บอร์ด กพฐ.พิจารณาแนวทางการขยาย-ยุบชั้นเรียน รวม-เลิกสถานศึกษา เพื่อประสิทธิภาพในการบริหารจัดการสถานศึกษาที่เหมาะสม

เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 ดร.พิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.) พร้อมด้วย ดร.วิษณุ ทรัพย์สมบัติ รองเลขาธิการ กพฐ.เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ครั้งที่ 1/2569 เพื่อพิจารณาข้อราชการและติดตามความก้าวหน้าการขับเคลื่อนภารกิจด้านการศึกษาของ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) โดยมี ศ.ดร.บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ ประธาน กพฐ.เป็นประธานการประชุม ณ ห้องประชุม สพฐ. 1 อาคาร สพฐ. 4 ชั้น 2 กระทรวงศึกษาธิการ และผ่านระบบการประชุมทางไกล

ศ.ดร.บัณฑิต กล่าวว่า การยกระดับคุณภาพการศึกษาเปรียบเสมือนการ “เขยื้อนภูเขา” ซึ่งต้องอาศัยพลังแห่งความมุ่งมั่น องค์ความรู้ที่หยั่งลึกถึงรากของปัญหา และแรงหนุนจากทุกภาคส่วนของสังคมอย่างต่อเนื่อง แม้ปัจจุบันทั้งสามปัจจัยยังไม่บรรจบอย่างสมบูรณ์ แต่ภารกิจของ สพฐ. ในฐานะเสาหลักของการพัฒนาเยาวชนไทย จำเป็นต้องก้าวเดินต่อไปอย่างหนักแน่น ท่ามกลางความท้าทายจากคุณภาพการศึกษาที่ถดถอยเมื่อเทียบกับนานาประเทศในภูมิภาค

ด้าน ดร.พิเชฐ กล่าวว่า สพฐ. พร้อมขับเคลื่อนการยกระดับการศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม โดยการประชุมผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศในเดือนมีนาคมนี้ จะกำหนดประเด็นการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็กเป็นวาระสำคัญ พร้อมยึดหลักการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน ทั้งส่วนกลาง เขตพื้นที่ ท้องถิ่น ชุมชน และภาคประชาสังคม ภายใต้ 3 พลังขับเคลื่อน คือ ความมุ่งมั่น ความรู้ และการสนับสนุนร่วมกัน แม้บริบทของแต่ละพื้นที่จะแตกต่าง แต่สามารถเริ่มต้นจากสิ่งที่เป็นไปได้ และขยายผลอย่างต่อเนื่อง ทั้งยังเพิ่มความถี่ของการประชุมเป็นปีละ 4 ครั้ง เพื่อเร่งผลักดันนโยบายสู่การปฏิบัติให้เกิดผลอย่างชัดเจน

เลขาธิการ กพฐ. กล่าวต่อไปว่า ที่ประชุมได้รับทราบความก้าวหน้าการติดตามการใช้หลักสูตรการศึกษาปฐมวัยและหลักสูตรประถมศึกษาตอนต้น พุทธศักราช 2568 ตลอดจนแผนการขับเคลื่อนหลักสูตรประถมศึกษาตอนปลายในปีการศึกษา 2569 ซึ่งที่ผ่านมาได้ดำเนินการจัดคลินิกวิชาการ ลงพื้นที่ติดตามใน 5 ภูมิภาค และเตรียมจัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อถอดบทเรียนแนวปฏิบัติที่ดี พร้อมทั้งเก็บรวบรวมข้อมูลผลการใช้หลักสูตรเพื่อการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

หลักสูตรระดับประถมศึกษาตอนปลาย พ.ศ. 2568 มุ่งต่อยอดจากรากฐานในช่วงชั้นต้น สู่การประยุกต์ใช้ความรู้ในชีวิตจริง พัฒนาทักษะการอ่าน การเขียน และการคิดคำนวณ เพื่อการเรียนรู้และการจัดการข้อมูลในชีวิตประจำวัน ควบคู่กับการสร้างพลเมืองที่รู้เท่าทันในทุกมิติ โดยมุ่งเสริมสมรรถนะสำคัญ 7 ด้านอย่างรอบด้าน พร้อมปลูกฝังคุณลักษณะอันพึงประสงค์ทั้งด้านคุณธรรม วินัย ความพอเพียง และจิตสาธารณะ ทั้งนี้ จะเริ่มนำร่องใช้ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2569 ในโรงเรียนที่มีความพร้อมและสมัครใจ

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังรับทราบการขยายระยะเวลาการใช้บังคับพระราชบัญญัติพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา พ.ศ. 2562 ซึ่งจะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป หลังจากตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาได้ก่อให้เกิดนวัตกรรมทางการศึกษากว่า 6,375 รูปแบบ ในสถานศึกษานำร่อง 20 พื้นที่ รวม 1,755 แห่ง และได้รับความเห็นชอบให้ขยายระยะเวลาออกไปอีก 7 ปี เพื่อสร้างผลลัพธ์เชิงระบบอย่างครบวงจร พร้อมกันนี้ ที่ประชุมได้พิจารณาแนวทางการขยายและยุบชั้นเรียน การรวมและเลิกสถานศึกษา เพื่อให้การบริหารจัดการสถานศึกษามีความเหมาะสม คล่องตัว และสอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ อันจะนำไปสู่ประสิทธิภาพในการจัดการศึกษาที่สูงขึ้นในระยะยาว

สพฐ.เร่งตรวจหนังสือเรียนปี 69 พร้อมปรับโฉมงานแนะแนวหวังให้เด็กค้นพบตัวเองเพื่อวางแผนเส้นทางชีวิตได้เร็ว


เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 ดร.พิเชฐร์ วันทอง รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.) เป็นประธานการประชุมผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ครั้งที่ 7/2569 เพื่อติดตามความก้าวหน้าและขับเคลื่อนนโยบายสำคัญด้านการพัฒนาคุณภาพการศึกษา โดยมี ดร.วิษณุ ทรัพย์สมบัติ และนางภัทรวรรณ ภัทรบวรวุฒิ รองเลขาธิการ กพฐ. เข้าร่วมประชุม พร้อมด้วยผู้อำนวยการสำนักต่าง ๆ และบุคลากรของ สพฐ. ณ ห้องประชุม สพฐ. 1 อาคาร สพฐ. 4 ชั้น 2 กระทรวงศึกษาธิการ และผ่านระบบออนไลน์

