“ประเสริฐ” สั่งโรงเรียนห้ามกั๊กใบ ปพ. ค้างค่าเทอมก็ต้องออกเอกสารให้เด็ก ตามรัฐธรรมนูญ

เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า หลังจากรัฐบาลได้ประกาศใช้ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน นั้น ในการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม ที่ผ่านมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้มีข้อสั่งการให้บูรณาการการดำเนินงานให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของ พ.ร.ก.ดังกล่าว โดยแนวทางสำคัญของกระทรวงศึกษาธิการจะมุ่งเน้น 2 ด้านหลัก ได้แก่ 1. การผลิตและพัฒนากำลังคนให้ตอบโจทย์ตลาดแรงงาน โดยมีสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) เป็นหน่วยงานหลัก และ 2. การลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของสถานศึกษา ผ่านการนำเทคโนโลยี และ AI มาประยุกต์ใช้เพื่อลดการใช้พลังงาน ซึ่งจะมีการประชุมผู้บริหารและผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อกำหนดทิศทางการดำเนินงานให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลต่อไป

รมวนอกจากนี้ในที่ประชุม ครม.ยังได้รับการร้องเรียนกรณีโรงเรียนบางแห่งไม่ออกเอกสารสำคัญทางการศึกษาหรือประกาศนียบัตรให้นักเรียน เนื่องจากผู้ปกครองค้างชำระค่าบำรุงการศึกษา ว่า กระทรวงศึกษาธิการมีนโยบายชัดเจนว่า นักเรียนทุกคนต้องได้รับเอกสารสำคัญทางการศึกษา ไม่ว่าผู้ปกครองจะชำระเงินครบหรือไม่ก็ตาม เพราะถือเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของเด็กตามรัฐธรรมนูญ หากโรงเรียนไม่ออกเอกสารให้จะกระทบต่อการศึกษาต่อของนักเรียน ซึ่งตนจะกำชับไปอีกอีกครั้งว่า สถานศึกษาต้องออกเอกสารสำคัญให้เด็กโดยไม่มีเงื่อนไข เพราะเป็นสิทธิของผู้เรียน

ส่วนกรณีที่มีผู้ร้องขอความเป็นธรรมเกี่ยวกับพฤติกรรมของผู้บริหารโรงเรียนดังแห่งหนึ่งในจังหวัดนครปฐม นั้น นายประเสริฐ กล่าวว่า ขณะนี้ได้รับทราบข้อมูลในระดับหนึ่งแล้ว และได้สั่งการให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติม เพราะทราบว่าเรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นมาระยะหนึ่งแล้ว และ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาก็ได้ตั้งคณะกรรมการสืบหาข้อเท็จจริงแล้ว แต่ผู้ร้องเห็นว่าการดำเนินการล่าช้า จึงร้องมายังกระทรวงศึกษาธิการโดยตรง ทั้งนี้ตนจะต้องให้ความเป็นธรรมทั้งสองฝ่าย

ประเสริฐ” ดันอีสปอร์ตเข้าโรงเรียนผ่าน To Be Number One ชู “คิดวิเคราะห์-ทำงานเป็นทีม” รับโลกดิจิทัล ย้ำ AI ต้องเป็นผู้ช่วย ไม่ใช่แทนความคิดเด็ก

เมื่อวันที่ 20 พ.ค.2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมว.ศึกษาธิการ) เปิดเผยภายหลังหารือร่วมกับหม่อมหลวงยุพดี ศิริวรรณ ที่ปรึกษาโครงการ TO BE NUMBER ONE และเลขาธิการมูลนิธิ TO BE NUMBER ONE ในทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ว่า กระทรวงศึกษาธิการเตรียมร่วมขับเคลื่อนโครงการกีฬาอีสปอร์ตในสถานศึกษา ผ่านโครงการ To Be Number One หลังได้รับการประสานความร่วมมือจากฝ่ายเลขานุการมูลนิธิฯโดยจะมีการตั้งคณะทำงานภายในเดือนมิถุนายนนี้ เพื่อกำหนดแนวทางดำเนินงานและจัดการแข่งขันอีสปอร์ตในประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อผลักดันให้อีสปอร์ตเป็น “กิจกรรมเสริม” ในโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการ To Be Number One ซึ่งปัจจุบันดำเนินการอยู่ในสถานศึกษาทั่วประเทศ ทั้งนี้ แม้อีสปอร์ตจะยังไม่ถูกบรรจุในหลักสูตรการเรียนการสอน แต่ถือเป็นกิจกรรมที่ช่วยพัฒนาทักษะสำคัญของผู้เรียนในยุคดิจิทัล ทั้งการคิดวิเคราะห์ การวางแผน การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า การสื่อสาร และการทำงานเป็นทีม

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวต่อไปว่า หลายประเทศทั่วโลกเริ่มนำอีสปอร์ตเข้าไปเชื่อมโยงกับระบบการศึกษา บางประเทศเปิดเป็นวิชาเลือก ขณะที่บางประเทศบรรจุไว้ในหลักสูตรอย่างเป็นทางการ ซึ่งประเทศไทยยังอยู่ระหว่างศึกษาแนวทางที่เหมาะสม โดยต้องหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

พร้อมกันนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ยังสะท้อนมุมมองต่อการใช้ AI ในการศึกษา ว่า แม้เทคโนโลยีจะช่วยให้เข้าถึงข้อมูลได้รวดเร็ว แต่หากใช้มากเกินไป อาจส่งผลให้เด็กขาดกระบวนการคิดด้วยตนเอง เพราะ AI สามารถตอบได้ทุกเรื่อง ดังนั้น แนวทางของกระทรวงศึกษาธิการ จะต้องใช้ AI เป็น “เครื่องมือช่วยเรียนรู้” ไม่ใช่ให้เทคโนโลยีเข้ามาแทนกระบวนการคิดของผู้เรียน โดยจะเร่งปรับหลักสูตรการศึกษา จากระบบท่องจำ ไปสู่การคิดวิเคราะห์ การเข้าใจ และการแก้ปัญหา เพื่อให้เด็กไทยสามารถใช้เทคโนโลยีอย่างรู้เท่าทันและสร้างสรรค์ นอกจากนี้ รมว.ศึกษาธิการ ยังกล่าวถึงการแจกแท็บเล็ตเพื่อการศึกษา ว่ายังเดินหน้าตามมติคณะรัฐมนตรี(ครม.) โดยมองว่าอุปกรณ์ดิจิทัลไม่ใช่ปัญหา หากสามารถออกแบบการใช้งานให้ช่วยส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้และพัฒนาทักษะการคิดของผู้เรียนได้อย่างเหมาะสม ซึ่งโรงเรียนที่ยังไม่ได้ก็อยากได้

