“อัมพร”เผยบรรจุครูผู้ช่วยให้รร.ที่เป็นศูนย์กลาง100%

เมื่อวันที่ 26 พ.ย.2564 ดร.อัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยถึงการสอบคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุแต่งตั้งเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย กรณีที่มีความจำเป็นหรือมีเหตุพิเศษ (ว.16) ได้มีการกำหนดปฎิทินสอบแล้วในเดือนธันวาคม 2564  นี้ ส่วนการสอบทั่วไปก็กำหนดสอบในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2565  โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการสำรวจข้อมูลของศึกษาธิการจังหวัด(ศธจ.)  เนื่องจากเดิมเป็นการดำเนินการจัดสอบโดยคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด(กศจ.)ของแต่ละจังหวัด คือ ต้องสอบในจังหวัดที่สมัครเท่านั้น  แต่เมื่อเกิดวิกฤติการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด 19  คณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.)ได้ปรับวิธีการมาว่า สามารถมาสอบในจังหวัดที่เป็นภูมิลำเนา หรือจังหวัดที่อาศัยในปัจจุบันได้ เพื่อไม่ให้เกิดการเคลื่อนย้ายหรือการเดินทางข้ามจังหวัด และมีการรวมตัวกันจำนวนมาก  จึงมอบให้ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.)ดำเนินการจัดสอบ

“ตอนนี้ ศธจ.ต่าง ๆ กำลังสำรวจข้อมูล เพื่อจะได้มากำหนดสถานที่สอบของแต่ละจังหวัด  โดยขั้นตอนนี้จะค่อนข้างยุ่งยาก เพราะข้อมูลสำคัญและจำเป็น คือ ต้องถามผู้สอบว่าจะสอบที่จังหวัดไหน  อย่างไรก็ตามที่กำหนดไว้ คือ จะสอบในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ และคิดว่าเดือนมีนาคมก็จะเรียกบรรจุได้ เพราะฉะนั้นเปิดเทอมเดือนพฤษภาคมโรงเรียนก็จะมีครูครบตามเกณฑ์”เลขาธิการ กพฐ.กล่าวและว่า ทั้งนี้ตำแหน่งอัตราการบรรจุ สพฐ.ได้กำหนดให้บรรจุเต็มอัตราในโรงเรียนที่เป็นศูนย์กลาง เพราะโรงเรียนดังกล่าวจะเป็นโรงเรียนที่ให้โรงเรียนอื่นมาใช้ทรัพยากรร่วมกัน ซึ่งก็รวมถึงครูผู้สอนด้วย

“สุเทพ”ห่วงเด็กอาชีวะเลียนแบบหนังเบบี้บูมสั่งสถานศึกษาเฝ้าระวัง

ตามที่ บริษัทแห่งหนึ่ง ได้จัดสร้างภาพยนตร์เรื่อง “4 คิงส์ อาชีวะยุค90s” ซึ่งมีเนื้อหาที่สะท้อนปัญหาสังคมวัยรุ่นในยุค 90s หรือ เบบี้บูม ซึ่งเป็นช่วงชีวิตของวัยรุ่นที่กำลังศึกษาในระดับอาชีวศึกษา หรือ เด็กช่างกล ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(สอศ.)โดย ดร.สุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(กอศ.) ได้ทำหนังสือไปถึง บริษัทผู้สร้างภาพยนตร์เรื่องดังกล่าว และ คณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์   เพื่อให้ทบทวนชื่อและเนื้อหาภาพยนตร์ เพราะอาจทำให้เกิดพฤติกรรมเลียนแบบเหมือนที่เคยเกิดขึ้นหลังจากมีการเผยแพร่ภาพยนตร์เรื่อง ตี๋ใหญ่ หรือ เรื่อง 2499 อันธพาลครองเมือง เป็นต้น และเมื่อเร็ว ๆ นี้ทราบว่าภาพยนตร์ดังกล่าวกำลังจะเข้าฉาย เลขาธิการ กอศ.จึงได้มอบหมายให้สถานศึกษาเฝ้าระวังและหาแนวทางป้องกัน

เมื่อเร็ว ๆ นี้   ที่ ห้องประชุม สถาบันการอาชีวศึกษากรุงเทพมหานคร พล.ต.ต.พงศ์อานันต์ คล้ายคลึง ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 9 ได้ประชุมร่วมกันกับ ดร.เสถียร อุตวัต ผู้อำนวยการ วิทยาลัยเทคนิคราชสิทธาราม ประธาน กลุ่ม ธนบุรี เฝ้าระวังและแก้ไขปัญหานักเรียนทะเลาะวิวาท ได้ประชุมเพื่อ ระดมความคิดเห็น หาแนวทางเฝ้าระวังการทะเลาะวิวาท และเตรียมแผนป้องการหากเกิดเหตุอันเนื่องมาจากพฤติกรรมการเลียนแบบจากภาพยนตร์ หรือมีการจับกลุ่มมั่วสุม รวมถึงการยกพวกตีกัน นอกจากนี้ยังมีมาตรการ เร่งด่วนในการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ก่อนเปิดภาคเรียน อย่างเต็มรูปแบบต่อไป

สำหรับสถานศึกษาอาชีวศึกษา กลุ่มธนบุรี ประกอบด้วย วิทยาลัยเทคนิคราชสิทธาราม วิทยาลัยเทคนิคนครปฐม วิทยาลัยเทคนิคสมุทรสาคร วิทยาลัยประมงสมุทรสาคร วิทยาลัยเทคโนโลยีกรุงธน วิทยาลัยเทคโนโลยีหมู่บ้านครู วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม (สยามเทค) วิทยาลัยเทคโนโลยีฐานเทคโนโลยี วิทยาลัยเทคโนโลยีนครปฐม วิทยาลัยเทคโนโลยีไทยอาชีวศึกษา วิทยาลัยเทคโนโลยีปิ่นมณฑล วิทยาลัยเทคโนโลยีโพลีกรุงเทพ วิทยาลัยอาชีวศึกษากรุงเทพธุรกิจ วิทยาลัยเทคโนโลยีวิบูลย์บริหารธุรกิจ และ สถานีตำรวจในสังกัด บกน.9 ประกอบด้วย สน.บางบอน สน.บางขุนเทียน สน.ท่าข้าม สน.เทียนทะเล สน.แสมดำ สน.หนองแขม สน.หนองค้างพลู สน.เพชรเกษม สน.หลักสองสน.ภาษีเจริญ

