เสมา 1 เปิดงานวันครู  ย้ำนโยบาย “เรียนดี มีความสุข สร้างเด็ก ฉลาดรู้ ฉลาดคิด ฉลาดทำ” พร้อมเดินหน้าลดภาระครูใช้เทคโนโลยีจัดการระบบให้มากขึ้น ปลื้มครูแห่ลงทะเบียน TRS

เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2568  ที่ หอประชุมคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ได้จัดพิธีงานวันครู ครั้งที 69 ประจำปี 2568 ภายใต้แนวคิด “เรียนดี มีความสุข : ครูไทยร่วมใจปฏิวัติการศึกษา สร้างเด็ก ฉลาดรู้ ฉลาดคิด ฉลาดทำ” โดยมี พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธาน ตามที่ได้รับมอบหมายจาก นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี   โดยมีกิจกรรมที่สำคัญประกอบด้วยพิธีบูชาบูรพาจารย์และระลึกถึงพระคุณบูรพาจารย์ มีการอ่านโองการอัญเชิญบูรพาจารย์ โดย ดร.สุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และ สวดฉันท์ระลึกถึงพระคุณบูรพาจารย์ โดย ดร.อรรถพล สังขวาสี ครูอาวุโสนอกประจำการ เป็นผู้นำสวด  และมีการอัญเชิญพระคติธรรมจากสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก  พร้อมทั้งมีพิธีมอบโล่รางวัลผู้มีคุณูปการต่อการศึกษาของชาติ   พิธีมอบเข็มคุรุสภาสดุดี และเกียรติบัติ รางวัลคุรุสภา”ระดับดี” พิธีมอบรางวัลของคุรุสภา ประจำปี 2567 ได้แก่ รางวัลครูผู้สอนดีเด่น รางวัลผลงาน “หนึ่งโรงเรียน หนึ่งนวัตกรรม” รางวัลผลงานวิจัยของคุรุสภา พิธีมอบรางวัลพระพฤหัสบดี ประดับประเทศ ประจำปี 2567 และพิธีมอบรางวัล ครูดีในดวงใจ

ทั้งนี้ นายกฯได้ส่งสาร เนื่องในโอกาสวันครู ครั้งที่ 69 พ.ศ. 2568  โดยมีใจความว่า เนื่องในโอกาสวันครู ครั้งที่ 69 พ.ศ. 2568  วันที่ 16 มกราคม 2568  ดิฉันขอส่งความระลึกถึง และความปรารถนาดีมายังคุณครูและบุคลากรทางการศึกษาทุกท่าน ที่สร้างคุณูปการแก่การศึกษาของชาติตลอดมา

“ครู” เป็นปูชนียบุคคลที่มีคุณค่าของชาติที่พัฒนาเด็กและเยาวชนไทยให้มีศักยภาพ ครูจึงเป็นผู้มีพระคุณเกศิษย์ทุกคน ดิฉันได้มอบคำขวัญวันครู ครั้งที่ 69 พ.ศ. 2568 ว่า “ครูจุดประกายความฝัน ผลักดันให้กล้าคิด สร้างโอกาสในชีวิตให้เด็กไทย” ด้วยระลึกถึงพระคุณครู อาจารย์ ที่เปรียบเสมือนผู้ใหญ่ที่เคารพรักในครอบครัวที่ให้ความรัก ความเมตตา ความปรารถนาดี เป็นผู้จุดประกายความคิดให้แก่ศิษย์ รวมทั้งถ่ายทอดวิชาความรู้และสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิต ให้คำชี้แนะ เป็นผู้นำความคิดให้ศิษย์ได้กล้าแสดงออก กล้าคิด กล้าทำในสิ่งที่ถูกต้องและเหมาะสม ทำให้ศิษย์ได้เรียนรู้และสามารถนำไปปรับใช้ในการดำเนินชีวิต ทั้งการประกอบสัมมาชีพ การเลี้ยงดูครอบครัว และการอยู่ร่วมกับคนในสังคม ครูเป็นผู้สร้างแรงบันดาลใจให้ศิษย์ได้ต่อยอดความคิดและทำในสิ่งใหม่ ๆ ซึ่งจะทำให้ศิษย์ได้มีโอกาสในการเลือกแบบแผนชีวิตที่มีความมั่นคงและมีความสุข ครูจึงต้องเพียบพร้อมไปด้วยทักษะ ความรู้ ความสามารถและพัฒนาฝึกฝนตนเองอยู่เสมอ เพื่อให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงในโลกยุคใหม่ ซึ่งจะบ่มเพาะให้ศิษย์เป็นคนดี คนเก่ง มีคุณธรรม จริยธรรม พร้อมที่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ และเป็นทรัพยากรบุคคลที่มีคุณค่าที่น่าภาคภูมิใจของชาติ รวมทั้งเป็นกำลังสำคัญในการสร้างคุณประโยชน์ให้แก่สังคม และความเจริญก้าวหน้าให้แก่ชาติบ้านเมืองสืบไป

ในโอกาสวันครู ครั้งที่ 69  พ.ศ. 2568 ดิฉันในฐานะศิษย์ขอแสดงความกตเวทิตาคุณแก่คุณครูที่ประสิทธิ์ประสาทวิชาความรู้แก่ศิษย์ด้วยหัวใจที่มุ่งมัน ทุ่มเท เสียสละเสมอมา พร้อมกันนี้ดิฉันขออวยพรให้ครูอาวุโส ครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ปฏิบัติภารกิจในการพัฒนาการศึกษาของชาติทุกท่านประสบแต่ความสุข มีพลังกาย พลังใจ พลังสติปัญญาที่เข้มแข็งและเปี่ยมไปด้วยพลังความคิดสร้างสรรค์ มีสุขภาพกาย สุขภาพใจแข็งแรงสมบูรณ์ มีความเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงาน และประสบความสำเร็จในสิ่งที่ปรารถนาทุกประการโดยทั่วกัน

ด้าน พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า ขอแสดงความชื่นชม ยินดีต่อผู้ที่ได้รับรางวัลเนื่องในโอกาสงานวันครู การที่ท่านได้รับการพิจารณาคัดเลือกนั้น เป็นการยกย่อง เชิดชูเกียรติ ว่า ท่านทั้งหลายเป็นผู้มีคุณูปการต่อการศึกษาของชาติเป็นผู้จัดการเรียนรู้ เป็นผู้ที่สนับสนุนการศึกษา และเห็นความสำคัญของการพัฒนาผู้เรียนและการศึกษา จึงอุทิศตน ทั้งกำลังแรงกาย แรงใจ และกำลังทุนทรัพย์ เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาของประเทศชาติ และผู้ที่ได้รับรางวัล ถือเป็น “แบบอย่างที่ดี” ที่ผู้เรียน ผู้วิชาชีพ และสังคม มองเห็นผลแห่งการกระทำที่ดีงามในความเป็น “ครูดี” ของท่าน

ครูและบุคลากรทางการศึกษามีความสำคัญยิ่งต่อการพัฒนาคุณภาพคนของประเทศ “การพัฒนาคุณภาพของครูและบุคลากรทางการศึกษา” จึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดที่ส่งผลต่อคุณภาพของผู้เรียน คุณภาพของการศึกษา และคุณภาพของประเทศชาติ และหัวใจสำคัญของการศึกษา จึงเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่ต้องอาศัยความร่วมมือของทุกฝ่าย ครูต้องกระตือรือร้น พัฒนาตนเองให้รอบรู้ รู้จริง ในเรื่องที่สอน ส่วนผู้เรียนต้องกระตือรือร้นในการเรียนรู้จากครู เมื่อสองอย่างนี้มาเจอกัน การพัฒนาอย่างมีคุณภาพจึงจะเกิดขึ้นได้

นโยบายรัฐบาลด้านการศึกษา ให้ความสำคัญกับการพัฒนาทุนมนุษย์ ที่เป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศ โดยเร่งส่งเสริมผลักดันให้เกิดการพัฒนาคนไทยทุกช่วงวัยอย่างเต็มกำลังและความสามารถ รัฐบาลจะส่งเสริมการเกิดและเติบโตอย่างมีคุณภาพของเด็กทุกคนอย่างเท่าเทียม เด็กไทยทุกคน จะต้องเข้าถึงศูนย์ดูแลเด็กปฐมวัยที่มีมาตรฐาน เมื่อเติบโตก็ได้เรียนหนังสือที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการคิดวิเคราะห์อย่างมีเหตุผล ส่งเสริมศักยภาพทั้งด้านศิลปะ วัฒนธรรม และความสามารถทางกีฬา และพัฒนาระบบการศึกษาที่ยืดหยุ่นทั้งในระบบ นอกระบบ ตามอัธยาศัย และการเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยเข้ามาสนับสนุน ตอบโจทย์ศักยภาพของผู้เรียน ลดภาระและลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ ส่งเสริมให้เกิดการเรียนสองภาษา โดยใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เป็นตัวช่วย เน้นการสอนทักษะที่ใช้ประโยชน์ได้ในชีวิตจริง เพื่อการสร้างรายได้ (Learn to Earn) ส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือระหว่างรัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคเอกชนในการจัดการศึกษาทุกระดับ รวมทั้งการเฟ้นหาและช่วยเหลือเด็กและเยาวชนที่หลุดจากระบบการศึกษา พร้อมทั้งส่งเสริมการปฏิรูประบบอาชีวศึกษาและอุดมศึกษาเพื่อให้ตอบสนองต่อความต้องการแรงงานในอนาคตและรองรับการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Life-Long Learning)

