ศธ.แตก “หมอนทองวิทยาฟีเวอร์”โชว์ทักษะฟุตบอลหน้ากระทรวง “ศ.ดร.นฤมล”ปลื้ม ดึง”อ.สกล”นั่งที่ปรึกษาเลขาฯกพฐ.เตรียมเปิดโรงเรียนกีฬา สพฐ.

เมื่อวันที่ 12 พ.ย.2568 ที่กระทรวงศึกษาธิการ ทีมโค๊ชและทีมนักเตะโรงเรียนหมอนทองวิทยา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา(สพม.)ฉะเชิงเทรา ได้เข้าพบ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และ คณะผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ ทั้งนี้ ศ.ดร.นฤมล ได้ร่วมชื่นชมและให้กำลังใจ พร้อมมอบเกียรติบัตรและของที่ระลึกจากรมว.ศึกษาธิการ โดย ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า ในนามกระทรวงศึกษาธิการ ต้องขอขอบคุณ อาจารย์สกล เกลี้ยงประเสริฐ ผู้นำทีมหมอนทองวิทยา สร้างประวัติศาสตร์สร้างความสุข สร้างปรากฏการณ์ ให้กับน้อง ๆ ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ซึ่งเป็นความทุ่มเทของทุกคน พวกเราก็ติดตามข่าวสารกันอยู่ อย่างไรก็ตาม ยังมีโรงเรียนอีกหลายโรงเรียนที่มีความโดดเด่นทั้งเรื่องกีฬา และดนตรี ซึ่งศธ.จะขยายไปยังโรงเรียนอื่นๆที่มีศักยภาพ ซึ่งทาง สพฐ.มีข้อมูลอยู่ และขอให้ อาจารย์ สกล มาเป็นที่ปรึกษาของเลขาธิการ กพฐ.มาวางแผนดำเนินการว่าจะทำอะไรร่วมกับกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา นำทรัพยากรมาทำร่วมกันเพื่อที่จะทำให้เกิดโรงเรียนกีฬาขึ้นให้ได้ โดยให้โรงเรียนหมอนทองเป็นต้นแบบ

นายอรรถกร กล่าวว่า ตนในฐานะ ส.ส.ฉะเชิงเทรา ขอขอบคุณน้อง ๆ และผู้บริหารโรงเรียนหมอนทองวิทยาที่นำความสุขมาให้คนไทย และสร้างความภาคภูมิใจให้คนบางน้ำเปรี้ยว สิ่งหนึ่งที่ตนตั้งใจจะทำมาตั้งแต่ก่อนนัดชิง คืออยากมอบของขวัญที่ไม่ใช่สิ่งของที่ใช้แล้วหมดไป แต่เป็นสิ่งที่น้อง ๆ จะเก็บไว้ระลึกได้ตลอดไป ว่าครั้งหนึ่งพวกคุณคือฮีโร่ของคนฉะเชิงเทราและประเทศไทย จากนี้จะได้ทำงานร่วมกันระหว่างกระทรวงศึกษาธิการกับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ในการพัฒนากีฬาในระดับเยาวชน ผมขอขอบคุณทีมหมอนทองวิทยาจากใจ และขอให้น้อง ๆ ทุกคนประสบความสำเร็จและมีความสุขมาก ๆ

นอกจากนี้ ศ.ดร.นฤมล ก็ได้เปิดโอกาสให้โรงเรียนหมอนทองวิทยาขอสิ่งอำนวยความสะดวกให้กับทีมนักเตะ ซึ่งทางโรงเรียนหมอนทองวิทยาได้ขอความอนุเคราะห์จาก ศธ.10 ข้อ ดังนี้ 1.ซ่อมปรับปรุงอาคารที่ถูกไฟไหม้ ห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์พร้อมอุปกรณ์ครบชุด 2.เพิ่มขนาดหม้อแปลงไฟฟ้า เพื่อให้เพียงพอต่อการใช้งาน จำนวน 1 ชุด 3.ปรับปรุงระบบไฟฟ้าภายในอาคารเรียน จำนวน 3 อาคาร 4.ซ่อมปรับปรุงห้องสุขานักเรียน จำนวน 28 ห้อง 5.สร้างลานอเนกประสงค์พื้นคอนกรีตพร้อมหลังคาโดม จำนวน 1 หลัง 6.ห้องออกกำลังกาย จำนวน 1 ห้อง 7.สร้างสนามแบดมินตัน จำนวน 2 สนาม 8.สร้างสนามหญ้าเทียม ฟุตบอล 7 คน พร้อมหลังคาโดม จำนวน 1 สนาม และปรับปรุงสนามฟุตบอล จำนวน 1 สนาม 9.สร้างสะพานคอนกรีตเสริมเหล็กข้ามคลอง 18 เชื่อมถนนหมอนทอง1 กับถนนหมอนทอง 3 และ10.ถนนคอนกรีต กว้าง 4.00 เมตร ยาว 800 เมตร ซึ่ง รมว.ศึกษาธิการ มอบหมายให้ ดร.พิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ไปดำเนินการ ในปีงบประมาณ 2569 นี้

จากนั้น ทีมหมอนทองก็ได้ลงสนามหน้ากระทรวงศึกษาธิการโชว์ทักษะฟุตบอล ร่วมกับ โรงเรียนพิบูลประชาสรรค์ สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ สพฐ.

สพฐ. ยัน ไม่ทิ้งโรงเรียนน้ำท่วม จ.อยุธยา ดูแลนักเรียน-ครูครบทุกคน ตามข้อสั่งการนายกฯ-รมว.ศึกษาธิการ พร้อมติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2568 ดร.พิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยว่า ตามที่ปรากฏบนสื่อสังคมออนไลน์ กรณีโรงเรียนประถมศึกษาในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ประสบอุทกภัย น้ำท่วมอาคารเรียนมิดชั้น 1 และไม่ได้รับการดูแลกว่า 77 วัน นั้น สพฐ.ไม่ได้นิ่งนอนใจ โดยโรงเรียนดังกล่าวได้รับการดูแลช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนจากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 2 (สพป.อย. 2) แล้ว โดยทางโรงเรียนได้ปฏิบัติตามมาตรการความปลอดภัยและแผนเผชิญเหตุ ที่ สพฐ. ได้กำชับเน้นย้ำมาตลอด มีการปิดเรียนตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยปีการศึกษา การเปิดและปิดสถานศึกษา พ.ศ. 2549 และแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2558 ด้วยเหตุพิเศษ ซึ่งเป็นเหตุที่เกิดขึ้นจากภัยสาธารณะ มีการจัดการเรียนการสอนให้กับนักเรียนแบบ On Hand และแจ้งผู้ปกครองดูแลนักเรียนให้ปลอดภัยจากอุทกภัย พร้อมจัดสรรถุงยังชีพให้แก่นักเรียนและครูทุกคน ขณะที่โรงเรียนในสังกัด สพป.อย. 2 ที่ได้รับผลกระทบ ทั้งหมด 85 โรงเรียน ก็ได้รับการดูแลแล้วเช่นกัน

