ผศ.ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา เปิดเผยว่า ขณะนี้สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา กำลังดำเนินการจัดทำร่างข้อบังคับคุรุสภาว่า ด้วยมาตรฐานวิชาชีพครูปฐมวัย พ.ศ. ….. และอยู่ระหว่างการรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับ (ร่าง) ข้อบังคับคุรุสภา ว่าด้วยมาตรฐานวิชาชีพครูปฐมวัย พ.ศ. …. โดยมีหลักการเพื่อให้ผู้ประกอบวิชาชีพครูในระดับปฐมวัย มีสมรรถนะทางวิชาชีพที่ทันสมัย และสอดคล้องกับบริบทความเปลี่ยนแปลงของการจัดการศึกษาในยุคปัจจุบันที่เกี่ยวข้องกับวิชาชีพครูในระดับปฐมวัย ส่วนสาระสำคัญของร่างมาตรฐานวิชาชีพครูปฐมวัย ประกอบด้วย 1) มาตรฐานความรู้และประสบการณ์วิชาชีพ 2) มาตรฐานการปฏิบัติงาน และ 3) มาตรฐานการปฏิบัติตน การกำหนดมาตรฐานความรู้และประสบการณ์วิชาชีพนั้นกำหนด ผู้ประกอบวิชาชีพครูปฐมวัย ต้องมีคุณวุฒิไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีทางการศึกษา หรือเทียบเท่า หรือมีคุณวุฒิอื่นที่คุรุสภารับรอง ขณะเดียวกันมาตรฐานความรู้ครูปฐมวัย กำหนดต้องมีความรอบรู้และเข้าใจในเรื่องต่างๆ เช่น ธรรมชาติการเรียนรู้ของสมองเด็ก การเจริญเติบโต พัฒนาการด้านตัวตนและพัฒนาการแบบองค์รวมของเด็กตามช่วงวัย การสร้างสัมพันธภาพต่อเด็กและการเลี้ยงดู พัฒนาและการจัดการเรียนรู้ที่เหมาะสม ความรู้ด้านศาสตร์การสอนสำหรับเด็กปฐมวัย การออกแบบการจัดกระบวนการเรียนรู้แบบบูรณาการที่เหมาะสมกับพัฒนาการ การจัดการศึกษาแบบเรียนรวม การพัฒนาหลักสูตรสอดคล้องกับบริบทของครอบครัว ชุมชน และสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย ทันต่อการเปลี่ยนแปลง ตอบสนองต่อการพัฒนาที่ยั่งยืน การประเมินเพื่อวางแผน ส่งเสริม พัฒนาการและการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับวัย และความแตกต่างของเด็กรายบุคคล สุขภาพกายและใจ โภชนาการที่ดี การดูแลความปลอดภัยจากสภาพแวดล้อม สังคม รวมถึงการใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมสำหรับเด็กปฐมวัย และ ความสัมพันธ์ของระบบนิเวศรอบตัวที่เกี่ยวข้องกับเด็ก ครอบคลุมทั้งครอบครัว โรงเรียนหน่วยงานสาธารณสุข ชุมชน สื่อ เทคโนโลยี ศิลปวัฒนธรรม และกฎหมาย ที่ส่งผลกระทบต่อการเรียนรู้และการพัฒนาเด็กปฐมวัย
ผศ.ดร.อมลวรรณ กล่าวต่อไปว่า ส่วนมาตรฐานประสบการณ์วิชาชีพนั้นกำหนดว่าผู้ประกอบวิชาชีพครูปฐมวัย ต้องผ่านการปฏิบัติการสอนในสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยตามหลักสูตรปริญญาทางการศึกษาเป็นเวลาไม่น้อยกว่าหนึ่งปี และผ่านเกณฑ์การประเมินปฏิบัติการสอนตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการคุรุสภากำหนด ดังนี้ การฝึกประสบการณ์วิชาชีพระหว่างเรียน การปฏิบัติการสอนในสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยที่มีคุณภาพ ทั้งนี้สาระความรู้ และสมรรถนะของผู้ประกอบวิชาชีพครูปฐมวัยตามมาตรฐานความรู้และประสบการณ์วิชาชีพ ให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการคุรุสภากำหนด นอกจากนี้มาตรฐานการปฏิบัติงานนั้นยังกำหนดว่าผู้ประกอบวิชาชีพครูปฐมวัยต้องปฏิบัติหน้าที่ครูด้วยการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง ด้านความรู้ความสามารถเกี่ยวกับการพัฒนาเด็กปฐมวัย จิตวิญญาณและคุณลักษณะที่ดีของความเป็นครูปฐมวัย สร้างสัมพันธภาพที่ดี รัก เมตตา และเอื้ออาทรต่อเด็ก ปฏิบัติต่อเด็กอย่างให้เกียรติ ไม่เลือกปฏิบัติ ทำงานเป็นทีม ร่วมมือกับครู เครือข่าย และบุคลากรที่เกี่ยวข้องทั้งในและนอกสถานศึกษา รวมถึงคุ้มครองสิทธิของเด็กทุกคนให้อยู่รอดปลอดภัย ได้รับการดูแล พัฒนา ปกป้องคุ้มครอง และให้เด็กมีส่วนร่วมในการแสดงออก ใส่ใจต่อเด็กที่ตกอยู่ในสภาวะเสี่ยงต่างๆ ตลอดจนส่งเสริมสุขนิสัยที่ดี และดูแลความปลอดภัยทางสภาพแวดล้อม สังคม และเทคโนโลยีที่มีผลต่อพัฒนาการของเด็ก โดยทำงานร่วมกับผู้ปกครอง และ หรือสหวิชาชีพ และรู้เท่าทันและสามารถใช้สื่อดิจิทัล เทคโนโลยีทางการศึกษา ในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อให้เกิดผลดีต่อพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็ก มีการจัดประสบการณ์การเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์โดยบูรณาการการเรียนรู้ผ่านการเล่นและทำกิจกรรมที่หลากหลายสอดคล้องกับพัฒนาการตามวัยของเด็กและความต้องการพิเศษ เพื่อให้เด็กมีสมรรถนะพื้นฐานในการเรียนรู้และการดำรงชีวิตต่อไปในอนาคตมีความสัมพันธ์กับผู้ปกครองและชุมชน และสุดท้ายมาตรฐานการปฏิบัติตนที่ผู้ประกอบวิชาชีพครูปฐมวัยต้องมีมาตรฐานการปฏิบัติตนตามข้อบังคับคุรุสภา ว่าด้วยจรรยาบรรณของวิชาชีพ
“ขณะนี้คุรุสภาได้เปิดให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งในหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการผลิตครู หน่วยงานผู้ใช้ครูผู้ประกอบวิชาชีพครู รวมถึงผู้ปกครองนักเรียน นิสิต/นักศึกษา และผู้ที่เกี่ยวข้อง ได้รับทราบและร่วมแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับร่าง ข้อบังคับคุรุสภา ว่าด้วยมาตรฐานวิชาชีพครูปฐมวัย พ.ศ… ผ่านระบบออนไลน์ของสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา และสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดทุกจังหวัดทั่วประเทศ ขอเชิญผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ร่วมแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างดังกล่าว เพื่อประกอบการพิจารณาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องผ่านทาง Google Form ที่ https://forms.gle/KbCntnJ9ffgtFYSF8 ถึงวันที่30 พฤศจิกายน 2567” ผศ.ดร.อมลวรรณ กล่าวว่าและว่าหลังจากที่สำนักงานเลขาธิการคุรุสภาจัดทำร่างข้อบังคับคุรุสภาว่าด้วยมาตรฐานวิชาชีพครูปฐมวัย พ.ศ. …เสร็จเรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนต่อไปจะต้องทำรายละเอียดของมาตรฐานความรู้และประสบการณ์วิชาชีพครูตามข้อบังคับคุรุสภาว่าด้วยมาตรฐานวิชาชีพ(ฉบับที่ 4) พ.ศ.2562 ให้แล้วเสร็จก่อนที่จะนำเสนอคณะกรรมการคุรุสภาเพื่อพิจารณาต่อไป อย่างไรก็ตามนอกจากคุรุสภาได้ปรับปรุงมาตรฐานวิชาชีพครูปฐมวัย แล้วยังได้มีการพัฒนาเรื่องมาตรฐานวิชาชีพสาขาอื่นๆ ด้วย เช่น ร่างข้อบังคับคุรุสภา ว่าด้วยมาตรฐานวิชาชีพครูการศึกษาพิเศษ พ.ศ. …. เป็นต้น เพื่อให้ทันสมัยและสอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบันด้วย