ก.ค.ศ.ไฟเขียวเกณฑ์คัดเลือกศึกษานิเทศก์ ศธ. พร้อมเห็นชอบรายละเอียดคัดเลือก ผอ.-รองผอ.สถานศึกษาอาชีวะจังหวัดชายแดนใต้

เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2564   น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.ศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.)  ครั้งที่ 12/2564  โดย รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า ที่ประชุมได้พิจารณาเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาและมีมติที่สำคัญ ได้แก่  เห็นชอบ (ร่าง) หลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งศึกษานิเทศก์ สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ   สืบเนื่องจากที่สำนักงาน ก.ค.ศ. ได้ประกาศใช้หลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งศึกษานิเทศก์ (ว21/2555) (ว19/2560) และ (ว33/2560) นั้น สำนักงาน ก.ค.ศ.ได้พิจารณาทบทวนและศึกษาแนวทางการพัฒนาระบบการสรรหาและคัดเลือกศึกษานิเทศก์ โดยได้วิเคราะห์สภาพปัจจุบันและสภาพปัญหาของระบบการสรรหาและคัดเลือกศึกษานิเทศก์ พบว่าหลักเกณฑ์และวิธีการที่ใช้อยู่ ไม่สามารถสรรหาศึกษานิเทศก์ที่มีสมรรถนะได้ตรงกับความต้องการและบริบทของการจัดการศึกษา ในปัจจุบัน หรือแม้แต่การได้มาซึ่งศึกษานิเทศก์ควรกำหนดแนวทางในการคัดเลือกที่หลากหลาย หรือแม้แต่การสอบข้อเขียนอาจไม่ใช่แนวทางที่เหมาะสมแนวทางเดียวสำหรับการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ส่งผลต่อการเรียนรู้และการจัดการเรียนรู้ในปัจจุบัน จึงเป็นที่มาของการปรับปรุงหลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกให้ได้มาซึ่งศึกษานิเทศก์ที่มีลักษณะเป็นโค้ช (Coach) เป็นผู้มีความรู้ ความสามารถ ตรงตามลักษณะงานในมาตรฐานตำแหน่งฯ เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของผู้บริหาร ครู และชุมชน ศึกษานิเทศก์จะเป็นผู้มีทักษะการนิเทศการศึกษาที่ดี ทั้งในด้านวิชาการและด้านการปฏิบัติ รวมทั้งเป็นผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงในการจัดการเรียนการสอนร่วมกับครูได้ และเพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานตำแหน่งและมาตรฐานวิทยฐานะของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งศึกษานิเทศก์ (ว3/2564) และเพื่อให้การคัดเลือกของแต่ละส่วนราชการเป็นมาตรฐานเดียวกัน ก.ค.ศ. จึงมีมติให้ปรับปรุงหลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุ และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งศึกษานิเทศก์ โดยใช้กับทุกส่วนราชการในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ โดยสรุปสาระสำคัญได้ ดังนี้

คุณสมบัติของผู้มีสิทธิสมัครเข้ารับการคัดเลือก คือ เป็นผู้มีคุณสมบัติตามมาตรฐานตำแหน่งฯ ตาม ว 3/2564  ส่วนการคัดเลือก ใช้วิธีการประเมิน 2 ด้าน คือ  1. ด้านผลงานและประสบการณ์ 2. ด้านความสามารถในการนิเทศการศึกษาโดยการปฏิบัติการนิเทศ ณ สถานที่จริง สำหรับเกณฑ์การตัดสิน ผู้เข้ารับการคัดเลือกต้องได้ด้านที่ 1 ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 60 จึงจะมีสิทธิเข้ารับการประเมินด้านที่ 2  โดยผู้ได้รับ การคัดเลือกจะต้องได้แต่ละด้านไม่ต่ำกว่าร้อยละ 60  ทั้งนี้ ผู้ผ่านการคัดเลือกจะได้รับการขึ้นบัญชีไว้ไม่เกิน 2 ปี โดยเมื่อได้บรรจุและแต่งตั้งแล้วจะต้องรับการประเมินผลสัมฤทธิ์การปฏิบัติงานในหน้าที่ (Probation) เป็นเวลา 1 ปี 2 ครั้ง ทุก 6 เดือน จึงจะสามารถปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งศึกษานิเทศก์ต่อไปได้    พร้อมกันนี้ได้มีมติเห็นชอบให้ยกเลิกหลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ว21/2555) (ว19/2560) และ (ว33/2560)

น.ส.ตรีนุช กล่าวต่อไปว่า   ที่ประชุมได้เห็นชอบรายละเอียดการดำเนินการคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการ สถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(สอศ.) ในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจ จังหวัดชายแดนภาคใต้ เฉพาะจังหวัดยะลา นราธิวาส ปัตตานี และ 4 อำเภอ ในจังหวัดสงขลา (อำเภอจะนะ อำเภอสะบ้าย้อย อำเภอเทพา และอำเภอนาทวี) ตามที่ สอศ.เสนอ เนื่องจากหลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกบุคคล เพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสถานศึกษา และผู้อำนวยการสถานศึกษา ตามหนังสือสำนักงาน ก.ค.ศ. ที่ ศธ 0206.6/ว 8 ลงวันที่ 26 เมษายน 2562 ข้อ 5 กำหนดให้ส่วนราชการดำเนินการเกี่ยวกับการคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสถานศึกษาหรือผู้อำนวยการสถานศึกษา แล้วแต่กรณี เมื่อส่วนราชการดำเนินการตามข้อ 5 แล้ว ให้นำเสนอ ก.ค.ศ. พิจารณาให้ความเห็นชอบก่อนแจ้ง กศจ. หรือ อ.ก.ค.ศ. ที่ ก.ค.ศ. ตั้ง ดำเนินการต่อไป โดย สอศ. ได้ดำเนินการจัดทำรายละเอียดเกี่ยวกับการคัดเลือกบุคคลฯ ดังนี้

