ศธ.ของบฯกลางกว่า 260 ล้านบาทช่วยฟื้นฟูหน่วยงานสถานศึกษา เยียวยาครูบุคลากรและนักเรียน ประสบภัยน้ำท่วม

เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2567 พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่ากระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมประสานภารกิจกระทรวงศึกษาธิการ ครั้งที่ 34/2567  ว่า จากรายงานสถานการณ์น้ำท่วมของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย ระหว่างวันที่ 16 สิงหาคม – 1 ตุลาคม 2567 มี 37 จังหวัดที่ได้รับผลกระทบ ได้แก่ เชียงราย เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ตาก พะเยา น่าน ลําพูน ลําปาง แพร่ อุตรดิตถ์ สุโขทัย พิษณุโลก นครสวรรค์ เพชรบูรณ์ เลย อุดรธานี หนองคาย นครพนม

ขอนแก่น ชัยภูมิ มหาสารคาม บึงกาฬ หนองบัวลําภู อุบลราชธานี ปราจีนบุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี ระยอง ชุมพร สุราษฎร์ธานี ภูเก็ต ยะลา นครศรีธรรมราช พังงา ตรัง และสตูล มีประชาชนได้รับผลกระทบ 181,870 ครัวเรือน เสียชีวิต 49 ราย และบาดเจ็บ 28 ราย ขณะที่ข้อมูลของกระทรวงศึกษาธิการ ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม – 26 กันยายน 2567 มีนักเรียน นักศึกษาที่ประสบภัย 21,739 คน มีข้าราชการและเจ้าหน้าที่ประสบภัย 1,488 คน โดยจำนวนนี้มีสถานศึกษาและหน่วยงานที่ได้รับผลกระทบ รวม 256 แห่ง แบ่งเป็น สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ(สป.ศธ.) 2 แห่ง  สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน(สช.) 25 แห่ง  กรมส่งเสริมการเรียนรู้(สกร.) 43 แห่ง สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) 143 แห่ง สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(สอศ.) 43 แห่ง

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการได้รวบรวมงบประมาณ เพื่อของบกลางในการช่วยเหลือเยียวยาหน่วยงานและสถานศึกษา ศธ.ที่ประสบภัย จำนวน 260 กว่าล้านบาท พร้อมดำเนินการมาตรการช่วยเหลือเยียวยา ใน 2 มาตรการ ได้แก่ มาตรการที่ 1 การช่วยเหลือเยียวยานักเรียน นักศึกษา เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายผู้ปกครอง เป็น “ค่าหนังสือ ค่าเครื่องแบบนักเรียน และค่าอุปกรณ์การเรียน” ในอัตราเงินอุดหนุนรายหัว ของโครงการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการจัดการศึกษาตั้งแต่ระดับอนุบาลจนจบการศึกษาขั้นพื้นฐาน แก่นักเรียน นักศึกษา ในสถานศึกษา สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ทั้ง สพฐ. สช. (ยกเว้นโรงเรียนนานาชาติ และ โรงเรียนที่ไม่รับเงินอุดหนุน) สอศ.รัฐและเอกชน สกร. ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย มาตรการที่ 2 การช่วยเหลือเยียวยานักเรียน นักศึกษา เพื่อช่วยเหลือฟื้นฟูอาคาร สถานที่ และวัสดุอุปกรณ์การเรียนการสอน เป็น “ค่าใช้จ่ายในการทำความสะอาด ซ่อมแซม ฟื้นฟูอาคารเรียน สิ่งปลูกสร้าง ห้องน้ำ ห้องสุขา และสภาพแวดล้อม ถนน หรือพื้นที่ในบริเวณสถานศึกษาที่ใช้สำหรับการจัดการเรียนการสอน” แก่หน่วยงาน สถานศึกษา สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ทั้ง สป. สพฐ. สอศ. สช. และ สกร. ที่ได้รับความเสียหายจากสถานการณ์อุทกภัย ให้กลับสู่สภาพปกติ สามารถปฏิบัติงาน และจัดการเรียนการสอนได้”

พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าวด้วยว่า สำหรับความก้าวหน้าการขับเคลื่อนเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษา กาประเมินผลนักเรียนนานาชาติ หรือ PISA ของ สพฐ. และ สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี(สสวท.) ได้รับรายงานว่า มีการอบรมออนไลน์ “การสร้างและพัฒนาข้อสอบวัดความฉลาดรู้ด้านการอ่าน วิทยาศาตร์ และคณิตศาสตร์ ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น” ระหว่างวันที่ 7-8 ตุลาคม 2567 จำนวน 3 วิชา วิชาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และภาษาไทย ในรูปแบบผสมผสาน ทั้งออนไลน์และออนไซต์ หลักสูตร 5 วัน จำนวน 8 รุ่น ๆ รุ่นละ 40 คนต่อวิชา รวม 960 คน  , มีการติดตามการประชุมการถอดบทเรียนการขับเคลื่อนการดำเนินงานด้วยชุดพัฒนาความฉลาดรู้ และ Computer Based Test ของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาในสถานศึกษาทุกแห่ง , มีการรายงานการขับเคลื่อนและนำนำชุดพัฒนาความฉลาดรู้ไปใช้ในห้องเรียน ภาคเรียนที่ 1/2567 รวมถึงมีการต่อยอดคุณภาพ โรงเรียนพี่-โรงเรียนน้อง Learn to earn การศึกษาเพื่อความมั่นคงของชีวิต

“อย่างไรก็ตามนอกจากมีการจัดทำคู่มือและบันทึกเทปในการสร้างข้อสอบตามแนวมาตรฐานสากลแล้ว ยังจัดให้มีระบบประเมินภายหลังการอบรมว่า มีการนำความรู้และทักษะไปใช้ในการจัดการเรียนการสอนเพิ่มขึ้นหรือไม่ อย่างไร พร้อมจัดระบบห้องเรียนออนไลน์เพื่อขยายผลในระดับพื้นที่ของ สพฐ. สอศ. สช. ด้วย” รมว.ศึกษาธิการกล่าว

 

“เพิ่มพูน” สุดกลั้น สะอื้นไว้อาลัยต่อการสูญเสีย สั่งงดกิจกรรมทัศนศึกษาไม่มีกำหนด หากจำเป็นต้องไปให้ผู้ปกครองไปด้วย สั่งสพฐ.เร่งดูแล-เยียวยาเด็กและครู ให้สมเกียรติ

เมื่อวันที่ 2 ต.ค.2567 พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยถึงเหตุโศกนาฏกรรมรถบัสนักเรียนทัศนศึกษาไฟไหม้ ซึ่งเป็นนักเรียนจาก โรงเรียนวัดเขาพระยาสังฆาราม หมู่ 5 ต.ลานสัก อ.ลานสัก จ.อุทัยธานี เขต 2 ซึ่งมีผู้โดยสารเป็นนักเรียน 39 คน  ครู 6 คน  รวม 45 คน ระหว่างเดินทางเข้ามาทัศนศึกษาใน จ.นนทบุรี ทำให้มีผู้เสียชีวิต 23 ราย นักเรียนได้รับบาดเจ็บสาหัส 2 ราย และได้รับบาดเจ็บจากการช่วยเหลือเพื่อนอีก 1 ราย ว่า กระทรวงศึกษาธิการขอแสดงความเสียใจในเหตุโศกนาฎกรรมในครั้งนี้ ขอยืนยันว่า กระทรวงศึกษาธิการ จะดูแลครอบครัว ผู้ประสบเหตุ อย่างเต็มที่ ในส่วนของการเยียวยา ครู ที่เสียชีวิตทางคุรุสภาจะมีการเชิดชูเกียรติมอบรางวัลครูถิรคุณ ทั้งผู้เสียชีวิตและผู้ที่ช่วยเหลือเด็ก รวม 6 คน ส่วนครูฝึกสอนจะมีการมอบเกียรติบัตรให้ด้วย ซึ่งบุคคลเหล่านี้ต้องได้รับการเชิดชู ส่วนการดูแลเรื่องของสุขภาพจิต ก็ให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(พ.ม.)เข้าไปดูแล พร้อมกันนี้จะมอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.)ดูเรื่องสิทธิประโยชน์ของผู้เสียชีวิต โดยจะพิจารณาในเรื่องของเงินเดือนจะปรับขึ้นให้ตามกฎหมาย และให้เป็นเจ้าภาพหลักในการรับบริจาคเงินช่วยเหลือผู้เสียชีวิต เป็นค่าปลงศพ เป็นทุนการศึกษา และช่วยเหลือบุพการีของผู้เสียชีวิต

