เมื่อวันที่ 18 พ.ย.2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เว็บไซต์ สำนักงานส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา(สำนักงานสกสค.)ได้ประกาศเลื่อนวันเข้ารับการสัมภาษณ์และแสดงแนวคิดวิสัยทัศน์ ต่อคณะกรรมการประเมินความเหมาะสมกับตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษาจังหวัด/กรุงเทพมหานคร จากเดิมที่กำหนดไว้ในวันที่ 22 พฤศจิกายน 2568 ออกไปก่อนแบบไม่มีกำหนดเวลา ลงนามโดย ดร.ดิศกุล เกษมสวัสดิ์ รองเลขาธิการสำนักงาน สกสค.ในฐานะประธานกรรมการสรรหาฯ
โดยให้เหตุผลว่า เนื่องจากมีผู้สมัครเข้ารับการสรรหาเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษาจังหวัด/กรุงเทพมหานคร มีการอุทธรณ์ขอให้ทบทวนเรื่องคุณสมบัติของผู้สมัครเข้ารับการสรรหาบุคคลตามประกาศรายชื่อผู้มีคุณสมบัติเข้ารับการสรรหาฯ ซึ่งมีจำนวนหลายรายชื่อที่ต้องพิจารณาให้ความเป็นธรรม ซึ่งมีผลกระทบต่อกระบวนการสรรหาตามห้วงเวลาที่กำหนด จึงขอเลื่อนกำหนดวัน เวลาและสถานที่ในการสัมภาษณ์และแสดงแนวคิดวิสัยทัศน์ออกไปก่อน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สาเหตุการเลื่อนการสรรหาผอ.สำนักงานสกสค.จังหวัด /กรุงเทพมหานคร ครั้งนี้ ไม่ใช่เฉพาะสาเหตุที่ สกสค.ได้บอกมาเบื้องต้น แต่เหตุผลหลักเพราะการเมืองต้องการคนของตัวเองเข้ามาเป็น ผอ.สกสค.จังหวัด/กทม.ทั้ง 77 จังหวัด คณะกรรมการสรรหาฯที่มี ดร.ดิสกุล เป็นประธาน โดยมีคณะกรรมการทั้งหมด 4 ชุด คือ 1.คณะกรรมการประเมินประวัติผลงาน 2.คณะกรรมการประเมินวิสัยทัศน์ 3.คณะกรรมการสัมภาษณ์และ 4.คณะกรรมการรวมคะแนน ซึ่งมีกระแสข่าวว่ากรรมการทั้ง 4 ชุดจะลาออกทั้งหมดไม่ขอทำให้ เพราะเห็นว่าการกระทำดังกล่าวไม่มีความเป็นธรรม ประกอบกับ มีอดีตผู้บริหารและผู้บริหารระดับสูงคอยสั่งการอยู่ ซึ่งทำให้สกสค.มีความกดดันเป็นอย่างมาก จนตัดสินใจแสดงท่าทีอารยะขัดขืนด้วยการประกาศเลื่อนการสรรหาออกไปอย่างไม่มีกำหนด





เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการจัดงานฉลองวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2569 โดยมีผู้บริหาร ข้าราชการ และผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ–เอกชน เข้าร่วม เพื่อกำหนดแนวทางการจัดกิจกรรมภายใต้แนวคิด “เรียนดี มีคุณธรรม”ณ ห้องประชุมราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ โดย ศ.ดร.นฤมล ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมว่า การจัดงานวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2569 ซึ่งจะมีขึ้นในวันเสาร์ที่ 10 มกราคม 2569 กระทรวงศึกษาธิการทำหน้าที่เป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินงานร่วมกับหลายหน่วยงานทั้งรัฐและเอกชน เพื่อสร้างพื้นที่การเรียนรู้ สนุกสนาน และเสริมคุณธรรมให้กับเยาวชนไทย ภายใต้แนวคิด “เรียนดี มีคุณธรรม” โดยปีนี้ได้เตรียมจัดนิทรรศการเทิดพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่อเผยแพร่พระมหากรุณาธิคุณด้านการศึกษา รวมถึงพระราชกรณียกิจในการเสด็จพระราชดำเนินยังพื้นที่ห่างไกลเพื่อดูแลเด็กและเยาวชนอย่างทั่วถึง

