ใครบอกไม่มีผลงาน!!

“ปีใหม่ให้ล้ำเลิศ ล้วนก่อเกิดสิ่งงามตามประสงค์ สุขภาพแข็งแรงแกร่งดำรง ให้มั่นคงมั่งคั่งยั่งยืนนาน”

*** หยอก หยอก 8 ธันวาคม 2564 *** สวัสดีปีเสือดุ  สดสุด ๆ กับแถลงการณ์ของฝ่ายค้านที่ออกมาอัดการทำงานของรัฐบาลทั้งหมด 9 ข้อ  บรรยายถึงความผิดพลาด ความล้มเหลว และส่อทุจริตรอบทิศทาง โดยเฉพาะข้อที่ 8 ที่ชี้ถึงความล้มเหลวด้านการปฏิรูปการศึกษา โดยระบุว่า การปฏิรูปการศึกษา 7 ปีที่ผ่านมาเด็กไทยหลุดออกจากระบบการศึกษา 1.3 ล้านคน ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาพุ่งสูง เด็กยากจนถูกปล่อยให้ไร้โอกาส โดยรัฐไร้การเหลียวแล … ข้อนี้ถือเป็นการพุ่งเป้าตรงมาที่กระทรวงศึกษาธิการ ที่มี“ตรีนุช เทียนทอง”นั่งแท่นเสมา 1 กันเลยทีเดียว … เรียกว่านั่งเฉยไม่รู้เรื่องไม่ได้แล้ว >>เพราะเก้าอี้ชักจะเริ่มร้อนทั้งที่อากาศก็ออกจะเริ่มหนาว ถึงกับต้องสั่งการให้ทุกองค์กรหลักออกมาทำโครงการที่พอจะเป็นหน้าเป็นตาแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำให้เป็นรูปธรรมได้ ***  อย่าง “โครงการโรงเรียนคุณภาพ” ที่คิดว่าจะพับไปแล้วก็ถูกปลุกขึ้นมา ทำให้เด็กในพื้นที่ชนบทได้มีโอกาสเรียนโรงเรียนดี ๆ เท่าเทียมกับโรงเรียนดัง อันนี้ถือเป็นการลดความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษาได้จริง … “โครงการตามน้องกลับมาสู่ห้องเรียน” ก็เป็นอีกโครงการที่จะตามหาเด็กที่หลุดจากระบบการศึกษากลับคืนสู่ห้องเรียน… แล้วยังมีการตั้ง “ศูนย์บริหารเครือข่ายการผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษา” หรือ Center of Vocational Manpower Networking Management : CVM ที่จะร่วมกับกลุ่มอุตสาหกรรมหลักของประเทศในการพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษาเพื่อรองรับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม …ขอปรบมือ… ที่ว่ามานี่แค่ตัวอย่าง ยังมีอีกหลายโครงการที่อยากยกนิ้วให้ … *** ในการประชุมบอร์ด กพฐ. หรือ คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่มี ศ.ดร.บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ เป็นประธาน นัดแรก ก็ประกาศยกเลิกการสอบข้อเขียนคัดเลือกนักเรียนระดับอนุบาล และ ป.1 งานนี้ทำเอาหยอก หยอก ถึงกับมึนตึ้บ เพราะ 5-6 ปี ที่ผ่านมา ไม่มีโรงเรียนในสังกัด สพฐ.ประกาศสอบข้อเขียนรับนักเรียนอนุบาล และ ป.1 เลย จะมีก็แต่โรงเรียนสาธิตที่อยู่ในสังกัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์  วิจัยและนวัตกรรม (อว.) … จะไม่มึนได้ยังไง ในเมื่อกรรมการในบอร์ด กพฐ.ก็ล้วนเป็นอดีต บิ๊ก สพฐ.ทั้งนั้น … แต่ก็มีอดีตบิ๊กท่านหนึ่งช่วยอธิบายแล้วว่า เป็นการเปลี่ยนแค่ทางธุรการเท่านั้น แต่แนวทางปฏิบัติเหมือนเดิม … ก็ยังงงอยู่ดี 555 … คราวหน้าขอชัด ๆ หน่อยนะจ๊ะ…*** สุดท้ายมีข่าวมาบอกว่า ในวันพฤหัสบดีนี้ (9 ธ.ค.)จะมีการประชุมคณะกรรมการส่งเสริสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา หรือ บอร์ด สกสค. จะพิจารณาเรื่องของ “ธนพร สมศรี” ที่คัดค้านเกณฑ์การประเมินเลขาธิการ สกสค. ที่บอกว่าไม่เป็นธรรมในประเด็นต่าง ๆ ก็ต้องรอลุ้นว่า จะไปต่อหรือพอแค่นี้ … เรื่องนี้จะมีการเมืองมาเกี่ยวข้องมั้ยน้อ…ฮิฮิ >>>***

“นายกฯ”ห่วงคุณภาพโรงเรียน “ตรีนุช” สั่งเดินหน้าโครงการโรงเรียนคุณภาพลดความเหลื่อมล้ำ

