เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2564 ศ.กิตติคุณ ดร.วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยกรณี ร่างพระราชบัญญัติ( พ.ร.บ.)การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ….ซึ่งที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา ได้ลงมติรับหลักการด้วยคะแนนเสียง 435 ต่อ 30 คะแนนไปแล้วเมื่อวันที่ 9 พ.ย.ที่ผ่านมา ว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนการพิจารณาของกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ซึ่งเชื่อว่าคณะกรรมาธิการฯจะต้องรีบดำเนินการ เพื่อให้คลอดได้ในรัฐบาลชุดนี้ ยกตัวอย่าง เช่น พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ ก็ช้าที่การเริ่มต้น แต่เมื่อรัฐสภารับหลักการแล้ว ไม่นานก็ผ่านได้ เพราะกฏหมายทั้งสองฉบับก็มีความสำคัญต่อประเทศเป็นอย่างมาก
สกศ.ระดมสมองเครือข่ายวางแผนพัฒนากำลังคนรองรับโลกผันผวน “วิษณุ”ชี้การจัดการศึกษายังล้าสมัย สอนเด็กคิดเองไม่เป็น
วันที่ 2 ธ.ค.2564 ที่ โรงแรมอวานี พลัส ริเวอร์ไซด์ กรุงเทพฯ สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา(สกศ.)ได้จัดประชุมเครือข่ายการศึกษาและหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ เรื่อง”ทิศทางการศึกษาไทย กับการพัฒนากำลังคนในศตวรรษที่ 21 เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงสำหรับการทำงานในโลกที่ผันผวน”โดยมี ศ.กิตติคุณ ดร.วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เปิดประชุมและมอบนโยบายทิศทางการศึกษาไทยในปัจจุบัน พร้อมด้วย น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.ศึกษาธิการ คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รมช.ศึกษาธิการ ดร.อรรถพล สังขวาสี เลขาธิการสภาการศึกษา ตัวแทนสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กระทรวงแรงงาน กระทรวงอุตสาหกรรม และเอกอัครราชทูตต่างประเทศประจำประเทศไทยเข้าร่วม
ศ.กิตติคุณ ดร.วิษณุ กล่าวว่า แนวทางการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา ต้องทำหลายอย่าง ทั้งกฏหมายการศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ เพื่อเป็นแนวทางหรือเข็มทิศนำทาง ซึ่งตอนนี้อยู่ในขั้นตอนของรัฐสภาแล้ว ขณะเดียวกันในส่วนที่ไม่เกี่ยวข้องกับสภาฯกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.)ก็กำลังดำเนินการอยู่หลายเรื่อง อย่างไรก็ตาม ตนไม่คิดว่าการปฏิรูปการศึกษาต้องทำตูมเดียวแล้วเห็นผล แต่ต้องทำหลายอย่าง โดยสิ่งที่มีความสำคัญอย่างมาก คือยุทธศาสตร์ของชาติว่าด้วยการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์ชาติ 6 ด้าน หมายถึงการฝึกคนให้มีคุณภาพ ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ และเป็นแนวทางของการจัดประชุมสัมมนาในครั้งนี้ เนื่องจากการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ต้องใช้หลายอย่าง และหลายกระทรวง ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงแรงงาน กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(พม.)กระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข เป็นต้น แต่กระทรวงที่มีความสำคัญอย่างมาก คือกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งเป็นต้นน้ำ เราอยากเห็นคนเป็นอย่างไรก็ต้องใส่การศึกษาไปอย่างนั้น การประชุมวันนี้จึงเป็นการนำการศึกษามาต่อยอดการพัฒนามนุษย์ โดยเชิญเอกอัครราชทูตประเทศต่าง ๆ ที่เรามองว่าเขาสามารถพัฒนาคนให้มีคุณภาพได้ โดยใช้การศึกษาเป็นเครื่องมือ และหอการค้าต่างประเทศที่มีประสบการณ์มาร่วมให้ข้อมูลและบอกเล่าประสบการณ์ เนื่องจากหอการค้าเป็นหน่วยงานที่ใช้คน ซึ่งจะทำให้เราได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ เพื่อการวางแผนพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ต่อไป
“วันนี้ ถือเป็นการเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นของภาคเอกชน และต่างประเทศในเรื่องการศึกษาเป็นครั้งแรก ซึ่งเราหวังผลว่าจะประสบความสำเร็จ เหมือนกับเวทีด้านอื่น ๆ ที่รัฐบาลจัดมาแล้วและประสบความสำเร็จ ซึ่งผมก็ดีใจ และขอบคุณสภาการศึกษาที่ลุกขึ้นมาจัดเรื่องนี้ มิฉะนั้นภาครัฐก็จะจัดเอง เออเอง อยู่คนเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเราอยู่ในยุคของ VUCA World ซึ่งเป็นยุคของความผันผวน ความไม่แน่นอน ความสลับซับซ้อนคลุมเครือ อยู่บนความไม่แน่นอนจึงต้องมาคิดว่าจะทำอย่างไรให้เราสามารถปรับสภาพสังคมให้ทันกับการเปลี่ยนแปลง ดังนั้นต้องเริ่มต้นให้คนไทยรู้จักปัญหาให้ได้ก่อน แล้วค่อยมาพูดเรื่องการแก้ไขปัญหา ซึ่งการศึกษาจะเป็นทางออกหนึ่ง”รองนายกรัฐมนตรี กล่าวและว่า ที่ผ่านมาเราจะไม่พูดว่าหลักสูตรล้าสมัย แต่จะบอกว่าการจัดการศึกษาล้าสมัย คือไม่สามารถทำให้เด็กคิดเอง ทำเองได้ ทำให้วันนี้เราต้องมาพูดเรื่องของการสอนประวัติศาสตร์ หน้าที่พลเมือง การรับผิดชอบต่อสังคม และการเรียนการสอนแบบActive Learning การเรียน Coding เป็นต้น
