หยอก หยอก วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2569 *** อย่าพยายาม มองหาแต่ข้อเสียของคนอื่น ลองกลับมามองตัวเอง “ว่าดีพอแล้วหรือยัง”จะดีกว่า *** จบไปแล้วกับการสัมภาษณ์เพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับต้น ในสายงานบริหาร สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ 14 ตำแหน่งโดยในวันจันทร์ที่ 23 กุมภาพันธ์นี้ คณะกรรมการคัดเลือกจะทำการรวมคะแนน ตำแหน่งละสามคนโดยไม่เรียงลำดับ 1-2-3 เพื่อเสนอให้หัวหน้าส่วนราชการหยิบคนที่เหมาะสมที่สุดในแต่ละตำแหน่ง … สำหรับตำแหน่งที่ถูกจับตามองที่สุด ณ เวลานี้ เห็นจะเป็น “ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน” ที่เสียงร่ำลือหนาหูว่า ตัวเต็ง 2 คน อักษรย่อ“อ.อ่าง”มาแรงทั้งคู่ ซึ่งก่อนหน้านี้กระแสข่าวว่า ตัวเต็งคือ อ.อ่าง กับ ว.แหวน โดย อ.แรก ใครๆ ก็รู้ว่า ลอยลำมาหลายเดือนแล้ว แต่ อ.หลัง นี่เพิ่งแจ้งเกิดแซงโค้งยิ่งกว่าสึนามิ เบียด ว.แบบหายใจรดต้นคอ … นี่ยังไม่ถึงเส้นชัย แต่กองเชียร์แทบหยุดหายใจ … สุดท้ายผลจะออกมาอย่างไรวันที่ 23-24 กุมภาพันธ์นี้ รู้เรื่อง *** แต่ทุกเส้นทางไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ หรือ ราบเรียบอย่างที่คิด … ใครทำดีก็ไม่ต้องกลัวโดนขุด เพราะหนึ่งในตัวเต็งมีประเด็นเกี่ยวกับเรื่องปลอมลายเซ็นแชร์กันให้ว่อนในหลายกลุ่ม LINE จริงเท็จแค่ไหน ใครเตะตัดขากันรึเปล่าหยอกไม่ทราบก็แค่เป็นคนชี้เป้า ให้ไปฉุกคิด…เด้ออ*** เป็นเหตุบังเอิญหรือเป็นจังหวะเวลาที่การตรวจสอบการก่อสร้างโครงการอควาเรียมหอยสังข์ หรือ ศูนย์ศึกษาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำทะเลสาบสงขลา มูลค่ากว่า 1,400 ล้านบาท ที่ตั้งอยู่ที่วิทยาลัยประมงติณสูลานนท์ จ.สงขลา ถูกทิ้งร้างมานานกว่า 14-15 ปี ซึ่งล่าสุด คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)ได้ชี้มูลความผิดผู้เกี่ยวข้อง 27 ราย ทั้งทางอาญาและวินัยร้ายแรง เนื่องจากมีการทุจริตและการก่อสร้างที่ไม่คืบหน้า และ ปัจจุบัน ยังพิจารณา หาแนวทางเดินหน้าโครงการต่อ เพื่อไม่ให้งบประมาณแผ่นดินสูญเปล่า แต่ก็ไม่คืบหน้าถึงไหน เพราะไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรเพื่อให้เกิดประโยชน์ *** เรื่องนี้จริงๆแล้วเมื่อ5-6 ปีก่อนก็มีความพยายามที่ จะให้คณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงยุติเรื่อง แต่มีกรรมการบางคนไม่เอาด้วยมีความเห็นแย้ง จึงไม่มีการยุติเรื่องจนไปถึงมือ ป.ป.ช. และเมื่อสองปีที่แล้ว สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(สอศ.)ก็ได้ทำหนังสือสอบถามความคืบหน้าเรื่องนี้ไปยัง ป.ป.ช. ก็ยังไม่ได้คำตอบ แต่ไม่รู้บังเอิญหรือจังหวะมันให้ ตอนนี้ ป.ป.ช.ได้มีหนังสือถึงกระทรวงศึกษาธิการแล้ว…5555 *** สุดท้ายนี้หยอกขอฝากข้อคิด ว่า นักการเมืองมาแล้วก็ไป แต่ของที่เค้าฝากทิ้งไว้ จะเป็นความสุขหรือความทุกข์มันก็ขึ้นกับสิ่งที่เราเลือก ถ้าเลือกอยากอยู่สบายมีตำแหน่งใหญ่โต ใครโชคดีก็รอดตัว ถ้าโชคไม่ดี 10 ปีมันก็ยังตามมาหา … ตัวอย่างก็มีให้เห็นหลายกรณีแล้วไม่ว่าจะเป็น SP2 ฟุตซอล ข้อสอบรั่ว โยกย้ายข้าราชการไม่เป็นธรรม ทำให้บางคนที่เคยได้รับการวางตัวต้องถูกตัดตอนอนาคตดับวูบหลุดจากชีวิตราชการแบบไม่ทันได้ทำใจ ขณะที่บางคนถึงแม้จะเกษียณอายุราชการแล้วยังต้องวนเวียนเดินขึ้นศาล หลายคนยังต้องนั่งลุ้นผลการพิพากษาของศาล หาความสุขในปั้นปลายชีวิตไม่ได้ ….เฮ่อ***
สพฐ.คุมเข้มสอบ NT ย้ำโปร่งใส เป็นธรรม ตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน
เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2569 ดร.วิษณุ ทรัพย์สมบัติ รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่า ตามที่ได้กำหนดให้มีการประเมินคุณภาพผู้เรียน (National Test : NT) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ปีการศึกษา 2568 ในวันพฤหัสบดีที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ให้ความสำคัญสูงสุดกับมาตรฐาน ความโปร่งใส และความเป็นธรรมในการสอบ NT โดยมีการวางมาตรการป้องกันอย่างรัดกุม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่สาธารณชนใน 3 ประเด็นสำคัญ
ประเด็นที่ 1 การพัฒนาข้อสอบ NT ในลักษณะข้อสอบคู่ขนาน (Parallel Tests) จำนวน 3 ชุด โดยข้อสอบคู่ขนานทั้ง 3 ชุด มีความเทียบเท่ากันทั้งด้านโครงสร้าง เนื้อหา รูปแบบคำตอบ และระดับความยาก–ง่าย ผ่านการทดลองใช้และวิเคราะห์ทางสถิติจากโรงเรียนในและนอกสังกัดทั่วประเทศจำนวน 2 ครั้ง โดยมีค่าสถิติที่สะท้อนถึงคุณภาพและความเทียบเท่าของข้อสอบทั้ง 3 ชุดอย่างชัดเจน
ประเด็นที่ 2 ข้อสอบคู่ขนานทั้ง 3 ฉบับ จะนำไปใช้ตามแนวทางการบริหารการจัดสอบที่เหมาะสมกับบริบทของพื้นที่ ใน 3 แนวทาง ได้แก่ 1) สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) จะดำเนินการจัดพิมพ์และจัดส่งข้อสอบให้โรงเรียนในวันสอบ (มี สพป. เลือกแนวทางนี้ 128 เขต) 2) ศูนย์สอบบริหารจัดการสอบโดยส่งไฟล์ข้อสอบผ่านอีเมลของผู้อำนวยการโรงเรียน พร้อมรหัสเข้าถึงเฉพาะบุคคล (มี สพป. เลือกแนวทางนี้ 56 เขต) และ 3) ใช้เป็นข้อสอบสำรอง สำหรับกรณีจำเป็น เช่น เหตุสุดวิสัย หรือการสอบชดเชยของนักเรียนที่ขาดสอบ
ทั้งนี้ ไม่ว่าศูนย์สอบจะเลือกแนวทางใด สพฐ. ได้เน้นย้ำให้ทุกเขตพื้นที่ดำเนินการตามมาตรการรักษาความลับและความปลอดภัยของข้อสอบอย่างเคร่งครัด หากตรวจพบการเผยแพร่ข้อสอบก่อนวันสอบ และมีหลักฐานชัดเจน สพฐ. สามารถตรวจสอบแหล่งที่มาของข้อสอบผ่าน QR Code ที่กำกับในข้อสอบทุกฉบับ และจะดำเนินการตามขั้นตอนที่กำหนดอย่างเด็ดขาด
ประเด็นที่ 3 มาตรการรักษาความปลอดภัยของข้อสอบ โดย สพฐ. กำหนดให้ สพป. ทุกแห่งตั้งคณะกรรมการบริหารการจัดสอบระดับศูนย์สอบ โดยมี ผอ.สพป. เป็นประธานศูนย์สอบโดยตำแหน่ง และดำเนินงานตามคู่มือการประเมินคุณภาพผู้เรียน (NT) อย่างเคร่งครัด โดยข้อสอบทุกฉบับ ทุกหน้า ทั้งฉบับกรรมการสอบ ฉบับนักเรียน และฉบับเฉลย จะมีรหัส QR Code กำกับ เพื่อให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้อย่างโปร่งใส
“นอกจากนี้ สพฐ. ยังมีนโยบายยกย่องเชิดชูเกียรติศูนย์สอบที่ดำเนินการจัดสอบได้ตามมาตรฐาน มีหลักฐานเชิงประจักษ์ และมีแนวปฏิบัติที่ดี (Good Practices) เพื่อเป็นต้นแบบในการยกระดับคุณภาพการจัดสอบในปีการศึกษาต่อไป และขอความร่วมมือทุกศูนย์สอบในการกำกับ ติดตาม และควบคุมการดำเนินงานให้เป็นไปตามมาตรฐานอย่างเคร่งครัด เพื่อสร้างความเชื่อมั่น ความยุติธรรม และความโปร่งใสสูงสุดในการประเมินความสามารถของผู้เรียน” รองเลขาธิการ กพฐ. กล่าว
