หยอก หยอก วันที่ 2 กันยายน 2569 *** พอไม่คาดหวัง เราก็จะมีความสุขกับสิ่งที่ไม่คาดคิดอยู่เสมอ *** วันนี้มีนิทานมาคุย … เรื่อง “ศึกนี้มีทั้ง “รถ” ทั้ง “เก้าอี้” *** วงการอาชีวะช่วงนี้คึกคักยิ่งกว่าสนามรบ!! ศึกใน แย่งชิงเก้าอี้ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(กอศ.) ยังไม่ทันได้เป่านกหวีดจบเกม ศึกนอกก็ฉวยจังหวะลั่นกลองรบ…ยกพลประชิดเสียแล้ว โดยงานนี้ไม่ใช่เรื่องหลักสูตร ไม่ใช่เรื่องเด็กอาชีวะ และไม่ใช่เรื่องผลิตกำลังคน … สนามอาชีวะเวลานี้กำลังเดือด!สองก๊กใหญ่ เปิดเกมวัดกำลังกันชนิดไม่มีใครยอมใคร เป้าหมายอยู่ที่เก้าอี้ เลขาธิการ กอศ. ที่กำลังจะว่างลง ใครจะเข้าเส้นชัย ใครจะถูกสกัด ต้องรอลุ้นกันแบบไม่กะพริบตา … แต่การเมืองในรั้วเสมานี่สิ…มันมีอะไรให้เซอร์ไพรส์ได้เสมอ เพราะขณะที่ 2 ก๊กกำลังเครียด “ก๊กที่สาม”ที่ไม่ได้ลงแข่งชิงเก้าอี้ก็ได้ฉวยจังหวะที่ฝุ่นกำลังตลบกลางสนามรบ ขอแจมด้วยการขุดประเด็น “รถหลวง” ขึ้นมาตั้งคำถาม พาดพิงไปถึง สุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และบุคลากรจากอาชีวะ จนกลายเป็นอีกสมรภูมิซ้อนขึ้นมากลางวง *** ต้องย้ำว่า ข้อกล่าวหาก็เป็นข้อกล่าวหา ข้อเท็จจริงต้องตรวจสอบกันตามกฎหมาย ใครจะผิดหรือไม่ผิด อย่าเพิ่งรีบตัดสินแต่ที่น่าดูคือ “จังหวะมันได้” สองก๊กเขากำลังชุลมุนเรื่องเก้าอี้ ก๊กสามไม่ได้อยากได้เก้าอี้ …แต่อาจมี “บัญชี” ของตัวเองที่อยากสะสาง! นี่แหละที่เขาเรียกว่า การเมืองหลายชั้น คนหนึ่งเล็งเก้าอี้ อีกคนกันเก้าอี้ ส่วนอีกก๊ก…ไม่ได้มองเก้าอี้ แต่มองคนที่กำลังยืนอยู่ข้างเก้าอี้!!งานนี้จึงอย่าเพิ่งจับทุกเรื่องยัดลงหม้อเดียวกัน เพราะ ศึกชิงเลขาฯ กอศ.เป็นศึกหนึ่ง ส่วนกรณีรถหลวงอาจเป็นอีกศึกหนึ่ง เพียงแต่บังเอิญว่าเสียงปืนดังขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกันเท่านั้นหรือจะ “บังเอิญ” แค่ไหน…คนในกระทรวงคงอ่านเกมกันออก!!ตอนนี้ หยอก หยอก มองว่า ศึกชิงเก้าอี้ เลขาธิการ กอศ. รอบนี้ นับวันยิ่งสนุก…คนอาชีวะด้วยกัน แทนที่จะจับมือกันผลักดันว่า ถึงเวลาแล้วหรือยังที่ “คนอาชีวะ” จะได้ขึ้นมานำอาชีวะไปถึงจุดหมายปลายทาง กลับแบ่งก๊กแบ่งค่าย เปิดศึกสกัดกันชนิดใครจะเป็นอย่างไรไม่รู้ ขอเพียงอีกฝ่ายอย่าได้ขึ้น!! เพราะ ล่าสุด ศรีสุวรรณ จรรยา นักร้องตัวยง หอบเอกสารกว่า 10,000 หน้า ไปถึง ป.ป.