มทร.กรุงเทพออกประกาศสรรหาอธิการบดีคนใหม่ เปิดรับสมัคร 4-10 มิ.ย.69

เมื่อวันที่ 19 พ.ค. 69 รศ.อุดมวิทย์ ไชยสกุลเกียรติ ประธานคณะกรรมการสรรหาอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.)กรุงเทพ ได้ลงนามในประกาศคณะกรรมการสรรหาอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ เรื่องกำหนดการและขั้นตอนการสรรหาอธิการบดี โดยมีสาระสำคัญ เพื่อให้การสรรหาอธิการบดีมทร.กรุงเทพ เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ตามความในมาตรา 25 และมาตรา 26 แห่งพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล พ.ศ.2548และข้อ 6 ของข้อบังคับคับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ ว่าด้วยการสรรหาอธิการบดีพ.ศ. 2552 อาศัยอำนาจตามความในข้อ 7ของข้อบังคับคับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพว่าด้วยการสรรหาอธิการบดี พ.ศ. 2552 ประกอบกับมติคณะกรรมการสรรหาอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ ในการประชุม ครั้งที่ 1/2569 เมื่อวันที่ 19พฤษภาคม 2569 เห็นชอบให้ประกาศกำหนดการและขั้นตอนการสรรหาอธิการบดี

ส่วนกำหนดการและขั้นตอนการสรรหาอธิการบดี มทร.กรุงเทพ มีดังนี้ ผู้ประสงค์เข้ารับการสรรหาฯ ยื่นใบสมัครต่อคณะกรรมการสรรหาด้วยตนเองพร้อมเอกสารประกอบการสมัคร หรือเสนอชื่อผู้สมควรเข้ารับการสรรหาฯต้องยื่นเอกสารต่อคณะกรรมการสรรหาพร้อมเอกสารประกอบการเสนอชื่อ วันที่ 4-10 มิ.ย.69 เวลา 8.30 น. -12.00 น. เวลา 13.00 น.-16.30 น. เว้นวันหยุดราชการ ที่กองบริหารงานบุคคล อาคาร 36 ชั้น 4 มทร.กรุงเทพ ให้มีการตรวจสอบคุณสมบัติเบื้องต้นและประกาศรายชื่อผู้ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติ วันที่ 12 มิ.ย. 69 จากนั้นการพิจารณากลั่นกรองผู้สมควรดำรงตำแหน่งอธิการบดี โดยผู้ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติ ต้องแถลงนโยบาย แผนการบริหารจัดการและแผนพัฒนามหาวิทยาลัยต่อคณะกรรมการสรรหาฯ และบุคลากร เพื่อให้คณะกรรมการสรรหาฯพิจารณากลั่นกรองให้ได้ผู้สมควรดำรงตำแหน่งอธิการบดีตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการกำหนด และประกาศผลผู้สมควรดำรงตำแหน่งอธิการบดี มทร.กรุงเทพ วันที่ 16 มิ.ย.69 ณ หอประชุมราชมงคลกรุงเทพ พื้นที่บพิตพิมุข มหาเมฆ มทร.กรุงเทพ

สกร.เปิดพื้นที่การเรียนรู้แห่งอนาคต พลิกโฉม “ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ”เป็นพื้นที่สร้างแรงบันดาลใจสำหรับคนทุกช่วงวัย

เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2569 ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานในพิธีเปิดงาน Kick Off “From Museum to Lifelong Learning Ecosystem Center” เนื่องในวันพิพิธภัณฑ์สากล (International Museum Day) ณ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ (ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ) โดยมี นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และนายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เข้าร่วม โดย ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) พร้อมด้วย ดร.รุ่งอรุณ ไสยโสภณ ดร.วัชรีวรรณ กันเดช และนายโยฑิน สมโนนนท์ รองอธิบดี สกร. คณะผู้บริหาร ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ที่ปรึกษาอธิบดี และบุคลากรในสังกัด ร่วมให้การต้อนรับ

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า การพลิกโฉม “พิพิธภัณฑ์” สู่ “ระบบนิเวศการเรียนรู้ตลอดชีวิต” หรือ Lifelong Learning Ecosystem ถือเป็นก้าวสำคัญของการพัฒนาทุนมนุษย์ของประเทศ โดยต้องมุ่งเน้นการศึกษาแบบ Outcome-based ที่ให้ความสำคัญกับผลลัพธ์การเรียนรู้ ควบคู่กับการสร้างแรงบันดาลใจ ความฝัน และความหวังให้แก่เด็กและเยาวชน เพื่อให้สามารถเติบโตและปรับตัวได้ในโลกยุคใหม่ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งการพัฒนาท้องฟ้าจำลองกรุงเทพในครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการปรับปรุงสถานที่ แต่คือการเปลี่ยนพื้นที่แห่งความทรงจำให้กลายเป็นพื้นที่สร้างแรงบันดาลใจสำหรับคนทุกช่วงวัย ที่เปิดโอกาสให้ประชาชนได้เข้าถึงการเรียนรู้แห่งอนาคตอย่างเท่าเทียม

ด้าน นายประเสริฐ กล่าวว่า ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2507 ถือเป็นแหล่งเรียนรู้สำคัญที่อยู่ในความทรงจำของคนไทยหลายรุ่น และวันนี้ถึงเวลาที่จะ “พลิกโฉม” พิพิธภัณฑ์รูปแบบเดิม ให้กลายเป็นพื้นที่การเรียนรู้ที่ผู้คนอยากเข้ามาสัมผัสด้วยตนเอง ผ่านประสบการณ์ที่สนุก ทันสมัย และสร้างแรงบันดาลใจ กระทรวงศึกษาธิการได้กำหนดให้ “ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ” เป็นศูนย์กลางต้นแบบระดับประเทศ เชื่อมโยงเครือข่ายศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาอีก 20 แห่งทั่วประเทศ พร้อมขยายความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน เพื่อสร้างพื้นที่การเรียนรู้ที่เกิดขึ้นได้ “ทุกที่ ทุกเวลา และตลอดชีวิต” ผ่านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ อาทิ AI, VR, AR, Metaverse และ Immersive Learning ผสานกับองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม และนวัตกรรม เพื่อพัฒนาทักษะแห่งอนาคตให้แก่ประชาชนทุกช่วงวัย