สพฐ.-สมาคมผู้บริหารประถมศึกษาฯ “ตีปี๊บ”อบรม Active Learning ชู พว.เชี่ยวชาญกระบวนการคิด
เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ โรงเรียนราชวินิต สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากรุงเทพมหานคร (สพป.กทม.) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ร่วมกับ สมาคมผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษาแห่งประเทศไทย จัดโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการผู้บริหาร ครู และผู้เรียนสู่การสร้างนวัตกรรมเน้นกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ ผ่านการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิด Active Learning ตามแนวทางจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนตามมาตรฐานสากลของกระทรวงศึกษาธิการ โดยมีผู้บริหารสถานศึกษาและครู รวมประมาณ 300 คน จากทุกโรงเรียนในสังกัด สพป.กทม.และเครือข่ายสมาคมฯเข้าร่วม

ดร.พิเชฐ โพธิภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.) กล่าวภายหลังการเป็นประธานอบรมเชิงปฏิบัติการฯว่า กระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) และโรงเรียน รวมถึงผู้บริหารสถานศึกษาและครูตระหนักดีว่าการจะให้เด็กเป็นคนเก่ง คนดี มีความสุขได้ นั้น เราจะต้องให้ความสำคัญในหลายมิติโดยเฉพาะการเรียนรู้ เราจะจัดการเรียนการสอนอย่างไรให้เด็กเรียนรู้อย่างมีความสุข ซึ่งการเรียนรู้แบบ Active Learning เป็นหัวใจสำคัญที่จะทำให้เด็กเรียนรู้อย่างมีความสุขและได้ลงมือปฏิบัติ และยังได้นำเสนอผลงานด้วยตนเอง ทำให้เด็กมีความรู้ความเข้าใจอย่างถ่องแท้ และสามารถเป็นผู้นำได้ในอนาคต ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของยูเนสโกที่ระบุว่าเด็กต้องได้เรียนรู้อย่างมีความสุข ต้องลงมือปฏิบัติได้ ต้องอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข คือสามารถทำงานเป็นกลุ่มได้ ทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ รวมถึงเด็กต้องเลือกเส้นทางชีวิตของตนเองได้ ซึ่งทั้งหมดนี้มีอยู่ในการเรียนรู้แบบ Active Learning ที่ สพฐ.ส่งเสริมให้นำ Active Learning มาสู่การจัดการเรียนการสอน
“หัวใจสำคัญของการศึกษาในวันนี้คือการเปลี่ยนจากการท่องจำ เป็น การสร้างนวัตกรรม ผ่านกระบวนการ Active Learning มาเป็นเครื่องมือให้ครูออกแบบการเรียนรู้ที่กระตุ้นให้ผู้เรียนรู้จักการรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ ประยุกต์ใช้จนสามารถสร้างสรรค์สิ่งใหม่ได้ด้วยตนเอง ซึ่งการอบรมครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่ผู้บริหารและครูจะร่วมกันปฏิรูปหลักสูตรให้ทันสมัยและตอบโจทย์อนาคตได้”เลขาธิการ กพฐ.กล่าว

ดร.ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์ อดีตกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา ประธานกรรมการบริหาร สถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) กล่าวว่า การเรียนรู้แบบ Active Learning ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps เป็นการเปลี่ยนห้องเรียนในการพัฒนากระบวนการคิดของเด็กเป็นการสร้างผลผลิต สร้างนวัตกรรม ทำให้การเรียนรู้ของนักเรียนมีความสนุกสนาน กับการคิดและแสดงออกของตัวเอง และได้เห็นพัฒนาการของตัวเองได้ตลอดแนว ซึ่งจะสร้างความภาคภูมิใจให้ครูได้ถ้าครูสามารถนำพาผู้เรียนเป็นนวัตกรได้จากการสร้างนวัตกรรม จากเป้หมายที่วางไว้ GPAS 5 Steps ไม่ใช่เรื่องไกลตัว เป็นเรื่องที่ใกล้ตัว เพียงแต่ครูต้องปรับเปลี่ยนวิธีการจากการอธิบายมาเป็นพัฒนาการคิดของนักเรียนเป็นหลัก ก็จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเบื้องตนได้

ประธานกรรมการบริหาร พว. กล่าวว่า Active Learning ไม่ใช่การเรียนด้วยการคิดและการลงมือปฏิบัติเท่านั้น แต่ต้องมีกระบวนการมารองรับ เนื่องจากหลักสูตรกำหนดว่า เด็กต้องนำสาระการเรียนรู้ทั้ง 8 กลุ่มสาระไปสร้างเป็นความรู้ ซึ่งหนังสือเป็นเนื้อหาหรือข้อมูล คือ Content ที่เด็กต้องนำไปสร้างเป็นความรู้ คือ Knowledge โดยตัวเชื่อมระหว่าง Content กับ Knowledge ก็คือกระบวนการ นั่นก็คือ GPAS 5 Steps แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือประเทศไทยเรายังขาดเรื่องของกระบวนการอยู่ เพราะเราสอนแบบPassive Learning คือ บรรยายอย่างเดียว สอนเนื้อหา ทำให้คุณภาพการศึกษาไม่ขยับ เพราะฉะนั้นจึงต้องปรับความเข้าใจของครูและผู้บริหารในเรื่องการเรียนรู้ด้วยกระบวนการเพื่อไปสอนเด็กให้เข้าถึงกระบวนการอย่างแท้จริง

“การที่ พว.มาจัดอบรมให้ความรู้ ไม่ใช่มาเพื่อบรรยาย แต่จะเป็นการชวนครูทำกิจกรรม เพื่อให้ครูเห็นภาพการจัดกิจกรรมสำหรับนักเรียน ว่า ทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้เดินด้วยกระบวนการเดียวกัน สามารถสร้างกิจกรรมได้เหมือนกัน เป็นกระบวนการที่ไม่ได้ติดกับเนื้อหา ทำให้เด็กเกิดความจำระยะยาว สามารถนำไปใช้ได้ตลอดชีวิต ที่ผ่านมาคะแนนโอเน็ตและพิซาของเด็กไทยตกต่ำมาเป็นสิบปี เพราะการวิเคราะห์ข้อสอบเขาใช้กระบวนการนี้วิเคราะห์ และเนื้อหาข้อสอบก็ไม่ได้อยู่ในหนังสือ แต่เนื่องจากบ้านเราไม่ได้สอนกระบวนการ ทำให้เด็กไม่มีกระบวนการ ดังนั้นยิ่งติวหนังสือมากเท่าไหร่ก็ยิ่งตกมากเท่านั้น”ดร.ศักดิ์สินกล่าว

ด้าน ดร.ปรพล แก้วชาติ นายกสมาคมผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษาแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การทำงานของสมาคมฯยุคนี้ จะทำงานเชิงวิชาการ ซึ่งการอบรมลักษณะนี้เป็นการอบรมครั้งที่ 3 เพื่อให้ผู้บริหารและครูมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องการบริหารจัดการหลักสูตรเป็นผู้นำทางวิชาการ สามารถที่จะพาครูวิเคราะห์หลักสูตรได้ และสามารถกำหนดการสอนได้ เป็นการนำหลักสูตรแกนกลางลงสู่ห้องเรียน ซึ่งจะต้องผ่านการบริหารจัดการหลักสูตรและท้ายสุดก็จะมีการนิเทศกำกับติดตามคุณครูทุกคนให้เขียนแผนการเรียนรู้ที่ครบองค์ประกอบได้ และไฮไลท์สำคัญในการอบรมครั้งนี้คือ ครูและผู้บริหารจะต้องดำเนินการร่วมกันออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ผ่านกระบวนการคิดแบบ Active Learning ซึ่งจะมีหลายกิจกรรมให้เลือกใช้ตามความถนัด และครูก็สามารถนำเอาไปปรับใช้ในห้องเรียนได้เป็นอย่างดี

