หยอก หยอก วันที่ 31 กรกฏาคม 2569 *** ในวันสุดท้ายของเดือนกรกฏาคม 2569 *** ทุกการเปลี่ยนแปลงจะพาเราไปเจอสิ่งที่เหมาะสมกว่าเสมอ … รึเปล่า ? *** วันนี้เรามาพูดถึงข่าวลือ หรือ จะเรียก ข่าวปั่น ดี ?  … การโยกย้ายผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ของ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน( สพฐ.) 40 ราย กลายเป็นข่าวใหญ่ราวกับเป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ กันเลยทีเดียว … ทั้งที่หากย้อนดูคำสั่งแต่งตั้งโยกย้ายในอดีต ไม่ว่าจะของกระทรวงศึกษาธิการเอง หรือ กระทรวงอื่น ๆ อย่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงมหาดไทย เค้าก็เคยมีกันมาแล้ว  การโยกย้ายนอกฤดูกาลคราวละมาก ๆ เป็นสิบ เป็นร้อยราย ใช่ว่าจะไม่เคย เพียงแต่ครั้งนั้น โซเชียลไม่เดือดเหมือนครั้งนี้ … คำถามจึงไม่ใช่ว่า “ย้ายได้หรือไม่ได้”  แต่คือ … ใครเป็นคนจุดชนวนทำให้เรื่องนี้กลายเป็นประเด็น *** ทุกวันนี้ โซเชียลไม่ได้สะท้อนความจริงทั้งหมด แต่สะท้อน “คนที่อยากให้เราเห็น” โพสต์หนึ่ง…แชร์ต่อสิบครั้ง ตัดต่อคำพูดนิดเดียว เติมอารมณ์อีกหน่อย ไม่กี่ชั่วโมง เรื่องเล็กก็กลายเป็นเรื่องใหญ่…คนที่ไม่ได้อ่านคำสั่งราชการ เชื่อโพสต์…คนที่ไม่รู้ข้อกฎหมาย เชื่อแคปชัน..คนที่ไม่รู้ข้อเท็จจริง เชื่อยอดแชร์ สุดท้าย “กระแส” ก็กลายเป็น “ประเด็น” ใครเห็นต่างกลายเป็นลานจอดรถทัวร์เฉย … แม้ว่าฝ่ายผู้บริหารยืนยันว่า ทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมาย เป็นการพิจารณาตามความเหมาะสม … แต่เหตุใดกระแสจึงพุ่งแรงกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา… หรือว่าครั้งนี้ ไม่ได้มีคนไม่พอใจการโยกย้าย แต่มีคน “ไม่พอใจผลของการโยกย้าย” ซึ่งในวงราชการ มีคำพูดประโยคหนึ่งที่ใช้ได้ทุกยุค คือ “ทุกข่าวลือ…มีคนได้ประโยชน์ ” บางคนได้พื้นที่ในสื่อ บางคนได้คะแนนจากโซเชียล บางคนได้สร้างแรงกดดัน บางคนได้ต่อรอง และบางคน…อาจแค่อยากให้คำสั่งเปลี่ยน? *** เมื่อกระแสถูกปั่นจนร้อน สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่การวิจารณ์ แต่คือการทำให้สังคมเริ่มสงสัยว่า ทุกคำสั่งต้องมีเบื้องหลัง ทั้งที่หลายครั้งอาจเป็นเพียงการบริหารงานตามอำนาจหน้าที่ … แน่นอน ว่า หากคำสั่งไม่ชอบด้วยกฎหมาย ก็ใช้กระบวนการตรวจสอบกันได้ หากไม่โปร่งใส ก็วิพากษ์วิจารณ์ได้ แต่อย่างว่าแหละ ใจคนร้อนกว่าไฟ รอความจริงเปิดออกมาอาจไม่ทันท่วงที สร้างกระแสดีกว่า ได้คำตอบไวดี 555 … แต่ถ้าเราปล่อยให้ “กระแส” มีอำนาจเหนือ “ข้อเท็จจริง” …คนที่ชนะอาจไม่ใช่ความจริง แต่เป็นคนที่ปั่นกระแสเก่งที่สุดก็ได้  หยอก หยอก ก็แค่อยากชวนให้คิดว่า…ระหว่าง “คำสั่งโยกย้าย”กับ “กระแสในโซเชียล” อย่างไหนกันแน่…ที่ควรถูกตรวจสอบมากกว่ากัน *** มีพรายกระซิบเข้าหู หยอก ว่า ลองเข้าไปดู โพสต์ของ ผอ.เขตฯท่านหนึ่งซึ่งเป็น1 ใน 40 รายที่ถูกย้าย ขึ้นข้อความมาลอย ๆ ว่า “300 ล้าน เป็นเหตุสังเกตได้”  ก็ทำให้อดคิดไม่ได้ว่าหรือจะจริงของเขา แล้ว 300 ล้าน…เป็นคำถามถึงใคร? ในท่ามกลางกระแสโยกย้ายผู้บริหาร ซึ่งเป็นประเด็นที่ทำให้คนในกระทรวงหันมามองหน้ากัน ไม่ใช่คำสั่งโยกย้าย…แต่เป็นข้อความในโซเชียลของผู้บริหารรายนั้น โพสต์ประโยคสั้น ๆ แต่แรงสะเทือนไม่สั้น เพราะระดับ ผอ.