สพฐ. เสิร์ฟ 5 หลักสูตรยกระดับสมรรถนะดิจิทัล-AI ให้ครู ฟรี

เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2569 ดร.พิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.)เป็นประธานการประชุมผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ครั้งที่ 11/2569 เพื่อติดตามความก้าวหน้าและขับเคลื่อนนโยบายสำคัญด้านการพัฒนาคุณภาพการศึกษา โดยมี ดร.พิเชฐร์ วันทอง ดร.วิษณุ ทรัพย์สมบัติ และนางภัทรวรรณ ภัทรบวรวุฒิ รองเลขาธิการ กพฐ. พร้อมด้วยนางอรุณี จิรมหาศาล และนางอาทิตยา ปัญญา ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ. เข้าร่วมประชุม ร่วมกับผู้อำนวยการสำนักต่าง ๆ และบุคลากรของ สพฐ. ณ ห้องประชุม สพฐ. 1 อาคาร สพฐ. 4 ชั้น 2 กระทรวงศึกษาธิการ และผ่านระบบออนไลน์

ดร.พิเชฐ กล่าวว่า ที่ประชุมได้หารือนโยบายสำคัญเพื่อเดินหน้ายกระดับการศึกษาไทย โดยมีผู้อำนวยการเขตตรวจราชการเข้าร่วมประชุมด้วย เพื่อรับฟังข้อเสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับการเบิกจ่ายงบประมาณให้เป็นไปตามแนวทางที่สำนักงบประมาณกำหนด รวมถึงประเด็นสำคัญอื่นๆ เช่น การบริหารงานบุคคล การสอบครูผู้ช่วย มาตรการ/แนวทางการดูแลและส่งเสริมด้านความปลอดภัยให้กับนักเรียน เป็นต้น

อีกประเด็นที่สำคัญ คือ การขับเคลื่อนยกระดับสมรรถนะดิจิทัล–AI มุ่งพัฒนาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ให้มีทักษะเทคโนโลยีทันสมัย รองรับการจัดการเรียนรู้ยุคดิจิทัลอย่างมีประสิทธิภาพ ด้วย“หลักสูตรพัฒนาสมรรถนะดิจิทัลและเทคโนโลยีที่ทันสมัย” สำหรับข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ประจำปี 2569 จำนวน 5 หลักสูตร ครอบคลุมทั้ง Cloud, AI, ความปลอดภัยไซเบอร์ และจริยธรรมดิจิทัล เป็นการจัดอบรมออนไลน์ฟรี 100% ผ่านช่องทาง OBEC Channel, YouTube และ Facebook พร้อมรับวุฒิบัตรเมื่อผ่านเกณฑ์การประเมิน

เลขาธิการ กพฐ. กล่าวว่า ขณะเดียวกัน สพฐ. ได้เดินหน้าโครงการ “สร้างพลังแห่งการเรียนรู้สู่อนาคตด้วยเทคโนโลยี” เปิดเวทีแข่งขันนวัตกรรม AI เพื่อพัฒนานักเรียน ครูและบุคลากรทางการศึกษา ให้สามารถประยุกต์ใช้ AI ในการเรียนรู้และบริหารสถานศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพ โดยคัดเลือกทีมต้นแบบ AI และจัดแข่งขัน OBEC Hackathon 2026 เพื่อสร้างนวัตกรรมที่ใช้ได้จริงและขยายผลได้ พร้อมตั้งเป้าผลิตข้อเสนอโครงการ AI ไม่น้อยกว่า 50 เรื่อง และพัฒนาทีมต้นแบบ 20 ทีม ผลักดันให้เกิดนวัตกรรม AI อย่างน้อย 20 ผลงาน พร้อมทั้งสร้างเครือข่ายการเรียนรู้ด้านเทคโนโลยี มุ่งยกระดับคุณภาพการศึกษา ลดความเหลื่อมล้ำ และเสริมสร้างระบบการศึกษาไทยสู่ดิจิทัลอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ เลขาธิการ กพฐ. ยังได้เชิญชวนร่วมงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 54 และสัปดาห์หนังสือนานาชาติ ครั้งที่ 24 ระหว่างวันที่ 26 มีนาคม – 6 เมษายน 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ภายใต้แนวคิด “Read The Legend” “ตำนานไม่ใช่แค่เรื่องเล่าในอดีต…แต่คือเรื่องจริงที่เดินทางข้ามกาลเวลา” พบกับสำนักพิมพ์กว่า 362 ราย บูธจัดงาน 1,028 บูธ กิจกรรมบนเวทีมากกว่า 100 รายการ รวมถึงนิทรรศการและกิจกรรมสร้างสรรค์อีกกว่า 21 รายการ อาทิ นิทรรศการหนังสือดีเด่น ประจำปี 2569 นิทรรศการแสงแห่งปัญญา นิทรรศการหนังสือต้องห้าม(ลืม) กิจกรรม Mini Book Workshop นักข่าวน้อยรีวิวหนังสือ และ Photo Booth ถ่ายภาพกับหนังสือในตำนาน เป็นต้น