ช. ร้องตรวจสอบข้อกล่าวหาเรื่อง “ซอยงบ” จัดซื้อจัดจ้าง พาดพิงตั้งแต่ระดับรัฐมนตรี เลขาธิการ กอศ. รองเลขาธิการ กอศ. และกระบวนการในสถานศึกษาเอกสารหมื่นหน้าไม่ใช่กระดาษสองสามแผ่นที่จะเดินไปเก็บตามหน้ากระทรวงได้ง่าย ๆจึงเกิดเสียงถามกันให้แซ่ดว่า ใครรวบรวม? ใครส่ง? และใครกำลังเติมฟืน?แต่ใครมีหลักฐานทุจริตก็ต้องเปิดให้ตรวจสอบเต็มที่ เงินหลวงไม่ใช่เงินใคร และข้อร้องเรียนก็ยังเป็นเพียงข้อกล่าวหาจนกว่าจะมีผลตรวจสอบ … สิ่งที่ หยอก หยอก อยากชวนมองกลับเป็นอีกเรื่องถ้าคนในอาชีวะกำลังใช้ข้อมูลเป็นกระสุนยิงกันเองเพื่อสกัดอีกฝ่ายไม่ให้ถึงเก้าอี้ ระวังยิงกันไปยิงกันมาแล้วจะเกิดปรากฏการณ์…“ตายคู่!”คนนี้ก็มีแผลคนนั้นก็มีเรื่องร้อง ฝ่ายนี้ร้องฝ่ายโน้น ฝ่ายโน้นขุดฝ่ายนี้ สุดท้ายรายชื่อคนอาชีวะที่เคยมีโอกาสจะขึ้นนั่งเก้าอี้ เลขาฯ กอศ. อาจถูกทำให้ “ร้อน” อย่างนี้ใครได้ประโยชน์? อ้าว!!ก็คนนอกไงล่ะถึงวันตัดสิน คนแต่งตั้งอาจกวาดตามองสนามแล้วบอกว่า คนนี้ศึกเยอะ…คนนั้นข้อร้องเรียนเพียบ…อีกคนกองเชียร์กับกองแช่งกำลังตีกันนัว…งั้นเอาคนนอกเข้ามาจบเกมซะเลย!! ถึงตอนนั้นสองก๊กที่วันนี้กำลังเผากันสนุก อาจต้องหันมามองหน้ากันแล้วถามว่า“แล้วพวกเรารบกันแทบตายเพื่ออะไร?” นี่แหละการเมืองเรื่องเก้าอี้บางครั้งมัวแต่คิดว่าถ้าฉันไม่ได้นั่ง เธอก็ต้องไม่ได้แต่ลืมคิดไปว่า ยังมีตัวเลือกที่สาม…“งั้นไม่ต้องได้ทั้งคู่!”…อาชีวศึกษา มีคนเก่งอยู่ไม่น้อยหลายคนโตมากับระบบ รู้ปัญหาโรงเรียน รู้ครู รู้เด็ก รู้ภาคอุตสาหกรรม และรู้ไส้รู้พุงอาชีวะดีที่สุดแต่ถ้ามัวเอาเวลาไป ขุดหลุม วางกับดัก และเผาบ้านกันเองอย่าแปลกใจ หากวันหนึ่งประตู สอศ.เปิดออก แล้วคนที่เดินเข้ามานั่งเก้าอี้ใหญ่…ไม่ใช่คนของก๊กหนึ่ง ไม่ใช่คนของอีกก๊กและอาจไม่ใช่ “คนอาชีวะ” เลยด้วยซ้ำ!!ถึงตอนนั้นอย่าเพิ่งโทษว่าใคร “ส่งคนนอกมาเสียบ”ลองหันกลับไปดูมือของคนในบ้านก่อนว่า…ใครเป็นคนเปิดประตูไว้ให้เขา?เผากันต่อไปเถอะพี่น้อง…แต่ระวังให้ดี…กว่าจะรู้ว่าใครแพ้ใครชนะคนนอกอาจหิ้วเก้าอี้กลับบ้านไปแล้ว! หยอก หยอก ลองถาม ทั่น ประเสริฐ จันทรรวงทอง เจ้ากระทรวงเสมา ตามสไตล์หยอก หยอก ว่า ตอนนี้ฟ้าผ่าอาชีวะ ทำไง คำตอบที่ได้คือ “ตอนนี้ไม่มีฟ้าผ่าแล้ว เพราะฝนกำลังหยุดตก” โอ้โฮ…ประโยคเดียว ทำเอา หยอก หยอก อึ้ง ต้องเปิดพยากรณ์อากาศกันแล้ว!!ไม่มี “ฟ้าผ่า”แปลว่าไม่มีพลิกโผ? หรือหมายความว่า ตัวจริงเริ่มเห็นเค้าลางแล้ว?…ถ้างั้น…แล้วเจอกันหลังฝนหยุด! ไม่แน่นะ ในขณะที่ตัวจริง ตัวหลอกกำลังห้ำหั่นกัน ตาอยู่จะโผล่มาคว้าพุงปลาไปเฉย 555 … *** สลค.