“โควิด” เป็นเหตุ ศธ.ห่วงเด็กๆ เลื่อนจัดงานวันเด็ก’65

เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2565 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.ศึกษาธิการ  กล่าวว่า ตามที่กระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) กำหนดจัดกิจกรรมฉลองวันเด็กแห่งชาติ ปี 2565 รวมถึงกิจกรรมการมอบโล่รางวัลและประกาศนียบัตรแก่เด็กและเยาวชนดีเด่นและนำชื่อเสียงมาสู่ประเทศชาติ ปี2565 โดยนำเด็กในเขตกรุงเทพมหานคร จำนวน 250 คน เข้าเยี่ยมคารวะและรับโอวาทจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในวันที่ 8 มกราคม 2565 รูปแบบออนไซต์ ในพื้นที่หอประชุมคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ สำหรับส่วนภูมิภาค ศธ.ได้มอบหมายให้สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดทุกจังหวัดจัดกิจกรรมการมอบโล่รางวัล โดยเชิญผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้มอบ นั้น เนื่องจากขณะนี้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) มีแนวโน้มการแพร่ระบาดเพิ่มมากขึ้นในหลายพื้นที่ของประเทศ กระทรวงศึกษาธิการ จึงขอเลื่อนการจัดกิจกรรมฉลองวันเด็กแห่งชาติ ที่ส่วนกลาง และเลื่อนการจัดกิจกรรมการมอบโล่รางวัลและประกาศนียบัตรแก่เด็กและเยาวชนดีเด่นและนำชื่อเสียงมาสู่ประเทศชาติ ทั่วประเทศ ออกไปจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวต่อไปว่า สำหรับกิจกรรมฉลองวันเด็กแห่งชาติ ในส่วนภูมิภาคนั้น ให้ประเมินสถานการณ์เป็นรายพื้นที่ ร่วมกับคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด หากเห็นว่าปลอดภัย ก็สามารถจัดกิจกรรมได้ โดยในการจัดกิจกรรมดังกล่าวให้เป็นไปตามมาตรการและข้อกำหนดของแต่ละพื้นที่อย่างเคร่งครัด แต่หากพื้นที่ใดไม่พร้อมและสถานการณ์ยังไม่น่าไว้วางใจก็ให้เลื่อนไปก่อน ทั้งนี้ ตนยืนยันว่ากระทรวงศึกษาธิการ เห็นความสำคัญของเด็กทุกคน ซึ่งภายในปีนี้ จะมีการจัดงานวันเด็กแห่งชาติขึ้นแน่นอน ส่วนจะกำหนดใหม่ว่าจะจัดกิจกรรมเมื่อไหร่ ในรูปแบบใดนั้น เราต้องประเมินสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ถ้ามีความเสี่ยงสูงก็ยังจัดไม่ได้ ทั้งนี้ เพื่อความปลอดภัยของเด็กๆ และผู้ปกครองทุกคน.

 

ศธ.ออกประกาศเพิ่มเติมสกัดโควิดระบาดในสถานศึกษา

เมื่อวันที่ 3 มกราคม 2565 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.ศึกษาธิการ  เปิดเผยว่า เนื่องด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 (โควิด-19) อาจยังมีต่อเนื่องภายหลังจากเทศกาลวันขึ้นปีใหม่ พ.ศ 2565 ซึ่งตนเป็นห่วงนักเรียน ครู และประชาชนทั่วไป วันนี้ (3 ม.ค.) ตนจึงได้มอบหมายให้ ดร.สุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ออกประกาศกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เรื่อง มาตรการป้องกันและควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 ของกระทรวงศึกษาธิการ (เพิ่มเติม ครั้งที่ 1)หลังจากที่ได้มีประกาศ ศธ.เรื่อง มาตรการป้องกันและควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 ของกระทรวงศึกษาธิการ ลงวันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ.2564 และประกาศแนวปฏิบัติของกระทรวงศึกษาธิการภายหลังเทศกาลปีใหม่ ที่ ศธ 0100.1/ว3787 ลงวันที่ 31 ธันวาคม พ ศ.2564 ซึ่งเป็นการกำหนดมาตรการปฏิบัติงานนอกสถานที่ตั้งหน่วยงาน(Work from Home) และให้หลีกเลี่ยงการจัดกิจกรรมที่รวมกลุ่มคนจำนวนมากไปแล้ว

รมว.ศธ. กล่าวต่อไปว่า ประกาศแนวปฏิบัติเพิ่มเติมครั้งที่ 1 ฉบับนี้ออกมา เพื่อให้สถานศึกษาในสังกัดและในกำกับของกระทรวงศึกษาธิการ ทุกระดับ ทุกประเภททั่วประเทศ ดำเนินมาตรการป้องกันและควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ของศธ.เพิ่มเติม ดังนี้ 1.ให้สถานศึกษาประเมินสถานการณ์ความเสี่ยงอย่างรอบด้านของนักเรียนหรือครูที่อาจเป็นกลุ่มเสี่ยงในการติดเชื้อ โควิด-19 ในช่วงการเปิดเรียนตั้งแต่วันที่ 4 มกราคม 2565 เป็นต้นไป หากมีนักเรียนหรือครูที่เป็นกลุ่มเสี่ยงดังกล่าว ให้สถานศึกษาสามารถพิจารณาปรับการเรียนการสอนเป็นระบบการศึกษาทางไกล คือ On air , Online, On hand และ On demand) ได้ตามความเหมาะสม และประสานกับคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดอย่างใกล้ชิด

