หลักสูตรฐานสมรรถนะ : ภัยเงียบที่ทำร้ายเด็กไทย? EP1

หลักสูตรฐานสมรรถนะ : ภัยเงียบที่ทำร้ายเด็กไทย?

Ep1 หายนะ : ภาษีหมื่นล้านและอนาคตเด็ก กับ ความเร่งรีบ

เร่งรัดใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะกับเด็กไทย12ปี(ป.1-ม.6) ถ้าผิดพลาดคือหายนะเพราะมันกระทบตรงทุกโรงเรียน ครูทุกคนทำร้ายเด็กทั้งประเทศ,ชาติไร้อนาคต

หายนะจะยาวนานเกินสองทศวรรษแบบไม่รู้ตัว เป็นภัยเงียบที่ทำร้ายเด็กไทยแล้วนำไปสู่วิกฤตทางสังคม เศรษฐกิจ การเมืองและความมั่นคงของชาติ

หายนะที่เกิดขึ้นทันที คือ

  1. รัฐต้องสูญภาษีมากกว่าหมื่นล้านตลอดสองทศวรรษเพื่อแลกกับการเปลี่ยนชื่อหลักสูตรและความหวังที่จับต้องไม่ได้
  2. เพิ่มภาระโรงเรียนและครูเป็นสองเท่าเมื่อต้องจัดการเรียนสองหลักสูตร และเสียเวลากับหลักสูตรที่ผิดพลาด ลดคุณภาพการจัดการเรียนการสอนให้เด็ก
  3. เด็กไทยเสียโอกาสที่จะได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพตรงตามความจำเป็นกับชีวิตปัจจุบันและอนาคต ชาติขาดทรัพยากรบุคคลในการพัฒนาประเทศ

หลักสูตรฐานสมรรถนะกระทบทุกคน ชี้อนาคตชาติ ต้องไม่รวบรัดโดยกลุ่มใดเพียงเพื่อสร้างชื่อเสียงผลประโยชน์แล้วก็จากไปโดยไม่ต้องรับผิดชอบ

ภัยเงียบนี้ทำร้ายเด็กไทยมาแล้วและอาจเกิดอีกครั้งถ้าสังคมนิ่งเฉย

อนุศักดิ์ อายุวัฒนะ

ติดตามตอนต่อไป

สกสค.ประกาศผู้ชนะการประกวดราคาพิมพ์หนังสือองค์การค้าฯแล้ว โปร่งใสไม่มีเรื่องร้องเรียนเซฟเงินหลวงได้เกือบ100ล้านบาท

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 26 ก.พ.2569 ดร.ดิสกุล เกษมสวัสดิ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา(สกสค.)รักษาการแทนเลขาธิการสำนักงานสกสค.ได้ลงนามประกาศสำนักงาน สกสค.”เรื่อง ประกาศผู้ชนะการเสนอราคาประกวดราคาจ้างพิมพ์หนังสือแบบเรียนองค์การค้าของสกสค.ปีการศึกษา 2569 จำนวน 150 รายการ วงเงินงบประมาณ 1010 ล้านบาท ด้วยวิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์(e-bidding)และเอกสารประกวดราคา ตามประกาศสำนักงานสกสค.เลขที่ D75/2568 ลงวันที่ 6 มกราคม 2569

ผู้ข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ นางสาวชนนิกานต์ สืบชนะ รองเลขาธิการคณะกรรมการ สำนักงาน สกสค.ประธานร่างขอบเขตของงาน (Terms of Reference;TOR)โครงการจัดพิมพ์หนังสือแบบเรียนขององค์การค้าสกสค.ปีการศึกษา 2569  ซึ่งได้รับมอบหมายให้กำกับติดตามโครงการจ้างพิมพ์หนังสือแบบเรียนดังกล่าว ได้ทำข้อตกลงคุณธรรม (Integrity Pact) ที่มีผู้สังเกตการณ์จากหน่วยงานภายนอกร่วมติดตามการจัดซื้อจัดจ้างทุกขั้นตอน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ ซึ่งตลอดระยะเวลาการดำเนินการได้ประชุมร่วมกับผู้สังเกตการณ์จากหน่วยงานภายนอกได้แก่ ผู้แทนองค์การต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) (ACT) และผู้แทนกรมบัญชีกลาง ตามข้อตกลงคุณธรรม เพื่อซักซ้อมความเข้าใจในรายละเอียดร่างขอบเขตของงาน (TOR) ที่ได้ประกาศไปแล้วให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 โดยยึดหลักธรรมาภิบาล โปร่งใส ตรวจสอบได้ และมีการแข่งขันอย่างเป็นธรรม คำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของผู้เรียน ครู และระบบการศึกษาไทยเป็นสำคัญ รวมถึงแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับอุปสรรคและบทเรียนจากการดำเนินงานในปีก่อน ๆด้วย ซึ่งถือว่าการจ้างพิมพ์หนังสือแบบเรียนองค์การค้าของสกสค.ปีการศึกษา 2569 ครั้งนี้  มีความโปร่งใส ยุติธรรม อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ต้องให้เครดิต ดร.พีระพันธ์ เหมะรัต เลขาธิการสำนักงาน สกสค.ที่มอบหมายให้ นางสาวชนนิกานต์ เข้ามากำกับติดตามการดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างทุกขั้นตอน อย่างโปร่งใส ยุติธรรม ตรวจสอบได้ โดยไม่มีเรื่องร้องเรียนเหมือนปีที่ผ่าน ๆ มา