ดร.อรรถพล สังขวาสี เลขาธิการสภาการศึกษา กล่าวว่า จากสถานการณ์ ความผันผวนในยุค VUCA World ซึ่งมีความรุนแรงมากกว่า ยุค Disruption รมว.ศึกษาธิการ จึงให้แนวคิดว่า อยากให้สภาการศึกษาออกแบบสร้างคนรุ่นใหม่ทุกช่วงชั้น ว่าควรมีวิชาชีพติดตัว โดยเป็นวิชาชีพที่เหมาะสมกับช่วงวัย เพื่อเป็นภูมิคุ้มกันเมื่อต้องออกจากระบบการศึกษา พร้อมกันนี้ให้ออกแบบเพื่อสนองตอบความต้องการของตลาดแรงงาน รวมถึงออกแบบวิธีการจัดการศึกษาที่มุ่งเน้นสมรรถนะในการทำงาน รองรับอาชีพใหม่ ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตด้วย โดยรองนายกรัฐมนตรี ได้กำชับให้ออกแบบสมรรถนะเด็กตั้งแต่ระดับปฐมวัย และให้เริ่มค้นหาความต้องการของเด็กเพื่อวางแผนที่ชีวิตตั้งแต่เด็กเล็กด้วย
“สกศ.มองแนวโน้มการศึกษาและภาคกำลังคนแห่งอนาคต ควรเติบโตไปด้วยกัน หรือ Common Growth มุ่งเน้นสร้างความเติบโตทางเศรษฐกิจด้วยการพัฒนากำลังคน ยกระดับการพัฒนาฝีมือแรงงาน ดังนั้นทุกช่วงวัยจึงต้องมีกรอบทางเดินการศึกษาที่ชัดเจน โดยทุกภาคส่วนต้องช่วยกันออกแบบภายใต้เป้าหมายการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืน”เลขาธิการสภาการศึกษากล่าว
สอศ. จับมือ อ.กรอ.อศ กลุ่มอุตฯการบิน ปฐมนิเทศนักศึกษาฝึกประสบการณ์สมรรถนะวิชาชีพ ช่างอากาศยาน
นายมณฑล ภาคสุวรรณ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ร่วมมือกับ คณะอนุกรรมการร่วมภาครัฐภาคเอกชนเพื่อผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษา (อ.กรอ.อศ) จัดโครงการปฐมนิเทศนักศึกษาเข้าฝึกประสบการณ์สมรรถนะวิชาชีพ สาขาช่างอากาศยาน เพื่อให้นักศึกษาและครูผู้ควบคุมการฝึก ทราบถึงแนวทางการเตรียมตัวก่อนเข้ารับการฝึกประสบการณ์ มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับระเบียบการปฏิบัติตนในขณะฝึกประสบการณ์อยู่ในสถานประกอบการ และทราบถึงกฎระเบียบการใช้ชีวิตร่วมกัน ในสถานที่ พัก ตลอดจนมีความรู้ความเข้าใจ เกี่ยวกับแนวทางปฏิบัติตนร่วมกันในทุก ๆ เรื่องที่เกี่ยวข้อง อันจะส่งผลให้การปฏิบัติงานเป็นไปในทิศทางเดียวกันภายใต้มาตรฐาน อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุด ซึ่งการเข้ารับการฝึกประสบการณ์สมรรถนะวิชาชีพในสถานประกอบการ ถือเป็นภารกิจสำคัญ ที่นักศึกษาทุกคนจะต้องมีความพร้อมในการเรียนปฏิบัติ และการฝึกทักษะตามที่หลักสูตรกำหนด ที่มีมาตรฐานระดับโลกกำกับ โดยได้รับความร่วมมือ จากบริษัทการบินไทย จํากัด (มหาชน) และบริษัทการบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
ด้าน นาวาอากาศตรี บัญชา ชุนสิทธิ์ ประธาน อ.กรอ.อศ กลุ่มอาชีพอุตสาหกรรมการบิน กล่าวว่า ตามที่ อ.กรอ.อศ กลุ่มอาชีพอุตสาหกรรมการบิน ได้ดำเนินงานตามบทบาทหน้าที่ในการกำหนดความต้องการกำลังคนเพื่อนำไปวางแผนการผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษา ให้ผู้เรียนมีสมรรถนะสูงและเป็นที่ยอมรับของสถานประกอบการ พร้อมทั้งสนับสนุนยกระดับอาชีวศึกษาไทยสู่มาตรฐานสากล โดยผลักดันให้สถานศึกษาในกลุ่มอาชีพอุตสาหกรรมการบิน ได้รับการรับรองเป็นสถาบันฝึกอบรมนายช่างภาคพื้นดิน APPROVED MAINTENANCE TRAINING ORGANIZATION (AMTO) จากสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) ซึ่งในปัจจุบันได้รับการรับรองแล้ว จำนวน 2 แห่ง คือ วิทยาลัยเทคนิคถลาง และวิทยาลัยเทคนิคสัตหีบ เหลืออีก 4 แห่ง อยู่ในช่วงดำเนินการให้ได้รับการรับรอง ซึ่งการบริหารจัดการและดูแลรักษาสถาบัน (AMTO) ให้คงมาตรฐานที่เป็นสากลถือเป็นภารกิจสำคัญ และจำเป็นต้องมีการรักษาประสิทธิภาพของการจัดการเรียนการสอนทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ รวมถึงการฝึกประสบการณ์สมรรถนะวิชาชีพในสถานประกอบการให้กับผู้เรียน ซึ่งจะต้องเป็นไปตามมาตรฐานที่สำนักงาน กพท. กำหนด
การสำหรับผู้เข้าร่วมโครงการฯ คือสถานศึกษาที่เปิดการเรียนการสอนสาขาช่างอากาศยาน จำนวน 6 แห่ง ประกอบด้วย นักศึกษาชั้นปีที่ 2 สาขาช่างอากาศยาน จากวิทยาลัยเทคนิคถลาง 24 คน วิทยาลัยเทคนิคสัตหีบ 22 คน วิทยาลัยเทคนิคอุบลราชธานี 13 คน วิทยาลัยเทคนิคดอนเมือง 14 คน วิทยาลัยเทคนิคสมุทรปราการ 3 คน วิทยาลัยการอาชีพขอนแก่น 12 คน ครูผู้ควบคุม 19 คน และผู้บริหารจาก 6 สถานศึกษา จำนวน 6 คน รวมผู้เข้าร่วมโครงการ ทั้งสิ้น 113 คน โดยการฝึกประสบการณ์สมรรถนะวิชาชีพ จะจัดขึ้น ระหว่างวันที่ 1 ธันวาคม 2564 ถึงวันที่ 10 มีนาคม 2565 ณ สำนักพัฒนาสมรรถนะครูและบุคลากรอาชีวศึกษา กรุงเทพมหานคร
“มทร.รัตนโกสินทร์ ศาลายา” เป็นปลื้ม 1 ตำบล 1 มหาวิทยาลัย สร้างผลิตภัณฑ์ สร้างรายได้ ได้จริง
เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2564 ที่คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ พื้นที่ศาลายา มีการจัดกิจกรรมโค้งสุดท้ายของ “โครงการยกระดับเศรษฐกิจและสังคมรายตำบลแบบบูรณาการ หรือ 1 ตำบล 1 มหาวิทยาลัย (มหาวิทยาลัยสู่ตำบล สร้างรากแก้วให้ประเทศ) ”
