สอศ.ติวเข้มงานพัสดุสถานศึกษา อบรมเข้ม “โปร่งใส ตรวจสอบได้” ลดความเสี่ยง

วันที่ 28 มีนาคม 2569 นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ( สอศ.) จัดโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการแนวทางการจัดหาพัสดุและการบริหารสัญญาให้โปร่งใสตรวจสอบได้ เพื่อป้องกันการถูกทักท้วงและตั้งข้อสังเกตจากสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน รุ่นที่ 2 โดยมอบหมายให้ นายวรวุฒิ ดำขำ ผู้อำนวยการสำนักนิติการ เป็นประธานเปิด

นายยศพล กล่าวว่า สอศ.ให้ความสำคัญกับการพัฒนาองค์กรให้เข้มแข็ง ควบคู่การขับเคลื่อนการบริหารงานที่โปร่งใส ตรวจสอบได้อย่างต่อเนื่อง โดยงานพัสดุถือเป็นกลไกสำคัญของสถานศึกษา ทั้งด้านการจัดหาพัสดุและการจัดจ้าง ซึ่งเป็นภารกิจที่มีความเสี่ยงและมักเผชิญข้อร้องเรียนหรือข้อโต้แย้งจากผู้มีส่วนได้เสีย ซึ่งที่ผ่านมา พบว่าสถานศึกษาประสบปัญหา อาทิ เรื่องที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดคุณลักษณะเฉพาะครุภัณฑ์ (TOR) การอุทธรณ์ ตลอดจนข้อกล่าวหาจากการจ้าง ซึ่งส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติงาน ความเชื่อมั่นในการทำงาน และความต่อเนื่องของภารกิจ รวมถึงอาจกระทบต่อการดำเนินงานในอนาคต การอบรมครั้งนี้จึงมุ่งเสริมสร้างองค์ความรู้ด้านกฎหมาย ระเบียบ และแนวปฏิบัติที่ถูกต้อง ฝึกทักษะการกำหนด TOR การพิจารณาข้อเสนอทางเทคนิค การบริหารสัญญา และการจัดทำรายงานเสนอผู้มีอำนาจอนุมัติ พร้อมแลกเปลี่ยนกรณีศึกษา เพื่อให้ผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานสามารถใช้ดุลพินิจได้อย่างรอบคอบ โปร่งใส และตรวจสอบย้อนกลับได้ ลดความเสี่ยงจากข้อทักท้วงของหน่วยงานตรวจสอบ

“การพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านพัสดุอย่างเป็นระบบ จะช่วยยกระดับมาตรฐานการบริหารงานของสถานศึกษา สร้างวัฒนธรรมธรรมาภิบาล และเสริมความเชื่อมั่นต่อระบบอาชีวศึกษาไทยในระยะยาว” เลขาธิการ กอศ. กล่าว ทั้งนี้ โครงการได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิร่วมถ่ายทอดความรู้ โดยมีผู้อำนวยการสถานศึกษา รองผู้อำนวยการ ครู บุคลากรทางการศึกษา บุคลากรส่วนกลาง และผู้เกี่ยวข้องจำนวนกว่า 108 คน เข้าร่วม จัดขึ้นระหว่างวันที่ 28–30 มีนาคม 2569

 

“สกร. ผนึกกำลัง MOA – สสส.เปิด ‘ตลาดนัดเรียนรู้ คู่เกษตรธรรมชาติ’ พลิกการเรียนรู้สู่การลงมือทำจริง สร้างงาน สร้างรายได้ สร้างสุขภาวะอย่างยั่งยืน”

เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2569 ดร.สุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดงาน “ตลาดนัดเรียนรู้ คู่เกษตรธรรมชาติ By สกร. & MOA & สสส.” (Learn & Earn Health Market) ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 28 – 29 มีนาคม 2569 ภายใต้ความร่วมมือระหว่าง กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) มูลนิธิเอ็มโอเอไทย (MOA Thai Foundation) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) โดยมี ที่ปรึกษาอธิบดี ดร.รุ่งอรุณ ไสยโสภณ ดร.วัชรีวรรณ กันเดช และนายโยฑิน สมโนนนท์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัด ผู้อำนวยการศูนย์ฝึกและพัฒนาอาชีพราษฎรไทยบริเวณชายแดนไทย ผู้บริหารหน่วยงานการศึกษา และบุคลากรในสังกัด พร้อมทั้งได้รับเกียรติจากผู้ทรงคุณวุฒิและภาคีเครือข่ายเข้าร่วมอย่างคับคั่ง อาทิ พลเอก ศรุต นาควัชระ, ดร.กล้า สมตระกูล นายสมชัย ไหลสุพรรณวงศ์ นายสุชาญ ศีลอำนวย ผู้จัดการโครงการและเลขานุการมูลนิธิฯ นางนิรมล ราศี ผู้อำนวยการสำนักงานสร้างเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ (สสส.) และทันตแพทย์หญิง จันทนา อึ้งชูศักดิ์ ประธานกรรมการกำกับทิศทางแผนอาหารเพื่อสุขภาวะ สสส. เข้าร่วมในพิธีอย่างพร้อมเพรียง ณ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ (ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ)

การจัดงานครั้งนี้สะท้อนบทบาทเชิงรุกของ สกร. ในการขับเคลื่อน “การเรียนรู้ตลอดชีวิต” ที่เชื่อมโยงองค์ความรู้สู่การปฏิบัติจริง โดยมุ่งสร้างโอกาสทางอาชีพ ยกระดับเศรษฐกิจฐานราก และส่งเสริมวิถีเกษตรธรรมชาติที่ปลอดภัยต่อสุขภาพ ผ่านการบูรณาการความร่วมมือจากภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน

ดร.สุเทพ กล่าวว่า บทบาทของ สกร. ในวันนี้เปรียบเสมือน “ผู้จัดตลาดแห่งการเรียนรู้” ที่รวบรวมองค์ความรู้และทักษะอาชีพที่หลากหลายมาให้ประชาชนได้เลือกเรียนรู้ตามความสนใจ เปลี่ยนจากการศึกษาในกรอบเดิม สู่การเรียนรู้ที่ “กินได้ ใช้ได้ และต่อยอดได้จริง” พร้อมเน้นย้ำว่า “เกษตรธรรมชาติ” ไม่ใช่เพียงทางเลือกของเกษตรกร แต่คือทางรอดด้านสุขภาพของคนทั้งประเทศ

ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ กล่าวว่า สกร. มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนอย่างยั่งยืน ผ่านการพัฒนาทักษะอาชีพ การสร้างรายได้ และการเสริมสร้างสุขภาวะองค์รวม โดยใช้กลไกเครือข่าย สกร.ทั่วประเทศ ตั้งแต่ระดับจังหวัด อำเภอ และตำบล รวมถึงศูนย์ฝึกและพัฒนาอาชีพราษฎรไทยบริเวณชายแดน (ศฝช.) เป็นฐานในการขับเคลื่อนองค์ความรู้สู่ชุมชน โดย หัวใจสำคัญของความร่วมมือนี้ คือการสร้าง ‘คลังอาหารปลอดภัยในครัวเรือน’ ควบคู่กับการพัฒนา ‘ตลาดสีเขียว’ เพื่อให้ประชาชนสามารถพึ่งพาตนเองได้ มีรายได้เสริม และมีสุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ ภายในงานประกอบด้วยกิจกรรมหลากหลายกว่า 30 บูธ อาทิ การจัดแสดงผลงานด้านเกษตรธรรมชาติจากสถานศึกษาและ ศฝช. การสาธิตและฝึกอาชีพ (Workshop) การจำหน่ายผลผลิตเกษตรปลอดภัยจากผู้ผลิตสู่ผู้บริโภคโดยตรง เวทีเสวนา Health & Nature Talk รวมถึงกิจกรรมสร้างแรงบันดาลใจด้านการดำเนินชีวิตตามแนวทางเกษตรธรรมชาติ

โดย ความร่วมมือระหว่าง สกร. มูลนิธิเอ็มโอเอไทย และ สสส. ถือเป็นต้นแบบสำคัญของการบูรณาการ “การศึกษา–อาชีพ–สุขภาวะ” ที่สามารถต่อยอดสู่การพัฒนาสังคมไทยอย่างยั่งยืน พร้อมสร้างโอกาสให้ประชาชนทุกช่วงวัยเข้าถึงการเรียนรู้ที่มีคุณค่า และนำไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน เพราะ “การเรียนรู้ที่ดีที่สุด คือการเรียนรู้ที่เปลี่ยนชีวิตได้จริง” สกร. เดินหน้าสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของคนไทยทุกคน

“พิเชฐ”มอบผู้บริหารระดับสูง สพฐ.ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสนามสอบเข้า ม.1 ย้ำโปร่งใส เป็นธรรม นักเรียนทุกคนมีที่เรียนแน่นอน

เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2569 ดร.พิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสนามสอบคัดเลือกนักเรียนเข้าศึกษาต่อระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่โรงเรียนร้อยเอ็ดวิทยาลัย จังหวัดร้อยเอ็ด โดยมีผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและบุคลากรที่เกี่ยวข้องร่วมติดตามการดำเนินงาน

เลขาธิการ กพฐ.กล่าวว่า ในการสอบคัดเลือกนักเรียนชั้น ม.1 สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ให้ความสำคัญกับการจัดการสอบเข้าเรียนที่โปร่งใส บริสุทธิ์ยุติธรรม เพื่อความเชื่อมั่นให้กับผู้ปกครองและนักเรียน รวมทั้งให้คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้เกี่ยวข้องกับการสอบ ทั้งครู นักเรียน และผู้ปกครองด้วย ซึ่งจากการตรวจเยี่ยมพบว่า โรงเรียนร้อยเอ็ดวิทยาลัยสามารถจัดสนามสอบได้ตามมาตรฐานอย่างเหมาะสม

สำหรับปีการศึกษา 2569 โรงเรียนร้อยเอ็ดวิทยาลัยเปิดรับนักเรียนระดับ ม.1 รวม 12 ห้องเรียน ประกอบด้วย ห้องเรียนปกติ 6 ห้อง รองรับ 240 คน ห้องเรียน GP 4 ห้อง รองรับ 144 คน และห้องเรียน EP 2 ห้อง รองรับ 60 คน รวมทั้งสิ้น 444 คน ซึ่งในวันสอบ ห้องเรียนปกติแบ่งเป็นรับในเขตบริการ 90 คน มีผู้สมัคร 97 คน คิดเป็นอัตราการแข่งขัน 1 : 1.08 และรับนอกเขตบริการ 135 คน มีผู้สมัคร 500 คน คิดเป็นอัตราการแข่งขัน 1 : 3.70 ภาพรวมการสอบคัดเลือกนักเรียนชั้น ม.1 ทั่วประเทศปีนี้ มีแผนรับนักเรียนจำนวน 427,024 คน มีผู้สมัครสอบ 388,239 คน จัดสอบในวันที่ 28 มีนาคม 2569 และกำหนดรับมอบตัววันที่ 4 เมษายน 2569