กระทรวงศึกษาธิการมุ่งมั่นสานต่อนโยบาย “เรียนดี มีความสุข” ให้เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อผู้เรียนเป็นที่ประจักษ์ ภายใต้หลักการ “การศึกษาเพื่อความเป็นเลิศ และ การศึกษาเพื่อความมั่นคงของชีวิต” ใช้แนวทางการทำงาน “จับมือไว้ แล้วไปด้วยกัน” “การศึกษาเท่าเทียม” ผ่านเครือข่ายการศึกษาเพื่อการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และต่อยอดการพัฒนาคุณภาพการศึกษาทุกระดับให้ทันสมัย ได้มาตรฐานสากล ภายใต้แนวคิด “ปฏิวัติการศึกษา แก้ปัญหาประเทศ” เพื่อพัฒนาคนไทยทุกคนในทุกช่วงวัยให้ “ฉลาดรู้ ฉลาดคิด ฉลาดทำ” มีศักยภาพและความพร้อมสนับสนุนการพัฒนาประเทศให้ “มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน”

ความพยายาม และความตั้งใจของกระทรวงศึกษาธิการจะสำเร็จได้ เพราะได้รับการตอบรับ หรือความร่วมมืออย่างแข็งขันจากครู ผู้บริหารทุกระดับ และผู้ที่เกี่ยวข้องในการประสานเพื่อช่วยกันขับเคลื่อนการศึกษาของชาติให้ก้าวหน้า ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาพอสมควร เฉกเช่น “ดอกกล้วยไม้” อันเป็นสัญลักษณ์วันครู ต้องใช้เวลาดูแลและเอาใจใส่ แต่เมื่อดอกออกแล้วยังความสวยงามน่าชื่นชมมาสู่ผู้ที่ได้พบเห็น อย่างไรก็ดี ผมยังมั่นใจว่า กระทรวงศึกษาธิการทำได้สำเร็จ เพราะผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา และทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ต่างร่วมมือรวมพลังประสานมือกันช่วยเหลือ ทุ่มเท เอาใจใส่

อย่างจริงจัง เพื่อพัฒนาการศึกษาของประเทศ การยกย่องเชิดชูเกียรติผู้ได้รับรางวัลในวันนี้ เป็นเครื่องยืนยันว่าเรามีครูและผู้บริหารดี ที่มีคุณภาพ เพียบพร้อมทั้งด้านความรู้ ความสามารถ และจิตวิญญาณความเป็นครู สามารถเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่ ศิษย์ สมดังคำขวัญของท่านนายกฯ ที่ว่า “ครูจุดประกายความฝัน ผลักดันให้กล้าคิด สร้างโอกาสในชีวิตให้เด็กไทย”

ผศ.ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา กล่าวว่า การจัดงานวันครูปีนี้ เป็นการจัดงานวันครูครั้งที่ 69 โดยมีปีนี้ ได้รับความร่วมมือจากศึกษาธิการจังหวัด เป็นผู้นำหลักในการจัดงานวันครูของสถานศึกษาในส่วนภูมิภาค ซึ่งกำหนดจัดงานวันครูพร้อมเพรียงกันทั่วประเทศ  นอกจากนี้ยังได้รับความร่วมมืออย่างดียิ่ง จากเครือข่ายการพัฒนาทางวิชาชีพทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่ตระหนักและเห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาวิชาชีพ ประกอบด้วย ศูนย์ภูมิภาคว่าด้วยสะเต็มศึกษาของซีมีโอ   สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.)   มหาวิทยาลัยสวนดุสิต   มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่   สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย   สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย   ศูนย์ความปลอดภัย กรมตำรวจ บริษัท Google (ประเทศไทย) จำกัด และ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน)

พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ให้สัมภาษณ์ภายหลัง เรื่องการลดภาระครู ว่า กระทรวงศึกษาธิการยังดำเนินการอยู่ ยอมรับว่าขณะนี้ยังไม่ถึงเป้าหมายที่วางไว้ แต่ก็ทำได้มากแล้ว 70-80% แล้วโดยเฉพาะเรื่องการลดภาระงาน เชื่อว่าเราดำเนินการได้ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการประเมิน ว PA  การแก้ไขหนี้สินครู การย้ายครูคืนถิ่น ที่วันนี้มีการเปิดระบบย้ายข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครู สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ผ่านระบบ TRS (Teacher Rotation System)  เป็นการลดภาระครูไม่ต้องเดินทางในการดำเนินการ และมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ เพราะใช้ระบบเทคโนโลยีมาช่วยเพิ่มความสะดวกในการดำเนินการ ซึ่งต้องขอบคุณและชื่นชมทุกหน่วยงานที่ร่วมดำเนินการ โดยเฉพาะสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา(ก.ค.ศ.) รวมถึงสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(สอศ.) และกรมส่งเสริมการเรียนรู้(สกร.) ที่มาร่วมลงข้อมูลในระบบ อย่างไรก็ตามหากการดำเนินการระบบ TRS ประสบผลสำเร็จก็จะมีการต่อยอดไปใช้กับระดับผู้บริหารสถานศึกษาต่อไป

“ถือเป็นความพยายามในการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการลดภาระของครู ที่พอนำมาลงระบบแล้วจะสามารถเชื่อมกันได้หมด จากที่เปิดระบบตอน 8.00 น. พบว่า มีครูเข้ามาลงทะเบียนถึงกว่า 5,000 คน นับว่าครูมีความตื่นตัวดีมาก ดังนั้นสิ่งที่คาดหวังต่อไป คือจะมีการขยายผลออกไปในหน่วยงานอื่นๆ  ด้วย ไม่เฉพาะหน่วยงานที่สังกัดกระทรวงศึกษาธิการเท่านั้น วันนี้ถือว่าเป็นผลที่ดีเยี่ยมที่ต้องขอชื่นชม และเป็นของขวัญสำหรับครูเนื่องในวันครูด้วย” รมว.ศึกษาธิการ กล่าว

ทั้งนี้ รมว.ศึกษาธิการ ได้กล่าวให้กำลังใจครูที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงด้วยว่า ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองครูผู้ทำคุณประโยชน์ให้ประเทศชาติมีความปลอดภัย สุขภาพกายสุขภาพใจแข็งแรง และขอวิงวอนไปยังผู้ที่ไม่ประสงค์ดี การที่ทำร้ายคุณครูซึ่งเป็นผู้ส่งเสริมให้เด็กมีปัญญา ถือเป็นการทำร้ายเด็ก ๆ ด้วย เพราะฉะนั้นขอความกรุณาอย่าทำร้ายครูหรือบุคลากรทางการศึกษา เพราะครูทุกคนทำในสิ่งที่ดีให้ประเทศชาติและเด็ก ๆ

อดีตปลัดศธ.ห่วงการพัฒนากำลังคนของประเทศ แนะให้นำรายงาน “WEF”มาวางแผนการผลิต

 เมื่อวันที่ 16 ม.ค. 2568 ดร. อรรถพล สังขวาสี อดีตปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และเลขาธิการสภาการศึกษา กล่าวว่า ตอนนี้ ตนมีข้อห่วงใยต่อการวางแผนและผลิตพัฒนากำลังคนในอนาคตของประเทศ เป็นอย่างมาก เนื่องจากผู้ประกอบการหลายแห่งในประเทศได้มีการปรับเปลี่ยนระบบการทำงานจากปัญหาทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยี มีการให้พนักงานออกจากงาน ปัญหาสังคมสูงวัย รวมถึงจากรายงาน Future of Jobs 2025 ของ World Economic Forum (WEF) จากรายงานฉบับดังกล่าว พบว่า ลักษณะของอาชีพมีความเป็นพลวัตสูงมาก โดยในปี 2025 มีการเติบโตของความต้องการแรงงานเพิ่มขึ้น 78 ล้านอัตรา หรือคิดเป็นร้อยละ 7 มีอาชีพเกิดใหม่กว่า 170 ล้านอัตรา หรือคิดเป็นร้อยละ 14 แต่ก็มีอาชีพที่ถูกแทนที่ด้วยเครื่องจักรหรือ อื่น ๆ อีก 92 ล้านอัตรา หรือคิดเป็นร้อยละ 8 ดังนั้น จึงจำเป็นที่ภาคการศึกษา ต้องตื่นตัว โดยนำรายงานดังกล่าวมาวางแผนและแนวทางการผลิตพัฒนากำลังคนเพื่อรองรับภาคอุตสาหกรรมและธุรกิจอนาคต ทั้งในระดับยุทธศาสตร์ มีการกำหนดเป้าหมาย ระยะสั้นและระยะยาว ที่ชัดเจน เช่น การผลิตแรงงานที่มีทักษะขั้นสูงในสาขาที่ขาดแคลน หรือในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย การสร้างแผนแม่บท (Master Plan) จัดทำแผนพัฒนากำลังคนโดยพิจารณาข้อมูลเศรษฐกิจและแนวโน้มของอุตสาหกรรม เช่น อุตสาหกรรม 4.0, โลจิสติกส์, และพลังงานสะอาด การส่งเสริมการศึกษาที่ตอบโจทย์อุตสาหกรรมสมัยใหม่  และอุตสาหกรรมเป้าหมาย (S-Curve) New S -Curve: ยานยนต์ไฟฟ้า (EV), หุ่นยนต์, การบิน, ดิจิทัล First S-Curve: อิเล็กทรอนิกส์, อาหาร, ท่องเที่ยว โดยเร่งปรับหลักสูตรการศึกษาออกแบบหลักสูตรที่มุ่งเน้นการพัฒนาทักษะดิจิทัล เช่น การเขียนโปรแกรม การใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการวิเคราะห์ข้อมูล เพิ่มรายวิชาเกี่ยวกับเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ในทุกระดับการศึกษา รวมทั้ง ทักษะที่สำคัญที่องค์กรในไทยต้องการ 5 อันดับแรก ตามรายงานของ WEF คือ ทักษะด้าน AI และ Big Data ทักษะการคิดเชิงวิเคราะห์ ทักษะการคิดอย่างสร้างสรรค์ ทักษะด้านเครือข่ายและความปลอดภัยทางข้อมูลและทักษะความเป็นผู้นำและสร้างอิทธิพลต่อสังคม