สำหรับ ผู้ชนะการเสนอราคาประกวดราคาจ้างพิมพ์หนังสือแบบเรียนองค์การค้าของ สกสด.ปีการศึกษา 2569บริษัท ผู้ชนะการเสนอราคา มีดังนี้ บจก. วรรณชาติเพรส (2020) จำนวน 47 รายการ พิมพ์ 9,545,000 เล่ม จำนวนเงิน 330 กว่าล้านบาท บจก. รุ่งศิลป์การพิมพ์ (1977) จำนวน 54 รายการ พิมพ์ 7,785,000 เล่ม จำนวนเงิน 180 กว่าล้านบาท  บจก. อุดมศึกษา จำนวน 24 รายการ พิมพ์ 6,160,000 เล่ม จำนวนเงิน 159 กว่าล้านบาท หจก.สำนักพิมพ์ฟิสิกส์เซ็นเตอร์ จำนวน 24 รายการ พิมพ์ 3,340,000 เล่ม จำนวนเงิน 79 กว่าล้านบาท และ บจก.สยามเพรส จำนวน 1 รายการ พิมพ์ 450,000 เล่ม จำนวนเงิน 4 กว่าล้านบาท รวมจำนวน เงิน 754 กว่าล้านบาท ลดลงจากปี 2568 เกือบ 100 ล้านบาท เพราะปีที่ผ่านมาจ้างพิมพ์หนังสือแบบเรียน กว่า 852 ล้านบาท

“อ.แหม่ม”สั่งบอร์ดคุรุสภาทบทวนออก ’ตั๋วครู‘ จาก 3 ใบ ให้เหลือใบเดียวเหมือนในอดีต เร่งปฏิรูประบบทดสอบเพิ่มประสิทธิภาพ

เมื่อวันที่ 26 ก.พ. ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการคุรุสภา  ว่า ที่ประชุมได้เห็นชอบการรับรองปริญญาและประกาศนียบัตรทางการศึกษาตามมาตรฐานวิชาชีพ ประกอบด้วย ให้การรับรองปริญญาและประกาศนียบัตรทางการศึกษา จำนวน 13 แห่ง รวมจำนวน 19 หลักสูตร และให้เปลี่ยนแปลงรายละเอียดปริญญาและประกาศนียบัตรทางการศึกษา ที่คุรุสภาให้การรับรองแล้ว โดยเปลี่ยนแปลงแผนการรับนักเรียน จำนวน 4 แห่ง รวมจำนวน 10 หลักสูตร

นอกจากนี้ ยังได้เห็นชอบการรับรองผลการประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครู ด้านการปฏิบัติงานและการปฏิบัติตน ตามมาตรฐานวิชาชีพครู ของผู้ผ่านเกณฑ์การประเมินฯ ครั้งที่ 2/2569 จำนวน 3,450 คน โดยเป็นผู้ที่อยู่ระหว่างศึกษาในหลักสูตรปริญญาและประกาศนียบัตรทางการศึกษา จำนวน 3,428 คน ประกอบด้วย 1.หลักสูตรปริญญาตรีทางการศึกษา จำนวน 2,423 คน 2.หลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครู จำนวน 983 คน และ 3.หลักสูตรปริญญาโททางการศึกษา (วิชาชีพครู) จำนวน 22 คน ผู้ที่สำเร็จการศึกษาหลักสูตรปริญญาอื่นที่ผ่านการรับรองความรู้ จำนวน 22 คน และมอบสำนักงานเลขาธิการคุรุสภาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

“ที่ประชุมยังได้ให้ข้อเสนอแนะอย่างกว้างขวาง เกี่ยวกับแผนพัฒนางานการทดสอบวิชาครูอย่างยั่งยืน โดยมอบคุรุสภานำข้อสังเกตไปทบทวน เพื่อประสิทธิภาพของกระบวนทดสอบครูทั้งระบบ โดยเฉพาะกระบวนการออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู ให้หาแนวทางดำเนินการทดสอบให้จบขั้นตอนตั้งแต่ในสถาบันผลิตครู พร้อมทั้งศึกษาแนวทางสำหรับกระบวนการออกใบอนุญาตฯ ให้กับกลุ่มที่จบสาขาอื่นด้วย และทบทวนการให้ใบประกอบวิชาชีพครู ที่ขณะนี้มี 3 ระดับ คือ  P-License หรือ ใบอนุญาตปฏิบัติหน้าที่ครู   B-License หรือ ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูชั้นต้น และ  A -License หรือ ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูชั้นสูง ให้เหลือเพียงใบเดียว คือ ใบประกอบวิชาชีพครูเหมือนในอดีต และให้นำข้อสรุปเสนอที่ประชุมครั้งต่อไป  นอกจากนี้ ยังได้เห็นชอบให้ใช้ข้อมูลคุณวุฒิการศึกษาและมหาวิทยาลัยจากต่างประเทศที่ได้รับการพิจารณาคุณวุฒิของสำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เพื่อใช้สำหรับการพิจารณารับรองคุณวุฒิเพื่อขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู กรณีสำเร็จการศึกษาจากต่างประเทศ รวมถึงเห็นชอบผลการประเมินผลการปฏิบัติงานของรองเลขาธิการคุรุสภา ในรอบปีที่ 3 ของการปฏิบัติงาน ระหว่างวัยที่ 3 มกราคม 2568 – 2 มกราคม 2569

