หยอก หยอก วันที่ 9 สิงหาคม 2569*** คนที่มีปัญญา ไม่ได้ใช้ความฉลาดเพื่อเอาชนะคนอื่น แต่ใช้เพื่อเลือก “ศึก” ที่ควรสู้*** หยอก หยอก เคยพูดมาตลอดว่า 11 สิงหาคมนี้ น่าจะได้เห็นชื่อ“ซี11”เข้าสู่ที่ประชุมครม.เพราะตัวเลขสวย วันที่ 11 แต่งตั้ง ซี 11 แถมเจ้ากระทรวง“ประเสริฐ จันทรรวงทอง” ก็เคยเปรยกับสื่อว่าวันอังคารที่ 11 ส.ค.2569 จะเสนอรายชื่อแต่งตั้ง… แต่ล่าสุด แว่วมาว่า อาจต้องเก็บปากกาไว้ก่อน เพราะข่าวจากวงในกระซิบว่า ยังไม่มีการส่งสัญญาณ *** ถามว่า ทำไมถึงช้า? คำตอบง่าย ๆ ก็เก้าอี้ระดับ 11 ไม่ใช่เก้าอี้ดนตรีธรรมดา และยิ่งเป็นเก้าอี้พี่ใหญ่ระดับ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ด้วยแล้ว ยิ่งต้องพิจารณาให้รอบด้าน …ช่วงนี้ข้าราชการระดับ 10 ที่คุณสมบัติถึงจึงถูกจับตามองกันเป็นพิเศษ…ใครมีชื่อก็มีแรงเชียร์ …ใครมีสายก็มีแรงลุ้น …แต่สุดท้าย เลขาธิการ“พรรคสีแดง”ในฐานะเจ้ากระทรวงเสมา คือ คนตัดสิน ส่วนคำตอบจะตรงใจใครแค่ไหน โปรดติดตามตอนต่อไป … อย่ากะพริบตา … ความแน่นอน คือ ความไม่แน่นอน อันนี้ของแทร่…*** แต่ที่น่าสนใจกว่าตัวบุคคล คือ “หลักคิด” ในการเลือก เพราะการแต่งตั้งข้าราชการระดับสูงวันนี้ ดูเหมือนอาจไม่ใช่สูตรสำเร็จอีกต่อไป รัฐบาลสามารถเลือกคนที่ยังเหลืออายุราชการอีกหลายปีขึ้นมาบริหารได้ หากเห็นว่า เหมาะกับงาน มีฝีมือ และตอบโจทย์นโยบาย เพราะตำแหน่งระดับ 11 ไม่ใช่ “รางวัลปลอบใจคนอายุมาก หรือคนก่อนเกษียณ” แต่เป็นเก้าอี้สำหรับคนที่ต้อง บริหารองค์กร ดังนั้นคำถามไม่ควรอยู่ที่ว่า “ใครอาวุโสกว่าใคร?” แต่อยู่ที่ “ใครเหมาะจะนำ ศธ.ในวันที่การศึกษามีปัญหารอแก้เต็มโต๊ะ?” คราวนี้จึงน่าจับตา… เมื่อรายชื่อยังไม่เข้า ครม.เกมก็ยังไม่จบ และยิ่งทอดเวลาออกไปเท่าไร…แรงกระเพื่อมก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น! แต่ท้ายที่สุด ขออย่างเดียว จะเลือก “รุ่นใหญ่” หรือ “รุ่นกลาง” ไม่สำคัญ ขอให้เลือกคนมาทำงานจริง ๆ มาแก้ปัญหาในช่วงที่วิกฤตหลายเรื่องรออยู่ … *** ตอนนี้ เสมา 1 ยังกำรายชื่อซี 11 ไว้แน่น ย้ำคำเดียวว่า “ไม่มีใครในใจ” ก็เพราะคำนี้กระมังที่ทำให้กระแสข่าววิ่งเต้นทั้งวิ่งขึ้นตำแหน่งและวิ่งขอย้ายสลับตำแหน่งกันให้วุ่น โดยเฉพาะ 2 