‘ประเสริฐ’ ลงพื้นที่กาฬสินธุ์ ฟังเสียงครูก่อนเปิดเทอม สั่งทันทีลดภาระงาน-คืนเวลาสอน เลิกงานประเมินอย่างเป็นระบบ ปรับปรุงอาคารเก่าและสภาพแวดล้อม 

เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วย นายวัลลภ รุจิรากร เลขานุการ รมว.ศึกษาธิการ  และนายตติยภัทร์ ปิติเศรษฐพันธุ์ โฆษกกระทรวงศึกษาธิการ คณะทำงาน รมว.ศึกษาธิการ และผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมความพร้อมก่อนเปิดภาคเรียนของสถานศึกษาจุดแรกที่ โรงเรียนกลางดงราษฎร์อุปถัมภ์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา(สพป.)กาฬสินธุ์ เขต 1  โดย นายประเสริฐ กล่าวว่า ภายหลังรับฟังเสียงสะท้อนทำให้ทราบว่า โรงเรียนมีความต้องการอัตราครู ซึ่งขณะนี้มีครูไม่ครบชั้น พร้อมขอให้ยกเลิกงานอื่นที่ไม่เกี่ยวกับการสอน และค่าอาหารกลางวันที่ไม่เพียงพอ ตลอดจนปรับปรุงอาคารและสิ่งก่อสร้างที่มีสภาพเก่า ชำรุด และทรุดโทรม รวมทั้งระบบไฟฟ้าของอาคารเรียนหลังแรก ที่สร้างมาตั้งแต่ปี 2519 และการยกระดับพื้นสนามหญ้า ที่เวลาฝนตกน้ำท่วมใช้งานไม่ได้

“ผมขอฝาก 5 นโยบายหลักด้านการศึกษา ขอให้ทุกคนให้ความสำคัญกับการศึกษา ช่วยกันดูแลเฝ้าระวังเรื่องยาเสพติด ส่วนกระทรวงศึกษาธิการ เตรียมเร่งดำเนินงานเพื่อลดภาระงานครู โดยเฉพาะโครงการต่าง ๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับงานการสอนอย่างเป็นระบบ ซึ่งก็ตรงกับความต้องการของครูที่นี่ที่ได้สะท้อนมา นอกจากนี้ กระทรวงยังเตรียมเดินหน้าโครงการ ODOS 2.0 เพื่อมอบทุนการศึกษาให้แก่นักเรียนในทุกอำเภอ ๆ ละ 1 คนทั่วประเทศ ได้มีโอกาสไปเรียนต่อต่างประเทศด้วย” รมว.ศธ.กล่าว

อัครนันท์” สั่งรื้อใหญ่หลักสูตรวิทย์-คณิต ชี้เด็กไทยถูก ‘เร่งโต’ เกินวัย ดัน AI-QR Code ปรับหนังสือใหม่ ลดภาระครู-นักเรียนทั้งระบบ

เมื่อวันที่ 15 พ.ค. 2569 ที่ผ่านมา นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศึกษาธิการ)เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการ สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ครั้งที่ 599/3/2569 ณ ห้องประชุมราชวัลลภ อาคารราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ และผ่านระบบออนไลน์ เพื่อกำหนดทิศทางการพัฒนาการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ของประเทศให้สอดคล้องกับโลกยุคใหม่ โดย นายอัครนันท์ กล่าวว่า ปัจจุบันหลักสูตรและหนังสือเรียนวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ของ สสวท. มีเนื้อหาที่ลึกและยากเกินไปสำหรับเด็กจำนวนมาก โดยเฉพาะเด็กในพื้นที่ห่างไกลหรือโรงเรียนขนาดเล็ก หลายเนื้อหาที่ประเทศไทยเรียนตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น แต่ในต่างประเทศกลับเรียนในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ทำให้เกิดภาวะ “เรียนไม่ทันหลักสูตร” และกลายเป็นแรงกดดันต่อผู้เรียนจำนวนมาก เปรียบเหมือนหลักสูตรของเราใส่ปุ๋ยเร่งโต เด็กบางคนโตไม่ทันปุ๋ย ทำให้หลายคนรู้สึกว่าวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์เป็นเรื่องยาก ทั้งที่จริงแล้วเด็กไทยมีศักยภาพ เพียงแต่รูปแบบการเรียนรู้ยังไม่เหมาะสม

ขณะเดียวกัน รมช.ศึกษาธิการ ได้มอบนโยบายสำคัญ 7 ด้าน เพื่อปรับบทบาทของ สสวท. ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคดิจิทัล และลดภาระของครูและนักเรียนอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการปรับรูปแบบหนังสือเรียนให้ “ย่อยง่าย” มากขึ้น ทั้งในด้านเนื้อหา ภาษา และรูปเล่ม รวมถึง หนังสือเรียนของ สสวท. ปัจจุบันมีน้ำหนักมาก เนื่องจากการใช้กระดาษหนา ทำให้นักเรียนต้องแบกภาระทั้งทางกายและทางจิตใจ จึงควรปรับวัสดุให้เบาลง และออกแบบบทเรียนใหม่ให้อ่านเข้าใจง่ายได้ด้วยตนเอง ขณะเดียวกัน เนื้อหาหรือแบบฝึกหัดที่ซับซ้อน เช่น การพิสูจน์ทฤษฎี หรือการอธิบายเชิงลึก ควรเชื่อมต่อด้วย QR Code ไปยังคลิปวิดีโอหรือสื่อดิจิทัล เพื่อให้นักเรียนสามารถเรียนรู้เพิ่มเติมได้ทันทีผ่านโทรศัพท์มือถือหรือแท็บเล็ต