ศ.ดร.นฤมล กล่าวต่อว่า ที่ประชุมยังได้ให้ความเห็นชอบประกาศ แผน และระเบียบที่สำคัญ ได้แก่ 1. (ร่าง) ประกาศคณะกรรมการคุรุสภา เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการได้มาซึ่งคณะอนุกรรมการอุทธรณ์คำวินิจฉัยการประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพ พ.ศ. …. , (ร่าง) แผนการบริหารจัดการความเสี่ยงของสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ตามมาตรฐานและหลักเกณฑ์ปฏิบัติการบริหารจัดการความเสี่ยงสำหรับหน่วยงานของรัฐ ที่กระทรวงการคลังกำหนด และ (ร่าง) ระเบียบคณะกรรมการคุรุสภา ว่าด้วยการบรรจุ การแต่งตั้ง การย้าย การโอน และการเลื่อนตำแหน่งและเงินเดือนของพนักงานเจ้าหน้าที่ของคุรุสภา (ฉบับที่ 2) พ.ศ. …. และเห็นชอบ (ร่าง) ประกาศคณะกรรมการคุรุสภา เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการให้พนักงานเจ้าหน้าที่ได้รับเงินเดือนสูงกว่าขั้นสูงของตำแหน่งที่ได้รับแต่งตั้ง พ.ศ. …. โดยมอบสำนักงานเลขาธิการคุรุสภาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

นอกจากนี้ที่ประชุมยังได้เห็นชอบผลการประเมินการปฏิบัติงานของ ดร.สุดา สุขอ่ำ ผศ.ดร.พลรพี ทุมมาพันธ์ รองเลขาธิการคุรุสภา ในรอบปีที่ 3 ของการปฏิบัติงาน และมอบสำนักงานเลขาธิการคุรุสภาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

สกร. จับมือ Sea (ประเทศไทย) เปิดตัวโครงการส่งเสริมการเรียนรู้ทักษะยุคดิจิทัล ปั้นครูพันธุ์ใหม่ เสริมทักษะการเงิน–อีคอมเมิร์ซ ต่อยอดความรู้ สร้างรายได้จริงสู่ชุมชน

กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ผนึกกำลัง Sea (ประเทศไทย) ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มดิจิทัลชั้นนำ อาทิ Garena, Shopee และ Monee ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) จัดทำโครงการส่งเสริมการเรียนรู้ทักษะยุคดิจิทัล เพื่อยกระดับทักษะการเงินและการเป็นผู้ประกอบการดิจิทัลให้แก่ครูในสังกัด สกร. กว่า 600 คน ภายในปี 2569 โดยจัดขึ้น ณ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ (ท้องฟ้าจำลอง กรุงเทพฯ)

เมื่อวันที่ 26 ก.พ. 2569 ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ เปิดเผยว่า โลกยุคดิจิทัลได้เปลี่ยนรูปแบบการดำรงชีวิตและการทำงานอย่างรวดเร็ว การพัฒนาคนจึงต้องมุ่งสร้าง “ทักษะที่ใช้ได้จริง” ควบคู่กับความรู้ทางวิชาการ ภารกิจของ สกร. ในวันนี้ ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการมอบคุณวุฒิทางการศึกษา แต่คือการเสริมสร้างวินัยทางการเงิน ความสามารถในการวางแผนชีวิต และทักษะการสร้างรายได้ในบริบทเศรษฐกิจใหม่ เพื่อให้ประชาชนสามารถยืนหยัดได้อย่างมั่นคงในโลกที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ดังนั้นการความร่วมมือกับ Sea (ประเทศไทย) จึงมุ่งพัฒนาครูและบรรณารักษ์ให้เป็นกลไกหลักในการถ่ายทอดองค์ความรู้สู่ผู้เรียนและชุมชน โดยออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงทั้งมิติการเงินและการเป็นผู้ประกอบการดิจิทัล ผ่านแนวคิด “เรียนรู้แล้วลงมือทำ” เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่จับต้องได้จริง

อธิบดี สกร.กล่าวต่อไปว่า ในส่วนของโครงการ Play to Learn นั้น บริษัท Sea (ประเทศไทย) ได้สนับสนุนบอร์ดเกมการเงิน “Wishlist” มอบให้แก่ห้องสมุดประชาชนจำนวน 100 แห่งทั่วประเทศ ควบคู่กับการอบรมบรรณารักษ์จำนวน 100 คน ให้มีความรู้ ความเข้าใจด้านทักษะทางการเงินอย่างเป็นระบบ เพื่อสามารถนำบอร์ดเกมดังกล่าวไปจัดกิจกรรมการเรียนรู้ในชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ บอร์ดเกม “Wishlist” จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการทำให้เรื่องการวางแผนการเงิน การจัดสรรรายได้ และการเติมเต็มเป้าหมายชีวิต เป็นเรื่องที่เข้าใจง่าย สนุก และเข้าถึงได้สำหรับประชาชนทุกช่วงวัย พร้อมยกระดับห้องสมุดประชาชนให้เป็นพื้นที่ Active Learning ด้านการเงินอย่างแท้จริง ขณะเดียวกัน โครงการ Shopee Learn to Sell จะพัฒนาครูในสังกัด สกร. จำนวน 500 คน ให้มีทักษะด้านอีคอมเมิร์ซอย่างครบวงจร ผ่านหลักสูตรของ Shopee University และการอบรม Shopee E-commerce 101 ครอบคลุมตั้งแต่การเปิดร้านค้าออนไลน์ การตลาดดิจิทัล การรู้เท่าทันภัยออนไลน์ ตลอดจนการสร้างรายได้ผ่านระบบ Affiliate โดยครูที่ผ่านการคัดเลือกจำนวน 100 คน จะได้เข้าร่วมแข่งขันทำธุรกิจออนไลน์ เพื่อสร้างประสบการณ์จริงและต่อยอดสู่การเป็นผู้ประกอบการดิจิทัลต้นแบบในชุมชน