“ตอนนี้เรามุ่งเน้นงานวิชาการ เพราะงานวิชาการจะไปจบที่การสร้างนวัตกรรมของผู้บริหารและครู เมื่อนักเรียนได้เรียนรู้ผ่านกระบวนการคิดแบบ Active Learning ก็จะไม่ได้เนื้อหาสาระอย่างเดียว แต่จะได้กระบวนการคิดเพื่อนำไปออกแบบสุดท้ายก็จะเป็นนวัตกรรมของผู้เรียน ที่สำคัญผู้บริหารและครูสามารถต่อยอดนวัตกรรมนำไปขอเลื่อนและมีวิทยฐานะได้ด้วย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการก้าวหน้าทางวิชาชีพ แต่ที่สำคัญที่สุดคือผลลัพธ์ของผู้เรียนเป็นเป้าหมายหลัก”ดร.ปรพล กล่าวและว่า อย่างไรก็ตาม สพป.กทม.ได้นำร่องกระบวนการคิดแบบ Active Learningมาสองสามปีแล้ว ครั้งนี้ก็ถือว่าเป็นการทบทวนกระบวนการคิดอีกครั้ง โดยกลุ่มเป้าหมายในวันนี้คือโรงเรียนทั้ง 37 โรงเรียนและเครือข่ายสมาคมฯ ประมาณ 300 คน อย่างไรก็ตาม การที่สมาคมฯได้เชิญวิทยากรเชี่ยวชาญด้านกระบวนการคิดจากสถาบัน พว.มาอบรม Active Learning ให้ครูมีความรู้ความเข้าใจ เนื่องจากทางสมาคมฯได้ไปศึกษาดูงานที่โรงเรียนดรุณาราชบุรี ซึ่งโรงเรียนได้ทำความร่วมมือกับ สพฐ.และ พว.ซึ่งตนก็เห็นว่าผู้บริหาร ครู และเด็ก Active จริง ๆ และคิดว่าจะมาทำให้เกิดประโยชน์กับโรงเรียนของพวกเราได้ อย่างไรก็ตาม ทางสมาคมฯก็เปิดกว้างให้ทุกหน่วยงานที่ทำคุณประโยชน์ให้กับการการศึกษา
สอศ.มอบวิลแชร์–รถโยก ช่วยผู้บกพร่องทางการเคลื่อนไหว หวังยกระดับคุณภาพชีวิตคนพิการ พร้อมสร้างเวทีฝึกทักษะนักศึกษาอาชีวะ

เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) จัดพิธีมอบกายอุปกรณ์แก่ผู้บกพร่องทางการเคลื่อนไหวจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ภายใต้ภารกิจของศูนย์ซ่อมบำรุงกายอุปกรณ์และพัฒนานวัตกรรมการศึกษาพิเศษอาชีวศึกษาจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ณ วิทยาลัยเทคนิคพระนครศรีอยุธยา ในฐานะศูนย์นำร่อง 1 ใน 10 ศูนย์ของประเทศ โดยมี นางสมทรง พันธ์เจริญวรกุล นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดพระนครศรีอยุธยา นางสาวมยุรี ศรีระบุตร ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคพระนครศรีอยุธยา ผู้บริหารสังกัดสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ผู้บริหารหน่วยงานภาครัฐ ภาคีเครือข่ายด้านสาธารณสุข พัฒนาสังคม และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เข้าร่วม

นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(กอศ.) กล่าวว่า การดำเนินงานของศูนย์ฯ ถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายการศึกษาพิเศษของอาชีวศึกษา ภายใต้นโยบายรัฐบาล กระทรวงศึกษาธิการ และสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เพื่อสนับสนุนการเข้าถึงกายอุปกรณ์ของผู้พิการและผู้สูงอายุ เติมเต็มตามความต้องการของประชาชนในพื้นที่ ควบคู่กับการพัฒนาทักษะวิชาชีพของนักเรียน นักศึกษาอาชีวศึกษา ซึ่งการซ่อมบำรุงและพัฒนากายอุปกรณ์ต้องอาศัยความรู้ด้านช่างหลายสาขา อาทิ ระบบล้อยาง งานโครงสร้างโลหะ งานไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ โดยได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานในพื้นที่เพื่อร่วมดำเนินการ
เลขาธิการ กอศ. กล่าวว่า กิจกรรมดังกล่าวไม่เพียงช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตผู้พิการ แต่ สอศ.ยังสนับสนุนการเรียนอาชีวศึกษาเพื่อคนพิการ การเรียนระยะสั้น และการช่วยเหลือในสถานการณ์ต่าง ๆ เมื่อเกิดภัยพิบัติ จึงเป็นเวทีสำคัญให้ผู้เรียนอาชีวศึกษามีสมรรถนะวิชาชีพ ควบคู่คุณธรรมและจิตสาธารณะ สร้างประโยชน์ต่อสังคมอย่างยั่งยืน โดย สอศ. จะขยายศูนย์ฯ เพื่อให้บริการพื้นที่ต่าง ๆ เพื่อมุ่งหวังให้ผู้บกพร่องทางการเคลื่อนไหวได้รับบริการอย่างทั่วถึงและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

ทั้งนี้ กายอุปกรณ์ที่นำมามอบให้แก่ผู้พิการประกอบด้วย วิลแชร์ 11 คัน และรถโยก 1 คัน ส่วนศูนย์ซ่อมบำรุงกายอุปกรณ์และพัฒนานวัตกรรมการศึกษาพิเศษอาชีวศึกษา (ศกน.) จัดตั้งขึ้น 10 แห่ง นำร่องในพื้นที่ 10 จังหวัด ได้แก่ 1) จังหวัดสตูล ณ วิทยาลัยเทคนิคสตูล 2) จังหวัดสงขลา ณ วิทยาลัยเทคนิคหาดใหญ่ 3) จังหวัดปัตตานี ณ วิทยาลัยเทคนิคกาญจนาภิเษก ปัตตานี 4) จังหวัดนราธิวาส ณ วิทยาลัยเทคนิคบางนรา 5) จังหวัดยะลา ณ วิทยาลัยเทคนิคยะลา 6) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ณ วิทยาลัยเทคนิคพระนครศรีอยุธยา 7) จังหวัดบุรีรัมย์ ณ วิทยาลัยเทคนิคบุรีรัมย์ 8) จังหวัดตรัง ณ วิทยาลัยสารพัดช่างตรัง 9) จังหวัดเชียงใหม่ ณ วิทยาลัยเทคนิคเชียงใหม่ 10) จังหวัดระยอง ณ วิทยาลัยการอาชีพแกลง
สพฐ. แถลงผลการประกวดหนังสือดีเด่น ประจำปี 2569 .
วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 ดร.พิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน มอบหมายให้ ดร.วิษณุ ทรัพย์สมบัติ รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) แถลงข่าวผลการประกวดหนังสือดีเด่น ประจำปี พ.ศ. 2569 โดยมี นายภูริวรรษ คำอ้ายกาวิน ผู้อำนวยการสำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา สพฐ. นายวินัย รอดจ่าย และนางสุกัญญา งามบรรจง รองประธานคณะกรรมการพิจารณาตัดสินการประกวดหนังสือดีเด่น ประจำปี พ.ศ. 2569 นายจักรกฤต โยมพะยอม กรรมการสมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ ร่วมแถลงข่าว ณ บริเวณหน้าห้องประชุม สพฐ. 1 อาคาร สพฐ. 4 ชั้น 2 กระทรวงศึกษาธิการ ดร.วิษณุ กล่าวว่า สพฐ. ตระหนักถึงคุณค่าและความสำคัญของการอ่าน โดยมุ่งเน้นส่งเสริมให้ผู้เรียน “อ่านออก เขียนได้ อ่านคล่อง เขียนคล่อง และคิดเป็น” เพราะการอ่านเป็นทักษะพื้นฐานและเครื่องมือสำคัญที่ช่วยพัฒนาความคิด เสริมสร้างจินตนาการ และกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ หนังสือจึงเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการพัฒนาทักษะการอ่าน โดยเป็นแหล่งรวบรวมความรู้ ความคิด และประสบการณ์ที่ถ่ายทอดจากผู้เขียนสู่ผู้อ่าน ผู้ที่อ่านหนังสืออย่างหลากหลายและสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือเรียน นวนิยาย บันเทิงคดี สารคดี การ์ตูน หนังสือพัฒนาตนเอง หรือประเภทอื่นๆ จะได้ฝึกฝนทักษะการอ่านและพัฒนาองค์ความรู้ให้กว้างขึ้น และสามารถนำองค์ความรู้ไปใช้พัฒนาตนเองทั้งในด้านการเรียนและการใช้ชีวิตประจำวันในสังคมได้อย่างมีความสุข จึงได้จัดประกวดหนังสือดีเด่น ประจำปี พ.ศ. 2569 ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี ร่วมกับสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย เพื่อส่งเสริมให้ผู้ประพันธ์ ผู้วาดภาพประกอบ ผู้จัดพิมพ์ สำนักพิมพ์ และทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐและเอกชนได้มีส่วนร่วมในการผลิตหนังสือที่มีคุณภาพและสารประโยชน์เผยแพร่สู่สาธารณชนเพิ่มมากขึ้น