พลตำรวจเอก เพิ่มพูน กล่าวต่อไปว่า สำหรับประเด็นเรื่องการทัศนศึกษาของเด็ก ที่หลายฝ่ายถกกันอยู่ขณะนี้ ตนได้มีคำสั่งให้งดการจัดทัศนศึกษาทันทีไม่มีกำหนด ไม่จำเป็นไม่ต้องไป เด็กต่ำกว่า ป. 4 ให้ยกเลิกการเดินทางทัศนศึกษาต่างจังหวัดแต่หากโรงเรียนไหนที่มีความจำเป็นจะต้องไปทัศนศึกษาต้องดูเป็นกรณีไป แต่ต้องดูมาตรการดูแลความปลอดภัยครู เด็กนักเรียนให้ครอบคลุมในทุกมิติ ให้มีการวางแผน และต้องให้ผู้ปกครองไปด้วย อย่าไปไกลโรงเรียน อย่าให้เด็กต้องเดินทางเหนื่อยมาก อย่างไรก็ตาม การทัศนศึกษาก็มีความจำเป็นต่อการเรียนรู้ ถ้าหากยกเลิกทัศนศึกษาเลยก็จะเป็นอุปสรรคต่อการเรียนรู้ของเด็กอายุการใช้งานของรถก็ไม่ควรเกิน 5 ปี ส่วนจะเป็นรถติดแก๊ส LPG หรือก๊าซ CNG ไม่ได้ห้าม ให้ดูที่สภาพรถเป็นหลัก รวมถึงต้องมีการซ้อมแผนเผชิญเหตุทั้งครูและนักเรียน ประสานกรมการขนส่งให้เข้าตรวจสภาพรถ ยางรถ อุปกรณ์ต่างๆ ก่อนเดินทาง เพื่อป้องกันเหตุที่จะเกิดขึ้น ซึ่งเราไม่อาจคาดคิดได้ ส่วนกิจกรรมเข้าค่ายลูกเสือยังมีความจำเป็น ยังคงให้มีอยู่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างการให้สัมภาษณ์ พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ได้แสดงความเสียใจและไว้อาลัยต่อการสูญเสีย ซึ่งระหว่างการแถลงข่าวมีการสะอื้นเป็นระยะตลอดการแถลงข่าว โดยรมว.ศึกษาธิการได้กล่าวเพิ่มเติมว่า ขอให้ช่วยกัน เราจะไม่โทษใครผิดใครถูก อย่าซ้ำเติมกัน ขอให้ทุกคนช่วยให้กำลังใจกัน ฟื้นฟูให้เด็กและครูเข็มแข็ง ส่วนเรื่องคดีให้เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ

จากนั้นเวลา 11.00 น.นายแทนคุณ จิตอิสระ และนางชลิดา พะละมาต์ ประธานมูลนิธิเป็นหนึ่ง เข้ายื่นหนังสือต่อรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อขอให้พิจารณายกเลิก การจัดทัศนศึกษาของเด็กนักเรียน และกำหนดมาตรการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวดมากขึ้น เพื่อถอดบทเรียนกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยมี นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ คณะที่ปรึกษาฯและโฆษกกระทรวงศึกษาธิการ รับหนังสือ โดยนายแทนคุณ กล่าวว่า ขอแสดงความเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ถือเป็นโศกนาฏกรรมอีกครั้งที่เจ็บปวดของประเทศไทย ในฐานะที่ทำงานด้านเด็กและเยาวชน จึงอยากให้ภาครัฐหามาตรการเร่งรัดและล้อมกรอบด้านความปลอดภัยให้มากขึ้น โดยเฉพาะชีวิตและทรัพย์สินเด็กและเยาวชน การมายื่นหนังสือครั้งนี้ ต้องการให้กระทรวงศึกษาธิการทบทวนความจำเป็นในการจัดทัศนศึกษาให้กับเด็กเล็ก อนุบาล 1 ถึง ป.2 ที่ต้องรอบคอบระมัดระวังที่สุด เนื่องจากยังไม่มีมาตรการฝึกฝนทักษะการเอาตัวรอดอย่างจริงจัง รวมถึงการใช้รถใช้ถนนที่จะต้องระมัดระวัง และมีการวางโครงสร้างอย่างเป็นระบบ ควรให้มีการจัดระเบียบรถโดยสารเด็ก เช่นการติดไฟรอบตัวรถ เพื่อให้สังเกตุได้ว่ามีเด็กนักเรียนอยู่เหมือนรถรับส่งนักเรียน และมีสีรถที่เป็นสัญลักษณ์ที่แตกออกไป และให้พิจารณาแหล่งเรียนรู้ในท้องถิ่นก่อน ซึ่งจะช่วยลดเหตุและมีความปลอดภัยมากขึ้น นอกจากนี้ ยังขอให้ ศธ.ตรวจสอบการใช้งบประมาณอย่างจริงจัง ไม่อยากให้มีการจัดกิจกรรมเพื่อแลกกับเงินทอน หรือเพื่อใช้งบประมาณให้หมด รวมถึงการตรวจสอบสภาพรถ ทำไมถึงยังใช้รถเก่าวิ่งให้บริการได้