ดร.อรรถพล กล่าวต่อไปว่า อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญควรสนับสนุนการเรียนการสอนสายอาชีวศึกษาให้มากขึ้น และต้องสร้างความเข้าใจว่าการจัดการอาชีวศึกษานั้น เป็นการจัดการศึกษาที่มุ่งเน้นการสร้างอาชีพ ไม่ใช่การจัดการศึกษาระดับมัธยมศึกษาโดยควรเพิ่มความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรมใช้โมเดล Work-Based Learning (WBL) ซึ่งเน้นการเรียนรู้จากสถานการณ์จริง และการพัฒนาทักษะที่ตอบโจทย์ความต้องการในอนาคต รวมถึงการพัฒนาทักษะใหม่ (Reskilling) ผ่านPlatform การศึกษาวิชาชีพคือวิทยาลัยสารพัดช่าง ที่มีอยู่ทุกจังหวัด โดยฝึกอบรมแรงงานภาคประชาชน ที่ต้องการเปลี่ยนสายงานหรือเพิ่มทักษะ เช่น การบริหารจัดการ Supply Chain หรือการใช้เครื่องจักรอัตโนมัติ การเพิ่มทักษะ (Upskilling) พัฒนาทักษะเชิงเทคนิคที่สูงขึ้น เช่น การออกแบบระบบ IoT (Internet of Things) หรือการควบคุมหุ่นยนต์ อีกทั้งการใช้เทคโนโลยีสนับสนุนการพัฒนาแรงงาน “แพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ (E-Learning) และต้องสร้างแพลตฟอร์มการเรียนรู้ที่เข้าถึงง่าย เช่น หลักสูตรออนไลน์ด้าน Data Analytics หรือ Cybersecurity การฝึกอบรมด้วยเทคโนโลยีเสมือนจริง (VR/AR) ใช้เทคโนโลยีเสมือนจริงในสถานการณ์การทำงาน เช่น การฝึกควบคุมเครื่องจักรในโรงงานอุตสาหกรรม การสร้างความร่วมมือกับภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมการจับคู่ความต้องการแรงงาน (Job Matching) สร้างฐานข้อมูลกลางที่แสดงตำแหน่งงานและทักษะที่จำเป็น การฝึกงานในสถานประกอบการ (Internship)ส่งเสริมการฝึกงานระหว่างนักศึกษาและโรงงานอุตสาหกรรมอย่างมีคุณภาพ และการส่งเสริมงานวิจัยและพัฒนา (R&D)สนับสนุนการวิจัยเพื่อสร้างนวัตกรรมในภาคอุตสาหกรรมเชื่อมโยงงานวิจัยระหว่างมหาวิทยาลัยและภาคเอกชน สิ่งสำคัญต้องวางระบบประเมินและติดตามผลโดนจัดทำระบบประเมินผลความสำเร็จของโครงการ เช่น อัตราการจ้างงานและความพึงพอใจของนายจ้าง การพัฒนากำลังคนเหล่านี้จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศและสร้างความยั่งยืนให้กับเศรษฐกิจในระยะยาวได้”อดีตปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าว

“นักเรียนเศรษฐเสถียร” โชว์ศักยภาพกวาดรางวัลจากเวทีระดับชาติและนานาชาติหลายรายการ

เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2568 นางภัทริยาวรรณ พันธุ์น้อย ผู้อำนวยการสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) ได้นำนักเรียนของ โรงเรียนเศรษฐเสถียร ในพระราชูปถัมภ์ ที่ได้รับรางวัลจากการเข้าร่วมแข่งขันการประกวดและจัดนิทรรศการระดับนานาชาติ 2 รายการและระดับชาติ1 รายการ เข้าพบพลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกรทรวงศึกษาธิการ  นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และ ดร.สุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ โดย

นายสุรศักดิ์ กล่าวแสดงความชื่นชมนักเรียนว่า ความสำเร็จครั้งนี้เป็นการแสดงศักยภาพ ความทุ่มเท ของน้อง ๆ ที่ตั้งใจเรียนทำให้ความสำเร็จเกิดขึ้น อีกอย่างก็คือครูและบุคลากรทุกคนที่ช่วยกันส่งเสริมสนับสนุนให้น้อง ๆ ทุกคนได้มาถึงขนาดนี้ และที่สำคัญเป็นการแสดงออกถึงความร่วมมือเอาใจใส่ของทุกภาคส่วน ในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และได้รับมอบหมายให้กำกับดูแล สพฐ.ก็มีความภาคภูมิใจ อีกทั้งเป็นนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการที่จะต้องส่งเสริมสนับสนุนการจัดการศึกษาของทุกภาคส่วนอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นการศึกษาปกติ การศึกษาพิเศษ หรือการศึกษารูปแบบอื่น ๆ ก็ขอเป็นกำลังใจและหวังว่าสิ่งที่ทำมาจะเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่เพื่อน ๆ และขอให้พัฒนาตนเองให้เก่งขึ้นไปเรื่อย ๆ

พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าวว่า อยากให้เด็ก ๆ  นำความภาคภูมิใจในวันนี้ไปขยายผลต่อให้ถึงเพื่อน ๆ และรุ่นน้อง ๆ ด้วย เราเก่งคนเดียวไม่พอ แต่จะต้องทำให้เพื่อน ๆ น้อง ๆ เก่งเหมือนเรา เพราะฉะนั้นอยากให้ขยายไปยังโรงเรียนอื่น ๆ อีก เราต้องเป็นแบบอย่างหรือไอดอลให้เพื่อน ๆ หรือน้อง ทำอย่างไรให้เพื่อน ๆ และ น้อง ๆ เก่งเหมือนเรา และขอให้รักษาความภาคภูมิใจหรือความดีตลอดไป

สำหรับนักเรียนที่แสดงความสามารถคว้ารางวัลจากเวทีต่าง ๆ ประกอบด้วย

  1. การประกวดและจัดแสดงนิทรรศการในงาน “Seoul International Invention Fair 2024” (SIIF  2024) ระหว่างวันที่ 25 ตุลาคม – 2 ธันวาคม 2567 ณ กรุงโซล สาธารณรัฐเกาหลี SIIF (ระดับนานาชาติ) “Seoul International Invention Fair 2024” (SIIF 2024) เป็นเวทีการประกวดและนำเสนอผลงาน ของนักประดิษฐ์จากนานาประเทศจัดโดย Korea Invention Promotion Association (KIPA) สมาคมส่งเสริม การประดิษฐ์ของสาธารณรัฐเกาหลี ภายใต้การสนับสนุนของรัฐบาลเกาหลี ในงานดังกล่าวมีผลงานประดิษฐ์คิดค้นจากทั้งภาครัฐและภาคเอกชน มหาวิทยาลัย สถาบันต่างๆ นักวิจัยและนักประดิษฐ์อิสระจากเกาหลีและ ต่างประเทศ เข้าร่วมประกวดและจัดแสดง จำนวนกว่า 1,000 ผลงาน จากองค์กรประเทศต่างๆ กว่า 30  ประเทศทั่วโลก สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลได้ส่งโครงงานเครื่องฝึกสะกดนิ้วมือสำหรับผู้ที่มีความบกพร่อง ทางการได้ยินด้วย AI ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศจากกิจกรรม Coding War ให้สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ(วช.) ได้ พิจารณาผลงานดังกล่าวและได้ถูกคัดเลือกให้เข้าร่วมประกวดและจัดแสดงนิทรรศการในงาน “Seoul  International Invention Fair 2024” (SIIF 2024) ณ กรุงโซล สาธารณรัฐเกาหลี จากการแข่งขันดังกล่าว โรงเรียนเศรษฐเสถียร ในพระราชูปถัมภ์ ได้รับรางวัล
  2. รางวัล WIPO National Award for Creativity จาก Korean Invention Promotion Association  (KIPA) รางวัลความเป็นเลิศด้านการสร้างสรรค์นวัตกรรม จากองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO)
  3. รางวัล GOLD PRIZE จาก SEOUL INTERNATIONAL INVENTION FAIR รางวัลเหรียญทอง จากการ ประกวดนวัตกรรมสิ่งประดิษฐ์นานาชาติ โซล ประจำปี 2567
  4. รางวัล NRCT SPECIAL AWARD จาก สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) รางวัลงานวิจัยที่ใช้สื่อสังคม ออนไลน์สร้างสรรค์สังคมได้อย่างยอดเยี่ยม จากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.)