สำหรับโรงเรียนยอดนิยมในเขตกรุงเทพมหานคร 5 อันดับแรก ได้แก่ โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย รับ 320 คน สมัคร 1,862 คน อัตราแข่งขัน 1 : 5.82 โรงเรียนเทพศิรินทร์ รับ 280 คน สมัคร 1,197 คน อัตราแข่งขัน 1 : 4.28 โรงเรียนสามเสนวิทยาลัย รับ 240 คน สมัคร 954 คน อัตราแข่งขัน 1 : 3.98 โรงเรียนหอวัง รับ 360 คน สมัคร 1,201 คน อัตราแข่งขัน 1 : 3.34 และโรงเรียนนวมินทราชินูทิศ สตรีวิทยา พุทธมณฑล รับ 360 คน สมัคร 1,094 คน อัตราแข่งขัน 1 : 3.04

ส่วนโรงเรียนยอดนิยมในภูมิภาค 5 อันดับแรก ได้แก่ โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ รับ 324 คน สมัคร 1,353 คน อัตราแข่งขัน 1 : 4.18 โรงเรียนกัลยาณีศรีธรรมราช รับ 360 คน สมัคร 1,325 คน อัตราแข่งขัน 1 : 3.68 โรงเรียนสุราษฎร์พิทยา รับ 280 คน สมัคร 986 คน อัตราแข่งขัน 1 : 3.52 โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย รังสิต รับ 320 คน สมัคร 1,023 คน อัตราแข่งขัน 1 : 3.20 และโรงเรียนกาญจนาภิเษกวิทยาลัย นครปฐม รับ 360 คน สมัคร 1,115 คน อัตราแข่งขัน 1 : 3.10

“ ขอเน้นย้ำว่า การรับนักเรียนปีการศึกษา 2569 จะดำเนินการตามหลัก โปร่งใส เสมอภาค และเป็นธรรม ทุกขั้นตอน เพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษาอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม ทั้งนี้ หากนักเรียนไม่ได้รับการคัดเลือกเข้าโรงเรียนตามความประสงค์ ผู้ปกครองสามารถยื่นคำร้องขอรับการจัดสรรที่เรียนผ่าน “ศูนย์ประสานงานการรับนักเรียน” ณ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาใกล้บ้าน โดย สพฐ. ยืนยันว่า นักเรียนทุกคนจะได้รับการจัดสรรที่เรียนอย่างแน่นอน

พร้อมกันนี้ เลขาธิการ กพฐ. ได้มอบหมายให้ผู้บริหารระดับสูงของ สพฐ. ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสนามสอบในพื้นที่อื่นๆ ด้วย ได้แก่ ดร.พิเชฐร์ วันทอง รองเลขาธิการ กพฐ. ลงพื้นที่ ณ โรงเรียนสตรีวิทยา, ดร.วิษณุ ทรัพย์สมบัติ รองเลขาธิการ กพฐ. ลงพื้นที่ ณ โรงเรียนสารวิทยา, นางภัทรวรรณ ภัทรบวรวุฒิ รองเลขาธิการ กพฐ. ลงพื้นที่ ณ โรงเรียนสมุทรปราการ, นางอรุณี จิรมหาศาล ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ. ลงพื้นที่ ณ โรงเรียนบดินทรเดชา, นางอาทิตยา ปัญญา ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ. ลงพื้นที่ ณ โรงเรียนสตรีวิทยา 2, นายมงคลชัย รัตนอ่อน ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนการศึกษาขั้นพื้นฐาน ลงพื้นที่ ณ โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย รวมทั้งคณะที่ปรึกษาและผู้เชี่ยวชาญ สพฐ. ที่ตรวจเยี่ยมสนามสอบในหลายจังหวัดทั่วประเทศ  เพื่อกำกับดูแลให้การสอบเป็นไปด้วยความเรียบร้อย โปร่งใส และเป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ

สพฐ. ปิดฉากยิ่งใหญ่ “OBEC ASEAN ESPORTS HIGH SCHOOL 2025” รอบชิงฯ สร้างเวทีพัฒนาเยาวชนไทยสู่สากล

เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2569 สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ร่วมกับมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา และสมาคมกีฬาอีสปอร์ตแห่งประเทศไทย จัดพิธีปิดการแข่งขันกีฬาอีสปอร์ตระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน รายการ OBEC ASEAN ESPORTS HIGH SCHOOL 2025 รอบชิงชนะเลิศ โดยมีผู้บริหาร คณะกรรมการ ครูผู้ฝึกสอน นักกีฬา และผู้มีเกียรติเข้าร่วม ณ ศูนย์การค้าแฟชั่นไอส์แลนด์ กรุงเทพมหานคร

ในการนี้ นางสาวสุณิสา คำสองสี ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดอบรมและการนำเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารไปเผยแพร่ รักษาการในตำแหน่งที่ปรึกษาด้านพัฒนาระบบเครือข่ายและการมีส่วนร่วม สพฐ. ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีปิดการแข่งขัน พร้อมกล่าวชื่นชมศักยภาพของนักกีฬาอีสปอร์ตจากทั่วประเทศ ที่ได้แสดงออกถึงความสามารถ ความมุ่งมั่น การทำงานเป็นทีม ความมีวินัย และน้ำใจนักกีฬาอย่างดียิ่ง ตลอดระยะเวลาของการแข่งขัน ทั้งยังเน้นย้ำว่า เวทีนี้ไม่ใช่เพียงการแข่งขันเพื่อชัยชนะ แต่เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ การพัฒนา และการสร้างประสบการณ์สำคัญที่จะต่อยอดสู่อนาคตในระดับอาเซียนและนานาชาติ