ดร.ชฎาณัฏฐ์ ปิยะวิบูลย์ รองคณบดีพื้นที่ศาลายา คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล(มทร.)รัตนโกสินทร์ ในฐานะหัวหน้าโครงการยกระดับเศรษฐกิจและสังคมรายตำบลแบบบูรณาการ หรือ 1 ตำบล 1 มหาวิทยาลัย (มหาวิทยาลัยสู่ตำบล สร้างรากแก้วให้ประเทศ) มทร.รัตนโกสินทร์ กล่าวว่า โครงการดังกล่าวเป็นโครงการที่รัฐบาลจัดขึ้นเพื่อส่งเสริมการยกระดับรายได้ของประชาชน โดยได้รับการสนันสนุนงบประมาณดำเนินการจากกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม หรือ อว. ทางคณะบริหารธุรกิจ มทร.รัตนโกสินทร์ ศาลายา เรามีอาจารย์ที่มีความรู้ความสามารถในเรื่องการบริหารธุรกิจ การจัดการเทคโนโลยี การคำนวณต้นทุน อยู่หลายคน จึงได้ทำโครงการขึ้นมาเพื่อขออนุมัติจาก อว. เมื่อได้รับอนุมัติแล้วเราก็ประสานไปยังองค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.)ใกล้ ๆ มหาวิทยาลัย ซึ่ง อบต.วัดแค อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม มีความสนใจและได้มาร่วมโครงการกับมหาวิทยาลัย
“จริง ๆ แล้วชุมชนวัดแคมีผลิตภัณฑ์หลายตัว ซึ่งทางโครงการได้เข้าไปศึกษาข้อมูล แล้วมาวิเคราะห์ว่าสามารถช่วยอะไรได้บ้าง เช่น การออกแบบโลโก้ การทำบรรจุภัณฑ์ หรือ การโฆษณาทางสื่อต่าง ๆ ก็สามารถช่วยยกระดับผลิตภัณฑ์ให้ชาวบ้านได้ โดยเน้นความยั่งยืน นอกจากนี้ยังได้ช่วยเรื่องการวางแผนการตลาดด้วย เพราะโครงการมีผู้ร่วมงาน 3 ส่วน คือ บัณฑิตที่จบการศึกษาไปแล้ว นักศึกษาปัจจุบัน และชาวบ้าน ก็จะมาช่วยกันคิดระดมสมอง ออกแบบ โดยมีวิทยากรภายนอกมาช่วยให้ความรู้เพิ่มเติม จนทำให้ได้ผลิตภัณฑ์ใหม่ที่จะนำไปวางขายในชุมชน เช่น เจลแอลกอฮอล์ และ เทียนหอม โดยเฉพาะเทียนหอม ที่ใช้เอกลักษณ์ของตำบลวัดแคมาเป็นส่วนผสมหลัก คือ มะพร้าว โดยนำมาผลิตเป็น เทียนหอมแฟนซีกลิ่นมะพร้าว ซึ่งเป็นเทียนหอมที่มีกลิ่นมะพร้าวหอมอ่อน ๆ โชยมาตั้งแต่ยังไม่ได้จุด”ดร.ชฎาณัฏฐ์กล่าว
นายนิธินพ ทองวาสนาส่ง อาจารย์คณะบริหารธุรกิจ มทร.รัตนโกสินทร์ ศาลายา กล่าวว่า โครงการนี้เป็นโครงการที่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ โดย คณะบริหารธุรกิจ มทร.รัตนโกสินทร์ พื้นที่ศาลายา ร่วมกับ อบต.วัดแค ในการช่วยเหลือชุมชน ในหลายเรื่อง ไม่ว่าเป็นการส่งเสริมอาชีพ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นสินค้าชุมชน เพื่อยกระดับสินค้าชุมชนให้มีศักยภาพมากขึ้น โครงการนี้ถึงแม้คณะบริหารธุรกิจจะเป็นเจ้าของโครงการ แต่ มทร.รัตนโกสินทร์ มีคณาจารย์ที่เชี่ยวชาญหลากหลายสาขาที่สามารถมาสนับสนุนโครงการได้ เช่น การร่วมมือกับคณะวิทยาศาสตร์ ให้อาจารย์ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญการพัฒนาผลิตภัณฑ์ด้านอาหาร มาช่วยออกความคิดร่วมกับนักศึกษาที่ได้ไปสำรวจความต้องการของชุมชนแล้ว พบว่า พื้นที่ชุมชนวัดแคมีมะพร้าวเป็นพืชเศรษฐกิจ จึงนำน้ำมันมะพร้าวมาเป็นส่วนผสมผลิตเป็นเทียนหอมแฟนซีกลิ่นมะพร้าว เป็นต้น และวันนี้ทางโครงการฯก็กำลังผลิตผลิตภัณฑ์เพื่อนำไปส่งมอบให้ชุมชนเพื่อจัดจำหน่ายต่อไป
ด้าน นางปราชญา ราชปี หรือ ป้าเล็ก ชาวบ้านชุมชนวัดแค ซึ่งเข้าร่วมโครงการฯ กล่าวว่า รู้สึกยินดีมากที่มหาวิทยาลัยมีโครงการดี ๆ ทำให้ชาวบ้านรู้จักอาชีพใหม่ ๆ และ ผลิตภัณฑ์เพื่อเสริมรายได้ของประชาชน จากที่ชุมชนมีอาชีพหลัก ๆ คือ เป็นชาวสวนมะพร้าว สวนส้มโอ แล้วก็ค้าขาย แต่พอมีโครงการนี้เข้ามาก็ทำให้เรามีผลิตภัณฑ์ใหม่เพิ่มขึ้น ซึ่งสามารถช่วยสร้างงานสร้างรายได้ให้ชุมชนได้ อยากให้มีโครงการอย่างนี้อีก แล้วก็อยากให้มหาวิทยาลัยมีโครงการที่มีการทำงานร่วมกันกับประชาชนมาก ๆ
อบจ.พระนครศรีอยุธยาร่วมมือพว.จัดการเรียนรู้ Active Learningสร้างผู้เรียนเป็นนวัตกร
เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2564 ที่ห้องประชุม ชั้น 5 สถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ(พว.)ได้มีพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) โครงการความร่วมมือทางวิชาการ ระหว่าง องค์การบริหารส่วนจังหวัดพระนครศรีอยุธยา กับ สถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ(พว.)ประจำปีการศึกษา 2565-2567 โดย นางสมทรง พันธ์เจริญวรกุล นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และ ดร.ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์ ประธานกรรมการบริหารสถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ
ดร.ศักดิ์สิน กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้ตระหนักถึงความสำคัญของการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่มีต่อการพัฒนาการเรียนรู้แบบActive Learning และการจัดการศึกษาตามมาตรฐานสากล สืบเนื่องจากรัฐบาลประกาศแผนปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา ซึ่งขับเคลื่อนในเรื่องของการของปฏิรูปการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาศักยภาพของผู้เรียนให้สอดคล้องและตอบสนองการเปลี่ยนแปลงในศตวรรษที่ 21 โดยการปรับเปลี่ยนรูปแบบการจัดการเรียนการสอนในปัจจุบันไปสู่การเรียนรู้ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps เพื่อให้ผู้เรียนเกิดสมรรถนะและคุณลักษณะที่พึงประสงค์ เป็นนวัตกรที่สามารถสร้างผลงานสิ่งประดิษฐ์ได้ตั้งแต่ระดับประถมศึกษา
“ผลที่เกิดขึ้นขณะนี้เป็นการเปลี่ยนแปลงแบบพลิกโฉมจริง ๆ ทั้งผู้บริหาร ครู และนักเรียน เพราะ Active Learning เราใช้นักเรียนเป็นตัวตั้ง คุณภาพของนักเรียนเป็นหลัก ห้องเรียนเป็นฐาน ให้เด็กคิดสร้างสรรค์ สร้างชิ้นงานขึ้นมาตามความสนใจ สามารถตอบโจทย์ได้ ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับนักเรียนในท้องถิ่นอย่างแท้จริง”ดร.ศักดิ์สิน กล่าว