2. ให้สถานศึกษาประเมินมาตรการการเปิดเรียนของ Thai stop COVID plus และปฏิบัติตามข้อกำหนดของ 6 มาตรการหลัก (DMHT-RC), 6 มาตรการเสริม (SSET-CQ) และแนวทาง 7 มาตรการเข้มสำหรับสถานศึกษาโดยเคร่งครัด โดยพื้นที่ที่มีการแพร่ระบาดเป็นวงกว้างให้ปฏิบัติตามแนวทางคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด หรือตามที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด

และ 3. ให้สถานศึกษาดำเนินมาตรการตามแผนเผชิญเหตุที่กำหนด กรณีนักเรียน ครู หรือ บุคลากรในสถานศึกษามีการติดเชื้อโควิด-19 หรือ มีผลตรวจคัดกรองหาเชื้อเป็นบวก โดยให้มีการชักซ้อมอย่างเคร่งครัด และประสานความร่วมมือกับสถานพยาบาลเครือข่ายในพื้นที่ที่ดูแลอย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

 

 

“ตรีนุช”ชื่นชม อาชีวะจิตอาสา บริการประชาชนช่วงปีใหม่ 2565

วันนี้ ( 2 ม.ค.) น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.ศึกษาธิการ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจนักเรียน นักศึกษา และอาจารย์  วิทยาลัยสารพัดช่างราชบุรี ณ ศูนย์บริการประชาชน สถานีบริการน้ำมัน ปตท. หนองโพ จังหวัดราชบุรี ตามโครงการอาชีวะจิตอาสา ร่วมด้วยช่วยประชาชนเทศกาลปีใหม่ พ.ศ.2565 “พักคน พักรถ” โดยมีนายมณฑล ภาคสุวรรณ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(กอศ.) นายขุนทอง จริตพันธ์ ผู้อำนวยการวิทยาลัยสารพัดช่างราชบุรี และคณะทำงาน ให้การต้อนรับ

น.ส.ตรีนุช กล่าวว่า ขอชื่นชม นักเรียน นักศึกษาอาชีวะที่บริการสังคม ซึ่งทำให้ได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง และรู้จักการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า นับว่าเป็นประโยชน์ต่อสังคมอย่างยิ่ง รวมทั้งเป็นการทำงานแบบบูรณาการร่วมกันระหว่างสถานศึกษากับภาครัฐและภาคเอกชน เป็นการพัฒนานักศึกษาอาชีวศึกษาให้เป็นผู้มีจิตอาสาร่วมบำเพ็ญประโยชน์ต่อสังคม เรียนรู้การทำงานเป็นทีม รู้รักสามัคคี มีความสมานฉันท์เกิดขึ้นในหมู่คณะ โดยวันนี้ได้พบรถยนต์เกิดเหตุขัดข้อง เนื่องจากการเติมน้ำมันผิดประเภท ยางรถยนต์มีปัญหา ฯลฯแต่ด้วยความสามารถของนักเรียน นักศึกษา แผนกช่างยนต์ ทำให้เจอปัญหา และแก้ไขได้ จนกระทั่งรถยนต์ดังกล่าว กลับมาใช้งานได้ปกติ และเดินทางต่อไปยังจุดหมายได้อย่างปลอดภัย

ด้าน นายมณฑล  กล่าวว่าโครงการ อาชีวะจิตอาสาเทศกาลปีใหม่ 2565  ร่วมด้วยช่วยประชาชน พักคน พักรถ จัดขึ้นวันนี้เป็นวันที่ 5 โดยเปิดให้บริการและจะสิ้นสุดโครงการในวันที่ 4 มกราคม 2565 โดยเปิดให้บริการตรวจเช็คสภาพรถยนต์ และรถจักรยานยนต์ รวมถึงกิจกรรมให้บริการสอบถามข้อมูลเส้นทาง/สถานที่ท่องเที่ยว /ที่พัก /ร้านอาหาร และอื่น ๆ รวมทั้ง ให้บริการที่นั่งพักผ่อน /บริการน้ำดื่ม กาแฟ ผ้าเย็น เป็นต้น แก่ประชาชนที่เดินทางช่วงเทศกาลปีใหม่ 2565 มาตั้งแต่วันที่ 29 ธ.ค.64 ที่ผ่านมา โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย รวมระยะเวลาดำเนินการ 7 วัน โดยที่ผ่านมามีประชาชนเข้ารับบริการเป็นจำนวนมาก