ดร.ศรุต วานิชพันธุ์ ผู้อำนวยการอาวุโส Sea (ประเทศไทย) กล่าวว่า Sea ให้ความสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน ผ่านการใช้ความเชี่ยวชาญและแพลตฟอร์มดิจิทัลเป็นเครื่องมือหลักในการสร้างโอกาส ความร่วมมือกับกรมส่งเสริมการเรียนรู้ในครั้งนี้ มุ่งยกระดับทักษะการเงินและอีคอมเมิร์ซของครูและบุคลากรทางการศึกษา ผ่านกิจกรรมที่กระตุ้นให้เกิดการต่อยอดจากการเรียนรู้สู่การลงมือทำและสร้างรายได้จริง โดยตั้งเป้าพัฒนาครูอย่างน้อย 600 คนทั่วประเทศภายในปี 2569 ให้เป็น Change Agent ที่สามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตของตนเอง และประยุกต์ใช้ความรู้ในการจัดการเรียนการสอน ถ่ายทอดสู่ผู้เรียนและชุมชน เกิดผลกระทบเชิงบวกแบบทวีคูณในทุกภูมิภาคของประเทศ

ทั้งนี้ อธิบดี สกร. เน้นย้ำเพิ่มเติมว่า เมื่อครูและบรรณารักษ์มีเครื่องมือและความรู้ที่ถูกต้อง ย่อมสามารถขยายผลสู่ประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม การปลูกฝังวินัยทางการเงินควบคู่กับทักษะการสร้างรายได้ จะเป็นรากฐานสำคัญของความมั่นคงในระดับครัวเรือน และนำไปสู่ชุมชนแห่งการเรียนรู้ที่เข้มแข็งอย่างยั่งยืน ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนครั้งนี้ จึงเป็นการวางรากฐานเชิงโครงสร้างเพื่ออนาคต สร้างสะพานเชื่อมองค์ความรู้ เทคโนโลยี และศักยภาพของครู สกร. สู่ประชาชนทุกช่วงวัย เพื่อให้สามารถก้าวทันโลกดิจิทัลอย่างมั่นคงและสมดุล กรมส่งเสริมการเรียนรู้ขอขอบคุณ Sea (ประเทศไทย) ที่ร่วมเป็นพันธมิตรสำคัญในการพัฒนาทุนมนุษย์ของประเทศ และเชิญชวนครู บรรณารักษ์ และบุคลากรที่สนใจ สมัครเข้าร่วมโครงการ เพื่อร่วมกันสร้างคน สร้างอาชีพ และสร้างชุมชนที่มั่นคงอย่างยั่งยืน

“พิเชฐ”ลงนามย้ายและรับโอนข้าราชการประเภทอำนวยการระดับสูง 5 ตำแหน่ง

เมื่อวันที่ 25 ก.พ.2569 ดร.พิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.)ได้ลงนามคำสั่งสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่ 488/2569 เรื่องย้ายข้าราชการ ประเภทอำนวยการระดับสูง จำนวน 2 รายดังนี้ 1.นางวรัญญภรณ์ ชาลีรักษ์ ผู้อำนวยการสำนักติดตามและประเมินผลการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) เป็น ผู้อำนวยการสำนักเทคโนโลยีเพื่อการเรียนการสอน(สทร.)สพฐ.และ 2.นายนรินธรณ์ เซ่งล้ำ ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนการศึกษาขั้นพื้นฐาน สพฐ. เป็น ผู้อำนวยการสำนักติดตามและประเมินผลการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน นอกจากนี้ ยังได้ลงนามคำสั่งสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่ 489/2569 เรื่องรับโอนข้าราชการ ประเภทอำนวยการระดับสูง จำนวน 3 รายดังนี้ 1.นายมงคลชัย รัตนอ่อน ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา(สพม.)อุดรธานี เป็น ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนการศึกษาขั้นพื้นฐาน สพฐ. 2.นางสาวณัฎฐิกา ลิ้มเฉลิม ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา(สพป.)นครปฐม เขต 1 เป็น ผู้อำนวยการสำนักอำนวยการ สพฐ.และ 3.นางพีรานุช ไชยพิเดช ผู้อำนวยการโรงเรียนพญาไท สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากรุงเทพมหานคร สพฐ.เป็น ผู้อำนวยการสำนักพัฒนานวัตกรรมการจัดการศึกษา สพฐ.

