หยอก หยอก วันที่ 20 กันยายน 2569 *** เมื่อ “อวตาร” ถือไมค์…ความเห็นก็กลายเป็นข่าว ความสงสัยก็กลายเป็นความจริง!***ยุคนี้ “นักข่าว” อาจไม่ต้องมีหน้า…แต่ข่าวต้องมีหลักฐาน…เด้อคร่า!***โลกโซเชียลทุกวันนี้มหัศจรรย์เหลือเกิน เมื่อก่อนจะทำสื่อสักสำนัก ต้องมีคนทำข่าว มีบรรณาธิการ มีสำนักงาน มีชื่อมีที่มา และอย่างน้อยเมื่อข่าวมีปัญหา คนอ่านยังพอรู้ว่าจะเดินไปเคาะประตูถามใคร แต่วันนี้ง่ายกว่านั้นเยอะ โทรศัพท์หนึ่งเครื่อง เปิดเพจหนึ่งเพจ หรือมากกว่า ตั้งชื่อให้ดูขึงขังน่าเกรงขาม เติมคำว่า “ข่าว–เจาะ–แฉ–ตรวจสอบ–เปิดโปง” ก็เรียบร้อย!พร้อมทำหน้าที่เป็น “ศาลเตี้ยหน้าฟีด” ได้ภายในไม่กี่นาที บางเพจยิ่งลึกลับหาเจ้าของไม่เจอ รู้เพียงอย่างเดียวว่า…เวลาโพสต์กล่าวหาคนอื่น เสียงดังเชียว นี่แหละที่ หยอก หยอก อยากชวนคุย***เพราะท่ามกลางสื่อออนไลน์ดี ๆ และสื่อพลเมืองที่ช่วยกันตรวจสอบบ้านเมือง วันนี้ก็มีสิ่งมีชีวิตอีกสายพันธุ์หนึ่งเติบโตขึ้นพร้อมกับยอดไลก์ ยอดแชร์ และรายได้บนโลกออนไลน์… เขาเหล่านั้นคือ….“เพจอวตาร” บางเพจเปิดมาทำไม ไม่มีใครรู้ ทำข่าวจริง รับงาน สร้างฐานคนติดตาม ปั่นยอดเพื่อหารายได้ ใช้ต่อรองอะไรกับใคร หรือมีใครชักใยอยู่หลังฉาก? แต่เดี๋ยวก่อน!หยอก หยอก ไม่กล่าวหานะจ๊ะ เพราะถ้าไม่มีหลักฐาน เราก็ไม่มีสิทธิ์สรุป และนั่นแหละคือ ประเด็นใหญ่ของเรื่องนี้…ในเมื่อเราเองยังไม่ควรกล่าวหา “เพจอวตาร” โดยไม่มีหลักฐาน แล้วเหตุใดบางเพจจึงสามารถตั้งข้อกล่าวหาคนอื่นได้เป็นฉาก ๆ ทั้งที่คนอ่านยังไม่เห็นหลักฐานต้นทางครบถ้วน บางโพสต์สูตรสำเร็จมาก หารูปคนที่ต้องการเล่นงานมาสักรูป ทำหน้ามืด ๆ หน่อยวงกลมแดงสักวง ใส่ลูกศรอีกอัน จากนั้นประโคมตัวหนังสือใหญ่ ๆ “แฉ!” “เปิดโปง!” ใครอยู่เบื้องหลัง? “มีเงื่อนงำ?” แล้วปิดท้ายด้วยเครื่องหมายคำถามตัวโต ๆ ก็เรียบร้อย…ไม่ต้องฟันธงเองก็ได้ เพราะเดี๋ยว “เครื่องหมายคำถาม” ทำงานแทน คนอ่านบางส่วนอ่านแค่พาดหัว เห็นรูป เห็นคำแรง ๆ ก็พร้อมพิพากษาเรียบร้อยแล้วว่า “คนนี้ต้องมีอะไรแน่ ๆ” ทั้งที่ความจริงอาจยังเดินทางมาไม่ถึงครึ่งทาง และน่ากลัวกว่านั้นคือธรรมชาติของโซเชียล ข้อกล่าวหาหนึ่งครั้ง เมื่อถูกแชร์ซ้ำ ๆ จะค่อย ๆ เปลี่ยนสถานะจากวันแรก “ตั้งข้อสงสัย” วันที่สอง “เขาว่ากันว่า…” อีกไม่กี่วัน “เรื่องนี้รู้กันหมดแล้ว!” อ้าว!เป็นไปซะงั้น คนที่ถูกกล่าวหายังไม่ได้ชี้แจงเลย พอถามถึงตรงนี้…บางทีเสียงที่เคยดังสนั่นหน้าฟีด ก็เบาลงจนแทบไม่ได้ยิน*** แต่…เรื่องนี้ไม่ได้มีเฉพาะ “เพจอวตาร”นะจ๊ะ…เพราะแม้แต่สื่อที่มีชื่อ มีโลโก้ มีคนติดตาม และมีเครื่องหมายรับรองตัวตน ก็กำลังเสนอ “ข่าว”หรือกำลังเอา “ความเห็น” มาแต่งตัวให้เหมือนข้อเท็จจริง อย่างพาดหัวแรงที่เห็นกันล่าสุด***“ผู้เชี่ยวชาญการศึกษาสุดจะทน! ถาม ‘อนุทิน’ ไม่มีปัญญาหา รมว.