ผู้เข้าแข่งขัน ประกอบด้วย น.ส.อแมนด้า วงศ์สรณะ นักเรียน ชั้น ม.5  น.ส.วกวิตา สุดแสงจันทร์ นักเรียน ระดับ ชั้น ม.5  ด.ญ.ชญานันท์ รัศมีโสภณ นักเรียน ชั้น ม.2  และมี นายวศิน แสงสิน ครู คศ.1 และ น.ส.นฤมล สุวามิน ครู คศ.3 เป็นผู้ฝึกสอน

  1. การแข่งขันการแข่งขันความท้าทายทางเทคโนโลยีสารสนเทศระดับสากล 2024 (Global IT  Challenge for Youth with Disabilities : GITC) (ระดับนานาชาติ)ซึ่งเป็นโครงการเพื่อเสริมสร้างขีด ความสามารถด้าน ICT ของเยาวชนที่มีความพิการ สร้างรากฐานสำหรับความก้าวหน้าทางสังคม และปรับปรุง ความตระหนักรู้เกี่ยวกับการเข้าถึงระบบดิจิทัลสำหรับเยาวชนที่มีความพิการ ที่จัดขึ้นโดย Rehabilitation  International Korea (RI Korea) มีการเริ่มโครงการอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี ค.ศ.1990 จนถึงปัจจุบัน โรงเรียน เศรษฐเสถียร ในพระราชูปถัมภ์ ได้เข้าร่วมการแข่งขัน GITC ตั้งแต่ปี ค.ศ.2016 จนถึงปัจจุบัน มีการแข่งขันทั้งหมด 6 รายการ ได้แก่ 1. eCreative_IoT (ประเภททีม)  เป็นการแข่งขันประกวดโครงงาน IoT สำหรับช่วยเหลือผู้พิการ 2. eCreative_Smart Car (ประเภททีม) เป็นการ แข่งขันเขียนโปรแกรมสั่งงานหุ่นยนต์รถ 3. eContent (ประเภททีม) เป็นการแข่งขันตัดต่อวิดีโอ 4. eLifeMap  (ประเภทเดี่ยว) เป็นการแข่งขันค้นหาข้อมูลในเครือข่ายอินเทอร์เน็ต 5. eTool_Spreadsheet (ประเภทเดี่ยว)  เป็นการแข่งขันการใช้สูตรคำนวณด้วย Excel 6. eTool_Presentation (ประเภทเดี่ยว) เป็นการแข่งขันการใช้ คำสั่ง PowerPoint

นักเรียนโรงเรียนเศรษฐเสถียร ในพระราชูปถัมภ์ ที่เป็นตัวแทนเยาวชนพิการไทย ประเภทความพิการ ทางการได้ยิน ได้เข้าร่วมการแข่งขันดังกล่าว และได้รับรางวัลจำนวน 2 รางวัล ได้แก่  รางวัลเหรียญเงิน Excellent Award eContent (การแข่งขันตัดต่อวิดีโอ) และ รางวัลเหรียญเงิน Excellent Award eCreative_IoT (การแข่งขันประกวดโครงงาน IoT สำหรับ ช่วยเหลือผู้พิการ) โดยนักเรียนที่ได้รับรางวัล คือ ด.ญ.ชญานันท์ รัศมีโสภณ นักเรียน ชั้น ม. 2  และ น.ส.นฤมล สุวามิน ครู คศ.3 เป็นผู้ฝึกสอน

  1. การแข่งขันวัดผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้วิทยาศาสตร์ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ระหว่างวันที่ 8-10 พฤศจิกายน 2567 ณ โรงเรียนนาย ร้อยพระจุลจอมเกล้าฯ จังหวัดนครนายก (ระดับชาติ) เนื่องจากโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ได้จัดการแข่งขันวัดผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้วิทยาศาสตร์การบินอากาศ ยานประเภท เครื่องร่อน เครื่องบินพลังงาน เครื่องบินเล็กบังคับวิทยุ เฮลิคอปเตอร์ และมัลติโรเตอร์ ชิงถ้วย พระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ตามโครงการ ส่งเสริมพัฒนาสุขภาพกาย ใจ จิต ปัญญา กระบวนการเรียนรู้และศักยภาพด้านวิทยาศาสตร์การบิน โดยมีเป้าหมายส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ และพัฒนาศักยภาพด้านวิทยาศาสตร์การบิน ต่อยอดโครงการกิจกรรมการ เรียนรู้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์นักบินน้อย ของสพฐ. ใน ประเภทเครื่องร่อน เครื่องบินพลังยาง เครื่องบินเล็กบังคับวิทยุประเภท 4 ช่องสัญญาณ อากาศยานบังคับวิทยุ ประเภทความคิดสร้างสรรค์ มัลติโรเตอร์ สำหรับนักเรียนตั้งแต่ระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษา ให้มีความรู้ความ ชำนาญ ทักษะประสบการณ์เพียงพอที่จะดัดแปลงปรับปรุงรูปแบบอากาศยานชนิดต่าง ๆ ให้มีประสิทธิภาพด้าน การบินดีขึ้น เป็นพื้นฐานในการศึกษาวิจัยให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติต่อไปในอนาคต โรงเรียนเศรษฐเสถียรฯ ได้ส่งนักเรียนเข้าร่วมการแข่งขันจำนวน 4 รายการ ได้แก่ 1.อากาศยานมัลติโรเตอร์ (โดรน)  ระดับประถมศึกษา-มัธยมศึกษา 2. เครื่องร่อนพุ่งด้วยมือ ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ประเภทบินนาน ปีก 1 เมตร 3. เครื่องร่อนด้วยมือ ระดับประถมศึกษา ประเภทบินนาน ปีก 60 เซนติเมตร 4. เครื่องบินพลังยาง Stick รุ่น  Expert Class

จากการเข้าร่วมการแข่งขันโรงเรียนเศรษฐเสถียร ในพระราชูปถัมภ์ ได้รับรางวัลชนะเลิศถ้วยพระราชทาน  การแข่งขันอากาศยานมัลติโรเตอร์ (โดรน) ระดับประถมศึกษา-มัธยมศึกษา มีผู้เข้าแข่งขันและครูผู้ฝึกสอนดังนี้ ด.ญ.รมณ จุมพรม นักเรียนชั้น ป.6 ผู้แข่งขัน และ นายวศิน แสงสิน ครู คศ.1 ครูผู้ฝึกสอน

 

“บิ๊กอุ้ม”ประชุมประสานภารกิจติดตามงาน ศธ. “ปลื้ม”จัดงานวันเด็กปีนี้ ได้รับความชื่นชมและความพึงพอใจจากหลาย ๆ ฝ่าย พร้อมสั่งเตรียมจัดงานในปีต่อไป

เมื่อวันที่ 15 ม.ค.2568 พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยถึงผลการประชุมประสานภารกิจกระทรวงศึกษาธิการ ว่า ที่ประชุมได้รายงานความก้าวหน้าการขับเคลื่อนเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษา PISA โดย สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.)ได้รายงานผลการดำเนินงานการใช้ชุดพัฒนาความฉลาดรู้ฯ ด้านการอ่าน วิทยาศาสตร์ และคณิตศาสตร์ ซึ่งได้อบรมแกนนำขยายผล จำนวน 1,400 คน และขยายผลไปยังแกนนำในระดับเขตพื้นที่ จำนวน 245 เขต ในรายวิชาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และการอ่าน จำนวนทั้งสิ้น 27,642 คน โรงเรียนนำไปใช้ในภาคเรียนที่ 1/2567 เฉลี่ย 2-3 เรื่อง และโรงเรียนนำไปใช้ในภาคเรียนที่ 2/2567 เฉลี่ย 1-5 เรื่อง และ 6 – 8 เรื่อง เขตพื้นที่การศึกษา ร่วมกับ สพฐ. ฝึกทำข้อสอบในระบบ Computer Based Test โดยนำนักเรียนใช้ระบบ PISA Style Online Testing (สพฐ) PISA Like online/offline (สสวท.) มีกลุ่มเป้าหมาย จำนวน 662,300 คน ใช้งานระบบแล้ว จำนวน 611,484 คน และอบรมการสร้างและพัฒนาข้อสอบวัดความฉลาดรู้ ด้านการอ่าน วิทยาศาสตร์ และคณิตศาสตร์ ในระดับเขตพื้นที่ จำนวน 245 เขตพื้นที่ ในรูปแบบ on demand (การเรียนที่ไหน เมื่อไหร่ก็ได้ ตามที่ต้องการ) จำนวน 445,624 คน มีวิทยากรแกนนำเป็นพี่เลี้ยงในการอบรมฯ นอกจากนี้ยังรายงานความก้าวหน้าการขยายผลการอบรมการสร้างและพัฒนาข้อสอบฯ ในระดับเขตพื้นที่ จำนวน 245 เขตพื้นที่ 78 ห้องเรียน มีเป้าหมายจำนวนทั้งสิ้น 445,624 คน ลงทะเบียนทั้งหมด 188,042 คน อบรมเสร็จแล้ว จำนวน 62,489 คน โดยมีสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาที่มีการดำเนินงานร้อยละ 100 ได้แก่ สพม.ฉะเชิงเทรา, สพป.สมุทรสงคราม, สพป.ตาก เขต 1, สพป.ยะลา เขต 3 ซึ่งตนได้ฝากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สพฐ. สสวท. จัดทีมงาน ลงพื้นที่ช่วยสร้างความตระหนักรู้และเข้าใจในการทำข้อสอบ PISA แก่คุณครู และนักเรียนเพิ่มมากขึ้น