‘สพฐ.‘เตรียม ถก ผอ.สพท.หาทิศทางบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็กทั่วประเทศ 

เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 ดร.พิเชฐ โพธิภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.) เปิดเผยว่า ในการประชุมผู้บริหารสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา(สพท.)ทั่วประเทศ ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 4-6 มีนาคมนี้ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) จะพูดคุยและหารือในประเด็นต่าง ๆ ร่วมกับผู้อำนวยการ สพท.ทั้ง 245 เขต โดยเฉพาะเรื่องการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็กให้มีประสิทธิภาพ และการบริหารจัดการโรงเรียนทั่วไปให้เป็นไปตามข้อกำหนดของคณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ (คปร.) ในเรื่องการบริหารอัตรากำลัง ซึ่งต้องระดมคิดความเห็นของ ผอ.สพท. ว่า สพฐ.จะขับเคลื่อนไปในทิศทางใด รวมถึงการกำหนดตัวชี้วัดต่าง ๆ เพื่อรายงาน คปร.ให้รับทราบต่อไป

เลขาธิการ กพฐ. กล่าวต่อไปว่า ขณะนี้มีโรงเรียนขนาดเล็กที่ไม่มีนักเรียนมากถึงกว่า 600 แห่ง ที่ สพฐ.บริหารจัดการพื้นที่โดยให้หน่วยงานทั่วไปสามารถมาใช้ประโยชน์ได้  ส่วนโรงเรียนขนาดเล็กอื่น ๆ ที่สามารถบริหารจัดการได้ก็ให้คงอยู่อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป การบริหารจัดการทุกอย่างเป็นไปตามบริบทของพื้นที่ ทั้งหมดขึ้นอยู่กับ ผอ.สพท. ชุมชน และภาคส่วนที่เกี่ยวข้องทั้งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่จะต้องเข้ามาช่วยกันพิจารณาความเหมาะสมว่าจะทำอย่างไร ที่จะสามารถเข้ามาช่วยบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็กได้เหมาะสมภายใต้กรอบข้อกฎหมาย หากมีข้อกฎหมายใดที่เป็นปัญหาอุปสรรค ก็อาจมีข้อเสนอต่อ รมว.ศึกษาธิการ และรัฐบาล เพื่อปรับปรุงแก้ไขต่อไป

“ทั้งนี้ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.ศึกษาธิการ กำชับเรื่องการดูแลเด็กและการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็กให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะโรงเรียนขนาดเล็กที่มีนักเรียนต่ำกว่า 120 คนลงมา ซึ่งมีมากกว่า 15,000 แห่ง จากโรงเรียนทั้งหมดกว่า 29,000 แห่ง โดยบางโรงเรียนมีนักเรียนเพียง 10-20 คน แต่ สพฐ.ยังไม่มีเป้าหมายว่าจะดำเนินการอย่างไร ต้องขอระดมความคิดเห็นจากภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเพื่อหาทางออกที่ดีที่สุด เพราะเรื่องนี้ไม่ได้จบที่ สพฐ. ต้องไปถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ หลายกระทรวง รวมถึง คปร.และสำนักงบประมาณที่ต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการตัดสินใจ“ เลขาธิการ กพฐ.กล่าวและว่า ส่วนทิศทางการดำเนินการจะใช้แนวทางควบรวมโรงเรียนขนาดเล็กเหมือนที่ผ่านมาหรือไม่นั้น ยังไม่สามารถตอบได้ ต้องมาดูบริบทของแต่ละพื้นที่ว่า ทำได้แค่ไหน มีปัญหาอุปสรรค และปัจจัยเกื้อหนุนอย่างไร เพื่อให้การบริหารจัดการอัตรากำลังเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และรายงานให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวมถึงรัฐบาลรับทราบต่อไป นอกจากนี้ที่ประชุมจะหารือเรื่องอื่นๆ เช่น การจัดซื้อหนังสือเรียน การเตรียมพร้อมสอบเข้า ม.1 ม.4 การเปิดภาคเรียน อาหารกลางวัน เป็นต้น ด้วย

เผยประกาศรับนักเรียนนักศึกษาที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย เน้นจัดการศึกษาสำหรับเด็กที่พำนักอยู่ในประเทศไทย

ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้ลงนามในประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง การรับนักเรียน นักศึกษาที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม พ.ศ.2568 และได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 27 มกราคม พ.ศ.2569 เพื่อปรับปรุงแนวทางการดำเนินงานให้ทันต่อสถานการณ์ปัจจุบัน

เหตุผลสำคัญในการแก้ไขประกาศ ในการแก้ไขครั้งนี้ ศธ. ได้ทำการตัดข้อความในส่วนที่เคยระบุถึงกรณีเด็กที่ “มีภูมิลำเนาอยู่ต่างประเทศหรือเดินทางไปกลับบริเวณชายแดนหรือเป็นบุคคลที่ไม่มีตัวตน” ออกจากแนวทางปฏิบัติ

การแก้ไขดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ประกาศฉบับนี้มีความชัดเจนและสอดคล้องกับมติ ครม. เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2548 ซึ่งกำหนดให้รัฐขยายโอกาสทางการศึกษาแก่บุคคลที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทยที่ “อาศัยอยู่ในประเทศไทย” เท่านั้น

การคุ้มครองตามกฎหมายและพันธกรณีระหว่างประเทศ การจัดการศึกษาดังกล่าวเป็นไปตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 54 และพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 มาตรา 10 ที่กำหนดให้เด็กทุกคนต้องได้รับโอกาสทางการศึกษาขั้นพื้นฐานอย่างเท่าเทียมและทั่วถึงโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย (การศึกษาภาคบังคับ 12 ปี ตั้งแต่ ป.1 – ม.6)

นอกจากนี้ ยังสอดคล้องกับพันธกรณีที่ประเทศไทยเป็นภาคีในกฎหมายระหว่างประเทศ เช่น อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (CRC) ที่ระบุว่ารัฐภาคีต้องรับรองสิทธิของเด็กทุกคนในการเข้าถึงการศึกษาโดยไม่แบ่งแยกสัญชาติหรือสถานะทางกฎหมาย