“นอกจากนี้ ยังเน้นย้ำถึงแนวคิด “All for Education” ที่มุ่งลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา โดยใช้ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพเป็นต้นแบบในการขยายโอกาสการเรียนรู้สู่ทุกภูมิภาค เพื่อให้เด็กและเยาวชนในพื้นที่ห่างไกลได้มีโอกาสเปิดโลกการเรียนรู้และค้นพบแรงบันดาลใจเช่นเดียวกับเด็กในเมือง”รมว.ศึกษาธิการกล่าว

ดร.เกศทิพย์ กล่าวว่า สกร.โดยศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ (ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ) ได้จัดกิจกรรม Kick Off “From Museum to Lifelong Learning Ecosystem Center” เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาแหล่งเรียนรู้สาธารณะสู่ “ศูนย์การเรียนรู้ตลอดชีวิตต้นแบบ” ที่ผสานองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม ศิลปวัฒนธรรม และการเรียนรู้แห่งอนาคตสำหรับประชาชนทุกช่วงวัย ซึ่งภายในงานมีการจัดแสดงนิทรรศการและกิจกรรมการเรียนรู้หลากหลาย ภายใต้แนวคิด “Digital & Future Technology Zone” และ “Co-Learning Space” ที่มุ่งสร้างประสบการณ์การเรียนรู้รูปแบบ Immersive และ Hands-on Learning ผ่านการลงมือปฏิบัติจริงและเทคโนโลยีสมัยใหม่

“ผู้เข้าร่วมงานจะได้สัมผัสกิจกรรมด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งอนาคต อาทิ AI, Metaverse, Virtual Exhibition, หุ่นยนต์, VR และ AR, ท้องฟ้าจำลองเคลื่อนที่, E-Sport และเทคโนโลยีโดรน รวมถึงพื้นที่การเรียนรู้ต้นแบบด้านวิทยาศาสตร์ สุขภาพ พลังงาน ห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ การเรียนรู้ด้านเซลล์เชื้อเพลิง และกิจกรรม Interactive Learning ต่าง ๆ และ อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญ คือ กิจกรรมกลุ่ม STEM / Maker Space/ Workshop ที่มุ่งพัฒนาทักษะแห่งอนาคตและความคิดสร้างสรรค์ ผ่านกิจกรรม Hologram งานศิลปะภาพ 3 มิติ หุ่นยนต์สำรวจดวงจันทร์ หุ่นยนต์คัดแยกขยะ และกิจกรรม STEAM เพื่อส่งเสริมกระบวนการคิด วิเคราะห์ และการสร้างนวัตกรรมอย่างสร้างสรรค์”อธิบดี สกร.กล่าวและว่า ทั้งนี้ การจัดงานดังกล่าวถือเป็นอีกก้าวสำคัญของกระทรวงศึกษาธิการและกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ในการยกระดับแหล่งเรียนรู้เดิมสู่พื้นที่สร้างแรงบันดาลใจระดับสากล พร้อมขยายโอกาสทางการศึกษาที่ทันสมัย กระจายสู่เยาวชนและประชาชนทุกภูมิภาคอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม เพื่อขับเคลื่อนสังคมไทยสู่ “สังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต” อย่างเป็นรูปธรรม

สพฐ.ระดมสมองทำแผนขับเคลื่อน 4 นโยบายหลักด้านการศึกษา

เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2569 ที่โรงแรมรอยัลริเวอร์ กรุงเทพฯ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) ประชุมจัดทำแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนนโยบายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ประจำปีงบประมาณ 2569-2570 โดยมี นายตติยภัทร์ ปิติเศรษฐพันธุ์ โฆษกกระทรวงศึกษาธิการ ฝ่ายการเมือง พร้อมด้วยคณะทำงานของ รมว.ศึกษาธิการ ผู้บริหาร สพฐ.ส่วนกลาง ผู้บริหารสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา  ผู้บริหารสถานศึกษา ครู ผู้ทรงคุณวุฒิจากหน่วยงานภายนอก ผู้แทนภาคีเครือข่ายจากองค์กรภาครัฐและเอกชน รวมจำนวน 250 คน เข้าร่วม ดร.พิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) กล่าวเปิดการประชุมตอนหนึ่งว่า กระทรวงศึกษาธิการ ( ศธ.)ได้ประกาศนโยบายการศึกษา ปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 – 2570 ซึ่งมี 4 นโยบายหลัก ที่เกี่ยวข้องกับ สพฐ. ได้แก่ 1.คืนเวลาให้ครู เพื่อคืนอนาคตให้เด็ก 2.รื้อสูตรความเหลื่อมล้ำด้านงบประมาณและโอกาส 3.ยกระดับการเรียนรู้สู่โลกความจริง และ 4.โรงเรียนต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัยอย่างแท้จริง ดังนั้น เพื่อให้การขับเคลื่อนนโยบายบรรลุเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพ ให้ทุกคนได้มีส่วนร่วม วันที่ 19-20 พ.ค.นี้ สพฐ.จึงประชุมระดมสมองจากทุกภาคส่วน เพื่อนำประสบการณ์ นำปัญหาที่พบเจอมาแชร์ ให้ความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ และนำมาสังเคราะห์ สรุป เพื่อทำแผนสู่การปฏิบัติที่เชื่อมโยงกับการขับเคลื่อนนโยบาย 5 ภารกิจหลัก ของ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