เลขาธิการ กพฐ.กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ สพป.อย. 2 ยังได้แต่งตั้งคณะกรรมการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และมีการเตรียมความพร้อมก่อนเปิดภาคเรียนที่ 2/2568 โดยประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ความช่วยเหลือทั้งในขณะน้ำท่วมและหลังน้ำลด ทำการปรับปรุงซ่อมแซมอาคารสถานที่และเตรียมทำความสะอาดพื้นที่ให้สามารถจัดการเรียนการสอนได้ พร้อมทั้งได้รับจัดสรรงบประมาณจาก สพฐ. จำนวน 9.6 แสนบาท สำหรับปรับปรุงซ่อมแซมอาคารเรียน อาคารประกอบ และสิ่งก่อสร้างอื่นๆ ของโรงเรียนที่ได้รับความเสียหาย ส่วนพื้นที่อื่นๆ สพฐ. ได้กำชับให้สำนักงานเขตฯ เร่งสำรวจความเสียหายในส่วนของอาคารเรียน สิ่งก่อสร้างต่างๆ เพื่อรวบรวมของบประมาณในการปรับปรุงซ่อมแซมอย่างเร่งด่วนตามข้อสั่งการของ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เพื่อให้การจัดการเรียนการสอนมีความต่อเนื่อง เกิดประโยชน์กับผู้เรียนทุกคน

. “ผมและผู้บริหารระดับสูงไม่ได้นิ่งนอนใจ ต่างมีความห่วงใยนักเรียนและครู และได้ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ตั้งแต่เกิดเหตุแรกๆแล้ว โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ลงพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2568 พร้อมผู้บริหารหน่วยงานในพื้นที่ เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำท่วม โดยสั่งการให้หน่วยงานในพื้นที่เร่งดำเนินการช่วยเหลือประชาชนอย่างเร่งด่วน ทั้งด้านการเคลื่อนย้ายผู้ประสบภัย การมอบอาหาร น้ำดื่ม และสิ่งของจำเป็น รวมถึงการจัดตั้งศูนย์พักพิงที่ถูกสุขลักษณะ พร้อมกำชับให้มีการสำรวจความเสียหายอย่างรอบด้านและเยียวยาผู้ประสบภัยโดยเร็ว ขณะที่ ศ.ดร.นฤมล พร้อมด้วยนายองอาจ วงษ์ประยูร รมช.ศธ. และผู้บริหาร ศธ. ได้ลงพื้นที่ ณ ตำบลหัวเวียง อำเภอเสนา เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2568 เพื่อตรวจเยี่ยมและให้การช่วยเหลือนักเรียน ครู และประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย โดยมอบถุงยังชีพและสุขาลอยน้ำเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน พร้อมทั้งมอบนโยบายให้โรงเรียนที่ได้รับความเสียหายดำเนินการขอรับการสนับสนุนงบประมาณ เพื่อซ่อมแซมอาคารเรียนที่ได้รับความเสียหายโดยเร็วต่อไป” เลขาธิการ กพฐ. กล่าว

“อ.แหม่ม”ถกบอร์ดจัดการศึกษาคนพิการ นัดแรก ตั้งอนุกรรมการ ทบทวน กม.ให้ทันเหตุการณ์ หนุนเด็กพิการเรียนร่วมกับเด็กปกติ พร้อมส่งเสริมอาชีพ ให้มีรายได้เลี้ยงตัวเองไม่เป็นภาระของสังคม

เมื่อวันที่ 12 พ.ย.2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศึกษาธิการ) เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการจัดการศึกษาสำหรับคนพิการ ครั้งที่ 3/2568 เมื่อเร็ว ๆ นี้ ที่ประชุมฯ มีมติเห็นชอบให้จัดตั้งคณะอนุกรรมการพัฒนาและทบทวนกฎหมายด้านการศึกษาสำหรับคนพิการ มีหน้าที่ในการทบทวน ปรับปรุง และออกกฎหมาย ตามความเห็นจากการประเมินสัมฤทธิ์ผลเกี่ยวกับ พระราชบัญญัติการจัดการศึกษาสำหรับคนพิการ พ.ศ. 2551 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (พ.ร.บ. การจัดการศึกษาสำหรับคนพิการ) ผ่านระบบออนไลน์ และการรับฟังความคิดเห็นในรูปแบบคณะทำงานประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย เพื่อช่วยขับเคลื่อนการจัดการศึกษาสำหรับคนพิการได้อย่างก้าวหน้าและสอดคล้องกับบริบทที่เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบัน โดยส่วนใหญ่เห็นควรปรับปรุง พ.ร.บ. การจัดการศึกษาสำหรับคนพิการ เพื่อให้ทันสมัยและสอดคล้องกับบริบทที่เปลี่ยนแปลงไป อาทิ ในส่วนนิยามและคำจำกัดความในบางมาตราให้มีความชัดเจน และการปรับปรุงองค์ประกอบของคณะกรรมการต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับการแบ่งส่วนราชการในปัจจุบัน รวมทั้ง ทบทวน ปรับปรุง และออกกฎหมายลำดับรอง โดยเฉพาะการปรับปรุงกฎหมายให้มีฐานอำนาจในการจัดตั้งศูนย์การเรียนเฉพาะความพิการ และหน่วยบริการการศึกษาสำหรับคนพิการประจำอำเภอ

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ ที่ประชุมฯ ยังรับทราบสถานะการเงินและการบริหารกองทุนส่งเสริมและพัฒนาการศึกษาสำหรับคนพิการ สิ้นสุดเดือนกันยายน 2568 ว่ามียอดเงินคงเหลือประมาณ 15 ล้านบาท พร้อมเห็นชอบแผนการใช้จ่ายเงินกองทุนส่งเสริมและพัฒนาการศึกษาสำหรับคนพิการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ในวงเงินดังกล่าว แบ่งเป็น แผนใช้จ่ายงบดำเนินงาน 9.4 ล้านบาท เพื่อใช้จ่ายในการดำเนินงาน ติดตาม และประเมินผลโครงการของกองทุน และแผนใช้จ่ายงบบุคลากร เพื่อเป็นเงินเดือนและเงินสมทบประกันสังคม จำนวน 5.6 ล้านบาท