ศึกษาฯ ที่ดีกว่านี้แล้วหรือ?”โอ้โห! คำว่า “สุดจะทน!” ตามด้วย “ไม่มีปัญญา” อ่านแค่พาดหัว คนที่ไม่ได้เปิดอ่านเนื้อข่าวต่อ อาจเข้าใจไปแล้วว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการคนปัจจุบันมีปัญหาอะไรใหญ่โต จน “ผู้เชี่ยวชาญการศึกษา” ออกมาประกาศคำตัดสินเสียแล้ว…แต่พอตามเข้าไปดูเนื้อหา…อ้าว! ต้นทางคือ ความเห็นของ “นายครรชิต มนูญผล อดีตศึกษานิเทศก์เชี่ยวชาญ” ที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การเลือกบุคคลมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งตรงนี้ต้องแยกกันให้ชัด เจ้าของความเห็นมีสิทธิวิจารณ์ เพราะรัฐมนตรีเป็นบุคคลสาธารณะ เงินเดือนมาจากภาษีประชาชน การบริหารประเทศย่อมถูกตรวจสอบ ถูกตั้งคำถาม และถูกวิพากษ์วิจารณ์ได้ ไม่มีใครควรอยู่เหนือการตรวจสอบ แต่ แต่ แต่…“ความเห็น” ก็คือ “ความเห็น” มันยังไม่ใช่ผลสอบ ไม่ใช่งานวิจัย ไม่ใช่มติขององค์กรวิชาชีพ และไม่ได้กลายเป็นข้อเท็จจริงเพียงเพราะคนพูดมีคำว่า “ผู้เชี่ยวชาญ” นำหน้า แถมขยายความว่าเป็นผู้มีผลงานด้านการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning …เฮ้อ ช้าก่อน เดี๋ยวนี้ผู้มีผลงานด้านการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning มีเยอะแยะเต็มบ้านเต็มเมืองเพราะเป็นนโยบายกระทรวงศึกษาธิการที่ส่งเสริมการจัดการเรียนรู้แบบให้เด็กได้ลงมือปฏิบัติ ได้คิด ได้ทำด้วยตนเอง เพราะฉะนั้นไม่อ้างน่าจะดูน่าเชื่อถือกว่าเนอะ… แล้วที่ออกมาบอกว่า รมว.ศึกษาฯ ไม่มีพื้นฐานด้านการศึกษา ก็อยากถามว่า เปิดประวัติเขามาดูหรือยัง หรือถ้าจะบอกว่าไม่เข้าใจงาน ก็หยิบผลงานมาวาง ถ้าจะบอกว่าพูดตามโพยหรือข้อมูลที่คนอื่นเตรียมให้ … ไหนล่ะหลักฐาน? เพราะ หยอก หยอก ทำข่าวสายการศึกษา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เจ้าของฉายา”เสมา1″ ประเสริฐ จันทรรวงทอง ก็ไม่ได้ก้มหน้าอ่านตามโพยตลอดเวลา นอกจากชื่อโครงการหรือห้วข้อยาว ๆ ก็เปิดอ่านซะหน่อย แต่ถ้าเป็นรัฐมนตรีคนอื่นที่ผ่านมาก็ไม่แน่!555 ดังนั้นความเป็นสื่อก็ไม่ควรหยิบ “ความเห็นของคนหนึ่งคน” มาใส่เสื้อเกราะ เติมสีแดง ตัวโต ๆ แล้วปล่อยเดินออกไปในโลกออนไลน์ จนคนอ่านบางส่วนเข้าใจว่าเป็น “ข้อเท็จจริงที่พิสูจน์แล้ว”เพราะเส้นแบ่งระหว่างสองอย่างนี้บางมาก “นาย ก. บอกว่า นาย ข. ไม่มีความรู้” กับ“นาย ข. ไม่มีความรู้” อ่านเผิน ๆ คล้ายกัน แต่ในทางข่าว…คนละเรื่องเลยนะจ๊ะ! ทำให้กลับมาคิดว่า แล้วทำไมพาดหัววันนี้ถึงต้องแรงขึ้นเรื่อย ๆ? ก็ไม่ต้องคิดซับซ้อน เพราะในโลกที่ทุกคนกำลังแย่ง “สายตา” คำแรง = คนหยุด ดราม่า = คนคลิก ความขัดแย้ง = คนคอมเมนต์ ยิ่งเดือด = ยิ่งแชร์ และเมื่อ “ความสนใจ” สามารถเปลี่ยนเป็นรายได้ สิ่งที่น่ากลัวจึงเกิดขึ้นทันที เพราะการตรวจเอกสาร…ใช้เวลา  โทรถามคนถูกกล่าวหา…ใช้เวลา เช็กข้อมูลสองด้าน…ใช้เวลา รอคำชี้แจง…ก็ใช้เวลา แต่การเขียนพาดหัวแรง ๆ แล้วกด POST ใช้เวลาไม่กี่นาที นี่แหละที่ หยอก หยอก อดสงสัยไม่ได้ว่า วันหนึ่งการแข่งขันของโลกข่าวอาจไม่ได้แข่งกันว่า“ใครหาความจริงได้ก่อน” แต่กำลังกลายเป็น “ใครทำให้คนโกรธได้ก่อน”เพราะโกรธแล้วคลิก คลิกแล้วแชร์ แชร์แล้วมีคนเห็น เห็นมาก…ยอดก็มา ส่วนคนอ่านเองก็อย่าเพิ่งนั่งหัวเราะ เพราะพวกเราทุกคนกำลังมีตำแหน่งใหม่โดยไม่รู้ตัว คือ “บรรณาธิการประจำโทรศัพท์มือถือ” หนึ่งนิ้วโป้งสามารถส่งข้อกล่าวหาจากคนหนึ่ง ไปถึงคนเป็นพันเป็นหมื่นได้ในเวลาไม่กี่วินาที ดังนั้น ก่อนแชร์ข่าวที่ทำให้เลือดขึ้นหน้า ลองถามง่าย ๆ สัก 4 ข้อ ใครพูด หลักฐานอยู่ไหน นี่คือข้อกล่าวหา หรือผลตรวจสอบแล้วคนอีกฝ่ายได้พูดหรือยัง?ถามเพียงเท่านี้ บางข่าวที่ตอนแรกดูเหมือน “ระเบิดลูกใหญ่”อาจเหลือเพียง…ประทัดหนึ่งนัดบนหน้าฟีด แต่หยอกขอย้ำว่า เพจอวตารไม่ได้เลวทุกเพจ บางคนจำเป็นต้องปกปิดตัวตนเพื่อความปลอดภัย บางเพจทำข้อมูลดี มีเอกสาร มีหลักฐาน และช่วยเปิดเรื่องที่สื่อใหญ่ไม่เคยแตะ สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่แค่ “คุณเป็นใคร?”แต่คือ “สิ่งที่คุณพูด…พิสูจน์ได้ไหม?”เพราะต่อให้ไม่เปิดหน้า ถ้าหลักฐานแน่น คนอ่านก็ตรวจสอบได้ แต่ถ้าไม่เปิดหน้า…แถม ไม่เปิดหลักฐานอันนี้ก็น่าคิด!สื่อมีสิทธิ์ตรวจสอบรัฐมนตรี ผู้เชี่ยวชาญมีสิทธิวิจารณ์ ประชาชนมีสิทธิ์ตั้งคำถาม เพจอวตารก็มีสิทธิ์ขุดคุ้ยเรื่องที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ ..แต่ทุกสิทธิต้องเดินคู่กับความรับผิดชอบ เพราะคนที่ถูกพาดหัวไม่ได้เป็นเพียง “รูปประกอบข่าว”เขามีชื่อ มีครอบครัว มีหน้าที่การงาน และมีชื่อเสียงที่สร้างมาทั้งชีวิต โพสต์ผิด…ลบได้ในไม่กี่วินาที แต่ชื่อเสียงที่เสียไปแล้ว กด Delete คืนไม่ได้ง่าย ๆ นะจ๊ะ เพราะฉะนั้น ใครจะ “แฉ” ก็แฉ ใครจะ “เปิดโปง” ก็เปิด ใครจะวิจารณ์รัฐมนตรีก็จัดมา หยอก หยอก สนับสนุนการตรวจสอบเต็มที่ แต่ขออย่างเดียว…พาดหัวแรงแค่ไหน “หลักฐาน” ต้องแรงให้พอกัน ไม่อย่างนั้น จากคนที่กำลังถือไฟฉายส่องตรวจสอบคนอื่น วันหนึ่งอาจถูกคนอ่านหันไฟฉายกลับมาถามว่า…หลัง “อวตาร” นั้นคือใคร? เพราะยุคนี้หน้าคนทำเพจอาจซ่อนได้ เจ้าของความเห็นอาจพูดแรงได้ พาดหัวอาจแต่งให้เดือดได้ แต่มีอย่างหนึ่งที่ไม่ควรแต่ง คือ“ความจริง” จริงหรือเปล่า?… วันนี้ หยอก หยอก ไปละบาย…

 

 

 

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here