องค์ประกอบในการคัดเลือก มีการทดสอบ 3 ภาค   ภาค ก สมรรถนะในการบริหารงาน (คะแนนเต็ม 100 คะแนน)  ภาค ข ความเหมาะสมกับการปฏิบัติงานในหน้าที่  (คะแนนเต็ม 150 คะแนน)  ภาค ค ความเหมาะสมกับตำแหน่ง (คะแนนเต็ม 100 คะแนน)  เกณฑ์การตัดสิน ผู้ผ่านการคัดเลือกภาค ก ต้องได้คะแนนไม่ต่ำกว่าร้อยละ 60 จึงมีสิทธิเข้ารับการประเมินภาค ข และภาค ค ผู้ผ่านภาค ข และภาค ค แต่ละภาคต้องได้คะแนนไม่ต่ำกว่าร้อยละ 60 และได้คะแนนรวมทั้ง 3 ภาค แล้ว ไม่น้อยกว่าร้อยละ 60 โดยให้ประกาศรายชื่อเรียงตามลำดับคะแนนรวม ภาค ก ภาค ข และภาค ค จากมากไปหาน้อย กรณีคะแนนรวมเท่ากัน ให้ผู้ได้คะแนนภาค ข มากกว่าอยู่ในลำดับที่ดีกว่า หากคะแนนภาค ข เท่ากัน ให้ผู้ได้คะแนนภาค ค มากกว่าอยู่ในลำดับที่ดีกว่า หากคะแนน ค ยังเท่ากันอีก ให้ผู้อาวุโสเป็นผู้อยู่ในลำดับที่ดีกว่า

เงื่อนไขการขึ้นบัญชี ขึ้นบัญชีผู้ได้รับการคัดเลือกไว้ไม่เกิน 2 ปี นับแต่วันที่ประกาศขึ้นบัญชี ทั้งนี้ ผู้ได้รับการบรรจุและแต่งตั้งฯ และมีผลการประเมินสัมฤทธิผลการปฏิบัติงานในหน้าที่เพื่อการพัฒนาการศึกษาทั้ง 2 ครั้ง ผ่านเกณฑ์ที่กำหนดแล้ว ต้องอยู่ปฏิบัติงานในตำแหน่งดังกล่าวต่อไปอีกเป็นเวลา 3 ปี นับแต่วันที่มีผลการประเมินสัมฤทธิผลการปฏิบัติงานในหน้าที่ฯ ผ่านเกณฑ์ที่กำหนด จึงจะเปลี่ยนตำแหน่ง ย้าย หรือโอนออกนอกเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนใต้ฯ ได้  โดย ก.ค.ศ. พิจารณาแล้วเห็นว่ารายละเอียดการดำเนินการเกี่ยวกับการคัดเลือกฯ ที่  สอศ.เสนอ เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการฯ ที่ ก.ค.ศ. กำหนด (ว 8/2562) และสอดคล้องกับมาตรฐานตำแหน่งและมาตรฐานวิทยฐานะของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งรองผู้อำนวยการสถานศึกษา (ว 3/2564) บริบทของสถานศึกษา และหน้าที่ของผู้บริหารสถานศึกษา ในการบริหารกิจการของสถานศึกษาในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจ จังหวัดชายแดนภาคใต้ เฉพาะจังหวัดยะลา นราธิวาส ปัตตานี และ 4 อำเภอ ในจังหวัดสงขลา (อำเภอจะนะ อำเภอสะบ้าย้อย อำเภอเทพา และอำเภอนาทวี)  สังกัด สอศ.

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า นอกจากนี้ที่ประชุมยัง เห็นชอบ การขอยกเว้นเกณฑ์อัตรากำลังข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) เพื่อบรรจุนักเรียนทุนตามโครงการต่าง ๆ โดย สพฐ. ได้ขอยกเว้นเกณฑ์อัตรากำลังข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในสถานศึกษา สังกัด สพฐ. ตาม ว23/2563 เพื่อบรรจุนักศึกษาทุนตามโครงการต่าง ๆ กรณีสถานศึกษามีสภาพอัตรากำลังสายงานการสอนพอดีเกณฑ์หรือเกินเกณฑ์ แต่ขาดครูตามมาตรฐานวิชาเอกที่กำหนดให้มีในสถานศึกษา จำนวน 344 อัตรา และไม่ขาดครูตามสาขาวิชาเอกที่กำหนดให้มีในสถานศึกษา จำนวน 50 อัตรา รวมทั้งสิ้น 394 อัตรา ซึ่งที่ประชุม ก.ค.ศ. พิจารณาแล้วเห็นว่า แม้ว่าเกณฑ์อัตรากำลังข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (ว 23/2563) จะกำหนดอัตรากำลังสายงานการสอนให้เป็นไปตามมาตรฐานวิชาเอกที่กำหนดให้มีในสถานศึกษาระดับประถมศึกษาหรือระดับมัธยมศึกษา แต่เมื่อพิจารณาว่า นักศึกษาทุนตามโครงการต่าง ๆ ได้ทำสัญญาผูกพันตามโครงการอยู่ก่อนวันที่เกณฑ์อัตรากำลังฯ มีผลใช้บังคับ ดังนั้น เพื่อให้การดำเนินการบรรจุและแต่งตั้งนักศึกษาทุนตามโครงการต่าง ๆ เป็นไปตามเงื่อนไขและข้อผูกพัน ของโครงการต่าง ๆ จึงเห็นชอบให้กำหนดเป็นหลักการ ให้บรรจุนักศึกษาทุนโครงการนักเรียนทุนรัฐบาลที่ได้ทำสัญญาผูกพันตามโครงการอยู่ก่อนวันที่เกณฑ์อัตรากาลัง ตาม ว 23/2563 จะมีผลใช้บังคับ รวมทั้งนักเรียนในพระราชานุเคราะห์ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ได้รับการคัดเลือกเพื่อบรรจุและแต่งตั้งเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย ปี พ.ศ. 2564 โดยให้พิจารณาตามลำดับ ดังนี้

  1. ให้พิจารณาบรรจุและแต่งตั้งในวิชาเอกตามมาตรฐานวิชาเอก ในสถานศึกษาที่เป็นไปตามเงื่อนไขและข้อผูกพันของโครงการ ซึ่งมีอัตรากำลังในสาขาวิชาเอกนั้นต่ำกว่าเกณฑ์อัตรากำลังที่ ก.ค.ศ. กำหนด ตามหนังสือสำนักงาน ก.ค.ศ. ที่ ศธ 0206.6/ว 23 ลงวันที่ 23 ธันวาคม 2563 ก่อน

2. หากไม่มีสถานศึกษาตามข้อ 1 ให้พิจารณาบรรจุและแต่งตั้งในวิชาเอกตามมาตรฐานวิชาเอกในสถานศึกษาที่เป็นไปตามเงื่อนไขและข้อผูกพันของโครงการ ซึ่งมีอัตรากำลังในสาขาวิชาเอกนั้นพอดี หรือเกินเกณฑ์อัตรากำลังที่ ก.ค.ศ. กำหนด ตาม ว 23/2563