“ดิฉันมั่นใจว่าความร่วมมือดังกล่าวจะทำให้ผู้สอนสามารถจัดกระบวนการเรียนการสอนผ่านกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps ได้และทำให้ผู้สอนมีแผนการสอนที่ดี มีวิธีการที่ดี และคำนึงถึงผลลัพธ์ที่ได้จะเกิดประสิทธิภาพในการจัดการสอน ซึ่งผู้สอนจะสามารถนำไปเขียนผลงานที่มีคุณค่าเพื่อนำเสนอเป็นผลงานวิชาการได้เพื่อเลื่อนวิทยฐานะได้ และในทางกลับกันหากไม่มีแผนการสอนที่ดีไม่มีกระบวนการจัดการเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพ การเขียนผลงานก็ยากที่จะผ่านได้ เพราะฉะนั้นเชื่อว่าด้วยกระบวนการและวิธีการจัดการเรียนการสอนนี้จะนำไปสู่การพัฒนาผลงานเข้าสู่ตำแหน่งทางวิชาการได้อย่างแน่นอน”อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฎธนบุรีกล่าว
ผศ.ดร.วาสนา สังข์พุ่ม คณบดีคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการพัฒนาการศึกษาไทย โดยเฉพาะการยกระดับคุณภาพครูผู้สอน ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนระบบการศึกษา ความร่วมมือครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ชัดเจนในการพัฒนาการศึกษาระดับประถมศึกษาจนถึงมัธยมศึกษา โดยเน้นย้ำการพัฒนาเชิงคุณภาพและนวัตกรรม ซึ่งได้กำหนดแนวทางในการผลิตและพัฒนาสื่อการเรียนรู้ทั้งสื่ออิเลคทรอนิกส์ หนังสือเสริมทักษะและสื่ออื่น ๆ ที่สอดคล้องกับยุคดิจิทัล เพื่อเสริมศักยภาพในการจัดการเรียนการสอน นอกจากนี้ยังเป็นความร่วมมือครั้งสำคัญของการฝึกอบรมและสัมมนาเพื่อพัฒนาศักยภาพครูผู้สอนทุกระดับชั้นโดยมุ่งหวังให้ครูก้าวขึ้นมาเป็นนวัตกรทางการศึกษา สามารถทำหน้าที่เป็นครูโค้ชและที่ปรึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งไม่เพียงแต่เป็นการสร้างครูที่มีความเชี่ยวชาญด้านวิชาชีพ แต่ยังมุ่งหวังให้ครูมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาศักยภาพผู้เรียนให้สอดคล้องกับโลกในอนาคตด้วย
ด้าน ดร.ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์ กรรมการปฎิรูปประเทศด้านการศึกษา ประธานกรรมการบริหาร สถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้นับเป็นการเริ่มต้นที่ตรงกับปัญหาด้านการศึกษาของประเทศ โดยมีโครงการ ยุทธศาสตร์ แนวคิด และหลักการตรงกับปัญหาที่เกิดขึ้น และยังคาดหวังว่าจะเป็นแนวทางในการแก้ปัญหาระยะสั้นและระยะยาวของประเทศได้เป็นอย่างดีแลตรงเป้าหมาย ซึ่งนับว่าเป็นความโชคดีของประเทศที่มหาวิทยาลัยราชภัฎธนบุรีตระหนักและเห็นความสำคัญทางด้านการศึกษาของประเทศซึ่งตนขอชื่นชมคณะผู้บริหารมหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี ที่มีวิสัยทัศน์และมาร่วมมือกับทาง พว.ในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา การปรับเปลี่ยนประเทศให้เป็นสังคมฐานความรู้ที่แท้จริงในรูปแบบของการดำเนินงานเชิงรุก