“ศธ.ให้ความสำคัญกับการศึกษาพิเศษอย่างต่อเนื่อง โดยวานนี้ได้เดินทางไปที่จังหวัดตรัง และได้รับฟังข้อเสนอแนะจากคนในพื้นที่ โดยนโยบายของ รองนายกรัฐมนตรี ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ต้องการให้ ศธ. ให้ความสำคัญในการดูแลน้อง ๆ เด็กพิการให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ด้วยการส่งเสริมศักยภาพของเด็กพิเศษให้สามารถมีอาชีพ มีรายได้ และได้รับการพัฒนาในด้านต่าง ๆ เช่น กีฬา โดยรองนายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า มีความยินดีที่จะสนับสนุนการดำเนินงานต่าง ๆ และอาจารย์ ก็ยินดีที่จะช่วยเหลือในทุกด้านอย่างเต็มที่เช่นกัน หากมีข้อเสนอแนะแนวทางที่เป็นประโยชน์ เพื่อผลักดันเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก็ยินดีรับมาปฏิบัติเพื่อช่วยกันส่งเสริมการจัดการศึกษาสำหรับคนพิการให้รุดหน้ามากขึ้น“ศ.ดร.นฤมล กล่าวและว่า นอกจากนี้ รมว.ศึกษาธิการ ยังได้มอบหมายให้ นายชาญวิทย์ มุนิกานนท์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และ ดร.พิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ร่วมกันผลักดันเรื่องการเรียนร่วมระหว่างเด็กปกติกับเด็กพิการ โดยให้คัดเลือกโรงเรียนที่มีความพร้อมในการเปิดห้องเรียนร่วมระหว่างเด็กปกติและเด็กพิการ เพื่อส่งเสริมศักยภาพด้านการศึกษาให้แก่เด็กพิการ และสร้างความคุ้นเคยในการอยู่ร่วมกันระหว่างเด็กนักเรียนทุกคน รวมทั้งให้ขับเคลื่อนการบูรณาการความร่วมมือร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (กระทรวง พม.) กรุงเทพมหานคร (กทม.) และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ในการสนับสนุนและช่วยเหลือด้านงบประมาณกองทุน ทรัพยากร สื่อการเรียนการสอน และบุคลากร เพื่อส่งเสริมให้การจัดการศึกษาสำหรับเด็กพิการ มีความครอบคลุมและเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมในทุกพื้นที่

“Fix it – อาชีวะจิตอาสา” ซ่อมบ้าน ซ่อมใจ จากพลังฝีมือ เป็นพลังใจ สร้างสังคมแห่งการให้ ช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบชายแดนไทย–กัมพูชา

วันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (เลขาธิการ กอศ.) เป็นประธานเปิดกิจกรรม “Fix it – อาชีวะจิตอาสา” ส่งมอบบ้านเรือนที่ได้รับการซ่อมแซมให้แก่ผู้ประสบเหตุจากความไม่สงบตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา พร้อมมอบถุงยังชีพและอาหารให้กับประชาชนในพื้นที่ตำบลเสาธงชัย ณ ศาลากลางประชาคมหมู่บ้าน บ้านภูมิซรอลใหม่ หมู่ 12 ตำบลเสาธงชัย อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ โดยมีนายสุริยา บุตรจินดา รองผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ หัวหน้าส่วนราชการ ภาคีเครือข่ายภาครัฐ และเอกชน  ผู้บริหารสังกัดสำนักงานอาขีวศึกษาจังหวัดศรีสะเกษ ทั้งภาครัฐและเอกชน ครู บุคลากรทางการศึกษา และประชาชนในพื้นที่ เข้าร่วม

โดย นายยศพล กล่าวว่า จากเหตุการณ์ความไม่สงบชายแดนไทย–กัมพูชา เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ส่งผลกระทบชีวิตความเป็นอยู่และบ้านเรือนของประชาชนได้รับความเสียหาย โดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้มีความห่วงใย มอบหมาย ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะกำกับดูแลกระทรวงศึกษาธิการ และมอบหมายต่อให้ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) โดยสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) จัด Fix it – อาชีวะจิตอาสา เข้าช่วยเหลือประชาชนในเบื้องต้น และซ่อมแซมบ้านเรือนประชาชนที่ได้รับความเสียหาย ซึ่งที่ผ่านมา สอศ. ได้ให้การช่วยเหลือประชาชนอย่างต่อเนื่อง เช่น การจัดตั้งศูนย์พักพิงชั่วคราวในสถานศึกษา จัดครัวอาชีวะบริการอาหาร น้ำดื่ม และซ่อมแซมเครื่องใช้ไฟฟ้า โดย สอศ. บูรณาการการดำเนินงานระหว่างสถานศึกษาอาชีวศึกษาจังหวัดศรีสะเกษ และสถานศึกษาในพื้นใกล้เคียง ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนประชาชน

เลขาธิการ กอศ.กล่าวต่อไปว่า วันนี้ สอศ. ได้ดำเนินกิจกรรม Fix it – อาชีวะจิตอาสา เรียบร้อยแล้ว พร้อมส่งมอบบ้านเรือนที่ซ่อมแซมแล้ว 24 หลัง พร้อมมอบถุงยังชีพ 570 ชุด ที่เป็นเครื่องอุปโภค บริโภค และอาหารกล่องพร้อมเครื่องดื่ม 500 ชุด ให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบ รวมทั้งจัดครู นักเรียน นักศึกษาอาชีวะให้บริการซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องจักรกลการเกษตร และยานพาหนะ มอบพันธ์ุไม้-สอนตอนกิ่ง และฝึกอาชีพระยะสั้นให้กับประชาชนในพื้นที่ โดยกิจกรรมในครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากเหล่ากาชาดศรีสะเกษ และสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดศรีสะเกษ ดำเนินการนำไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินภัยอื่นๆ เป็นค่าวัสดุซ่อมแซมที่อยู่อาศัยประจำในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ และเงินบริจาคจากผู้มีจิตศรัทธาทั้งในและนอกพื้นที่

นายยศพล กล่าวทิ้งท้ายว่า กิจกรรม Fix it – อาชีวะจิตอาสา ในครั้งนี้สำเร็จลุล่วงด้วยพลังความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ภายใต้การขับเคลื่อนนโยบายกระทรวงศึกษาธิการ มุ่งสร้างความมั่นคงในชีวิต และอาชีพของประชาชน  Fix it – อาชีวะจิตอาสา คือ Soft Power อาชีวะ ที่แสดงพลังของน้องๆ นักเรียนอาชีวะ พร้อมเสียสละ นำความรู้และทักษะช่วยเหลือสังคม และมั่นใจได้ว่าฝีมือนักเรียน นักศึกษา ได้มาตรฐานวิชาชีพทางด้านช่าง มีคุณภาพ 100 % และเป็นอีกหนึ่งภารกิจสำคัญของ สอศ. ที่มุ่งสร้างสังคมแห่งการให้ ที่ไม่เพียงสร้างช่างฝีมือ แต่ยังสร้างพลังอาชีวะจิตอาสาเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง

โครงการแจกแท็บเล็ตเดินหน้า99.99% “พิเชฐ”สั่งนิติกรลงพื้นที่หาสาเหตุ รร.ขยายโอกาส “สพป.สมุทรปราการ เขต1”คืนงบฯ