ทั้งนี้ ให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา สำนักงานศึกษาธิการจังหวัด และ กศจ. จัดทำแผนอัตรากำลัง และดำเนินการกำหนดตำแหน่งเพื่อบริหารอัตรากำลังข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในสถานศึกษาดังกล่าว ตามหลักเกณฑ์และวิธีการกำหนดตำแหน่งเพื่อบริหารอัตรากำลังข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในสถานศึกษา สังกัด สพฐ. ตาม ว 26 /2564 ไปจนกว่าสถานศึกษานั้นจะมีอัตรากำลังข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาเป็นไปตามเกณฑ์อัตรากำลังที่ ก.ค.ศ. กำหนด ตาม ว 23/2563 ลงวันที่ 23 ธันวาคม 2563

 

“ตรีนุช”ลงพื้นที่ให้กำลังใจครูที่ชลบุรีเจอโจทย์ที่ต้องแก้”เลขาฯกพฐ.”จัดกลุ่มรร.ใช้ทรัพยากรร่วมกัน

เมื่อวันที่ 25 พ.ย.2564  น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า  เมื่อเร็วๆนี้ ตนลงพื้นที่ จ.ชลบุรี และได้สุ่มตรวจเยี่ยมโรงเรียนแบบไม่แจ้งล่วงหน้า  2 แห่ง ได้แก่ โรงเรียนบ้านหนองเขิน และโรงเรียนเทพศิรินทร์ ชลบุรี (อุทกวิทยาคม)เพื่อให้ขวัญและกำลังใจหลังจากเปิดภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 แล้ว ทั้งนี้จากการลงตรวจเยี่ยมพบว่า โรงเรียนได้บริหารจัดการเรียนการสอนภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 เป็นอย่างดี ซึ่งโรงเรียนบ้านหนองเขิน เป็นโรงเรียนขยายโอกาส และเป็นโรงเรียนคุณภาพของชุมชน อยู่ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) ชลบุรี เขต 1  มีนักเรียน 403 คน  นักเรียน และครู ส่วนใหญ่ได้ฉีดวัคซีนครบ 2 เข็มแล้ว จึงดำเนินการจัดการเรียนการสอนในรูปแบบออนไซต์ 100% ในระดับมัธยมศึกษา ส่วนระดับประถมศึกษามีนักเรียนค่อนข้างมาก จึงให้สลับกันมาเรียน เพื่อให้เด็กไม่เสียโอกาสการเรียนรู้

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวต่อไปว่า  ส่วนโรงเรียนเทพศิรินทร์ ชลบุรี เป็นโรงเรียนมัธยมศึกษาขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) เขต 18 (ชลบุรี-ระยอง) เปิดสอนระดับชั้นม.1-ม.6 มีข้าราชการครู 7 คน ครูธุรการ 1 คน และมีครูอัตราจ้าง 2 คน มีนักเรียน 90 คน แต่ยังเปิดสอนออนไลน์อยู่ ตนได้ความเข้าใจกับผู้บริหารและครูว่า หากโรงเรียนปฏิบัติตามมาตรการป้องกันอย่างเข้มงวด สามารถจัดการเรียนการสอนแบบเว้นระยะห่างได้ ครู นักเรียนได้รับวัคซีนครบ 2 เข็มแล้วเช่นกัน อย่างไรก็ตาม เนื่องจากโรงเรียนดังกล่าวเป็นโรงเรียน Stan Alone และยังพบว่ามีโรงเรียนคุณภาพที่อยู่ใกล้เคียงกันมีความพร้อมสามารถส่งเด็กไปเรียนได้ อีกทั้งครู ผู้ปกครองและชุมชนก็เห็นด้วยพร้อมที่จะย้ายนักเรียนไปเรียนโรงเรียนอื่น เพื่อให้เด็กมีโอกาสที่ดีว่าเดิม ซึ่งตนจะรับโจทย์นี้ไปหารือกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)ว่าจะดำเนินอย่างไรกับโรงเรียนลักษณะแบบนี้

ดร.อัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.)กล่าวว่า โรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.)มีขนาดที่แตกต่างกัน ทั้งโรงเรียนขนาดเล็ก ขนาดกลาง และขนาดใหญ่ ซึ่งจะให้มาเรียนรวมกันทั้งหมดก็ไม่ได้ โรงเรียนขนาดเล็กก็ขาดครู ดังนั้นจึงเป็นโจทย์ให้สพฐ.ต้องหาวิธีการที่จะทำให้โรงเรียนที่มีนักเรียนที่อยู่ระหว่าง 120 คนขึ้นไป จนถึง 3,000 คน  มีการบริหารจัดการที่มีคุณภาพทั้งมิติของครู มิติของอาคารสถานที่ จึงเป็นที่มาของการทำโรงเรียนคุณภาพ ของตำบล โรงเรียนคุณภาพของชุมชน ขณะที่วิธีการยุบ ควบรวมโรงเรียน จะทำทันที่ไม่ได้ เพราะต้องทำความเข้าใจกับชุมชน และโรงเรียนขนาดเล็กที่อยู่ในที่ดินของวัดด้วย

“ในการประชุมผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศที่ผ่านมา ผมได้ให้นโยบายว่าให้เขตพื้นที่การศึกษาแต่ละเขตไปกำหนดกลุ่มเครือข่ายการพัฒนาคุณภาพโดยมีเป้าหมายใช้ทรัพยากรร่วมกันให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อจัดสรรงบประมาณ สิ่งก่อสร้าง อุปกรณ์การเรียนการสอน ครูก็ให้มีเพียงพอห้องปฏิบัติการก็ให้มีเพียงพอ ลงที่จุด ที่เป็นศูนย์กลาง ซึ่งก็จะประหยัดงบประมาณ คุณภาพก็จะเกิดขึ้นในอนาคต”เลขาธิการ กพฐ.กล่าวและว่า ดังนั้นแม้ว่าจะไม่มีการควบรวมโรงเรียน ก็สามารถมาใช้ทรัพยากรร่วมกันได้ เพราะเราตอบโจทย์อันเดียวกันคือต้องการให้มีคุณภาพ