ดร.พิเชฐร์ กล่าวว่า ที่ประชุมได้รับทราบผลความคืบหน้าเรื่องการตรวจอนุญาตตำราปีการศึกษา 2569 โดย สพฐ. เร่งรัดให้สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา (สวก.) ตรวจและออกใบอนุญาตหนังสือเรียนเพื่อนำขึ้นฐานข้อมูลให้สถานศึกษาเลือกใช้ ปัจจุบัน (ข้อมูล ณ วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569) มีหนังสือเผยแพร่ในฐานข้อมูลบัญชีสื่อฯ ปี 2569 รวม 1,630 รายการ แบ่งเป็นหนังสือเรียนและแบบฝึกหัดรายวิชาพื้นฐาน ฉบับใบอนุญาต ศธ. จำนวน 1,176 รายการ และหนังสือเรียนและแบบฝึกหัดรายวิชาพื้นฐาน ฉบับใบประกันคุณภาพโดยผู้ผลิต จำนวน 454 รายการ ซึ่งเพียงพอต่อการจัดซื้อด้วยงบเรียนฟรีได้อย่างหลากหลาย ส่วนข้อกังวลเรื่องความล่าช้านั้น ขณะนี้ สวก. อยู่ระหว่างเร่งประเมินหนังสือ 364 รายการ โดยออกใบอนุญาตแล้ว 185 รายการ กำลังตรวจ 123 รายการ แก้ไข 54 รายการ และเสนอออกใบอนุญาต 2 รายการ พร้อมกำหนดเผยแพร่ข้อมูลรอบใหม่วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 เพิ่มอีก 71 รายการ สอดคล้องกับปฏิทินที่สถานศึกษาจะเริ่มจัดซื้อได้ตั้งแต่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 และ สพฐ. ยังได้ขยายเวลาใบอนุญาตหนังสือที่ครบ 5 ปีออกไปอีก 1 ปี ตามหนังสือเวียนที่แจ้งสถานศึกษา เพื่อให้สามารถจัดซื้อหนังสือบางระดับชั้นที่อยู่ระหว่างการตรวจได้ต่อเนื่อง ลดผลกระทบต่อการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียน

รองเลขาธิการ กพฐ.กล่าวต่อไปว่า สพฐ. ได้ขับเคลื่อน “มิติใหม่งานแนะแนว” มุ่งให้นักเรียนค้นพบศักยภาพและวางแผนเส้นทางชีวิต ผ่านการแนะแนวรอบด้านและระบบ Coaching ดูแลนักเรียนอย่างใกล้ชิด พร้อมเสริมความเข้มแข็งงานแนะแนวใน 245 เขตพื้นที่ และพัฒนาครูแนะแนวอย่างเป็นระบบ โดยมีการจัดกิจกรรมสำคัญ อาทิ มหกรรมแนะแนวออนไลน์, โครงการแนะแนว DEK 69, ค่ายเยาวชน Youth HERO และ Counseling Club พื้นที่ดูแลใจครูและนักเรียน ร่วมกับ กรมสุขภาพจิต รวมถึงการสำรวจและยืนยันรายชื่อเครือข่ายศูนย์แนะแนว 261 ศูนย์ทั่วประเทศ และ Upskills พัฒนาครูผ่านระบบ E-Learning อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ สพฐ.มีการทำความร่วมมือด้านการเรียนรู้ภาษาญี่ปุ่นกับ มูลนิธิฮาคูโฮโด ภายใต้บันทึกความเข้าใจระยะ 5 ปี เพื่อยกระดับศักยภาพครู พัฒนาสื่อและนวัตกรรมการเรียนรู้ และเสริมสมรรถนะผู้เรียนสู่ความเป็นสากล โดยความร่วมมือดังกล่าวครอบคลุมการพัฒนาสื่อ Edutainment ภาษาญี่ปุ่น เช่น สื่อดิจิทัลตำราภาษาญี่ปุ่น คลิปวัฒนธรรมญี่ปุ่น และเทคนิคการสอนภาษาญี่ปุ่น พร้อมติดตามและให้คำแนะนำเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ภาษาญี่ปุ่นให้เข้มแข็ง และมีคุณภาพอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ สพฐ. ในการยกระดับคุณภาพการศึกษา ผ่านความร่วมมือระดับนานาชาติ เพื่อประโยชน์สูงสุดต่อผู้เรียนทุกคน

สพฐ.เร่งปรับโครงสร้างหนี้สิน พร้อมปรับวินัยทางการเงินครู

เมื่อวันที่ 16 ก.พ.2569 นางภัทรวรรณ ภัทรบวรวุฒิ รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.)  เปิดเผยว่า ในช่วงระยะเวลา 3 เดือนที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.)ได้เร่งขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูอย่างเข้มข้น ทั้งในเชิงนโยบายและเชิงพื้นที่ โดยมีการประชุมติดตามผลการดำเนินงานควบคู่กับการลงพื้นที่จริง ได้แก่ สกลนคร มุกดาหาร นครพนม อุดรธานี ชัยภูมิ กาฬสินธุ์ ยโสธร ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีครูและบุคลากรทางการศึกษาประสบปัญหาหนี้สินจำนวนมาก ซึ่งจากการดำเนินงานดังกล่าว สามารถให้ความช่วยเหลือครูและบุคลากรทางการศึกษาได้แล้วจำนวน 196 ราย คิดเป็นมูลหนี้รวมประมาณ 235 ล้านบาท โดยการช่วยเหลือเป็นไปในหลายรูปแบบ เช่น การปรับโครงสร้างหนี้ การรวมหนี้ และการลดภาระดอกเบี้ย ส่งผลให้ครูจำนวนหนึ่งสามารถลดภาระหนี้ได้บางส่วน และที่สำคัญคือมีเงินเดือนสุทธิคงเหลือเพื่อใช้ในการดำเนินชีวิต มากกว่าร้อยละ 30 หรือประมาณ 6,000 บาทต่อเดือน