เขตพื้นที่ฯของหน่วยงานเป็นคนโพสต์เอง คนภายนอกย่อมตีความได้ว่า กำลังสื่อถึงความผิดปกติในการบริหารงบประมาณ หรืออย่างน้อยก็ชวนให้สงสัยว่า มีเบื้องหลังบางอย่าง คำถามคือ…หากมีข้อมูล มีหลักฐาน ก็สมควรเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบ แต่หากยังไม่มีข้อเท็จจริงรองรับ การโยนตัวเลข “300 ล้านบาท” ออกมากลางโซเชียล ก่อให้เกิดประโยชน์อะไร สุดท้าย คนที่ถูกตั้งคำถามก่อนใคร กลับเป็นหน่วยงานต้นสังกัดของตัวเอง ทั้งที่ยังไม่มีผลการตรวจสอบใด ๆ ในยุคที่ข้อความหนึ่งสามารถถูกแชร์เป็นหมื่นครั้ง ตัวเลขหนึ่งตัว อาจสร้างความเสียหายได้มากกว่าคำอธิบายสิบหน้า ที่น่าคิดกว่านั้นคือ…หากทุกคนเชื่อว่า “300 ล้านบาท” คือสัญญาณของความไม่ชอบมาพากลในการโยกย้ายครั้งนี้ ความเชื่อมั่นที่หายไป ใครจะเป็นคนเรียกกลับคืน การตรวจสอบเป็นเรื่องจำเป็น แต่การสื่อสารก็ต้องรับผิดชอบไม่แพ้กัน โดยเฉพาะเมื่อผู้พูดไม่ใช่คนทั่วไป แต่เป็นผู้บริหารขององค์กรเดียวกัน การตั้งคำถามต่อองค์กรทำได้ แต่การตั้งคำถามผ่านโซเชียล โดยทิ้งปริศนาไว้ให้สังคมตีความเอง อาจทำให้ภาพลักษณ์ของหน่วยงานเสียหายมากกว่าการตรวจสอบจะเริ่มต้นเสียอีก ***หยอก หยอก จึงอยากตั้งคำถามย้อนกลับมาหาผู้โพสต์เช่นกันว่า กำลังปกป้องผลประโยชน์ขององค์กร…หรือกำลังสร้างความคลางแคลงให้กับองค์กรของตัวเองกันแน่ ***ในระบบราชการไทย มีเรื่องหนึ่งที่เกิดขึ้นแทบทุกครั้งเมื่อผู้บริหารคนใดคนหนึ่งเริ่มถูกจับตามองว่าจะ “ขยับ” หรือ “ไปต่อ”นั่นคือ…เก้าอี้ยังไม่ว่าง  แต่กลับมีคนเดินวนรอบเก้าอี้กันแล้ว…ช่วงนี้ชื่อของ ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ถูกพูดถึงอย่างมาก ว่า อาจมีการขยับตำแหน่ง แม้ยังไม่มีคำตอบ หรือ คำสั่ง ที่ยืนยันใด ๆ จากผู้มีอำนาจ แต่สิ่งที่น่าสนใจกลับไม่ใช่ว่าจะย้ายหรือไม่ย้าย หากแต่เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นทันที…หลังเริ่มมีการประเมินว่าจะมีการขยับ เริ่มมีการวิเคราะห์สายสัมพันธ์ เริ่มมีการคาดเดาว่าใครอยู่ในลิสต์ และแน่นอน…เริ่มมีคนบอกว่า “กำลังมีคนวิ่ง” คำถามหยอก.. ก็คือ…เหตุใดทุกครั้งที่มีข่าวลือเรื่องเก้าอี้ ผู้คนจึงให้ความสำคัญกับ “คนที่จะมา” มากกว่า “งานที่จะทำ” ตำแหน่งอธิบดี สกร. ไม่ใช่เก้าอี้ธรรมดา แต่เป็นหน่วยงานที่ดูแลการเรียนรู้ตลอดชีวิตของประชาชนทั้งประเทศ มีงบประมาณ มีโครงการ และมีเครือข่ายอยู่ทุกจังหวัด จึงไม่แปลกที่หลายคนจะมองว่าเป็นเก้าอี้สำคัญ แต่สิ่งที่สังคมควรจับตา ไม่ใช่เพียงว่าใครจะได้เป็นอธิบดีคนต่อไป แต่คือ กระบวนการคัดเลือกจะยืนอยู่บนหลักคุณธรรม ความรู้ ความสามารถ และผลงานจริงหรือไม่ เพราะหากทุกครั้งที่เก้าอี้ขยับ สิ่งแรกที่สังคมได้ยินคือข่าว “ล็อบบี้” มากกว่าข่าว “วิสัยทัศน์” นั่นสะท้อนว่า…ความเชื่อมั่นต่อระบบอาจกำลังถูกตั้งคำถามมากกว่าตัวบุคคลเสียอีก สุดท้ายแล้ว คนที่จะนั่งเก้าอี้หลักในศธ. ไม่ได้แบกแค่ตำแหน่ง แต่ต้องแบกความหวังของคนในองค์กร และความเชื่อมั่นของประชาชนด้วย…กระแสข่าวต่าง ๆ จะเป็นจริงหรือไม่…คงต้องปล่อยให้ข้อเท็จจริงเป็นผู้ตอบ ***  เอาเป็นว่าหอมปาก หอมคอแค่นี้ก่อน ไปละ…

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here