เมื่อวันที่ 11 พ.ย.2568 ดร.พิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.)เปิดเผยภายหลังการประชุมผู้บริหารระดับสูงของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.)ว่า สำนักเทคโนโลยีเพื่อการเรียนการสอน(สทร.)สพฐ.ได้รายงานผลการติดตามความคืบหน้าการดําเนินการเช่าใช้อุปกรณ์การเรียนการสอนสําหรับครูและนักเรียน ภายใต้โครงการส่งเสริมการเรียนรู้ขั้นพื้นฐานทุกที่ทุกเวลา (Anywhere Anytime)ทั้ง 118 เขตพื้นที่การศึกษาตามกลุ่มเป้าหมายของโรงเรียนคุณภาพและโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาที่เปิดการเรียนการสอนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4-6  พบว่า ได้ลงนามในสัญญาจ้างแล้ว 36 เขต ประกาศผู้ชนะ 34 เขต ประกาศเชิญชวน 20 เขต พิจารณาผล 23 เขต ประกาศร่าง TOR 4 เขต และคืนงบประมาณ 1 เขตพื้นที่ คือ โรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา(สพป.)สมุทรปราการ เขต 1 ซึ่งมีอยู่ 1 โรงเรียน คือ โรงเรียนมหาภาพกระจาดทองอุปถัมภ์ โดยให้เหตุผลว่า โรงเรียนยังขาดความพร้อมในด้านระบบ NDLP ที่ใช้ร่วมกับอุปกรณ์การเรียนการสอน และด้านระบบอินเทอร์เน็ตและเครือข่ายที่ไม่เพียงพอต่อการใช้งาน จึงได้มอบหมายให้สำนักนิติกร สพฐ.ลงพื้นที่หาสาเหตุที่โรงเรียนไม่รับ ผู้ปกครองและนักเรียนทราบหรือไม่ เพราะถือว่าเป็นการตัดโอกาสให้กับนักเรียน

เลขาธิการกพฐ.กล่าวต่อไปว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ จากการลงพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ ร่วมกับคณะ ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลกระทรวงศึกษาธิการ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อเยี่ยมชมสภาพจริงในพื้นที่ และรับทราบข้อมูลปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการสร้างโอกาสและคุณภาพการศึกษาซึ่งเป็นเรื่องที่ได้เรียนรู้สิ่งดี ๆ หลายอย่างกลับมาว่าเราควรปรับปรุงแก้ไขอะไรบ้าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาคารบ้านพักครู การสะท้อนปัญหาขาดแคลนครูและบุคลากรทางการศึกษา อาคารสำนักงาน ซึ่งการสะท้อนปัญหาเหล่านี้ สพฐ.จะนำมาพิจารณาเพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงตามนโยบาย รองนายกฯและรมว.ศึกษาธิการ ต่อไป ส่วนการจัดทำคำของบประมาณปี 2570  สพฐ.ได้เชิญสำนักงบประมาณมาหารือ เพื่อวิเคราะห์การจัดทำงบประมาณว่าเรื่องไหนควรลด และเรื่องไหนควรเพิ่ม เพราะเราให้ความสำคัญกับนักเรียน ครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยจะดำเนินการให้เรียบร้อยภายในเร็ว ๆ นี้ ตามนโยบายของรัฐบาล

ดร.พิเชฐ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ สพฐ.ยังได้หารือถึงการปรับหลักเกณฑ์การย้ายผู้บริหารสถานศึกษาและหลักเกณฑ์การสอบบรรจุแต่งตั้งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย กรณีพิเศษ(ว.16) ที่เป็นอัตราจ้างในโรงเรียนเกิน 3 ปีแต่ปรากฏว่าคนมีความรู้ ทักษะ ประสบการณ์สอบไม่ผ่าน ซึ่งเป็นประเด็นที่เราจะต้องมาดูว่าปัญหาเกิดจากอะไร รวมถึงขบวนการคัดเลือกเนื่องจาก สพฐ.ได้รับเสียงสะท้อนว่าหลักเกณฑ์ดังกล่าวมีข้อจำกัดหลายประเด็น จึงได้ตั้งคณะทำงานไปยกร่างปรับหลักเกณฑ์จากร่างเดิมและจะส่งให้ผู้เกี่ยวข้องประชาพิจารณ์ว่าจะต้องปรับแก้เกณฑ์ตรงจุดไหนบ้าง เพื่อให้ได้หลักเกณฑ์ที่สมบูรณ์ก่อนเสนอให้ ก.ค.ศ.พิจารณาต่อไป นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้พูดถึงความร่วมมือกับหน่วยงานภายนอก สพฐ. ร่วมกับภาคเอกชนภายใต้โครงการผู้นำเพื่อการพัฒนาการศึกษาที่ยั่งยืน หรือ CONNEXT ED ซึ่งมีโรงเรียนเข้าร่วมโครงการกว่า 7,000 โรงเรียน และมีบริษัทร่วมกว่า 400 แห่ง มีการใช้เทคโนโลยีระบบ Cloud เข้ามาช่วยเก็บรวบรวมสิ่งที่ได้ดำเนินการไปแล้ว พร้อมนำเสนอเรื่องราวดีๆ โดยในวันที่ 19 พ.ย.นี้ สพฐ.จะจัดงาน CONNEXT ED EUCATION FORUM 2025 Thailand’s Education Future อนาคตการศึกษาไทย อนาคตประเทศไทย ณ ห้องประชุมแกรนด์ฮอลล์ ชั้น 3 อาคารทรู ดิจิทัล พาร์ค (ฝั่ง West) โดยในงานจะมีการจัดกิจกรรม บูธนิทรรศการจากองค์กรภาคเอกชนและโรงเรียน พิธีมอบเกียรติบัตร “โรงเรียนคอนเน็กซ์อีดีที่มีผลสัมฤทธิ์ที่ดีอย่างต่อเนื่อง” เวทีเสวนา แบ่งปันต้นแบบความสำเร็จโรงเรียนคอนเน็กซ์อีดี ด้วย 5 ยุทธศาสตร์มูลนิธิ และบรรยายพิเศษ “พลเมืองดิจิทัลและทักษะแห่งอนาคตเพื่อเด็กไทย

“กรณีโรงเรียนหมอนทองวิทยา จ.ฉะเชิงเทรา ได้สร้างปรากฎการณ์วงการฟุตบอลเยาวชนให้เป็นกระแสฟีเวอร์ของฟุตบอลนักเรียนจนประชาชนทั่วประเทศต่างชื่นชมนั้น สพฐ.ต้องขอชื่นชมผู้บริหาร ครู และบุคลากรทางการศึกษา รวมถึงโค้ช ที่ได้มีจิตอาสาพัฒนานักเรียนจนเป็นนักฟุตบอลที่มีชื่อเสียง อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้สอดคล้องกับนโยบาย สพฐ.ที่ได้ทำตั้งแต่เริ่มต้นแล้ว ไม่ว่าจะห้องเรียนกีฬา ดนตรี  ซึ่งเป็นโครงการที่เน้นพัฒนาศักยภาพนักเรียนด้านกีฬาควบคู่กับการเรียนวิชาการ มีหลายโรงเรียนโดดเด่น ซึ่งร้อยเอกธรรมนัส และ ศ.ดร.นฤมล ต้องการให้ทำเรื่องนี้ให้ครอบคลุมทุกแห่งทั่วประเทศ ซึ่งสพฐ.ก็จะรับมาดำเนินการให้งบฯสนับสนุน เพื่อส่งเสริมให้เด็กไปทิศทางที่เขาชอบ มองเห็นอนาคตตัวเอง นอกจากนี้เราจะสนับสนุนให้มีการแข่งขันระดับพื้นที่ ระดับจังหวัด และในระดับสพฐ.ต่อไป เพราะเรามี สพฐ.เกมส์อยู่แล้ว”เลขาธิการกพฐ.กล่าวทิ้งท้าย