นางสมทรง กล่าวว่า องค์การบริหารส่วนจังหวัด(อบจ.)พระนครศรีอยุธยา ให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน รวมถึงพัฒนาคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนในสังกัด อบจ.พระนครศรีอยุธยา โดยส่งเสริมและสนับสนุนสถานศึกษาและโรงเรียนอย่างต่อเนื่อง เพื่อหวังให้มีการจัดการศึกษาที่ดีแก่ลูกหลาน ที่จะเติบโตเป็นพลเมืองที่มีความสามารถ มีกระบวนการคิดขั้นสูง มีทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 และมีคุณลักษณะที่ดีเป็นคนดีของสังคม สามารถนำทักษะไปใช้สร้างอาชีพ สร้างงาน พัฒนาคุณภาพชีวิตของตน สังคมและชุมชนให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งการร่วมมือในครั้งนี้ อบจ.พระนครศรีอยุธยา ได้รับความร่วมมืออย่างดีจาก พว. ซึ่งมีองค์ความรู้ในการพัฒนากระบวนการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาการคิด มีสื่อและหนังสือที่มีคุณภาพ มาช่วยเป็นโค้ชหรือพี่เลี้ยงให้แก่โรงเรียนในสังกัด อบจ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งเชื่อว่าความร่วมมือครั้งนี้จะเป็นการพลิกโฉมคุณภาพการศึกษาของ อบจ.พระนครศรีอยุธยาให้เป็นการจัดการศึกษาเพื่อสร้างผู้เรียนให้เป็นนวัตกรต่อไป
นายอดิศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล ที่ปรึกษาพิเศษ นายก อบจ.พระนครศรีอยุธยา กล่าวว่า นโยบายของนายก อบจ.พระนครศรีอยุธยา เน้นที่ตัวเด็ก ให้เด็กมีความคิดสร้างสรรค์ สร้างนวัตกรรมได้ ซึ่งงบประมาณที่ลงไปเด็กต้องได้รับประโยชน์ ดังนั้นความร่วมมือครั้งนี้ที่จะให้มีการใช้การเรียนรู้แบบ Active Learning ในการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนในสังกัด อบจ.พระนครศรีอยุธยา จึงตรงกับนโยบายของนายกฯ ซึ่งต้องขอขอบคุณสถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการที่ให้โอกาสโรงเรียนสังกัด อบจ.พระนครศรีอยุธยา ทั้ง 2 โรง เป็นโรงเรียนต้นแบบการเรียนรู้แบบ Active Learning ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps หวังว่าโครงการนี้จะประสบความสำเร็จ และจะมีการขยายผลไปยังโรงเรียนต่าง ๆ ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาด้วย
ด้านนางเครือวัลย์ นพวงศ์ ณ อยุธยา เลขานุการนายก อบจ.พระนครศรีอยุธยา กล่าวว่า นายก อบจ.พระนครศรีอยุธยา ให้ความสำคัญกับการศึกษาที่ต้องเน้นย้ำมาตั้งแต่เด็ก ซึ่งการเรียนการสอนแบบ Active Learning มีมาตั้งแต่ปี 2540 แต่ขั้นตอนของการดำเนินการยังไม่เป็นระบบ แต่ตอนนี้ พว.มีวิธีการที่เป็นระบบ โดยใช้กระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps มาช่วยเป็นโค้ชให้ความรู้การจัดการเรียนการสอนแบบ Active Learning ที่เป็นระบบ ซึ่งเชื่อว่าภายใน 5 เดือนที่ พว.เข้ามาจะทำให้ครูและนักเรียนสามารถสร้างนวัตกรรมได้ และเราก็พร้อมที่จะเป็นต้นแบบเพื่อขยายผลต่อไปด้วย อย่างไรก็ตามรู้สึกเป็นห่วงท้องถิ่นอื่น ๆ ที่รับทราบว่า ได้มีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วว่า ทุกโรงเรียนจะต้องทำ แต่ตอนนี้ท้องถิ่นต่าง ๆ ยังไม่รู้เลยว่าจะทำอย่างไร
เกณฑ์ประเมินเลขาสกสค.จบไม่ลงต้องนัดประชุมใหม่สัปดาห์หน้า
เมื่อวันที่ 30 พ.ย.2564 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.ศึกษาธิการ (ศธ.)เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา(บอร์ด สกสค.) ว่า วันนี้ บอร์ด สกสค.ได้หารือกรณีนายธนพร สมศรี เลขาธิการ สกสค. ยื่นหนังสือคัดค้านเกณฑ์การประเมินเลขาธิการ สกสค.ที่ไม่เป็นธรรม โดยระบุว่ามีตัวชี้วัดที่ผิดปกติ ว่า ตอนนี้ยังไม่ได้ข้อสรุป เพราะมีหลายประเด็นที่นายธนพร ตั้งข้อสงสัยและกังวล ดังนั้นตนจึงให้ฝ่ายกฎหมายและคณะกรรมการประเมินผลงานเลขาธิการสกสค. ที่มี ดร.บัณฑิตย์ ศรีพุทธางกูร เป็นประธาน ลงไปดูรายละเอียด เพื่อให้การประเมินเป็นไปด้วยความชอบธรรม และรอบคอบ ส่วนเรื่องกรอบเวลานั้น ตนจะหารืออีกครั้งว่ามีกฏระเบียบระบุไว้หรือไม่ อย่างไรก็ตามส่วนตัวยังไม่ได้พูดคุยกับนายธนพร เป็นการส่วนตัว การดำเนินการทุกอย่างขอให้เป็นไปตามขั้นตอน ส่วนตัวพยายามจะทำทุกอย่างให้รอบคอบและเป็นธรรมกับทุกฝ่ายมากที่สุด
ดร.สุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า การประชุมยังไม่เสร็จสิ้น ซึ่งตนนัดประชุมอีกครั้งในสัปดาห์หน้า เพราะมีประเด็นที่นายธนพรแย้งอยู่หลายประเด็น เช่น ประเด็นไม่แจ้งเกณฑ์ประเมินล่วงหน้า มาแจ้งทีหลัง และเรื่องการประเมินสมรรถนะผู้บริหาร เป็นต้น ซึ่งประเด็นไม่ได้แจ้งเกณฑ์การประเมินล่วงหน้าเพราะกรรมการชุดเก่าลาออก และไม่ได้ทำเกณฑ์ประเมินไว้ กรรมการชุดใหม่ที่เพิ่งตั้งได้เดือนเศษ ๆก็ต้องมาทำเกณฑ์ประเมินใหม่ ซึ่งก็เป็นเกณฑ์ประเมินตามแผนที่เลขาธิการ สกสค.เสนอไว้ในแผนดำเนินงานที่ได้รับอนุมัติจาก คณะกรรมการ สกสค. ส่วนการประเมินล่าช้าจะมีผลกระทบต่อการบริหารงานของ สกสค.หรือไม่ เรื่องนี้แล้วแต่คนมอง ส่วนตัวก็ไม่แน่ใจว่าจะมีผลกระทบหรือไม่ เพราะเป็นเรื่องของบอร์ด สกสค.