“จากการลงพื้นที่ ทำให้ได้รับทราบปัญหาความเดือดร้อนของครูและบุคลากรทางการ โดยเฉพาะกลุ่มครูเกษียณอายุราชการที่มีเงินเหลือไม่พอใช้ในการดำรงชีวิตประจำวัน  บางรายถึงขั้นเลือกจบชีวิตตัวเอง ดังนั้น สพฐ. จะเร่งผลักดัน ระเบียบศธ.ว่าด้วยการหักเงินเดือน เงินบำเหน็จบำนาญข้าราชการเพื่อชำระหนี้เงินกู้ให้แก่สวัสดิการภายในส่วนราชการและสหกรณ์ พ.ศ. 2551 ซึ่งอยู่ระหว่างกระบวนการประกาศในราชกิจจานุเบกษา เพื่อให้ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามีกรอบทางกฎหมายที่ชัดเจน “รองเลขาธิการกพฐ. กล่าวและว่า อย่างไรก็ตามปัญหาหลักที่พบในการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูในปัจจุบัน เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่าย โดยเฉพาะความร่วมมือจาก สหกรณ์ออมทรัพย์ครู ซึ่งเป็นเจ้าหนี้รายสำคัญ สพฐ. เห็นว่าการคิดอัตราดอกเบี้ยควรอยู่ในระดับที่เหมาะสมและเป็นธรรม โดยไม่ควรสูงเกิน ร้อยละ 4.75 เพื่อไม่ให้ภาระดอกเบี้ยกลายเป็นวงจรหนี้ซ้ำซ้อน ขณะเดียวกัน ต้องยอมรับว่าครูบางส่วนยังขาดวินัยทางการเงิน และยังไม่สามารถวางแผนการบริหารรายได้และหนี้สินได้อย่างเป็นระบบ ซึ่ง สพฐ. กำลังเร่งเสริมสร้างความรู้ด้านการเงินควบคู่ไปกับการแก้หนี้

รองเลขาธิการกพฐ. กล่าวต่ออีกว่า สพฐ. กำหนดเป้าหมายการลดจำนวนครูที่มีภาระหนี้วิกฤตไว้เป็น 2 ระยะ คือ ภายใน 1 ปี จะมุ่งแก้ หนี้ในระบบที่เห็นชัดเป็นอันดับแรก ลดจำนวนครูที่ถูกหักเงินเดือนจนเหลือเงินต่ำกว่าร้อยละ 30 อย่างมีนัยสำคัญ ผ่านการรวบรวมข้อมูลหนี้ครบทุกเขตพื้นที่ การคัดกรองกลุ่มหนี้วิกฤต และการปรับโครงสร้างหนี้รายบุคคล เพื่อให้ครูมีเงินเหลือสำหรับการดำรงชีพอย่างเหมาะสม ภายใน 3 ปี ตั้งเป้าให้ครูที่เคยอยู่ในกลุ่มหนี้วิกฤต หลุดออกจากภาวะเสี่ยง อย่างเป็นรูปธรรม กล่าวคือ จำนวนครูที่ถูกฟ้องคดีบังคับคดีหรือเสี่ยงถูกฟ้องลดลงอย่างต่อเนื่อง

อธิบดี สกร. ติดตามสอบ N-NET ทั่วประเทศ หลายจังหวัดเข้าสอบครบ 100% หนุนการศึกษาในเรือนจำสู่คุณภาพจริง พร้อมต่อยอดสู่อาชีพหลังพ้นโทษ

เมื่อวันที่ 16 ก.พ.2569 ดร. เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.)เปิดเผยว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ ตนได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจการจัดการทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติด้านการศึกษานอกระบบโรงเรียน (N-NET) ครั้งที่ 2 ปีการศึกษา 2568 ณ สนามสอบเรือนจำกลางบางขวาง จังหวัดนนทบุรี เพื่อติดตามความพร้อมในการจัดสอบให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย โปร่งใส และได้มาตรฐาน ตลอดจนสร้างขวัญกำลังใจแก่ผู้เรียนและเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน ในการนี้ อธิบดี สกร. ได้มอบหมายให้ นายสมยิ้ม คงอนันต์ นักวิชาการพัสดุชำนาญการ ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการกลุ่มตรวจสอบภายใน พร้อมคณะ ร่วมตรวจเยี่ยมและติดตามการดำเนินงาน โดยมี นายปราโมทย์ ทองศรี ผู้บัญชาการเรือนจำกลางบางขวาง พร้อมด้วย นายภัทร ภัทรกุลบดินทร์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดนนทบุรี และ นางอินทิรา มนัส ครูชำนาญการ รักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอเมืองนนทบุรี รวมถึงผู้บริหารและบุคลากรในสังกัดสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดนนทบุรี เข้าร่วมกิจกรรมและให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น