”นฤมล”นำทีมลงพื้นที่ตรัง ติดตามนโยบาย “เรียนดี มีคุณธรรม” ยกระดับคุณภาพการศึกษาอย่างทั่วถึง

เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วย ดร.สุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และ ดร.พิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.) ลงพื้นที่จังหวัดตรัง เพื่อติดตามการดำเนินงานตามนโยบาย “เรียนดี มีคุณธรรม” ณ ศูนย์การศึกษาพิเศษจังหวัดตรัง โรงเรียนบ้านควนสวรรค์ และโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย ตรัง โดย ดร.พิเชฐ กล่าวว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการติดตามผลการขับเคลื่อนนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการในพื้นที่ภาคใต้ เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษา ครู และบุคลากร ตลอดจนสร้างความร่วมมือกับทุกภาคส่วนให้ผู้เรียนได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียมและตรงตามศักยภาพ โดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.)พร้อมเดินหน้านโยบายสำคัญ ได้แก่ การลดภาระและเพิ่มสวัสดิการครู การส่งเสริมการเรียนรู้ภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ หน้าที่พลเมือง วิทยาศาสตร์ และนวัตกรรม รวมถึงการปรับหลักสูตรให้ทันสมัยตอบโจทย์โลกยุคใหม่

ทั้งนี้ในช่วงเช้า เลขาธิการ กพฐ. ยังได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโรงเรียนลำภูราเรืองวิทย์ อำเภอห้วยยอด จังหวัดตรัง ซึ่งมีนักเรียนรวม 379 คน พร้อมรับฟังปัญหา อุปสรรค และสำรวจพื้นที่เพื่อพัฒนาเป็นบ้านพักครูในอนาคต

“อาจารย์แหม่ม”ห่วงสถานการณ์น้ำกำชับเฝ้าระวัง 24 ชม. เตรียมแผนเผชิญเหตุพื้นที่เสี่ยงพร้อมมาตรการช่วยเหลือ เน้นความปลอดภัยนักเรียนครูและบุคลากรอันดับแรก

เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวถึงสถานการณ์น้ำในหลายพื้นที่ของประเทศ ภายหลังกรมชลประทานรายงานว่ามีปริมาณน้ำไหลผ่านแม่น้ำเจ้าพระยาเพิ่มสูงขึ้น และจะปรับเพิ่มการระบายน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยาเป็น 2,900 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ตั้งแต่ช่วงเย็นของวันนี้ (10 พ.ย.) จนถึงเช้าวันที่ 11 พ.ย. ซึ่งอาจส่งผลให้ระดับน้ำในพื้นที่ลุ่มต่ำ โดยเฉพาะจังหวัดพระนครศรีอยุธยา สิงห์บุรี อ่างทอง และชัยนาท เพิ่มสูงขึ้น ว่า  กระทรวงศึกษาธิการได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานทั้งส่วนกลางและในพื้นที่ เฝ้าระวังสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด พร้อมเตรียมแผนเผชิญเหตุและมาตรการช่วยเหลือสถานศึกษาในพื้นที่เสี่ยง เพื่อให้สามารถดูแลนักเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษาได้อย่างปลอดภัย โดยขอให้ผู้บริหารสถานศึกษาและคณะครูร่วมกันตรวจสอบความมั่นคงแข็งแรงของอาคารเรียน ระบบไฟฟ้า และครุภัณฑ์ที่สำคัญ หากพื้นที่มีแนวโน้มที่อาจจะประสบน้ำท่วมหรืออยู่ในเขตเสี่ยง ขอให้เร่งเคลื่อนย้ายเอกสาร อุปกรณ์การเรียนการสอน และทรัพย์สินที่จำเป็นขึ้นที่สูง พร้อมเตรียมพื้นที่ปลอดภัยภายในโรงเรียน และชักซ้อมแผนอพยพอย่างรอบคอบ โดยยึดความปลอดภัยของนักเรียนและครูเป็นสิ่งสำคัญสูงสุด

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวต่อไปว่า หากพื้นที่ใดได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม ขอให้สถานศึกษาพิจารณาปรับรูปแบบการจัดการเรียนการสอนให้เหมาะสมกับสถานการณ์และบริบทของพื้นที่ เช่น ปรับเป็นการเรียนการสอนออนไลน์ การชะลอกิจกรรมที่อาจเสียงต่อความปลอดภัย ทั้งนี้ หากมีความจำเป็น สามารถพิจารณาปิดเรียนชั่วคราวได้ตามอำนาจของผู้อำนวยการสถานศึกษา โดยให้รายงานต่อสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทราบทันที นอกจากนี้ กระทรวงศึกษาธิการได้มอบหมายให้หน่วยงานส่วนกลาง โดยเฉพาะสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน (สช.) จัดเจ้าหน้าที่ประจำการตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อเตรียมรับการประสานและให้ความช่วยเหลือสถานศึกษาในพื้นที่ประสบภัย พร้อมประสานงานร่วมกับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) และหน่วยงานท้องถิ่น เพื่อให้ความช่วยเหลือได้อย่างรวดเร็วและทั่วถึง

“กระทรวงศึกษาธิการจะติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด และพร้อมให้ความช่วยเหลือสถานศึกษาในทุกพื้นที่อย่างเต็มกำลัง ขอให้ทุกโรงเรียนและหน่วยงานทางการศึกษาให้ความสำคัญกับการวางแผนรับมืออย่างรอบคอบ ทั้งในด้านความปลอดภัยของนักเรียน ครู และบุคลากร ตลอดจนการดูแลอาคารสถานที่และทรัพย์สินทางการศึกษาให้อยู่ในสภาพปลอดภัย หากพื้นที่ใดประสบปัญหาหรือได้รับผลกระทบ ขอให้รีบประสานหน่วยงานต้นสังกัดทันที เพื่อให้สามารถเข้าไปช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที และขอย้ำว่า ชีวิตและความปลอดภัยของครู-นักเรียนคือสิ่งที่มีค่าที่สุด กระทรวงศึกษาธิการจะอยู่เคียงข้างทุกโรงเรียนทุกพื้นที่ จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลายและสามารถกลับเข้าสู่ภาวะปกติ” ศ.ดร.นฤมล กล่าว