สำหรับพื้นที่ จังหวัดราชบุรี มีศูนย์อาชีวะจิตอาสา พักคน พักรถ ให้บริการ 4 แห่ง ดังนี้
1. สถานีบริการน้ำมัน ปตท. หนองโพ จังหวัดราชบุรี โดย วิทยาลัยสารพัดช่างราชบุรี
2. บริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด  (มหาชน) 218 หมู่ที่ 4 ต.อ่างทอง อ.เมืองจ.ราชบุรี โดย วิทยาลยัเทคนิคราชบุรี
3.ปั๊ม ปตท. บจก. ทูเก็ตเตอร์ออยล์(2017) เลขที่323 ต.ปากแรด อ.บา้นโป่ง  จ.ราชบุรี โดยวิทยาลัยการอาชีพบ้านโป่ง
และ 4.ศูนย์(ถนนเส้นทางไปแสงชูโต เมืองกาญจนบรุี) 42 สถานีตำรวจทางหลวงวังมะนาวถ.พระราม 2 ต.วังมะนาว อ.ปากท่อ จ.ราชบุรี โดยวิทยาลัยการอาชีพปากท่อ

ทั้งนี้ สามารถตรวจเช็คเส้นทางที่ตั้งศูนย์อาชีวะจิตอาสา ได้โดยดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน “อาชีวะอาสา” ใน App Store และ Play Store

“ตรีนุช”กำชับหัวหน้าส่วนราชการ ศธ.เคร่งครัดแนวปฏิบัติยกระดับสกัดโควิด-19 ระบาดหลังปีใหม่

วันนี้ (31 ธ.ค.64) น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยว่า เนื่องด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ที่มีแนวโน้มการแพร่ระบาดเพิ่มมากขึ้นในหลายพื้นที่ของประเทศ วันนี้ตนได้ส่งบันทึกข้อความแจ้งเรื่องแนวปฏิบัติของกระทรวงศึกษาธิการภายหลังเทศกาลปีใหม่ ตามแนวปฏิบัติในข้อสั่งการของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ถึงปลัดกระทรวงศึกษาธิการ, เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ,เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา , เลขาธิการสภาการศึกษา และหน่วยงานในกำกับของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เพื่อยกระดับมาตรการป้องกันควบคุมโรคภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน และให้ถือปฏิบัติโดยเคร่งครัด

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวต่อไปว่า แนวปฏิบัติของกระทรวงศึกษาธิการภายหลังเทศกาลปีใหม่ นั้น ให้หัวหน้าส่วนราชการพิจารณาสั่งการให้ข้าราชการ พนักงาน เจ้าหน้าที่ หรือ บุคลากรในความรับผิดชอบ ดำเนินการปฏิบัติในระหว่างวันที่ 1-14 มกราคม 2565 ดังนี้

1.พิจารณาดำเนินมาตรการปฏิบัติงานนอกสถานที่ตั้งหน่วยงาน (Work from Home) ตามความเหมาะสม โดยไม่มีผลกระทบต่อการให้บริการประชาชน ตามความในข้อ 2 แห่งข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 (ฉบับที่ 40) ลงวันที่ 14 ธันวาคม พ.ศ.2564 ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2564 ที่ผ่านมา ตนได้ให้ปลัด ศธ.ทำประกาศ เรื่อง มาตรการป้องกันและควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ของ ศธ.ไปแล้ว โดยกำหนดให้บุคลากรในสังกัดและในกำกับของ ศธ.ปฏิบัติงานภายในที่พัก อย่างต่อเนื่องไม่น้อยกว่าร้อยละ 85 ตั้งแต่วันที่ 1-14 มกราคม 2565

2. พิจารณาหลีกเลี่ยงการจัดกิจกรรมที่ส่งผลให้เกิดการรวมกลุ่มหรือเคลื่อนที่ของกลุ่มคนจำนวนมาก เช่น การประชุม การสัมมนา การฝึกอบรม ฯลฯ หากมีความจำเป็นให้จัดกิจกรรมโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ให้มากที่สุด ทั้งนี้ ยกเว้นกรณีการยกเลิก ระงับ หรือเลื่อนการจัดกิจกรรมใดแล้วอาจเกิดผลเสียต่อทางราชการ ขอให้พิจารณาดำเนินการจัดกิจกรรมดังกล่าวภายใต้มาตรการป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ตามที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนดอย่างเต็มขีดความสามารถ

3.หากมีความจำเป็นที่ต้องจัดกิจกรรมดังกล่าว ให้หัวหน้าส่วนราชการพิจารณาทบทวนและอนุมัติเป็นรายกิจกรรม และรายงานต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเพื่อทราบด้วย ทั้งนี้ ในการจัดกิจกรรมต้องดำเนินการตามมาตรการป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ตามที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนดไว้อย่างเคร่งครัด เพื่อให้มั่นใจได้ว่าผู้เข้าร่วมกิจกรรมจะเกิดความปลอดภัยสูงสุด และ

4.ให้ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการรายงานสถานการณ์ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการพร้อมทั้งสุ่มตรวจติดตามผลการดำเนินการตามมาตรการป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2519 ด้วย

 

 

 

 

 

 