ทั้งนี้ ศ.ดร.ชลภัสสรณ์ สิทธิวรงค์ชัย คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมและการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ได้กล่าวรายงานผลการดำเนินโครงการ โดยระบุว่า การจัดการแข่งขันในครั้งนี้เป็นไปตามนโยบายของ สพฐ. ที่มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีสมรรถนะในศตวรรษที่ 21 ผ่านกีฬาอีสปอร์ต ซึ่งช่วยส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์ การทำงานเป็นทีม ความรับผิดชอบ และการใช้เทคโนโลยีอย่างสร้างสรรค์ รวมทั้งเป็นการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการยกระดับวงการอีสปอร์ตของประเทศ

สำหรับผลการแข่งขันในรายการ ROV ได้แก่ ชนะเลิศ โรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัย จังหวัดสงขลา รองชนะเลิศอันดับที่ 1 โรงเรียนปลวกแดงวิทยาคม จังหวัดระยองรองชนะเลิศอันดับที่ 2 โรงเรียนสุรวิทยาคาร จังหวัดสุรินทร์ ผลการแข่งขัน eFootball Mobile ได้แก่ชนะเลิศ นายศิริศักดิ์ รักภักดี โรงเรียนนาแกสามัคคีวิทยา รองชนะเลิศอันดับที่ 1 นายพอเพียง สุดบางกา โรงเรียนสวนศรีวิทยา รองชนะเลิศอันดับที่ 2 นายชวินโรจน์ อ่ำผึ้ง โรงเรียนโพธิสัมพันธ์พิทยาคาร

และในโอกาสนี้ ประธานในพิธีได้มอบรางวัลแก่ผู้ชนะการแข่งขัน พร้อมแสดงความยินดีกับนักกีฬาที่ได้รับรางวัล และชื่นชมนักกีฬาทุกทีมที่เข้าร่วมการแข่งขัน ก่อนประกาศปิดการแข่งขัน OBEC ASEAN ESPORTS HIGH SCHOOL 2025 อย่างเป็นทางการ ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความสำเร็จและความภาคภูมิใจของทุกภาคส่วนที่ร่วมกันขับเคลื่อนกิจกรรมในครั้งนี้

สพฐ.ยืนยัน ปี 69 เด็กมีที่เรียนทุกคน

เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2569 ดร.พิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยความคืบหน้าการรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 และระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ประเภทห้องเรียนปกติ ประจำปีการศึกษา 2569 ซึ่งดำเนินการตามนโยบาย “เรียนดี มีคุณธรรม” ของกระทรวงศึกษาธิการที่มุ่งให้การรับนักเรียนเป็นไปอย่างโปร่งใส เป็นธรรม และเปิดโอกาสทางการศึกษาแก่ผู้เรียนอย่างทั่วถึง

สำหรับการรับนักเรียน สังกัด สพฐ. ประจำปีการศึกษา 2569 ระดับชั้น ม.1 มีแผนการรับจำนวน 427,024 คน ขณะนี้มีผู้สมัครแล้วจำนวน 388,239 คน ส่วนการรับนักเรียนระดับชั้น ม.4 มีแผนการรับจำนวน 402,690 คน โดยโรงเรียนได้รับนักเรียนที่จบ ม.3 จากโรงเรียนเดิมไว้แล้วจำนวน 171,021 คน และยังสามารถรับนักเรียนเพิ่มเติมได้อีก 231,669 ที่นั่ง ซึ่งปัจจุบันมีผู้สมัครแล้ว จำนวน 219,278 คน (ข้อมูล ณ วันที่ 26 มีนาคม 2569)

ขณะที่กำหนดการสอบคัดเลือกนักเรียนประเภทห้องเรียนปกติของโรงเรียนที่มีผู้สมัครเกินจากแผนการรับ ในระดับชั้นม.1 จัดสอบในวันที่ 28 มีนาคม 2569 และกำหนด รับมอบตัวในวันที่ 4 เมษายน 2569 ส่วนชั้น ม.4 จัดสอบคัดเลือกในวันที่ 29 มีนาคม 2569 และกำหนด รับมอบตัวในวันที่ 5 เมษายน 2569 ทั้งนี้ ขอให้นักเรียนและผู้ปกครองติดตามประกาศและรายละเอียดจากโรงเรียนที่สมัครอย่างใกล้ชิด พร้อมเตรียมเอกสารและดำเนินการตามกำหนดการที่โรงเรียนแจ้ง เพื่อให้กระบวนการรับนักเรียนเป็นไปด้วยความเรียบร้อย

“สพฐ. ยืนยันว่า การดำเนินการรับนักเรียนในปีการศึกษา 2569 จะเป็นไปตามหลักความโปร่งใส เสมอภาค และเป็นธรรมในทุกขั้นตอน โดยมุ่งสร้างโอกาสทางการศึกษาอย่างทั่วถึง เพื่อให้ผู้เรียนทุกคนเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างเท่าเทียม ทั้งนี้หากไม่ได้รับการคัดเลือกเข้าเรียนในโรงเรียนยอดนิยมตามความประสงค์ ผู้ปกครองสามารถยื่นความประสงค์ขอรับการจัดสรรที่เรียนได้ที่ ‘ศูนย์ประสานงานการรับนักเรียน’ ณ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาใกล้บ้าน โดย สพฐ. ขอยืนยันว่าบุตรหลานของท่านทุกคนจะได้รับการจัดสรรที่เรียนอย่างแน่นอน” เลขาธิการ กพฐ. กล่าว

”อรรถพล“ชี้ระบบการศึกษาต้องเร่งปรับตัวรับยุค ‘วิกฤตซ้อนวิกฤต’