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้รายงานการติดตามเด็กนอกระบบการศึกษาเชิงระบบ (THAILAND Zero Dropout)โดยสภาการศึกษา ได้รายงานผลการดำเนินงานการติดตามเด็กนอกระบบการศึกษาเชิงระบบ (Thailand Zero Dropout)ข้อมูลเด็กวัยเรียนที่อยู่นอกระบบการศึกษา ณ วันที่ 13 ม.ค.68จำนวนเด็กนอกระบบการศึกษา 1,025,514 คน ติดตามแล้ว 594,177 คน คิดเป็นร้อยละ 57.94 ยังไม่ได้ติดตาม 431,337 คน คิดเป็นร้อยละ 42.06 โดยในจำนวนนี้ มีเด็กการศึกษาภาคบังคับ ช่วงอายุ 6 – 15 ปี ตกหล่นจำนวน 442,962 คน ติดตามแล้ว 191,042 คน คิดเป็นร้อยละ 43.13 ยังไม่ได้ติดตาม 251,920 คน คิดเป็นร้อยละ 56.87 ส่วน บุรีรัมย์ Zero Drop out model มีข้อมูลเด็กหลุดออกนอกระบบ จำนวน 4,390 คน พบตัวในพื้นที่ 1,383 คน ไม่พบตัวในพื้นที่ 3,007 คน มีผลสำรวจครบ ร้อยละ 100

ทั้งนี้ ได้มีการวิเคราะห์ข้อมูลเด็กที่ค้นพบ ประกอบด้วย ส่วนที่พบตัว (กลุ่มที่เคยศึกษา กลุ่มที่กำลังศึกษา และกลุ่มที่ไม่เคยศึกษา) จำนวน 1,383 คน (ในจำนวนนี้ มี 417 คน ที่ไม่ประสงค์รับการศึกษา), ส่วนกลุ่มไม่พบตัว          มีสาเหตุจากการย้ายถิ่นฐานไปอยู่ต่างประเทศ อยู่ต่างจังหวัด อยู่ต่างอำเภอ และอยู่ในเรือนจำ สถานพินิจ เป็นพระ/เณร หรือเสียชีวิต เป็นต้น

“ผมได้เน้นย้ำถึงกรณีข่าวมีผู้อำนวยการโรงเรียน ในอำเภอหนองสองห้อง จังหวัดขอนแก่น เข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติดเสียเอง โดยได้เตรียมทำหนังสือเน้นย้ำให้ปฏิบัติตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วย การป้องกันเจ้าหน้าที่ของรัฐมิให้เกี่ยวข้องกับยาเสพติด เพื่อสื่อสารไปยังข้าราชการ ครู และบุคลากรทางการศึกษาทั่วประเทศ เพื่อสร้างการรับรู้และปฏิบัติไปในทิศทางเดียวกันแล้ว”รมว.ศึกษาธิการ กล่าวทิ้งท้ายว่า ขอขอบคุณ รมช.ศึกษาธิการ และหน่วยงานหลักที่ช่วยกันสนับสนุนการจัดงานวันเด็กแห่งชาติ ปี 2568 จนแล้วเสร็จ พร้อมได้รับเสียงตอบรับจากหลาย ๆ ฝ่าย เป็นไปในทิศทางที่ดี เช่น ผลการประเมินความพึงพอใจของผู้มาร่วมงาน ซึ่งส่วนใหญ่มีความพึงพอใจในการจัดงานวันเด็กฯ ของกระทรวงศึกษาธิการ ในระดับมากที่สุด พร้อมมอบหมายให้รมช.ศึกษาธิการวางแผนการเตรียมจัดงานฯ ในปีต่อ ๆ ไป

“มหิดลวิทยานุสรณ์” จัดมหกรรมวิทยาศาสตร์นานาชาติ  ISSF 2025 เทิดพระเกียรติ 70 พรรษา กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ 

เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2568 พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วยนายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ แถลงข่าวการจัดงานมหกรรมทางวิทยาศาสตร์ระดับนานาชาติ ครั้งที่ 20 The 20th International Students Science Fair (ISSF 2025) ระหว่างวันที่ 26 – 31 มกราคม 2568 โดยโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์เป็นเจ้าภาพ เพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ในปีมหามงคลแห่งการเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 70 พรรษา ด้วยพระมหากรุณาธิคุณต่อโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์นับแต่ก่อตั้งโรงเรียนเมื่อปี พ.ศ.2533 และต่อวงการการศึกษาวิทยาศาสตร์ทั้งในระดับชาติและระดับนานาชาติ

พลตำรวจเอก เพิ่มพูน กล่าวว่า สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเสด็จพระราชดำเนินเป็นองค์ประธานในพิธีเปิดงาน ISSF ครั้งที่ 1 เมื่อปี พ.ศ. 2548 (ISSF 2005) ครั้งที่ 7 เมื่อปี พ.ศ. 2554 (ISSF 2011) และในครั้งนี้ ปี พ.ศ. 2568 (ISSF 2025) อันเป็นการจัดงานครบรอบ 20 ปี ซึ่งสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี จะเสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดงานในวันจันทร์ที่ 27 มกราคม 2568 ณ หอประชุมมหิดลสิทธาคาร มหาวิทยาลัยมหิดล (ศาลายา) โดยจะมีผู้เข้าร่วมจำนวน 227 คน จาก 18 ประเทศ มีโรงเรียนเข้าร่วมทั้งสิ้น 43 โรง เวทีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระดับนานาชาติจะช่วยพัฒนาการศึกษาวิทยาศาสตร์ของไทยให้มีศักยภาพทัดเทียมการศึกษาวิทยาศาสตร์ในระดับนานาชาติได้

ด้าน ดร.วรวรงค์ รักเรืองเดช ผู้อำนวยการโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ กล่าวว่า โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ เป็นโรงเรียนที่เป็นองค์การมหาชนแห่งเดียวของรัฐ จัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นโรงเรียนต้นแบบในการพัฒนาการศึกษาสำหรับผู้มีความสามารถพิเศษด้านวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ในระดับมัธยมศึกษา ดังนั้น การทำงานและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันของเครือข่ายโรงเรียนวิทยาศาสตร์ชั้นนำจากทั่วโลกในงาน ISSF จะทำให้โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์เห็นแนวทางการพัฒนาหลักสูตรแห่งอนาคตที่เป็นมาตรฐานนานาชาติ และนำกลับมาทดลองใช้กับหลักสูตรของโรงเรียน เพื่อขยายผลต่อยอดให้กับโรงเรียนวิทยาศาสตร์ของไทย เช่น โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย และโรงเรียนที่ใช้หลักสูตรวิทยาศาสตร์อย่างเข้มข้นต่าง ๆ ในประเทศต่อไป

“ในงาน ISSF 2025 จะมีกิจกรรมสำคัญ ได้แก่ นิทรรศการเทิดพระเกียรติปีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 70 พรรษา ปาฐกถาพิเศษโดยนักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบล การนำเสนอผลงานวิจัยโครงงานวิทยาศาสตร์ในมิติใหม่ร่วมกับการถ่ายทอดแรงบันดาลใจผ่านการแสดงผลงานศิลปะ เป็นต้น นอกจากกิจกรรมต่าง ๆ สำหรับนักเรียนแล้ว ในตลอดสัปดาห์ของการจัดงาน จะมีกิจกรรมในมิติของผู้อำนวยการ ครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยเน้นการพัฒนาและขับเคลื่อนแนวทางการจัดการศึกษาที่มุ่งส่งเสริมเยาวชนที่มีความสามารถพิเศษทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ให้สามารถพัฒนาศักยภาพสู่การเป็นพลโลกที่มีความสามารถในการแก้ปัญหาสำคัญระดับโลกด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้” ดร.วรวรงค์ กล่าว

ด่วน!ศธ.เปิดระบบ TRS ย้าย ผอ.สพท.-หัวหน้าส่วนราชการ-แล้ว ส่วนครูจะเปิดระบบให้ย้าย16ม.ค.นี้

เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2568 พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา(ก.ค.ศ.)ครั้งที่ 1/2568 ว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบ (ร่าง) หลักเกณฑและวิธีการเลื่อนระดับตำแหน่งขาราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาตำแหนงบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค. (2) เพื่อแต่งตั้งใหดำรงตำแหนง ประเภททั่วไปและตำแหน่งประเภทวิชาการ ซึ่ง เดิม ก.ค.ศ. ได้กำหนดหลักเกณฑและวิธีการเลื่อนระดับตำแหน่งขาราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค. (2) เพื่อแต่งตั้งใหดำรงตำแหนง ประเภททั่วไปและตำแหน่งประเภทวิชาการ ตาม ว 17/2565 โดยกำหนดให้คณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด(กศจ.)หรือ อนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา(อ.ก.ค.ศ.) ที่ ก.ค.ศ. ตั้งดำเนินการตามหลักเกณฑ์และวิธีการฯ นี้ แต่ต่อมาได้มีการปรับเปลี่ยนกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และมีการยกเลิก พรบ.ส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย พ.ศ. 2551 ส่งผลให้หลักเกณฑ์และวิธีการฯ เดิม มีประเด็นที่ไม่สอดคล้องกับบริบทในปัจจุบัน ดังนั้นเพื่อให้การบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค.(2) สอดคล้องกับบริบทและสภาวการณ์ของกระทรวงศึกษาธิการในปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงไป รวมถึงเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผล ก.ค.ศ. จึงมีมติเห็นชอบ (ร่าง) หลักเกณฑและวิธีการเลื่อนระดับตำแหน่งขาราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหนงบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค. (2) เพื่อแต่งตั้งใหดำรงตำแหนง ประเภททั่วไปและตำแหน่งประเภทวิชาการ โดยให้ยกเลิกหลักเกณฑ์ฯ เดิม (ว 17/2565) ทั้งนี้ การใดที่อยู่ระหว่างการดำเนินการตามหลักเกณฑ์ฯ ว 17/2565 ให้ดำเนินการต่อไปจนแล้วเสร็จ และให้สำนักงาน ก.ค.ศ. จัดทำคู่มือการดำเนินการตามหลักเกณฑ์และวิธีการฯ ดังกล่าวให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ ยังได้มีมติอนุมัติ ย้ายและแต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.)ให้ดำรงตำแหน่งและวิทยฐานะเดิม ในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาแห่งใหม่ จำนวน 19 ราย และอนุมัติให้มีการบรรจุและแต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ผู้ได้รับการคัดเลือกซึ่งขั้นบัญชีรอการบรรจุ ให้ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 21 ราย