ก.ค.ศ.ปลื้มครูร่วมมือใช้เกณฑ์ PA ได้ผลเกินคาด

รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา(ก.ค.ศ.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆนี้ ตนได้มอบหมายให้ น.ส.เจริญวรรณ หนูนาค รองเลขาธิการ ก.ค.ศ. ลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานและการขับเคลื่อน การดำเนินงานเกี่ยวกับหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินตำแหน่งและวิทยฐานะข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา หรือเกณฑ์ PA ที่ โรงเรียนขนอมพิทยา  จ.นครศรีธรรมราช สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.)เขต 12 เพื่อรับทราบ ปัญหาและอุปสรรคของการดำเนินงานของโรงเรียนเกี่ยวกับการนำเกณฑ์ PA ไปใช้ในสถานศึกษา ซึ่งจากรายงานทราบว่าข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในโรงเรียนดังกล่าว สามารถดำเนินการในเรื่องของเกณฑ์ PA ได้อย่างเข็มแข็งและจริงจังมาก ไม่มีปัญหาในการดำเนินการ ครูสามารถจัดทำข้อตกลงในการพัฒนางาน (PA) และทำคลิปการสอนได้ทุกคน เนื่องจากได้มีการศึกษาหลักเกณฑ์และวิธีการจากคู่มือและสื่อต่าง ๆ ที่ ก.ค.ศ. จัดทำและเผยแพร่ในช่องทางต่าง ๆ ได้อย่างละเอียดและที่สำคัญคือ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูในโรงเรียนได้ช่วยกันถ่ายทอดและเรียนรู้ร่วมกัน รวมทั้งเสนอแนะวิธีการหรือรูปแบบในการจัดการเรียนการสอน หรือ PLC (Professional Learning Community) ก็คือ การรวมตัว ร่วมใจ ร่วมพลัง ร่วมทำ และร่วมเรียนรู้ของครูและผู้บริหาร เพื่อนำไปสู่คุณภาพการจัดการเรียนรู้ที่เน้นความสำเร็จหรือประสิทธิพลของผู้เรียนเป็นสำคัญ ซึ่งเป็นไปตามเจตนารมณ์หนึ่ง ของหลักเกณฑ์ PA และนอกจากนี้ทราบว่า สพม.เขต 12 ได้เข้ามามีส่วนในการขับเคลื่อนในการดำเนินงานอย่างจริงจังจนเกิดผล ซึ่งเป็นไปในทิศทางที่ดีที่จะสามารถเป็นต้นแบบของการเรียนรู้ และก็เป็นข่าวที่น่ายินดีส่งท้ายปีเก่า 2564 ด้วย

“สำหรับในปีใหม่ พ.ศ. 2565 สำนักงาน ก.ค.ศ. ได้วางแผนที่จะขับเคลื่อนตามนโยบาย 5 คานงัดในการขับเคลื่อนการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ของสำนักงาน ก.ค.ศ. เพื่อให้เพื่อเกิดประโยชน์กับเพื่อนข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา และการจัดการศึกษาของชาติที่มีประสิทธิภาพ เกิดประสิทธิผลอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อเป็นไปตามนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ และเป็นตามสโลแกนของสำนักงาน ก.ค.ศ. ร่วมพลิกโฉมวิชาชีพครู สู่คุณภาพการศึกษาที่ดีกว่ากับ ก.ค.ศ. ต่อไป” เลขาธิการ ก.ค.ศ. กล่าว

 

“คุรุสภา” พร้อมจัดทดสอบและประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครู 18 – 19 ก.พ. 65

ดร.ดิศกุล เกษมสวัสดิ์ เลขาธิการคุรุสภา กล่าวว่า ขณะนี้ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.ศึกษาธิการ ฐานะประธานกรรมการคุรุสภาได้ลงนามในประกาศคณะกรรมการคุรุสภา เรื่อง กำหนดการทดสอบและประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครู ด้านความรู้และประสบการณ์วิชาชีพ ตามมาตรฐานวิชาชีพครู ประจำปี พ.ศ. 2565 เรียบร้อยแล้ว มีสาระสำคัญ ดังนี้ กำหนดการทดสอบและประเมินสมรรถนะ ทางวิชาชีพครู ฯ ในวันที่ 18 – 19 กุมภาพันธ์ 2565 โดยวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2565 เวลา 09.30 – 11.00 น. สอบวิชาการใช้ภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร เวลา 12.30 – 14.00 น. สอบวิชาการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร เวลา 15.00 – 16.30 น. สอบวิชาการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการศึกษา และวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2565 เวลา 09.00-12.00 น. สอบวิชาชีพครู ทั้งนี้ ผู้สมัครเข้ารับการทดสอบฯ ต้องศึกษาเงื่อนไข คุณสมบัติ ของผู้เข้ารับการทดสอบ ศึกษา ผังการสร้างข้อสอบฯ (Test Blueprint) และข้อปฏิบัติต่าง ๆ ตามประกาศและระเบียบที่เกี่ยวข้องกับ การสมัครและการเข้ารับการทดสอบฯ รวมถึงมาตรการเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) โดยเคร่งครัด โดยอัตราค่าสมัครเข้ารับการทดสอบฯ สำหรับชาวไทย วิชาละ 300 บาท สำหรับชาวต่างประเทศวิชาละ 500 บาท ทั้งนี้ ให้ผู้สนใจสมัครเข้ารับการทดสอบฯ ติดตามข้อมูลข่าวสาร ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องผ่านเว็บไซต์ของสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา www.ksp.or.th