“การเวิร์กช็อป แบ่งกลุ่มหารือ 8 ประเด็นย่อยที่เกี่ยวกับครู นักเรียน และงบประมาณภายใต้กรอบนโยบายกระทรวงศึกษาธิการ ข้อ 1 ถึง ข้อ 4 ดังนี้ กลุ่มที่ 1.ลดภาระงานที่ไม่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนการสอนของครู กลุ่มที่ 2 Cloud Kitchen นำร่องระบบครัวกลาง กลุ่มที่ 3. การปรับเกณฑ์การประเมินผู้บริหารสถานศึกษา กลุ่มที่ 4. การปรับสูตรการจัดสรรงบประมาณใหม่ โดยคำนึงถึงความจำเป็นและบริบทของพื้นที่เป็นสำคัญ กลุ่มที่ 5 ผลักดันหลักสูตรฐานสมรรถนะ กลุ่มที่ 6 ยกระดับมาตรฐานการศึกษาไทยสู่มาตรฐานสากล (Global Partnerships) และผลักดันการบูรณาการสมรรถนะด้านการรู้เท่าทันสื่อและเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ กลุ่มที่ 7 การจัดตั้ง “ศูนย์พิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ 24 ชั่วโมง” และ กลุ่มที่ 8 ปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานด้านความปลอดภัยในสถานศึกษา สำหรับนโยบายหลักภารกิจที่ 5 การสร้างสถาปัตยกรรมใหม่ ยกเครื่อง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาตินั้น ทุกคนสามารถให้ข้อเสนอแนะไว้ได้

“ ทั้ง 8 กลุ่มจะระดมสมอง แชร์ประสบการณ์ ให้ข้อเสนอแนะ สรุป สังเคราะห์  เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการศึกษา เช่น มีคำตอบว่าทำอย่างไรในการลดภาระครู มีการหาทางออกที่เหมาะสมในแต่ละเรื่อง ซึ่ง รมว.ศธ.พูดเสมอว่าจะไม่ตัดเสื้อโหลให้ทุกคนใส่ ทุกโรงเรียนทั้ง 29,005 แห่งไม่ต้องทำเหมือนกันทั้งหมด ทั้งนี้ การจัดการศึกษาต้องมีเอกภาพเชิงนโยบาย แต่หลากหลายปฏิบัติ หลังได้ข้อสรุปในแต่ละประเด็นแล้ว สพฐ.จะมาทำแผนกำหนดเป้าหมายระยะสั้น 3 เดือน ระยะกลาง และระยะยาว ” เลขาธิการ กพฐ.กล่าว

ด้าน ดร.วิษณุ ทรัพย์สมบัติ รองเลขาธิการ กพฐ.กล่าวว่า สพฐ.จะคัดเลือกและวิเคราะห์ความเป็นไปได้ของวิธีการแก้ปัญหาและวิธีการพัฒนา พร้อมทั้งกำหนดระยะเวลาดำเนินการในช่วงเดือนมิถุนายน 2569 – กันยายน 2570 ตามประเด็นของแต่ละนโยบาย เพื่อนำไปจัดทำร่างแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนนโยบายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 – 2570 ของ สพฐ. และสังเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากการประชุมฯ ครั้งนี้ เพื่อนำไปจัดทำร่างนโยบายและจุดเน้นของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 – 2571 เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายกระทรวงศึกษาธิการต่อไป.

“ประเสริฐ” Kick Off แคมเปญ “OVEC Plus 4 : อาชีวะอาสา ซ่อมได้ สร้างได้ ช่วยได้จริง” โชว์ศักยภาพเรียนอาชีวะมีงานมีรายได้ ตั้งเป้าเพิ่มผู้เรียน50:50

เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดงานแถลงข่าวกิจกรรม “OVEC Plus 4 : อาชีวะอาสา ซ่อมได้ สร้างได้ ช่วยได้จริง” โดยนายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กล่าวรายงานว่า ตามที่รัฐบาล และ รมว.ศึกษาธิการ ได้มอบนโยบายสำคัญในการปฏิรูปการศึกษาไทยให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคดิจิทัล โดยมุ่งยกระดับคุณภาพการศึกษา ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างโอกาสทางการเรียนรู้ที่เท่าเทียม และพัฒนากำลังคนให้มีสมรรถนะตอบโจทย์เศรษฐกิจอนาคต ผ่านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการบริหารจัดการและการเรียนการสอน ควบคู่กับการพัฒนาทักษะแห่งอนาคต การเรียนรู้ตลอดชีวิต การพัฒนาระบบ Credit Bank และ E-Portfolio ตลอดจนการผลักดันแนวคิด “เรียนดี มีความสุข มีรายได้” เพื่อสร้างระบบการศึกษาไทยที่ทันสมัย เท่าเทียม และตอบโจทย์โลกศตวรรษที่ 21 นั้น  สอศ.ได้นำนโยบายดังกล่าวมาขับเคลื่อนสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้กรอบนโยบายเร่งด่วน OVEC Quick Win 2569 โดยมุ่งยกระดับการจัดการอาชีวศึกษาเชิงรุก ผ่านแนวคิด “3 ลด รับมือวิกฤตพลังงาน” ควบคู่กับการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning และ Learn to Earn เพื่อพัฒนาทักษะวิชาชีพ ทักษะแห่งอนาคต และสร้างโอกาสในการประกอบอาชีพให้แก่ผู้เรียนอาชีวศึกษา รวมถึงการส่งเสริมให้อาชีวศึกษาเป็นกลไกสำคัญในการช่วยเหลือประชาชน ชุมชน และสังคม