“ครูเหน่ง”เดินหน้าเปิด25ศูนย์ CVM ผลิตกำลังคนให้ตรงกับงาน

 เมื่อวันที่ 24 .. ที่วิทยาลัยเทคนิค (วท.)ชลบุรี .ชลบุรี ..ตรีนุช เทียนทองรมว.ศึกษาธิการ เป็นประธานในพิธีเปิดศูนย์บริหารเครือข่ายการผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษา (Center of Vocational Manpower Networking Management)หรือCVM ทั้ง 25 แห่งอย่างเป็นทางการ พร้อมร่วมพิธีรับมอบใบประกาศการรับรองเป็นสถาบันฝึกอบรมนายช่างภาคพื้นดิน(Certification of Maintenance Training Organization Approval : AMTO) ของวิทยาลัยเทคนิคถลางและวิทยาลัยเทคนิคสัตหีบจากสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) และเป็นสักขีพยานการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่างสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) กับ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน)  บริษัทพนัสแอสเซมบลีย์ จำกัดและ บริษัทเอ เอ็มอาร์ เอเชีย จำกัด (มหาชน) โดยมีนายสุทธิชัย จรูญเนตร ที่ปรึกษา รมว.ศึกษาธิการ..อรพินทร์ เพชรทัต เลขานุการรมว.ศึกษาธิการนายภัครธรณ์ เทียนไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี และ ดร.สุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(กอศ.) ร่วมพิธี

 ทั้งนี้ ..ตรีนุช กล่าวว่า ศูนย์ CVM เป็นศูนย์ที่จัดตั้งเพื่อรองรับนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการผลิตกำลังคนให้ตรงกับงานตรงกับความต้องการของภาคธุรกิจ ซึ่งจะมีความเข้มข้นมากกว่า excellent center ซึ่งจะมีการจัดกลุ่มอุตสาหกรรมเป็น6กลุ่มหลัก คือกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ขนส่งและการบิน กลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานเชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ กลุ่มอุตสาหกรรมการผลิตและโครงสร้างพื้นฐาน กลุ่มอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ ระบบอัตโนมัติดิจิทัล และอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ อุตสาหกรรมเกษตรอาหาร กลุ่มอุตสาหกรรมธุรกิจการท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดีและท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เพื่อร่วมกันสร้างคน ตอบโจทย์ความต้องการของภาคธุรกิจ โดยจะร่วมมือกับภาคเอกชนในการจัดทวิภาคีจัดทำหลักสูตรพัฒนาครูให้เด็กได้ลงมือปฏิบัติงานในสถานประกอบการ ซึ่งศูนย์CVM จะสามารถตอบโจทย์สังคมให้เห็นว่าอาชีวศึกษาเป็นการเรียนที่จะผลิตเยาวชนให้เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศโดยใช้ระยะเวลาไม่นาน แต่สามารถประกอบอาชีพได้

  ดิฉันได้ให้ความสำคัญกับการศึกษาระดับอาชีวศึกษาเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นการศึกษาที่ทำให้เยาวชนและประชาชนของประเทศมีความรู้และทักษะอาชีพ ในการที่จะนำไปสู่การมีงานทำ มีรายได้ ทั้งในรูปแบบของการจ้างแรงงาน หรือการเป็นผู้ประกอบการ ทุกวันนี้นักศึกษาอาชีวะหลายรายมีศักยภาพสูง บางคนมีรายได้เริ่มต้นที่5-6 หมื่นบาท ได้ แล้วทำไมเราไม่ออกแบบการเรียนอาชีวศึกษาให้สามารถผลิตเด็กอาชีวะทุกคนได้ จึงเป็นที่มาของการเริ่มต้นศูนย์ CVM 25 แห่ง ซึ่งถือเป็นการขับเคลื่อนนโยบายของ ศธ.ไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม และนับเป็นภารกิจสำคัญของสอศ.ในการนำเอายุทธศาสตร์การพัฒนาของประเทศไทยมาเป็นแนวทางในการดำเนินการเพื่อผลิตและพัฒนากำลังคนตอบสนองความต้องการของอุตสาหกรรมเป้าหมาย (S-Curve) และรองรับการเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรม 4.0 “ นางสาวตรีนุช กล่าวและว่า ศูนย์ CVM ทั้ง  25 แห่ง จะเป็นต้นแบบในการจัดการอาชีวศึกษาในสาขาวิชาที่สอดคล้องกับการพัฒนาประเทศ ให้สามารถผลิตและพัฒนากำลังคนที่มีสมรรถนะสูงและมีคุณภาพ สอดคล้องกับบริบทเชิงพื้นที่ สร้างแรงงานที่มีคุณภาพ ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงานและมีจำนวนที่เพียงพอกับความต้องการของประเทศ

ด้าน ดร.สุเทพ กล่าวว่า นโยบายของรัฐบาล ได้กำหนดเป้าหมายของประเทศที่มุ่งเน้นการผลิตเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มของสินค้าและขับเคลื่อนกลุ่มคลัสเตอร์และอุตสาหกรรมรายสาขาให้เกิดความเข้มแข็ง รวมทั้งสร้างกรอบการพัฒนาบุคลากรของประเทศ ให้มีความพร้อมตรงตามความต้องการของภาคอุตสาหกรรมโดยแท้จริง รวมถึงการเตรียมความพร้อมกำลังคนให้ตรงกับความต้องการแรงงานในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ซึ่งน..ตรีนุช มีนโยบายให้ สอศ.มุ่งผลิตและพัฒนากำลังคน โดยการปรับปรุงและพัฒนาหลักสูตรฐานสมรรถนะตามกรอบคุณวุฒิแห่งชาติ (NQF) กรอบคุณวุฒิอ้างอิงอาเซียน (AQRF) รวมถึงมาตรฐานฝีมือแรงงาน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ สอศ.จึงได้ขับเคลื่อนนโยบายของ ศธ. โดยประกาศจัดตั้งศูนย์CVM จำนวน 25 แห่ง ในทุกภูมิภาคทั่วประเทศ โดยแต่ละศูนย์จะมีจุดเน้นและความเป็นเลิศที่แตกต่างกันตามกลุ่มอุตสาหกรรม ซึ่งหนึ่งในภารกิจของศูนย์ CVM คือ การกำหนดยุทธศาสตร์การผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษาในศูนย์ฯร่วมกับหุ้นส่วนความร่วมมือ ภาคีเครือข่าย หน่วยงานทุกภาคส่วน ซึ่งวัตถุประสงค์ของการจัดงานวันนี้เพื่อเป็นการนำเสนอกรอบแนวคิดการขับเคลื่อนศูนย์CVM การเชื่อมโยงด้าน Demand และด้าน Supply เพื่อผลิตและพัฒนากำลังคนให้สอดคล้องกับความต้องการของประเทศ  พร้อมรับฟังนโยบายจาก รมว.ศึกษาธิการเพื่อไปสู่การยกระดับคุณภาพการจัดการอาชีวศึกษาสู่ความเป็นเลิศ ภายใต้การขับเคลื่อนศูนย์ความเป็นเลิศทางการอาชีวศึกษา (Excellent Center)ต่อไป