‘กมธ.ป.ป.ช. สภาฯ’จับตา‘องค์การค้าฯจัดซื้อจัดจ้างปี69ต้อง‘E-Bidding’ทุกรายการ หวัง ‘ศ.ดร.นฤมล’ร่วมวงถก พุธนี้

เมื่อวันที่ 10 พ.ย.2568 นายปรีติ เจริญศิลป์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฏร(สส.) พรรคประชาชน ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ (กมธ.ป.ป.ช.)สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่า กมธ.ป.ป.ช.ฯได้เกาะติด และติดตามกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างทุกโครงการขององค์การค้าสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (องค์การค้าของ สกสค.)สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่ง ดร.พีระพันธ์ เหมะรัต เลขาธิการสำนักงาน สกสค.ได้มีประกาศ องค์การค้าของสกสค.เรื่อง “เผยแพร่แผนการจัดซื้อจัดจ้าง ประจำปีงบประมาณ 2569” เมื่อวันที่ 7 พ.ย.2568 รวมทั้งสิ้น 19 รายการ วงเงิน 1,112 ล้านบาท โดยมากกว่า 90% เป็นโครงการจัดจ้างผลิตหนังสือแบบเรียนปีการศึกษา 2569 ของกระทรวงศึกษาธิการ ถึง 1,010 ล้านบาท ตามที่คณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (บอร์ด สกสค.) ที่มี ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.ศึกษาธิการ ประธานบอร์ด สกสค. ได้อนุมัติกรอบวงเงินไว้

นายปรีติ กล่าวต่อไปว่า ต้องยอมรับว่า โครงการจัดพิมพ์หนังสือแบบเรียนที่องค์การค้าฯ รับผิดชอบดำเนินการมักจะมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ ทั้งเรื่องคุณภาพของหนังสือแบบเรียน รวมถึงความไม่ชอบมาพากลในขั้นตอนจัดซื้อจัดจ้างมาโดยตลอด โดยเฉพาะช่วง 2-3 ปีการศึกษาที่ผ่านมา มีข้อร้องเรียนมายังหน่วยงานตรวจสอบของรัฐ รวมถึง กมธ.ป.ป.ช.ฯด้วย และจากการติดตามตรวจสอบ โดยเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูลต่อ รวมถึงเชิญ ผู้แทนองค์การค้าฯ มาสอบถาม หลายกรณีน่าเชื่อว่าไม่ชอบมาพากลตามข้อร้องเรียน ตลอดจนคำวินิจฉัยชี้ขาดว่า โครงการดังกล่าว มีความไม่โปร่งใส และขัดต่อหลักการกฎหมาย ซึ่งในวันที่ 12 พ.ย.นี้ นายอภิชาติ ตีรสวัสดิชัย สส.พรรคเพื่อไทย ประธานคณะ กมธ.ป.ป.ช.ฯ ได้มีหนังสือเชิญ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.ศึกษาธิการ เข้าร่วมการประชุม กมธ.ป.ป.ช.ฯเพื่อให้ข้อมูลซึ่งมีวาระเกี่ยวกับกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างขององค์การค้าฯ รวมอยู่ด้วย และน่าจะเป็นโอกาสดีในการแลกเปลี่ยนแนวคิดและข้อเสนอต่อโครงการผลิตหนังสือแบบเรียนของกระทรวงศึกษาฯ ที่กำลังเริ่มดำเนินการ และในปีถัดๆไป เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อเด็กนักเรียน ที่เป็นอนาคตของชาติ และลดข้อครหาต่อหน่วยงานมากที่สุด ก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ศ.ดร.นฤมล จะตอบรับคำเชิญของ กมธ.ฯ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล ที่เชื่อว่าเป็นประโยชน์กับทุกฝ่าย

“กรมบัญชีกลาง เคยให้ข้อมูลกับ กมธ.ป.ป.ช.ฯไว้ว่า ได้วินิจฉัยการกำหนดขอบเขตงาน (ทีโออาร์) เฉพาะปีการศึกษา 2567 และปีการศึกษา 2568 ว่า ขัดต่อมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 (พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างฯ 2560)มีลักษณะกีดกันการแข่งขันอย่างเป็นธรรม เช่นเดียวกันกับอีกหลายโครงการจัดซื้อจัดจ้างที่เกี่ยวข้องกับโครงการพิมพ์หนังสือแบบเรียน ก็ถูกวินิจฉัยว่า  มีลักษณะกีดกันไม่ให้เอกชนรายใดรายหนึ่งเข้าร่วมการเสนอราคาอย่างเป็นธรรม ซึ่งจากข้อมูลทั้งหมดที่ กมธ.ป.ป.ช.ฯ ได้จาก กรมบัญชีกลาง พบว่า เกือบทั้งหมดของโครงการที่ถูกชี้ว่า ขัดต่อกฎหมายนั้น จะเริ่มต้นด้วยการเปิดประกวดราคาแบบ E-Bidding ตามปกติ แต่ต่อมาก็จะเกิดปัญหาจนเป็นเหตุต้องยกเลิกการประกาศเชิญชวน หรือยกเลิกผลการประกวดราคา จากนั้นเมื่อประกาศเชิญชวนครั้งใหม่ก็จะเปลี่ยนเป็นวิธีการคัดเลือก ที่มีความรัดกุมในแง่การตรวจสอบน้อยกว่า โดยอ้างเรื่องเงื่อนเวลากระชั้นชิด เพราะระเบียบกำหนดว่า ต้องส่งหนังสือแบบเรียนของแต่ละปีการศึกษาต้องถึงมือนักเรียนและสถานศึกษาก่อนวันเปิดภาคเรียนที่ 1 ของปีการศึกษานั้นๆ หรือวันที่ 16 พ.ค.ของทุกปี”นายปรีติ กล่าวและว่า อย่างไรก็ดีทาง กรมบัญชีกลาง ก็ทราบดีถึงปัญหาขององค์การค้าฯ ที่ผ่านมาจึงได้มีการเน้นย้ำให้ องค์การค้าฯ หลีกเลี่ยงการใช้วิธีการคัดเลือกในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง และให้ใช้การประกวดราคาแบบ E-Bidding ที่มีความโปร่งใสมากกว่า รวมถึงการร่างขอบเขตงาน หรือทีโออาร์ ให้มีความเป็นธรรมด้วย