เก้าอี้ที่จะว่างทั้ง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และเลขาธิการ กอศ. ซึ่งไม่ใช่เก้าอี้เล็ก ๆ แต่เป็นพี่บิ๊กที่กำทิศทางองค์กรและขับเคลื่อนนโยบายการศึกษาของประเทศ ยิ่งรายชื่อคนเข้าวินเงียบ เสียงเชียร์ข้างนอกก็ยิ่งดัง คนนั้นมาแรง คนนี้ผู้ใหญ่หนุน อีกคนประสบการณ์ถึง บางคนอาวุโส บางคนเหลือราชการอีกหลายปี สารพัด “โผ” ปลิวกันว่อน แต่โผไหนจริง… โผไหนลวง…คนถือโพยยิ้มอยู่คนเดียว และคราวนี้อย่าเพิ่งเอาไม้บรรทัดมาวัดว่าใครต้องได้ก่อน เพราะการแต่งตั้งที่ผ่านมา รัฐบาลชุดนี้แสดงให้เห็นแล้วว่า การเลือกผู้บริหารระดับสูง ไม่จำเป็นต้องเลือกคนที่อายุมาก หากมีคนที่เหมาะสม มีศักยภาพ และยังมีเวลาเหลือพอที่จะทำงานต่อเนื่อง เก้าอี้ซี 11 จึงไม่ควรเป็น “คิวรับรางวัลปลายอายุราชการ” แต่ควรเป็นเก้าอี้ของคนที่ “พร้อมทำงานตั้งแต่วันแรกที่นั่ง” ตอนนี้จึงเหลือคำถามเดียว… “ประเสริฐ”กำรายชื่อแน่น เพราะยังเลือกไม่ได้ หรือ เลือกไว้แล้วแต่ยังไม่ถึงเวลาเปิดไพ่? … แต่ที่แน่ ๆ รอบนี้ใครตกรอบคงต้องรอกันยาว ดีไม่ดีอาจเกษียณก่อนโดยหมดสิทธิ์ลุ้นเข้าชิงก็เป็นได้ ***เกิดเหตุรุนแรงในโรงเรียนทีไร สูตรสำเร็จก็มาทันที… ประชุมด่วน! เพิ่มกล้อง! เพิ่ม รปภ.! ตรวจอาวุธ! ออกมาตรการ! แต่มีใครเคยคิดตรวจ “ใจเด็ก”กันบ้างหรือยัง?… เด็กคนหนึ่งเปลี่ยนไป แล้วมีใครสักคนมองเห็น”แต่ระหว่างที่เรากำลังตรวจว่าเด็ก “พกอะไรเข้าประตูโรงเรียน”อย่าลืมตรวจด้วยว่า…เด็กกำลัง “พกอะไรอยู่ในใจ”เพราะอาวุธบางอย่าง เครื่องสแกนตรวจเจอ แต่ ความโกรธ ความแค้น ความโดดเดี่ยว ความรู้สึกไร้คุณค่า และเสียงร้องขอความช่วยเหลือที่ไม่มีใครได้ยิน…เครื่องสแกนเครื่องไหนก็ตรวจไม่พบ มีแต่ ครู พ่อแม่ และผู้ใหญ่ที่ใส่ใจ เท่านั้นที่น่าจะมองเห็นก่อนจะสาย หยอก หยอก คิดว่า ประเทศไทยอาจไม่สามารถสร้างโรงเรียนที่ไม่มีความเสี่ยงได้ 100% แต่เราสร้างโรงเรียนที่ “ไม่มีเด็กคนไหนถูกปล่อยให้เผชิญปัญหาเพียงลำพัง”ได้ ***จบเรื่องดราม่า ปิดท้าย ที่สำนักงานส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา(สกสค.) ถึงเวลา “ล้างกระดาน” หรือยัง?เพราะองค์กรที่ตั้งขึ้นมาเพื่อดูแลสวัสดิภาพครู แต่ช่วงหลังดูเหมือนต้องใช้เวลาส่วนหนึ่งไปกับการดูแล “วิกฤตศรัทธา” ของตัวเอง สกสค.