การประกวดหนังสือดีเด่น ประจำปี พ.ศ. 2569 เป็นการประกวดหนังสือที่พิมพ์โฆษณาเป็นเล่มบริบูรณ์ครั้งแรกใน พ.ศ. 2568 ในปีนี้มีผู้ประพันธ์ ผู้จัดพิมพ์ และหน่วยงานต่างๆ ร่วมส่งหนังสือประกวดรวมจำนวนทั้งสิ้น 403 เรื่อง แยกเป็นกลุ่มหนังสือต่าง ๆ ได้แก่ หนังสือสารคดี หนังสือนวนิยาย หนังสือกวีนิพนธ์ หนังสือรวมเรื่องสั้น หนังสือสำหรับเด็กเล็ก อายุ 3-6 ปี หนังสือสำหรับเด็ก อายุ 7-12 ปี หนังสือสำหรับวัยรุ่น อายุ 13-18 ปี หนังสือการ์ตูน และ หรือนิยายภาพ และหนังสือสวยงาม ทั้งนี้ สพฐ. ได้แต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาตัดสินประกวดหนังสือดีเด่น ประจำปี พ.ศ. 2569 โดยมี นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการ กพฐ. เป็นประธานกรรมการ นายวิษณุ ทรัพย์สมบัติ รองเลขาธิการ กพฐ. นายวินัย รอดจ่าย และนางสุกัญญา งามบรรจง เป็นรองประธานกรรมการ รวมถึงผู้ทรงคุณวุฒิจากสถาบัน หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนเป็นกรรมการ และ ผอ.สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา เป็นกรรมการและเลขานุการ
.ทั้งนี้ ผู้ที่ได้รับรางวัลหนังสือดีเด่น ประจำปี พ.ศ. 2569 จะได้เข้ารับพระราชทานรางวัลในพิธีเปิดงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 54 และสัปดาห์หนังสือนานาชาติ ครั้งที่ 24 โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ รับเชิญเสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ และพระราชทานพระราชวโรกาสให้นำผู้ชนะการประกวดหนังสือดีเด่นเข้าเฝ้ารับพระราชทานรางวัล ในวันศุกร์ที่ 27 มีนาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร ซึ่งการจัดงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 54 และสัปดาห์หนังสือนานาชาติ ครั้งที่ 24 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 26 มีนาคม – 6 เมษายน 2569 ภายในงานจะมีนิทรรศการหนังสือดีเด่น ประจำปี พ.ศ. 2569 ของ สพฐ. จัดแสดงให้สาธารณชนได้เข้าชมและร่วมกิจกรรมตลอดงาน
สำหรับผลการพิจารณาตัดสินหนังสือให้ได้รับรางวัลหนังสือดีเด่นประจำปี พ.ศ. 2569 มีหนังสือได้รับรางวัล 54 เรื่อง แยกเป็น รางวัลดีเด่น 14 เรื่อง รางวัลชมเชย 40 เรื่อง ดังรายชื่อต่อไปนี้ หนังสือสารคดี มี 3 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม รางวัลดีเด่น เรื่อง The Lost Human: หนทางรอดก่อนยุคสูญพันธุ์ ประพันธ์โดย วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์รางวัลชมเชย จำนวน 1 เรื่อง เรื่อง ส่องโพรง สืบไพร ประพันธ์โดย ทีมนักวิจัยโครงการศึกษานิเวศวิทยาของนกเงือก มูลนิธิศึกษาวิจัยนกเงือก 2) ด้านประวัติศาสตร์ และศิลปวัฒนธรรม รางวัลดีเด่น เรื่อง ชายแดนใต้ : สยามส่วนพิเศษ ประพันธ์โดย วีระศักดิ์ จันทร์ส่งแสง รางวัลชมเชย จำนวน 3 เรื่อง (เรียงตามลำดับอักษรชื่อเรื่อง) 1. เรื่อง พระนั่งเกล้าฯ ไม่โปรดการละคร แต่เป็นยุคทองของวรรณคดี ประพันธ์โดย ธนโชติ เกียรติณภัทร 2. เรื่อง ราชินิกุล บุนนาค ประพันธ์โดย นายภัทรพล เปี้ยวนิ่ม และนายปิติรัชต์ จูช่วย 3. เรื่อง สยามไซไฟ ประพันธ์โดย ภัทรนิษฐ์ สุรรังสรรค์ 3) ด้านการท่องเที่ยว อาหาร ชีวประวัติ และอื่น ๆ รางวัลดีเด่น เรื่อง สุดยอดศาสนสถานแดนมังกร พุทธ เต๋า ขงจื่อ ประพันธ์โดย ปริวัฒน์ จันทร
รางวัลชมเชย จำนวน 3 เรื่อง (เรียงตามลำดับอักษรชื่อเรื่อง)1. เรื่อง ความทุกข์ครั้งสุดท้าย ประพันธ์โดย นิ้วกลม 2. เรื่อง Amidst the Global Sea Power ไทยในสมรภูมิมหาสมุทรโลก ประพันธ์โดย ปิติ ศรีแสงนาม และจักรี ไชยพินิจ 3. เรื่อง POPS ก้าวต่อไปแม้ไม่สมบูรณ์แบบ ประพันธ์โดย กิตติศักดิ์ คงคา
หนังสือนวนิยาย รางวัลดีเด่น เรื่อง เมื่อดอกไม้ไหว ประพันธ์โดย ดวงตะวัน รางวัลชมเชย จำนวน 3 เรื่อง (เรียงตามลำดับอักษรชื่อเรื่อง)1. เรื่อง ชายได้โชคอย่างลึกลับ เพราะเป็นแฟนคลับนิยายผี ประพันธ์โดย วันชนะ 2. เรื่อง เวียงวนาลัย ประพันธ์โดย เนียรปาตี 3. เรื่อง LIVE หลอน ศาลาซ่อนผี ประพันธ์โดย นทธี ศศิวิมล
หนังสือกวีนิพนธ์ รางวัลดีเด่น เรื่อง คลื่นมหานคร ประพันธ์โดย เมธาวี ก้านแก้ว รางวัลชมเชย จำนวน 3 เรื่อง (เรียงตามลำดับอักษรชื่อเรื่อง) 1. เรื่อง ช่วงยามที่ดอกไม้บาน ประพันธ์โดย วรภ วรภา 2. เรื่อง โลกที่เราท่านอ่านก่อนโต THE WORLD WE READ BEFORE GROWING UP ประพันธ์โดย รังสิมันต์ จุลหริก 3. เรื่อง อุดมอคติ ประพันธ์โดย ขวัญข้าว ขวัญเรียมเอย
หนังสือรวมเรื่องสั้น รางวัลดีเด่น เรื่อง จอมพลอวกาศสามัญบัวโรย จิตสำเริง ประพันธ์โดย อุเทน พรมแดง รางวัลชมเชย จำนวน 2 เรื่อง (เรียงตามลำดับอักษรชื่อเรื่อง)1. เรื่อง จนกว่าบางสิ่งจะสูญสลาย ประพันธ์โดย นรเศรษฐ์ ทับทิมทอง 2. เรื่อง ราวน์ ROUND ประพันธ์โดย หมอเชิงดอย
หนังสือสำหรับเด็กเล็ก อายุ 3 – 6 ปี รางวัลดีเด่น เรื่อง นกในสวนบ้านฉัน ประพันธ์โดย กานต์แก้ว ตรีพุทธรัตน์ รางวัลชมเชย จำนวน 2 เรื่อง (เรียงตามลำดับอักษรชื่อเรื่อง)1. เรื่อง โบโบ กับเรื่องเล่าของป่า ประพันธ์โดย กฤษณะ กาญจนาภา และ วชิราวรรณ ทับเสือ 2. เรื่อง รอ ประพันธ์โดย สิริวัลย์ เรืองสุรัตน์
หนังสือสำหรับเด็ก อายุ 7 – 12 ปี มี 2 ประเภท 1) ประเภทบันเทิงคดี รางวัลดีเด่น เรื่อง กัปตันโกโก้ ประพันธ์โดย กฤษณะ กาญจนาภา และ วชิราวรรณ ทับเสือ รางวัลชมเชย จำนวน 1 เรื่อง เรื่อง บ้านตอไม้กับเจ้าแมวน้อย ประพันธ์โดย กฤษณะ กาญจนาภา และ วชิราวรรณ ทับเสือ 2) ประเภทสารคดี รางวัลดีเด่น เรื่อง พลังยักษ์ในใจ ประพันธ์โดย ผศ.สุทัศน์ ปาละมะ
รางวัลชมเชย จำนวน 3 เรื่อง (เรียงตามลำดับอักษรชื่อเรื่อง)1. เรื่อง ฉลาดรู้ แก้ปัญหา พัฒนาอารมณ์ ประพันธ์โดย บุณยวีร์ เซ่งไพเราะห์ 2. เรื่อง เติบโตงดงาม ตามกาลเวลา ประพันธ์โดย พี่หมี แห่งป่าใหญ่ 3. เรื่อง เพื่อนรักแมว 2 เมือง ประพันธ์โดย แมวอมยิ้ม