โดย ศ.ดร.นฤมล ได้นำเสนอนโยบายและทิศทางการพัฒนาการเรียนการสอนภาษาจีนในประเทศไทย พร้อมเน้นย้ำถึงความสัมพันธ์ระหว่างไทย–จีน และความสำคัญของการยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ภาษาจีนให้ทันสมัยและตอบโจทย์อนาคต โดยเฉพาะการผลิตกำลังคนด้านอาชีวศึกษาที่มีทักษะภาษาจีนรองรับตลาดแรงงานยุคใหม่ พร้อมเสนอให้ฝ่ายจีนสนับสนุนทุนการศึกษาแก่ครูไทยเพื่อไปศึกษาต่อที่ประเทศจีน ตลอดจนส่งผู้เชี่ยวชาญมาฝึกอบรมให้แก่ครูไทยเพื่อยกระดับทักษะการสอนภาษาจีนอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ ไทยยังขอรับการสนับสนุนด้านเทคโนโลยีเพื่อพัฒนาการเรียนการสอนภาษาจีนในห้องเรียนของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ รวมถึงการร่วมกันพัฒนาแพลตฟอร์มการสอนภาษาจีน เพื่อให้ผู้เรียนสามารถเข้าถึงการเรียนรู้ได้ง่าย หลากหลาย และทันสมัยยิ่งขึ้น ขณะที่ฝ่ายจีนได้เสนอแนวทางขยายความร่วมมือ เช่น การยกระดับหลักสูตรภาษาจีนให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล โดยเฉพาะในระดับอาชีวศึกษา การพัฒนาสื่อการเรียนรู้ ระบบการสอบ HSK การแลกเปลี่ยนครูและผู้เชี่ยวชาญชาวจีน รวมถึงการร่วมพัฒนาแพลตฟอร์มออนไลน์แบบครบวงจรสำหรับผู้เรียนทุกช่วงวัย
นอกจากนี้ รมว.ศึกษาธิการ ยังได้กล่าวถึงความจำเป็นในการพัฒนาทักษะภาษาจีนเพื่อตอบโจทย์การจ้างงานในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งมีนักลงทุนชาวจีนจำนวนมาก พร้อมเสนอให้เพิ่มครูอาสาสมัครจีนในศูนย์การเรียนรู้ทั่วประเทศเพื่อเสริมศักยภาพแรงงานไทย ขณะเดียวกัน ไทยยังขอรับการสนับสนุนการจัดตั้ง “ห้องเรียนขงจื่อ” เพิ่มเติม รวมถึงส่งเสริมรูปแบบการจัดการเรียนการสอนแบบ 3+1 ได้แก่ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ภาษาจีน และทักษะภาษาดิจิทัล (AI) โดยการหารือครั้งนี้สะท้อนเจตนารมณ์ร่วมของไทยและจีนในการพัฒนาความร่วมมือด้านการศึกษาให้ก้าวหน้าและยั่งยืน โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างโอกาสการเรียนรู้คุณภาพสูงให้คนไทยทุกช่วงวัย และตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่อย่างแท้จริง
เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เข้าร่วมการประชุมระดับโลกว่าด้วยการสอบวัดระดับภาษาจีน HSK Global Conference 2025 ณ กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน พร้อมขึ้นกล่าวปาฐกถาในหัวข้อ “Bridging Global Education Through Chinese Language Proficiency” (สะพานเชื่อมโลกการศึกษาด้วยความสามารถด้านภาษาจีน) เพื่อผลักดันคุณภาพการศึกษาภาษาจีนในประเทศไทยให้ทัดเทียมมาตรฐานนานาชาติ และสอดคล้องกับมาตรฐานวิชาชีพของกำลังแรงงานไทยในอนาคต