เลขาธิการ กอศ. กล่าวว่า ดังนั้นเพื่อให้การดำเนินงานเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้แนวคิด “All for Education ปฏิรูปการศึกษาเพื่ออนาคตประเทศ”  สอศ. จึงจัดกิจกรรม “OVEC Plus 4 : อาชีวะอาสา ซ่อมได้ สร้างได้ ช่วยได้จริง” ขึ้น  เพื่อบูรณาการภารกิจอาชีวศึกษาในการช่วยเหลือประชาชนเชิงรุก ผ่านการนำองค์ความรู้ ทักษะวิชาชีพ เทคโนโลยี และพลังของครู นักเรียน นักศึกษาอาชีวศึกษา ลงพื้นที่สร้างประโยชน์แก่สังคมและชุมชนทั่วประเทศ ภายใต้ 4 ภารกิจสำคัญ ได้แก่ 1.“อาชีวะอาสาช่วยประชาชนลดค่าไฟ” ให้บริการตรวจเช็ค ล้างทำความสะอาดเครื่องปรับอากาศ เครื่องฟอกอากาศ และซ่อมแซมเครื่องใช้ไฟฟ้า  2.“อาชีวะอาสาลดควันลดฝุ่น” ให้บริการตรวจเช็ครถยนต์ ลดควันดำ เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องรถจักรยานยนต์ ช่วยเหลือติดตั้งเครื่องฟอกอากาศเพื่อลดค่าบริการ  และส่งเสริมองค์ความรู้ด้านสิ่งแวดล้อม  3.“อาชีวะอาสาสร้างอาชีพ ยกระดับชุมชน” จัดอบรมวิชาชีพระยะสั้นและทักษะอาชีพใหม่เพื่อเพิ่มรายได้ให้ประชาชน และ  4.“อาชีวะอาสาพี่ช่วยน้อง” ลงพื้นที่ช่วยเหลือโรงเรียนขนาดเล็กและโรงเรียนขาดแคลนในการตรวจเช็ค ซ่อมแซมระบบไฟฟ้า เครื่องใช้ไฟฟ้า และให้ความรู้ทักษะอาชีพพื้นฐานกับครู บุคลากรในสถานศึกษา  ซึ่ง ทั้ง 4 ภารกิจ จะดำเนินการพร้อมกันทั่วประเทศ โดยเปิดรับลงทะเบียนระหว่างวันที่ 19 – 31 พฤษภาคม 2569 และเริ่มดำเนินกิจกรรมตั้งแต่วันที่ 1 – 30 มิถุนายน 2569  ทาง Line official อาชีวะอาสา และ ผ่านสถานศึกษาในสังกัด สอศ.ทุกแห่งทั่วประเทศ

นายประเสริฐ กล่าวว่า วันนี้เป็นการ kick off  แคมเปญ OVEC Plus 4 : อาชีวะอาสา โดยมีภารกิจหลัก 4 เรื่องดังกล่าว  ซึ่งเป็นโครงการที่เป็นประโยชน์ช่วยลดภาระให้แก่พี่น้องประชาชน  และเป็นการเปิดโอกาสให้นักเรียน นักศึกษา ไปได้ออกไปฝึกปฏิบัติหน้างานจริง และยังเป็นส่วนหนึ่งของธนาคารหน่วยกิตด้วย ซึ่งโครงการนี้ตอบโจทย์ที่ตนตั้งเป้าหมายให้อาชีวศึกษาไทยเดินหน้าภายใต้หลักการ ได้งาน ได้เงิน ได้วุฒิ  ซึ่งสอดคล้องกับประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกที่ให้ความสำคัญกับเรื่องของอาชีวศึกษา ว่า เป็นวิชาชีพหลักไม่แพ้วิชาชีพทางด้านสายวิชาการและสามารถทำรายได้ให้กับผู้เรียนหรือผู้ประกอบวิชาชีพด้วย

“ขอชื่นชม สอศ.ที่สามารถนำนโยบายรัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการมาปรับอย่างเป็นรูปธรรมภายใต้โครงการ“OVEC Plus 4 : อาชีวะอาสา ซ่อมได้ สร้างได้ ช่วยได้จริง”  เป็นการสะท้อนถึงบทบาทที่ว่าอาชีวะเป็นของประชาชน ทำงานให้กับพี่น้องประชาชน และ นำวิชาชีพที่ได้จากการเรียนในห้องเรียนไปทำให้เกิดประโยชน์จริงต่อพี่น้องประชาชน และยังฝึกวิชาชีพในขณะเดียวกันด้วย ซึ่งทั้ง 4 ภารกิจนี้ถือเป็นตัวอย่างที่ดีของการส่งเสริมการเรียนรู้ในเรื่องของ Active Learning และ Learn to Earn อย่างแท้จริง อย่างไรก็ตามขอฝากให้คำนึงถึงเรื่องความปลอดภัยจากภัยอันตรายในการปฏิบัติงานช่วยเหลือประชาชนของนักเรียน นักศึกษา รวมถึงบุคลากร ไม่ว่าจะเป็นในหรือนอกสถานศึกษาด้วย”นายประเสริฐกล่าว และว่า ทั้งนี้ ศธ.ได้วางหลักการปฏิรูปอาชีวศึกษาอย่างชัดเจนในการทำงานร่วมกับภาคีเครือข่าย ไม่ว่าจะเป็นหอการค้า สภาอุตสาหกรรมและสมาคมวิชาชีพต่าง ๆ ซึ่งจากการได้ร่วมประชุมกับเครือข่ายต่าง ๆ  ต่างก็ให้ความเห็นถึงการให้ความสำคัญการอาชีวศึกษาว่า ในอนาคตอาชีวะจะต้องบุคลากรที่สำคัญเข้าสู่ตลาดในยุคเศรษฐกิจใหม่ เพราะฉะนั้นการปฏิรูปหลักสูตรให้รองรับอุตสาหกรรมในอนาคตทั้งไฟฟ้า ดิจิทัล Ai  หรือ หุ่นยนต์ เป็นสิ่งจำเป็น ดังนั้นการที่เราพยายามดึงผู้เรียนให้เข้ามาสู่การอาชีวศึกษาให้มากขึ้นเป็นการมาถูกทางแล้ว และยิ่งถ้าทำได้ 50 ต่อ 50 ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะการอาชีวะใช้เวลาเรียนไม่นาน แต่สามารถสร้าง งานสร้างรายได้ได้ทันที

“รมว.ศธ.” รับฟังเสียงครูทั่วประเทศ สั่งแก้ปัญหาโรงเรียนเก่า น้ำท่วม-ไร้โรงอาหาร สถานศึกษาปลอดภัย ซ่อมอาคาร-บ้านพักครู พร้อมผลักดัน Active Learning ให้เด็กคิดเป็น

เมื่อวันที่ 19 พ.ค.2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า จากการลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสถานศึกษาหลายแห่ง เพื่อติดตามนโยบายการยกระดับคุณภาพการศึกษา ที่เน้นทั้งการลดภาระครู พัฒนาการเรียนรู้ยุคดิจิทัล และการสร้างความปลอดภัยในสถานศึกษา พร้อมกำชับให้ทุกหน่วยงานเร่งขับเคลื่อนนโยบายให้เห็นผลเป็นรูปธรรมในการเปิดภาคเรียนปีการศึกษา 2569