หนังสือสำหรับวัยรุ่น อายุ 13 – 18 ปี มี 3 ประเภท 1) ประเภทบันเทิงคดี รางวัลดีเด่น ไม่มีหนังสือเรื่องใดสมควรได้รับรางวัลรางวัลชมเชย จำนวน 3 เรื่อง (เรียงตามลำดับอักษรชื่อเรื่อง)1. เรื่อง DEAR MY OLD FRIENDS บันทึกก่อนจากลา แด่เพื่อนเก่าของฉัน ประพันธ์โดย พิแน 2. เรื่อง Lost Inner Child เสียงเรียกจากวัยเยาว์ ประพันธ์โดย ปกรณ์ แก้วดี (Atompakon) 3. เรื่อง The Untold Feelings ถึง…ทุกความรู้สึกที่ไม่เคยถูกส่งไป ประพันธ์โดย คิดมาก 2) ประเภทสารคดี รางวัลดีเด่น ไม่มีหนังสือเรื่องใดสมควรได้รับรางวัล รางวัลชมเชย จำนวน 3 เรื่อง (เรียงตามลำดับอักษรชื่อเรื่อง) 1. เรื่อง ความสุข ที่เราเลือกมอง ประพันธ์โดย อรุณรัศมี สาที 2. เรื่อง ส้มจี๊ด ลูกครูพละ ประพันธ์โดย วิภาวรรณ ศรีสุเพชรกุล 3. เรื่อง สัญญาใจ…บั้งไฟพญานาค ประพันธ์โดย สาธิต พิกุลทอง 3) ประเภทร้อยกรอง รางวัลดีเด่น เรื่อง ธ ผู้เป็นที่รักทรงจากลา ประพันธ์โดย เสียงพิณ เตมียสถิต รางวัลชมเชย จำนวน 3 เรื่อง (เรียงตามลำดับอักษรชื่อเรื่อง)1. เรื่อง กวีหนุ่ม (Young Poet) ประพันธ์โดย รังสิมันต์ จุลหริก 2.เรื่อง ดลใจนัยเพลง ประพันธ์โดย พิศรักสองแคว 3.เรื่อง สะพานฝันบันไดดาว ประพันธ์โดย ปรัชญา พวงเพ็ชร
หนังสือการ์ตูน และ หรือนิยายภาพ มี 3 ประเภท 1) ประเภทการ์ตูน และ หรือนิยายภาพสำหรับเด็ก (อายุ 7 – 12 ปี) ไม่มีหนังสือเรื่องใดสมควรได้รับรางวัล 2) ประเภทการ์ตูน และ หรือนิยายภาพทั่วไป (อายุ 13 ปีขึ้นไป) รางวัลดีเด่น เรื่อง ท้องฟ้าอันอบอุ่นของชิเอลแมวมึน ประพันธ์โดย ปัทมพร อักษรณรงค์ รางวัลชมเชย จำนวน 1 เรื่อง เรื่อง เตร่ ประพันธ์โดย เทพฤทธิ์ ไชยจันทร์ 3) ประเภทการ์ตูนปกิณกะเชิงสร้างสรรค์ รางวัลดีเด่น เรื่อง cat’s eye view ประพันธ์โดย JIEW รางวัลชมเชย จำนวน 3 เรื่อง (เรียงตามลำดับอักษรชื่อเรื่อง)1. เรื่อง ศึกมหาภารตะ เล่ม 1 – 4 ผู้เขียนการ์ตูน หรือผู้จัดทำภาพประกอบ อารีเฟน ฮะซานี (เฟน สตูดิโอ) 2. เรื่อง สารานุแก๊กการ์ตูนความรู้ เล่ม 1 : ผีไทย ประพันธ์โดย ทีม Character House studio 3. เรื่อง สารานุแก๊กการ์ตูนความรู้ เล่ม 4 : ผีอาเซียน ประพันธ์โดย ทีม Character House studio
หนังสือสวยงาม มี 2 ประเภท 1) ประเภทสวยงามสำหรับเด็ก (อายุ 3 – 12 ปี) รางวัลดีเด่น เรื่อง นกในสวนบ้านฉัน ประพันธ์โดย กานต์แก้ว ตรีพุทธรัตน์รางวัลชมเชย จำนวน 3 เรื่อง (เรียงตามลำดับอักษรชื่อเรื่อง)1. เรื่อง จะไปกับฉันไหม ประพันธ์โดย สุดใจ พรหมเกิด 2. เรื่อง ลูกปลาเดินเล่น ประพันธ์โดย ปูจ๋า และ พี่หมี แห่งทะเลใหญ่ 3. เรื่อง อาหารหลากสีของพี่หมีใจดีประพันธ์โดย เกื้อกมล นิยม 2) ประเภทสวยงามทั่วไป (อายุ 13 ปีขึ้นไป) รางวัลดีเด่น เรื่อง เอกอุเครื่องถ้วยจีนอย่างสยามประพันธ์โดย ภุชชงค์ จันทวิช และ สมภพ ถาวรวัฒนะ รางวัลชมเชย จำนวน 3 เรื่อง (เรียงตามลำดับอักษรชื่อเรื่อง)1. เรื่อง นิทานหมู่บ้านแห่งแสง The Tale of the Village of Light ประพันธ์โดย สโรชา กิตติสิริพันธุ์ 2. เรื่อง วัดมหาพฤฒาราม
ประพันธ์โดย รองศาสตราจารย์ พงศกร ยิ้มสวัสดิ์ และ วีรยา บัวประดิษฐ 3. เรื่อง หัวใจแห่งพงไพร : มรดกไทย มรดกโลกประพันธ์โดย ณรงค์ สุวรรณรงค์
สอศ.ประกาศทศวรรษแห่งการพัฒนา พลิกโฉมสถาบันอาชีวศึกษา ยกระดับคุณภาพครบทุกมิติ
เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(กอศ.) เป็นประธานประชุมสัมมนาวิชาการ “การยกระดับคุณภาพการจัดการอาชีวศึกษาของสถาบันการอาชีวศึกษา ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569” ที่ โรงแรมคลาสสิค คามิโอ อยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยมี นายณรงค์ชัย เจริญรุจิทรัพย์ นายสง่า แต่เชื้อสาย รองเลขาธิการ กอศ. ผู้อำนวยการสำนัก และนายกสภาสถาบันการอาชีวศึกษา ผู้อำนวยการสถาบันการอาชีวศึกษา และบุคลากรที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมกว่า 150 คน โดยนายยศพล กล่าวว่า นโยบายของสอศ.มุ่งเสริมสร้างความเข้มแข็งให้สถาบันการอาชีวศึกษาทั่วประเทศ เป็นกลไกหลักในการผลิตและพัฒนากำลังคนระดับเทคโนโลยีและนวัตกรรม และเปิดเวทีแลกเปลี่ยนพูดคุยองค์ความรู้ทางวิชาการ เพื่อบูรณาการความร่วมมือระหว่างส่วนกลางและสถาบันการอาชีวศึกษา เพื่อยกระดับคุณภาพการจัดการศึกษาของสถาบันการอาชีวศึกษาให้เกิดผลเป็นรูปธรรม
นายยศพล กล่าวว่า สถาบันการอาชีวศึกษาจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการอาชีวศึกษา พ.ศ. 2551 และเปิดจัดการเรียนการสอนระดับปริญญาตรีสายเทคโนโลยีหรือสายปฏิบัติการมาตั้งแต่ปีการศึกษา 2556 ตลอดระยะเวลากว่า 14 ปีที่ผ่านมา ถือเป็นช่วงเวลาแห่งการวางรากฐานที่สำคัญ และในวันนี้คือจุดเริ่มต้นของ ทศวรรษแห่งการพัฒนา ที่ต้องมุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพอย่างรอบด้าน
“ภารกิจของสถาบันการอาชีวศึกษาในระยะต่อไป ไม่ใช่เพียงการผลิตกำลังคนให้ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงานเท่านั้น แต่ต้องยกระดับคุณภาพในทุกมิติ ทั้งโครงสร้างการบริหารจัดการ การบริหารงบประมาณ การพัฒนาการเรียนการสอนและงานวิชาการ การวิจัยและนวัตกรรม การบริหารบุคคลและอัตรากำลัง รวมถึงการปรับปรุงกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดความคล่องตัว โปร่งใส และตอบโจทย์การเปลี่ยนแปลงของประเทศ” เลขาธิการ กอศ. กล่าวและว่า การยกระดับสถาบันการอาชีวศึกษาให้มีคุณภาพสูง เป็นภารกิจร่วมกันของทุกภาคส่วน และการผสานวิสัยทัศน์ของผู้บริหารและบุคลากรทุกระดับ จะเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนอาชีวศึกษาไทยสู่มาตรฐานใหม่อย่างยั่งยืนต่อไป
บอร์ด กพฐ.พิจารณาแนวทางการขยาย-ยุบชั้นเรียน รวม-เลิกสถานศึกษา เพื่อประสิทธิภาพในการบริหารจัดการสถานศึกษาที่เหมาะสม
เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 ดร.พิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.) พร้อมด้วย ดร.วิษณุ ทรัพย์สมบัติ รองเลขาธิการ กพฐ.เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ครั้งที่ 1/2569 เพื่อพิจารณาข้อราชการและติดตามความก้าวหน้าการขับเคลื่อนภารกิจด้านการศึกษาของ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) โดยมี ศ.ดร.บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ ประธาน กพฐ.เป็นประธานการประชุม ณ ห้องประชุม สพฐ. 1 อาคาร สพฐ. 4 ชั้น 2 กระทรวงศึกษาธิการ และผ่านระบบการประชุมทางไกล
ศ.ดร.บัณฑิต กล่าวว่า การยกระดับคุณภาพการศึกษาเปรียบเสมือนการ “เขยื้อนภูเขา” ซึ่งต้องอาศัยพลังแห่งความมุ่งมั่น องค์ความรู้ที่หยั่งลึกถึงรากของปัญหา และแรงหนุนจากทุกภาคส่วนของสังคมอย่างต่อเนื่อง แม้ปัจจุบันทั้งสามปัจจัยยังไม่บรรจบอย่างสมบูรณ์ แต่ภารกิจของ สพฐ. ในฐานะเสาหลักของการพัฒนาเยาวชนไทย จำเป็นต้องก้าวเดินต่อไปอย่างหนักแน่น ท่ามกลางความท้าทายจากคุณภาพการศึกษาที่ถดถอยเมื่อเทียบกับนานาประเทศในภูมิภาค