ดร.อรรถพล สังขวาสี อดีตปลัดกระทรวงศึกษาธิการและอดีตเลขาธิการสภาการศึกษา เปิดเผยถึงทิศทางความเสี่ยงของโลกในอนาคต โดยอ้างอิงรายงาน The Global Risks Report 2026 ของ World Economic Forum ว่าโลกกำลังเผชิญกับ “Polycrisis” หรือภาวะวิกฤตซ้อนวิกฤต ที่มีความซับซ้อน เชื่อมโยงกันหลายมิติ และส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบเศรษฐกิจ สังคม และการศึกษา รายงานดังกล่าวซึ่งรวบรวมมุมมองจากผู้เชี่ยวชาญกว่า 1,300 คนทั่วโลกชี้ว่า ในระยะสั้น (2 ปีข้างหน้า) ความเสี่ยงสูงสุดของโลกไม่ใช่เรื่องสิ่งแวดล้อมเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่กลับเป็น

“ความตึงเครียดทางภูมิเศรษฐกิจ” ควบคู่กับ “ข้อมูลผิดและบิดเบือน” และ “ความแตกแยกทางสังคม”ซึ่งสะท้อนถึงโลกที่กำลังเผชิญแรงกดดันทางการเมืองและเศรษฐกิจอย่างรุนแรง ขณะเดียวกันแม้ประเด็น “สภาพอากาศสุดขั้ว” จะลดอันดับความกังวลลงมาอยู่ที่ 4 ในระยะสั้น แต่ไม่ได้หมายความว่าความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมลดลง หากแต่ถูก “กลบ”ด้วยแรงกดดันทางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจที่รุนแรงขึ้นในช่วงปัจจุบันในระยะยาว (10 ปีข้างหน้า) รายงานของ WEF ยังคงตอกย้ำว่า “ความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม” จะเป็นภัยคุกคามอันดับต้นของโลก โดยเฉพาะปัญหาสภาพอากาศสุดขั้ว การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ และการเปลี่ยนแปลงของระบบโลก ซึ่งครอง 3 อันดับแรกต่อเนื่องหลายปี

ถามว่าการศึกษาต้องปรับตัวอย่างไรในโลกความเสี่ยงสูง ดร.อรรถพล กล่าวว่า ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวมีนัยสำคัญต่อ “ระบบการศึกษา” อย่างยิ่ง โดยเฉพาะใน 3 มิติสำคัญ ได้แก่ 1) ทักษะใหม่ในโลกข้อมูลบิดเบือน การที่ “ข้อมูลผิดและบิดเบือน” กลายเป็นหนึ่งในความเสี่ยงอันดับต้น สะท้อนว่าการศึกษาไม่สามารถเน้นเพียงความรู้เชิงเนื้อหาได้อีกต่อไป แต่ต้องพัฒนาทักษะ “คิดเชิงวิพากษ์ ( critical thinking)” และ“ความฉลาดรู้ด้านสื่อ (media literacy)” อย่างจริงจัง 2) การเรียนรู้เพื่อรับมือความไม่แน่นอน โลกที่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง เศรษฐกิจผันผวน และเทคโนโลยีเปลี่ยนเร็ว ต้องการระบบการศึกษาที่สร้าง “ resilience”หรือความสามารถในการปรับตัว มากกว่าการผลิตแรงงานตามกรอบเดิม และ 3) การศึกษาเพื่อความยั่งยืน(Education for Sustainability) แม้ความเสี่ยงระยะสั้นจะเปลี่ยน แต่ระยะยาวยังคงชี้ชัดว่า “สิ่งแวดล้อม”คือโจทย์ใหญ่ที่สุดของมนุษยชาติ การศึกษาจึงต้องบูรณาการเรื่อง climate change, biodiversity และ sustainability เข้าเป็นแกนหลัก ไม่ใช่เพียงวิชาเลือก

“ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่ง “ปรับโครงสร้างการศึกษาเชิงระบบ” เพื่อรับมือกับโลกความเสี่ยงสูง โดยเน้นการบูรณาการข้ามสาขา (interdisciplinary learning) การเชื่อมโยงการศึกษากับบริบทโลกจริง และการสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศ โลกในวันนี้ไม่ได้เผชิญวิกฤตทีละเรื่อง แต่เป็นหลายวิกฤตที่เกิดพร้อมกันและเชื่อมโยงกัน การศึกษาไทย จึงต้องเปลี่ยนจาก การสอนเพื่อรู้ ไปสู่ การสอนเพื่ออยู่รอดและเติบโตในโลกที่ไม่แน่นอน” ดร.อรรถพล กล่าว

สารพัดช่างพิษณุโลก คว้ารางวัลชนะเลิศฮอนด้าประหยัดเชื้อเพลิง ปีที่ 28

นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(กอศ.) เป็นประธานพิธีเปิดการแข่งขันฮอนด้าประหยัดเชื้อเพลิง ปีที่ 28 ประจำปีการศึกษา 2568 โดยมีนายปิยะ ปิจนำ ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ พล.ต.ต.วรายุส์ จันทร์เยี่ยม ผู้บังคับการตำรวจภูธร จังหวัดบุรีรัมย์ ดร.อารักษ์ พรประภา ประธาน บริษัท ไทยฮอนด้า จำกัด นายจักรพงษ์ ภิญโญทรัพย์ ผู้จัดการทั่วไป สนามช้างอินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต ครู นักเรียนและนักศึกษา ผู้เข้าแข่งขันจำนวน 252 ทีม เข้าร่วม ณ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์

นายยศพล กล่าวว่า ปัจจุบันสถานการณ์ด้านพลังงานของโลก โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่มีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง อันเป็นผลมาจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลก และสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางที่มีความสำคัญต่อแหล่งพลังงาน ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อโครงสร้างต้นทุนทางเศรษฐกิจ ตลอดจนค่าครองชีพของประชาชนในวงกว้าง ทั้งในภาคการผลิต การขนส่ง และการดำรงชีวิตประจำวัน ภายใต้บริบทดังกล่าว การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่า การลดการสูญเสียพลังงาน รวมถึงการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านการประหยัดพลังงาน จึงไม่ใช่เพียงทางเลือก หากแต่เป็น “ความจำเป็น” ที่ทุกภาคส่วนต้องให้ความสำคัญและร่วมกันขับเคลื่อนอย่างจริงจัง เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงาน ลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน และสนับสนุนการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนในระยะยาว

เลขาธิการ กอศ. กล่าวต่อไปว่า การแข่งขันฮอนด้าประหยัดเชื้อเพลิงในครั้งนี้ ถือเป็นเวทีสำคัญที่เปิดโอกาสให้เยาวชนอาชีวศึกษาได้นำความรู้ด้านวิชาการ มาผสานกับความคิดสร้างสรรค์และทักษะทางวิศวกรรมยานยนต์ เพื่อพัฒนานวัตกรรมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาประเทศในยุคที่ต้องมุ่งสู่ความยั่งยืนกิจกรรมนี้ไม่เพียงแต่เป็นการแข่งขัน หากยังเป็นการสร้างประสบการณ์จริง การทำงานเป็นทีม การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และการต่อยอดสู่การพัฒนาทักษะวิชาชีพ ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษาที่มีคุณภาพ และสามารถตอบโจทย์ความต้องการของประเทศในอนาคต

ดร.อารักษ์ พรประภา ประธาน บริษัท ไทยฮอนด้า จำกัด กล่าวว่า สำหรับการแข่งขันฮอนด้าประหยัดเชื้อเพลิง ที่ประเทศไทยจัดขึ้นเป็นประเทศที่ 2 ต่อยอดจากประเทศญี่ปุ่น มาอย่างยาวนานถึง 28 ปีในวันนี้ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณ จากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จ พระเทพ รัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี พระราชทานถ้วยรางวัลสำหรับทีมแข่งที่สามารถทำสถิติค่าประหยัดน้ำมันสูงสุด ด้วยเจตนารมย์และความมุ่งมั่นในการมีส่วนร่วมสร้างสรรค์สังคมไทย ประกอบกับ นโยบายดำเนินธุรกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม ความปลอดภัย การประหยัดพลังงาน และการศึกษา  บริษัทฯ ได้จัดให้มีการแข่งขันฮอนด้าประหยัดเชื้อเพลิง ที่มีความตั้งใจให้น้อง ๆ ได้ฝึกการทำงานเป็นทีม รวมถึงพัฒนาศักยภาพทักษะ วิศวกรรมยานยนต์ ด้วยการเปิดกว้างทางความคิด ตั้งแต่การออกแบบรถ การเลือกใช้วัสดุต่างๆ รวมถึงศึกษาการทำงานเชิงลึกของเครื่องยนต์ระบบหัวฉีด PGM-FI และ ได้พบประสบการณ์จริง คู่แข่งจริง และสถานการณ์จริง ในสนามแข่งระดับโลกแห่งนี้ ซึ่งเรามั่นใจว่าส่งผลดีต่อวงการวิศวกรรมยานยนต์ของไทยในอนาคต ควบคู่กับการสร้างจิตสำนึกรักษ์พลังงาน

สำหรับการแข่งขันรถประหยัดเชื้อเพลิงครั้งนี้ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ประกอบด้วย
1 ) รถประดิษฐ์
-รถประดิษฐ์ กลุ่ม A
A1 รถประดิษฐ์ ระดับอาชีวศึกษา หรือต่ำกว่า (มัธยม, ปวช., ปวส.)
A2 รถประดิษฐ์ ระดับอุดมศึกษา รวมทั้ง ปทส. (มหาวิทยาลัย)
-รถประดิษฐ์ กลุ่ม B (ใช้กติกา ปีที่ 27 เฉพาะสถานศึกษาเท่านั้น)
2 ) รถตลาด

ผลการแข่งขัน
รางวัลชนะเลิศสถิติสูงสุด ประเภทรถประดิษฐ์
วิทยาลัยสารพัดช่างพิษณุโลก ค่าประหยัดน้ำมันอยู่ที่ 1,023.613 กิโลเมตรต่อลิตร
ได้รับถ้วยรางวัลพระราชทาน จาก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี รถจักรยานยนต์ฮอนด้า รุ่น Honda Super Cub 1 คัน และเงินรางวัลพัฒนาทีม จำนวน 30,000 บาท

รางวัลรองชนะเลิศสูงสุด ประเภทรถประดิษฐ์
วิทยาลัยเทคนิคพัทลุง ค่าประหยุดน้ำมันอยู่ที่ 936.497 กิโลเมตรต่อลิตร
ได้รับรถจักรยานยนต์ฮอนด้า รุ่น Honda Wave 110i 1 คัน และเงินรางวัลพัฒนาทีม จำนวน 20,000 บาท

รางวัลสถิติสูงสุดประเภทรถตลาด
อันดับที่ 1 วิทยาลัยเทคนิคราชบุรี ค่าประหยัดน้ำมันอยู่ที่ 265.913 กิโลเมตรต่อลิตร
อันดับที่ 2 วิทยาลัยเทคนิคตรัง ค่าประหยัดน้ำมันอยู่ที่ 242.653 กิโลเมตรต่อลิตร
อันดับที่ 3 วิทยาลัยเทคนิคพัทลุง ค่าประหยัดน้ำมันอยู่ที่ 227.043 กิโลเมตรต่อลิตร

รางวัลสถิติสูงสุดประเภทรถประดิษฐ์ กลุ่ม B
อับดับที่ 1 วิทยาลัยสารพัดช่างเพชรบูรณ์ ค่าประหยัดน้ำมันอยู่ที่ 854.935 กิโลเมตรต่อลิตร
อับดับที่ 2 วิทยาลัยการอาชีวศึกษาปทุมธานี ค่าประหยัดน้ำมันอยู่ที่ 823.462 กิโลเมตรต่อลิตร
อับดับที่ 3 วิทยาลัยสารพัดช่างพิษณุโลก ค่าประหยัดน้ำมันอยู่ที่ 818.031 กิโลเมตรต่อลิตร