นอกจากนี้ยังมีการมอบรางวัลสำหรับผู้ที่ได้รับการคัดเลือกผลงานในการประกวดแข่งขันการนำผลงานสารสนเทศเพื่อการบริหารจัดการไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนาสถานศึกษาและนักเรียน ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง สพฐ. กับ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา โดยผู้ได้รับรางวัล 2 คน ประกอบด้วย รางวัลชนะเลิศ “การนำเสนอข้อมูลสารสนเทศเพื่อการตัดสินใจ” ได้แก่ นางสาวเพชรรัตน์ อภัยภักดิ์ จากโรงเรียนพระนารายน์ สพม.ลพบุรี และรางวัล “ผู้สนับสนุนและส่งเสริมการนำสารสนเทศไปใช้ในการจัดการเรียนรู้” ได้แก่ นางสาวสุนทรี จันทร์สำราญ ศึกษานิเทศก์ สพม.ลพบุรี สะท้อนความสำเร็จของการนำข้อมูลสารสนเทศมาพัฒนาการศึกษาอย่างเป็นรูปธรรมในระดับพื้นที่

ครูจีนเฮ! คุรุสภาจับมือสมาคมครูจีน จัดอบรมมาตรฐานความรู้วิชาชีพครู ภาคภาษาจีน รับสมัครรุ่นแรก ภายใน 27 มี.ค.นี้

ผศ.ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ตนได้มอบหมายให้ ผศ.ดร.พลรพี ทุมมาพันธ์ รองเลขาธิการคุรุสภา เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือทางวิชาการในการดำเนินงานอบรมหลักสูตรมาตรฐานความรู้วิชาชีพครูภาคภาษาจีนกับสมาคมครูจีน (ประเทศไทย) โดยมีดร.วรรณา ลอลือเลิศ นายกสมาคมครูจีน (ประเทศไทย) พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่สมาคมครูจีน (ประเทศไทย) และคณะผู้บริหารและพนักงานเจ้าหน้าที่ของสำนักงานเลขาธิการคุรุสภาสภา เข้าร่วมในพิธี โดยสำนักงานเลขาธิการคุรุสภากับสมาคมครูจีน (ประเทศไทย)ได้กำหนดระยะเวลาความร่วมมือเป็นเวลา 3 ปี ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2569 – มีนาคม 2572 โดยคุรุสภาจะสนับสนุนบทเรียนและสื่อประกอบที่เกี่ยวข้องในหลักสูตรอบรมมาตรฐานความรู้วิชาชีพครู จำนวน 7 หน่วยการเรียนรู้ และสนับสนุนแพลตฟอร์มสำหรับใช้ในการจัดอบรมหลักสูตรอบรมมาตรฐานความรู้วิชาชีพครู จำนวน 7 หน่วยการเรียนรู้ ภาคภาษาจีน รวมทั้งสนับสนุนและดำเนินการอบรมมาตรฐานความรู้วิชาชีพครูสำหรับครูที่ใช้ภาษาจีน ส่วนสมาคมครูจีนก็จะดำเนินการแปลบทเรียนและสื่อประกอบที่เกี่ยวข้องในหลักสูตรการอบรม และประสานงานกับหน่วยงานในประเทศจีน และสนับสนุนบุคลากรในการแปลบทเรียนและสื่อประกอบที่เกี่ยวข้อง