รองประธาน กมธ.ป.ป.ช.สภาผู้แทนราษฏร กล่าวอีกว่า โครงการจ้างพิมพ์หนังสือแบบเรียน ปี 2569 รวมถึงโครงการจัดซื้อจัดจ้างใดๆทุกโครงการ จึงต้องยึดแนวทางประกวดราคาแบบ E-Bidding ตามข้อแนะนำของ กรมบัญชีกลาง อย่างเคร่งครัด และหากมีการวางแผนที่ดี ก็ไม่ยากที่จะทำโครงการให้เสร็จก่อนเปิดเทอม ส่วนเรื่องทีโออาร์ที่มีปัญหามาตลอด เชื่อว่าหากผู้เกี่ยวข้องยึดประโยชน์ของประเทศชาติ และเด็กนักเรียนทั่วประเทศเป็นสำคัญ ก็เชื่อว่า ทีโออาร์ ที่ออกมาจะมีความชอบธรรม  จนไม่เป็นเหตุให้ถูกร้องจนกระบวนการต้องชะงัก เหมือนที่ผ่านมาอีก ส่วนกรณี บอร์ด สกสค.มีมติ ให้เชิญสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ร่วมสังเกตการณ์ และตรวจสอบ ทุกขั้นตอนของการจัดพิมพ์แบบเรียน เพื่อให้มั่นใจได้ว่า การดำเนินการทั้งหมดจะเป็นไปอย่างถูกต้องโปร่งใส นั้น ไม่น่าจะได้ประโยชน์เท่าไรนัก และคงไม่พ้นเชิญไปโชว์ตัวถ่ายภาพประชาสัมพันธ์ว่า กราบโกงแล้วเท่านั้น เพราะที่ผ่านมาทุกปี องค์การค้าฯ ก็เชิญหน่วยงานภายนอก รวมถึงสถาบันการศึกษา มาลงนามบันทึกความเข้าใจ (ทีโออาร์) เพื่อให้เข้ามาร่วมสังเกตการณ์โครงการพิมพ์แบบเรียนทุกขั้นตอน จัดแถลงข่าวใหญ่โต แต่ก็เกิดปัญหาอย่างที่เห็น โดยที่คณะผู้สังเกตการณ์ไม่พบ และในขณะที่ กรมบัญชีกลาง วินิจฉัยชัดเจนว่า ทีโออาร์ของโครงการพิมพ์แบบเรียนปีที่ผ่านๆมา มีเนื้อหาขัดต่อ พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างฯ กรณีกีดกันการแข่งขันอย่างเป็นธรรม หรือยังมีกรณีที่องค์การค้าฯ ค้างจ่ายค่าลิขสิทธิ์แบบเรียนให้แก่ สำนักงานการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) มาเกือบ 10 ปี จนมีหนี้คงค้างกันมากกว่า 219 ล้านบาท ปรากฏว่า ทั้งฝ่าย สพฐ.ที่เป็นเจ้าหนี้ ไม่คิดจะติดตามทวงถาม ส่วนองค์การค้าฯ ที่เป็นลูกหนี้ก็ไม่ได้แจ้งขอผ่อนผันเป็นกิจลักษณะ คิดกันเองว่า องค์การค้าฯ มีหนี้สะสมอยู่ จึงยังไม่สะดวกชำระหนี้ มองผิวเผินก็อาจเห็นความถ้อยทีถ้อยอาศัยของหน่วยงานในสังกัดเดียวกัน แต่ในฐานะหน่วยงานรัฐ ถือว่า เข้าข่ายปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ทำให้รัฐเสียหายด้วย

“อธิบดีสกร.”ร่วมคณะรองนายกฯลงพื้นที่ จ.นราธิวาสเสนอผลงานเด่น“เสริมงานเดิม สร้างงานใหม่ เท่าทันสังคมโลก สู่การสร้างรายได้และคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืน

เมื่อวันที่ 9 พ.ย.2568 ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้(สกร.)เปิดเผยว่า จากการลงพื้นที่ร่วมกับคณะ ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.)ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมผู้บริหารระดับสูงจาก 4 กระทรวง ได้แก่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ที่จังหวัดนราธิวาส เพื่อตรวจราชการและติดตามภารกิจด้านการเกษตร การศึกษา การพัฒนาสังคม และการท่องเที่ยว ณ ลานอเนกประสงค์ (ลานคนเดิน) อำเภอสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส โดย กรมส่งเสริมการเรียนรู้ ได้ร่วมจัดนิทรรศการ “การส่งเสริมการเรียนรู้จากภูมิปัญญาท้องถิ่น สู่การสร้างรายได้และคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืน” นำเสนอผลงานเด่นจากพื้นที่จังหวัดนราธิวาส อาทิ  สกร.ระดับอำเภอสุไหงโก-ลก  นำเสนอการทำขนมไทยโบราณพื้นถิ่น “ปูตูฮาลือบอ”การแปรรูปแป้งสาคูต้น ชนิดผงและชนิดเม็ด ครองแครง ลอดช่องสิงคโปร์ ขนมสาคูเปียกมะพร้าวอ่อน ครองแครงกะทิสด ลอดช่องสิงคโปร์กะทิสดมะพร้าวอ่อน และการสาธิตการทำริบบิ้นถวายความไว้อาลัย  สกร.ระดับอำเภอสุไหงปาดี  นำเสนอการทำขนมไทยโบราณ “ขนมคนที” หรือที่บางท้องถิ่นเรียกว่า “ขนมตานี” ซึ่งเป็นขนมที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นและมีคุณค่าทางภูมิปัญญา และการทำน้ำอัญชันโซดามะนาว  และในโอกาสนี้ ศ.ดร.นฤมล ได้เยี่ยมชมและกล่าวชื่นชมการดำเนินงานของ สกร. ที่สามารถต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่นให้เป็นเครื่องมือในการสร้างอาชีพและพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม สอดคล้องกับพระราชบัญญัติส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. 2566 ที่มุ่งเน้นให้ประชาชนทุกกลุ่มวัยได้เรียนรู้ตามบริบทของตนเองและพื้นที่อันมีความหลากหลายทางวัฒนธรรม

อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมโครงการเร่งรัดผ่าตัดทำหมันสุนัขและแมว ภายใต้โครงการ “สัตว์ปลอดโรค คนปลอดภัย จากโรคพิษสุนัขบ้า” การมอบโฉนดที่ดินและปัจจัยการผลิตให้เกษตรกร รวมถึงการจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากในพื้นที่เพื่อส่งเสริมองค์ความรู้ สนับสนุนอาชีพ และสร้างรายได้ให้แก่ชุมชนให้มีต้นทุนทางสังคมและวัฒนธรรมที่เข้มแข็ง การเรียนรู้จากฐานชีวิตจริงและภูมิปัญญาชุมชน คือแนวทางสำคัญของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ในการขับเคลื่อนการเรียนรู้เพื่อชีวิตที่มั่นคงและยั่งยืนของประชาชนทุกช่วงวัย ดังนั้นการลงพื้นที่ตรวจราชการของรองนายกรัฐมนตรีฯในครั้งนี้ ถือเป็นพลังสำคัญที่สร้างขวัญและกำลังใจให้แก่หน่วยงานในระดับจังหวัดและภาคีเครือข่าย โดยกรมส่งเสริมการเรียนรู้ พร้อมสานต่อภารกิจ “เสริมงานเดิม สร้างงานใหม่ ให้เท่าทันสังคมโลก”เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในทุกพื้นที่อย่างแท้จริง