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า ในการลงพื้นที่ครั้งนี้มีเสียงสะท้อนของครูที่ต้องปรับปรุงแก้ไข เช่น อาคารสถานที่ ซึ่งบางแห่งสร้างมากว่า 50 ปี เก่าแก่และทรุดโทรมมาก บางแห่งนักเรียนไม่มีโรงอาหารทานข้าว รวมถึงระบบนิเวศภายในโรงเรียน เช่น น้ำท่วมที่เกิดจากการสร้างถนนเพราะพื้นที่โรงเรียนต่ำกว่าถนน เวลาฝนตกน้ำท่วมเด็กเล่นกีฬาไม่ได้ ถ้าเป็นหน้าฝนจะทำอย่างไร ซึ่งตนก็สั่งให้มีการทำรางระบายน้ำเพิ่มเติม นอกจากนี้จะมีเสียงสะท้อนของครูว่าอยากได้บ้านพักครู เพราะหลังเดิมชำรุดทรุดโทรมมาก ซึ่งตนได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.)เข้าไปสำรวจว่าจะต้องใช้งบประมาณส่วนไหนไปดูแล นอกจากนี้ ยังได้ติดตามการจัดการเรียนการสอน การใช้เทคโนโลยีและ AI สนับสนุนการศึกษา ตลอดจนรับฟังปัญหาจากผู้บริหาร ครู และนักเรียน โดยย้ำว่า โรงเรียนต้องเป็นพื้นที่แห่งโอกาสและความปลอดภัย ควบคู่กับการพัฒนาทักษะแห่งอนาคต เพื่อเตรียมผู้เรียนให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่ และมอบนโยบายให้สถานศึกษาลดภาระงานเอกสารของครู เพิ่มเวลาให้ครูได้อยู่กับนักเรียนมากขึ้น พร้อมผลักดัน Active Learning เพื่อให้เด็กคิด วิเคราะห์ด้วยตัวเอง

อบจ.มหาสารคาม นำครูกว่า 100 ชีวิต ดูงาน“ดรุณาราชบุรี”ต้นแบบโรงเรียนอนาคต ใช้ Active Learning ชี้ โลกยุคใหม่ ความรู้หมดอายุ “เด็กไทยต้องคิดเป็น”

เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2569 ที่โรงเรียนดรุณาราชบุรี สถานศึกษาในสังกัด องค์การบริหารส่วนจังหวัด(อบจ.) มหาสารคาม ได้เข้ามาศึกษาดูงานและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านการพัฒนาครู และบุคลากรทางการศึกษาเพื่อส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิด Active Learning และการพัฒนาผู้เรียนสู่การสร้างนวัตกรรมด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps โดย

นายพลพัฒน์ จรัสเสถียร นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด(อบจ.)มหาสารคาม กล่าวว่า โรงเรียนในสังกัด อบจ.มหาสารคาม มีอยู่ 21 โรง  ส่วนใหญ่เป็นโรงเรียนขยายโอกาส มีนักเรียน กว่า 4,500 คน เด็กส่วนใหญ่มีฐานะยากจน เป็นเด็กด้อยโอกาส มีครูประมาณ 400 กว่าคน แต่โรงเรียนก็มีปัญหาขาดครูสอนภาษาอังกฤษ แต่ไม่สามารถรับเพิ่มได้ เพราะครูเกินอัตรานักเรียน จึงต้องแก้ปัญหาด้วยเทคโนโลยีโดยเราจัดห้องสมาร์ทคาสรูมเพื่อช่วยให้การเรียนการสอนทั่วถึง ซึ่งก็สามารถแก้ปัญหาได้ในระดับหนึ่ง แต่เท่านั้นยังไม่พอ ตนอยากให้เด็กคิดเป็น มีทักษะการวางแผนที่ไม่ใช่การท่องจำผ่านกิจกรรมการเรียนการสอนที่เป็น Active  Learning เพราะเมื่อเด็กรู้จักคิดวิเคราะห์แยกแยะเป็น ต่อไปเมื่อไปเรียนที่ไหนก็จะอยู่ได้ ซึ่งเป็นโจทย์ที่อยากให้เกิดขึ้นกับเด็กในสังกัด อบจ.มหาสารคาม

“ผมสนใจการเรียนการสอนแบบ Active Learning มานานแล้ว อยากให้เด็กสังกัด อบจ.มหาสารคาม ได้เรียนรู้แบบ Active  Learning วันนี้พาครูมาศึกษาดูงานก็อยากให้ครูนำไปพัฒนาการเรียนการสอนให้กับเด็ก ๆ ซึ่งไม่มีโอกาสไปเรียนพิเศษเหมือนเด็กในเมือง เราจึงใช้เทคโนโลยีใส่ในสิ่งที่เค้าขาดลงไปให้ โดยไม่ต้องเตรียมงบประมาณเพิ่มขึ้น ผมไม่ได้คาดหวังว่าเด็กจะต้องไปสอบแข่งขันหรือว่าต้องสอบติดหมอ แต่ขอให้เด็กมีภูมิต้านทานเพียงพอที่จะใช้ชีวิตแล้วทำงานในท้องถิ่นได้อย่างมีความสุขก็เพียงพอแล้ว”นายก อบจ.มหาสารคามกล่าว

บาทหลวง ผศ.ดร.อภิสิทธิ์ กฤษเจริญ ผู้อำนวยการโรงเรียนดรุณาราชบุรี กล่าวว่า โรงเรียนยินดีช่วยเผยแพร่เรื่องของการเรียนรู้แบบActive Learning ผ่านกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps เพราะเราเห็นผลจากที่เด็กสามารถคิดเป็นระบบได้ ซึ่งความคิดชั้นสูงจะเป็นกระบวนการที่ค่อย ๆ พัฒนาเด็ก เพราะเราเห็นว่าในสามปีที่เราใช้ Active Learning สามารถพัฒนาเด็กได้จริง อย่างไรก็ตามก่อนจะไปพัฒนาเด็กได้ เราต้องได้รับการส่งเสริมสนับสนุนให้ครูมีความคิด มีความเชี่ยวชาญจนสามารถมองได้ว่า บนเนื้อหาวิชาต่าง ๆ จะมาจัดกระบวนการเรียนรู้อย่างไร เมื่อครูสามารถจัดได้ความเป็น Active Learning ก็จะออกมา ทำให้เด็กมีความสุขและผลสัมฤทธิ์ก็จะดี เพราะฉะนั้นในความคิดของพ่อคือ Active Learning ทำให้เด็กปฏิบัติได้ เด็กก็สนุกกับการเรียนและมีความสุข