เลขาธิการคุรุสภา กล่าวต่อว่า ความร่วมมือทางวิชาการของคุรุสภากับสมาคมครูจีน (ประเทศไทย) ในครั้งนี้ เนื่องจากปัจจุบันการสอนภาษาจีนในประเทศไทยมีความสำคัญขึ้นอย่างต่อเนื่อง การพัฒนาการเรียนการสอนภาษาจีนจึงไม่ใช่เพียงเรื่องทักษะภาษาเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างความเข้าใจอันดีในเชิงวัฒนธรรมระหว่างกัน ประเทศไทย จึงมีความต้องการครูผู้สอนภาษาจีนที่มีคุณภาพและมาตรฐานวิชาชีพสูง การร่วมมือกับสมาคมครูจีนถือเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยลดอุปสรรคด้านภาษา การแปลบทเรียนและสื่อประกอบ รวมถึงการประสานงานกับหน่วยงานในสาธารณรัฐประชาชนจีนและจะช่วยให้ครูจีนที่ปฏิบัติหน้าที่ในประเทศไทยสามารถเข้าถึงองค์ความรู้ด้านวิชาชีพครูตามบริบทของสังคมไทยอย่างถ่องแท้

ผศ.ดร.อมลวรรณ กล่าวอีกว่า ขณะนี้สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา โดยสถาบันคุรุพัฒนากำลังเปิดรับสมัครเข้ารับการอบรมหลักสูตรมาตรฐานความรู้วิชาชีพครู (KSP 7 Module) ภาคภาษาจีน หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 “การเปลี่ยนแปลงบริบทของโลก สังคม และแนวคิดของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” เพื่อพัฒนาสมรรถนะด้านความรู้วิชาชีพของครูให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่ รับสมัครตั้งแต่บัดนี้ถึงวันที่ 27 มีนาคม 2569 ซึ่งรุ่นที่ 001 ภาคภาษาจีน จะอบรมระหว่างเดือนมีนาคม – กรกฎาคม 2569 โดยผู้ที่จะเข้าอบรมต้องเป็นผู้ได้รับหนังสือยกเว้นไม่ต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพควบคุมเป็นการชั่วคราวที่ยังไม่หมดอายุ ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ นอกจากนี้คุรุสภายังได้เตรียมการเปิดการอบรมหลักสูตรมาตรฐานความรู้วิชาชีพครู (KSP 7 Module) ภาคภาษาจีน ในหน่วยการเรียนรู้ ที่ 2 – 7 ครบทั้ง 7 หน่วยการเรียนรู้ โดยจะเปิดรับลงทะเบียนในเดือนเมษายน 2569 และกำหนดเปิดอบรมในเดือนพฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป อย่างไรก็ตามขอเชิญชวนผู้สนใจเข้าร่วมอบรม เข้าดูขั้นตอนการสมัครและตรวจสอบสิทธิได้ที่ https://www.ksp.or.th/service/license_search.php แล้วสมัครเข้าใช้งานผ่านคุรุแพลตฟอร์ม https://khuruplatform.ksp.or.th/_/login จากนั้นกดเลือกที่ “หลักสูตร 7Module” เลือกคอร์สอบรมภาคภาษาจีน และกดสมัครคอร์สภาษาจีนเพื่อชำระเงิน โดยสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่เว็บไซต์ https://sites.google.com/kurupatana.ac.th/ksptpdi-7-module/ชาวไทย และสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่อีเมล: info@kurupatana.ac.th