พลตำรวจเอก เพิ่มพูน กล่าวต่อไปว่า ก.ค.ศ.ได้รายงานสรุปการลงทะเบียนของผู้ใช้งานระบบย้ายข้าราชการครู (Teacher Rotation System: TRS)ของ ผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษา(สพท.) หัวหน้าส่วนราชการ เจ้าหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย ทุกสังกัด ซึ่ง ข้าราชการสังกัด สพฐ. ลงทะเบียน จำนวน 26,709 คน สังกัด สอศ.จำนวน 356 คน สังกัด สกร.จำนวน 1,057 คน สำนักงาน ก.ค.ศ.15 คน รวม 28,137 คน  โดย สพฐ.ได้ประกาศสถานศึกษาที่มีตำแหน่งว่าง 1,691 แห่ง ทั้งนี้ ยังไม่รวมจำนวนข้าราชการครูที่จะเปิดให้ลงทะเบียนย้ายในวันที่ 16 ม.ค.นี้

ศธ.จะถูกอภิปรายไม่ไว้วางเรื่องพิมพ์หนังสือแบบเรียนองค์การค้าของสกสค.จริงหรือ?

หยอก หยอก ประจำวันที่ 13 มกราคม 2568 *** วันนี้ หยอก หยอก ขอให้เดือนแรกของปี ขอให้เป็นเดือนที่มีแต่ความสุข  มีความสมหวัง ขอให้เป็นเดือนแห่งการเริ่มต้นความปัง และขอให้ทุก ๆ การก้าวเดินมีแต่ความปลอดภัย *** อย่าเก็บขยะ จากปากใคร มาไว้ในใจเรา จงสวยงามเสมอ และเป็นตัวของเราเอง *** ขึ้นศักราชใหม่ปีงูเล็ก เรามาหยอก หยอก กันเบา ๆ ให้หายคิดถึง พอหอมปาก หอมคอ เพราะเผอิญไม่ใช่สื่อรับจ้างอวย…ก็เลยต้องว่าไปตามที่เห็นและจากFC ที่ส่งข้อมูลมาให้ส่งต่อข่าวอีกด้านบ้าง…ก็เบา ๆ กันหน่อยนะ FC.. เดี๋ยวหยอกจะอยู่ไม่ได้…5555 *** ก่อนอื่นต้องขอชื่นชม การจัดงานวันเด็กแห่งชาติ ปีนี้ ที่ พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้มอบหมายให้ สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ รับหน้าที่เป็นประธานจัดงาน ซึ่งก็ต้องยอมรับว่างานวันเด็กปีนี้ ได้รับการชื่นชมจากผู้ปกครอง และ เด็กเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะ น.ส.แพรทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ถึงกับเอ๋ยปากว่า “สุดประทับใจ”ในการจัดงานวันเด็กของกระทรวงศึกษาธิการและยังกล่าวชื่นชมเด็ก ๆ ที่ออกมาแสดงความสามารถ นับได้ว่า “เด็กไทยไม่แพ้ใครในโลก” อีกทั้งเพราะได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานต่าง ๆ ของ ศธ.ไม่ว่าจะเป็น สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(สอศ.) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ(สป.) กรมส่งเสริมการเรียนรู้(สกร.)สำนักงานส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา(สกสค.)และ หน่วยงานต่าง ๆ ที่เข้ามาร่วมจัดงานวันเด็กด้วยกว่า 70 บูธ นำกิจกรรมและสิ่งของมาแจกให้กับเด็ก ๆ มากมาย กว่า 1 แสนชิ้น โดยเฉพาะบูธ ของสำนักเทคโนโลยีเพื่อการเรียนการสอน(สทร.)สพฐ. ได้นำกีฬาอีสปอร์ต บูธAI บอร์ดเกมส์ Metaverse และการแสดงอุปกรณ์เสริมในรูปแบบต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ทุกที่ทุกเวลา(Anywhere Anytime)มาร่วมจัดเต็ม***เรื่องนี้ก็ต้องขอชื่นชมอีหลี..เด้อจ้า…***ก็เป็นที่ฮือฮา เมื่อหยอก หยอก ได้เปิดประเด็น “สพฐ.”เล็ง ให้ ผู้อำนวยการโรงเรียนทำงานธุรการ ซึ่งก็มีทั้งเห็นด้วย และไม่เห็นด้วย มีการเสนอทางออกให้ สพฐ.***ล่าสุด ทราบว่า ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้มอบหมายให้ พัชรกันย์ เมธาอัครเกียรติ ผู้อำนวยการสำนักการคลังและสินทรัพย์ สพฐ. ทำแนวทางเพื่อประกาศให้เขตพื้นที่การศึกษาฯทำหน้าที่จัดซื้อจัดจ้าง แทน โรงเรียนที่ไม่มีผู้อำนวยการโรงเรียน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นโรงเรียนขนาดเล็ก ส่วนโรงเรียนที่มีผู้อำนวยการโรงเรียน…รอลุ้น..จร้า *** สรุปแล้ว..กรณีเพจปฏิบัติการหมาเฝ้าบ้าน ได้นำรูปภาพเป็น ผอ.โรงเรียนแห่งหนึ่งใน อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี มาโพสต์ลงในเพจ พร้อมระบุข้อความสั้นๆว่า “ไม่ไป รร. สั่งครูเอาเอกสารเซ็นถึงบ้าน 230 โล เรื่องนี้ นายไพชยา พิมพ์สารี ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากาญจนบุรี ได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงขึ้นมาแล้ว โดยมีผู้ให้ข้อมูลข้อเท็จจริงต่อคณะกรรมการประกอบด้วย ธุรการโรงเรียนที่ถูกระบุชื่อ หัวหน้าฝ่ายบริหารทั่วไป หัวหน้างานบริหารงบประมาณ คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานโรงเรียนดังกล่าวอีก 2 คน   ซึ่งทั้งหมดไม่มีความสนิทสนมหรือมีข้อพิพาทกับผอ.โรงเรียนแต่อย่างไร จากการสืบสวนพยานบุคคลก็ยังไม่พบความผิดปกติในการปฏิบัติหน้าที่ราชการของผู้อำนวยการโรงเรียนคนดังกล่าว … หากคณะผู้ตรวจสอบข้อเท็จจริงสรุปผลการตรวจสอบจากเอกสารต่างๆประกอบแล้ว จะได้รายงานให้ทราบอีกต่อไป…หยอก หยอก มาบอกข่าว ถ้าไม่เป็นตามข้อเท็จจริงของคณะกรรมการสอบสวนก็นำหลักฐานส่งมาได้***ปรับโหมดกันบ้าง…ข่าวแว่วมาจะจริง หรือไม่จริง หยอกไม่รู้…ว่า ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจในเดือนมีนาคมนี้ กระทรวงศึกษาธิการ จะถูกอภิปรายเรื่องการจัดพิมพ์หนังสือแบบเรียนองค์การค้าของสกสค.เพราะมีหลายปัจจัยที่ฝ่ายค้านจะหยิบยกขึ้นมาอภิปราย ซึ่งก็มีหลาย ๆ สื่อเล่นเรื่องนี้กันยาวหลายเดือนติดต่อกัน เห็นจะไม่ใช่เป็นเรื่องธรรมดาซะแล้ว แถมบางสื่อยังได้รับรางวัล”ANTI-CORRUPTION AWARDS 2024″สำหรับสื่อต้านโกง รวมพลหยุดทุจริตคอร์รัปชั่น-สร้างธรรมาภิบาล ประจำปี 2567 ในชื่อตอน “เปิดโปง พิมพ์ตำราเรียนพันล้านส่อฮั้วประมูล”และล่าสุด กมธ.ติดตามการบริหารงบประมาณวุฒิสภา ได้มีมติรับทราบว่า การจัดซื้อจัดจ้างโครงการจัดพิมพ์แบบเรียนปีการศึกษา 2567 ขององค์การค้าของ สกสค. ซึ่งใช้วิธีการคัดเลือก แทนการประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding) ขัดต่อมาตรา 8 วรรคหนึ่ง (2) แห่งพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560 ตามหนังสือกรมบัญชีกลางที่ตอบกลับโรงพิมพ์รุ่งศิลป์ เมื่อวันที่ 24 พ.ค.2567 ซึ่งในส่วนนี้ นายอลงกต วรกี ประธานที่ประชุมได้สั่งการให้ กมธ.ส่งประเด็นไปยังสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.)และกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ให้ดำเนินการต่อ***ถ้าเป็นแบบนี้บริษัทที่รับจ้างพิมพ์หนังสือแบบเรียนให้องค์การค้าสกสค.ปี 2567 จะถูกระงับการจ่ายเงินพิมพ์หนังสือ หรือเปล่า…โอ้…พระเจ้า… แล้วการพิมพ์หนังสือแบบเรียนปี 2568 ละ? จะได้พิมพ์ต่อหรือไม่ เพราะจนถึงขณะนี้ยังไม่คืบหน้าไปถึงไหน…ก็ได้แต่ส่งกำลังใจให้ทุกฝ่ายทำหน้าที่ของตัวเองให้ถูกต้อง…ถ้าทำงานถูกต้องงานจะไม่สะดุดแน่นอน…อย่างไรก็ตาม วันก่อน หยอก ได้ดู “ข่าวข้นคนข่าว”ที่องค์การค้าสกสค.ทำหนังสือชี้แจงที่ข่าวข้นคนข่าวเผยแพร่เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2567 ที่ผ่านมา ซึ่ง ก็เข้าใจแหละว่า ต่างฝ่ายต่างก็มีเหตุผลโต้แย้ง ไม่รู้จะเชื่อใคร ก็ขอให้งัดหลักฐานมาสู้กันเลย เพื่อให้คนดูได้เห็นข้อเท็จจริง…กันเนาะ…