“ในการลงพื้นที่จังหวัดนราธิวาสครั้งนี้ ดิฉันได้พบปะกับทีมงานนิเทศจิตอาสาในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งต่างเป็นผู้ที่เคยร่วมทำงานกันด้วยมิตรภาพที่อบอุ่นคุ้นเคยและเป็นกันเองมาเป็นเวลานาน มีทีมงานกว่า 50 คน ได้ร่วมพูดคุย แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และรับประทานอาหารร่วมกัน สะท้อนถึงความสัมพันธ์ที่ดี ความร่วมมือ และความตั้งใจในการขับเคลื่อนงานจิตอาสา เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ของประชาชนในพื้นที่ให้ก้าวหน้าอย่างยั่งยืน”ดร.เกศทิพย์ กล่าว

“ร.อ.ธรรมนัส – อ.แหม่ม”นำทีมผู้บริหารลงพื้นที่ปัตตานี มอบเงินเยียวยาครอบครัวนักเรียนที่ได้รับผลกระทบฯ พร้อมฟังเสียงครูปลายด้ามขวาน “ย้ำ” ครูทุกคนต้องได้รับการดูแลอย่างมีศักดิ์ศรี

เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2568 ศาสตราจารย์นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ร่วมคณะ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลกระทรวงศึกษาธิการ  ลงพื้นที่จังหวัดปัตตานี ตรวจเยี่ยมการศึกษาในพื้นที่ โดยได้เดินทางไปยังโรงเรียนดรุณศาสน์วิทยา และมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี พร้อมด้วยนายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการจากส่วนกลาง และในพื้นที่จังหวัดปัตตานี เข้าร่วมติดตามและรับฟังปัญหาการศึกษา ทั้งนี้ ร.อ.ธรรมนัส และ ศ.ดร.นฤมล ได้นำคณะผู้บริหาร ครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียน ยืนสงบนิ่งถวายความอาลัยแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จากนั้นได้เป็นประธานมอบทุนการศึกษาแก่ทายาทผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจแก่เด็กและเยาวชนในพื้นที่นอกจากนี้ ยังได้ร่วมพูดคุยกับผู้บริหารสถานศึกษา ทั้งในสังกัด สพฐ. โรงเรียนเอกชน และโรงเรียนสอนศาสนา (ปอเนาะ–ตาดีกา) เพื่อรับฟังสภาพปัญหา อุปสรรค และแนวทางการพัฒนาการศึกษาในพื้นที่ โดยเฉพาะประเด็น “งบอาหารกลางวัน” ที่โรงเรียนเอกชนยังเข้าไม่ถึง

รองนายกรัฐมนตรี  กล่าวว่า เราคุยกันตลอดว่า ปัญหาของพี่น้องครูโรงเรียนเอกชนในพื้นที่ภาคใต้ที่เกิดขึ้นต้องช่วยกันแก้ โดยเฉพาะเรื่องสวัสดิการครู ถือเป็นเรื่องสำคัญมาก ตนไปที่ไหนก็จะพูดเรื่องนี้เสมอ เพราะการที่เราจะเป็น พ่อคนที่สอง แม่คนที่สอง ของลูกหลานเยาวชน ไม่ว่าจะอยู่ตรงไหนของประเทศไทย เราทุกคนคือคนไทย และต้องได้รับการดูแลอย่างดี ถ้าพ่อพิมพ์แม่พิมพ์ของชาติไม่สมบูรณ์ จะให้หล่อหลอมต้นกล้าให้เป็นเยาวชนที่ดี มีคุณภาพ เป็นกำลังสำคัญของประเทศได้อย่างไร การสร้างชาติให้มั่นคงจึงเป็นไปไม่ได้เลย

“ครู ไม่ใช่อาชีพเรือรับจ้าง แต่เป็นอาชีพที่ต้องมีศักดิ์ศรี และต้องได้รับการดูแล ครอบครัวของคุณครูก็เช่นกัน ต้องไม่ประสบปัญหา เพราะถ้าครอบครัวครูมีปัญหา ทั้งเรื่องหนี้สินหรือเรื่องส่วนตัว จะมีแรงใจไปสอนลูกหลานได้อย่างไร เรื่องบ้านพักครูก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ต้องเร่งดำเนินการปรับปรุงให้ดีขึ้น“ ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

ขณะที่ ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า หลายคนยังเข้าใจผิดว่า เด็กโรงเรียนเอกชนคือเด็กมีฐานะ ทั้งที่ความจริงไม่ใช่ โรงเรียนเอกชนการกุศลและโรงเรียนศาสนาหลายแห่งมีเด็กยากจนจำนวนมาก จึงควรได้รับสิทธิ์อาหารกลางวันเช่นเดียวกับโรงเรียนของรัฐ เพราะหลักการคือเด็กทุกคนต้องเข้าถึงอาหารกลางวันอย่างเท่าเทียม ซึ่งจากข้อมูลพบว่า เด็กในพื้นที่ชายแดนใต้จำนวนมากไม่ได้รับประทานอาหารเช้า ทั้งที่เป็นเรื่องสำคัญต่อพัฒนาการและสติปัญญาของเด็ก ซึ่งกระทรวงจะพิจารณาแนวทางให้เด็กในพื้นที่ได้เข้าถึงโภชนาการครบถ้วน ในส่วนของบ้านพักครู ศ.ดร.นฤมล เปิดเผยว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างเตรียมนำเสนอคณะรัฐมนตรี เพื่ออนุมัติหลักการพัฒนาบ้านพักครูทั่วประเทศ โดยจะให้การเคหะแห่งชาติเข้ามาช่วยดำเนินการสร้างและปรับปรุง ซึ่งจังหวัดปัตตานีจะถูกบรรจุเป็นจังหวัดนำร่องเพิ่มเติมหลังจากดำเนินการใน 8 จังหวัดแรกแล้ว นอกจากนี้ยังมีการหารือเรื่องการจัดสรรงบประมาณด้านเทคโนโลยีและคอมพิวเตอร์เพื่อโรงเรียนในพื้นที่ รวมถึงแนวทางสนับสนุนโรงเรียนขนาดเล็กให้มีที่พักนอนเพียงพอสำหรับนักเรียน

จากนั้น ร.อ.ธรรมนัส และ ศ.ดร.นฤมล พร้อมด้วยคณะ เดินทางต่อไปยังหอประชุมใหญ่คณะวิทยาการสื่อสาร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ต.รูสะมิแล อ.เมือง จ.ปัตตานี เพื่อเยี่ยมชมนิทรรศการด้านการศึกษา และกิจกรรม Fix it Center ของสถานศึกษาในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ได้แก่ ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้อำเภอกะพ้อ อำเภอปานาเระ ศูนย์ฝึกอบรมวิชาชีพอำเภอยะรัง อำเภอมายอ และอำเภอแม่ลาน สาขาวิทยาลัยอาชีวศึกษาปัตตานี