สำหรับ ศูนย์ CVM  จำนวน 25 แห่ง  มีดังนี้ 1. สาขาวิชาเทคนิคเครื่องกล วิทยาลัยเทคนิคฉะเชิงเทรา 2. สาขาวิชาเทคนิคเครื่องกล (สาขางานเทคนิคซ่อมตัวถังและสีรถยนต์) วิทยาลัยการอาชีพไชยา 3. สาขาวิชาเทคนิคการผลิต วิทยาลัยเทคนิคสมุทรสงคราม 4. สาขาวิชาอิเล็กทรอนิกส์ วิทยาลัยเทคนิคนครนายก 5. สาขาวิชาการท่องเที่ยว วิทยาลัยอาชีวศึกษาเชียงราย 6.สาขาวิชาการโรงแรม วิทยาลัยอาชีวศึกษาภูเก็ต 7. สาขาวิชาการจัดประชุมและนิทรรศการ วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น 8. สาขาวิชาพืชศาสตร์ วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีสุพรรณบุรี 9. สาขาวิชาสัตวศาสตร์วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีสงขลา 10. สาขาวิชาอาหารและโภชนาการ วิทยาลัยอาชีวศึกษาฉะเชิงเทรา 11. สาขาวิชาเมคาทรอนิกส์และหุ่นยนต์ วิทยาลัยเทคนิคสัตหีบ12. สาขาวิชาการจัดการโลจิสติกส์และซัพพลายเชน วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุดรธานี 13. สาขาวิชาเทคนิคเครื่องกลเรือ วิทยาลัยเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมการต่อเรือนครศรีธรรมราช 14. สาขาวิชาช่างอากาศยาน วิทยาลัยเทคนิคถลาง 15.สาขาวิชาเทคนิคควบคุมและซ่อมบำรุงระบบขนส่งทางราง วิทยาลัยเทคนิคชลบุรี 16. สาขาวิชาปิโตรเคมี วิทยาลัยเทคนิคมาบตาพุด 17. สาขาอุตสาหกรรมผลิตไฟฟ้า วิทยาลัยเทคโนโลยีและการจัดการ กฟผ.แม่เมาะ 18. สาขาเทคนิคพลังงานทดแทน วิทยาลัยเทคนิคชัยภูมิ 19. สาขาเทคโนโลยีธุรกิจดิจิทัล วิทยาลัยพณิชยการธนบุรี 20. สาขาวิชาช่างก่อสร้าง วิทยาลัยเทคนิคสระแก้ว 21. สาขาเครื่องประดับอัญมณี กาญจนาภิเษกวิทยาลัยช่างทองหลวง 22. สาขาวิชาธุรกิจค้าปลีก วิทยาลัยพณิชยการบางนา 23. สาขาวิชาเทคนิคเครื่องทำความเย็นและปรับอากาศ วิทยาลัยเทคนิคราชสิทธาราม 24. สาขาเทคนิคโลหะ วิทยาลัยเทคนิคหาดใหญ่ และ 25. สาขาวิชาเทคโนโลยีความงามวิทยาลัยสารพัดช่างสมุทรปราการ

 จากนั้น รมว.ศธ.และคณะได้เยี่ยมชมนิทรรศการการขับเคลื่อนศูนย์บริหารเครือข่ายการผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษา และ EEC เยี่ยมชมการจัดการเรียนการสอนของวิทยาลัยเทคนิคชลบุรี การขับเคลื่อนศูนย์บริหารเครือข่ายการผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษาสาขาวิชาเทคนิคควบคุมและซ่อมบำรุงระบบขนส่งทางราง ศูนย์ซ่อม CNC ของ วท.ชลบุรี

องค์การค้า สกสค.เล็งขายที่ดิน สร้างรายได้ดีกว่าปล่อยร้าง

เมื่อวันที่ 24 พ.ย.2564 นายอดุลย์ บุสสา ผู้อำนวยการองค์การค้าของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆนี้ ตนได้เสนอแผนปฏิบัติงานของผู้อำนวยการองค์การค้า ของ สกสค.ต่อ ดร.สุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ซึ่ง ดร.สุภัทรได้แนะนำให้มีการปรับปรุงแผนการทำงานบางอย่าง เช่น การพัฒนาที่ดินขององค์การค้าฯที่มีอยู่ มาพัฒนา เพื่อให้เกิดรายได้ การ นำเทคโนโลยีมาใช้ทดแทนพนักงานเจ้าหน้าที่ ที่ถูกเลิกจ้างไป จำนวน 961 คน โดยขณะนี้มีคนทำงานเพียง 200 กว่าคนเท่านั้น แต่ก็ไม่สามารถจ้างพนักงานเจ้าหน้าที่ได้อีก เพราะคณะกรรมการบริหารองค์การค้า ของ สกสค.ได้กำหนดจำนวนพนักงานไว้แล้ว

ผู้อำนวยการองค์การค้า ของ สกสค.กล่าวต่อไปว่า อย่างไรก็ตาม จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 ทำให้เกิดผลกระทบ ต่อองค์การค้าฯเช่นกัน ถึงแม้ว่าจะไม่ขาดทุน แต่ก็ทำให้รายได้ลดลง ไม่เป็นไปตามเป้าที่วางไว้ เพราะร้านค้าต้องปิดตามคำสั่งของ ศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) ส่วนพนักงานก็ทำงานได้ไม่เต็มที่ เพราะบางคนติดเชื้อ บางคนมีความเสี่ยงต้องหยุดงาน แม้ว่าเราจะขายสินค้าทางออนไลน์แต่รายได้ที่ได้มานั้นยังน้อยอยู่ สำหรับการพัฒนาที่ดินให้เกิดรายได้นั้น บางส่วนอาจจะปล่อยเช่า และบางส่วนอาจจะแบ่งแปลงจัดสรรขาย ซึ่งปลัดศธ. ก็สนใจเรื่องนี้มาก เพราะมองว่าดีกว่าปล่อยให้ที่ดินทิ้งไว้เฉยๆ ไม่ทำให้เกิดรายได้ เพราะองค์การค้าฯก็ทำธุรกิจเก็งกำไร ซื้อมาขายไปอยู่แล้ว จึงได้มอบหมายให้องค์การค้าฯไปคิดว่าจะพัฒนาหรือมีวิธีการอย่างไรที่ทำให้เกิดรายได้ขึ้นมา