ดรบัณฑิต กล่าวว่า ยืนยันว่าเกณฑ์ประเมินจัดทำขึ้น ตามแผนการทำงาน ที่นายธนพร เสนอต่อคณะกรรมการสกสค.ทั้งหมดไม่ได้มีอะไรที่แตกต่าง ที่มีนอกจากแผนที่เสนอ คือ ประเมินสมรรถนะผู้บริหาร ซึ่งเป็นไปตามทำสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) กำหนด ส่วนกรณีที่ร้องว่า เกณฑ์ประเมินไม่เป็นธรรมนั้น ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของคณะกรรมการสกสค. คณะกรรมการประเมิน เป็นเพียงผู้ออกแบบเกณฑ์การประเมิน ซึ่งก็เป็นไปตามหลักการทั่วไป ไม่ได้มีอะไรพิเศษเป็นไปตามแผนการทำงานที่เลขาธิการสกสค.เสนอต่อคณะกรรมการสกสค. ทั้งนี้ตนเป็นเพียงผู้เข้ามาให้ข้อมูล ข้อเท็จจริงส่วนการตัดสินใจขึ้นอยู่กับการพิจารณาของคณะกรรมการสกสค. ทั้งนี้การประเมินยังไม่มีกรอบเวลาที่ชัดเจน เพราะยังไม่ได้ข้อมูลจากเลขาธิการสกสค. หากได้ข้อมูลมา ประเมินไม่เกิน 15 วันก็น่าจะเสร็จ แต่หากยังไม่ได้ข้อมูล ก็ไม่สามารถดำเนินการได้
ด้านนายธนพร กล่าวว่า ตนได้เข้าชี้แจ้งข้อคัดค้านซึ่งที่ประชุมก็รับฟัง และให้กลับไปดูรายละเอียด หรือชะลอการประเมินออกไปก่อน และได้มอบหมายให้ ดร.สุภัทร ไปดูประเด็นเรื่องข้อกฎหมายให้ชัดเจน และเสนอให้ที่ประชุมคณะกรรมการสกสค.พิจารณาอีกครั้งในวันที่ 7 ธันวาคม ทั้งนี้ประเด็นที่ตนเห็นว่าไม่เป็นธรรม คือ กรณีการให้คะแนนการประเมิน ตามแผนงานที่ตนได้เสนอ ซึ่งกำหนดคะแนนเต็มที่ 5 คะแนน หากประเมินแล้วทำได้ครบตามที่เสนอแผนไว้ จะได้ 3 คะแนนหรือ 60% หากต้องการได้ 4 คะแนน หรือ 75% จนถึง5 คะแนน หรือ 100% ต้องทำให้ได้ดีเกินกว่าแผนที่กำหนดไว้ โดยต้องได้คะแนนรวมเกิน 75% จึงจะผ่านการประเมิน ซึ่งเกณฑ์การประเมินจัดทำขึ้นเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน แต่ตนทำงานตามแผนเรียบร้อยแล้ว ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน ดังนั้น จึงไม่สามารถย้อนเวลากลับไปทำงานย้อนหลังให้ได้คะแนนเกินกว่าแผนที่เสนอไปได้ ทั้งนี้หากคณะกรรมการยืนยันจะใช้เกณฑ์ประเมินเดินจะดำเนินการอย่างไรนั้น ตอนนี้คงไม่สามารถบอกได้ ต้องรอผลการพิจารณาของคณะกรรมการ สกสค.ก่อน
“ตรีนุช”เผยผลการประเมินแบบเร่งด่วน รอบที่ 3 ทั้งเด็กและครู ผู้ปกครองเกิน90%อยากเปิดเรียน On-Site แต่ผู้ปกครองยังกังวลอยู่บ้าง
เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2564 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยข้อมูลจากกระบวนการประเมินแบบเร่งด่วน (Rapid Appraisal) ครั้งที่ 3 หลังเปิดให้มีการจัดการเรียนการสอนแบบ On-Site ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ว่า ขณะนี้มีโรงเรียนส่วนใหญ่กว่า 71% สามารถเปิดเรียนแบบ On-site 50% ขึ้นไปของเวลาเรียนได้ ซึ่งผู้เรียนที่เรียนแบบ On-Site ส่วนใหญ่มีความรู้ความเข้าใจในเนื้อหาที่เรียน การเอาใจใส่ต่อการเรียน และความรับผิดชอบในการเรียนเพิ่มมากขึ้น สำหรับด้านสุขภาวะทางร่างกายและจิตใจ ผู้เรียนส่วนใหญ่มีสุขภาพทางสายตาที่ดีและมีความสุขในการเรียนเพิ่มมากขึ้นด้วยเช่นกัน รวมทั้งในด้านทักษะทางสังคม ผู้เรียนส่วนใหญ่สามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ดีเพิ่มมากขึ้น สำหรับปัญหาของการเปิดเรียนแบบ On-site ผู้เรียนส่วนใหญ่ยังคงพบปัญหาในเรื่องของการขาดแคลนหน้ากากอนามัย เจลแอลกอฮอล์ไม่เพียงพอ และการขาดแคลนชุดตรวจ ATK ที่มีจำนวนจำกัด จึงทำให้ต้องใช้วิธีสุ่มตรวจ ตลอดจนปัญหาในเรื่องการเดินทางมาโรงเรียนที่ยังคงมีความแออัดของรถสาธารณะ จึงส่งผลให้ผู้ปกครองเกิดความวิตกกังวลและทำให้ผู้เรียนไม่สามารถมาโรงเรียนได้อย่างต่อเนื่อง
รมว.ศธ. กล่าวต่อไปว่า สำหรับความต้องการของผู้เรียนที่มีต่อการเปิดเรียนแบบ On-Site ส่วนใหญ่กว่า 94% ต้องการให้เปิดเรียนแบบ On-Site เนื่องจากมีความสุขและสนุกในการทำกิจกรรมร่วมกับเพื่อนและเข้าใจเนื้อหาการเรียนจากครูผู้สอนมากขึ้น โดยผู้เรียนส่วนมากต้องการให้มีการสลับวันมาเรียนเพื่อลดจำนวนเพื่อนร่วมชั้นและจัดห้องเรียนโดยเว้นระยะห่าง ตลอดจนให้ลดการจัดกิจกรรมที่มีการรวมกลุ่ม และผู้ปกครองส่วนใหญ่มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด โดยต้องการให้เปิดเรียนแบบ On-Site เป็นจำนวน 94% เพราะต้องการให้บุตรหลานได้เรียนรู้อย่างเต็มที่และได้ลงมือปฏิบัติจริง เพื่อลดภาระผู้ปกครองที่ต้องดูแลบุตรหลานในการเรียน Online แต่ยังคงมีความกังวลในเรื่องของการดูแลตนเองของบุตรหลาน การเตรียมมาตรการป้องกันโควิด-19 ของสถานศึกษา รวมไปถึงค่าใช้จ่ายในการซื้ออุปกรณ์ป้องกัน โควิด-19 เช่น หน้ากากอนามัย เจลแอลกอฮอล์ เป็นต้น