ด้าน ดร.พิเชฐ กล่าวว่า สพฐ. พร้อมขับเคลื่อนการยกระดับการศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม โดยการประชุมผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศในเดือนมีนาคมนี้ จะกำหนดประเด็นการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็กเป็นวาระสำคัญ พร้อมยึดหลักการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน ทั้งส่วนกลาง เขตพื้นที่ ท้องถิ่น ชุมชน และภาคประชาสังคม ภายใต้ 3 พลังขับเคลื่อน คือ ความมุ่งมั่น ความรู้ และการสนับสนุนร่วมกัน แม้บริบทของแต่ละพื้นที่จะแตกต่าง แต่สามารถเริ่มต้นจากสิ่งที่เป็นไปได้ และขยายผลอย่างต่อเนื่อง ทั้งยังเพิ่มความถี่ของการประชุมเป็นปีละ 4 ครั้ง เพื่อเร่งผลักดันนโยบายสู่การปฏิบัติให้เกิดผลอย่างชัดเจน
เลขาธิการ กพฐ. กล่าวต่อไปว่า ที่ประชุมได้รับทราบความก้าวหน้าการติดตามการใช้หลักสูตรการศึกษาปฐมวัยและหลักสูตรประถมศึกษาตอนต้น พุทธศักราช 2568 ตลอดจนแผนการขับเคลื่อนหลักสูตรประถมศึกษาตอนปลายในปีการศึกษา 2569 ซึ่งที่ผ่านมาได้ดำเนินการจัดคลินิกวิชาการ ลงพื้นที่ติดตามใน 5 ภูมิภาค และเตรียมจัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อถอดบทเรียนแนวปฏิบัติที่ดี พร้อมทั้งเก็บรวบรวมข้อมูลผลการใช้หลักสูตรเพื่อการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
หลักสูตรระดับประถมศึกษาตอนปลาย พ.ศ. 2568 มุ่งต่อยอดจากรากฐานในช่วงชั้นต้น สู่การประยุกต์ใช้ความรู้ในชีวิตจริง พัฒนาทักษะการอ่าน การเขียน และการคิดคำนวณ เพื่อการเรียนรู้และการจัดการข้อมูลในชีวิตประจำวัน ควบคู่กับการสร้างพลเมืองที่รู้เท่าทันในทุกมิติ โดยมุ่งเสริมสมรรถนะสำคัญ 7 ด้านอย่างรอบด้าน พร้อมปลูกฝังคุณลักษณะอันพึงประสงค์ทั้งด้านคุณธรรม วินัย ความพอเพียง และจิตสาธารณะ ทั้งนี้ จะเริ่มนำร่องใช้ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2569 ในโรงเรียนที่มีความพร้อมและสมัครใจ
นอกจากนี้ ที่ประชุมยังรับทราบการขยายระยะเวลาการใช้บังคับพระราชบัญญัติพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา พ.ศ. 2562 ซึ่งจะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป หลังจากตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาได้ก่อให้เกิดนวัตกรรมทางการศึกษากว่า 6,375 รูปแบบ ในสถานศึกษานำร่อง 20 พื้นที่ รวม 1,755 แห่ง และได้รับความเห็นชอบให้ขยายระยะเวลาออกไปอีก 7 ปี เพื่อสร้างผลลัพธ์เชิงระบบอย่างครบวงจร พร้อมกันนี้ ที่ประชุมได้พิจารณาแนวทางการขยายและยุบชั้นเรียน การรวมและเลิกสถานศึกษา เพื่อให้การบริหารจัดการสถานศึกษามีความเหมาะสม คล่องตัว และสอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ อันจะนำไปสู่ประสิทธิภาพในการจัดการศึกษาที่สูงขึ้นในระยะยาว
สพฐ.เร่งตรวจหนังสือเรียนปี 69 พร้อมปรับโฉมงานแนะแนวหวังให้เด็กค้นพบตัวเองเพื่อวางแผนเส้นทางชีวิตได้เร็ว

เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 ดร.พิเชฐร์ วันทอง รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.) เป็นประธานการประชุมผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ครั้งที่ 7/2569 เพื่อติดตามความก้าวหน้าและขับเคลื่อนนโยบายสำคัญด้านการพัฒนาคุณภาพการศึกษา โดยมี ดร.วิษณุ ทรัพย์สมบัติ และนางภัทรวรรณ ภัทรบวรวุฒิ รองเลขาธิการ กพฐ. เข้าร่วมประชุม พร้อมด้วยผู้อำนวยการสำนักต่าง ๆ และบุคลากรของ สพฐ. ณ ห้องประชุม สพฐ. 1 อาคาร สพฐ. 4 ชั้น 2 กระทรวงศึกษาธิการ และผ่านระบบออนไลน์
ดร.พิเชฐร์ กล่าวว่า ที่ประชุมได้รับทราบผลความคืบหน้าเรื่องการตรวจอนุญาตตำราปีการศึกษา 2569 โดย สพฐ. เร่งรัดให้สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา (สวก.) ตรวจและออกใบอนุญาตหนังสือเรียนเพื่อนำขึ้นฐานข้อมูลให้สถานศึกษาเลือกใช้ ปัจจุบัน (ข้อมูล ณ วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569) มีหนังสือเผยแพร่ในฐานข้อมูลบัญชีสื่อฯ ปี 2569 รวม 1,630 รายการ แบ่งเป็นหนังสือเรียนและแบบฝึกหัดรายวิชาพื้นฐาน ฉบับใบอนุญาต ศธ. จำนวน 1,176 รายการ และหนังสือเรียนและแบบฝึกหัดรายวิชาพื้นฐาน ฉบับใบประกันคุณภาพโดยผู้ผลิต จำนวน 454 รายการ ซึ่งเพียงพอต่อการจัดซื้อด้วยงบเรียนฟรีได้อย่างหลากหลาย ส่วนข้อกังวลเรื่องความล่าช้านั้น ขณะนี้ สวก. อยู่ระหว่างเร่งประเมินหนังสือ 364 รายการ โดยออกใบอนุญาตแล้ว 185 รายการ กำลังตรวจ 123 รายการ แก้ไข 54 รายการ และเสนอออกใบอนุญาต 2 รายการ พร้อมกำหนดเผยแพร่ข้อมูลรอบใหม่วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 เพิ่มอีก 71 รายการ สอดคล้องกับปฏิทินที่สถานศึกษาจะเริ่มจัดซื้อได้ตั้งแต่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 และ สพฐ. ยังได้ขยายเวลาใบอนุญาตหนังสือที่ครบ 5 ปีออกไปอีก 1 ปี ตามหนังสือเวียนที่แจ้งสถานศึกษา เพื่อให้สามารถจัดซื้อหนังสือบางระดับชั้นที่อยู่ระหว่างการตรวจได้ต่อเนื่อง ลดผลกระทบต่อการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียน
รองเลขาธิการ กพฐ.กล่าวต่อไปว่า สพฐ. ได้ขับเคลื่อน “มิติใหม่งานแนะแนว” มุ่งให้นักเรียนค้นพบศักยภาพและวางแผนเส้นทางชีวิต ผ่านการแนะแนวรอบด้านและระบบ Coaching ดูแลนักเรียนอย่างใกล้ชิด พร้อมเสริมความเข้มแข็งงานแนะแนวใน 245 เขตพื้นที่ และพัฒนาครูแนะแนวอย่างเป็นระบบ โดยมีการจัดกิจกรรมสำคัญ อาทิ มหกรรมแนะแนวออนไลน์, โครงการแนะแนว DEK 69, ค่ายเยาวชน Youth HERO และ Counseling Club พื้นที่ดูแลใจครูและนักเรียน ร่วมกับ กรมสุขภาพจิต รวมถึงการสำรวจและยืนยันรายชื่อเครือข่ายศูนย์แนะแนว 261 ศูนย์ทั่วประเทศ และ Upskills พัฒนาครูผ่านระบบ E-Learning อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ สพฐ.มีการทำความร่วมมือด้านการเรียนรู้ภาษาญี่ปุ่นกับ มูลนิธิฮาคูโฮโด ภายใต้บันทึกความเข้าใจระยะ 5 ปี เพื่อยกระดับศักยภาพครู พัฒนาสื่อและนวัตกรรมการเรียนรู้ และเสริมสมรรถนะผู้เรียนสู่ความเป็นสากล โดยความร่วมมือดังกล่าวครอบคลุมการพัฒนาสื่อ Edutainment ภาษาญี่ปุ่น เช่น สื่อดิจิทัลตำราภาษาญี่ปุ่น คลิปวัฒนธรรมญี่ปุ่น และเทคนิคการสอนภาษาญี่ปุ่น พร้อมติดตามและให้คำแนะนำเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ภาษาญี่ปุ่นให้เข้มแข็ง และมีคุณภาพอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ สพฐ. ในการยกระดับคุณภาพการศึกษา ผ่านความร่วมมือระดับนานาชาติ เพื่อประโยชน์สูงสุดต่อผู้เรียนทุกคน