“นายกฯอิ๊ง” ชื่นชม.ศธ.จัดงานวันเด็กสุดประทับใจ เน้นกิจกรรม Active Learning ที่สามารถเรียนรู้ได้ทุกที่ทุกเวลา พร้อมย้ำคำขวัญวันเด็ก  ขอให้เด็กและผู้ใหญ่ปรับตัวเรียนรู้ไปด้วยกัน และก้าวสู่อนาคตที่เลือกเอง

ที่กระทรวงศึกษาธิการ เมื่อเวลา 8.30 น. วันที่ 11 มกราคม 2568 ที่กระทรวงศึกษาธิการ นางสาวแพรทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้เดินทางมาเป็นประธานในพิธีเปิดงาน “วันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2568” โดย มี พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่ากระทรวงศึกษาธิการ นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และผู้บริหารองค์กรหลักของกระทรวงศึกษาธิการ ให้การต้อนรับ โดย พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ได้กล่าวรายงานการจัดงานวันเด็กแห่งชาติ  ประจำปี 2568 ว่า การจัดงานฉลองวันเด็กแห่งชาติเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2498 และดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องทุกปี โดยกระทรวงศึกษาธิการได้ร่วมมือกับทั้งหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนจัดงานฉลองวันเด็กแห่งชาติทั้งส่วนกลางและภูมิภาค สำหรับปี 2568 นี้ ในส่วนกลางมีการจัดงานที่กระทรวงศึกษาธิการ ภายใต้แนวคิด “เรียนดี มีความสุข Smart Kids , Happy Future” โดยมีหน่วยงานส่วนราชการต่าง ๆ และสถานทูตมาร่วมใจส่งต่อความสุขให้กับเด็ก โดยเน้นกิจกรรมที่เกิดกระบวนการเรียนรู้ทุกรูปแบบ มุ่งเน้นกิจกรรม Active Learning ที่สามารถเรียนรู้ได้ทุกที่ทุกเวลา Anywhere Anytime และส่งเสริมให้เกิดแรงบันดาลใจในการเรียนของเด็ก ๆ เพื่อสร้างเป็นประสบการณ์ที่หลากหลาย รวมถึงส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนได้เรียนรู้บทบาทหน้าที่ของตนเอง มีทักษะชีวิตที่ดี เป็นเด็กไทยยุคใหม่ที่รู้หน้าที่ พลเมืองไทย ขณะที่ในส่วนภูมิภาคได้มอบหมายให้ศึกษาธิการจังหวัดประสานงานกับหน่วยงานเพื่อจัดกิจกรรมฉลองวันเด็กในทุกจังหวัดทั่วประเทศ โดยเนินกิจกรรมที่เติมเต็มความสุขให้กับเด็ก ๆ และลดภาระของผู้ปกครอง

น.ส.แพรทองธาร กล่าวว่า วันนี้ถือเป็นปีแรกในฐานะนายกรัฐมนตรีที่ได้มีโอกาสมาร่วมงานวันเด็กก็รู้สึกประทับใจเป็นอย่างมาก ท่านรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการเตรียมงานไว้ดีมาก และที่ได้เห็นน้อง ๆ เด็กตัวเล็กมาแสดงเกี่ยวกับอาชีพก็รู้สึกว่าน่ารักมาก เก่งมาก จำบทได้และสามารถพูดได้ และ เด็ก  ๆ ยังได้แต่งตัวของแต่ละอาชีพในอนาคต ก็รู้สึกประทับใจ ถือเป็นการเริ่มต้นวันเด็กที่สดชื่น สดใส ส่วนน้องกลุ่มเต้น BLOCK D ก็รู้สึกประทับใจมากจนต้องค้างตาโต เพราะน้อง ๆ เก่งมาก มีลีลาการเต้นหรือไลน์การเต้นมีความจริงจังและทำให้รู้ว่าได้ผ่านการฝึกฝน มีความตั้งใจ ความสามัคคีในการผลิตโชว์ออกมาได้เป็นอย่างดีและน่าประทับใจ ก็ขอชื่นชมและขอสนับสนุนให้น้องไปต่ออย่างต่อเนื่อง

นายกฯ กล่าวว่า เราเปิดโอกาสให้เด็กสมัยใหม่ได้เรียนรู้ด้วยตัวเองโดยมีผู้ใหญ่คอยแนะนำคอยบอกเล่าประสบการณ์ที่เจอมา เพื่อให้เด็ก ๆ มีความรู้ มีข้อมูลที่มากพอพร้อมที่จะตัดสินใจได้ ทำไมคำขวัญวันเด็กปีนี้จึงบอกว่า “ทุกโอกาส คือ การเรียนรู้ พร้อมปรับตัวสู่อนาคตที่เลือกเอง” หมายความว่า ทุกโอกาสคือการเรียนรู้ที่เราสามารถเรียนรู้ได้ทุกรุ่นทุกวัยไม่จำเป็นว่า ผู้ใหญ่โตแล้วไม่ต้องเรียนรู้ หรือ เด็ก ๆ เรียนรู้เท่ากับเพื่อนไม่ต้องสนใจคนอื่น อันนี้ไม่จริง ทุกโอกาสทุกคนเกิดการเรียนรู้ได้ คุณตา อายุ 70 กว่าก็สามารถเรียนรู้ได้โดยเรียนรู้จากหลานอายุ 6-7 ขวบได้ โลกของเขาต่างกันประสบการณ์ต่างกันแต่เมื่อทุกคนหันหน้าเข้าหากันเปิดใจพร้อมเรียนรู้พร้อมรับฟังซึ่งกันและกัน นั่นแหละคือโอกาสแห่งการเรียนรู้ นี่คือที่มาของคำขวัญวันเด็กปีนี้ และแน่นอนก็อยากให้น้อง ๆ ได้รู้ว่าโลกเราเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว วันนี้เทคโนโลยีเข้ามาอย่างมากมาย สมัยรุ่นพี่ก็ไม่เหมือนรุ่นน้องในปัจจุบัน มีอะไรที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว แต่ทุกคนต้องพร้อมที่จะปรับตัวเข้ากับโลกเข้ากับยุคสมัยให้เรารู้คุณค่าของตัวเรา และพร้อมที่จะปรับตัวสู่อนาคตที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วและให้กำลังใจซึ่งกันและกัน

“วันเด็กปีนี้ขอให้น้อง ๆ ทุกคนมีโอกาสในการเรียนรู้เยอะ  ๆ วันนี้กระทรวงศึกษาได้สร้างสิ่งที่น่าเรียนรู้รอบตัว สร้างความสนุกด้วยได้เรียนรู้ไปด้วย ต้องขอขอบคุณกระทรวงศึกษาธิการมาก วันนี้ก็ขอให้เรียนรู้ได้เต็มที่และขอให้น้อง ๆ ทุกคนมีอนาคตที่สดใส และให้ทุกที่ของน้อง ๆ เป็นโอกาสแห่งการเรียนรู้ แล้วมีอนาคตที่เลือกเองอย่างถูกต้องเพื่อพัฒนาประเทศชาติต่อไปในอนาคต”นายกรัฐมนตรีกล่าว

ทั้งนี้ พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ให้สัมภาษณ์ภายหลังว่า ต้องขอขอบคุณทุกภาคส่วนโดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ของกระทรวงศึกษาธิการที่เป็นเจ้าภาพในการประสานกับหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนให้มาร่วมมือกันด้วยดีในวันนี้ และกระทรวงศึกษาธิการยังได้รับเกียรติจากหลายสถานทูตที่มาร่วมจัดกิจกรรมด้วย ถือว่าโลกไร้พรมแดนจริง ๆ และเป็นอีกหนึ่งมิติของการจัดกิจกรรมวันเด็กแห่งชาติ จากความสำเร็จวันนี้ทำให้ปีหน้าต้องจัดยิ่งใหญ่กว่านี้ ก็ขอประชาสัมพันธ์ไปยังพ่อแม่พี่น้องว่า ถ้าอยากเห็นเด็ก ๆ มีความสุขก็สามารถพามาที่กระทรวงศึกษาธิการได้ และหน่วยงานต่าง ๆ ก็สามารถติดต่อมาร่วมจัดกิจกรรมกับทางกระทรวงศึกษาธิการได้ เพื่อให้การจัดงานปีหน้ามีความยิ่งใหญ่ขึ้นไปอีก สำหรับนายกฯที่มาเป็นประธานเปิดงานฉลองวันเด็กแห่งชาติที่กระทรวงศึกษาธิการ ก็ยิ้มดีใจตลอดเวลา  โดยเฉพาะตอนที่เด็ก ๆ แสดง นายกฯ ก็ยิ้มและปรบมือชื่นชมตลอด