ถูกตั้งคำถามเรื่องการบริหารและความโปร่งใสมาหลายรอบ เรื่องที่ควรเปิด…กลับปิด เรื่องที่สังคมควรรู้…กลับเป็นความลับ เรื่องที่ควรตอบให้ชัด…กลับต้องให้คนข้างนอกไปตามหาคำตอบกันเอง จนอดสงสัยไม่ได้ว่า นี่องค์กรสวัสดิการครู หรือหน่วยงานความมั่นคงกันแน่ ถึงมี “ความลับ” เยอะเหลือเกิน? ล่าสุดแค่กระบวนการสรรหาผู้บริหารบางตำแหน่ง ยังเกิดคำถามว่าทำไมข้อมูลพื้นฐานบางอย่างจึงไม่เปิดเผย ทั้งที่คำว่า “โปร่งใส” ไม่ควรเป็นเพียงข้อความสวย ๆ ในหลักธรรมาภิบาล โปร่งใสจริง ต้อง เปิดให้เห็น ตรวจสอบได้ ต้อง ยอมให้ตรวจ มีคำถาม ต้องตอบด้วยข้อมูล ไม่ใช่พอถูกถามก็กลายเป็น “เรื่องภายใน” ที่น่าคิดยิ่งกว่าคือ ในวันที่องค์กรมีข้อจำกัดทางการเงิน กลับมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงการว่าจ้างที่ปรึกษาด้วยค่าตอบแทน เดือนละกว่าแสนบาท จริงหรือไม่? จ้างใคร?ทำหน้าที่อะไร? จำเป็นเพียงใด?ผ่านกระบวนการอะไร? และผลงานคุ้มกับเงินหรือไม่? เปิดเอกสารเสียก็จบเพราะเงินขององค์กรที่ดูแลครู ทุกบาทควรตอบได้ว่า จ่ายไปเพื่ออะไร และครูได้อะไรกลับมา ที่สำคัญ อย่าคิดเพียงว่าเปลี่ยนคนบนเก้าอี้แล้วปัญหาจะจบ ถ้าเปลี่ยนเลขาฯ เปลี่ยนรักษาการ เปลี่ยนผู้อำนวยการ แต่ วิธีคิด วิธีทำงาน และวัฒนธรรม “อะไรก็เป็นความลับ” ยังเหมือนเดิม เปลี่ยนกี่คนก็เท่านั้น บางที สกสค.อาจไม่ได้ต้องการแค่ “คนใหม่” แต่ต้องการ “กระดานใหม่”ตั้งแต่บอร์ด ผู้บริหาร ระบบตรวจสอบ การเงิน การจัดซื้อจัดจ้าง การสรรหา ไปจนถึงวัฒนธรรมการทำงานของเจ้าหน้าที่อะไรเปิดได้…เปิด อะไรใช้เงิน…ชี้แจง อะไรผิด…รับผิดชอบ อะไรพลาด…แก้ไข.. ไม่ใช่ปิด เพราะองค์กรที่มีหน้าที่สร้าง “หลักประกันให้ครู” จะทำหน้าที่นั้นได้อย่างไร… ถ้าตัวองค์กรเองยังสร้าง “ความเชื่อมั่น” ให้ครูไม่ได้ บางครั้งการกู้วิกฤตศรัทธาของ สกสค.อาจไม่ใช่แค่หาใครมานั่งเก้าอี้ตัวเดิม แต่ต้องกล้าถามกันเสียทีว่า…ถึงเวลายกกระดานใหม่ทั้งชุดหรือยัง? เพราะถ้าเปลี่ยนแต่คนเล่นแต่กติกาและวิธีเล่นยังเหมือนเดิม เกมนี้…ครูก็คงได้แต่นั่งดู และจ่ายราคาให้กับมันต่อไป***เอาล่ะ พอหอมปาก หอมคอ รอติดตามหยอก หยอก ครั้งหน้าจะเข้มข้นมากกว่านี้แน่นอน***