ทั้งนี้ ภายหลังการลงนามความร่วมมือ ได้มีการมีการแถลงข่าวความร่วมมือจัดการประกวดแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps เพื่อรองรับการประกันคุณภาพภายนอกของสถานศึกษา โดยแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) ซึ่งเป็นวิธีปฏิบัติหรือขั้นตอนการปฏิบัติที่ทำให้องค์กรประสบความสำเร็จ หรือนำไปสู่ความเป็นเลิศตามเป้าหมาย เป็นที่ยอมรับในวงวิชาการหรือวิชาชีพนั้น ๆ และมีหลักฐานของความสำเร็จปรากฏชัดเจน มีการสรุปวิธีปฏิบัติหรือขั้นตอนการปฏิบัติ ตลอดจนความรู้และประสบการณ์ที่ได้บันทึกเป็นเอกสาร และเผยแพร่ให้หน่วยงานภายในหรือภายนอกสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ ซึ่งอาจเกิดจากตัวบุคคลและกลุ่มบุคคลที่มีการวางแผนการจัดการเรียนรู้ตามแนว Active Learning ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps สำหรับใช้กับนักเรียนระดับปฐมวัย ประถมศึกษา และมัธยมศึกษา เนื่องมาจากในการทำงาน ทุกคนจะเกิดการเรียนรู้วิธีไปสู่เป้าหมายของหน่วยงาน ซึ่งผู้ปฏิบัติจะเรียนรู้ การแก้ปัญหาที่ดีได้จากการเสนอแนะของผู้บริหาร เพื่อนร่วมงาน ตลอดจนหน่วยงานต่าง ๆ ซึ่งก่อให้เกิดการสร้างสรรค์วิธีการใหม่ ๆ หรือวิธีการที่ดีกว่าเดิม นอกจากกิจกรรมดังกล่าวจะเกิดประโยชน์โดยตรงต่อนักเรียน แล้ว ยังส่งผลต่อการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาและตอบโจทย์การประกันคุณภาพภายนอกสถานศึกษา ของ สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา(สมศ.) ซึ่งในช่วงกลางเดือนธันวาคมนี้ โรงเรียนและครูที่สนใจส่งผลงานเข้าประกวดสามารถติดตามรายละเอียดได้ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี และ สถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการต่อไป
รมว.ศึกษาธิการ กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ยังได้เน้นย้ำถึงการขับเคลื่อน “โครงการ Thailand Zero Dropout เด็กทุกคนต้องได้เรียน” ของนายกรัฐมนตรี โดยมอบหมายให้ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ศทก.) สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ(สป.ศธ.) รับผิดชอบฐานข้อมูลในการดำเนินงาน ทั้งนี้ตนได้กำชับว่าในการดำเนินการให้ใช้ฐานข้อมูลของ ศทก.สป.ศธ. เป็นหลักเพื่อให้การทำงานเรื่อง Thailand Zero Dropout มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ทั้งนี้ กระทรวงศึกษาธิการ จะพยายามลดจำนวนเด็กที่หลุดออกจากระบบการศึกษาให้ได้มากที่สุด โดยมิติในการทำงานของตน คือ ป้องกัน แก้ไข และ ส่งต่อ โดยป้องกัน คือ การมีมาตรการป้องกันไม่ให้เด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา ซึ่งต้องเพิ่มความเอาใจใส่ในการดูแลเด็กกลุ่มเสี่ยงให้มากขึ้น แต่ถ้าเด็กหลุดออกจากระบบไปแล้วก็ต้องแก้ไขเอาเด็กกับเข้ามาสู่ระบบการศึกษา โดยขณะนี้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)ได้เริ่มแก้ไขไปแล้วด้วยการทำโครงการพาน้องกลับมาเรียน นำการศึกษาไปให้น้อง แต่ถ้าเด็กไม่กลับเข้าสู่ระบบจริง ๆ ก็จะมีกรมส่งเสริมการเรียนรู้(สกร.)