“ตอนนี้ องค์การค้าฯมีที่ดินในจังหวัดลำปาง อุตรดิตถ์ นครสวรรค์ นครราชสีมา ร้อยเอ็ด ซึ่งมีที่ดินรวมกว่า 100 ไร่ จึงคิดว่าควรจะนำที่ดินเหล่านี้มาขาย ส่วนที่ดินแถวลาดพร้าวที่มีกว่า 40 ไร่นั้น ก็มีแผนว่าจะเปิดตลาดให้คนเข้ามาค้าขายแล้วเก็บค่าเช่า เพื่อสร้างรายได้ แต่เนื่องจากติดสถานการณ์โควิด-19 จึงไม่สามารถดำเนินการต่อไปได้”นายอดุลย์ กล่าวและว่า แผนที่วางไว้ เป็นแผนลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ให้กับองค์การค้า เพราะถ้าขายแต่หนังสือเรียน รายได้ที่ได้มาก็ไม่มาก ดังนั้นควรเอาของเก่ามาปัดฝุ่น โดยการขายที่ดิน เพราะที่ดินที่องค์การค้าฯมีอยู่ก็มีเป้าหมายเพื่อจำหน่ายอยู่แล้ว  จากนี้ก็จะต้องรวบรวมข้อมูลดังกล่าวเสนอ คณะกรรมการบริหารองค์การค้า ของ สกสค. ที่มีรมว.ศึกษาธิการ เป็นประธาน พิจารณาต่อไป

“ตรีนุช”ส่งหนังสือคัดค้านของ “ธนพร”ให้ บอร์ด สกสค.ดูแล้ว

เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2564 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.ศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยกรณี นายธนพร สมศรี เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) ยื่นหนังสือคัดค้านเกณฑ์การประเมิน เลขาธิการ สกสค. ไม่เป็นธรรม มีตัวชี้วัดที่ผิดปกติ ว่า ตนได้ส่งหนังสือการคัดค้านการประเมินเลขาธิการ สกสค.ให้บอร์ด สกสค.พิจารณาว่าติดขัดอะไรหรือไม่ และให้ดำเนินการตามกรอบการประเมินที่วางไว้ อย่างไรก็ตาม เท่าที่ทราบเกณฑ์การประเมินดังกล่าว ได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมคณะกรรมการ สกสค.แล้ว โดยเกณฑ์ที่ใช้ประเมินนั้น คณะกรรมการประเมินผลงานเลขาธิการ สกสค. กำหนดเกณฑ์ประเมินไว้แล้ว ว่าการประเมินครั้งนี้ จะเป็นการประเมินทั่วไป

 

ครม.อนุมัติเพิ่มอาชีวะพระดาบสอีก 18 แห่ง ใช้งบฯกว่า 1.1พันล้าน

เมื่อวันที่ 23 พ.ย.2564 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยภายหลังประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)ว่า ที่ประชุม ครม.ได้เห็นชอบ”โครงการอาชีวะสร้างช่างฝีมือตามแนวทางการฝึกอาชีพของโรงเรียนพระดาบส”ตามที่กระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.)เสนอ สืบเนื่องจาก นายกรัฐมนตรีมีนโยบายต้องการให้สร้างอาชีพให้แก่กลุ่มผู้ด้อยโอกาส และประชาชนที่อยู่ตามชายขอบของประเทศ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ จึงให้นำแนวทางของโรงเรียนพระดาบสมาจัดการเรียนการสอนในวิทยาลัยอาชีวศึกษาตั้งแต่ปี 2560 โดยขณะนั้นสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(สอศ.)ได้ทำเรื่องขอดำเนินการไป 30 แห่งทั่วประเทศ แต่ครม.อนุมัติให้ทดลองดำเนินการ 12 แห่งก่อน

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า จากการประเมินพบว่าโครงการนี้สามารถสอนอาชีพให้แก่ผู้ด้อยโอกาสได้จริง โดยไม่ได้เน้นวิชาสามัญ แต่ให้เรียนโดยการฝึกปฏิบัติจริงเวลา 1 ปี โดยให้พักประจำที่วิทยาลัย ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ดำเนินการมา 3-4 รุ่น พบว่าผู้เรียนมีคุณภาพ ประสิทธิภาพและศักยภาพ และสามารถกลับไปประกอบอาชีพในพื้นที่ของตัวเองได้ทั้ง 100% วันนี้ ครม.จึงได้เห็นชอบให้ขยายโครงการออกไปในวิทยาลัยอาชีวศึกษาอีก 18 แห่ง รวมเป็น 30 แห่ง เป็นระยะเวลา 10 ปี ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2566-2575 ในกรอบวงเงินงบประมาณ 1,169 ล้านบาท เพื่อให้กระจายไปทั่วทุกภูมิภาคอย่างทั่วถึงมากขึ้น และเพื่อให้กลุ่มผู้ด้อยโอกาสเข้าถึงโครงการมากขึ้นด้วย

“โครงการนี้เปิดรับผู้ที่ขาดโอกาส ยากไร้ฐานะยากจนและมีทัศนะคติที่ดี โดยไม่จำกัดวุฒิการศึกษา แต่มีความประสงค์อยากฝึกอาชีพ เพื่อให้มีรายได้และสามารถประกอบอาชีพได้ อายุตั้งแต่18-35 ปี”น.ส.ตรีนุช กล่าว