รางวัลสถิติสูงสุดประเภทรถประดิษฐ์ กลุ่ม A2 ระดับอุดมศึกษา
อันดับที่ 1 วิทยาลัยเทคนิคเพชรบูรณ์ ค่าประหยัดน้ำมันอยู่ที่ 911.473 กิโลเมตรต่อลิตร
อันดับที่ 2 สถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน ค่าประหยัดน้ำมันอยู่ที่ 807.860 กิโลเมตรต่อลิตร
อันดับที่ 3 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน ค่าประหยัดน้ำมันอยู่ที่ 608.055 กิโลเมตรต่อลิตร

รางวัลสถิติสูงสุดประเภทรถประดิษฐ์ กลุ่ม A1 ระดับอาชีวศึกษา
อันดับที่ 1 วิทยาลัยสารพัดช่างพิษณุโลก ค่าประหยัดน้ำมันอยู่ที่ 1,023.613 กิโลเมตรต่อลิตร
อันดับที่ 2 วิทยาลัยเทคนิคพัทลุง ค่าประหยัดน้ำมันอยู่ที่ 936.497 กิโลเมตรต่อลิตร
อันดับที่ 3 วิทยาลัยอาชีวศึกษาเทศบาลเมืองกำแพงเพชร ค่าประหยัดน้ำมันอยู่ที่ 837.102 กิโลเมตรต่อลิตร

รางวัลประเภทรถประดิษฐ์สวยงาม
อันดับที่ 1 วิทยาลัยการอาชีพด่านซ้าย
อันดับที่ 2 วิทยาลัยเทคนิคราชบุรี
อันดับที่ 3 สถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน

 

ก.ค.ศ.ไฟเขียวใช้เกณฑ์ตาม ว.22 สอบเป็นข้าราชการ38ค.(2)ข้ามแท่งได้

เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2569 ดร.ธนู ขวัญเดช เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา(ก.ค.ศ.)เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา(บอร์ด ก.ค.ศ.)เมื่อเร็ว ๆ นี้ ที่ประชุมมีหลักเกณฑ์ที่สำคัญต้องพิจารณา 3 หลักเกณฑ์ คือ หลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกผู้อำนวยเขตพื้นที่การศึกษาใหม่ ซึ่งที่ประชุมมีมติให้มีการขยายเวลาขึ้นบัญชี จากเดิมไม่น้อยกว่า  1 ปี เป็น 2 ปี และเพิ่มจำนวนการขึ้นบัญชีผู้สอบผ่านเกณฑ์ขึ้นบัญชีไว้จากเดิม 2 เท่า เป็น 4 เท่า และให้นำผลการปฏิบัติงานในภาค ค  มาประกอบการพิจารณาในภาค ก ได้ ดังนั้นภาค ก จะมีสองส่วนคือข้อเขียนกับผลงาน แต่มาตรฐานยังคงเหมือนเดิมคือต้องได้คะแนนผ่านไม่น้อยกว่าร้อยละ60

เลขาธิการ ก.ค.ศ.กล่าวต่อไปว่า หลักเกณฑ์ที่สองคือ เกณฑ์ตาม ว.22 เกี่ยวกับการสอบคัดเลือกข้าราชการ 38 ค.(2)ซึ่งที่ประชุมได้นำมาหารือกัน โดยสาระสำคัญของการปรับปรุงเกณฑ์นี้คือ เปิดโอกาสให้ลูกจ้างหรือพนักงานราชการในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ไม่ว่าจะอยู่ส่วนราขการใด สามารถสอบคัดเลือกเป็นข้าราชการ 38ค(2)ข้ามแท่งในสังกัดใดก็ได้ ส่วนเกณฑ์ที่สาม คือการปรับปรุงเกณฑ์การสอบคัดเลือกครูผู้ช่วย ตาม ว.16 เพื่อให้ส่วนราชการต่างๆใช้เป็นกลไกในการสอบคัดเลือกครูอัตราจ้าง ลูกจ้าง หรือลูกจ้างทั่วไปที่มีคุณสมบัติมาสอบเป็นข้าราชการครูได้ แต่ในเกณฑ์นี้ก็ยังสอบข้ามแท่งไม่ได้ ซึ่งต่างกับเกณฑ์ ว.22 อย่างไรก็ตาม ในที่ประชุมได้มีการเสนอให้นำผลงานมาไว้ในภาค ก แต่ที่ประชุมยังไม่ได้มีมติและข้อสรุป ดังนั้นผลงานก็ยังอยู่ในภาค ค เหมือนเดิม แต่กลุ่มครูอัตราจ้าง ลูกจ้าง หรือลูกจ้างทั่วไป สามารถนำประสบการณ์ทำงานจากแท่งอื่นมานับรวมได้ไม่น้อยกว่า 3 ปี

”คุรุสภา“จบดราม่าใบประกอบวิชาชีพครู เหลือแค่ใบเดียวพอ ยกเลิกระบบPBA

เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2569 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการคุรุสภา ครั้งที่ 4/2569 ว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้ปรับแนวทางการออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูจากระบบ PBA คือการขอใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูระดับ ใบอนุญาตปฏิบัติหน้าที่ครู P-License ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูชั้นต้น B-License และใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูชั้นสูง A-License ให้เป็นระบบใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูที่เหลือเพียงใบเดียวเหมือนในอดีต โดยการปรับระบบดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานวิชาชีพครู และตอบโจทย์การพัฒนาครูในระยะยาว โดยเป็นการปรับแนวทางการทดสอบด้านความรู้และประสบการณ์วิชาชีพ ตามมาตรฐานวิชาชีพครู โดยการกำหนดตัวชี้วัดเพิ่มเติมในการพิจารณาคุณภาพตามมาตรฐานวิชาชีพครู ด้านความรู้และประสบการณ์วิชาชีพ เช่น การเทียบเคียงประสบการณ์หรือสมรรถนะที่เกี่ยวข้อง ประกอบกับคะแนนการทดสอบ