ออกหนังสือเวียน ที่ นร ๐๕๐๘/ว ๓๔๔๗ เรื่อง ขอซักซ้อมแนวทางปฏิบัติในการเสนอเรื่องที่ต้องนำความกราบบังคมทูลขอพระราชทานพระมหากรุณา ลงวันที่ 31 ส.ค. 2569 ซึ่งเป็นการ “คลายล็อก” ผู้ถูกฟ้องคดียังมีโอกาสได้รับการแต่งตั้ง ยึดหลักยังเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าคดีถึงที่สุด เพื่อป้องกันการใช้ “การฟ้องร้อง” เป็นเครื่องมือกลั่นแกล้งหรือสกัดการเข้าสู่ตำแหน่ง โดยเนื้อหาของหนังสือระบุว่า ตามที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้แจ้งให้ส่วนราชการต่าง ๆ ทราบและถือปฏิบัติเกี่ยวกับกรณีการเสนอเรื่องขอพระราชทานพระมหากรุณาในเรื่องต่าง ๆ ส่วนราชการจะต้องพึงระวังตรวจสอบกลั่นกรองว่า ได้ดำเนินการในเรื่องนั้น ๆ ถูกต้องตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ หลักเกณฑ์หรือแนวทางปฏิบัติที่เกี่ยวข้องแล้ว รวมทั้งหากเป็นเรื่องที่มีข้อร้องเรียนว่า มิได้ปฏิบัติให้เป็นไปตามที่กฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ หรือแนวทางปฏิบัติได้กำหนดไว้ ก็สมควรได้ตรวจสอบหรือดำเนินการแก้ไขให้เป็นที่ยุติเสียก่อน รวมทั้งเรื่องที่เสนอต้องไม่เป็นเรื่องที่อยู่อานวยการฟ้องร้องต่อศาล อันอาจเป็นเหตุให้ระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท และสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีไม่สามารถดำเนินการต่อไปได้ และนายกรัฐมนตรีสั่งการให้แจ้งกำชับทุกส่วนราชการถือปฏิบัติในเรื่องที่ต้องนำความกราบบังคมทูลพระกรุณาขอพระราชทานในเรื่องต่าง ๆ จะต้องดำเนินการด้วยความรอบคอบ ระมัดระวัง และมีข้อมูลอันเป็นที่ยุติชัดเจนก่อนที่จะส่งเรื่องเพื่อขอให้นำความกราบบังคมทูลพระกรุณาต่อไป ความละเอียดแจ้งแล้ว นั้น สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีขอเรียนว่า ในห้วงเวลาที่ผ่านมายังมีส่วนราชการและหน่วยงานของรัฐเสนอเรื่องที่มีประเด็นปัญหาดังกล่าวอันเป็นเหตุให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีไม่สามารถดำเนินการนำความกราบบังคมทูลพระกรุณาต่อไปได้ ดังนั้น เพื่อให้การขอพระราชทานพระมหากรุณาในเรื่องต่าง ๆ สามารถดำเนินการนำความกราบบังคมทูลได้อย่างถูกต้อง เรียบร้อย ไม่เป็นที่ระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท จึงขอให้ส่วนราชการและหน่วยงานของรัฐถือปฏิบัติตามแนวทางปฏิบัติดังกล่าวอย่างเคร่งครัดต่อไปด้วย ***สรุปง่าย ๆ ก็คือ การประโคมข่าวจะถูก หรือ ผิด ก็ไม่มีผลต่อการขึ้นตำแหน่ง จนกว่าศาลจะตัดสินว่าบุคคลนั้นกระทำผิดจริง ใช่หรือไม่