“เวลาที่ทำการเรียนการสอนกลไกสำคัญ คือ ผู้บริหารจะให้นโยบายได้  แต่ผู้บริหารต้องรู้ว่าอะไรเป็นอะไร ขั้นตอนเป็นอย่างไร แต่คนที่ลงมือปฏิบัติจริง ๆ คือ ครู เพราะฉะนั้นครูต้องการกำลังใจ ต้องการการสนับสนุน ต้องการการช่วยเหลือ ซึ่งผู้บริหารจะต้องมีให้ครู เพื่อครูจะได้มีพลังที่จะทำงาน เพราะฉะนั้นอะไรที่เป็นกลไกสำคัญ เครื่องมือใดที่สามารถช่วยให้ครูพัฒนาได้ ผู้บริหารต้องส่งเสริม เมื่อครูมีกำลังใจในการทำงาน ผลลัพธ์จะออกมาที่ตัวเด็ก ครูก็มีความสุข เด็กก็มีความสุขและสามารถไปต่อได้  เป็นการสร้างความภูมิใจให้ครู เพราะฉะนั้นถ้าเราสามารถพัฒนาเด็กให้สามารถคิดกระบวนการคิดชั้นสูงได้เขาก็สามารถต่อยอดได้ ถึงแม้ว่าจะจบจากโรงเรียนไปแล้ว ก็สามารถไปต่อยอดได้ด้วยกระบวนการ GPAS 5 Steps ซึ่งเป็นความยั่งยืนกับตัวเด็ก”บาทหลวง ผศ.ดร.อภิสิทธิ์ กล่าว

คุณพ่ออภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า คนส่วนใหญ่จะมองการสร้างนวัตกรรมของเด็กในแบบผู้ใหญ่ ซึ่งจริง ๆ แล้ววัยของเด็กจะเป็นเรื่องของจินตนาการตามวัย โรงเรียนจึงให้ความสำคัญกับการสอนให้เด็กคิดอย่างเป็นระบบตั้งแต่อนุบาล คิดจากง่าย ๆ ไปสู่ยาก จากที่ไม่สลับซับซ้อนไปสู่สลับซับซ้อนมากขึ้น ซึ่งเด็กจะมีความสุขกับการเรียน เพราะได้เรียนและได้ปฏิบัติไปพร้อมกัน ได้ลงมือทำ ไม่ใช่ฟังอย่างเดียว และเมื่อสร้างฐานได้แล้วเราก็จะสามารถขยับสร้างนวัตกรรมได้  ส่วนเรื่องความเชื่อมโยงระหว่าง AI กับ Active Learning ก็เป็นเรื่องธรรมชาติ คือ GPAS 5 Steps เป็นกระบวนการคิด เวลาเด็กต้องทำนวัตกรรมจะต้องคิดรวบรวมข้อมูล หาแหล่งข้อมูลซึ่งมาจากกระบวนการ เพราะฉะนั้นถ้าเด็กคิดเป็น ก็จะสั่งการออกมาได้ คือ คิดว่าจะทำอะไร ก็ย้อนกลับมาเอาผลลัพธ์เป็นตัวตั้ง ถ้าต้องการแบบนี้จะต้องมีอะไรบ้าง ทำให้กระบวนการคิดเกิดขึ้นทันที  เช่นเดียวกันเวลาทำ AI  ต้องให้เราเขียน prompt ซึ่งการเขียนจะต้องรู้จักคิดว่าจะให้ AI ทำอะไร วิธีนี้ก็เป็นการเชื่อมโยงกันโดยธรรมชาติ ฉะนั้นถ้าเรามีกระบวนการคิดก็จะสามารถสั่งได้ตามที่เราต้องการ ไม่ใช่ AI เป็นนายเราแต่เราเป็นนาย AI ซึ่งโรงเรียนดรุณาราชบุรีวาดภาพว่า เราเป็นครีเอเตอร์ เราเป็นคนสร้างให้เด็กคิดจนเกิดเป็นผลงานนวัตกรรมมากมาย โดยปลูกฝังเรื่องของคุณธรรมจริยธรรมลงไปด้วย เช่น เด็กคิดจะทำรถให้ครูที่เป็นสโตรก โดยมีโจทย์ว่า ครูสามารถมาสอนได้เพียงแค่เดินไม่สะดวก แสดงว่าพื้นฐานเด็กต้องมีจริยธรรมที่มองเห็นว่า การกระทำไหนเป็นการช่วยเหลือสังคม ซึ่งถ้าสังคมมีคนแบบนี้เยอะ ๆ สังคมก็จะมีความสุข

ด้าน ดร.ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์ ประธานกรรมการบริหาร พว.กล่าวว่า โลกยุคใหม่ทำให้ “ความรู้มีวันหมดอายุ” และ AI สามารถประมวลผลข้อมูลได้เหนือกว่ามนุษย์ การศึกษาที่เน้นท่องจำเพื่อสอบจึงไม่ตอบโจทย์อีกต่อไป ดังนั้น วิกฤตสำคัญของไทยไม่ใช่การขาดข้อมูล แต่คือ “ความล้าสมัยของกระบวนการเรียนรู้” ที่ทำให้ประเทศขาดนวัตกรและติดอยู่ในกับดักรายได้ปานกลาง

“การอบรมครั้งนี้เน้นการใช้ GPAS 5 Steps เป็นเครื่องมือพัฒนากระบวนการคิดเชิงระบบ สร้าง Metacognition หรือ “การคิดถึงกระบวนการคิดของตนเอง” เพื่อให้ผู้เรียนเกิดองค์ความรู้ระยะยาว สามารถต่อยอดสู่การสร้างนวัตกรรมได้จริงและโรงเรียนดรุณาราชบุรี ถือเป็นโมเดลความสำเร็จระดับประเทศ หลังนำ GPAS 5 Steps มาประยุกต์ใช้จนสามารถพัฒนานักเรียนสู่ “นวัตกรรุ่นเยาว์” ที่มีผลงานเป็นรูปธรรม โดย พว. ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงด้านวิชาการมายาวนานกว่า 25 ปี” ดร.ศักดิ์สิน กล่าวและว่า ตนยังเชื่อมั่นว่า การปฏิรูปจาก “ล่างขึ้นบน” ที่เริ่มจากห้องเรียน จะเริ่มเห็นผลชัดภายใน 1-3 ปี โดยปีแรกจะเกิด “ครูนวัตกร” ปีที่สองเกิด “นวัตกรรมผู้เรียน” และปีที่สามจะสะท้อนผ่านผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาและทัศนคติของเด็กที่เปลี่ยนจาก “ผู้รอรับ” เป็น “ผู้สร้าง” พร้อมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ “ประเทศแห่งนวัตกร” อย่างยั่งยืนในอนาคต