ดร.ดิศกุล กล่าวต่อว่า ในการจัดสอบครั้งนี้สำนักงานเลขาธิการคุรุสภามีความจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนกำหนดการทดสอบฯ จากเดิมสอบวันที่ 19 – 20 กุมภาพันธ์ 2565 เป็นวันที่ 18 – 19 กุมภาพันธ์ 2565 เพื่อไม่ให้เกิดการซ้ำซ้อนกับการจัดการทดสอบของสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ซึ่งกำหนดสอบในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2565 เนื่องจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และคณะกรรมการคุรุสภามีความห่วงใยในผลกระทบด้านโอกาสและสิทธิประโยชน์ของผู้สมัครที่เข้ารับการทดสอบฯ ของทั้ง 2 หน่วยงาน ทำให้สำนักงานเลขาธิการคุรุสภาได้หารือร่วมกับสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) เพื่อพิจารณาปรับเปลี่ยนกำหนดการ และคงกำหนดการทดสอบฯ ภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2565 เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบกับผู้มีสิทธิสมัครเข้ารับการทดสอบเพื่อขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูของคุรุสภาด้วย

“ สำนักงานเลขาธิการคุรุสภายังได้จัดทำแบบสำรวจข้อมูลของผู้สำเร็จการศึกษาจากต่างประเทศ และต้องการเข้ารับการทดสอบและประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครู ฯ เพื่อใช้ในการตรวจสอบและส่งข้อมูลให้สทศ.ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้สามารถสแกน QR Code เพื่อดาวน์โหลดข้อมูล หรือทาง URL : https://forms.gle/QHHCKb2YpYT1RN5x8 เพื่อกรอกข้อมูลในแบบสำรวจและจัดส่งเอกสารหลักฐานประกอบผ่านทาง E-mail : ksp.tcttest@gmail.com ตามรายการ ดังนี้ 1. สำเนาพาสปอร์ตที่ยงไม่หมดอายุ (เฉพาะชาวต่างประเทศ) 2. สำเนาคุณวุฒิทางการศึกษา 3. สำเนาใบรายงานผลการศึกษา และ 4.สำเนาหนังสือเทียบคุณวุฒิผู้สำเร็จการศึกษาระดับอุดมศึกษาจากต่างประเทศ จากสำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ทั้งนี้ ขอย้ำว่าแบบสำรวจนี้ไม่ใช่การสมัครเข้ารับการ ทดสอบฯ” ดร.ดิศกุล กล่าว.

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เสมา 1 ให้กำลังใจทีมอาชีวะจิตอาสา“พักรถ-พักคน” ให้บริการประชาชนช่วงปีใหม่

เมื่อวันที่  30 ธันวาคม 2564  น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.ศึกษาธิการ  ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจนักศึกษาและอาจารย์ ของวิทยาลัยเทคนิคปทุมธานี ซึ่งมาตั้งศูนย์บริการประชาชน ที่สถานีบริการน้ำมัน ปตท.ราชพฤกษ์ กม.35 จังหวัดปทุมธานี ตามโครงการอาชีวะจิตอาสา ร่วมด้วยช่วยประชาชนเทศกาลปีใหม่ พ.ศ.2565 โดย รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า การมาเยี่ยมศูนย์ฯได้เห็นถึงความสามารถของนักศึกษา ได้เห็นความพร้อมในการให้บริการประชาชนของนักศึกษาและอาจารย์ ความพร้อมของอุปกรณ์ต่างๆ และเห็นถึงความสุขของประชาชนที่มารับบริการ


“ โครงการอาชีวะจิตอาสาร่วมด้วยช่วยประชาชน เทศกาลปีใหม่ พ.ศ.2565 จุดพักรถเป็น 1 ใน 6 โครงการที่หน่วยงานในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ มอบเป็นของขวัญปีใหม่ พ.ศ.2565 ให้แก่ประชาชน โดยปีนี้อาชีวะจิตอาสา ของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ได้เปิดศูนย์บริการประชาชนจุดพักรถ-พักคน บนถนนสายหลักและสายรองจำนวน 241 ศูนย์ทั่วประเทศ เพื่อสร้างความปลอดภัยในการเดินทางกลับภูมิลำเนาในช่วงปีใหม่ และได้ไปร่วมสังสรรค์กับครอบครัวอย่างมีความสุข โดยศูนย์นี้จะให้บริการประชาชนฟรีในช่วงเทศกาลปีใหม่ระหว่างวันที่ 29 ธันวาคม 2564 ถึง 4  มกราคม 2565 เวลา 08.30 – 16.30 น. ซึ่งภายในศูนย์มี 2 กิจกรรมหลัก คือ กิจกรรมพักรถ ได้แก่ บริการตรวจสภาพรถยนต์ รถจักรยานยนต์ และ กิจกรรมพักคน ได้แก่ บริการสอบถามข้อมูลเส้นทาง สถานที่ท่องเที่ยว ที่พัก ร้านอาหาร และอื่น ๆ รวมทั้ง ให้บริการที่นั่งพักผ่อน บริการน้ำดื่ม กาแฟ ผ้าเย็น เป็นต้น และขอเชิญชวนดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน”อาชีวะอาสา”ใน App Store และ Play Store ซึ่งสามารถนำไปสู่สถานที่ตั้งของศูนย์บริการประชาชนจุดพักรถ-พักคนได้ทั่วประเทศ” น.ส.ตรีนุชกล่าว