“เกศทิพย์”พาทัวร์ เรียนรู้ สร้างอาชีพ ปลูกผักกินเองในภาวะวิกฤต

ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิชย์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้(สกร.)เปิดเผยว่า ในวันที่ 28-29 มีนาคมนี้ สกร.จะจัดกิจกรรมที่หลากหลาย ทั้งการอบรมระยะสั้น เวิร์กชอปสร้างอาชีพ นิทรรศการองค์ความรู้ เวทีแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และการจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากทั่วประเทศ ที่พร้อมต่อยอด “การเรียนรู้สู่การสร้างรายได้ (Learn to Earn)” อย่างเป็นรูปธรรม และจะเดินหน้าขับเคลื่อนการเรียนรู้ตลอดชีวิต ผ่านการจัดงาน “LEARN & EARN HEALTH MARKET” ตลาดนัดการเรียนรู้คู่เกษตรธรรมชาติ ที่ผสานองค์ความรู้ ทักษะอาชีพ และสุขภาพไว้ในพื้นที่เดียวกันอย่างครบวงจร “เรียนรู้ สร้างอาชีพ สร้างสุข สู่คลังอาหารปลอดภัยในบ้าน พึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน”

พร้อมกันนี้ จะมีการต่อยอดองค์ความรู้สู่การปฏิบัติจริง สร้าง “คลังอาหารปลอดภัย” ในบ้านและชุมชน ลดการพึ่งพาภายนอกในยามวิกฤต เสมือนมี “ตลาดสุขภาพ” อยู่ใกล้ตัว ใช้ชีวิตได้อย่างมั่นคง ยั่งยืน และพึ่งพาตนเองได้ ซึ่งการจัดกิจกรรมครั้งนี้ สกร. ได้จัดทำ Infographic ประชาสัมพันธ์ใน 5 ภาษา ได้แก่ ไทย อังกฤษ จีน ญี่ปุ่น และเยอรมัน เพื่อขยายโอกาสการเข้าถึงการเรียนรู้สู่ระดับนานาชาติ สะท้อนบทบาทประเทศไทยในฐานะแหล่งเรียนรู้ด้านเกษตรธรรมชาติและสุขภาวะของโลก จีงขอเชิญชวนทุกท่านร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ที่ “สร้างได้ทั้งความรู้และรายได้” พร้อมสร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับตนเอง ครอบครัว และชุมชน แล้วพบกันในวันที่ 28-29 มีนาคมนี้ที่ ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ ตั้งแต่เวลา 09.-17.00 น นะคะ

สอศ.จับมือ กพท.ผนึกกำลังอุตสาหกรรมการบิน ปั้นเด็กอาชีวะสู่สากล

เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2569 ที่ หอประชุมคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ ได้จัดพิธียกย่องเชิดชูเกียรติสถานประกอบการและมอบเกียรติบัตรผู้ผ่านการฝึกประสบการณ์วิชาชีพ เพื่อผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษาในอุตสาหกรรมการบิน โดยสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(สอศ.)(OVEC Aviation 2026)โดยมี นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(กอศ.) พร้อมด้วย พลอากาศเอก มนัท ชวนะประยูร ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย ปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “อนาคตกำลังคนอาชีวะในอุตสาหกรรมการบิน”และมีผู้เกี่ยวข้อง รวมถึงเครือข่ายการบินเข้าร่วมงาน