แนวทางปฏิบัติสำหรับสถานศึกษา ตามประกาศฉบับใหม่ สถานศึกษายังคงมีหน้าที่ประสานงานกับผู้ปกครองเพื่อรวบรวมเอกสารหลักฐานส่งให้สำนักทะเบียนท้องถิ่นเพื่อจัดทำเลขประจำตัว 13 หลัก ในกรณีที่ตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นบุคคลที่ไม่สามารถกำหนดสถานะตามกฎหมายทะเบียนราษฎรได้ แต่พำนักอยู่ในประเทศไทย สถานศึกษาจะดำเนินการออก รหัสประจำตัวผู้เรียน (G Code) เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลในการรับงบประมาณเงินอุดหนุนรายหัวและติดตามตัวผู้เรียนจนกว่าจะสำเร็จการศึกษา

ทั้งนี้ ความเห็นจากคณะกรรมการกฤษฎีกา (เรื่องเสร็จที่ 681/2568) ยืนยันว่าเด็กที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรแต่พำนักอยู่ในประเทศไทย สามารถเข้ารับการศึกษาภาคบังคับได้ตามความสมัครใจ โดยรัฐมีหน้าที่จัดให้เฉกเช่นเดียวกับเด็กสัญชาติไทย เพื่อให้สอดคล้องกับสวัสดิภาพและการคุ้มครองเด็กตามหลักสากล

 

ขอกำลังใจกดไลค์ กดแชร์ กิจกรรมดี ๆ โรงเรียนอนุบาลสังขละบุรี (บ้านวังกะ)

🌄✨ กรุ่น กลิ่น กาญจน์ แดนสวรรค์ตะวันตก ✨🌄
นักเรียนและคณะครูจาก โรงเรียนอนุบาลสังขละบุรี (บ้านวังกะ)
มีความภาคภูมิใจอย่างยิ่งที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ
🎉 SANGKLA CRAFTIVAL 2026 🎉
งานแห่งอัตลักษณ์ “สังขละบุรี อวดดีมีของ”

การเข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้ เป็นเวทีแห่งการเรียนรู้นอกห้องเรียน
ให้นักเรียนได้ซึมซับคุณค่าของ
🌿 วัฒนธรรมท้องถิ่น
🌿 ความหลากหลายของ 3 ชาติพันธุ์
🌿 ความภาคภูมิใจในบ้านเกิดสังขละบุรี

🙏 ขอแรงทุกท่านช่วยกัน
👉 กดไลท์ 👍 กดแชร์ 🔁 คลิปวิดีโอนี้
เพื่อเป็นกำลังใจให้นักเรียนของเรา
💖 ทุกการสนับสนุนของท่าน คือโอกาสและรางวัลแห่งความภาคภูมิใจของเด็ก ๆ

มาร่วมส่งต่อเรื่องราวดี ๆ
ให้โลกรู้ว่า…
สังขละบุรี อวดดี…มีของจริง! ✨

#SangklaCraftival2026
#Sangklaburicraftival
#กรุ่นกลิ่นกาญจน์แดนสวรรค์ตะวันตก
#โรงเรียนอนุบาลสังขละบุรีบ้านวังกะ
#เด็กสังขละรักบ้านเกิด
#เรียนรู้จากชุมชน
#สังขละบุรีอวดดีมีของ

 

@anbsk_569

🌄✨ กรุ่น กลิ่น กาญจน์ แดนสวรรค์ตะวันตก ✨🌄 นักเรียนและคณะครูจาก โรงเรียนอนุบาลสังขละบุรี (บ้านวังกะ) มีความภาคภูมิใจอย่างยิ่งที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ 🎉 SANGKLA CRAFTIVAL 2026 🎉 (วันที่ 27-28 ก.พ. ถึงวันที่ 1 มี.ค. 2569) งานแห่งอัตลักษณ์ “สังขละบุรี อวดดีมีของ” การเข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้ เป็นเวทีแห่งการเรียนรู้นอกห้องเรียน ให้นักเรียนได้ซึมซับคุณค่าของ 🌿 วัฒนธรรมท้องถิ่น 🌿 ความหลากหลายของ 3 ชาติพันธุ์ 🌿 ความภาคภูมิใจในบ้านเกิดสังขละบุรี 🙏 #ขอแรงทุกท่านช่วยกัน @แฟนตัวยง 👉 กดไลท์ 👍 กดแชร์ 🔁 คลิปวิดีโอนี้ เพื่อเป็นกำลังใจให้นักเรียนของเรา 💖 ทุกการสนับสนุนของท่าน คือโอกาสและรางวัลแห่งความภาคภูมิใจของเด็ก ๆ มาร่วมส่งต่อเรื่องราวดี ๆ ให้โลกรู้ว่า… สังขละบุรี อวดดี…มีของจริง! ✨ #SangklaCraftival2026 #Sangklaburicraftival #กรุ่นกลิ่นกาญจน์แดนสวรรค์ตะวันตก #โรงเรียนอนุบาลสังขละบุรีบ้านวังกะ โรงเรียนอนุบาลสังขละบุรี

♬ เสียงต้นฉบับ – โรงเรียนอนุบาลสังขละบุรี – โรงเรียนอนุบาลสังขละบุรี

“คุรุสภา”เร่งขับเคลื่อนจรรยาบรรณวิชาชีพครู หนุนสร้างคุณธรรมและจริยธรรม พร้อมจัดทำแบบประเมินครูด้านจรรยาบรรณวิชาชีพ