สอศ. มอบของขวัญส่งท้ายปี 64 มติ อ.ก.ค.ศ.ให้วิทยฐานะข้าราชการครูชำนาญการ และเลื่อนตำแหน่งชำนาญการพิเศษ รวม 106 ราย

ดร.สุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(กอศ.) เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(สอศ.) จัดประชุม อนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (อ.ก.ค.ศ) สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ครั้งที่ 15/2564 เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2564 ซึ่งที่ประชุมได้มีการพิจารณาเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา และมีมติอนุมัติให้ข้าราชการครูและบุคลากรทาง การศึกษา ตำแหน่งครู ขอมีวิทยะฐานะชำนาญการ จำนวน 6 ราย และเลื่อนวิทยฐานะครูชำนาญการพิเศษ จำนวน 100 ราย รวมเป็น 106 รายตามหนังสือสำนักงาน ก.ค.ศ. ที่ ศธ.0206.3/ว 21

เลขาธิการ กอศ. กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ อ.ก.ค.ศ. สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ได้มีมติให้ย้ายข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งผู้อำนวยการสถานศึกษา ไปแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเดิมในสถานศึกษาแห่งใหม่ โดยให้เป็นผู้รักษาการในตำแหน่งที่จะแต่งตั้งก่อน รวมจำนวน 23 ราย ดังนี้

1. นายพิเชษฐ์ หาดี ผู้อำนวยการวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีศูนย์ศิลปาชีพบางไทย ให้รักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคอุตสาหกรรมยานยนต์

2. นายศุภชัย แน่นอุดร ผู้อำนวยการวิทยาลัยการอาชีพพนมไพร ให้รักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการวิทยาลัยการอาชีพท่าตูม

3. นางสาววารี ชีวะเจริญ ผู้อำนวยการวิทยาลัยการอาชีพนครสวรรค์ ให้รักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการวิทยาลัยการอาชีพเถิน

4. นายสำราญ สีปวน ผู้อำนวยการวิทยาลัยการอาชีพเขาย้อน ให้รักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการวิทยาลัยการอาชีพศรีขรภูมิ

5. นายขุนทอง จริตพันธ์ ผู้อำนวยการวิทยาลัยสารพัดช่างราชบรี ให้รักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการวิทยาลัยการอาชีพกาญจนบุรี

6. นายลำปาง พันธเพชร ผู้อำนวยการวิทยาลัยการอาชีพขุนหาญ ให้รักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการวิทยาลัยการอาชีพขอนแก่น

7. นายชัยสิทธิ์ สง่างาม ผู้อำนวยการวิทยาลัยการอาชีพเชียงราย ให้รักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการวิทยาลัยการอาชีพนวมินทราชินีแม่ฮ่องสอน

8. นายบรรจง พลขันธ์ ผู้อำนวยการวิทยาลัยการอาชีพนาแก ให้รักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการวิทยาลัยการอาชีพบ้านไผ่

9. นางสุวนิจ สุริยพันตรี ผู้อำนวยการวิทยาลัยการอาชีพองครักษ์ ให้รักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการวิทยาลัยการอาชีพวารินชำราบ

10. นายเกียรติสยาม ลิ้มตระกูล ผู้อำนวยการวิทยาลัยการอาชีพพนัสนิคม ให้รักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีสระแก้ว

11. นายอนิรุทน์ เหมะธุลิน ผู้อำนวยการวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีชัยนาท ให้รักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีอุบลราชธานี

12. นายวีระชัย สมบัติกำไร ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคอุตสาหกรรมยานยนต์ ให้รักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคจันทบุรี

13.นายจารึก ศิลป์สวัสดิ์ ตำแหน่งผู้อำนวยการวิทยาลัยการอาชีพสายบุรี ให้รักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคชุมพร

14. นายสมคิด แก้วเตชะ ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคปัว ให้รักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคน่าน

15. นายธีรชัย ภูทอง ผู้อำนวยการวิทยาลัยการอาชีพประโคนชัย ให้รักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคบัวใหญ่

16. นายสุชาติ มหายศ ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคดอกคำใต้ ให้รักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคพะเยา

17. ว่าที่ร้อยโท จิรายุศ จินาวัลย์ ผู้อำนวยการวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีลพบุรี ให้รักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคพิบูลมังสาหาร

18. นางสาวเสาวรัตน์ ใชสงคราม ผู้อำนวยการวิทยาลัยการอาชีพ วัดโฆสมังคลาราม ให้รักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคแม่วงก์

19. นายนนท์ธพันธุ์ พิมพา ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคพิมาย ให้รักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคสระแก้ว

20. นางสาวคณัสณันท์พรรณ ผลทำมีบุญ ผู้อำนวยการวิทยาลัยสารพัดช่างสมุทรปราการ ให้รักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการวิทยาลัยพณิชยการเชตุพน

21. นายภักดี พรหมเกิด ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคกาญจนบุรี ให้รักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการวิทยาลัยอาชีวศึกษากาญจนบุรี