เมื่อวันที่ 8 ธ.ค.2564 ว่าที่ ร้อยตรีธนุ วงษ์จินดา รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.)เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีความเป็นห่วงเรื่องคุณภาพของโรงเรียน ขณะเดียวกัน น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.ศึกษาธิการ(ศธ.)ก็ได้กำชับเน้นย้ำให้เร่งจัดสร้างโรงเรียนคุณภาพของชุมชน โรงเรียนดีสี่มุมเมือง และดูแลโรงเรียนสแตนอโลนให้มีคุณภาพ เพื่อเป็นตัวอย่างในการพัฒนาโรงเรียนที่มีคุณภาพในอนาคต โดยให้เร่งดำเนินการให้เห็นเป็นรูปธรรมให้ได้ในปี 2565 ซึ่งตนจะเร่งเชิญประชุมโรงเรียนแต่ละกลุ่มไปตามลำดับ เนื่องจากแต่ละกลุ่มจะมีรูปแบบและการพัฒนาที่แตกต่างกัน แต่เป้าหมายเดียวกัน คือ โรงเรียนที่มีคุณภาพ และเป็นตัวอย่างสำหรับโรงเรียนอื่น ๆ ต่อไป โดยโรงเรียนคุณภาพของชุมชน 183 โรง โรงเรียนดีสี่มุมเมือง 77 โรง และโรงเรียนสแตนอโลน 89 โรง

รองเลขาธิการ กพฐ.กล่าวต่อไปว่า และเมื่อเร็ว ๆ นี้ตนได้เชิญโรงเรียนกลุ่มแรกมาประชุมแล้ว คือโรงเรียนที่ได้รับการคัดเลือกจากเขตพื้นที่การศึกษา ให้เป็นโรงเรียนคุณภาพของชุมชน 183 โรง จาก 183 เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา(สพป.)มาประชุม และมอบหมายให้กลับไปทำแผน และหาเครือข่าย ซึ่งเป็นโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ใกล้เคียง เพื่อดึงเด็กเข้ามาเรียนรวม โดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.)จะสนับสนุนงบประมาณในการสร้างอาคารเรียน และสื่อในการพัฒนาโรงเรียนไปให้ เนื่องจากโรงเรียนคุณภาพของชุมชนมีองค์ประกอบที่สำคัญ คือ อาคารสถานที่ต้องพร้อม ครูต้องครบทุกวิชา มีสื่อและเทคโนโลยีที่ทันสมัย มีห้องปฏิบัติการเรียนการสอนที่ทันสมัย ส่วนครูก็จะการสร้างแฟลต หรือหอพักให้กรณีที่ครูเดินทางไปกลับไม่สะดวก เช่นเดียวกับนักเรียน หากอยู่ไกลก็จะมีหอพักให้ แต่ถ้าสามารถเดินทางไปกลับได้ก็จะมีค่ารถรับส่งนักเรียนให้ ถือเป็นการดูแลโรงเรียนทั้งระบบ

“น.ส.ตรีนุช รมว.ศึกษาธิการ ให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนโรงเรียนคุณภาพ เหมือนการสร้างโรงเรียนนานาชาติให้ชุมชน เป็นโรงเรียนดีที่อยู่ในชุมชน โดยให้ทุกฝ่ายทำงานร่วมกัน ซึ่งในส่วนของโรงเรียนคุณภาพของชุมชน ก็เปรียบเสมือนโรงเรียนแม่เหล็กที่จะดึงเด็กจากโรงเรียนเล็ก ๆ ที่กระจายอยู่ให้มารวมกัน เพื่อให้มีขนาดใหญ่ขึ้น มีความสมบูรณ์มากขึ้น ทั้งเรื่องงบประมาณ ครู และสื่อ รวมถึงสิ่งแวดล้อม แต่หากปล่อยไว้ให้เป็นโรงเรียนเล็ก ๆ มีนักเรียน 20-30 คน ก็จะไม่สามรถสร้างคุณภาพให้เกิดขึ้นได้ ขณะที่โรงเรียนดีสี่มุมเมือง จะเป็นโรงเรียนมัธยมที่สร้างขึ้นจากโรงเรียนมัธยมศึกษาในอำเภอที่มีอยู่แล้ว เพื่อสกัดเด็กที่จบประถมศึกษาไม่ให้เข้าไปเรียนในจังหวัด หรือในเมือง ซึ่งจะทำให้เกิดปัญหาที่หนาแน่น โดยสพฐ.จะเข้าไปดูแลสนับสนุนงบประมาณในการสร้างอาคารเรียน และสื่อในการพัฒนาโรงเรียน เช่นเดียวกับโรงเรียนคุณภาพของชุมชน ส่วนโรงเรียนสแตนอโลน คือโรงเรียนขนาดเล็กที่อยู่ตามเกาะแก่ง หรือพื้นที่ที่เดินทางไปมายากลำบาก ไม่สามารถไปรวมกับโรงเรียนอื่นได้ ก็จะต้องได้รับการพัฒนาให้เป็นโรงเรียนที่มีคุณภาพให้ได้เช่นกัน”ว่าที่ร้อยตรีธนุ กล่าว

“ตรีนุช”ให้ผู้ตรวจฯศธ.เร่งตาม 3 ประเด็นใหญ่ รายงานผลทุกสัปดาห์ “เปิดสอน on-site  , โรงเรียนคุณภาพชุมชน โรงเรียนดี 4 มุมเมือง ,เด็กตกหล่น”

เมื่อวันี่ 8 ธันวาคม 2564 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 7 ธันวาคมที่ผ่านมา ตนได้ประชุมร่วมกับ ดร.สุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และ ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการทุกคน โดยตนได้มอบนโยบายและแนวทางการตรวจราชการ ในปีงบประมาณ 2565 ว่า ประเด็นในการตรวจติดตามขอให้เน้นตรวจติดตามในประเด็นสำคัญในช่วงนั้นๆ เช่น ขณะนี้มีเรื่องสำคัญที่ต้องตรวจติดตาม คือ 1.การเปิดภาคเรียนที่ 2 ประจำปีการศึกษา 2565 แบบในชั้นเรียนปกติ หรือ on-site ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา (โควิด-19)ว่า โรงเรียนสามารถเปิดสอนแบบ on-site ได้หรือไม่ จำนวนเท่าไหร่ เปิดสอนแล้วได้ดำเนินการตามมาตรการของกระทรวงศึกษาธิการหรือไม่ มีปัญหาอะไรเกิดขึ้นบ้าง และในกรณีที่เปิดสอนไม่ได้เป็นเพราะอะไร 2.โครงการโรงเรียนคุณภาพของชุมชน และโรงเรียนดี 4 มุมเมือง มีการดำเนินการเป็นไปตามวัตถุประสงค์หรือไม่ และ 3.เรื่องการติดตามเด็กตกหล่น นักเรียนออกกลางคัน ตั้งแต่ระดับอนุบาลถึงมัธยมศึกษาตอนปลาย และประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) เพื่อนำกลับเข้าสู่ระบบการศึกษา ทั้งนี้ ประเด็นการตรวจราชการสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามสถานการณ์

รมว.ศึกษาธิการ  กล่าวต่อไปว่า สำหรับแนวทางการตรวจราชการให้ใช้วิธีผสมผสานสื่อทางไกลกับการตรวจในพื้นที่ นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ให้เกิดประโยชน์ กรณีไปตรวจราชการในพื้นที่ขอให้ดำเนินการอย่างเรียบง่ายไม่เป็นภาระต่อครู ผู้บริหารสถานศึกษา และผู้บริหารการศึกษาในพื้นที่ เน้นตรวจราชการให้ได้ข้อมูลเชิงคุณภาพ มากกว่าเชิงปริมาณ และมีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อการพัฒนานำเสนอด้วย ซึ่งเนื้อหาที่ใช้ในการรายงานต้องสั้น กระชับ ให้นำเสนอโดยใช้อินโฟกราฟิก ซึ่งเป็นการแสดงผลของข้อมูลหรือโดยภาพที่อ่านและเข้าใจง่ายเพียง 1-2 แผ่น ไม่ใช้เอกสารจำนวนมาก และให้รายงานทุกสัปดาห์ โดยเริ่มตั้งแต่สัปดาห์หน้าเป็นต้นไป.

กศน.ส่งความสุขรับปีเสือจัด3กิจกรรมใหญ่ให้ประชาชน

เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2564 ดร.สุรศักดิ์ อินศรีไกร เลขาธิการสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) เปิดเผยว่า สำนักงาน กศน.ได้เตรียมของขวัญปีใหม่ให้แก่ประชาชน ใน 3 กิจกรรม คือ 1.กิจกรรมศธ.ส่งความสุขให้ประชาชน โดย ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์ รมช.ศึกษาธิการ จะนำของที่ได้รับบริจาค จากกศน.ทั่วประเทศไปมอบให้แก่เด็ก ผู้ยากไร้ คนยากจน คนด้อยโอกาส ทั้ง 4 ภูมิภาค ซึ่งได้มีการคิกออฟไปแล้วที่ชุมชนบ้านแม่ลง ตำบลนาเกียน อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ 2.กิจกรรมเรียนรู้อาชีพระยะสั้นเพื่อสร้างรายได้ 1 สัปดาห์ 1 อำเภอ 1 อาชีพ โดยจะกำหนดเป็นสัปดาห์การเรียนรู้สร้างอาชีพให้แก่ประชาชน ระหว่างวันที่ 4-10 มกราคม 2564 โดยสามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่กศน.อำเภอ กศน.จังหวัดทุกแห่งทั่วประเทศ และกิจกรรมที่ 3.การปักหมุดเพื่อคนพิการโดยจะมีการสแกนหาคนพิการทุกพื้นที่ ที่หลุดจากระบบการศึกษาเพื่อสอบถามถึงความต้องการในการเรียนรู้ตามศักยภาพของตนเอง โดย กศน.รับผิดชอบการจัดการศึกษาสำหรับคนพิการ ที่ไม่ใช่การศึกษาในระบบ โดยกิจกรรมนี้ได้มีการนำร่องไปแล้วที่จังหวัดระนอง เรียกว่า “ระนองโมเดล”ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.)ได้นำเสนอกิจกรรมนี้ต่อนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี(ครม.) ในการประชุมครมสัญจร ที่จังหวัดกระบี่ โดยขณะนี้กำลังขยายผลใน 18 กลุ่มกศน.จังหวัด กลุ่มละ 1 จังหวัด เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับคนพิการ

“ ทั้ง 3 กิจกรรมนี้ ถือเป็นของขวัญปีใหม่ที่ รมช.ศึกษาธิการ และชาวกศน.ตั้งใจจัดขึ้น เพื่อส่งความสุขให้แก่พี่น้องประชาชนทั่วประเทศ โดยเฉพาะในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิค-19 ซึ่งประชาชนอยู่ในภาวะของความยากลำบาก จึงถือเป็นโอกาสดีที่กศน.จะได้รับใช้ประชาชน ตามสโลแกน กศน.เพื่อประชาชน ก้าวใหม่ ก้าวแห่งคุณภาพ”เลขาธิการ กศน.กล่าว

ศธ.เร่ง”ตามน้องกลับมาสู่ห้องเรียน”จับมือ6 หน่วยงานค้นหาเด็กหลุดจากระบบกว่า 6 หมื่นคน

เมื่อวันที่ 7 ธ.ค.2564 ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.)เปิดเผยว่า จากการสำรวจ ข้อมูลนักเรียนรายบุคคล(DMC)ปีการศึกษา 2564  ณ วันที่ 25 มิ.ย.และวันที่ 10 พ.ย.พบว่าภาพรวมของกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.)ปีนี้มีเด็กที่หลุดจากระบบการศึกษาทุกสังกัดของกระทรวงศึกษาธิการกว่า 6 หมื่นคน ซึ่งมากกว่าทุกปีที่ผ่านมา เฉพาะสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.)ตัวเลขสูงถึง 3 หมื่นคน สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(สอศ.)เกือบ 2 หมื่นคน แล้วยังมีโรงเรียนในสังกัดสำนักงานส่งเสริมการศึกษาเอกชน(สช.)และจากสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย(กศน.)อีก ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้แสดงความเป็นห่วง  และสั่งการให้ กระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.)ต้องนำเด็กเหล่านี้กลับเข้าสู่ระบบการศึกษา ตามนโยบายรัฐบาลที่จะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ประกอบกับ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.ศึกษาธิการ ก็ถือให้เรื่องการลดความเหลื่อมล้ำเป็นวาระแห่งชาติ จึงมอบให้ สพฐ. สำรวจเด็กที่หลุดจากระบบการศึกษา และนำกลับเข้ามาในระบบการศึกษาให้ได้

รองเลขาธิการ กพฐ.กล่าวต่อไปว่า วิธีการที่จะนำเด็กที่หลุดจากระบบกลับเข้ามาสู่ระบบการศึกษาให้ได้นั้น จะเริ่มต้นจากการใช้โปรแกรมแอพพลิเคชันปักหมุด เพื่อค้นหาเด็กทั้ง 6 หมื่นกว่าคนด้วยเลขบัตรประชาชน 13 หลัก ว่าแต่ละคนอยู่ที่ไหน จากนั้นจะมีการเปิดตัวโครงการ”ตามน้องกลับมาสู่ห้องเรียน” โดยในช่วงต้นเดือนมกราคม 2565 จะมีการทำMOU ร่วมกับ 6 หน่วยงาน ได้แก่ กระทรวงมหาดไทย(มท.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(พม.)กระทรวงสาธารณสุข(สธ.)กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา(กสศ.)สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศ.)และกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน(ตชด.)เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและร่วมกันตามหาเด็กทั้งหมดให้เจอ จากนั้นจะลงพื้นที่เช็กอิน คือไปให้ถึงตัวเด็ก เพื่อหาสาเหตุที่เด็กหลุดออกจากระบบการศึกษาเป็นรายบุคคล แล้วมาประมวลและวิเคราะห์ร่วมกันว่าจะให้เด็กเข้าสู่ระบบอย่างไร เช่น จบ ม.3 แล้วควรกลับเข้ามาเรียนกศน.หรืออาชีวะ แต่ถ้ายังไม่จบการศึกษาภาคบังคับก็ต้องเรียนให้จบการศึกษาภาคบังคับก่อน

“โครงการ”ตามน้องกลับมาสู่ห้องเรียน”เป็นความร่วมมือ ที่ทุกหน่วยงานจะต้องประสานงานกันอย่างเข้มข้น เมื่อเจอตัวเด็กแล้วต้องหาสาเหตุให้เจอเพื่อจะได้ส่งต่อได้ถูก เช่น ถ้าเด็กออกเพราะความยากจนก็จะส่งให้ พม.หรือกสศ.หาทุนให้ ถ้าต้องช่วยพ่อ แม่ทำงานก็ต้องเรียนอาชีวะ ซึ่งตอนนี้มีโครงการเปิดวิทยาลัยให้เด็กเรียนฟรี กินฟรี อยู่ฟรี มีงานทำ หรือถ้าพิการก็ให้สำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ สังกัดสพฐ.ดูแลเพราะเราต้องทำงานคู่ขนานกัน เป็นต้น และสุดท้ายคือต้องธำรงรักษาเด็กอย่าให้หลุดออกไปอีก โดยจะมีครูแนะแนว นักจิตวิทยา เข้ามาดูแล โดยจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง”รองเลขาธิการกพฐ. กล่าว

ปฏิรูปการศึกษา ศธ.ยังอืด ปี65 ต้องเร่งขับเคลื่อนให้ได้ตามแผน 5 Big Rock

เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2564 ดร.สุภัทร  จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปทางการศึกษา ที่มีน..ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เป็นประธานเมื่อเร็ว นี้ ได้มีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนฯ เพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบรายละเอียดการดำเนินงานต่าง ก่อนเสนอให้คณะกรรมการขับเคลื่อนฯพิจารณา รวมถึงหารือกรณีกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะอนุกรรมการศึกษาธิการจังหวัดซึ่งหมดวาระไปเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ว่า ยังสามารถทำหน้าที่ต่อไปได้หรือไม่ ซึ่งที่ประชุมให้ยืนตามมติเดิม คือ ทำหน้าที่ต่อจนกว่าจะมีกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิคนใหม่

ปลัด ศธ.กล่าวต่อไปว่า ส่วนการขับเคลื่อนการจัดการศึกษาในปี 2565 นั้น ที่ประชุมไม่ได้มีการหารือ แต่เป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องเร่งดำเนินการให้เป็นไปตามแผนปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา ที่กำหนดเรื่องที่มีความจำเป็นเร่งด่วน (Big Rock )ไว้ 5 เรื่อง 10 ตัวชี้วัด และต้องแล้วเสร็จภายในปี 2565 ซึ่งยอมรับว่าการดำเนินการยังค่อนข้างล่าช้าด้วยปัจจัยหลายด้าน แต่ก็เป็นเรื่องสำคัญที่ศธ. ต้องขับเคลื่อนให้เป็นไปตามนโยบาย

สำหรับ Big Rock 5 เรื่องที่ต้องเร่งดำเนินการ ได้แก่ 1.การสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางการศึกษา 2.การจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาสมรรถนะแบบผู้เรียนสร้างความรู้ด้วยตนเองมุ่งเน้นกระบวนการเรียนรู้แบบถักทอความรู้ทักษะคุณลักษณะผู้เรียนเข้าด้วยกันด้วยการลงมือปฏิบัติจริง(Active learning)มุ่งเน้นให้ผู้เรียนสามารถเข้าใจและเรียนรู้อย่างมีความสุขและพัฒนาความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ 3.การปฏิรูปกลไกและระบบการผลิตและพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาให้มีคุณภาพมาตรฐาน 4.การจัดการอาชีวศึกษา ที่เน้นการฝึกปฏิบัติอย่างเต็มรูปแบบนำไปสู่การจ้างงานและการสร้างงาน และ 5.การปฏิรูปบทบาทการวิจัยและระบบธรรมาภิบาลของสถาบันอุดมศึกษาเพื่อสนับสนุนการพัฒนาประเทศไทยออกจากกับดักรายได้ปานกลาง ทั้งหมดนี้ ไม่มีผลกระทบต่อวิทยฐานะครูหรือสิทธิประโยชน์ที่ครูจะได้รับ แต่ก็อาจมีผู้ไม่พอใจ เพราะสถานศึกษาและครูต้องมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการเรียนการสอน เช่น การยกร่างหลักสูตรฐานสมรรถนะ ที่หมายความว่า สถานศึกษาต้องบูรณาการศาสตร์ในการจัดการเรียนการสอนร่วมกัน ขณะที่ส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ต้องเข้าไปช่วยพัฒนาครูในรูปแบบ Active Learning เพื่อให้สอดรับกับหลักสูตรการเรียนรู้ฐานสมรรถนะ ซึ่งทั้งหมดต้องดำเนินการแบบค่อยเป็นค่อยไป คงไม่สามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 1-2 เดือน เพราะสุดท้ายหลักสูตรฐานสมรรถนะ ต้องขึ้นอยู่กับสถานศึกษาที่ต้องไปออกแบบการเรียนการสอน ขณะที่ครูเองต้องปรับวิธีการสอน ช่วงแรกอาจมีคนส่วนหนึ่งไม่พอใจบ้าง แต่ก็ต้องเร่งดำเนินการดร.สุภัทรกล่าว

ปลัด ศธ.กล่าวอีกว่า ส่วนBig Rock ที่ 4 การจัดการอาชีวศึกษาที่เน้นทวิภาคี โดยให้นักศึกษาอาชีวะไปฝึกปฏิบัติงาน นั้นเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยาก เพราะส่วนหนึ่งเป็นเรื่องตำแหน่งงานในสถานประกอบการที่ต้องประสานความร่วมมือ สถานประกอบการต้องเว้นตำแหน่งว่างเพื่อให้นักศึกษาเข้าไปฝึกงาน ซึ่งต้องขอความร่วมมือกับภาคเอกชนการดำเนินการคงไปได้ค่อนข้างช้า เพราะสภาพเศรษฐกิจเองอาจไม่เอื้ออำนวย ให้ภาคเอกชนเข้ามาร่วมทำCSR หรือทำงานเพื่อสังคมได้มากนัก

สภา มทร.ล้านนา มีมติตั้ง “จัตตุฤทธิ์ ทองปรอน” รักษาราชการแทนอธิการบดีแล้ว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2564 สภามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ได้มีคำสั่งสภามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ที่ 1308/2564 เรื่องแต่งตั้งรักษาราชการแทนอธิการบดี ลงนามโดย นายกอบชัย สังสิทธิสวัสดิ์ นายกสภามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา โดยมีใจความว่า

ตามคำสั่งสภามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ที่1087/2564 ลงวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ.2564 สภามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนาแต่งตั้งให้ นายสุรพล ใจวงศ์ษา เป็นผู้รักษาราชการแทนอธิการบดี จนกว่าจะดำเนินการพิจารณาสรรหาผู้รักษาราชการแทนอธิการบดีแล้วเสร็จนั้น

แต่เนื่องจาก นายสุรพล ใจวงศ์ษา รักษาราชการแทนอธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ได้ลาออกจากตำแหน่ง โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 27 พฤศจิกายน 2564 ดังนั้น เพื่อให้การปฏิบัติราชการในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา เป็นไปอย่างต่อเนื่องและเรียบร้อย อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 28 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล พ.ศ.2548 และประกอบกับมติสภามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ในการประชุมครั้งที่ 4/2564 เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2564 จึงแต่งตั้งให้ผู้ช่วยศาสตราจารย์จัตตุฤทธิ์ ทองปรอน เป็นผู้รักษาราชการแทนอธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา

ทั้งนี้ตั้งแต่วันที่ 3 ธันวาคม 2564 เป็นต้นไป

ศธ.จัดพิธีทำบุญตักบาตร ถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ ในหลวง ร.9 วันชาติ และวันพ่อแห่งชาติ ปี 2564

เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2564 ที่กระทรวงศึกษาธิการ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.ศึกษาธิการ เป็นประธานในพิธีทำบุญตักบาตร เนื่องในวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร วันชาติ และวันพ่อแห่งชาติ ประจำปี พ.ศ.2564 โดยมี คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช และ ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์ รมช.ศึกษาธิการ  นายสุทธิชัย จรูญเนตร ที่ปรึกษา รมว.ศึกษาธิการ น.ส.อรพินทร์ เพชรทัต เลขานุการ รมว.ศึกษาธิการ นางเจิมมาศ จึงเลิศศิริ ผู้ช่วยเลขานุการ รมว.ศึกษาธิการ ศธ. (ปฏิบัติหน้าที่เลขานุการ รมช.ศึกษาธิการ) ดร.กมล รอดคล้าย ที่ปรึกษา รมช.ศึกษาธิการ  น.ส.สุชาดา แทนทรัพย์ ผู้ช่วยเลขานุการ รมว.ศึกษาธิการ (ปฏิบัติหน้าที่เลขานุการ รมช.ศึกษาธิการ) ตลอดจนผู้บริหารระดับสูง ข้าราชการ และบุคลากร ร่วมในพิธี บริเวณสนามหญ้ากระทรวงศึกษาธิการ

จากนั้น ที่ วัดอินทรวิหาร กรุงเทพมหานคร เรืออากาศโท สมพร ปานดำ รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(กอศ.) เป็นประธานพิธีเปิดจิตอาสาบำเพ็ญประโยชน์ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล และน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เนื่องในวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ 5 ธันวาคม 2564 โดยมีผู้บริหาร บุคลากร สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ผู้บริหาร คณะครู ลูกเสือ เนตรนารี นักเรียน และนักศึกษา อาชีวศึกษา จาก 8 สถานศึกษา ประกอบด้วย วิทยาลัยพณิชยการเชตุพน วิทยาลัยพณิชยการธนบุรี วิทยาลัยพาณิชยการบางนา วิทยาลัยเทคนิคดอนเมือง วิทยาลัยเทคนิคดุสิต วิทยาลัยบริหารธุรกิจและการท่องเที่ยวกรุงเทพ วิทยาลัยอาชีวศึกษาเสาวภา และวิทยาลัยอาชีวศึกษาธนบุรี และประชาชนจิตอาสา เข้าร่วมพิธี

สำหรับกิจกรรมดังกล่าว ประกอบด้วย การฉีดน้ำทำความสะอาดพื้นบริเวณวัดและรอบวัด การกวาดขยะ เศษใบไม้ เศษขยะ และการเช็ดทำความสะอาดสิ่งของภายในบริเวณวัด เป็นต้น  ทั้งนี้ โครงการจิตอาสาบำเพ็ญประโยชน์ เป็นโครงการที่สำคัญและเป็นประโยชน์ในการส่งเสริม สนับสนุนให้ข้าราชการ บุคลากรทั้งในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้มีจิตอาสาร่วมแรงร่วมใจกันบำเพ็ญประโยชน์ รวมทั้งส่งเสริม สนับสนุนให้ลูกเสือ เนตรนารียุวกาชาด ผู้บำเพ็ญประโยชน์ และนักศึกษาวิชาทหาร ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติให้มีความรักชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ มีความสามัคคี มีระเบียบวินัย มีจิตอาสา และจิตสาธารณะในการช่วยเหลือผู้อื่น ชุมชน สังคม และประเทศชาติ ตลอดจนพัฒนาให้เป็นผู้ที่มีคุณธรรม จริยธรรม และเป็นพลเมืองดีสืบไป

ประชุมบอร์ด กพฐ.นัดแรกมีมติยกเลิกสอบข้อเขียนเข้าอนุบาล-ป.1

เมื่อวันที่ 3 ธ.ค.2564 ศ.ดร.บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ ประธานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(บอร์ด กพฐ.)เปิดเผยถึงผลการประชุมบอร์ด กพฐ.นัดแรก ว่า ที่ประชุมได้พูดคุยถึงแนวทางการทำหน้าที่ของบอร์ด กพฐ.ที่จะมาช่วยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.)ในเรื่องการขับเคลื่อนคุณภาพการศึกษา ลดความเหลื่อมล้ำ และเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารงานของสพฐ.ภายใต้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด เพื่อให้ผู้เรียนได้รับการพัฒนาเพิ่มขึ้น และพัฒนาคุณภาพโรงเรียนให้มีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นการยกระดับคุณค่า บุคลากรของไทยในอนาคต โดยนโยบายของบอร์ด กพฐ.ชุดนี้มี 4 เรื่องหลัก คือ 1.เรื่องความปลอดภัย ซึ่งตรงกับนโยบายของรมว.ศึกษาธิการ 2.เรื่องโอกาสและความเหลื่อมล้ำ 3.เรื่องคุณภาพและ 4.เรื่องของประสิทธิภาพ ซึ่งบอร์ด กพฐ.ได้มอบหมายให้เลขาธิการ กพฐ.ไปดูเพิ่มเติมว่าจะทำอย่างไรให้การจัดการศึกษามีคุณภาพ ประสิทธิภาพภายใต้ทรัพยากรที่มีอยู่จำกัด

ประธานบอร์ด กพฐ.กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ที่ประชุมยังได้หารือถึงนโยบายการรับนักเรียนว่า ปีการศึกษา 2565 จะใช้หลักการของปีที่ผ่านมาโดยจะมีการปรับเล็กน้อย เพื่อลดความเหลื่อมล้ำมากขึ้น โดยปีนี้จะไม่มีการสอบข้อเขียนในการรับนักเรียนระดับปฐมวัยชั้นอนุบาลและชั้นประถมศึกษาปีที่1 ส่วนหลักเกณฑ์จะเป็นอย่างไรให้แต่ละพื้นที่ ซึ่งมีคณะกรรมการสถานศึกษาดูแลอยู่แล้วเป็นผู้พิจารณา ซึ่งจะใช้วิธีการอะไรก็ได้ ทั้งจับสลาก หรือแนวทางอื่น แต่ให้งดการสอบข้อเขียน

“บอร์ด กพฐ.ชุดนี้ มุ่งมั่นที่จะช่วยยกระดับคุณภาพการศึกษา ทำให้ประชาชน นักเรียนไทยมีความก้าวหน้า มีคุณภาพเพิ่มขึ้น ความเหลื่อมล้ำลดลง อย่างไรก็ตาม โดยส่วนตัว ผมเชื่อว่าความเหลื่อมล้ำมีอยู่จริง และตอนนี้คงไม่สามารถทำให้เกิดความเท่าเทียมกันได้ทั้งหมด หรือห้ามเหลื่อมล้ำเลย แต่เราจะค่อย ๆ ลดความเหลื่อมล้ำลงให้ได้”ศ.ดร.บัณฑิต กล่าว

ว้าว…กศน.พัฒนาครูต้นแบบภาษาอังกฤษ เน้นทักษะด้านการสื่อสาร

เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2564 ที่ โรงแรม เดอ ไพรม์ แอท รางน้ำ กรุงเทพฯ ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์ รมช.ศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดการอบรม “การพัฒนาทักษะ ครู กศน.ต้นแบบการสนทนาภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร” ประจำปี 2564  โดย ดร.กนกวรรณ กล่าวว่า การอบรมพัฒนาทักษะ ครู กศน.ต้นแบบการสอนภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารในวันนี้ นับเป็นการเปิดตัวการพัฒนาหลักสูตรการสอนที่มีความ WOW ในอีกรูปแบบหนึ่ง ด้วยการสร้างแรงบันดาลใจในการเรียนรู้ภาษาอังกฤษยุคดิจิทัลส่งถึงครูผู้สอนและผู้ที่สนใจ และ ถือว่าเป็นส่วนสำคัญในการขยายผลเพื่อการพัฒนาครู สังกัดสำนักงาน กศน. อย่างเป็นรูปธรรมตามนโยบายที่มีเป้าหมายในการพัฒนาครู กศน. ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาและการเรียนรู้ : Good Teacher ให้มีสมรรถนะ เพิ่มทักษะความสามารถ (Up Skill) การเรียนรู้ทักษะใหม่ ๆ (Re SKIl) สำหรับข้าราชการครู กศน.ที่ได้รับการบรรจุและแต่งตั้งเข้ารับราชการในกลุ่มวิชาภาษาอังกฤษ ให้สามารถนำความรู้ที่ได้ไปประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนการสอนได้ในพื้นที่จริง ผ่านหลักสูตรที่ได้รับการรับรองคุณภาพ ซึ่งเชื่อว่าครูทุกคนที่ได้รับการคัดเลือกเข้าอบรมจะมีทักษะเพิ่มมากขึ้น มีความรอบรู้ มีศักยภาพ พร้อมที่จะพัฒนางานในหน้าที่ให้บรรลุความสำเร็จ สามารถนำความรู้ เทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ และพัฒนาวิธีการจัดการเรียนรู้ทางด้านภาษาอังกฤษ สามารถเป็นต้นแบบและถ่ายทอด ขยายผลแก่ผู้ร่วมวิชาชีพ รวมทั้งสามารถยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาอังกฤษของนักศึกษา กศน. ต่อไปได้อย่างมีคุณภาพ

“ดิฉันมีความมุ่งหวังอยากเห็นคนไทยสื่อสารภาษาอังกฤษได้ดี เพราะในปัจจุบันต้องยอมรับว่าภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สำคัญมาก ควรที่จะสื่อสารให้ได้ก่อนที่จะไปศึกษาไวยากรณ์ ซึ่งนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการนั้น เน้นให้ผู้เรียนมีความสุข และสนุกไปกับสิ่งที่เรียนรู้ ที่สำคัญช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายไม่ต้องเดินทางไปศึกษาที่ต่างประเทศ ในส่วนของสำนัก กศน. ต้องยอมรับว่าก่อนหน้านี้ครู กศน. ไม่ค่อยมีการบรรจุเอกภาษาอังกฤษ เมื่อได้มารับตำแหน่งจึงผลักดันให้มีการสอบครูผู้ช่วยเอกภาษาอังกฤษเพิ่มมากขึ้น ผสมผสานกับครูที่ไม่ได้จบเอกภาษาอังกฤษ มาพัฒนาร่วมกันให้สามารถสื่อสารได้ดี สอนนักศึกษาตลอดจนผู้ที่สนใจทุกช่วงวัยให้สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้ดีในชีวิตประจำวัน เพื่อนำไปพัฒนาต่อยอดอาชีพ สร้างความมั่นใจ และความสุขให้กับตนเอง ดังนั้นครูของเราที่มีอยู่ในทุกที่ของประเทศไทยจะเป็นครูพันธุ์พิเศษ สามารถสร้างความไว้วางใจ สร้างสื่อการเรียนการสอน จัดการศึกษาให้แก่ประชาชนทุกช่วงวัยตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดาจวบจนกระทั่งเสียชีวิตได้”รมช.ศึกษาธิการกล่าว

ด้าน น.ส.ทรงศรี วิระรังษิยากรณ์ รองเลขาธิการ กศน. กล่าวว่า โครงการอบรมครั้งนี้เป็นโครงการสำคัญตามนโยบายของน.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.ศึกษาธิการ และ ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์ รมช.ศึกษาธิการ ที่มีนโยบายในการพัฒนาคุณภาพและประสิทธิภาพครู เพื่อให้มีสมรรถนะทางภาษาต่างประเทศ โดยเฉพาะภาษาอังกฤษและทักษะด้านดิจิทัล สามารถปรับวิธีการเรียนการสอนและการใช้สื่อทันสมัย มีความรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ทางการศึกษาที่เกิดกับผู้เรียน ซึ่งในปีงบประมาณ 2564 สำนักงาน กศน.โดยกลุ่มพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษา ได้จัดทำพัฒนาหลักสูตรการพัฒนาทักษะและสมรรถะครู กศน. ด้านการสอนภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร และได้รับการรับรองหลักสูตรจากสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ที่มีความสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ ด้านพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ ที่ต้องการให้คนไทยในอนาคตมีความพร้อมทั้งกาย ใจ สติปัญญา มีทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 มีทักษะสื่อสารภาษาอังกฤษและภาษาที่ 3 และมีคุณธรรม ซึ่งมีเนื้อหาประกอบด้วยมาตรฐานในการวัดประเมินผลต่าง ๆ ที่ครอบคลุมการจัดการเรียนรู้อย่างมีคุณภาพ ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบการจัดการเรียนรู้, กระบวนการจัดการเรียนรู้แบบ Active  Learning, Aspire to Inspire ภาษาอังกฤษยุคดิจิทัล, การจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการ PLC และการนำเสนอผลงานการออกแบบ การสาธิตการจัดการเรียนรู้ โดยคณะวิทยากรที่มาถ่ายทอดความรู้แก่ครู กศน.มาจาก คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรมและเทคโนโลยี สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และ  คุณคริสโตเฟอร์ ไรท์