สำหรับการจัดสอบในครั้งนี้ สนามสอบเรือนจำกลางบางขวางมีคณะกรรมการสนามสอบที่รับผิดชอบหลัก ได้แก่ นายศราวุธ รักษ์ยศ ผู้อำนวยการส่วนพัฒนาผู้ต้องขัง ส่วนที่ 2 เรือนจำกลางบางขวาง และ นายปิติ พันธุ์ศักดิ์ นักวิชาการอบรมและฝึกวิชาชีพชำนาญการ พร้อมเจ้าหน้าที่จากเรือนจำกลางบางขวางทำหน้าที่กรรมการคุมสอบ รวมจำนวน 4 ห้องสอบ โดยสนามสอบดังกล่าวจัดสอบในรูปแบบกระดาษ (Paper Pencil) โดยในวันนี้จัดสอบให้แก่นักศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ทั้งนี้ N-NET เป็นการทดสอบเพื่อวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนตามหลักสูตรการศึกษานอกระบบ และเป็นเงื่อนไขสำคัญในการสำเร็จการศึกษา โดยการสอบครอบคลุม 5 กลุ่มสาระการเรียนรู้ ได้แก่ สาระทักษะการเรียนรู้ สาระความรู้พื้นฐาน สาระการประกอบอาชีพ สาระทักษะการดำเนินชีวิต และสาระการพัฒนาสังคม ใช้ระยะเวลาในการสอบ 3 ชั่วโมง จำนวน 100 ข้อ 100 คะแนน เพื่อประเมินความรู้ ความเข้าใจ และทักษะของผู้เรียนอย่างรอบด้าน ซึ่งผลการสอบจะถูกนำไปใช้ประกอบการจบหลักสูตร และเป็นพื้นฐานสำคัญในการต่อยอดโอกาสทางการศึกษาและการประกอบอาชีพในอนาคต อย่างไรก็ตาม จากการตรวจเยี่ยมพบว่า ในภาคเรียนนี้ (2/2568) เรือนจำกลางบางขวางมีนักศึกษาที่คาดว่าจะสำเร็จการศึกษา รวมจำนวน 224 คน ประกอบด้วย ระดับประถมศึกษา 37 คน ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น 65 คน และระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย 122 คน ซึ่งสะท้อนถึงความตั้งใจของผู้เรียนในการใช้โอกาสทางการศึกษาเพื่อพัฒนาตนเองอย่างจริงจัง

อธิบดี สกร.กล่าวว่า  ได้มอบหมายให้ผู้รับผิดชอบจากส่วนกลาง พร้อมด้วยผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดทุกจังหวัดทั่วประเทศ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและติดตามการดำเนินงานในสนามสอบ เพื่อเสริมสร้างความเรียบร้อย โปร่งใส และให้การจัดสอบเป็นไปตามมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ ตลอดจนให้กำลังใจแก่ผู้เรียนและเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานอย่างใกล้ชิด และยังได้มอบแนวทางและข้อเสนอแนะสำคัญ เพื่อยกระดับการจัดการเรียนรู้ในเรือนจำให้มีคุณภาพและตอบโจทย์อนาคตของผู้เรียนอย่างเป็นรูปธรรม โดยให้ความสำคัญกับการติดตามการเข้าสอบของผู้เรียนอย่างใกล้ชิด รวมถึงผู้ที่ยังไม่จบการศึกษา เพื่อไม่ให้หลุดจากระบบการเรียนรู้ พร้อมเสนอให้มีการพัฒนารูปแบบการประเมินทดแทนในกรณีผู้เรียนขาดสอบให้มีมาตรฐาน มีความน่าเชื่อถือ และสะท้อนคุณภาพการเรียนรู้จริง สามารถนำผลไปใช้ประโยชน์ต่ออนาคตของผู้ต้องขังได้อย่างแท้จริง ซึ่งได้มอบหมายให้ผู้เชี่ยวชาญ สกร. ทีมงานส่วนกลางที่เกี่ยวข้อง และหน่วยงานในพื้นที่ ร่วมกันดำเนินการให้เกิดผลอย่างชัดเจน

นอกจากนี้ ดร.เกศทิพย์  ยังได้สนับสนุนให้มีการพัฒนาหลักสูตรเฉพาะทางและระดับสูง เพื่อเสริมสร้างศักยภาพผู้เรียนในเรือนจำ อาทิ การวาดภาพ งานช่างสิบหมู่ และหลักสูตรพัฒนาทักษะอื่น ๆ ที่สามารถต่อยอดเป็นอาชีพได้ ผ่านการบูรณาการความร่วมมือระหว่าง กรมราชทัณฑ์ กรมส่งเสริมการเรียนรู้ สำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดนนทบุรี และ ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนกาญจนาภิเษก (วิทยาลัยในวัง) เพื่อให้ผู้เรียนได้รับทักษะที่สามารถนำไปใช้ได้จริงในชีวิต รวมทั้งส่งเสริมการเตรียมความพร้อมสู่การประกอบอาชีพหลังพ้นโทษอย่างเป็นรูปธรรม โดยเน้นการสนับสนุนด้านเครือข่าย และการจัดหาเครื่องมือหรืออุปกรณ์ที่จำเป็นต่อการประกอบอาชีพตามความเหมาะสม เช่น อุปกรณ์สำหรับผู้ที่มีความสามารถด้านการวาดภาพ เพื่อให้สามารถเริ่มต้นอาชีพได้จริงภายหลังพ้นโทษ รวมถึงการสนับสนุนให้ผู้ต้องขังที่มีทักษะ ความรู้ หรือความสามารถ เป็นวิทยากรถ่ายทอดความรู้ พร้อมพิจารณามอบประกาศนียบัตรรับรอง เพื่อใช้เป็นหลักฐานต่อยอดในอนาคต

ทั้งนี้ คณะจาก สกร. ได้มอบขนมซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก สำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดเพชรบุรี ให้แก่เรือนจำกลางบางขวาง เพื่อนำไปแจกจ่ายให้แก่เจ้าหน้าที่และผู้ต้องขัง เพื่อเป็นกำลังใจและสร้างบรรยากาศแห่งการเรียนรู้ที่อบอุ่น

ภายหลังเสร็จสิ้นภารกิจตรวจเยี่ยมสนามสอบ อธิบดี สกร. และคณะได้เข้าเยี่ยมชมพื้นที่ภายในเรือนจำกลางบางขวาง โดยได้ชื่นชมการจัดกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้และการพัฒนาทักษะของผู้ต้องขังที่เรือนจำได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง อาทิ กิจกรรมการวาดภาพฝาผนัง ซึ่งมีความสวยงามโดดเด่น สะท้อนถึงความคิดสร้างสรรค์ และการถ่ายทอดเรื่องราวผ่านงานศิลปะได้อย่างน่าประทับใจ รวมถึงได้เยี่ยมชมห้องวาดภาพจิตรกรรม ซึ่งจัดแสดงผลงานศิลปะที่มีความประณีตและงดงามเป็นจำนวนมาก แสดงให้เห็นถึงทักษะ ความสามารถ และศักยภาพของผู้ต้องขังอย่างชัดเจน โดยผลงานบางส่วนได้มีการเปิดให้ผู้ที่สนใจสามารถเลือกซื้อหรือสนับสนุนผลงานได้ รวมถึงสามารถนำภาพหรือแบบที่ต้องการมาให้ผู้ต้องขังวาดตามความประสงค์ เพื่อเป็นการส่งเสริมการฝึกทักษะและต่อยอดสู่การประกอบอาชีพอย่างสร้างสรรค์