“ประโยชน์ของการปรับระบบใบอนุญาตครูครั้งนี้ จะช่วยลดความยุ่งยากและทำให้ระบบมีความสะดวกมากขึ้น โดย การปรับเปลี่ยนครั้งนี้จะไม่กระทบต่อสิทธิของครูที่ได้รับใบอนุญาตตามระบบเดิมยังคงสามารถใช้สิทธิได้ตามปกติ ไม่ต้องกังวลว่าจะได้รับผลกระทบใด ๆ “ รมว.ศึกษาธิการ กล่าวและว่า ทั้งนี้ที่ประชุมได้มอบหมายให้สำนักงานเลขาธิการคุรุสภาไปจัดทำรายละเอียดเพิ่มเติม ทั้งในส่วนของหลักเกณฑ์ วิธีการประเมิน และแนวทางปฏิบัติ เพื่อให้การปรับระบบครั้งนี้สามารถนำไปใช้ได้จริง

เจ๋ง! มทร.ธัญบุรี คว้า 3 รางวัลใหญ่ที่เจนีวา โชว์นวัตกรรม ‘ชิป AI อัจฉริยะ’ ยกระดับระบบไฟฟ้าแห่งอนาคต

­นักวิจัยไทยสร้างชื่อที่สวิตเซอร์แลนด์ คว้า 3 รางวัลใหญ่จากเวทีสิ่งประดิษฐ์ระดับโลกด้วยนวัตกรรมชิปอัจฉริยะวิเคราะห์ไฟฟ้าระดับล้านครั้งต่อวินาที ชูจุดเด่นช่วยบริหารจัดการพลังงานได้จากจุดเดียว ประหยัดเงิน ติดตั้งง่าย ปลอดภัยสูง ตอบโจทย์พลังงานสะอาดและเป้าหมายการลดคาร์บอนสู่ระดับสากล

ศ.ดร.กฤษณ์ชนม์ ภูมิกิตติพิชญ์ รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (มทร.ธัญบุรี) และหัวหน้าคณะวิจัย เปิดเผยว่า จากการเข้าร่วมประกวดในงาน The 51st International Exhibition of Inventions Geneva 2026 ณ นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส โดยผลงานนวัตกรรม The First AI-Driven Electrical Intelligence Chip for Future Sustainability and Resilience All-Electric Society ซึ่งพัฒนาโดยคณะผู้วิจัยจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ ศ.ดร.กฤษณ์ชนม์ ภูมิกิตติพิชญ์ และคณะนักวิจัยสามารถคว้าชัยชนะมาได้ถึง 3 รางวัล คือ รางวัลพิเศษบนเวที Special Prize on Stage จาก Taiwan Invention Association รางวัลเหรียญเงิน Silver Medal และรางวัล NRCT Special Award จากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักที่ช่วยผลักดันผลงานวิจัยไทยให้ก้าวสู่เวทีระดับนานาชาติในครั้งนี้

สำหรับ นวัตกรรมชิปอัจฉริยะ ที่เกิดขึ้นนี้ถือเป็นเทคโนโลยีสำคัญที่จะเข้ามาพลิกโฉมการจัดการพลังงานให้ง่ายและมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยใช้ระบบสมองกลเอไอเข้ามาช่วยวิเคราะห์พฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าของเครื่องใช้ไฟฟ้าทุกชนิดในอาคารผ่านการตรวจวัดที่จุดเชื่อมต่อหลักเพียงจุดเดียว จุดเด่นของนวัตกรรม “AI-Driven Electrical Intelligence Chip” คือ สามารถวิเคราะห์การใช้ไฟฟ้าได้จากจุดเดียว (NILM) ลดต้นทุนและความซับซ้อน สามารถใช้ AI วิเคราะห์และตรวจจับความผิดปกติแบบเรียลไทม์ สามารถเก็บข้อมูลความละเอียดสูงระดับ 1 ล้านครั้ง/วินาที สามารถสื่อสารผ่านสายไฟเดิม (PLC) รองรับระบบไฟฟ้าอัจฉริยะ และยังช่วยยกระดับอาคารสู่ระบบอัจฉริยะที่ช่วยประหยัดพลังงานได้จริงและเดินหน้าสู่เป้าหมายสังคมคาร์บอนต่ำอย่างเป็นรูปธรรม

“มทร.ธัญบุรี ในฐานะมหาวิทยาลัยนวัตกรรมที่สร้างคุณค่าให้สังคมและประเทศชาติ พร้อมเดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยีที่ใช้งานได้จริงในระดับอุตสาหกรรม โดยทีมวิจัยมุ่งส่งเสริมให้นวัตกรรมนี้เป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนสังคมไฟฟ้าและเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศไทยให้มีความมั่นคงด้านพลังงานด้วยเทคโนโลยีที่คิดค้นโดยคนไทยเอง สำหรับภาคธุรกิจหรือผู้ประกอบการที่สนใจนำนวัตกรรมชิปอัจฉริยะไปต่อยอดเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการพลังงานในอาคารหรือโรงงาน สามารถติดต่อข้อมูลได้ที่ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มทร.ธัญบุรี” หัวหน้าคณะวิจัย กล่าว