นางชลิดา กล่าวว่า มีผู้ปกครองร้องเรียนมาทางมูลนิธิเป็นจำนวนมาก เรื่องการเข้าค่ายลูกเสือ จึงอยากเรียกร้องว่าสามารถย้ายจัดกิจกรรมภายในโรงเรียนได้ไหม เพื่อให้ผู้ปกครองมาดูได้

ด้าน นายสิริพงศ์ กล่าวว่า ขอบคุณที่ทางมูลนิธิฯ มีความห่วงใยและตระหนักถึงความสำคัญ เราในฐานะผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ และพ่อแม่ของเด็ก เหตุการณ์นี้ไม่ควรเกิดขึ้นอีก ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้สั่งงดกิจกรรมทัศนศึกษาอย่างไม่มีกำหนด และเด็กต่ำกว่า ป.4 ห้ามเดินทางออกต่างจังหวัด แต่กรณีถ้าจำเป็นในการเดินทาง ต้องมีผู้ปกครองไปดูแลด้วยตลอดระยะเวลาเดินทาง รวมถึงต้องมีมาตรการตรวจสอบคุณภาพรถก่อนออกเดินทาง นอกจากนี้ได้ตั้งคณะกรรมการเพื่อกำหนดมาตรการและมาตรฐาน ทั้งเรื่องรถนำขบวน ผู้ดูแล ผู้เชี่ยวชาญด้านต่าง ๆ ซึ่งต้องยอมรับที่ผ่านมากระทรวงศึกษาธิการอาจมีบางประเด็นที่หละหลวม และยังไม่ได้รับการยอมรับจากสหวิชาชีพ ซึ่ง กระทรวงฯจะร่วมมือกับทุกหน่วยงาน เพื่อวางมาตรการให้เกิดความปลอดภัยกับนักเรียนมากที่สุด

“ธนุ”รับโอน”นิยม ไผ่โสภา”นั่ง ผอ.นโยบายและแผน สพฐ. ประเภทอำนวยการระดับสูง

เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2567 ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้มีคำสั่งสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่ 2401/2567 เรื่องการรับโอนข้าราชการ โดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 47 มาตรา 63 และมาตรา 132 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือนพ.ศ. 2551 และที่แก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่สองพ.ศ. 2558 กฏ ก.พ. ว่าด้วยการให้ข้าราชการพลเรือนสามัญได้รับเงินเดือน พ.ศ. 2551 กฏ ก.พ.ว่าด้วยการให้ข้าราชการพลเรือนสามัญได้รับเงินประจำตำแหน่ง พ.ศ. 2551 และที่แก้ไขเพิ่มเติมระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกจ่ายเงินค่าตอบแทนนอกเหนือจากเงินเดือนของข้าราชการและลูกจ้างประจำประกอบกับมติ ก.พ.กระทรวงศึกษาธิการประกาศ ณวันที่ 19 สิงหาคม 2567 เรื่องประสบการณ์ในงานที่หลากหลายของกระทรวงศึกษาธิการตามมาตรฐานกำหนดตำแหน่งประเภทอำนวยการจึงรับโอนข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษามาแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ประเภทอำนวยการระดับสูง 1 ราย คือ นายนิยม ไผ่โสภา ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1 สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็น ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผน การศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2567 เป็นต้นไป