จากการติดตามผลการเข้าสอบทั่วประเทศในวันนี้ พบว่าในหลายพื้นที่ผู้สมัครให้ความสำคัญกับการสอบอย่างมาก ส่งผลให้อัตราการเข้าสอบสูงถึง 100% ประกอบกับการอำนวยความสะดวกด้านข้อมูลสนามสอบที่ชัดเจน ทำให้ผู้เข้าสอบสามารถเตรียมตัวได้อย่างเต็มที่ สะท้อนถึงความร่วมมือที่เข้มแข็งของหน่วยงานในพื้นที่และความตั้งใจของผู้เรียนในการเข้ารับการประเมินตามระบบ โดย จังหวัดลพบุรี มีผู้เข้าสอบครบ 100% ทั้งเรือนจำอำเภอชัยบาดาล และเรือนจำกลางอำเภอลพบุรี ขณะที่ จังหวัดกาฬสินธุ์ มีผู้เข้าสอบครบ 100% ในหลายหน่วยสอบ ได้แก่ สกร.ระดับอำเภอกมลาไสย สกร.ระดับอำเภอท่าคันโท สกร.ระดับอำเภอเขาวง สกร.ระดับอำเภอนาคู สกร.ระดับอำเภอห้วยเม็ก รวมถึงเรือนจำกลาง ส่วน จังหวัดสมุทรสงคราม มีผู้เข้าสอบครบ 100% ที่เรือนจำกลาง กรุงเทพมหานคร มีกลุ่มเรือนจำเข้าสอบครบ 100% จังหวัดนนทบุรี มีผู้เข้าสอบครบ 100% ในสนามสอบเรือนจำกลางบางขวาง สนามสอบมูลนิธิคนพิการ และสนามสอบสถานคุ้มครองและฝึกอาชีพบ้านเกร็ดตระการ จังหวัดอุตรดิตถ์ มีผู้เข้าสอบครบ 100% ที่ สกร.ระดับอำเภอทองแสนขัน จังหวัดสมุทรสาคร มีผู้เข้าสอบครบ 100% ที่เรือนจำสมุทรสาคร จังหวัดนครพนม มีผู้เข้าสอบครบ 100% ที่เรือนจำนครพนม จังหวัดแม่ฮ่องสอน มีผู้เข้าสอบครบ 100% ทั้งเรือนจำแม่สะเรียง และเรือนจำอำเภอเมือง และ จังหวัดระนอง มีผู้เข้าสอบครบ 100% ที่เรือนจำระนอง

สำหรับผู้เรียนที่พลาดการสอบ N-NET ในรอบนี้ กรมส่งเสริมการเรียนรู้ได้เตรียมแนวทางช่วยเหลืออย่างเป็นระบบ โดยจัดให้มีการสอบชดเชยผ่านระบบ E-Exam ซึ่งเป็นระบบที่ สกร. พัฒนาขึ้นเอง โดยจัดสอบด้วยระบบคอมพิวเตอร์และบริหารการจัดสอบโดย สกร. ในขณะที่ยังคงใช้ข้อสอบของ สทศ. เพื่อให้การประเมินมีมาตรฐานและน่าเชื่อถือ ทั้งนี้ ปัจจุบันมีศูนย์ทดสอบ E-Exam จำนวน 197 แห่ง ครอบคลุมทุกจังหวัดทั่วประเทศ และในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 จะเริ่มดำเนินการสอบในช่วงเดือน มีนาคม – เมษายน 2569 เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เรียนที่ขาดสอบสามารถเข้ารับการประเมินได้อย่างเท่าเทียม ส่งผลให้ผู้เรียนที่คาดว่าจะสำเร็จการศึกษาในภาคเรียนนี้สามารถจบการศึกษาได้ตามเงื่อนไขหลักสูตรอย่างแน่นอน

นอกจากนี้ สกร. ยังให้ความสำคัญกับการดูแลผู้เรียนที่ไม่ได้เข้าสอบด้วยเหตุจำเป็น เช่น พ้นโทษ หรือย้ายเรือนจำ โดยจะมีการประสานข้อมูลและกำหนดแนวทางช่วยเหลือเป็นรายกรณี เพื่อให้ผู้เรียนทุกคนได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างต่อเนื่อง เท่าเทียมและไม่หลุดจากระบบเช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตาม การลงพื้นที่ในครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ในการขยายโอกาสทางการศึกษาให้ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมายอย่างเท่าเทียม รวมถึงผู้ต้องขังในเรือนจำ เพื่อให้ “การเรียนรู้” เป็นพลังสำคัญในการพัฒนาคุณภาพชีวิต สร้างแรงบันดาลใจ และเตรียมความพร้อมสู่การกลับคืนสู่สังคมอย่างมีคุณค่าในอนาคต

ด่วน!คณะกรรมการคัดเลือกฯประกาศรายชื่อ ผู้มีสิทธิ์เข้ารับการสัมภาษณ์ ตำแหน่งผู้บริหารระดับต้น ศธ.แล้ว

เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 ดร.ธนู ขวัญเดช เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา(ก.ค.ศ.)ในฐานะประธานคณะกรรมการคัดเลือกข้าราชการพลเรือนสามัญเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับต้น ในสายงานบริหาร สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า ตนได้ลงนามในประกาศ 2 ฉบับ คือ ประกาศคณะกรรมการคัดเลือกข้าราชการพลเรือนสามัญเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับต้น ในสายงานบริหาร สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง รายชื่อผู้มีสิทธิเข้ารับการคัดเลือกข้าราชการพลเรือนสามัญเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับต้น ในสายงานบริหารสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ตำแหน่งรองศึกษาธิการภาค และกำหนดวัน เวลา และสถานที่ในการประเมินความเหมาะสมกับตำแหน่ง (สัมภาษณ์ )โดยวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569 จะให้ผู้มีสิทธิเข้ารับการคัดเลือกทุกรายในตำแหน่ง ผู้ช่วยเลขาธิการสภาการศึกษา ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 จะให้ผู้มีสิทธิเข้ารับการคัดเลือกทุกรายในตำแหน่ง รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 จะให้ผู้มีสิทธิเข้ารับการคัดเลือกทุกรายในตำแหน่ง รองเลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา และวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2569 จะให้ผู้มีสิทธิเข้ารับการคัดเลือกทุกรายในตำแหน่ง รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน รองศึกษาธิการภาค

ดร.ธนู กล่าวว่า หลังจากคณะกรรมการคัดเลือกฯสัมภาษณ์แล้วเสร็จในวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2569 ก็จะเสนอรายชื่อ 3 คน ของแต่ละเลขที่ตำแหน่งไปให้หัวหน้าส่วนราชการเลือกอีกครั้ง

สำหรับรายชื่อผู้มีสิทธิ์เข้ารับการสัมภาษณ์ทั้ง 2 ประกาศ ตามเอกสารแนบ มีดังนี้

ประกาศฯ รายชื่อผู้มีสิทธิฯ (ศธภ.)

ประกาศฯ รายชื่อผู้มีสิทธิฯ (ส่วนกลาง)

“ศ.ดร.นฤมล”เผยนายกฯห่วงใยสั่งให้ใช้งบสำนักนายกฯ เยียวยาครอบครัว ผอ.ผู้เสียสละ พร้อม ดูแลเต็มที่ทั้งรักษาพยาบาล–เยียวยาจิตใจ-น้ำตาคลอ ขณะให้สัมภาษณ์

เมื่อวันที่ 12 ก.พ. 2569 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมว.ศึกษาธิการ)ได้เดินทางลงพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา พร้อมด้วย ดร.สุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และ ดร.พิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.)เพื่อไปเยี่ยมให้กำลังใจเด็กนักเรียนที่ได้รับบาดเจ็บและรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จากเหตุคนร้ายใช้อาวุธปืนที่ชิงมาจากตำรวจบุกเข้าไปก่อเหตุในโรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์โดย ศ.ดร.นฤมล ได้พูดคุยสอบถามอาการกับทีมแพทย์และผู้ปกครองอย่างละเอียด โดยได้มอบเงินส่วนตัวจำนวนหนึ่ง เพื่อช่วยเหลือครอบครัวนักเรียน พร้อมกล่าวชื่นชมเด็กนักเรียนที่มีสติและความเข้มแข็งในช่วงเวลาวิกฤต

ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องสะเทือนใจอย่างยิ่ง กระทรวงศึกษาธิการไม่ได้นิ่งนอนใจ ดิฉันตั้งใจมาเพื่อให้กำลังใจเด็กและครอบครัว ขอชื่นชมความกล้าหาญและสติของนักเรียนที่สามารถควบคุมตนเองในสถานการณ์คับขันได้เป็นอย่างดี วันนี้ได้พูดคุยกับคุณหมอแล้ว อาการโดยรวมปลอดภัย ขอให้เด็กพักผ่อนให้เต็มที่ ไม่ต้องกังวลเรื่องการเรียน กระทรวงฯ จะดูแลอย่างเต็มที่ ทั้งด้านการรักษาพยาบาลและการเยียวยาทางจิตใจ จากนั้น ศ.ดร.นฤมล ได้เดินทางไปโรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ เพื่อรับฟังรายงานสถานการณ์จากเจ้าหน้าที่ชุดพิสูจน์หลักฐานที่ได้เข้าเก็บหลักฐานเพิ่มเติมภายในโรงเรียน และติดตามมาตรการดูแลความปลอดภัยของโรงเรียนอย่างใกล้ชิด พร้อมให้กำลังใจผู้บริหาร ครู นักเรียน และผู้ปกครองที่ได้รับผลกระทบ

ทั้งนี้ ศ.ดร.นฤมล ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า กระทรวงศึกษาธิการได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดตั้งแต่เมื่อวานนี้ และได้รายงานต่อนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล ว่าจะเดินทางมาติดตามสถานการณ์และให้กำลังใจครู นักเรียนในพื้นที่ ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้แสดงความห่วงใยต่อความปลอดภัยของนักเรียน ครู และบุคลากรทุกคน พร้อมดำริให้ใช้งบประมาณของสำนักนายกรัฐมนตรีในการเยียวยาครอบครัวของ นางศศิพัชร สินสโมสร ผู้อำนวยการโรงเรียนที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ปกป้องเด็กนักเรียน รวมถึงดูแลเยียวยาสภาพจิตใจของผู้ที่ได้รับผลกระทบทั้งหมด อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นเหตุไม่คาดคิด เนื่องจากผู้ก่อเหตุใช้อาวุธปืนที่ชิงมาจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ และบุกเข้าโรงเรียนอย่างกะทันหัน แม้บริเวณหน้าโรงเรียนจะมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยประจำอยู่ แต่สถานการณ์เกิดขึ้นรวดเร็ว แต่ก็ถือว่ายังโชคดีที่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยไม่ได้รับบาดเจ็บ และทุกฝ่ายพยายามอย่างเต็มที่ในการปกป้องนักเรียนเป็นอันดับแรก