นอกจากนี้ นายอัครนันท์ ยังสะท้อนปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านสื่อการสอน โดยระบุว่า หลายโรงเรียนโดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทไม่มีห้องปฏิบัติการ เครื่องมือทดลอง หรืออุปกรณ์ทางวิทยาศาสตร์เพียงพอ ส่งผลให้ครูจำนวนมากต้องใช้วิธี “แลปแห้ง” หรือการสอนโดยไม่มีการทดลองจริง ทำให้ผู้เรียนขาดทักษะการคิดวิเคราะห์และการลงมือปฏิบัติ จึงเสนอให้ สสวท. ประสานความร่วมมือกับ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เพื่อจัดสรรงบประมาณสนับสนุนห้องแลปและอุปกรณ์ทดลองเพิ่มเติมให้แก่โรงเรียนที่ขาดแคลน พร้อมทั้งผลักดันให้มีระบบบริหารจัดการสารเคมีหลังการทดลองอย่างถูกต้อง เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมกันนี้ ยังมอบนโยบายให้ลดภาระการอบรมที่ไม่จำเป็นของครู และเน้นการพัฒนาความรู้ด้านเทคโนโลยีสมัยใหม่แทน เนื่องจากโลกปัจจุบันเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ครูจำเป็นต้องได้รับการอัปเดตองค์ความรู้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะด้าน AI และดิจิทัล เพื่อให้สามารถถ่ายทอดการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และประเด็นสำคัญ คือ การพัฒนาโครงการสอนออนไลน์ Project 14 ของ สสวท. ให้ก้าวไปสู่ระบบ Interactive Learning ที่ผู้เรียนสามารถโต้ตอบกับบทเรียนได้แบบเรียลไทม์ โดยมี AI ช่วยตอบคำถามหรืออธิบายเนื้อหาเพิ่มเติมทันทีเมื่อผู้เรียนเกิดข้อสงสัย ซึ่งจะช่วยลดข้อจำกัดด้านเวลาและความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงคุณภาพการศึกษา

“ผมอยากเห็นวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์เป็นเรื่องที่เข้าถึงง่ายสำหรับเด็กทุกคน ไม่ใช่วิชาที่สร้างความกลัวหรือความกดดัน สสวท. ต้องไม่ใช่แค่หน่วยงานทำหลักสูตร แต่ต้องเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างทรัพยากรมนุษย์ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และยกระดับอนาคตของประเทศผ่านการศึกษา” นายอัครนันท์ กล่าวทิ้งท้าย

“พิเชฐ”ชู Active Learning เปลี่ยนห้องเรียนท่องจำ สู่ห้องเรียนสร้างนวัตกรรม ปลูกนิสัยการคิด ยกระดับเด็กไทยสู่พลเมืองโลก

เมื่อวันที่ 16 พ.ค.2569 ที่สถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ(พว.)ได้จัดพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ ความร่วมมือทางวิชาการ(MOU)ครั้งสำคัญ ร่วมกับ 3 โรงเรียนเอกชนชั้นนำ ได้แก่ โรงเรียนดาราสมุทรศรีราชา โรงเรียนปรีชานุศาสน์(โรงเรียนคาทอลิกสังกัดสังฆมณทลจันทบุรี(รสจ.) และโรงเรียนประเสริฐสุข เพื่อร่วมพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยมุ่งเน้นการเปลี่ยนผ่านจากการเรียนแบบท่องจำสู่การสร้างนิสัยการคิด ผ่านนวัตกรรม “GPAS 5 Steps”พัฒนาผู้เรียนสู่การเป็นนวัตกรและพลเมืองโลกในศตวรรษที่ 21

ดร.ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์ ประธานกรรมการบริหาร พว. กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้จะใช้กระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps เป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาครูและผู้เรียน โดยเน้นการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning ออกแบบการเรียนรู้แบบ Backward Design และการวัดผลตามสภาพจริง เพื่อให้ผู้เรียนสามารถเชื่อมโยงความรู้ ทักษะ และคุณธรรมเข้าด้วยกัน พร้อมส่งเสริมศักยภาพตามแนวพหุปัญญา

ขณะที่ ดร.พิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวบรรยายพิเศษว่า ทิศทางการศึกษาไทยกำลังเปลี่ยนผ่านสู่ “การเรียนรู้ฐานสมรรถนะ” โดยสิ่งสำคัญไม่ใช่เพียงการให้คำตอบกับผู้เรียน แต่ต้องสร้าง “ทักษะการคิด” และ “นิสัยการคิด” ที่ติดตัวเด็กไปตลอดชีวิต ทั้งนี้ Active Learning ถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการปลูกฝังทักษะการสังเกต การคิดวิเคราะห์ วางแผน และการกำกับตนเอง พร้อมมุ่งสร้าง “ครูนวัตกร” ที่สามารถโค้ชให้นักเรียนสร้างนวัตกรรมได้ด้วยตนเอง อีกทั้งยังช่วยเตรียมความพร้อมเด็กไทยสู่การเป็น “พลเมืองโลก” ที่มีคุณภาพในอนาคต

เลขาธิการ กพฐ.กล่าวต่อไปว่า ความร่วมมือของ พว.กับ 3 โรงเรียนในครั้งนี้ถือเป็นต้นแบบสำคัญของการยกระดับคุณภาพการศึกษาไทย โดยเฉพาะการพัฒนาเด็กให้ “คิดเป็น” มากกว่าการท่องจำ ผ่านกระบวนการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถเก็บข้อมูล วิเคราะห์ สร้างองค์ความรู้ และต่อยอดสู่นวัตกรรมได้จริง เด็กไทยต้องไม่เป็นเพียงผู้รับความรู้ แต่ต้องเป็นผู้สร้างสรรค์นวัตกรรมในอนาคต การใช้ Active Learning จะช่วยสร้างนิสัยการคิด วิเคราะห์ และการประเมินตนเอง จนเกิดเป็นทักษะแห่งศตวรรษที่ 21