สพฐ. สั่งเข้มทุกโรงเรียนทั่วประเทศ เฝ้าระวังแผ่นดินไหว ตรวจอาคาร-ซ้อมอพยพ-ห้ามตื่นตระหนก ย้ำความปลอดภัยนักเรียนต้องมาก่อน

เมื่อวันที่ 18 พ.ค.2569 สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ออกข้อสั่งการเร่งด่วนถึงผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและผู้อำนวยการสถานศึกษาทุกแห่งทั่วประเทศ ให้เฝ้าระวังและเตรียมความพร้อมกรณีเกิดเหตุแผ่นดินไหว หลังประชาชนในบางพื้นที่ในกรุงเทพมหานครสามารถรับรู้แรงสั่นไหวได้

นางภัทรวรรณ ภัทรบวรวุฒิ รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กำชับให้ทุกโรงเรียนเร่งตรวจสอบความปลอดภัยของอาคารเรียน อาคารประกอบ และจุดเสี่ยงต่าง ๆ ทันที โดยเฉพาะอาคารสูง อาคารเก่า ฝ้าเพดาน กระจก เสา คาน บันได และบริเวณที่อาจเกิดการแตกร้าวหรือวัสดุหล่นใส่นักเรียน พร้อมกันนี้ ให้ทุกสถานศึกษากำหนดจุดปลอดภัยและเส้นทางอพยพอย่างชัดเจน หลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยง เช่น ใต้กระจก เสาไฟ ต้นไม้ใหญ่ กำแพง หรืออาคารที่อาจแตกร้าว รวมถึงแจ้งแนวปฏิบัติให้ครู นักเรียน และบุคลากรรับทราบอย่างทั่วถึง และยังเน้นย้ำให้ครูประจำชั้นดูแลนักเรียนอย่างใกล้ชิด หากเกิดแรงสั่นไหวให้ปฏิบัติตามหลัก “หมอบ-ป้องกันศีรษะ-ยึดจุดมั่นคง” และอพยพออกจากอาคาร ห้ามตื่นตระหนกวิ่งแตกตื่นหรือใช้ลิฟต์เด็ดขาด

รองเลขาธิการ กพฐ.กล่าวต่อไปว่า สำหรับโรงเรียนในเขตเมือง โรงเรียนที่มีอาคารสูง และโรงเรียนขนาดใหญ่ ให้เร่งจัดทำแผนเผชิญเหตุและซักซ้อมอพยพให้สามารถปฏิบัติได้จริงทันที ขณะเดียวกันให้เตรียมระบบสื่อสารฉุกเฉินกับผู้ปกครอง รวมถึงหน่วยงานในพื้นที่ เช่น องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.)โรงพยาบาล และสถานีตำรวจ เพื่อรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินอย่างรวดเร็ว ทั้งนี้ หากพบอาคารแตกร้าว มีนักเรียนหรือบุคลากรได้รับผลกระทบ หรือจำเป็นต้องปิดใช้อาคารบางส่วน ให้รายงานต่อสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาโดยทันที โดยย้ำว่าทุกหน่วยงานต้องยึดหลัก ไม่ประมาท ไม่ตื่นตระหนก รู้จุดปลอดภัย อพยพเป็นระบบ และรายงานให้เร็วที่สุด เพื่อคุ้มครองความปลอดภัยของนักเรียน ครู และบุคลากรอย่างสูงสุด

‘ประเสริฐ’ ลงพื้นที่กาฬสินธุ์ ฟังเสียงครูก่อนเปิดเทอม สั่งทันทีลดภาระงาน-คืนเวลาสอน เลิกงานประเมินอย่างเป็นระบบ ปรับปรุงอาคารเก่าและสภาพแวดล้อม 

เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วย นายวัลลภ รุจิรากร เลขานุการ รมว.ศึกษาธิการ  และนายตติยภัทร์ ปิติเศรษฐพันธุ์ โฆษกกระทรวงศึกษาธิการ คณะทำงาน รมว.ศึกษาธิการ และผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมความพร้อมก่อนเปิดภาคเรียนของสถานศึกษาจุดแรกที่ โรงเรียนกลางดงราษฎร์อุปถัมภ์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา(สพป.)กาฬสินธุ์ เขต 1  โดย นายประเสริฐ กล่าวว่า ภายหลังรับฟังเสียงสะท้อนทำให้ทราบว่า โรงเรียนมีความต้องการอัตราครู ซึ่งขณะนี้มีครูไม่ครบชั้น พร้อมขอให้ยกเลิกงานอื่นที่ไม่เกี่ยวกับการสอน และค่าอาหารกลางวันที่ไม่เพียงพอ ตลอดจนปรับปรุงอาคารและสิ่งก่อสร้างที่มีสภาพเก่า ชำรุด และทรุดโทรม รวมทั้งระบบไฟฟ้าของอาคารเรียนหลังแรก ที่สร้างมาตั้งแต่ปี 2519 และการยกระดับพื้นสนามหญ้า ที่เวลาฝนตกน้ำท่วมใช้งานไม่ได้

“ผมขอฝาก 5 นโยบายหลักด้านการศึกษา ขอให้ทุกคนให้ความสำคัญกับการศึกษา ช่วยกันดูแลเฝ้าระวังเรื่องยาเสพติด ส่วนกระทรวงศึกษาธิการ เตรียมเร่งดำเนินงานเพื่อลดภาระงานครู โดยเฉพาะโครงการต่าง ๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับงานการสอนอย่างเป็นระบบ ซึ่งก็ตรงกับความต้องการของครูที่นี่ที่ได้สะท้อนมา นอกจากนี้ กระทรวงยังเตรียมเดินหน้าโครงการ ODOS 2.0 เพื่อมอบทุนการศึกษาให้แก่นักเรียนในทุกอำเภอ ๆ ละ 1 คนทั่วประเทศ ได้มีโอกาสไปเรียนต่อต่างประเทศด้วย” รมว.ศธ.กล่าว