หยอก หยอก วันที่ 18 มิถุนายน 2569 *** ดอกบัวที่เกิดจากตม กว่าจะโผล่พ้นน้ำขึ้นมาอวดความงามได้ มันต้องใช้เวลาและใช่ว่าทุกดอกจะโผล่พ้นน้ำได้ *** กระทู้ถามสด ของ นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ  สมาชิกวุฒิสภา(ส.ว.)ที่ถาม ประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กรณีวิกฤตหนังสือเรียนปีการศึกษา 2569 ที่ส่งผลกระทบต่อนักเรียนและครูทั่วประเทศ รวมถึงการบริหารงานของ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา(สกสค.) สร้างความสะเทือนถึงขั้วหัวใจ “เสมา1”แห่งวังจันทรเกษมไม่น้อย แม้ว่าจะเข้ามารับช่วงบริหารราชการได้ไม่ถึง 3 เดือน แต่รู้งานราวกับว่าอยู่มา 3 ปี ถึงขนาดต้องเรียกบิ๊ก ๆ ศธ.เข้าห้องเย็นระดมสมองหาทางแก้ปัญหาหน่วยงานนี้กันเลยทีเดียว *** บางคนถามว่า จะยุบหรือไม่ยุบ? บางคนถามว่า จะอยู่ต่ออย่างไร? แต่ “หยอก หยอก” อยากชวนย้อนกลับไปอ่านงานวิจัยของคณะครุศาสตร์ จุฬาฯ ที่ สกสค.ว่าจ้างให้ศึกษาเรื่องการปรับโครงสร้างองค์กรสักหน่อย เพราะสิ่งที่นักวิจัยเขียนไว้วันนั้น เหมือนกำลังย้อนกลับมาถามทุกคนในวันนี้ งานวิจัยไม่ได้ศึกษาเรื่องขาดทุนโดยตรง แต่กลับชี้ให้เห็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่น่าสนใจ ทั้งเรื่องภารกิจที่ทับซ้อนกันระหว่าง สกสค. กับองค์การค้าฯ ระบบบริหารที่มีลักษณะคล้ายราชการ การตัดสินใจที่ใช้เวลานาน อัตรากำลังที่ไม่สอดคล้องกับภารกิจ และการขาดบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญด้านธุรกิจ เทคโนโลยี และการตลาด ฟังดูคุ้น ๆ กันบ้างมั้ย? เพราะหลายเรื่องยังเป็นคำถามที่ถูกพูดถึงมาจนวันนี้ … นักวิจัยเสนอไว้ชัดเจนว่า ต้องลดความซ้ำซ้อน ลดลำดับชั้นการบังคับบัญชา ปรับสายงานให้กระชับ และกำหนดบทบาทขององค์การค้าฯ ให้ชัดเสียทีว่าจะเป็นองค์กรธุรกิจ หรือองค์กรสนับสนุนการศึกษา หรือจะเป็นองค์กรลูกผสมที่ต้องมีทั้งสองบทบาทไปพร้อมกัน แต่คำถาม คือ ข้อเสนอเหล่านั้นถูกนำไปใช้จริงแล้วกี่ข้อ? *** ในอีกด้านหนึ่ง หลายคนยังจำภาพวิกฤตขององค์การค้าฯ ได้ดี ขาดทุนสะสมต่อเนื่องยาวนาน ปรับลดบุคลากรครั้งใหญ่ แต่ยังกลับมาจ้างเพิ่มขึ้นอีก มีข้อถกเถียงเรื่องโรงพิมพ์ เรื่องเช่าเครื่องพิมพ์ เรื่องการรับฝากขายหนังสือ เรื่องการจัดซื้อจัดจ้าง จนสุดท้ายรัฐบาลในยุค คสช.ต้องใช้อำนาจพิเศษเข้ามาแก้ไขปัญหา แต่เมื่อเวลาผ่านไปกว่าสิบปี คำถามเดิมก็ยังวนกลับมาอีกครั้ง ว่า องค์การค้าฯ วันนี้ฟื้นตัวแล้วจริงหรือ? หรือเพียงแค่ประคองตัวอยู่บนโครงสร้างเดิม และที่น่าสนใจกว่านั้นคือ ในทางกฎหมาย มีการตั้งข้อสังเกตว่า หากองค์การค้าฯ เกิดจากข้อบังคับของคณะกรรมการ สกสค. ไม่ได้ถูกกำหนดสถานะไว้โดยตรงตาม พ.ร.บ.สภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2546  โดยหลักการแล้ว ผู้ที่มีอำนาจออกข้อบังคับ ก็อาจมีอำนาจแก้ไขหรือยกเลิกข้อบังคับนั้นได้ *** แต่การยุบองค์กรหนึ่งองค์กร ไม่ใช่การกดปุ่มปิดไฟแล้วเดินออกจากห้อง เพราะยังมีทรัพย์สิน หนี้สิน มีสัญญา มีพนักงานและยังมีภารกิจที่เกี่ยวข้องกับครูทั่วประเทศ ดังนั้น คำถามสำคัญจึงอาจไม่ใช่ “จะยุบหรือไม่ยุบ” แต่คือ “รูปแบบใดที่จะทำให้องค์กรแห่งนี้ตอบโจทย์ครูได้ดีที่สุด” เพราะสุดท้ายแล้ว ไม่ว่าจะชื่อองค์การค้าของ สกสค. หรือชื่ออะไรก็ตาม สิ่งที่สังคมอยากเห็น ไม่ใช่แค่การอยู่รอดขององค์กร แต่อยากเห็นองค์กรที่มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และทำหน้าที่เพื่อครูได้อย่างแท้จริง *** หยอก หยอก…คิดว่า บางทีคำตอบอาจอยู่ในงานวิจัยเล่มเดิม เพียงแต่คำถามคือ…มีใครหยิบมาอ่านอีกครั้งหรือยัง? *** ตอนนี้ เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้(สกร.)น่าจะกำลังปวดหัวกับการวิเคราะห์อัตรากำลังของ สกร.ที่มีการยกฐานะจากสำนักงาน กศน. เป็นกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ.2566 ซึ่งมีผลบังคับใช้มาแล้วเกือบ 3 ปี แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่สามารถกำหนดกรอบอัตรากำลังและโครงสร้างตำแหน่งให้สอดคล้องกับภารกิจใหม่ได้อย่างชัดเจน ที่สำคัญใกล้ถึงกำหนดการผ่อนปรนใช้อัตรากำลังของ กศน.เดิมในวันที่ 25 มิถุนายน นี้แล้ว ***เรื่องนี้ หยอก ก็ขอส่งกำลังใจให้คน สกร.ดำเนินการให้สำเร็จโดยเร็ว เผื่อเจ้ากรมได้ขยับในตำแหน่งที่สูงขึ้น จะได้สบายใจ…เนาะ *** นับเวลาอีกเดือนกว่า ๆ กระทรวงศึกษาธิการ ก็จะได้ผู้บริหารระดับสูงลิ่วอีก 2 ตำแหน่ง หวยจะออกที่ใคร จะเป็นผู้หญิง กับ ผู้ชาย หรือ เป็นผู้ชาย 2 คน ณ เวลานี้ “ประเสริฐ จันทรรวงทอง” เท่านั้นคือผู้กำหนด แต่ที่แน่ ๆ หลังจากนั้นจะมีการจัดทัพใหม่แน่นอน “แบ็ค” ใครใหญ่ก็รู้กันตอนนี้แหละ…แต่เรื่องที่หยอก หยอก อยากรู้ม้ากมาก คือ ทำไมทีมงาน คณะทำงาน ที่ปรึกษา พรรคเพื่อไทยเยอะจัง แล้ว…เสมา 1 เอาใครเป็นตัวยืนล่ะ *** ก่อนจบวันนี้ ขอพูดถึงเรื่องที่ คณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ (คปร.) สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.)  เบรก สพฐ.จ้างลูกจ้าง กว่า 3.6 หมื่นอัตรา อนุมัติแค่ 987 อัตรา ใน ตำแหน่งครูผู้ช่วย 787 อัตรา ครูช่วยสอน 113 อัตรา ครูสอนศาสนาอิสลาม 80 อัตรา และ ครูพี่เลี้ยง 7 อัตรา พร้อมสั่งให้ สพฐ.ต้องจัดทำแผนปฏิบัติการภายใน 4 เดือน ทั้งปฏิรูปกำลังคน-ควบรวมโรงเรียนขนาดเล็ก ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาเชิงระบบในภาพรวม นี่ก็กำลังจะครบกำหนด 4 เดือน อีกไม่กี่วันนี้แล้ว ก็ได้แต่รอฟังความคืบหน้าไม่ทราบว่าไปถึงไหนกันแล้ว ***

 

 

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here