“ผมขอฝากถึงโรงเรียนทั่วประเทศว่า การพัฒนาคุณภาพการศึกษาต้องเริ่มจาก “ห้องเรียน” ไม่ใช่เพียงการประชาสัมพันธ์หรือเปลี่ยนแปลงเชิงภาพลักษณ์ และขอชื่นชมทั้ง 3 โรงเรียนที่กล้าเริ่มต้นเปลี่ยนแปลง และหวังให้ความร่วมมือครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นของเครือข่ายโรงเรียนต้นแบบ ที่จะช่วยยกระดับคุณภาพการศึกษาไทยสู่มาตรฐานสากลอย่างยั่งยืน”ดร.พิเชฐ กล่าว

ด้านบาทหลวง ดร.ลือชัย จันทร์โป๊ ผู้ลงนามแทนผู้รับในอนุญาต ในฐานะผู้อำนวยการโรงเรียนดาราสมุทรศรีราชา กล่าวว่า ความร่วมมือวันนี้เกิดขึ้นเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนเอกชน โดยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps เป็นกระบวนการที่ชี้ให้เห็นว่าเรามีนักวิชาการไทยที่สร้างกระบวนการเรียนรู้เป็นของเราเอง ถ้าเราใช้วิธิการของคนไทย กับบริบทของเด็กไทย เด็กจะสามารถใช้ความคิดเอง สามารถลงมือทำและเกิดความภาคภูมิในผลงานของตัวเอง ทำให้เกิดนวัตกรรมใหม่ ๆ เด็กจะรู้สึกไม่ล้าหลังทันเหตุการณ์ ขณะที่ครูจะมีความเชื่อมั่นว่าเด็กสามารถเติบโตในยุคใหม่อย่างมีประสิทธิภาพและครูก็จะเป็นโค๊ชที่มีความเชื่อมั่นในการสอนให้เด็กกล้าคิด กล้าทำ กล้าแสดงออก จนเกิดเป็นผลงาน

คุมเข้มสอบตั๋วครูทั่วไทย! “ประเสริฐ” ลั่นครูคืออนาคตชาติ ต้องไม่มีซื้อสิทธิ์-โกงสอบ

เมื่อวันที่ 16 พ.ค.2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะประธานกรรมการคุรุสภา ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการทดสอบและประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครู ครั้งที่ 1 ประจำปี 2569 ณ สำนักบริการคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน ซึ่งเป็น 1 ใน 26 สนามสอบ 23 จังหวัดทั่วประเทศ โดยมีผู้สมัครสอบรวมกว่า 48,882 คน

ทั้งนี้ รมว.ศึกษาธิการ กล่าวย้ำว่า วิชาชีพครูคือต้นน้ำของการศึกษา ดังนั้นกระบวนการสอบและคัดกรองต้องมีความโปร่งใส ยุติธรรม และได้มาตรฐาน เพื่อให้ได้ครูที่มีคุณภาพไปพัฒนาอนาคตของประเทศ พร้อมประกาศชัดว่าจะไม่ประนีประนอมกับการทุจริตทุกรูปแบบ โดยการลงพื้นที่ครั้งนี้ไม่เพียงเป็นการติดตามความเรียบร้อยของสนามสอบ แต่ยังเป็นโอกาสรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกฝ่าย เพื่อนำไปพัฒนาระบบการทดสอบของกระทรวงศึกษาธิการให้มีประสิทธิภาพและยกระดับมาตรฐานในอนาคตด้วย

“การทดสอบครั้งนี้คุรุสภาจัดขึ้นพร้อมกันทั่วประเทศ จำนวน 26 สนามสอบ ใน 23 จังหวัด ครอบคลุม 5 ภูมิภาค ประกอบด้วย ภาคเหนือ 4 แห่ง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 8 แห่ง ภาคกลาง 8 แห่ง ภาคตะวันออก 1 แห่ง และภาคใต้ 5 แห่ง ดำเนินการสอบจำนวน 6 รอบ ด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ ที่เป็นการยกระดับมาตรฐานการจัดการทดสอบวิชาชีพครูให้มีความทันสมัย ลดข้อผิดพลาดในการดำเนินงาน เพิ่มความรวดเร็วในการประมวลผล และรองรับผู้เข้าสอบได้เป็นจำนวนมาก ซึ่งในครั้งนี้มีผู้เข้ารับการทดสอบทั้งสิ้น 48,882 คน แบ่งเป็น ผู้เข้าสอบทั้งชาวไทย 48,569 คน ชาวต่างประเทศ 61 คน ชาวต่างด้าว 207 คน และไม่ระบุสัญชาติ 45 คน จากการตรวจเยี่ยมสนามสอบพบว่า การดำเนินงานเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ผู้เข้าสอบให้ความร่วมมือและปฏิบัติตามระเบียบอย่างเคร่งครัด สะท้อนถึงมาตรฐานการจัดสอบของคุรุสภาที่มีความโปร่งใส มีมาตรฐาน ตรวจสอบได้ และเป็นธรรมกับผู้เข้าสอบทุกคน”นายประเสริฐ กล่าวและว่า ทั้งนี้ กระทรวงศึกษาธิการ ได้เปิดช่องทางร้องเรียนกรณีพบเบาะแสการทุจริตหรือความไม่โปร่งใสในการสอบทุกกรณี พร้อมยืนยันว่าจะเก็บข้อมูลเป็นความลับสูงสุด ผ่านสายด่วนการศึกษา 1579 โทรศัพท์ 02-628-6162 และระบบ E-Service (ร้องเรียนผ่านออนไลน์)https://anticorrupt.moe.go.th/public/makeComplaintของกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าการสอบเพื่อเป็นข้าราชการครูจะเป็นไปอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน

 “สอศ.”ลุย AI อาชีวะ! ดึงโมเดลจีนปั้น Smart Campus ร่วมพัฒนาหลักสูตรดิจิทัล-ทักษะอาชีพ ปั้นเด็กไทยสู่แรงงานดิจิทัลโลก

สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายด้านดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) สู่การปฏิบัติจริงในระบบอาชีวศึกษา ภายหลัง นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมคณะผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ เข้าร่วมประชุม World Digital Education Conference (WDEC) 2569 ณ นครหางโจว สาธารณรัฐประชาชนจีน

เมื่อวันที่ 16 พ.ค.2569 นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(กอศ.) เปิดเผยว่า ในการเยือนจีนเมื่อเร็ว ๆ นี้ ทำให้ สอศ. ได้เห็นต้นแบบการใช้ AI และระบบ Smart Campus ในการจัดการศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการใช้ Data Analytics การวิเคราะห์ข้อมูลผู้เรียนรายบุคคล และการนำเทคโนโลยีระดับอุตสาหกรรมเข้าสู่ห้องเรียน ซึ่งสามารถนำมาปรับใช้กับอาชีวศึกษาไทยได้ทันที โดย สอศ. เตรียมขับเคลื่อน 3 แนวทางหลัก ได้แก่ การพัฒนาหลักสูตรบูรณาการ “ภาษาจีน + ทักษะวิชาชีพ + ดิจิทัล AI” รองรับการลงทุนของผู้ประกอบการจีนในไทย การจัดตั้งแพลตฟอร์มฝึกอบรม Thai-Sino Banmo Institute (Haier Smart Home) และการขยายโครงการแลกเปลี่ยนกับสถาบันอาชีวศึกษาของจีนให้ครอบคลุมมากขึ้น

เลขาธิการ กอศ.กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ สอศ. ยังได้ต้อนรับคณะผู้บริหารจาก Laiwu Vocational and Technical College (Laiwu VTC) ประเทศจีน เพื่อหารือความร่วมมือเชิงลึก โดยมีวิทยาลัยเทคนิคชลบุรีเป็นสถาบันนำร่องความร่วมมือมาตั้งแต่ปี 2563 ส่งนักศึกษา ปวส. สาขาเมคคาทรอนิกส์ หุ่นยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ ไปฝึกประสบการณ์วิชาชีพในจีนแล้วกว่า 26 คน

“สอศ. จะเร่งผลักดันอาชีวศึกษาไทยให้ก้าวทันเทคโนโลยี AI และเศรษฐกิจดิจิทัล โดยใช้ความร่วมมือระหว่างประเทศเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนากำลังคนให้ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงานอนาคตอย่างแท้จริง”นายยศพล กล่าว

“สช.” แจงปมครูริบมือถือเด็กเรียกเงิน 1 หมื่นบาท พบไม่ใช่โรงเรียนเอกชนในสังกัด ย้ำหากเข้าข่าย “รร.เถื่อน” ดำเนินคดีตามกฎหมายทันที

เมื่อวันที่ 16 พ.ค.2569 นายมณฑล ภาคสุวรรณ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน(กช.) เปิดเผยกรณีกระแสข่าวในโลกออนไลน์ที่มีนักเรียนอายุ 17 ปี ถูกยึดโทรศัพท์มือถือและถูกเรียกเก็บเงินจำนวน 10,000 บาท เพื่อแลกกับการคืนโทรศัพท์ว่า สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน(สช.) ได้เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงตามข้อสั่งการของ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ที่แสดงความห่วงใยต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และจากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า สถานที่ที่เกิดเหตุไม่ได้รับอนุญาตจัดตั้งเป็นโรงเรียนเอกชนในสังกัด สช. และไม่พบข้อมูลการอนุญาตเป็นศูนย์การเรียนในฐานข้อมูลของ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.)ด้วย

เลขาธิการ กช. กล่าวต่อไปว่า อย่างไรก็ตาม หากภายหลังตรวจสอบพบว่ามีการจัดการเรียนการสอนในลักษณะโรงเรียนเอกชนโดยไม่ได้รับอนุญาต ก็จะต้องถูกดำเนินการตามกฎหมายทันที พร้อมย้ำว่าการจัดการศึกษาทุกรูปแบบต้องคำนึงถึงความปลอดภัย สิทธิ และศักดิ์ศรีของผู้เรียนเป็นสำคัญ ทั้งนี้ สช. ขอให้ผู้ปกครองตรวจสอบสถานะของสถานศึกษาก่อนส่งบุตรหลานเข้าเรียน และหากพบเบาะแสสถานศึกษาที่อาจไม่ได้รับอนุญาต สามารถแจ้งข้อมูลได้ที่สายด่วนกระทรวงศึกษาธิการ 1579 หรืออีเมล saraban@opec.go.th เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจสอบต่อไป

‘ยศชนัน’ดึงนักวิจัยช่วยแก้โจทย์ประเทศและขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยด้วยนวัตกรรม 

เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) นำคณะรัฐมนตรีและผู้แทนรัฐมนตรีจาก 6 กระทรวงและหน่วยงานประกอบด้วย นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายพงศ์พล ยอดเมืองเจริญ โฆษกกระทรวงพลังงาน นางสาวชนก จันทาทอง ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงจากกระทรวงการคลัง และ นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.)และ ดร.ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำรองนายกรัฐมนตรี เยี่ยมชมผลงานวิจัยและแพลตฟอร์มเทคโนโลยีของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ภายใต้การกำกับดูแลของ อว. โดยมี ศ.ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. พร้อมด้วยคณะผู้บริหารนักวิจัยและพนักงาน สวทช. เข้าร่วม ณ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี

ศ.ดร.ยศชนัน ได้แสดงวิสัยทัศน์ในหัวข้อ “ผนึกพลังวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ผ่านงานวิจัยบูรณาการ หนุนนำยุทธศาสตร์ชาติ สู่ความยั่งยืน” โดยระบุถึงทิศทางใหม่ในการขับเคลื่อนประเทศว่า เป้าหมายสำคัญคือการเปลี่ยนบทบาทของ สวทช. ให้กลายเป็น “เครื่องยนต์วิจัยของชาติ” (National Research Engine) เพื่อเป็นกลไกหลักในการแก้โจทย์จริงจากภาครัฐและภาคอุตสาหกรรม แทนการทำงานวิจัยเพียงเพื่อตีพิมพ์หรือเก็บไว้บนหิ้ง โดยมุ่งเน้นไปที่ 3 อุตสาหกรรมเป้าหมายที่จะเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ (New Economic Engine) ของไทย ประกอบด้วย 1.ด้านการแพทย์ – เน้นการจัดตั้ง Medical AI Center และการใช้กระบวนการวิศวกรรมย้อนรอย (Reverse Engineering) เพื่อยกระดับความสามารถในการผลิตเครื่องมือแพทย์มูลค่าสูงด้วยตัวเอง ลดการนำเข้าจากต่างประเทศ และสร้างความมั่นคงทางสาธารณสุข 2.ด้านการเกษตร – เร่งรัดงานวิจัยพันธุ์พืชทนแล้งและระบบโรงเรือนอัจฉริยะ (Smart Greenhouse) เพื่อรับมือกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศและยกระดับรายได้ของเกษตรกรไทยอย่างเป็นรูปธรรม และ 3.ด้านพลังงานสีเขียว – พัฒนาเทคโนโลยีแบตเตอรี่ที่มีประสิทธิภาพสูงแบบครบวงจร รวมถึงการพัฒนาระบบรีไซเคิลแผงโซลาร์เซลล์เพื่อรองรับขยะอิเล็กทรอนิกส์ในอนาคตและสร้างความยั่งยืนทางพลังงาน

รองนายกฯ และ รมว.อว. กล่าวต่อไปว่า สำหรับการขับเคลื่อนนโยบายสู่การปฏิบัตินั้น จะมีการปรับกระบวนการทำงานใหม่โดยการส่งนักวิจัยเข้าไปทำงานสนับสนุนแต่ละกระทรวงโดยตรง เพื่อให้เข้าใจโจทย์และปัญหาที่แท้จริง โดยจะเริ่มจากโครงการนำร่องขนาดเล็กในรูปแบบ Sandbox เพื่อทดสอบประสิทธิภาพของนวัตกรรมก่อนจะขยายผลในระดับประเทศด้วยงบประมาณแผ่นดิน ซึ่งกลไกนี้จะช่วยให้นวัตกรรมไทยสามารถสร้างเศรษฐกิจใหม่ ลดภาระงบประมาณภาครัฐ และที่สำคัญที่สุดคือการลดความเหลื่อมล้ำในสังคมผ่านการเข้าถึงเทคโนโลยีอย่างเท่าเทียม

ศ.ดร.ยศชนัน ยังได้เน้นย้ำถึงความสำเร็จของการนำงานวิจัยไทยไปใช้ประโยชน์เพื่อสาธารณะ โดยยกตัวอย่างแพลตฟอร์ม “ทราฟฟี่ ฟองดูว์” (Traffy Fondue) ซึ่งเป็นผลงานการวิจัยและพัฒนาโดยทีมนักวิจัยจากศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สวทช. โดยระบุว่า แพลตฟอร์มนี้คือตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของการต่อยอดงานวิจัยจนประสบความสำเร็จในระดับชาติ จากจุดเริ่มต้นที่ถูกนำไปใช้บริหารจัดการเมืองในกรุงเทพมหานคร (กทม.) จนเกิดประสิทธิภาพในการรับเรื่องและแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนได้อย่างรวดเร็วและโปร่งใส  ปัจจุบันภายใต้โมเดลรัฐบาลบูรณาการ แพลตฟอร์ม “ทราฟฟี่ ฟองดูว์” ได้ขยายผลความสำเร็จไปสู่หน่วยงานภาครัฐในวงกว้าง โดยล่าสุดกระทรวงศึกษาธิการได้เริ่มดำเนินการนำระบบนี้ไปใช้เป็นช่องทางหลักในการแจ้งเหตุและบริหารจัดการปัญหาต่าง ๆ ภายในโรงเรียนทั่วประเทศ เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและลดปัญหาการกลั่นแกล้ง (Bully) ในสถานศึกษา ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าเมื่อวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้รับความร่วมมือจากกลไกบริหารราชการแผ่นดินแบบ Synergistic Government ผลงานวิจัยของคนไทยจะสามารถสร้างแรงกระเพื่อมเชิงบวกให้กับสังคมได้อย่างมหาศาลและแก้ปัญหาได้อย่างตรงจุด

“นวัตกรรมไทยต้องไม่ใช่งานวิจัยที่รอการค้นพบ แต่ต้องเป็น ‘คำตอบ’ ที่ใช้แก้โจทย์ชีวิตและขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เดินหน้าไปได้อย่างยั่งยืน ความร่วมมือครั้งนี้นับเป็นการบูรณาการงานวิจัยให้เป็นฟันเฟืองสำคัญ ในการขับเคลื่อนภารกิจของแต่ละกระทรวงให้เกิดผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรมต่อไป” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว

มหิดลวิทยานุสรณ์ – มูลนิธิ สอวน.เปิดเวทีประลองปัญญาทางคณิตศาสตร์ระดับประเทศ “การแข่งขันคณิตศาสตร์โอลิมปิกระดับชาติ ครั้งที่ 23” คัดเลือกผู้แทนประเทศไทยสู่การแข่งขันระดับนานาชาติ

เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 ณ โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ จังหวัดนครปฐม ศ.กิตติคุณ นพ.จรัส สุวรรณเวลา รองประธานกรรมการบริหารมูลนิธิส่งเสริมโอลิมปิกวิชาการและพัฒนามาตรฐานวิทยาศาสตร์ศึกษาในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ (สอวน.)เป็นประธานในพิธีเปิดการแข่งขันคณิตศาสตร์โอลิมปิกระดับชาติ ครั้งที่ 23โดยมี รศ.ดร.พินิติ รตะนานุกูล เลขาธิการมูลนิธิ สอวน. ศ. ดร.อุษณีย์ ลีรวัฒน์ ประธานกรรมการวิชาการมูลนิธิ สอวน. วิชาคณิตศาสตร์ ศ.ดร.วิชาญ ลิ่วกีรติยุตกุล ประธานสาขาคณิตศาสตร์ สมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร ที่ปรึกษาคณะกรรมการโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ คณะกรรมการบริหารมูลนิธิ สอวน. พร้อมด้วย กรรมการกลางการแข่งขัน นักเรียนและอาจารย์ผู้ควบคุมทีม และแขกผู้มีเกียรติ ร่วมพิธีเปิดการแข่งขัน

ดร.กฤษณพงศ์ กล่าวต้อนรับแขกผู้มีเกียรติในนามประธานกรรมการโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ พร้อมเผยว่า “โรงเรียนมีความยินดีและภาคภูมิใจเป็น อย่างยิ่งที่ได้รับความไว้วางใจให้จัดการแข่งขันคณิตศาสตร์โอลิมปิกระดับชาติอีกครั้ง หลังจากที่เคย ได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2552 ในการแข่งขันคณิตศาสตร์โอลิมปิกระดับชาติ ครั้งที่ 6 การแข่งขันครั้งนี้ จึงอาจเปรียบเสมือนอีกหนึ่งเวทีแห่งโอกาส ที่ไม่เป็นเพียงแค่การแสดงศักยภาพทางวิชาการ แต่ยังเป็นการเชื่อมโยงและสานสัมพันธ์กลุ่มนักเรียน เยาวชนที่มีความรัก ความสนใจในเรื่องเดียวกัน จากหลากหลายพื้นที่ทั่วประเทศ มาพบปะแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ ทั้งด้านวิชาการและวัฒนธรรมระหว่างกัน”

รศ.ดร.พาสิทธิ์ หล่อธีรพงศ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ ในฐานะเจ้าภาพจัดการแข่งขัน กล่าวว่า การได้รับความไว้วางใจให้เป็นเจ้าภาพสาขาคณิตศาสตร์ในรอบ 17 ปี ถือเป็นความภาคภูมิใจ ของศูนย์ สอวน. โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปีนี้ ซึ่งเป็นปีที่โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ ครบรอบ 36 ปี แห่งการก่อตั้ง โรงเรียนจึงตั้งใจทำให้เวที TMO ครั้งนี้ เป็นการแข่งขันทางวิชาการ การเสริมสร้างมิตรภาพ และเครือข่ายของผู้มีความสามารถพิเศษทางคณิตศาสตร์ทั่วประเทศ การแข่งขันครั้งนี้ มีผู้แทนนักเรียนจาก 16 ศูนย์ สอวน. ทั่วประเทศ และ นักเรียนจากค่ายของสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมทั้งสิ้น 104 คน พร้อมด้วย อาจารย์ผู้ควบคุมทีม อีก 48 คน ที่จะมาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ร่วมกันตลอด 5 วันเต็ม

ศ.กิตติคุณ นพ.จรัส กล่าวในช่วงท้ายว่า ขณะนี้นักวิชาการทางด้านคณิตศาสตร์ในประเทศไทย ยังมีความขาดแคลนอยู่ไม่น้อย ฝากไว้เป็นหน้าที่ของนักเรียนที่เข้ามาได้รับการอบรม สำหรับการจัดการแข่งขันคณิตศาสตร์โอลิมปิกแห่งชาติ ครั้งที่ 23 นี้ นอกจากเป็นความร่วมมือระหว่างคณาจารย์ที่สอนคณิตศาสตร์แล้ว ยังเป็นความร่วมมือระหว่างองค์กรต่าง ๆ ที่มีศักยภาพ ที่มาช่วยพัฒนายกระดับมาตรฐานการศึกษาในสาขาวิชานี้ นับว่าเป็นกิจกรรมที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการพัฒนาการเรียนการสอนสาขาคณิตศาสตร์ของประเทศ แล้วยังเป็นการเตรียมความพร้อมให้นักเรียนไปแข่งขันด้านวิชาการในระดับนานาชาติต่อไป

 

“ประเสริฐ” เปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กร ศธ.ทำงานเป็นทีม เข็นร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ ขีดเส้น 2 ปี เห็นรูปร่าง ขณะที่ ส.บ.พ.หนุนยกระดับมาตรฐานวิชาชีพ

เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวถึงการจัดทำร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ว่า วันแรกที่ตนมาตำแหน่งได้ประกาศว่า จะสร้างสถาปัตยกรรมใหม่ เป็นภารกิจที่สำคัญของกระทรวงศึกษาธิการ ในภารกิจที่ 5  ซึ่งหมายถึงการทำ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ ซึ่งหลังจากที่รัฐบาลได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.)และ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) เห็นพ้องกันว่า พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติต้องได้รับการยกเครื่องใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทของโลกที่เปลี่ยนไป ภูมิรัฐศาสตร์โลกก็เปลี่ยนแปลงไป กฎหมายฉบับนี้ก็ต้องมีการปรับปรุงให้มีความเหมาะสมและทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลก ซึ่งตนคิดว่าถ้ากฎหมายฉบับนี้ออกมาแล้วจะเป็นโครงสร้างทางด้านการศึกษาใหม่ ทำให้เราสามารถตั้งตรงได้ ดังนั้นตอนนี้เราต้องเร่งทำแล้ว

“ผมพูดเสมอว่าในปี 2029 องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD ได้กำหนดให้นำความรู้ด้าน ai เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการประเมิน เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้จะต้องมีการสร้างสถาปัตยกรรมใหม่ของวงการศึกษาไทย โดยต้องได้รับความร่วมมือจากชาวกระทรวงศึกษาธิการ ผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษา ทุกคน ที่เห็นความสำคัญและเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาและลงมือทำ โดยต้องแยกการศึกษา กับการเมืองออกจากกัน ผมถือว่าการศึกษาเป็นเรื่องของทุกคนไม่มีพรรคการเมือง ซึ่งผมได้เชิญทุกพรรคการเมืองมาช่วยกันดู ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ เพราะไม่ใช่เรื่องของพรรคใดพรรคหนึ่ง ไม่ใช่หน้าที่ของกระทรวงศึกษาธิการเพียงอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับทุกกระทรวง และที่สำคัญกระทรวงศึกษาธิการทำคนเดียวไม่ได้ การศึกษาต้องอาศัยความร่วมมือจากทุก ๆ คน เพราะผลสัมฤทธิ์นั้นไม่ได้เกิดขึ้นแค่ชั่วข้ามคืน บางเรื่องใช้เวลาสามเดือนบางเรื่องใช้เวลาหกเดือน พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ฉบับใหม่นี้ ผมตั้งใจจะไม่ให้เกินสองปี ต้องมีร่างใหม่เกิดขึ้นให้ได้ ถือเป็นความมุ่งมั่นตั้งใจที่ทีมการศึกษาของ ศธ.ตั้งใจที่จะทำให้ได้ โดยเปลี่ยนแนวคิดจากสี่องค์กรหลักของกระทรวงเป็นทีม หมายถึงการทำงานร่วมกันอย่างเป็นเอกภาพนั่นเอง” นายประเสริฐกล่าว

วันเดียวกัน นายเลอศักดิ์ รัชณาการ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 1 ฐานะนายกสมาคมผู้บริหารการศึกษาขั้นพื้นฐาน(แห่งประเทศไทย) หรือ ส.บ.พ. พร้อมด้วยผู้แทนสมาคมฯได้เข้ายื่นข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อการจัดทำร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ…. และการยกระดับมาตรฐานวิชาชีพทางการศึกษา ต่อ รมว.ศึกษาธิการ โดย นายเลอศักดิ์ กล่าวว่า ทางสมาคมฯ เห็นถึงความสำคัญของการขับเคลื่อนนโยบายการศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดทำร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ… รวมถึงการยกระดับมาตรฐานวิชาชีพทางการศึกษา เพื่อให้การบริหารจัดการระบบการศึกษามีความก้าวหน้า สอดคล้องกับบริบทการปฏิบัติงานจริง และสามารถแก้ไขปัญหาเชิงระบบได้อย่างมีประสิทธิภาพ สมาคมฯจึงได้รวบรวมศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลจากผู้ปฏิบัติงานในระดับเขตพื้นที่การศึกษาและสถานศึกษาทั่วประเทศ มาจัดทำเป็นข้อเสนอเชิงนโยบาย เพื่อเป็นข้อมูลสำคัญในการกำหนดทิศทางการปฏิรูปการศึกษาและการบริหารงานบุคคลของกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้แก่ระบบการจัดการศึกษาและยกระดับคุณภาพชีวิตของครูและบุคลากรทางการศึกษาอย่างยั่งยืน โดยสมาคมฯพร้อมที่จะสนับสนุนและให้ข้อมูลเชิงลึกเพิ่มเติมเพื่อขับเคลื่อนข้อเสนอให้เกิดผลเป็นรูปธรรมตามนโยบายของ รมว.ศึกษาธิการต่อไป

“ประเสริฐ”ผนึก 18 หน่วยงาน ปั้น “โรงเรียนปลอดภัย”รับมือ ยาเสพติด-บุหรี่ไฟฟ้า-ภัยไซเบอร์

เมื่อวันที่ 15 พ.ค.2569 ที่ หอประชุมคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ ได้มีพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ(MOU) “โรงเรียนปลอดภัย อุ่นใจในพื้นที่สร้างสรรค์” ร่วมกับ18 หน่วยงานภาครัฐและภาคีเครือข่าย ประกอบด้วย กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.)  กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(พม.) กระทรวงมหาดไทย(มท.) กระทรวงยุติธรรม(ยธ.)กระทรวงแรงงาน(รง.) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ดีอี) กระทรวงกลาโหม(กห.) กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (กก.) กระทรวงวัฒนธรรม(วธ.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์(กษ.) กระทรวงคมนาคม(คค.) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.)  สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(ส.ส.ส.) โดยมี นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธาน เพื่อบูรณาการความร่วมมือในการสร้าง “ระบบนิเวศทางการศึกษา”ที่ปลอดภัยในสถานศึกษารอบด้าน โดยมีผู้บริหารระดับสูง ข้าราชการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม

นายประเสริฐ กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.)ได้ขับเคลื่อนนโยบาย “โรงเรียนปลอดภัย อุ่นใจในพื้นที่สร้างสรรค์” โดยสาระสำคัญของการ MOU ครั้งนี้ คือ มุ่งเน้นการสร้างระบบความปลอดภัยในสถานศึกษาแบบ บูรณาการทั้งระบบ ครอบคลุมทั้งการป้องกัน ดูแล ช่วยเหลือ และคุ้มครองผู้เรียน ครูและบุคลากรทางการศึกษา จากภัยในทุกรูปแบบไม่ว่าจะเป็นความรุนแรง อุบัติเหตุ การละเมิดสิทธิ ปัญหาสุขภาพกายและจิตใจ ปัญหายาเสพติด บุหรี่ไฟฟ้า ตลอดจนภัยออนไลน์ และอาชญากรรมจากไซเบอร์ที่กำลังส่งผลกระทบต่อเด็กและเยาวชนไทยอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งมีการแนะนำระบบ “EduSafe School” ซึ่งเป็นระบบดูแลความปลอดภัยที่ใช้งานง่ายผ่านช็อตคัตบนโทรศัพท์มือถือ เพียงกดใช้งาน ระบบจะเชื่อมต่อกับ Google Earth พร้อมให้ผู้ใช้บันทึกเสียงแจ้งเหตุหรือขอความช่วยเหลือ ก่อนส่งข้อมูลเข้าสู่ศูนย์ช่วยเหลืออัตโนมัติตลอด 24 ชั่วโมง รองรับโรงเรียนสังกัด สพฐ. 29,005 แห่ง และนักเรียนกว่า 6 ล้านคน ทั้งนี้ เหตุอันตรายสามารถเกิดขึ้นได้ทุกที่ ไม่เฉพาะในโรงเรียน จึงถือเป็นการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยให้เด็กและเยาวชนไทยอย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ ยังมี “ศูนย์พิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ กระทรวงศึกษาธิการ” ที่ทำงานร่วมกับนักจิตวิทยาและนักกฎหมาย เพื่อดูแลเด็กที่ได้รับผลกระทบด้านร่างกายและจิตใจในลักษณะ One Stop Service แบบครบวงจรอีกด้วย

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนา “พื้นที่สร้างสรรค์” ภายในสถานศึกษา ผ่านกิจกรรมด้านศิลปะ ดนตรี กีฬา นันทนาการ และการพัฒนาทักษะชีวิต เพื่อเปิดพื้นที่ให้เด็กและเยาวชน ได้ใช้เวลาว่างอย่างสร้างสรรค์ พัฒนาศักยภาพของตนเอง และแสดงออกอย่างเหมาะสม ภายใต้สภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและส่งเสริมสุขภาวะที่ดีทั้งร่างกายและจิตใจ โดยภายใต้กรอบความร่วมมือแต่ละหน่วยงานจะเข้ามามีบทบาทเฉพาะด้านตามความเชี่ยวชาญ เช่น สธ. จะสนับสนุนการคัดกรองสุขภาพกายและสุขภาพจิตของผู้เรียน รวมถึงการอบรมการปฐมพยาบาลและสุขภาพจิตเบื้องต้นแก่บุคลากรทางการศึกษา ดีอีจะร่วมผลักดันการรู้เท่าทันดิจิทัลและความปลอดภัยไซเบอร์ เพื่อรับมือปัญหาการกลั่นแกล้งออนไลน์ และภัยทางอินเทอร์เน็ตในกลุ่มเยาวชน สตช. ดูแลความปลอดภัยและป้องกันอาชญากรรม ยาเสพติด และความรุนแรงในสถานศึกษา พร้อมสนับสนุนโครงการ D.A.R.E. เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้เด็กและเยาวชน  สำนักงาน ป.ป.ส.จะสนับสนุนมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด รวมถึงระบบเฝ้าระวัง คัดกรอง และส่งต่อผู้เรียนกลุ่มเสี่ยงเข้าสู่กระบวนการดูแลอย่างเหมาะสม ส่วน คค.จะเข้ามาสนับสนุนมาตรฐานความปลอดภัยด้านการเดินทางของนักเรียน ทั้งรถรับส่งนักเรียนและการเดินทางไปทัศนศึกษา รวมถึงการรณรงค์เรื่องวินัยจราจรและการสวมหมวกนิรภัย ขณะที่ กก.จะสนับสนุนกิจกรรมกีฬาและนันทนาการเพื่อเสริมสร้างสุขภาพ วินัย และทักษะการใช้ชีวิตของผู้เรียน  วธ.จะร่วมส่งเสริมการใช้ศิลปวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น ในการสร้างพื้นที่สร้างสรรค์ในโรงเรียน ส่วน กสศ. จะสนับสนุนผู้เรียนด้อยโอกาสและกลุ่มเปราะบาง เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และป้องกันไม่ให้เด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา เป็นต้น

“การสร้าง “โรงเรียนปลอดภัย” ไม่ใช่หน้าที่ของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่เป็นภารกิจร่วมของทุกภาคส่วนในสังคม ที่ต้องร่วมกันสร้างสภาพแวดล้อมแห่งการเรียนรู้ที่ปลอดภัย อบอุ่น และสร้างสรรค์ เพื่อให้เด็กไทยเติบโตอย่างมีคุณภาพ มีทักษะชีวิต มีภูมิคุ้มกันต่อความเสี่ยงรอบด้าน สามารถพัฒนาศักยภาพของตนเองได้อย่างเต็มที่ในโลกยุคใหม่ และก้าวเดินอย่างมั่นคงสู่อนาคตที่ดีต่อไป”นายประเสริฐกล่าว