นอกจากนี้ ครูส่วนใหญ่กว่า 93% ต้องการให้เปิดเรียนแบบ On-Site โดยมองว่า ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้อย่างเต็มที่และลงมือปฏิบัติได้จริง และครูสามารถจัดการเรียนการสอนได้อย่างครบถ้วนตามหลักสูตร สามารถสร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้เรียนได้ แต่ยังคงมีปัญหาและอุปสรรคในเรื่องของผู้เรียนมาเรียนไม่ครบชั้นจึงทำให้ต้องมีการจัดการเรียนการสอนหลายรูปแบบ รวมถึงการรับวัคซีนของนักเรียนบางส่วนที่ยังไม่ได้รับวัคซีนครบ 100% จึงส่งผลให้ครูผู้สอนต้องดูแลผู้เรียนมากขึ้น ทั้งเรื่องการเรียนการสอนและการป้องกันโควิด-19 ทั้งนี้ เมื่อเปิดเรียนแบบ On-Site ครูส่วนใหญ่คิดว่า มีแนวทางการจัดการเรียนการสอนให้ผู้เรียนมีความสุขและปลอดภัย โดยจัดกิจกรรมกลุ่มโดยลดจำนวนผู้เรียนในกลุ่มลง การลดการบ้านของผู้เรียน รวมถึงการสื่อสารกับผู้ปกครองและชุมชนอย่างสม่ำเสมอ เรื่องการป้องกันโควิด-19 ซึ่งการเปิดเรียนต้องดำเนินการให้เป็นไปตามมาตรการของกระทรวงสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด
“ขณะนี้ดิฉันได้รับทราบข้อมูลตามโครงการการประเมินแบบเร่งด่วน (Rapid Appraisal) ครั้งที่ 3 จากอาสาสมัครครูนักประเมิน (Rapid Appraisal Volunteer : RAV) ที่ได้สะท้อนความต้องการ ความพร้อม และความกังวลต่อการเปิดเรียนแบบ On-Site ของนักเรียน ครู และผู้ปกครอง ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ผู้เรียนมีสุขภาวะทางด้านร่างกายและจิตใจเพิ่มมากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับผู้ปกครองที่เห็นด้วยว่าการเปิดเรียนแบบ On-Site ช่วยให้บุตรหลานสามารถเรียนได้อย่างเต็มที่ เช่นเดียวกันกับครูที่สามารถมีปฏิสัมพันธ์กับนักเรียนได้มากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม กลุ่มผู้ประเมินยังมีความกังวลในด้านความปลอดภัยต่อโควิด-19 ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการจะต้องเน้นย้ำให้ทุกโรงเรียนที่มีการเปิดการเรียนแบบ On-Site ต้องดำเนินการตามมาตรการของกระทรวงสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด เพื่อสร้างความปลอดภัยแก่ผู้เรียน และสร้างความเชื่อมั่นกับพ่อแม่ผู้ปกครอง ทั้งนี้ ขอขอบคุณอาสาสมัครครูนักประเมินทุกท่านที่ได้เสียสละเวลาและร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนการศึกษาร่วมกัน โดยหลังจากนี้ จะนำข้อมูลที่ได้รับไปวางแผนการจัดการเรียนแบบ On-Site ในโรงเรียนอย่างปลอดภัยและการเรียนรู้อย่างมีคุณภาพด้วยความรอบคอบที่สุดต่อไป” นางสาวตรีนุช กล่าว
สอศ.จัดประชุมใหญ่ระดมความคิดพัฒนาอาชีวศึกษาเอกชน
ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รมช.ศึกษาธิการ เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ร่วมกับ สมาคมวิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษาเอกชนแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้กำหนดจัดประชุมสัมมนาทางวิชาการ ผู้บริหารและครูวิทยาลัยอาชีวศึกษาเอกชน และการประชุมใหญ่สามัญประจำปี ครั้งที่ 46 ประจำปี พ.ศ.2564 เรื่อง “เร่งเครื่องอาชีวศึกษาเอกชน สู่ทักษะแห่งอนาคต (Boost up the private vocational education to the future skills)” ระหว่างวันที่ 28-29 พฤศจิกายน 2564 ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น เพื่อให้สมาชิกสมาคมฯ สถานศึกษาอาชีวศึกษาเอกชน ตลอดจนผู้เข้าร่วมประชุมที่เกี่ยวข้อง ได้รับทราบนโยบายและแนวทางการจัดการศึกษาตามนโยบายของภาครัฐ รวมถึงการติดตามและประเมินผลการจัดการอาชีวศึกษาเอกชนในรอบปีที่ผ่านมา พร้อมทั้งหาแนวทางเพื่อยกระดับคุณภาพ มาตรฐาน และประสิทธิภาพของสถานศึกษาอาชีวศึกษาเอกชนให้ดียิ่งขึ้น โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมเป็นผู้รับใบอนุญาต ผู้บริหารและครู ของสถานศึกษาอาชีวศึกษาเอกชน จำนวน 500 คน
รมช.ศึกษาธิการ กล่าวว่า การอาชีวศึกษาเอกชน ถือเป็นอีกหนึ่งกำลังสำคัญ ในการพัฒนาและขับเคลื่อนประเทศ ที่ร่วมผลิต และ พัฒนากำลังคนเข้าสู่ตลาดแรงงาน ดังนั้น ทั้งการบริหารจัดการ การเสริมสร้างศักยภาพครู และนักเรียนนักศึกษา อาชีวศึกษา จึงเป็นภารกิจที่สำคัญ ของสอศ.เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ซึ่งเทคโนโลยีต่าง ๆ ในปัจจุบัน เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว การอาชีวศึกษาเอกชน จึงจำเป็นต้องเร่งเครื่องในการยกระดับคุณภาพการจัดการศึกษาให้ทันต่อความเปลี่ยนแปลง ทั้งในเรื่องของการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการ การจัดการเรียนการสอน และสมรรถนะของผู้เรียน อันจะนำไปสู่เป้าหมาย การศึกษาเพื่ออาชีพ สร้างงาน สร้างรายได้ และสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
“การประชุมสัมมนาในครั้งนี้ จะเป็นเวทีที่ได้ร่วมกันพัฒนาการอาชีวศึกษาเอกชน ตลอดจนอาชีวศึกษาชาติ สามารถขับเคลื่อนอาชีวศึกษาเอกชน ให้สามารถเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศต่อไป โดยขอให้สถานศึกษาทุกแห่ง ได้นำโค้ดดิ้ง (Coding) ไปใช้ในการเรียนการสอน ซึ่งโค้ดดิ้ง คือ การสอนให้คนคิดวิเคราะห์ อย่างมีเหตุ มีผล เป็นระบบเชิงคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ แก้ปัญหาเป็นขั้นตอน เพราะฉะนั้นจึงสามารถนำหลักการไปปรับใช้กับบริบทต่างๆ ได้ และสามารถนำไปใช้ในแก้ปัญหาเฉพาะหน้าและแก้ปัญหาที่สลับซับซ้อนได้ ดังนั้นไม่ว่าจะเรียนสาขาใดก็สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้”คุณหญิงกัลยากล่าว
ด้าน ดร.สุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.)กล่าวต่อว่า สอศ. มีจุดมุ่งหมายในการส่งเสริมการจัดการศึกษา และการพัฒนาคุณภาพของการอาชีวศึกษาเอกชน เพื่อเพิ่มศักยภาพ และขีดความสามารถของคนในชาติ ตลอดจนการแก้ไขปัญหา การขาดแคลนแรงงานของสถานประกอบการ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ในการพัฒนาอาชีวศึกษาเอกชนให้สอดคล้องกับสถานการณ์ และต้องร่วมมือร่วมใจในการพัฒนา แก้ปัญหาการจัดการศึกษาต่อไป
“การประชุมในครั้งนี้นอกจากการพัฒนาศักยภาพในการบริหารจัดการอาชีวศึกษาเอกชน ให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลและทิศทางในการพัฒนาประเทศแล้ว ยังเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้บริหารสถานศึกษาอาชีวศึกษาเอกชนจากทั่วประเทศ ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ เกี่ยวกับการจัดการอาชีวศึกษา ในการยกระดับคุณภาพ มาตรฐาน ตลอดจนประสิทธิภาพในการบริหารจัดการการอาชีวศึกษาเอกชน และเป็นการสร้างเครือข่ายความเข้มแข็งของสถานศึกษาอาชีวศึกษาเอกชน โดย สอศ.จะร่วมขับเคลื่อน และไม่ทอดทิ้งสถานศึกษาเอกชนทุกแห่ง” ดร.สุเทพฯ กล่าว
“ครูเหน่ง”หารือทูตฝรั่งเศสให้เด็กอาชีวะเรียนหลักสูตรระยะสั้น ฝึกงาน พร้อมแลกเปลี่ยนประสบการณ์
เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.ศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยภายหลังหารือร่วมกับ นายตีแยรี มาตู เอกอัครราชฑูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทย ว่า จากการที่ตนได้ร่วมประชุมสมัยสามัญของยูเนสโก ครั้งที่ 41 (41st Session of UNESCO General Conference) ที่ประเทศฝรั่งเศส และได้เข้าไปเยี่ยมสถานศึกษาที่สอนด้านอาชีวศึกษา ที่มีชื่อเสียงด้านการบริการและการโรงแรม ซึ่งน่าสนใจมาก จึงได้หารือร่วมกันกับ นายตีแยรี มาตู ว่า หากกระทรวงศึกษาธิการ จะให้นักศึกษา ในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ได้มีโอกาสไปเรียนในหลักสูตรระยะสั้น หรือไปฝึกงานที่ประเทศฝรั่งเศสได้หรือไม่ เพราะขณะนี้รัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยว และการโรงแรมอย่างมาก หากนักศึกษาอาชีวศึกษาได้ไปเรียนหรือฝึกงานในประเทศฝรั่งเศส ก็จะเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาเยาวชนให้มีความเป็นมืออาชีพ ไปเปิดโลก เปิดโอกาส และเปิดประสบการณ์ใหม่ๆว่ามาตรฐานการบริการ การโรงแรมระดับโลกนั้นเป็นอย่างไร
“ดิฉันจะเร่งสานต่อเพื่อให้โครงการนี้เกิดขึ้นโดยเร็ว โดยจะร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ผลักดันให้ผู้เรียนในสังกัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เข้าร่วมโครงการด้วย และดึงภาคเอกชนเข้ามาร่วมมือกันต่อไป”น.ส.ตรีนุช กล่าวและว่า นอกจาก ยังได้หารือถึงการฝึกงานของนักศึกษาฝรั่งเศสเดินทางมาฝึกงานที่ประเทศไทย ซึ่งทุกปี ประเทศไทยจะเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่นักศึกษาฝรั่งเศสต้องการมาฝึกงาน มาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และมาสอนภาษาจำนวนมาก ทางศธ.และเอกอัครราชฑูต จึงมองว่าโครงการนี้ควรจะมีการสานต่อ และผลักดันให้มีความต่อเนื่อง แต่ก็ต้องให้ความเชื่อมั่นในเรื่องของความปลอดภัย อีกทั้งทางเอกอัครราชฑูตก็อยากได้ความมั่นใจ เรื่องความปลอดภัยในประเทศด้วย ซึ่งตนได้สร้างความเชื่อมั่น ให้กับเอกอัครราชฑูตว่าประเทศไทยนั้นมีความปลอดภัย มีมาตรการในการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 ได้เป็นอย่างดี และประชาชนได้รับวัคซีนจำนวนมากแล้ว ดังนั้นความร่วมมือต่างๆจะสามารถเดินหน้าไปได้แน่นอน
“สุรศักดิ์”ขับเคลื่อน “กศน.ตำบลคุณภาพ”นำร่องต้นแบบอำเภอละ1ตำบล ตอบโจทย์รัฐบาลไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2564 ดร.สุรศักดิ์ อินศรีไกร เลขาธิการสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธศัย(กศน.) เปิดเผยว่า ตั้งแต่เข้ามารับตำแหน่งเลขาธิการ กศน. เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2564 ตนได้ระดมความคิดของฝ่ายบริหารทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ทั้ง กศน.ภาค กศน.อำเภอ และจากการลงพื้นที่เพื่อรับทราบปัญหาการขับเคลื่อนงาน เพื่อวางกรอบนโยบายและจุดเน้นให้บรรลุเป้าหมายในการขับเคลื่อนงาน กศน.ปีงบประมาณ 2565 จนสามารถกำหนดเป็นสโลแกนในการทำงานของ กศน. ว่า “กศน.เพื่อประชาชน ก้าวใหม่ ก้าวแห่งคุณภาพ” โดยการทำงานต้องสอดรับกันทุกส่วน ทั้ง ฝ่ายบริหารส่วนกลาง ฝ่ายบริหารส่วนภูมิภาค สถาบัน กศน.ภาค กศน.จังหวัด และส่วนสุดท้ายที่อยู่ในพื้นที่จริง ๆ ที่เรียกกว่า ปลายน้ำ คือ กศน.อำเภอ กศน.ตำบล ซึ่งตนได้เน้นย้ำทั้ง 3 ส่วนต้องเชื่อมโยงกัน ทำงานสอดรับกัน และเข้าใจเป้าหมายที่ชัดเจนว่ามีทิศทางอย่างไร เพื่อส่งเสริมสนับสนุนการจัดการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยให้สามารถขับเคลื่อนได้จนประสบความสำเร็จ
เลขาธิการ กศน. กล่าวต่อไปว่า ทั้งนี้ งานในความรับผิดชอบของ กศน.หลัก ๆ 3 งาน คือ การศึกษาพื้นฐาน การจัดการศึกษาต่อเนื่องในรูปแบบของอาชีพระยะสั้นต่าง ๆ เพื่อให้ประชาชนสามารถประกอบอาชีพมีรายได้และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และการจัดการศึกษาตามอัธยาศัย ที่มีรูปแบบกระบวนการเรียนรู้และแหล่งเรียนรู้ที่หลากหลาย ซึ่งตนคิดว่าการจะทำให้งาน กศน.ประสบความสำเร็จอย่างน้อยต้องมี 4 เป้าหมายหลัก คือ 1.การส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ให้มีคุณภาพ ซึ่งตอนนี้หมดยุคตัดเสื้อตัวเดียวให้ใส่ทั้งประเทศแล้ว ดังนั้นส่วนกลางน่าจะกำหนดแค่จุดเน้นและนโยบาย ส่วนแนวปฏิบัติขอให้เป็นพื้นที่ในการขับเคลื่อน เพราะวิกฤติ อุปสรรค แต่ละพื้นที่แตกต่างกัน ซึ่งตนคิดว่าแต่ละพื้นที่มีศักยภาพในการจัดการ อีกทั้งวันนี้โลกเปลี่ยนไปแล้ว กศน.ก็ต้องเปลี่ยนให้ทันการเปลี่ยนแปลงด้วย หลักสูตรอะไรที่ต้องทบทวนให้ทันยุคทันสมัย ไม่ว่าจะเป็นหลักสูตรเสริมสร้างสมรรถนะให้แก่ผู้เรียน เพื่อให้สอดรับกับหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน หลักสูตรระยะสั้น หลักสูตรอาชีพในยุคสมัยใหม่ที่เปลี่ยนแปลง รูปแบบก็ต้องเปลี่ยนแปลงไปด้วยถ้ายังใช้อาชีพเดิมอยู่ก็อาจไม่ทันยุคทันสมัย หรือแม้แต่รูปแบบที่จะส่งเสริมเรื่องของรายได้ให้แก่ประชาชนก็ต้องปรับ การนำไอซีทีมาใช้ในการบริหารจัดการโดยเฉพาะในช่วงวิกฤติโควิดที่การเรียนไม่สามารถรวมกลุ่มกันได้ ก็ต้องใช้แพลตฟอร์มต่าง ๆ มาขับเคลื่อนงานการจัดการเรียนรู้
ดร.สุรศักดิ์ กล่าวอีกว่า เป้าหมายที่ 2.การสร้างสมรรถนะและทักษะที่มีคุณภาพให้แก่ผู้เรียน ซึ่ง กศน.ต้องกลับมาคิดว่า สมรรถนะและทักษะที่สำคัญของประชาชนควรมีเรื่องอะไรบ้าง ทั้งทักษะอาชีพ ทักษะทางวิชาการ คุณภาพชีวิตก็เป็นส่วนที่จะตอบโจทย์ได้ว่า คนมาเรียนกศน.ต้องมีความรู้ ต้องมีอาชีพ ต้องมีรายได้ และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น 3.ทำอย่างไรให้องค์กร กศน. รวมถึงสถานศึกษา มีคุณภาพและศักยภาพในการขับเคลื่อนงาน กศน. เพื่อส่งผลต่อคุณภาพของกลุ่มเป้าหมาย คือ ผู้เรียนให้มี ทักษะอาชีพ ทักษะทางวิชาการ และทักษะชีวิตที่ดี ดังนั้นตนจึงได้ให้ความสำคัญของ กศน.ตำบล เพราะกศน.ตำบลเป็นจุดแตกหักของการนำนโยบายสู่การปฏิบัติ เป็นห้องเรียนที่เข้าถึงประชาชนที่แท้จริง เพราะฉะนั้นเราจะทำให้กศน.ตำบลมีคุณภาพได้อย่างไร เพราะถ้า กศน.ตำบลมีความเข้มแข็ง มีคุณภาพก็จะทำให้ผู้เรียนมีคุณภาพตามไปด้วย จึงเป็นที่มาของนโยบายสร้าง กศน.ตำบลคุณภาพ และ 4.การสร้างคุณภาพการบริหารจัดการ เพราะการบริหารจัดการเป็นส่วนสำคัญในการนำนโยบายสู่การปฏิบัติ
“นอกเหนือจากเป้าหมาย 4 ประการดังกล่าวแล้ว เป้าหมายหลักสุดท้ายปลายทาง คือ 1.เรื่องของโอกาสกับการศึกษา ทำอย่างไรให้ทุกคนมีโอกาสทางการศึกษา ทำอย่างไรจึงจะลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง 2.คุณภาพกับการศึกษา ที่ กศน.ต้องจัดการศึกษาให้มีคุณภาพ ให้ทุกคนยืดอกให้ได้ว่าจบ กศน.มา เขามีวันนี้เพราะ กศน. 3. ประสิทธิภาพ คือ ความพึงพอใจของผู้ใช้และผู้รับบริการเป็นสิ่งสำคัญ และ 4. ผู้เรียนหรือกลุ่มเป้าหมายมีความสุขในการเรียน ผู้เรียนมีทักษะที่ดีขึ้น เป็นคนดี คนเก่ง และกล้า ขณะเดียวกันผู้ร่วมงานหรือบุคลากรของ กศน.มีความสุขในการทำงาน ได้รู้ว่าทำงานเพื่อประชาชน”เลขาธิการ กศน.กล่าวและว่า ทั้งนี้ นโยบายและแนวทางที่ดำเนินการทั้งหมดสอดรับกับนโยบายของ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.ศึกษาธิการ และ ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์ รมช.ศึกษาธิการ ที่กำกับดูแล กศน.ได้ให้ความสำคัญกับการจัดการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย ซึ่งสามารถตอบโจทย์นโยบายของรัฐบาลในการจัดการศึกษาตลอดชีวิต ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
เลขาธิการ กศน.กล่าวด้วยว่า สำหรับการขับเคลื่อน กศน.ตำบลคุณภาพ นั้น ขณะนี้ได้มอบให้แต่ละกศน.อำเภอ ไปคัดเลือก อำเภอละ 1 ตำบล เพื่อขับเคลื่อนเป็น กศน.ตำบลคุณภาพต้นแบบ โดย กศน.จะดูแลเรื่องของปัจจัยการบริหาร ไปเสริมให้มีความพร้อมทั้งเรื่องของงบประมาณ กำลังคน รวมถึงวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ ซึ่งเมื่อขับเคลื่อนแล้วเห็นผลปีต่อไปก็จะมีการขยายผลไปยังตำบลอื่นต่อไป นอกจากนี้ กศน.กำลังทำความร่วมมือกับ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.)ในการใช้ประโยชน์จากอาคารสถานที่ของโรงเรียนสังกัด สพฐ.ที่ว่างอยู่ เพราะวันนี้ กศน.ตำบล หลายแห่งยังไม่มีความพร้อมยังต้องไปอาศัยสถานที่ของส่วนราชการอื่นในการรวมกลุ่ม และให้บริการประชาชน ขณะที่ตอนนี้มีโรงเรียนประถมศึกษาของ สพฐ.มีอาคารว่างอยู่ เพราะมีการควบรวมโรงเรียน หรือ เพราะมีนักเรียนน้อย ก็จะมีการบูรณาการเพื่อให้ กศน.เข้าไปใช้ประโยชน์ ซึ่งเรื่องนี้ ดร.กนกวรรณ และ ดร.อัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.)ก็เห็นด้วย