เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมว.ศึกษาธิการ)กล่าวระหว่าง เป็นประธาน พิธีเปิดโครงการพัฒนาครูผู้สอนสู่การเป็นครูนวัตกรด้านการจัดและส่งเสริมการเรียนรู้ ของสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดนครราชสีมา ว่า ปัจจุบันการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ที่เข้ามามีบทบาทต่อทั้งสังคม เศรษฐกิจ พลังงาน และวิถีชีวิต ทำให้ครูและบุคลากรทางการศึกษาต้องปรับตัวและเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่อย่างต่อเนื่อง ดังนั้นทิศทางการพัฒนาการศึกษาและบทบาทของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ในโลกยุคใหม่ที่ต้องไปเรียนรู้แล้วการเปลี่ยนแปลงในหลายมิติ ทั้งนี้ยังกล่าวชื่นชมบทบาท กศน. ซึ่งปัจจุบันได้เปลี่ยนชื่อเป็น สกร. ว่า เป็นหน่วยงานที่ใกล้ชิดประชาชนและมีบทบาทสำคัญในการสร้างโอกาสทางการศึกษามาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะการรองรับผู้ที่หลุดออกจากระบบการศึกษา ซึ่งสอดคล้องกับการขับเคลื่อน Zero Dropout รวมถึงการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต และช่วยลดความเหลื่อมล้ำให้ประชาชนในพื้นที่ห่างไกล เปิดโอกาสให้ผู้ที่พลาดโอกาสจากระบบการศึกษาสามารถกลับมาเรียน ได้รับวุฒิการศึกษา และนำวุฒิไปต่อยอดทั้งการทำงานและการศึกษาในระดับที่สูงขึ้น บางคนสามารถศึกษาต่อจนถึงระดับปริญญาตรีและปริญญาโท ถือเป็นบทบาทที่สร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับชีวิตของประชาชนจำนวนมาก
รมว.ศึกษาธิการ กล่าวต่อไปว่า อย่างไรก็ตาม ในโลกยุคใหม่ ครูและบุคลากร สกร.จะต้องไม่หยุดอยู่เพียงบทบาท “ผู้ถ่ายทอดความรู้” แต่ต้องก้าวขึ้นมาเป็น “นวัตกร” หรือผู้ขับเคลื่อนนวัตกรรม สามารถนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้กับการจัดการเรียนรู้ได้อย่างสร้างสรรค์ ปลอดภัย และมีความรับผิดชอบ โดยเฉพาะ AI ซึ่งมีทั้งประโยชน์และความเสี่ยง เนื่องจากปัจจุบันสามารถสร้างภาพ เสียง และวิดีโอที่ใกล้เคียงของจริงมากขึ้น จนอาจทำให้ประชาชนเกิดความสับสน ดังนั้นการสร้างความรู้เท่าทันเทคโนโลยีและการใช้ AI อย่างมีจริยธรรมจึงเป็นเรื่องจำเป็น
นายประเสริฐ กล่าวอีกว่า เมื่อก่อนตนพูดถึงเรื่องนโยบาย 5 ด้าน ซึ่งไม่ใช่ยุทธศาสตร์ ตอนนี้ตนจะพูดเรื่องของยุทธศาสตร์ 4 ยุทธศาสตร์สำคัญ เพื่อยกระดับบุคลากรและระบบการศึกษา โดยยุทธศาสตร์แรกคือ “การพัฒนาคน” มุ่งยกระดับสมรรถนะครูและบุคลากรทางการศึกษา ให้สามารถออกแบบการเรียนรู้ที่ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง และใช้เทคโนโลยีและ AI อย่างสร้างสรรค์ ปลอดภัย และมีความรับผิดชอบ ขณะเดียวกัน กระทรวงศึกษาธิการอยู่ระหว่างจัดทำ AI Framework เพื่อสร้างกรอบการใช้ AI ทางการศึกษาอย่างเหมาะสม โดยครู บุคลากรทางการศึกษา และผู้เรียนของ สกร.จะเป็นหนึ่งในกลุ่มเป้าหมายที่จะต้องได้รับความรู้และพัฒนาทักษะในเรื่องดังกล่าว
ยุทธศาสตร์ที่สอง คือ “การปรับระบบงาน” โดยนำระบบดิจิทัลเข้ามาลดขั้นตอน ลดความซ้ำซ้อน และลดภาระงานของครูและบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งก่อนหน้านี้สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการได้นำระบบ e-Office มาใช้ โดยจะเริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ก่อนขยายการดำเนินงานไปยังส่วนต่าง ๆ เพื่อมุ่งสู่ระบบการบริหารการศึกษาที่มีประสิทธิภาพและมีความเป็นดิจิทัลมากขึ้นในปี 2570
ยุทธศาสตร์ที่สาม คือ “การเชื่อมโยงแพลตฟอร์ม” โดยกระทรวงศึกษาธิการกำลังพัฒนา EduPass ให้เป็น Super App ด้านการศึกษา ซึ่งจะรวบรวมบริการและข้อมูลด้านการศึกษาเข้าไว้ด้วยกัน รวมถึง Teacher ID และ Student ID เพื่อให้ข้อมูลสามารถเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ โดยตั้งเป้าให้ระบบมีความพร้อมในช่วงต้นปี 2570 และ สกร.จะเป็นหนึ่งในหน่วยงานกลุ่มแรกที่เข้ามาร่วมขับเคลื่อน และ ยุทธศาสตร์ที่สี่ มุ่งสร้างความพร้อมให้บุคลากรสามารถรับมือกับ การเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่ ที่ต้องการทั้งความคล่องตัวและความสามารถในการปรับตัว โดยการพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา จะเกิดประโยชน์อย่างแท้จริง เมื่อสามารถนำองค์ความรู้ไปประยุกต์ให้สอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่ ไม่จำเป็นต้องใช้รูปแบบเดียวกันทุกแห่ง
“สกร.มีจุดแข็งในเรื่องดังกล่าว เนื่องจากมีพื้นฐานมาจากการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย(กศน.) ซึ่งมีความยืดหยุ่นในการจัดการเรียนรู้ จึงสามารถออกแบบ ปรับเปลี่ยน และนำองค์ความรู้ไปใช้ให้เหมาะสมกับประชาชนและความต้องการที่แตกต่างกันของแต่ละพื้นที่ได้”นายประเสริฐ กล่าวและว่า บทบาทของ สกร.ในอนาคต ตนขอฝากโจทย์สำคัญไว้ 3 เรื่อง โดยเรื่องแรก คือการเปลี่ยนจากหน่วยงานที่ทำหน้าที่ด้าน “การศึกษานอกระบบ” ไปสู่การเป็น “องค์กรหลักในการสร้างการเรียนรู้ตลอดชีวิตของคนไทย” เพราะแนวคิดการเรียนรู้ในปัจจุบันเปลี่ยนไปตามเทคโนโลยี จากการเรียนรู้ตามอัธยาศัยไปสู่ Lifelong Learning ที่ประชาชนสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ตลอดชีวิต เรื่องที่สอง คือการผลักดัน “National Lifelong Learning Platform” หรือแพลตฟอร์มการเรียนรู้ตลอดชีวิตระดับชาติ ซึ่งถือเป็นโจทย์ใหญ่ที่จะต้องหารือร่วมกับผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการและกรมส่งเสริมการเรียนรู้ว่าจะขับเคลื่อนให้เกิดขึ้นอย่างไร เนื่องจาก สกร.เป็นหน่วยงานที่มีศักยภาพในการเข้าถึงประชาชนได้ทุกกลุ่มและทุกช่วงวัย และสามารถเปิดโอกาสทางการเรียนรู้ให้กับประชาชนได้อย่างกว้างขวาง จึงมีความเหมาะสมที่จะเป็นฐานสำคัญในการสร้างระบบการเรียนรู้ตลอดชีวิตของประเทศ และเรื่องที่สาม คือ การใช้ AI และเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อเปลี่ยนทั้ง “วิธีคิดและวิธีทำงาน” โดยต้องไม่มอง AI เพียงเป็นเครื่องมือใหม่สำหรับการเรียนการสอน แต่ต้องนำมาใช้เพื่อปรับกระบวนการทำงานและสร้างรูปแบบการเรียนรู้ใหม่ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก จากเดิมที่เป็นการศึกษานอกระบบ ต้องเปลี่ยนมาเป็นองค์กรหลักในการสร้างคนไทยในการเรียนรู้ตลอดชีวิต การเรียนรู้ไม่มีที่สิ้นสุด






