ยังมาไม่ถึงด้วย รวมถึงรอดูด้วยว่าจะมีข้อเสนอที่เป็นทางเลือกที่ 4 เพิ่มอีกหรือไม่ โดยจะพยายามให้ได้ข้อสรุป ภายในเดือนพฤษภาคมนี้ เพื่อจะได้เห็นว่า  พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติจะหน้าตาเป็นอย่างไร  ซึ่งวันนี้ที่ประชุมก็เห็นพ้องตรงกันว่าอยากเห็น พ.ร.บ.การศึกษาคลอดออกมาเร็วที่สุด และภายใต้คุณภาพที่ดีที่สุด อย่างไรก็ตามตนได้เสนอในที่ประชุมว่า ถ้ากฎหมายฉบับนี้เข้าสภาฯ ขอให้มีการทำงานคู่ขนานกันในการที่จะพิจารณาทั้งในรูปแบบของกรรมาธิการ และกรรมการพิเศษ โดยจะต้องมีการหารือกันในประเด็นที่มีความสำคัญในวงเล็กก่อน  เพื่อให้การทำงานในวงใหญ่ง่ายขึ้น

 

กยศ.จัดอบรมออนไลน์เตรียมความพร้อมสำหรับสถานศึกษาในการใช้งานระบบการให้กู้ยืม ปีการศึกษา 2569

กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ขอเชิญสถานศึกษาระดับอาชีวศึกษา และอุดมศึกษา เข้าร่วมอบรมการใช้งานระบบการให้กู้ยืม ปีการศึกษา 2569 ในรูปแบบออนไลน์ เพื่อเตรียมความพร้อมในการยื่นความประสงค์ขอกู้ยืมเงินเพื่อการศึกษาให้เป็นไปอย่างถูกต้อง รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ

กยศ.แจ้งว่าได้จัดอบรมการเตรียมความพร้อมการให้กู้ยืม ปีการศึกษา 2569 ในรูปแบบออนไลน์ให้กับสถานศึกษาทั่วประเทศที่ร่วมดำเนินงานกับ กยศ. ในการให้เงินกู้ยืมเพื่อแนะนำการใช้งานระบบที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานของสถานศึกษา ประกอบด้วย ระบบยื่นความประสงค์ขอกู้ยืม (Pre-Approve) สำหรับผู้กู้ยืมเงินรายใหม่ ระบบบริหารจัดการเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาของสถานศึกษา และระบบกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาแบบดิจิทัล (DSL) เพื่อให้ผู้ปฏิบัติงานของสถานศึกษาสามารถใช้งานระบบได้อย่างถูกต้องและเข้าใจขั้นตอนการดำเนินงานในปีการศึกษา 2569 โดยมีกำหนดการอบรม ดังนี้
– ระดับอาชีวศึกษา วันศุกร์ที่ 8 พฤษภาคม 2569 เวลา 13.30 – 16.30 น. และวันอังคารที่ 19 พฤษภาคม 256 เวลา 09.00 – 12.00 น.
– ระดับอุดมศึกษา วันพุธที่ 20 พฤษภาคม 2569 เวลา 09.00 – 12.00 น. และวันพฤหัสบดีที่ 21 พฤษภาคม 2569 เวลา 09.00-12.00 น.

กยศ. ขอเชิญชวนสถานศึกษาลงทะเบียนและเข้าร่วมอบรมตามวันและเวลาที่กำหนดเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการดำเนินงานด้านการกู้ยืมเงินเพื่อการศึกษาในปีการศึกษา 2569 ทั้งนี้ สถานศึกษาที่ลงทะเบียนเข้าร่วมอบรมเรียบร้อยแล้ว กยศ. จะดำเนินการยืนยันการเข้าร่วมอบรม พร้อมแจ้ง Link สำหรับเข้าอบรมผ่านทาง E-mail ที่ได้ระบุไว้ในการลงทะเบียน สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.studentloan.or.th

‘อัครนันท์’ นั่ง ผอ.ศูนย์พิทักษ์สิทธิเสรีภาพนักเรียน-ครู  ย้ำ โรงเรียนต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัย   

เมื่อวันที่ 7 พ.ค.2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศึกษาธิการ มีคำสั่งกระทรวงศึกษาธิการที่ 324/2569 เรื่องจัดตั้งศูนย์พิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ กระทรวงศึกษาธิการ

โดยระบุว่า ตามที่ รมว.ศึกษาธิการ มอบนโยบายให้แก่ส่วนราชการในสังกัด และองค์กรในกำกับของกระทรวงศึกษาธิการ มุ่งเน้นการพิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ ให้แก่นักเรียน นักศึกษา ครู และบุคลากรทางการศึกษา เพื่อให้โรงเรียนและสถานศึกษาเป็น “พื้นที่ปลอดภัย” อย่างแท้จริง และกำหนดให้มีการจัดตั้งศูนย์พิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ เพื่อเป็นศูนย์กลางข้อมูลระหว่างนักกฎหมาย นักจิตวิทยา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

เพื่อให้การดำเนินงานพิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ ให้แก่นักเรียน นักศึกษา ครู และบุคลากรทางการศึกษา เป็นไปด้วยความเรียบร้อย และบรรลุผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ.2546 จึงดำเนินการดังนี้

1.จัดตั้ง “ศูนย์พิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ กระทรวงศึกษาธิการ” มีหน้าที่หลักในการบริหารจัดการ เพื่อพิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ เสริมสร้างความปลอดภัยและสวัสดิภาพ ให้แก่นักเรียน นักศึกษา ครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยมีหน้าที่และอำนาจ ดังนี้

– จัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายและแผนยุทธศาสตร์ เพื่อพิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ เสริมสร้างความปลอดภัยและสวัสดิภาพ ให้แก่นักเรียน นักศึกษา ครู และบุคลากรทางการศึกษา สังกัด กระทรวงศึกษาธิการ

– เป็นศูนย์กลางขับเคลื่อนข้อมูลเกี่ยวกับการพิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ และบูรณาการ ความร่วมมือกับนักกฎหมาย นักจิตวิทยา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

– ดำเนินการเกี่ยวกับการพิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ เสริมสร้างความปลอดภัยและสวัสดิภาพให้แก่นักเรียน นักศึกษา ครู และบุคลากรทางการศึกษา สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมสร้างการรับรู้ความเข้าใจให้แก่ประชาชนทั่วไป

– ปฏิบัติงานร่วมกับหน่วยงานหรือบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องตามที่ได้รับมอบหมาย

2.ให้มีผู้อำนวยการศูนย์พิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ กระทรวงศึกษาธิการ รองผอ.ศูนย์พิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ กระทรวงศึกษาธิการ และคณะทำงานคณะหนึ่งเรียกว่า “คณะทำงานดำเนินงานพิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ กระทรวงศึกษาธิการ” โดยมีองค์ประกอบ หน้าที่และอำนาจ ดังนี้

มอบหมายให้ นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รมช.ศึกษาธิการ เป็นผู้อำนวยการศูนย์พิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ กระทรวงศึกษาธิการ และปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นรองผู้อำนวยการศูนย์ฯ

ส่วนคณะทำงาน ประกอบด้วย เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน , เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา , เลขาธิการสภาการศึกษา , อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ , เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน , เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครู , เลขาธิการคุรุสภา

คณะทำงานยังมี น.ส.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ , นายปารมี ไวจงเจริญ , นายรวีภัทร์ จิรศักดิ์วัฒนา , ผู้แทนกรมสุขภาพจิต , ผู้แทนกรมกิจการเด็กและเยาวชน เป็นต้น