ภายหลังเหตุการณ์ กระทรวงศึกษาธิการได้ประสานกับผู้บริหารโรงเรียน คณะกรรมการสถานศึกษา และหน่วยงานในพื้นที่ เพื่อดูแลสภาพจิตใจของครู นักเรียน และผู้ปกครองอย่างใกล้ชิด โดยจะจัดทีมครูแนะแนวและนักจิตวิทยาเข้าไปฟื้นฟูสภาพจิตใจในระยะต่อเนื่อง พร้อมประสาน โรงพยาบาลหาดใหญ่ และ โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ให้สนับสนุนด้านจิตวิทยาอย่างเต็มที่ และได้ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจเพิ่มกำลังดูแลความปลอดภัยในระยะเร่งด่วน เนื่องจากครูและนักเรียนทั้งในโรงเรียนที่เกิดเหตุและโรงเรียนใกล้เคียงยังมีความหวาดระแวง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างการให้สัมภาษณ์ ศ.ดร.นฤมล มีน้ำเสียงสั่นเครือและดวงตาแดงตลอด จากนั้น ในเวลา 16.00 น. ศ.ดร.นฤมล ได้เดินทางไปร่วมพิธีพระราชทานน้ำหลวงอาบศพ นางศศิพัชร สินสโมสร ผู้อำนวยการโรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ ณ วัดยูงทอง เพื่อแสดงความอาลัยและให้เกียรติแก่ผู้เสียชีวิต

13-15 ก.พ.ช่วงเทศกาลวาเลนไทน์ สพฐ.กำชับเขตพื้นที่ฯทำแผนเฝ้าระวังความปลอดภัยออกตรวจตามจุดต่าง ๆที่เป็นจุดอับและจุดเสี่ยงร่วมกับ จนท.ตำรวจ

เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ นางภัทรวรรณ ภัทรบวรวุฒิ รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (รองเลขาธิการ กพฐ.)  เปิดเผยว่า เนื่องจาก วันที่ 14 กุมภาพันธ์ นี้ เป็นช่วงเทศกาลวันวาเลนไทน์ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จึงได้ส่งหนังสือถึง ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา(สพท.) ทั่วประเทศ เรื่อง การเฝ้าระวังเหตุและสร้างความปลอดภัยในช่วงเทศกาลวันวาเลนไทน์  ปี พ.ศ.2569  โดยให้ ศูนย์บริหารความสุขและความปลอดภัย สพฐ. ร่วมกับ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องปฏิบัติงานเฝ้าระวังและสร้างความปลอดภัยในช่วงเทศกาลวันวาเลนไทน์ เพื่อดูแล คุ้มครอง ช่วยเหลือ และเฝ้าระวังเหตุอันไม่เหมาะสมอย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี

รองเลขาธิการ กพฐ.กล่าวต่อไปว่า อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการเฝ้าระวังเหตุและสร้างความปลอดภัยในช่วงเทศกาลวันวาเลนไทน์ 14 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักอำนวยการ โดยศูนย์บริหารความสุขและความปลอดภัย สพฐ. จึงแจ้งให้เขตพื้นที่ฯ จัดทำแผนเฝ้าระวังเหตุและสร้างความปลอดภัยในช่วงเทศกาลวันวาเลนไทน์ ระหว่างวันที่ 13-15 กุมภาพันธ์ พร้อมทั้งจัดพนักงานเจ้าหน้าที่ส่งเสริมความประพฤตินักเรียนและนักศึกษา(พสน.)สนธิกำลังกับหน่วยงานราชการอื่น ๆ ออกตรวจร่วมตามจุดต่าง ๆ ที่เป็นจุดอับ จุดเสี่ยง ระหว่างวันที่ 13-15 กุมภาพันธ์ โดยได้รับความร่วมมือจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมการปกครองและภาคีเครือข่ายในพื้นที่

ในหลวงพระราชทานน้ำหลวงอาบศพ “ผอ.ศศิพัชร“อ.แหม่ม”ควงผู้บริหาร ศธ.ร่วมพิธี พร้อม ให้กำลังใจ ครู-นักเรียน ผู้ปกครอง ที่ได้รับผลกระทบ

เมื่อวันที่ 12 ก.พ. 2569 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมว.ศึกษาธิการ)พร้อมด้วย ดร.สุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และ ดร.พิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.)เดินทางลงพื้นที่จังหวัดสงขลา เพื่อร่วมพิธีพระราชทานน้ำหลวงอาบศพ นางศศิพัชร สินสโมสร ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านพะตงประธานคีรีวัฒน์ ณ วัดยูงทอง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เพื่อแสดงความอาลัยและให้เกียรติแก่ผู้เสียชีวิต พร้อมทั้งเยี่ยมผู้บาดเจ็บและให้กำลังใจผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุคนร้ายใช้อาวุธปืนที่ชิงมาจากเจ้าหน้าที่ตำรวจบุกเข้าไปก่อเหตุในโรงเรียนบ้านพะตงประธานคีรีวัฒน์

ทั้งนี้ ศ.ดร.นฤมล จะเดินทางไปเยี่ยมให้กำลังใจนักเรียนที่ได้รับบาดเจ็บและรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จากนั้นจะลงพื้นที่โรงเรียนบ้านพะตงประธานคีรีวัฒน์ เพื่อรับฟังรายงานสถานการณ์และติดตามมาตรการดูแลความปลอดภัยของโรงเรียนอย่างใกล้ชิด พร้อมให้กำลังใจผู้บริหาร ครู นักเรียน และผู้ปกครองที่ได้รับผลกระทบ  และในเวลา 16.00 น. ศ.ดร.นฤมล พร้อมผู้บริหาร ศธ. จะเดินทางไปร่วมพิธีพระราชทานน้ำหลวงอาบศพ นางศศิพัชร สินสโมสร ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านพะตงประธานคีรีวัฒน์ ณ วัดยูงทอง จังหวัดสงขลา เพื่อแสดงความอาลัยและให้เกียรติแก่ผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าว