สพฐ.เร่งปรับโครงสร้างหนี้สิน พร้อมปรับวินัยทางการเงินครู
เมื่อวันที่ 16 ก.พ.2569 นางภัทรวรรณ ภัทรบวรวุฒิ รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่า ในช่วงระยะเวลา 3 เดือนที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.)ได้เร่งขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูอย่างเข้มข้น ทั้งในเชิงนโยบายและเชิงพื้นที่ โดยมีการประชุมติดตามผลการดำเนินงานควบคู่กับการลงพื้นที่จริง ได้แก่ สกลนคร มุกดาหาร นครพนม อุดรธานี ชัยภูมิ กาฬสินธุ์ ยโสธร ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีครูและบุคลากรทางการศึกษาประสบปัญหาหนี้สินจำนวนมาก ซึ่งจากการดำเนินงานดังกล่าว สามารถให้ความช่วยเหลือครูและบุคลากรทางการศึกษาได้แล้วจำนวน 196 ราย คิดเป็นมูลหนี้รวมประมาณ 235 ล้านบาท โดยการช่วยเหลือเป็นไปในหลายรูปแบบ เช่น การปรับโครงสร้างหนี้ การรวมหนี้ และการลดภาระดอกเบี้ย ส่งผลให้ครูจำนวนหนึ่งสามารถลดภาระหนี้ได้บางส่วน และที่สำคัญคือมีเงินเดือนสุทธิคงเหลือเพื่อใช้ในการดำเนินชีวิต มากกว่าร้อยละ 30 หรือประมาณ 6,000 บาทต่อเดือน
“จากการลงพื้นที่ ทำให้ได้รับทราบปัญหาความเดือดร้อนของครูและบุคลากรทางการ โดยเฉพาะกลุ่มครูเกษียณอายุราชการที่มีเงินเหลือไม่พอใช้ในการดำรงชีวิตประจำวัน บางรายถึงขั้นเลือกจบชีวิตตัวเอง ดังนั้น สพฐ. จะเร่งผลักดัน ระเบียบศธ.ว่าด้วยการหักเงินเดือน เงินบำเหน็จบำนาญข้าราชการเพื่อชำระหนี้เงินกู้ให้แก่สวัสดิการภายในส่วนราชการและสหกรณ์ พ.ศ. 2551 ซึ่งอยู่ระหว่างกระบวนการประกาศในราชกิจจานุเบกษา เพื่อให้ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามีกรอบทางกฎหมายที่ชัดเจน “รองเลขาธิการกพฐ. กล่าวและว่า อย่างไรก็ตามปัญหาหลักที่พบในการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูในปัจจุบัน เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่าย โดยเฉพาะความร่วมมือจาก สหกรณ์ออมทรัพย์ครู ซึ่งเป็นเจ้าหนี้รายสำคัญ สพฐ. เห็นว่าการคิดอัตราดอกเบี้ยควรอยู่ในระดับที่เหมาะสมและเป็นธรรม โดยไม่ควรสูงเกิน ร้อยละ 4.75 เพื่อไม่ให้ภาระดอกเบี้ยกลายเป็นวงจรหนี้ซ้ำซ้อน ขณะเดียวกัน ต้องยอมรับว่าครูบางส่วนยังขาดวินัยทางการเงิน และยังไม่สามารถวางแผนการบริหารรายได้และหนี้สินได้อย่างเป็นระบบ ซึ่ง สพฐ. กำลังเร่งเสริมสร้างความรู้ด้านการเงินควบคู่ไปกับการแก้หนี้
รองเลขาธิการกพฐ. กล่าวต่ออีกว่า สพฐ. กำหนดเป้าหมายการลดจำนวนครูที่มีภาระหนี้วิกฤตไว้เป็น 2 ระยะ คือ ภายใน 1 ปี จะมุ่งแก้ หนี้ในระบบที่เห็นชัดเป็นอันดับแรก ลดจำนวนครูที่ถูกหักเงินเดือนจนเหลือเงินต่ำกว่าร้อยละ 30 อย่างมีนัยสำคัญ ผ่านการรวบรวมข้อมูลหนี้ครบทุกเขตพื้นที่ การคัดกรองกลุ่มหนี้วิกฤต และการปรับโครงสร้างหนี้รายบุคคล เพื่อให้ครูมีเงินเหลือสำหรับการดำรงชีพอย่างเหมาะสม ภายใน 3 ปี ตั้งเป้าให้ครูที่เคยอยู่ในกลุ่มหนี้วิกฤต หลุดออกจากภาวะเสี่ยง อย่างเป็นรูปธรรม กล่าวคือ จำนวนครูที่ถูกฟ้องคดีบังคับคดีหรือเสี่ยงถูกฟ้องลดลงอย่างต่อเนื่อง
อธิบดี สกร. ติดตามสอบ N-NET ทั่วประเทศ หลายจังหวัดเข้าสอบครบ 100% หนุนการศึกษาในเรือนจำสู่คุณภาพจริง พร้อมต่อยอดสู่อาชีพหลังพ้นโทษ
เมื่อวันที่ 16 ก.พ.2569 ดร. เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.)เปิดเผยว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ ตนได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจการจัดการทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติด้านการศึกษานอกระบบโรงเรียน (N-NET) ครั้งที่ 2 ปีการศึกษา 2568 ณ สนามสอบเรือนจำกลางบางขวาง จังหวัดนนทบุรี เพื่อติดตามความพร้อมในการจัดสอบให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย โปร่งใส และได้มาตรฐาน ตลอดจนสร้างขวัญกำลังใจแก่ผู้เรียนและเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน ในการนี้ อธิบดี สกร. ได้มอบหมายให้ นายสมยิ้ม คงอนันต์ นักวิชาการพัสดุชำนาญการ ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการกลุ่มตรวจสอบภายใน พร้อมคณะ ร่วมตรวจเยี่ยมและติดตามการดำเนินงาน โดยมี นายปราโมทย์ ทองศรี ผู้บัญชาการเรือนจำกลางบางขวาง พร้อมด้วย นายภัทร ภัทรกุลบดินทร์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดนนทบุรี และ นางอินทิรา มนัส ครูชำนาญการ รักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอเมืองนนทบุรี รวมถึงผู้บริหารและบุคลากรในสังกัดสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดนนทบุรี เข้าร่วมกิจกรรมและให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น
สำหรับการจัดสอบในครั้งนี้ สนามสอบเรือนจำกลางบางขวางมีคณะกรรมการสนามสอบที่รับผิดชอบหลัก ได้แก่ นายศราวุธ รักษ์ยศ ผู้อำนวยการส่วนพัฒนาผู้ต้องขัง ส่วนที่ 2 เรือนจำกลางบางขวาง และ นายปิติ พันธุ์ศักดิ์ นักวิชาการอบรมและฝึกวิชาชีพชำนาญการ พร้อมเจ้าหน้าที่จากเรือนจำกลางบางขวางทำหน้าที่กรรมการคุมสอบ รวมจำนวน 4 ห้องสอบ โดยสนามสอบดังกล่าวจัดสอบในรูปแบบกระดาษ (Paper Pencil) โดยในวันนี้จัดสอบให้แก่นักศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ทั้งนี้ N-NET เป็นการทดสอบเพื่อวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนตามหลักสูตรการศึกษานอกระบบ และเป็นเงื่อนไขสำคัญในการสำเร็จการศึกษา โดยการสอบครอบคลุม 5 กลุ่มสาระการเรียนรู้ ได้แก่ สาระทักษะการเรียนรู้ สาระความรู้พื้นฐาน สาระการประกอบอาชีพ สาระทักษะการดำเนินชีวิต และสาระการพัฒนาสังคม ใช้ระยะเวลาในการสอบ 3 ชั่วโมง จำนวน 100 ข้อ 100 คะแนน เพื่อประเมินความรู้ ความเข้าใจ และทักษะของผู้เรียนอย่างรอบด้าน ซึ่งผลการสอบจะถูกนำไปใช้ประกอบการจบหลักสูตร และเป็นพื้นฐานสำคัญในการต่อยอดโอกาสทางการศึกษาและการประกอบอาชีพในอนาคต อย่างไรก็ตาม จากการตรวจเยี่ยมพบว่า ในภาคเรียนนี้ (2/2568) เรือนจำกลางบางขวางมีนักศึกษาที่คาดว่าจะสำเร็จการศึกษา รวมจำนวน 224 คน ประกอบด้วย ระดับประถมศึกษา 37 คน ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น 65 คน และระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย 122 คน ซึ่งสะท้อนถึงความตั้งใจของผู้เรียนในการใช้โอกาสทางการศึกษาเพื่อพัฒนาตนเองอย่างจริงจัง