สำหรับหรับวิทยาลัยทั้ง 30 แห่ง มีดังนี้ 1. วิทยาลัยเทคนิคโพธาราม จ.ราชบุรี 2. วิทยาลัยการอาชีพเสนา จ.พระนครศรีอยุธยา 3. วิทยาลัยสารพัดช่างเพชรบุรี จ.เพชรบุรี 4. วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีสุพรรณบุรี จ.สุพรรณบุรี 5. วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีกาญจนบุรี จ.กาญจนบุรี 6.วิทยาลัยการอาชีพศรีสำโรง จ.สุโขทัย 7.วิทยาลัยเทคนิคแม่สอด จ.ตาก 8. วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีพิจิตร จ.พิจิตร 9. วิทยาลัยการอาชีพอุตรดิตถ์ จ.อุตรดิตถ์ 10.วิทยาลัยการอาชีพเวียงสา จ.น่าน 11. วิทยาลัยเทคนิคกาญจนาภิเษกปัตตานี จ.ปัตตานี 12. วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีสระแก้ว จ.สระแก้ว 13.วิทยาลัยการอาชีพนวมินทราชินีแม่ฮ่องสอน จ.แม่ฮ่องสอน 14.วิทยาลัยการอาชีพแจ้ห่ม จ.ลำปาง 15.วิทยาลัยการอาชีพป่าซาง จ.ลำพูน 16.วิทยาลัยเทคโนโลยีและการจัดการโนนดินแดง จ.บุรีรัมย์ 17 วิทยาลัยการอาชีพห้วยผึ้ง จ.กาฬสินธุ์ 18.วิทยาลัยการอาชีพขุขันธ์ จ.ศรีสะเกษ 19. วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยียโสธร จ.ยโสธร 20.วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีร้อยเอ็ด จ.จร้อยเอ็ด 21.วิทยาลัยการอาชีพศรีบุญเรือง จ.หนองบัวลำภู 22.วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีอุดรธานี จ.อุดรธานี 23.วิทยาลัยการอาชีพนาแก จ.นครพนม 24.วิทยาลัยเทคนิคพิบูลมังสาหาร จ.อุบลราชธานี 25.วิทยาลัยเทคนิคโคกสำโรง จ.ลพบุรี 26.วิทยาลัยเทคนิคนนทบุรี จ.นนทบุรี 27.วิทยาลัยการอาชีพหัวไทร จ.นครศรีธรรมราช 28. วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีชุมพร จ.ชุมพร 29.วิทยาลัยการอาชีพตะกั่วป่า จ.พังงา และ 30.วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีระนอง จ.ระนอง

ปธ.ประเมินเลขาธิการสกสค.ยืนยันไม่ได้ใช้ตัวชี้วัดเลย เป็นการประเมินตามแผนงานที่”ธนพร”กำหนดเอง

ตามที่ นายธนพร สมศรี เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) ยื่นหนังสือคัดค้านเกณฑ์การประเมินเลขาธิการ สกสค. ต่อ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.ศึกษาธิการ(ศธ.) เพราะเห็นว่า มีตัวชี้วัดหลายตัวที่ผิดปกติ และไม่เป็นธรรม นั้น

เมื่อวันที่ 22 พ.ย.2564 ดร.สุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวว่า  เมื่อเร็วๆนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการ สกสค. ได้เห็นชอบกรอบการประเมินผลงานการปฏิบัติงานของเลขาธิการ สกสค. ตามที่ ดร.บัณฑิตย์ ศรีพุทธางกูร ประธานคณะกรรมการประเมินผลงานฯ เสนอ ซึ่ง ดร.บัณฑิตย์ ได้ให้ข้อมูลว่าเกณฑ์การประเมินที่กำหนดนั้น ได้กำหนดตามแผนงานและยุทธศาสตร์ ที่เลขาธิการ สกสค.ได้วางไว้ ดังนั้น กรณีที่นายธนพรส่งหนังสือคัดค้านเกณฑ์ดังกล่าว เป็นสิทธิที่สามารทำได้ ซึ่งต้องมาดูรายละเอียดเกณฑ์การประเมินอีกครั้ง

ด้าน ดร.บัณฑิตย์ กล่าวว่า เกณฑ์การประเมินดังกล่าวมาจากตัวชี้วัดในแผนที่เลขาธิการ สกสค.เสนอไว้ในแผนดำเนินงานที่ได้รับอนุมัติจาก คณะกรรมการ สกสค.ซึ่งเป็นแผนและยุทธศาสตร์ที่ตัวเลขาธิการ สกสค.เป็นผู้กำหนด ก่อนที่จะมาดำรงตำแหน่งเลขาธิการสกสค.ว่าในช่วงเวลา 6 เดือน หรือ 1 ปี จะต้องทำอะไรบ้าง ส่วนเกณฑ์การตัดสินเป็นเกณฑ์ทั่วไป

“ผมไม่ได้รับออเดอร์จากใคร เกณฑ์ประเมินและตัวชี้วัดของสกสค.ก็เป็นตัวที่นายธนพร เป็นผู้กำหนดเอง ส่วนการยื่นหนังสือคัดค้านก็เป็นสิทธิ์ที่นายธนพรจะทำได้เช่นกัน”ดร.บัณฑิตย์ กล่าว

หัวเว่ย (ประเทศไทย) จับมือกับ อาชีวะอุดร พัฒนาทักษะผู้เรียนเท่าทันดิจิทัลโลกอนาคต

ดร.นิรุตต์ บุตรแสนลี ผู้อำนวยการวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุดรธานี เป็นประธานพิธีเปิด”โครงการอบรมเชิงปฏิบัติการพัฒนาทักษะผู้เรียน Up skill, Re skill, New skill พัฒนาทักษะใหม่ที่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีดิจิทัลของโลกอนาคต “Huawei ICT Academy” หลักสูตรNetwork และ Cloud  โดย ดร.นิรุตต์ กล่าวว่า การจัดอบรมครั้งนี้ เป็นความร่วมมือกับ บริษัท หัวเว่ย(ประเทศไทย) จำกัด เพื่อจัดอบรมและฝึกปฏิบัติจริงให้แก่นักศึกษา จำนวน 30 ชั่วโมง ซึ่งเป็นการดำเนินการ ภายใต้การขับเคลื่อน Excellent Center สาขาวิชาเทคโนโลยีธุรกิจดิจิทัล : DBT และสาขาวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ : IT ที่สนองตามนโยบายของ นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และการขับเคลื่อนของ ดร.สุเทพ แก่งสันเที้ยะ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ที่จะเสริมสร้างทักษะและสมรรถนะให้แก่นักศึกษาได้เรียนรู้และฝึกปฏิบัติจริง จากแพลตฟอร์มของ บริษัท หัวเว่ย(ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นทักษะและสมรรถนะที่ทันสมัย ตอบสนองความต้องการของโลกอาชีพแห่งอนาคต