ผศ.ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา กล่าวว่า ตามที่สำนักงานเลขาธิการคุรุสภามีหน้าที่ในการสนับสนุนส่งเสริมและพัฒนาวิชาชีพ ตามมาตรฐานวิชาชีพและจรรยาบรรณของวิชาชีพ จึงได้ขับเคลื่อนการสร้างคุณธรรม จริยธรรม และการปฏิบัติตามจรรยาบรรณของวิชาชีพครู โดยจัดกิจกรรมส่งเสริมกระบวนการชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพเพื่อพัฒนาจรรยาบรรณวิชาชีพผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ (Ethics in Professional Learning Community: E-PLC) ที่ส่งเสริมและพัฒนาผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ด้านคุณธรรม จริยธรรมและจรรยาบรรณของวิชาชีพ โดยมุ่งเน้นไปสู่การนำไปปฏิบัติในชีวิตประจำวันอย่างเป็นรูปธรรม บูรณาการหลักจรรยาบรรณสู่การปฏิบัติการสอนในชั้นเรียนให้แก่ผู้ประกอบวิชาชีพครูและผู้เตรียมเข้าสู่วิชาชีพครู โดยมีครูประจำการเป็นผู้นำกำกับ ดูแล และเป็นแบบอย่าง นอกจากนี้ยังได้ดำเนินการพัฒนาครูเสมือนจริง ผู้นำต้นแบบด้านพฤติกรรมตามจรรยาบรรณวิชาชีพ (Virtual Teacher Influencers) ให้เป็นผู้ทรงอิทธิพลทางความคิด ภายใต้ชื่อ EduEthics by KruChanya – Bun มี “ครูจรรยา” และ “ครูบรรณ” ครู AI ของคุรุสภา เป็นผู้นำเสนอแนวปฏิบัติและเป็นแบบอย่างที่ดีในการประพฤติตนด้านจรรยาบรรณวิชาชีพครูผ่านสื่อสังคมออนไลน์

ผศ.ดร.อมลวรรณ กล่าวอีกว่า นอกจากกิจกรรม E-PLC และ EduEthics by KruChanya – Bun แล้ว คุรุสภายังเดินหน้าจัดทำโครงการพัฒนาผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ผ่านบทเรียนจรรยาบรรณของวิชาชีพทางการศึกษาออนไลน์ ประจำปี 2569 เพื่อเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ และสร้างความตระหนักในจรรยาบรรณของวิชาชีพ มีกลุ่มเป้าหมายคือ ครู ผู้เตรียมเข้าสู่วิชาชีพครู (นิสิต/นักศึกษาครู)ผู้บริหารสถานศึกษา ผู้บริหารการศึกษา และศึกษานิเทศก์ เพื่อส่งเสริมการประพฤติปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดี ซึ่งเนื้อหาบทเรียนประกอบไปด้วย 3 หน่วยการเรียนรู้ ครอบคลุมจรรยาบรรณของวิชาชีพทั้ง 5 ด้าน ได้แก่ จรรยาบรรณต่อตนเอง ผู้ร่วมประกอบวิชาชีพ วิชาชีพ สังคมและผู้รับบริการ พร้อมแบบทดสอบก่อนและหลังบทเรียน รวมชั่วโมงการเรียนรู้ทั้งสิ้น 2 ชั่วโมง ซึ่งเปิดให้เข้ารับการพัฒนาได้ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ – กันยายน 2569 ผ่านแพลตฟอร์มเพื่อการพัฒนาวิถีชีวิตครูไทยในศตวรรรษที่ 21 (khuruplatform.ksp.or.th)

ผศ.ดร.อมลวรรณ กล่าวต่อไปว่า สำนักงานเลขาธิการคุรุสภายังได้เล็งเห็นความสำคัญของการสร้างเครื่องมือมาตรฐานและเกณฑ์ปกติ (Norm) สำหรับการประเมินจรรยาบรรณวิชาชีพของผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ที่ครอบคลุมผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาทั้ง 4 กลุ่ม และจรรยาบรรณวิชาชีพ 5 ด้าน 9 ข้อ ที่จะสามารถประเมินระดับพฤติกรรมด้านจรรยาบรรณของผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาให้ทราบระดับจรรยาบรรณวิชาชีพของตนเอง โดยได้ดำเนินการสร้างเครื่องมือผ่านกระบวนการวิจัยและพัฒนาที่มีการเก็บและสำรวจข้อมูลที่หลากหลาย ทั้งในส่วนของการศึกษาและการวิเคราะห์เอกสาร การสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้แทนหน่วยงานและผู้เกี่ยวข้อง มีการลงพื้นที่เก็บข้อมูลเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพจากผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาครอบคลุมทุกสังกัดและทุกภูมิภาคทั่วประเทศ มากกว่า 8,000 คน และผ่านการตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือจากผู้ทรงคุณวุฒิทั้งด้านพฤติกรรมศาสตร์และด้านการศึกษา สำหรับการประเมินจรรยาบรรณวิชาชีพของผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา มีจำนวน 4 เครื่องมือแบ่งตามวิชาชีพทางการศึกษา ได้แก่ ครู ผู้บริหารสถานศึกษาผู้บริหารการศึกษา และศึกษานิเทศก์ แต่ละเครื่องมือจะมีแบบวัด 2 รูปแบบ คือ แบบมาตรประมาณค่าและแบบวัดสถานการณ์ ซึ่งจะพัฒนาเป็นระบบเครื่องมือประเมินจรรยาบรรณวิชาชีพแบบออนไลน์ผ่านช่องทาง https://norms-ethics.ksp.or.th