ครม.ตั้ง 6 ซี 10 ศธ. ยังไม่ตั้งเลขาธิการ ก.ค.ศ. เสมา 1 ลั่น ไม่เปลี่ยนม้ากลางศึก ให้“ประวิต”ถ่างขาสานต่องานย้ายครูระบบใหญ่TRSจนกว่าจะนิ่ง

เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2567 พลตำรวจเอกเพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม.ได้เห็นชอบรายชื่อแต่งตั้งผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ จำนวน 6 ราย ได้แก่ นายณรงค์ชัย เจริญรุจิทรัพย์ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็น รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) นายสง่า แต่เชื้อสาย ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) เป็น รองเลขาธิการ กอศ. นายพิเชฐร์ วันทอง รองเลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) เป็น ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ นางสาววันเพ็ญ บุรีสูงเนิน ศึกษาธิการภาค 8 เป็น ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ นายสุภชัย จันปุ่ม ศึกษาธิการภาค 13 มาเป็น ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ และ ว่าที่ร้อยเอก วิสาร ปัญญชุณห์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ เป็น ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ

“ ทุกคนมีความเหมาะสมและมีความรู้ความสามารถกับตำแหน่ง โดยเชื่อว่าทุกคนจะขับเคลื่อนงานการศึกษาตามนโยบายเรียนดี มีความสุขได้อย่างแน่นอน ส่วนตำแหน่งเลขาธิการ ก.ค.ศ. นั้น รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ยังรักษาการไปพลางก่อน เนื่องจากยังมีงานย้ายข้าราชการครูระบบ TRS : Teacher Rotation System คาอยู่ ก็อยากให้ TRS ขึ้นระบบให้ได้ก่อน ซึ่งก็คงต้องให้รศ.ดร.ประวิตดูไปเรื่อย ๆ จนระบบนิ่งและขับเคลื่อนไปได้ เพราะเรื่องงานบบุคคลเป็นเรื่องสำคัญ จะเปลี่ยนม้ากลางศึกไม่ได้  ซึ่งผมก็ได้สอบถาม รศ.ดร.ประวิต แล้ว เชื่อว่าทำได้ไม่เกินความสามารถ”รมว.ศึกษาธิการกล่าว

ศธ.-สพฐ.วอนลูกจ้างอย่าเพิ่งแต่งดำบุกกระทรวงกำลังเร่งหารือสำนักงบ-กรมบัญชีกลาง หาทางออก

เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2567 ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) ว่า วันนี้ได้นำเรื่องสำคัญมาหารือกันในที่ประชุมและให้แจ้งไปยังเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ กรณี การออกแถลงการณ์ของสมาพันธ์เจ้าหน้าที่ธุรการแห่งประเทศไทย เรื่อง “ขอยกเลิกจ้างเหมาบริการผู้ปฏิบัติงานให้ราชการ ตำแหน่งเจ้าหน้าที่ธุรการโรงเรียน ปีงบประมาณ พ.ศ. 2568” โดยระบุว่า สำนักงบประมาณได้แจ้งกรอบการจัดสรรงบประมาณโดยไม่ได้จัดสรรเงินสมทบกองทุนประกันสังคม และให้ปรับวิธีการจ้างเป็นวิธีการจ้างเหมาบริการ ตามพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 พร้อมทั้งแจ้งบัญชีจัดสรรธุรการโรงเรียน อัตราละ 15,000 บาท และอัตราละ 9,000 บาท พร้อมทั้งได้นัดหมายที่จะมาที่กระทรวงศึกษาธิการ เพื่อมาขับเคลื่อนให้ยกเลิกวิธีการจ้างเหมาบริการ ในวันอังคารที่ 8 ตุลาคม 2567 นี้ นั้น