ศธ.จับมือ Google for Education พลิกโฉมการศึกษา เปลี่ยนโลกอนาคตให้เด็กไทย 

เมื่อวันที่ 9 มกราคม ที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานกล่าวเปิดงานประกาศความร่วมมือระหว่างศธ. กับ Google for Education เพื่อร่วมกันพลิกโฉมอนาคตการเรียนรู้ในยุคดิจิทัล โดยมีผู้บริหารศธ.และนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ผู้ช่วยรัฐมนตรีสกอตต์ หว่อง หัวหน้าฝ่ายด้านการศึกษา Google Asia Pacifc และแจ็คกี้ หวาง Country Director Google ประเทศไทย เข้าร่วมว่า ความร่วมมือดังกล่าวเป็นการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาของประเทศตามนโยบาย “Anywhere Anytime” ที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนสามารถเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพได้ทุกที่ทุกเวลา โดยความร่วมมือกับ Google for Education จะเป็นหลักสูตรและประกาศนียบัตรสำหรับนักเรียนครั้งแรกในโลก โดยเปิดโอกาสให้นักเรียนได้เรียนรู้และสอบวัดระดับความรู้เกี่ยวกับ Google Workspace for Education และ ChromeOS ผ่านระบบ Massive Open Online Courses (MOOC) เพื่อให้ผู้เรียนสามารถใช้เครื่องมือดิจิทัลของ Google ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ และได้รับประกาศนียบัตรหลังเรียนจบหลักสูตร

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวต่อไปว่า ทั้งนี้ยังมีการใช้ Chromebook ในกลุ่มโรงเรียนสำหรับเด็กที่มีความต้องการพิเศษ มุ่งเน้นการนำ Chromebook ไปใช้ในการเรียนการสอนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และความสนุกสนานในการเรียนรู้ และลดภาระงานของครูผู้สอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับนักเรียนในกลุ่มโรงเรียนความต้องการพิเศษอีก 20 แห่งทั่วประเทศ เนื่องจากพบว่า โครงการวิจัยที่ Google for Education ได้ทำร่วมกับโรงเรียนเศรษฐเสถียร ในพระราชูปถัมภ์ ประสบความสำเร็จด้วยการเพิ่มโอกาสเข้าถึงแหล่งเรียนรู้ของเด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน ควบคู่กับการใช้เครื่องมือจัดการเรียนรู้เชิงรุก ส่งเสริมความคิดเชิงวิพากษ์การแก้ปัญหา การสื่อสารและการทำงานร่วมกัน ตลอดจนพัฒนาความรู้ด้านไอซีทีของนักเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“การนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI มาใช้ในการจัดการเรียนการสอนนั้น โครงการความร่วมมือ Google for Education จะมีการดำเนินการผุดคู่มือที่เรียกว่า Guideline AI หรือการสร้างความก้าวหน้าทางการศึกษาด้วย AI โดยในปีการศึกษา 2568 คาดว่าจะประกาศใช้นโยบาย Guideline AI ซึ่งอาจจะต้องมีการหารือกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เพื่อร่วมกันกำหนดมาตรการการใช้งานขึ้น รวมถึงการศึกษาตัวอย่างการใช้ Guideline AI ของประเทศญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ เพื่อมาปรับบริบทการใช้งานให้เข้ากับของประเทศไทย อีกทั้งการควบคุมการใช้งานระบบดังกล่าวจะกำหนดการเข้าถึงของเด็กด้วยว่าควรอยู่ในกลุ่มไหนบ้าง”รมว.ศึกษาธิการ กล่าว

แจ็คกี้ หวาง, Country Director, Google ประเทศไทย กล่าวว่า รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งกับงานในวันนี้ ซึ่งเป็นอีกก้าวสำคัญของความร่วมมือระหว่าง ศธ. และ Google ในการพัฒนาการศึกษาไทยด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล ซึ่ง Google ให้ความสำคัญกับพันธกิจ ‘Leave No Thai Behind’ ตั้งแต่ปี 2561 โดยมุ่งเน้นการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ เสริมสร้างความปลอดภัยออนไลน์ และพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์คนไทย เช่น Search และ YouTube เพื่อให้คนไทยเข้าถึงเทคโนโลยีที่มีประโยชน์ เชื่อว่าการศึกษาเป็นรากฐานสำคัญของโอกาสและความเท่าเทียม Google จึงมุ่งมั่นที่จะนำผลิตภัณฑ์ที่ดีทีสุดที่ออกแบบมาอย่างเหมาะสมสำหรับการเรียนการสอนและสร้างทักษะดิจิทัลให้เยาวชน ซึ่งเรามีความภาคภูมิใจที่ได้ทำงานอย่างใกล้ชิดกับ ศธ.มาหลายปี ตั้งแต่การนำเทคโนโลยีมาใช้ในห้องเรียน เช่น Google Classroom และ Chromebook ไปจนถึงการวิจัยพัฒนาการเรียนการสอน โดยเฉพาะในช่วง COVID-19

.“การประกาศลงทุนสร้าง Data Center และ Cloud Region ในประเทศไทยมูลค่า กว่า 3.6 หมื่นล้านบาท เมื่อเดือนกันยายน ปีที่ผ่านมา โดยคุณ Ruth Porat ยังสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการสนับสนุนการศึกษาและเศรษฐกิจไทย โดยเชื่อมั่นว่าการลงนามในวันนี้จะช่วยผลักดันการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลของการศึกษาไทยให้บรรลุเป้าหมายตามนโยบาย Anywhere Anytime ได้อย่างสมบูรณ์ พร้อมก้าวไปสู่สังคมที่เท่าเทียมและก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น”แจ็คกี้ หวาง, Country Director, Google กล่าว

“อาชีวะ จับมือ สำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า สร้างสันติวัฒนธรรมในสถานศึกษา”ป้องกันแก้ไขปัญหาความรุนแรง

นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา มอบหมายให้ นายทวีศักดิ์ คิ้วทอง ผู้อำนวยการสำนักติดตามและประเมินผลการอาชีวศึกษา ปฏิบัติหน้าที่ ผู้อำนวยการศูนย์ความปลอดภัย เข้าร่วมกิจกรรมการสร้างสันติวัฒนธรรมในสถานศึกษา : กรณีอาชีวศึกษานำร่อง ระหว่างวันที่ 8 – 9 มกราคม 2568 ณ ห้องภูวนาถประชาธิปก (ฝั่งห้องอบรม) สถาบันพระปกเกล้า สำนักสันติวิธีและธรรมาธิบาล สถาบันพระปกเกล้า กลุ่มธนบุรี จำนวน 9 วิทยาลัย ได้แก่ วิทยาลัยเทคนิคราชสิทธาราม,  วิทยาลัยเทคนิคสมุทรสาคร , วิทยาลัยประมงสมุทรสาคร , กาญจนาภิเษกวิทยาลัยช่างทองหลวง วิทยาลัยเทคนิคนครปฐม , วิทยาลัยเทคโนโลยีกรุงธน , วิทยาลัยเทคโนโลยีปิ่นมณฑล , วิทยาลัยเทคโนโลยีฐานเทคโนโลยี , วิทยาลัยเทคโนโลยีนครปฐม , ส่งนักเรียนระดับ ปวช. และส่งนักศึกษาระดับ ปวส. วิทยาลัยละ 5 คน ประกอบด้วย นักเรียน และนักศึกษา 4 คน (คละหญิง -ชาย)ครูพี่เลี้ยง1 คน ดำเนินโครงการการวิจัย “การสร้างสันติวัฒนธรรมในสถานศึกษา กรณีศึกษา : อาชีวศึกษานำร่อง” ประจำปี 2568   โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์และปัจจัยที่นำมาสู่ความรุนแรงและมาตรการในการป้องกันแก้ไขปัญหาความรุนแรง เพื่อให้สถานศึกษาปลอดภัย ตามนโยบาย เรียนดี มีความสุข ของพลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการและเพื่อนำไปสู่การจัดทำเป็นข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย ต่อไป

ทั้งนี้ได้มี นายวิทวัส ชัยภาคภูมิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ดร.ถวิลวดี บุรีกุล รองเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ดร.ศุภณัฐ เพิ่มพูนวิวัฒน์ ผู้อำนวยการสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล ดร.ชลัท ประเทืองรัตนา ผู้เชี่ยวชาญ สำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล และดร.ชลัท อุยถาวรยิ่ง ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคกาญจนาภิเษกมหานคร พร้อมด้วยผู้บริหาร ครูบุคลากร จากสถานศึกษากลุ่มธนบุรี ทั้ง 9 แห่ง ให้เกียรติมาเป็นวิทยากร และเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้