“คุรุสภาได้เร่งขับเคลื่อนงานส่งเสริมจรรยาบรรณของวิชาชีพ สนับสนุนการสร้างคุณธรรมและจริยธรรม เพื่อพัฒนาผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาทั่วประเทศ ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ทั้งการพัฒนาครูเสมือนจริง ได้แก่ ครูจรรยาและครูบรรณ ที่เป็นครู AI ของคุรุสภา ให้เป็นผู้นำต้นแบบด้านพฤติกรรมตามจรรยาบรรณวิชาชีพผ่านสื่อสังคมออนไลน์ กิจกรรม E-PLC การพัฒนาผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาผ่านบทเรียนจรรยาบรรณแบบออนไลน์ รวมทั้ง การสร้างแบบประเมินจรรยาบรรณเพื่อผู้ประกอบวิชาชีพทุกท่านได้ทราบระดับจรรยาบรรณของตัวเองโดยเทียบกับค่ามาตรฐาน ซึ่งข้อมูลการประเมินจะนำไปใช้ออกแบบแนวทางส่งเสริมและพัฒนาผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาให้สอดคล้องกับบริบทความต้องการอย่างแท้จริง ซึ่งโครงการต่าง ๆ เหล่านี้เป็นการยกระดับผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาให้มีความรู้ ความเข้าใจ และความตระหนักในจรรยาบรรณของวิชาชีพ ให้สามารถประพฤติปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ ผู้รับบริการ ผู้ร่วมประกอบวิชาชีพ และสังคมต่อไป” ผศ.ดร.อมลวรรณ กล่าว

ตั้งแล้ว 10 บริหารต้น สป.ศธ. 1 ผู้ช่วยเลขาธิการ กอศ. และ 2 ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ. ตามโผ

เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 ดร.สุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ลงนามในคำสั่ง สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญประเภทบริหารระดับต้น รวม 10 ราย ดังนี้ คำสั่งสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ที่ 425/2569 เรื่อง ย้ายข้าราชการพลเรือนสามัญ จำนวน 3 ราย ได้แก่ นายโยฑิน สมโนนนท์ ผู้อำนวยการกองส่งเสริมและพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้เพื่อคุณวุฒิ เป็น รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.)นางรุ่งอรุณ ไสยโสภณ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านส่งเสริมมาตรฐานการศึกษานอกโรงเรียน เป็น รองอธิบดีสกร. นางสาววัชรีวรรณ กันเดช ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านพัฒนาเครือข่าย เป็น รองอธิบดีสกร.

คำสั่งสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ที่ 426 /2569 เรื่อง รับโอนข้าราชการพลเรือนสามัญ จำนวน 2 ราย ได้แก่ นายธนภัทร แสงจันทร์ ผู้อำนวยการสำนักความร่วมมือ สำนักงาน คณะกรรมการการอาชีวศึกษา(สอศ.) เป็น รองศึกษาธิการ ภาค 2  และนางนัยนา ตันเจริญ ผู้อำนวยการสำนักอำนวยการ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.)เป็น รองศึกษาธิการภาค 17

คำสั่งสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการที่ 427 / 2569 เรื่อง รับโอนข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา จำนวน 5 ราย ได้แก่ นางอรทัย เกิดภิบาล ศึกษาธิการจังหวัดตรัง เป็น รองเลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา(ก.ค.ศ.) นายอนุกูล ศรีสมบัติ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา(สพป.)เชียงใหม่ เขต 1 เป็น รองเลขาธิการ ก.ค.ศ.  นายภิญญา รัตนวรชาติ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนจังหวัดนราธิวาส เป็น รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน(กช.) นายปัญญา บูรณะนันทศิริ ศึกษาธิการจังหวัดสมุทรสงคราม เป็น เป็น รองศึกษาธิการ ภาค 6  และ นายสุริยา หมาดทิ้ง ศึกษาธิการจังหวัดปัตตานี เป็น รองศึกษาธิการ ภาค 7

ขณะที่ นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(กอศ.) ลงนามในคำสั่งสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ที่ 370/2569 เรื่อง แต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่ง ประเภทบริหารระดับต้น ตำแหน่งผู้ช่วยเลขาธิการ กอศ.จำนวน 1 ราย คือ นายบัณฑิต ออกแมน ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนการอาชีวศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(สอศ.)

ด้าน ดร.พิเชฐ โพธิภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.) ลงนามในคำสั่งสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่ 481/2569 เรื่องรับโอนข้าราชการพลเรือนสามัญ ให้ดำรงตำแหน่งสายงานบริหาร ระดับต้น จำนวน 1ราย ได้แก่ นางอรุณี จิรมหาศาล หัวหน้าสำนักงานรัฐมนตรี สำนักงานรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ เป็นผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ. และ ลงนามในคำสั่งสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 482/2569 เรื่อง ย้ายข้าราชการพลเรือนสามัญ ให้ดำรงตำแหน่งสายงานบริหาร ระดับต้น จำนวน 1ราย ได้แก่ นางอาทิตยา ปัญญา ผู้อำนวยการสำนักพัฒนานวัตกรรมการจัดการการศึกษา สพฐ. เป็นผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ.