เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2569 ดร อรรถพล สังขวาสี อดีตปลัดกระทรวงศึกษาธิการและอดีตเลขาธิการสภาการศึกษา เปิดเผยว่าประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ “จุดเปลี่ยนสำคัญ” จากการขยับเป้าหมาย Net Zero สู่ปี 2050 ซึ่งไม่เพียงเป็นความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อม พลังงาน แต่ยังส่งแรงกระเพื่อมไปถึงโครงสร้างเศรษฐกิจ แรงงาน และ “ระบบการศึกษา” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในปี 2569 (2026) ถูกมองว่าเป็นปีแห่งการ “เร่งปรับตัว” ของภาคธุรกิจ เพื่อรับมือโลกที่เต็มไปด้วยความผันผวน ทั้งด้านเศรษฐกิจ ปัญหาวิกฤตพลังงาน ภูมิรัฐศาสตร์ และวิกฤตสภาพภูมิอากาศ ขณะที่ภาคธุรกิจมุ่งสู่ เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Economy) ระบบการศึกษาไทยจึงถูกตั้งคำถามสำคัญว่า “พร้อมหรือยัง” ในการผลิตกำลังคนให้ตอบโจทย์โลกใหม่
ดร.อรรถพล กล่าวต่อไปว่า การศึกษาไทย: จากผู้ตาม ต้องไปสู่ “ตัวเร่งการเปลี่ยนผ่าน” ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาแรงงานชี้ว่า การปรับตัวของภาคธุรกิจ (Adaptation) จะเกิดขึ้นได้จริง ก็ต่อเมื่อ “คน” มีทักษะที่สอดคล้อง โดยเฉพาะใน 3 มิติหลัก ได้แก่ ความรู้ด้าน ESG และความยั่งยืน ทักษะด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม ความสามารถในการปรับตัวและคิดเชิงระบบ ซึ่งเป็นเทรนของโลก ดังนั้น ระบบการศึกษาไทยจำเป็นต้องเปลี่ยนจาก“การสอนตามหลักสูตรเดิม” ไปสู่ “การสร้างสมรรถนะเพื่ออนาคต” จึงขอเสนอให้กระทรวงศึกษาธิการควรเร่งปรับทิศทางที่การศึกษาไทย ดังนี้ 1. หลักสูตรต้องเชื่อมโยง ESG และโลกธุรกิจจริงการเรียนรู้ด้านความยั่งยืนต้องไม่ใช่แค่ทฤษฎี แต่ต้องเชื่อมโยงกับการทำงานจริง เช่น การจัดทำรายงาน ESG การวิเคราะห์ผลกระทบธุรกิจ 2. สร้างความเข้าใจเรื่อง Carbon Pricing ผู้เรียนต้องเข้าใจว่า “คาร์บอน = ต้นทุน” และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในภาคอุตสาหกรรมได้ 3. ผลิตกำลังคนด้านพลังงานสะอาด รองรับการเติบโตของพลังงานสะอาดที่จะเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ทั้งสายช่าง เทคโนโลยี และการบริหารจัดการระบบพลังงาน 4. เรียนรู้แบบ Supply Chain Integrationการศึกษาไม่ควรแยกส่วน แต่ต้องสอนให้เข้าใจทั้งห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยเฉพาะมาตรการระดับโลก เช่น CBAM และ EUDR 5. บูรณาการ Climate Adaptation เพิ่มทักษะการบริหารความเสี่ยงด้านภัยพิบัติ การวางแผนธุรกิจต่อเนื่อง (Business Continuity) และการออกแบบองค์กรให้ยืดหยุ่น 6. ใช้ “ธรรมชาติ” เป็นห้องเรียน ประเทศไทยมีศักยภาพด้านทรัพยากรธรรมชาติ การศึกษาควรต่อยอดสู่ Carbon Credit, Biodiversity Credit และ Nature-based Solutions และ 7. ปฏิรูปการพัฒนาคน (Upskill / Reskill)
“สถาบันการศึกษาต้องทำงานร่วมกับภาคธุรกิจอย่างใกล้ชิด เพื่อพัฒนาหลักสูตรระยะสั้น และการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning)การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ ไม่ใช่เพียง “ความเสี่ยง” แต่ยังเป็น “โอกาส” หากระบบการศึกษาไทยสามารถปรับตัวได้ทัน จะช่วยให้ประเทศสามารถผลิตแรงงานคุณภาพสูงตรงความต้องการ เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ ดึงดูดการลงทุนด้าน Green Economy และสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจในระยะยาว การมุ่งสู่ Net Zero 2050 จะไม่สามารถเกิดขึ้นได้ หากขาด “กำลังคนที่พร้อม” การศึกษาไทยจึงต้องก้าวข้ามบทบาทเดิม และกลายเป็น “กลไกหลัก” ในการขับเคลื่อนประเทศเพราะในโลกยุคใหม่ผู้ที่ปรับตัวได้เร็วกว่า ไม่ใช่แค่ ‘อยู่รอด’ แต่จะเป็น ‘ผู้กำหนดอนาคต”ดร. อรรถพล กล่าว