รมว.ศึกษาธิการ กล่าวบนเวทีว่า การประชุม HSK Global Conference ถือเป็นเวทีสำคัญระดับนานาชาติที่รวบรวมผู้กำหนดนโยบาย นักวิชาการ และผู้ทรงคุณวุฒิจากทั่วโลกด้านการสอนภาษาจีน เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และแนวทางพัฒนาหลักสูตรที่มีคุณภาพ โดยประเทศไทยให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเรียนรู้ภาษาจีนในฐานะภาษาที่มีบทบาทสำคัญในเศรษฐกิจ การค้า วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ซึ่งเป็นทักษะที่ช่วยเสริมความสามารถในการแข่งขันของเยาวชนไทยในเวทีโลก ความร่วมมือทางการศึกษาระหว่างไทยและจีนเป็นเสาหลักสำคัญต่อการพัฒนาทักษะด้านภาษาและความเข้าใจวัฒนธรรม ซึ่งสะท้อนถึงความสัมพันธ์ฉันมิตรที่ยาวนานระหว่างสองประเทศ โดยปีนี้ยังถือเป็นวาระครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–จีน ซึ่งยิ่งตอกย้ำความร่วมมือทางการศึกษาที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
“ตลอดหลายปีที่ผ่านมา กระทรวงศึกษาธิการได้ทำงานร่วมกับสถาบันการศึกษาจีนในหลายมิติ ทั้งการพัฒนาหลักสูตร การฝึกอบรมครู การแลกเปลี่ยนนักเรียน และการขยายศูนย์สอบวัดระดับภาษาจีน (HSK) ในประเทศไทย ปัจจุบันประเทศไทยมีศูนย์สอบ HSK ครอบคลุมทุกจังหวัดกว่า 185 แห่ง ช่วยให้ประชาชนเข้าถึงการสอบมาตรฐานสากลได้สะดวก ลดค่าใช้จ่ายการเดินทาง และเพิ่มโอกาสด้านการศึกษาต่อและการจ้างงานในสาขาที่เกี่ยวข้องกับภาษาจีนโดยตรง”ศ.ดร.นฤมล กล่าวและว่า การเรียนภาษาจีนไม่ใช่เพียงการเสริมทักษะภาษา แต่เป็นการสร้าง “สะพานแห่งมิตรภาพ” ระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ และเป็นกุญแจสำคัญในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของไทยสู่มาตรฐานแรงงานระดับนานาชาติ การนำมาตรฐาน HSK มาใช้เป็นกรอบในการพัฒนาหลักสูตรและการประเมินผล จะช่วยเตรียมเยาวชนไทยให้มีความพร้อมทั้งด้านภาษา วัฒนธรรม และทักษะการทำงานในเศรษฐกิจโลกยุคใหม่
รมว.ศึกษาธิการ ยังได้กล่าวขอบคุณรัฐบาลจีนและหน่วยงานด้านการศึกษาในจีนที่ดำเนินความร่วมมืออย่างเข้มแข็ง โดยเฉพาะ Chinese Test International (CTI) และ Center for Language Education and Cooperation (CLEC) ที่ร่วมสนับสนุนการยกระดับคุณภาพการเรียนการสอนภาษาจีนในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง พร้อมย้ำว่ากระทรวงศึกษาธิการไทยจะเดินหน้าพัฒนาคุณภาพครู ผู้เรียน และระบบประเมินผลภาษาจีนให้สอดคล้องกับความต้องการแรงงานในอนาคต ประเทศไทยมุ่งมั่นพัฒนาเยาวชนให้เป็นกำลังสำคัญในการสร้างสรรค์อนาคตของประเทศ การเสริมทักษะภาษาจีนเป็นอีกหนึ่งยุทธศาสตร์ที่จะทำให้เด็กไทยก้าวทันโลก และสามารถแข่งขันในตลาดแรงงานนานาชาติได้อย่างมั่นใจ และขอให้การประชุม HSK Global Conference ประสบความสำเร็จอย่างสูง และความหวังว่า ความร่วมมือทางการศึกษา และวัฒนธรรมระหว่างไทย–จีนจะยังคงเติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป

เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2568 นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(กอศ.) เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการการอีวศึกษา (สอศ.) มีนโยบายส่งเสริมทักษะอาชีพเพื่อทุกคน เปิดโอกาสให้ประชาชนทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นเยาวชน ผู้สูงอายุ พระภิกษุ หรือสามเณร ได้เรียนรู้และฝึกอาชีพในรูปแบบที่เข้าถึงง่าย ใช้เวลาเรียนสั้นแต่สามารถสร้างอาชีพและรายได้จริง สอดคล้องกับเป้าหมายของในการสร้างโอกาส สร้างอาชีพ พัฒนาทักษะคนไทยให้พึ่งพาตนเองได้ และช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนและชุมชน ซึ่ง สอศ. มุ่งให้สถานศึกษานำองค์ความรู้ด้านอาชีพและอัตลักษณ์ตามบริบทของพื้นที่ มาต่อยอดเป็นหลักสูตรที่ตอบโจทย์สังคม เช่น โครงการตัดเย็บสบง อังสะ เพื่อน้องเณร ของวิทยาลัยสารพัดช่างสุราษฎร์ธานี ที่ออกแบบเพื่อให้พระภิกษุและสามเณรสามารถเย็บจีวรและสบงได้ด้วยตนเอง ซึ่งนอกจากช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายของวัดแล้ว ยังเป็นการฝึกเรียนรู้การเย็บจีวรและสบงด้วยตนเอง สร้างทักษะวิชาชีพที่สามารถนำไปต่อยอดได้จริง เกิดประโยชน์ต่อตนเองและส่วนรวม
ด้าน นางสาวฉันทนา โพธิครูประเสริฐ ผู้อำนวยการวิทยาลัยสารพัดช่างสุราษฎร์ธานี กล่าวว่า โครงการ “ตัดเย็บสบง อังสะ เพื่อน้องเณร” ภายใต้หลักสูตรระยะสั้น 30 ชั่วโมง สาขาช่างตัดเย็บผ้า เกิดจากความร่วมมือระหว่าง วิทยาลัยสารพัดช่างสุราษฎร์ธานี สำนักสงฆ์นิคามธรรมาวาส และสมัชชาการศึกษาสุราษฎร์ธานี โดยพระครูวินัยธรทวีศักดิ์ สิริปญฺโญ เห็นถึงปัญหาค่าใช้จ่ายในการจัดหาจีวรและสบงที่มีราคาสูง รวมถึงรูปแบบและขนาดไม่พอดีกับพระภิกษุและสามเณร วิทยาลัยฯ จึงร่วมกันออกแบบหลักสูตรที่เน้นการฝึกปฏิบัติจริง ตั้งแต่พื้นฐานการตัดเย็บผ้า การวัดตัว ไปจนถึงขั้นตอนการเย็บเสร็จสมบูรณ์ เพื่อให้พระภิกษุและสามเณร สามารถนำความรู้ไปใช้ได้ทันที เกิดประโยชน์ทั้งต่อวัดและต่อตนเอง
ทั้งนี้ มีวิทยาลัยสารพัดช่างทั่วประเทศ เปิดสอนหลักสูตรระยะสั้นหลายสาขา อาทิ สาขาช่างยนต์ ช่างไฟฟ้า ช่างแอร์ ตัดเย็บผ้า อาหารและโภชนาการ ช่างตัดผม และช่างเสริมสวย เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนทุกกลุ่มได้เรียนรู้ทักษะอาชีพในเวลาสั้น ๆ แต่สามารถนำไปประกอบอาชีพได้จริง สำหรับผู้สนใจสามารถสมัครเรียนหลักสูตรระยะสั้นได้ที่ วิทยาลัยสารพัดช่างทั่วประเทศ หรือดูรายชื่อสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาได้ที่ https://www.vec.go.th/th-th/หน่วยงานในสังกัด/สถานศึกษาในสังกัดสอศ/สถานศึกษาอาชีวศึกษารัฐบาล.aspx “เรียนระยะสั้นอาชีวะจบแล้วสามารถนำไปประกอบอาชีพได้จริง”
สำนักงานคณะกรรมการ สกสค. ได้เชิญหน่วยงานเข้าร่วมสังเกตการณ์ ประกอบด้วย สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ และองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ซึ่งทั้ง 3 องค์กรได้ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี โดยให้คำแนะนำว่าองค์การค้าของ สกสค. ควรทำข้อตกลงคุณธรรมด้วย สำหรับการประชุมปรึกษาหารือในครั้งนี้ เพื่อให้เกิดความเข้าใจและเตรียมความพร้อมในการจัดจ้างพิมพ์หนังสือเรียนปี 2569 เป็นไปตามแผนการดำเนินงานที่กำหนดไว้ และให้สามารถผลิตหนังสือเรียนได้ทันก่อนเปิดเทอม