ที่เป็นผู้รับผิดชอบหลักในการส่งเสริม ดูแลเด็กกลุ่มนี้ให้ได้รับการศึกษาหรือได้รับการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง เช่น เด็กที่อยู่ในเรือนจำ เด็กที่กรณีบิดา มารดา ย้ายถิ่นฐานก็จะมีวิธีดำเนินการที่จะส่งต่อเพื่อให้เด็กได้เรียนต่อเนื่อง โดยให้สกร.ไปดูรูปแบบว่าจะดำเนินการกับเด็กกลุ่มนี้อย่างไร และให้นำข้อสรุปมารายงานในวันที่ 15 ธันวาคม นี้
“สำหรับเรื่องของขวัญปีใหม่ เบื้องต้น ผมได้รับรายงานจาก สพฐ.ว่า ปีนี้ จะจัดของขวัญปีใหม่ให้กับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ให้สามารถหยุดเรียนได้ในระหว่างวันที่ 2-6 ธันวาคม 2567 โดยให้นับเป็นเวลาเรียนปกติเพื่อให้เด็กเตรียมตัวสอบ ได้อ่านหนังสือที่บ้านได้ หรือถ้าบางแห่งมีความพร้อมก็ให้จัดติว หรือ จัดกล่องความรู้ สู่ความสุข จัดสอนเสริม เพิ่มเทคนิค สร้างความมั่นในใจการสอบ TGAT/TPAT ตามนโยบาย เรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา (Anywhere Anytime) โดยครูผู้เชี่ยวชาญระดับประเทศ ตามแนวทางประกาศ สพฐ. เรื่อง การส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ของนักเรียน โดยมีแนวทาง ดังนี้ 1. ให้สถานศึกษาอนุญาต ให้นักเรียนเรียนเสริมความรู้ทั้งในหรือนอกห้องเรียน (ที่บ้านหรือโรงเรียน) 2. ให้สถานศึกษาที่มีความพร้อม จัดสถานที่ในโรงเรียนเพื่อใช้ในการเรียนเสริมความรู้ให้แก่นักเรียนโดยไม่มีค่าใช้จ่าย 3. ให้สถานศึกษาทุกแห่ง มีมาตรการ กำกับ ติดตาม ตรวจสอบการเรียนรู้ของนักเรียนอย่างมีคุณภาพ และมีมาตรการป้องกัน ดูแลด้านความปลอดภัย ให้แก่นักเรียน เป็นต้น”พลตำรวจเอกเพิ่มพูน กล่าว


เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2567 ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.)เปิดเผยภายหลังการประชุมผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ว่า ที่ประชุมได้รับทราบถึงความเดือดร้อนของกลุ่มลูกจ้างสังกัดสำนัก สพฐ.จำนวน 7 หมื่นกว่าคนที่มาชุมนุมเรียกร้องให้เปลี่ยนวิธีการจ้างจากการจ้างเหมาบริการไปเป็นวิธีการจ้างลูกจ้างชั่วคราวตามเดิม โดย สพฐ.ได้เสนอเรื่องไปยังสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน(ก.พ.) และกรมบัญชีกลางแล้ว แต่ขณะนี้ยังไม่มีคำตอบใดกลับมา อย่างไรก็ตามเพื่อบรรเทาความเดือนร้อนของลูกจ้าง สพฐ.ได้ออกหนังสือกำชับไปยังสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทุกเขตให้ทำสัญญาและจ่ายค่าจ้างให้ลูกจ้างให้แล้วเสร็จภายในเดือนพฤศจิกายนนี้ โดยได้เน้นย้ำกับเขตพื้นที่ฯ ให้แจ้งไปยังโรงเรียนที่ได้รับอัตราจ้าง ว่า ให้จ้างตามงบประมาณที่ได้ คือ จ้างเหมาบริการไปก่อน หาก ก.พ.หรือหน่วยงานที่หารือไปยินยอมให้เปลี่ยนการจ้างได้ก็ค่อยมาของบประมาณเพื่อมาจ่ายเป็นเงินสมทบประกันสังคมได้ แต่ตอนนี้ต้องจ่ายตามหลักเกณฑ์ของกรมบัญชีกลาง คือ จ่ายในลักษณะของการจ้างเหมาบริการตามระเบียบพัสดุไปก่อน