ว่าที่ร้อยตรีธนุ กล่าวว่า การออกระเบียบของกรมบัญชีกลางส่งผลกระทบกับการจ้างงานตำแหน่งลูกจ้าง ทุกตำแหน่งของสพฐ.ซึ่งมี มากกว่า 60,000 รายทั่วประเทศ ซึ่ง พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ คณะที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และสพฐ.รับทราบปัญหาแล้ว และไม่ได้นิ่งนอนใจ ซึ่งเมื่อวานนี้ตนได้ทำหนังสือหารือไปยัง กรมบัญชีกลาง และสำนักงบประมาณ ซึ่งเป็นผู้ออกระเบียบในการจ้างผู้ปฏิบัติงานและจัดสรรเงินงบประมาณ โดยขอหารือใน 4 ประเด็น คือ 1. การจ้างผู้ปฏิบัติงานให้ราชการดังกล่าวถือเป็นการจ้างลูกจ้างชั่วคราวหรือการจ้างเหมาบริการตามพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 และการจ้างเอกชนดำเนินงาน ซึ่งส่วนราชการต้องดำเนินการเป็นไปตามนัยของหนังสือที่อ้างถึง 2. การจ้างผู้ปฏิบัติงานให้ราชการดังกล่าว สพฐ. สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และสถานศึกษา ในฐานะผู้ว่าจ้างสามารถจ่ายเงินสมทบในส่วนของนายจ้างเข้ากองทุนประกันสังคมได้หรือไม่ 3. หาก สพฐ. สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และสถานศึกษาในฐานะผู้ว่าจ้าง ไม่สามารถจ่ายเงินสมทบในส่วนของนายจ้างเข้ากองทุนประกันสังคม ตามข้อ 2 สพฐ. สามารถขอเงินเพิ่มเพื่อจ่ายเงินในส่วนของผู้ว่าจ้างได้หรือไม่ และ 4.สพฐ. สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และสถานศึกษาในฐานะผู้ว่าจ้าง ต้องจ่ายอัตราค่าแรงขั้นต่ำและอัตราเงินเดือนให้กับผู้ปฏิบัติงานให้ราชการตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2566 ที่ได้เห็นชอบรายงานผลการศึกษาตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2566 (เรื่อง การปรับอัตราค่าแรงขั้นต่ำและการปรับอัตราเงินเดือนสำหรับกลุ่มข้าราชการพลเรือนและเจ้าหน้าที่ของรัฐ) และระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกจ่ายเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราวของข้าราชการและลูกจ้างประจำของส่วนราชการ พ.ศ. 2567 ได้หรือไม่ โดยขอให้กรมบัญชีกลางตอบข้อหารือดังกล่าวภายในวันที่ 4 ตุลาคม 2567 เพื่อที่ สพฐ. จะได้ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป จึงขอให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบรอคำตอบจากสองหน่วยงานนี้ก่อน โดยในวันพรุ่งนี้(2 ต.ค.)ตนจะเชิญตัวแทนสมาพันธ์เจ้าหน้าที่ธุรการแห่งประเทศไทยมาหารือกันเพื่อหาความเหมาะสมต่อไป ดังนั้นตนอยากขอร้องว่าอย่าเพิ่งเดินทางมาขับเคลื่อนในวันที่ 8 ต.ค.นี้ เลย

“ผมเห็นด้วยในเรื่องการปรับค่าจ้างคนที่จบปริญญาตรีให้เท่ากับข้าราชการที่เริ่มสตาร์ทที่ 16,500 บาท เพราะตอนนี้เราจ้างระดับปริญญาตรี 15,000 บาท ซึ่งผมจะนำเสนอคณะรัฐมนตรี(ครม.)ให้เห็นชอบในโอกาสต่อไป ส่วนที่มีความกังวลว่าหากเป็นลูกจ้างเหมาจะเสียสิทธิ์สอบครูผู้ช่วยกรณีพิเศษ(ว.16 ว.17)นั้น จะไม่กระทบสิทธิ์ตรงนั้นแน่นอน เพราะสพฐ.ได้แก้หลักเกณฑ์ระเบียบให้แล้ว ถ้าเป็นลูกจ้างทำงานครบ 3ปีก็มีสิทธิ์เข้าสอบ ว.16 ว.17 เหมือนเดิมไม่กระทบสิทธิ์ใด ๆ ทั้งสิ้น อย่างไรก็ตาม เรื่องที่เกิดขึ้นนี้ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับ สพฐ. โดยตรง เนื่องจากเป็นระเบียบที่กรมบัญชีกลางกำหนด และสำนักงบประมาณเป็นผู้จัดสรรเงิน”เลขาธิการ กพฐ.กล่าว