22. นางรุจิรา ฟูเจริญ ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคดุสิต ให้รักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการวิทยาลัยอาชีวศึกษาเสาวภา

23. นายสมรักษ์ พระสลัก ผู้อำนวยการวิทยาลัยการอาชีพเวียงสา ให้รักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการวิทยาลัยการอาชีพกระนวน

ศธ.ออกประกาศให้บุคลากรในสังกัด Work From Home 85%ต่อเนื่อง14 วัน หลังเทศกาลปีใหม่

“ตรีนุช” ห่วง “โอมิครอน” แพร่ระบาดหลังเทศกาลปีใหม่ มอบปลัด ศธ.ออกประกาศบุคลากรสังกัด ศธ.85% Work From Home ต่อเนื่อง 14 วัน ย้ำโรงเรียนเปิดสอน on-site เคร่งครัดมาตรการความปลอดภัย 6-6-7 ลดความเสี่ยงโควิดในสถานศึกษา

เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2564  นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศึกษาธิการ ) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา-2019 หรือ โควิด-19 ในประเทศไทยมีแนวโน้มคลี่คลายลงอย่างต่อเนื่อง แต่ขณะเดียวกันก็มีการแพร่ระบาด ของ “โอมิครอน” (Omicron) เชื้อไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่ ประกอบกับในช่วงเทศกาลปีใหม่เป็นห้วงเวลาสำคัญที่จะมีการจัดกิจกรรมเฉลิมฉลองในเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ จัดงานตามประเพณีท้องถิ่นและทางศาสนา ที่มีการรวมกลุ่มบุคคลจำนวนมาก มีการเดินทางท่องเที่ยว ดังนั้น เพื่อเป็นการเฝ้าระวังป้องกันการระบาดของโรคภายหลังช่วงเทศกาลปีใหม่ ตนจึงมอบหมายให้ ดร.สุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิ​การ (ศธ.) ออกประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง มาตรการป้องกันและควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ของ ศธ.

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวต่อไปว่า ประกาศ ศธ.ฉบับใหม่ล่าสุดลงวันที่ 30 ธันวาคมนี้ กำหนดให้บุคลากรในสังกัดและในกำกับของ ศธ.ปฏิบัติงานภายในที่พัก ( Work From Home) อย่างต่อเนื่องไม่น้อยกว่าร้อยละ 85 ตั้งแต่วันที่ 1-14  มกราคม 2565 โดยการปฏิบัติงานดังกล่าวต้องไม่กระทบกับภารกิจให้บริการแก่ประชาชน ส่วนผู้บริหารของ ศธ.ในระดับบริหารสูง ระดับบริหารต้น ระดับอำนวยการสูง และผู้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับเชี่ยวชาญ ให้ปฏิบัติงานภายในหน่วยงานต้นสังกัดตามปกติ , ให้หัวหน้าหน่วยงานในสังกัดและในกำกับของ ศธ.กำกับควบคุมดูแลการปฏิบัติงานภายในที่พักของบุคลากรในเวลาราชการให้มีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ บุคลากรที่ต้องเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะให้ปฏิบัติงานภายในที่พัก

“สำหรับสถานศึกษาในสังกัด ศธ. ที่จัดการเรียนการสอนในชั้นเรียนแบบ on-site ทุกแห่ง ขอให้ปฏิบัติตามมาตรการความปลอดภัย 6-6-7 เพื่อลดความเสี่ยงโควิดในสถานศึกษาอย่างต่อเนื่องและเคร่งครัด ซึ่งประกอบด้วย 6 มาตรการหลัก (DMHT-RC) เว้นระยะห่าง, สวมหน้ากาก, ล้างมือ, คัดกรองวัดไข้, ลดการแออัด, และทำความสะอาด , 6 มาตรการเสริม (SSET-CQ )ดูแลตนเอง ใช้ช้อนกลางส่วนตัว กินอาหารปรุงสุกใหม่ ลงทะเบียนเข้าออกโรงเรียน สำรวจตรวจสอบ และกักกันตัวเอง ส่วนแนวทาง 7 มาตรการเข้มสำหรับสถานศึกษา คือ 1.ประเมิน TSC+ และรายงานผลผ่าน MOE COVID อย่างต่อเนื่อง 2.Small Bubble ทำกิจกรรมแบบกลุ่มย่อย 3.จัดอาหารตามหลักสุขาภิบาลอาหารและหลักโภชนาการ  4.อนามัยสิ่งแวดล้อม ทั้งอากาศ ความสะอาด น้ำ ขยะ 5.School Isolation มีแผนเผชิญเหตุและซักซ้อม 6.Seal Route  ดูแลการเดินทางจากบ้านไปกลับโรงเรียน  7. จัดให้มี School Pass สำหรับนักเรียน ครู และบุคลากรในสถานศึกษา”รมว.ศึกษาธิการ และว่า การออกประกาศ Work From Home ของ ศธ.ครั้งนี้ เป็นมาตรการหนึ่งในการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อโควิดสายพันธุ์ต่างๆ ที่อาจจะมีการแพร่ระบาดภายหลังที่มีวันหยุดยาวช่วงเทศกาลปีใหม่ อย่างไรก็ตามช่วงเวลาวันหยุดในเทศกาลปีใหม่นี้ แม้รัฐบาลได้ผ่อนคลายมาตรการป้องกันและควบคุมโรคให้สอดคล้องกับสถานการณ์การแพร่ระบาดในประเทศไทยที่ลดลง แต่ดิฉันขอให้นักเรียน นักศึกษา ครู บุคลากรทางการศึกษา และพี่ น้อง ประชาชนทุกคน ไม่ประมาท การ์ดไม่ตก ระมัดระวังการเดินทางไปร่วมกิจกรรมในสถานที่ต่างๆ ต้องสวมใส่หน้ากากอนามัย หมั่นล้างมือบ่อยๆ ด้วยเจลแอลกอฮอล์ หรือสบู่ หลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ที่ มีไข้ และไอจาม และคอยสังเกตอาการตนเองอยู่เสมอ