เลขาธิการ กพฐ.ยืนยันยังไม่มีใครเสียชีวิต เตรียมลงพื้นที่ให้กำลังใจผู้บาดเจ็บ

ตามที่มีผู้ก่อเหตุบุกเข้ากราดยิงในโรงเรียนตะพงประธานคีรีวัฒน์  อำเภอหาดใหญ่  สงขลา และได้จับครู และนักเรียนเป็นตัวประกัน ซึ่งเบื้องต้นได้รับรายงานว่ามีผู้บาดเจ็บแล้ว 2 คน ผู้อำนวยการโรงเรียน 1 คน และมีรายงานข่าวและโซเชียลมีเดียบางส่วนที่คลาดเคลื่อนว่าเสียชีวิตแล้ว นั้น ดร.พิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.) กล่าวว่า ได้รับรายงานจาก ผอ.เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาและมัธยมศึกษาในพื้นที่จังหวัดสงขลาว่า ขณะนี้ ผอ.โรงเรียนยังไม่เสียชีวิต รักษาตัวอยู่ที่ห้องไอซียู มีทีมแพทย์ดูแลรักษาอย่างใกล้ชิด ซึ่งในวันพรุ่งนี้ตนจะลงพื้นที่ไปให้กำลังใจผู้บาดเจ็บ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผู้อำนวยการโรงเรียนที่ถูกยิงยังไม่เสียชีวิตแต่อาการสาหัส โดย ผอ.รพ.หาดใหญ่ ยืนยันว่าผู้บาดเจ็บกำลังอยู่ในระหว่างการผ่าตัดและดูแลอย่างใกล้ชิดจากทีมแพทย์ เนื่องจากถูกกระสุนเข้าจุดสำคัญและเสียเลือดมาก ดังนั้นขอให้ติดตามข้อมูลจากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้

สกร. ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา เดินหน้า “เติมรัก เติมรู้ สู่น้อง ตชด.” ขยายโอกาสวิทยาศาสตร์สู่พื้นที่ชายแดน

เมื่อวันที่ 11 ก.พ.2569 ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.)โดย สกร. เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายสร้างโอกาสการเรียนรู้ตลอดชีวิตด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ผ่านโครงการ “เติมรัก เติมรู้ สู่เยาวชนกลุ่มเป้าหมาย” โดยจัดกิจกรรม “เติมรัก เติมรู้ สู่น้อง…ตชด.” เพื่อเปิดโอกาสให้นักเรียนโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) ในพื้นที่ห่างไกลและชายแดน ได้เข้าถึงแหล่งเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา พร้อมเสริมสร้างแรงบันดาลใจและพัฒนาทักษะสำคัญในศตวรรษที่ 21 โดย สกร. ได้เริ่มต้นขับเคลื่อนโครงการดังกล่าวผ่านกิจกรรม Kick Off อย่างเป็นทางการ ณ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ (ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ) ก่อนหน้านี้ เพื่อประกาศเจตนารมณ์ในการขยายโอกาสการเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์สู่เยาวชนกลุ่มเป้าหมายทั่วประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มนักเรียนในพื้นที่ห่างไกลและพื้นที่ชายแดน พร้อมสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานเครือข่ายศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาทั่วประเทศให้ดำเนินงานไปในทิศทางเดียวกันอย่างเป็นระบบ

อธิบดี สกร.กล่าวต่อไปว่า ปัจจุบันกิจกรรม “เติมรัก เติมรู้ สู่น้อง…ตชด.” ได้เริ่มดำเนินการแล้วอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีการจัดกิจกรรมในหลายพื้นที่นำร่อง อาทิ การนำนักเรียน ตชด. เข้าร่วมเรียนรู้และรับชมการแสดงท้องฟ้าจำลอง ณ ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ การจัดกิจกรรมฐานการเรียนรู้วิทยาศาสตร์เชิงทดลอง ณ อุทยานวิทยาศาสตร์พระจอมเกล้า ณ หว้ากอ รวมถึงการดำเนินกิจกรรมผ่านศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาในภูมิภาค เช่น จังหวัดนครราชสีมา พิษณุโลก ขอนแก่น และอุบลราชธานี ซึ่งได้รับความสนใจจากนักเรียนและครูผู้ควบคุมดูแลเป็นอย่างมาก สะท้อนถึงความสำเร็จของการสร้างพื้นที่แห่งโอกาสทางการเรียนรู้ให้เข้าถึงได้จริง ทั้งนี้กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นตลอดเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นเดือนแห่งความรัก โดยมุ่งผสานการ “เติมความรู้” ควบคู่กับการ “เติมกำลังใจ” ให้กับเยาวชน ตชด. ผ่านการเข้าชมนิทรรศการวิทยาศาสตร์ การทำกิจกรรมการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ และการชมการแสดงท้องฟ้าจำลอง ซึ่งแต่ละศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาได้ออกแบบกิจกรรมให้สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่และกลุ่มเป้าหมาย เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการเรียนรู้ และสร้างประสบการณ์ที่มีความหมายต่อผู้เข้าร่วมกิจกรรม

“ปีนี้ มีโรงเรียนในความดูแลของ กก.ตชด. จำนวน 11 แห่ง เข้าร่วมกับ 10 ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา มีนักเรียนเข้าร่วมกิจกรรมรวมทั้งสิ้น 934 คน และครูผู้ควบคุมดูแล 130 คน โดยจัดกิจกรรม ณ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ (ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ) อุทยานวิทยาศาสตร์พระจอมเกล้า ณ หว้ากอ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาในจังหวัดนครศรีธรรมราช ตรัง นครราชสีมา พิษณุโลก นครพนม ขอนแก่น อุบลราชธานี และสระแก้ว”ดร.เกศทิพย์ กล่าวและว่า โครงการดังกล่าวเป็นความร่วมมือระหว่างกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ (ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ) และเครือข่ายศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาทั่วประเทศ รวม 20 แห่ง ซึ่งทำหน้าที่เป็นกลไกหลักในการกระจายโอกาสทางการเรียนรู้สู่เยาวชนกลุ่มเป้าหมายทั่วประเทศ โดยมีนักเรียนจากโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนเป็นกลุ่มเป้าหมายแรก และคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมกิจกรรมไม่น้อยกว่า 10,000 คน กรมส่งเสริมการเรียนรู้เชื่อมั่นว่า โครงการ “เติมรัก เติมรู้ สู่น้อง…ตชด.” จะเป็นอีกหนึ่งพลังสำคัญในการยกระดับคุณภาพการศึกษา ลดความเหลื่อมล้ำ และร่วมสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างยั่งยืน พร้อมวางรากฐานการพัฒนาประเทศด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมในอนาคตอย่างมั่นคงและต่อเนื่อง