อธิบดี สกร.กล่าวว่า ได้มอบหมายให้ผู้รับผิดชอบจากส่วนกลาง พร้อมด้วยผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดทุกจังหวัดทั่วประเทศ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและติดตามการดำเนินงานในสนามสอบ เพื่อเสริมสร้างความเรียบร้อย โปร่งใส และให้การจัดสอบเป็นไปตามมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ ตลอดจนให้กำลังใจแก่ผู้เรียนและเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานอย่างใกล้ชิด และยังได้มอบแนวทางและข้อเสนอแนะสำคัญ เพื่อยกระดับการจัดการเรียนรู้ในเรือนจำให้มีคุณภาพและตอบโจทย์อนาคตของผู้เรียนอย่างเป็นรูปธรรม โดยให้ความสำคัญกับการติดตามการเข้าสอบของผู้เรียนอย่างใกล้ชิด รวมถึงผู้ที่ยังไม่จบการศึกษา เพื่อไม่ให้หลุดจากระบบการเรียนรู้ พร้อมเสนอให้มีการพัฒนารูปแบบการประเมินทดแทนในกรณีผู้เรียนขาดสอบให้มีมาตรฐาน มีความน่าเชื่อถือ และสะท้อนคุณภาพการเรียนรู้จริง สามารถนำผลไปใช้ประโยชน์ต่ออนาคตของผู้ต้องขังได้อย่างแท้จริง ซึ่งได้มอบหมายให้ผู้เชี่ยวชาญ สกร. ทีมงานส่วนกลางที่เกี่ยวข้อง และหน่วยงานในพื้นที่ ร่วมกันดำเนินการให้เกิดผลอย่างชัดเจน
นอกจากนี้ ดร.เกศทิพย์ ยังได้สนับสนุนให้มีการพัฒนาหลักสูตรเฉพาะทางและระดับสูง เพื่อเสริมสร้างศักยภาพผู้เรียนในเรือนจำ อาทิ การวาดภาพ งานช่างสิบหมู่ และหลักสูตรพัฒนาทักษะอื่น ๆ ที่สามารถต่อยอดเป็นอาชีพได้ ผ่านการบูรณาการความร่วมมือระหว่าง กรมราชทัณฑ์ กรมส่งเสริมการเรียนรู้ สำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดนนทบุรี และ ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนกาญจนาภิเษก (วิทยาลัยในวัง) เพื่อให้ผู้เรียนได้รับทักษะที่สามารถนำไปใช้ได้จริงในชีวิต รวมทั้งส่งเสริมการเตรียมความพร้อมสู่การประกอบอาชีพหลังพ้นโทษอย่างเป็นรูปธรรม โดยเน้นการสนับสนุนด้านเครือข่าย และการจัดหาเครื่องมือหรืออุปกรณ์ที่จำเป็นต่อการประกอบอาชีพตามความเหมาะสม เช่น อุปกรณ์สำหรับผู้ที่มีความสามารถด้านการวาดภาพ เพื่อให้สามารถเริ่มต้นอาชีพได้จริงภายหลังพ้นโทษ รวมถึงการสนับสนุนให้ผู้ต้องขังที่มีทักษะ ความรู้ หรือความสามารถ เป็นวิทยากรถ่ายทอดความรู้ พร้อมพิจารณามอบประกาศนียบัตรรับรอง เพื่อใช้เป็นหลักฐานต่อยอดในอนาคต
ทั้งนี้ คณะจาก สกร. ได้มอบขนมซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก สำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดเพชรบุรี ให้แก่เรือนจำกลางบางขวาง เพื่อนำไปแจกจ่ายให้แก่เจ้าหน้าที่และผู้ต้องขัง เพื่อเป็นกำลังใจและสร้างบรรยากาศแห่งการเรียนรู้ที่อบอุ่น
ภายหลังเสร็จสิ้นภารกิจตรวจเยี่ยมสนามสอบ อธิบดี สกร. และคณะได้เข้าเยี่ยมชมพื้นที่ภายในเรือนจำกลางบางขวาง โดยได้ชื่นชมการจัดกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้และการพัฒนาทักษะของผู้ต้องขังที่เรือนจำได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง อาทิ กิจกรรมการวาดภาพฝาผนัง ซึ่งมีความสวยงามโดดเด่น สะท้อนถึงความคิดสร้างสรรค์ และการถ่ายทอดเรื่องราวผ่านงานศิลปะได้อย่างน่าประทับใจ รวมถึงได้เยี่ยมชมห้องวาดภาพจิตรกรรม ซึ่งจัดแสดงผลงานศิลปะที่มีความประณีตและงดงามเป็นจำนวนมาก แสดงให้เห็นถึงทักษะ ความสามารถ และศักยภาพของผู้ต้องขังอย่างชัดเจน โดยผลงานบางส่วนได้มีการเปิดให้ผู้ที่สนใจสามารถเลือกซื้อหรือสนับสนุนผลงานได้ รวมถึงสามารถนำภาพหรือแบบที่ต้องการมาให้ผู้ต้องขังวาดตามความประสงค์ เพื่อเป็นการส่งเสริมการฝึกทักษะและต่อยอดสู่การประกอบอาชีพอย่างสร้างสรรค์
จากการติดตามผลการเข้าสอบทั่วประเทศในวันนี้ พบว่าในหลายพื้นที่ผู้สมัครให้ความสำคัญกับการสอบอย่างมาก ส่งผลให้อัตราการเข้าสอบสูงถึง 100% ประกอบกับการอำนวยความสะดวกด้านข้อมูลสนามสอบที่ชัดเจน ทำให้ผู้เข้าสอบสามารถเตรียมตัวได้อย่างเต็มที่ สะท้อนถึงความร่วมมือที่เข้มแข็งของหน่วยงานในพื้นที่และความตั้งใจของผู้เรียนในการเข้ารับการประเมินตามระบบ โดย จังหวัดลพบุรี มีผู้เข้าสอบครบ 100% ทั้งเรือนจำอำเภอชัยบาดาล และเรือนจำกลางอำเภอลพบุรี ขณะที่ จังหวัดกาฬสินธุ์ มีผู้เข้าสอบครบ 100% ในหลายหน่วยสอบ ได้แก่ สกร.ระดับอำเภอกมลาไสย สกร.ระดับอำเภอท่าคันโท สกร.ระดับอำเภอเขาวง สกร.ระดับอำเภอนาคู สกร.ระดับอำเภอห้วยเม็ก รวมถึงเรือนจำกลาง ส่วน จังหวัดสมุทรสงคราม มีผู้เข้าสอบครบ 100% ที่เรือนจำกลาง กรุงเทพมหานคร มีกลุ่มเรือนจำเข้าสอบครบ 100% จังหวัดนนทบุรี มีผู้เข้าสอบครบ 100% ในสนามสอบเรือนจำกลางบางขวาง สนามสอบมูลนิธิคนพิการ และสนามสอบสถานคุ้มครองและฝึกอาชีพบ้านเกร็ดตระการ จังหวัดอุตรดิตถ์ มีผู้เข้าสอบครบ 100% ที่ สกร.ระดับอำเภอทองแสนขัน จังหวัดสมุทรสาคร มีผู้เข้าสอบครบ 100% ที่เรือนจำสมุทรสาคร จังหวัดนครพนม มีผู้เข้าสอบครบ 100% ที่เรือนจำนครพนม จังหวัดแม่ฮ่องสอน มีผู้เข้าสอบครบ 100% ทั้งเรือนจำแม่สะเรียง และเรือนจำอำเภอเมือง และ จังหวัดระนอง มีผู้เข้าสอบครบ 100% ที่เรือนจำระนอง
สำหรับผู้เรียนที่พลาดการสอบ N-NET ในรอบนี้ กรมส่งเสริมการเรียนรู้ได้เตรียมแนวทางช่วยเหลืออย่างเป็นระบบ โดยจัดให้มีการสอบชดเชยผ่านระบบ E-Exam ซึ่งเป็นระบบที่ สกร. พัฒนาขึ้นเอง โดยจัดสอบด้วยระบบคอมพิวเตอร์และบริหารการจัดสอบโดย สกร. ในขณะที่ยังคงใช้ข้อสอบของ สทศ. เพื่อให้การประเมินมีมาตรฐานและน่าเชื่อถือ ทั้งนี้ ปัจจุบันมีศูนย์ทดสอบ E-Exam จำนวน 197 แห่ง ครอบคลุมทุกจังหวัดทั่วประเทศ และในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 จะเริ่มดำเนินการสอบในช่วงเดือน มีนาคม – เมษายน 2569 เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เรียนที่ขาดสอบสามารถเข้ารับการประเมินได้อย่างเท่าเทียม ส่งผลให้ผู้เรียนที่คาดว่าจะสำเร็จการศึกษาในภาคเรียนนี้สามารถจบการศึกษาได้ตามเงื่อนไขหลักสูตรอย่างแน่นอน
นอกจากนี้ สกร. ยังให้ความสำคัญกับการดูแลผู้เรียนที่ไม่ได้เข้าสอบด้วยเหตุจำเป็น เช่น พ้นโทษ หรือย้ายเรือนจำ โดยจะมีการประสานข้อมูลและกำหนดแนวทางช่วยเหลือเป็นรายกรณี เพื่อให้ผู้เรียนทุกคนได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างต่อเนื่อง เท่าเทียมและไม่หลุดจากระบบเช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตาม การลงพื้นที่ในครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ในการขยายโอกาสทางการศึกษาให้ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมายอย่างเท่าเทียม รวมถึงผู้ต้องขังในเรือนจำ เพื่อให้ “การเรียนรู้” เป็นพลังสำคัญในการพัฒนาคุณภาพชีวิต สร้างแรงบันดาลใจ และเตรียมความพร้อมสู่การกลับคืนสู่สังคมอย่างมีคุณค่าในอนาคต