เปิดรายชื่อ สถานศึกษาอาชีวศึกษา รับรางวัลพระราชทาน ปีการศึกษา 2563

เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2564 ดร.สุเทพ แก่งสันเทียะ  เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(กอศ.) เปิดเผยว่า กระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศรายชื่อนักเรียน นักศึกษา และสถานศึกษาที่ได้รับรางวัลพระราชทาน ประจำปีการศึกษา 2563 ตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยรางวัลพระราชทานแก่นักเรียน นักศึกษา และสถานศึกษา พ.ศ. 2563 โดยมีนักเรียน นักศึกษา ที่ได้รับรางวัลพระราชทาน ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) จำนวน 34 ราย ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) จำนวน 35 ราย และระดับการศึกษาวิชาชีพ จำนวน 3 ราย

​เลขาธิการ กอศ. กล่าวต่อไปว่า สำหรับประเภทสถานศึกษารางวัลพระราชทาน มีจำนวนทั้งสิ้น 32 แห่ง ประกอบด้วย สถานศึกษาขนาดเล็ก (มีนักเรียนไม่เกิน 1,000 คน) จำนวน 12 แห่ง ได้แก่ วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีลำพูน วิทยาลัยการอาชีพศรีสัชนาลัย วิทยาลัยอาชีวศึกษาสิงห์บุรี วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีศูนย์ศิลปาชีพบางไทร วิทยาลัยเทคโนโลยีอาเซียนบริหารธุรกิจ วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีสุพรรณบุรี วิทยาลัยเทคโนโลยีอาเซียน วิทยาลัยสารพัดช่างชัยภูมิ วิทยาลัยสารพัดช่างสกลนคร วิทยาลัยการอาชีพกระบุรี วิทยาลัยประมงติณสูลานนท์ และวิทยาลัยการอาชีพรามัน สถานศึกษาขนาดกลาง (มีนักเรียนตั้งแต่ 1,001-2,000 คน) จำนวน 10 แห่ง ได้แก่ วิทยาลัยอาชีวศึกษาแพร่ วิทยาลัยพณิชยการบึงพระพิษณุโลก วิทยาลัยเทคโนโลยีบริหารธุรกิจสมุทรปราการ วิทยาลัยอาชีวศึกษาหนองคาย วิทยาลัยเทคนิคปักธงชัย วิทยาลัยสารพัดช่างอุบลราชธานี วิทยาลัยการอาชีพห้วยยอด วิทยาลัยเทคนิคจะนะ วิทยาลัยเทคนิคปัตตานี และวิทยาลัยการอาชีพกาญจนาภิเษกหนองจอก และสถานศึกษาขนาดใหญ่ (มีนักเรียนตั้งแต่ 2,001 คนขึ้นไป) จำนวน 10 แห่ง ได้แก่ วิทยาลัยอาชีวศึกษาเชียงใหม่ วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุตรดิตถ์ วิทยาลัยเทคนิคอ่างทอง วิทยาลัยเทคนิคพัทยา วิทยาลัยอาชีวศึกษาเลย วิทยาลัยอาชีวศึกษาสุรินทร์ วิทยาลัยเทคนิคอุบลราชธานี วิทยาลัยอาชีวศึกษาภูเก็ต วิทยาลัยเทคนิคทุ่งสง และวิทยาลัยเทคนิคยะลา โดยสถานศึกษาระดับการศึกษาวิชาชีพ มีจำนวน 4 แห่ง ได้แก่ วิทยาลัยสารพัดช่างกำแพงเพชร วิทยาลัยสารพัดช่างเพชรบุรี วิทยาลัยสารพัดช่างจันทบุรี และวิทยาลัยสารพัดช่างสุราษฎร์ธานี และสถานศึกษารางวัลพระราชทาน 3 ครั้งซ้อนในรอบ 10 ปี มีจำนวน 5 แห่ง ได้แก่ วิทยาลัยอาชีวศึกษาเชียงใหม่ วิทยาลัยเทคโนโลยีบริหารสมุทรปราการ วิทยาลัยอาชีวศึกษาสิงห์บุรี วิทยาลัยการอาชีพกาญจนาภิเษกหนองจอก และวิทยาลัยเทคนิคปัตตานี