นายยศพล กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา มีภารกิจในการผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษาสมรรถนะสูง เพื่อการพัฒนาประเทศ โดยในส่วนของอุตสาหกรรมการบิน ได้จัดการเรียนการสอนหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง สาขาวิชาช่างอากาศยานมากว่า 10 ปีแล้ว ซึ่งเป็นหลักสูตรที่ได้รับการรับรองมาตรฐานสถาบันฝึกอบรมนายช่างภาคพื้นดิน ของสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) และสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมการบิน เช่น สาขาวิชาธุรกิจการบิน สาขาวิชาเทคนิคการผลิต(ผลิตชิ้นส่วนอากาศยาน) และสาขาวิชาเทคโนโลยีอุตสาหกรรมตัวถังและสีรถยนต์ (ตัวถังและสีเครื่องบิน) ซึ่งการจัดการเรียนการสอนได้รับความร่วมมือจากสถานประกอบการในอุตสาหกรรมการบิน เพื่อให้ผู้เรียน ได้มีความรู้ทักษะ และการฝึกประสบการณ์วิชาชีพ ให้เป็นกำลังคนที่มีคุณภาพต่ออุตสาหกรรมการบินของประเทศ

เลขาธิการ กอศ. กล่าวต่อไปว่า สอศ.ได้พัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนที่ตอบโจทย์อุตสาหกรรมสมัยใหม่ ถึงแม้ว่าอุตสาหกรรมการบินจะไม่ใช่เรื่องใหม่แต่กำลังคนเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งมหาวิทยาลัยและสถานศึกษาอื่นยังไม่มีการจัดการเรียนการสอนหลักสูตรดังกล่าว และหน่วยงานหลักที่ผลิตก็ยังไม่มีกำลังคนเพียงพอ ดังนั้น อาชีวศึกษาจึงตอบโจทย์มากที่สุด แต่ทั้งนี้หลักสูตรจะต้องมีมาตรฐาน ICAO กฎข้อบังคับ และวิธีปฏิบัติสากล เพื่อความปลอดภัย มั่นคง แลมีประสิทธิภาพของการบินพลเรือน ซึ่งทั้ง 6 วิทยาลัยที่เปิดสาขาช่างอากาศยานและธุรกิจการบิน ซึ่งเป็นกลุ่มหลักในการผลิตกำลังคนสู่อุตสาหกรรมการบิน ผ่านหลักสูตร ปวส. ร่วมกับสถาบันการบินและสายการบินต่างๆ ได้แก่ วิทยาลัยเทคนิคถลาง จ.ภูเก็ต วิทยาลัยเทคนิคสัตหีบ จ.ชลบุรี วิทยาลัยเทคนิคดอนเมือง กรุงเทพมหานคร วิทยาลัยเทคนิคสมุทรปราการ จ.สมุทรปราการ วิทยาลัยเทคนิคอุบลราชธานี จ.อุบลราชธานี และวิทยาลัยการอาชีพขอนแก่น จ.ขอนแก่น โดยผู้เรียนจะได้รับการรับรองมาตรฐานสถาบันฝึกอบรมนายช่างภาคพื้นดิน จากสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) เป็นการการันตีความพร้อมในการเข้าสู่สายงานได้ทันที ขณะเดียวกัน ยังพัฒนากำลังคนในสาขาที่อุตสาหกรรมต้องการ โดยร่วมมือกับสถานประกอบการทั้งในและต่างประเทศ เพื่อให้ผู้เรียนมีทักษะตรงความต้องการของอุตสาหกรรมและสามารถแข่งขันในระดับนานาชาติ ทั้งนี้ มีนักศึกษาผ่านการฝึกประสบการณ์วิชาชีพในสาขาช่างอากาศยาน ธุรกิจการบิน และเทคนิคการผลิต รวม 125 คน จากสถานศึกษา 13 แห่ง มารับมอบเกียรติบัตร และหน่วยงานต้นแบบ สถานประกอบการต้นแบบ บุคคลต้นแบบ และสถานศึกษาต้นแบบ ที่มีบทบาทในการพัฒนากำลังคนด้านการบิน อาทิ สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) บริษัท ไทยแอร์เอเชีย จำกัด บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) บริษัท ไทยไลออนเมนทารี จำกัด และบริษัท การบินกรุงเทพ เป็นต้น

ด้าน พลอากาศเอก มนัท กล่าวว่า ในส่วนของสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย เรามีหน้าที่กำกับดูแลในเรื่องของมาตรฐานทางด้านความปลอดภัยและความรู้ของผู้ที่จะได้คุณวุฒิตรงตาม มาตรฐานที่กำหนด ซึ่งในปัจจุบันต้องบอกว่า ธุรกิจการบินมีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว ดังนั้น 2 สิ่งที่เราต้องการก็คือปริมาณและคุณภาพ ซึ่งความต้องการด้านปริมาณตนมองว่า สอศ.มีความสามารถที่จะนำบุคลากรเข้าสู่ระบบอุตสาหกรรมการบิน อย่างไรก็ตาม การที่จะทำให้มีคุณภาพนั้น ก็ต้องเข้าไปดูเรื่องหลักสูตรการเรียนการสอนว่าตรงตามมาตรฐานที่กำหนดหรือไม่ เพราะเมื่อเด็กจบออกมาแล้วก็จะมีค่าตอบแทนต่างๆค่อนข้างสูง มั่นคง สามารถที่จะอยู่ในวงการอุตสาหกรรมการบินของเราที่จะเจริญเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ ตรงนี้เป็นการสร้างพื้นฐานที่สำคัญ เราไม่สามารถที่จะลงทุนในด้านของ ฮาร์ดแวร์ หรือซอฟต์แวร์ เพียงอย่างเดียวไม่ได้ เรายังต้องมีกำลังคน ที่จะเป็นส่วนสำคัญที่จะผลักดันทำให้กิจการการบินเจริญเดินหน้าไปอย่างปลอดภัยสำหรับทุกคน

“ผมคิดว่า สอศ เดินมาถูกทางแล้ว เพราะการที่เราต้องการบุคลากรไปดูแลเครื่องบิน เราไม่ต้องการเด็กที่มีคุณวุฒิทางด้านวิชาการที่สูง ไม่ต้องการคนที่จบด็อกเตอร์ มาซ่อมเครื่องบิน แต่เราต้องการคนที่ซ่อมเครื่องบินได้ตามมาตรฐานที่ถูกต้องและปลอดภัย ขณะเดียวกัน เราก็ต้องการปริมาณด้วย ซึ่งผมเชื่อว่าเด็กอาชีวะมีความรู้ความสามารถเพราะเรามีบุคลากรที่เก่ง สามารถถ่ายทอดได้ มีหลักสูตรที่เข้มข้น อีกทั้งมีการประเมินตรวจสอบทดสอบวัดผลที่ได้มาตรฐานด้วย”ผอ.การบินพลเรือนแห่งประเทศไทย กล่าวและว่า ในกลุ่มอาชีพอุตสาหกรรมนั้นถือว่ายังขาดแคลนบุคลากรอยู่ เพราะเรามีจำนวนเครื่องบินที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ และเป็นจำนวนมากด้วย เครื่องบินเครื่องหนึ่งเราไม่ต้องการเฉพาะนักบินกับลูกเรือ แต่เราต้องการช่าง ต้องการบุคลากรภาคพื้นต่างๆที่เกี่ยวข้องกับดูแลเครื่องบิน ซึ่งมีหลายสาขาที่เกี่ยวข้องกับการบินที่ทุกคนคาดไม่ถึง เช่น การขนส่งสินค้า การตรวจอุปกรณ์ ความปลอดภัยต่างๆ ซึ่งเหล่านี้ต้องมีมาตรฐานและมีใบรับรองความสมควรเดินอากาศทั้งสิ้น ซึ่งเชื่อว่าอาชีวศึกษาจะสามารถที่จะร่วมกันผลิตบุคลากรเพื่อป้อนเข้าสู่ระบบได้ และผู้ประกอบการเองก็พร้อมที่จะรับเด็กเหล่านี้ไปพัฒนาต่อให้เขามีอาชีพที่มั่นคงต่อไป

สกสค.ทำสัญญาจ้างพิมพ์หนังสือฯกับ 5 บริษัทแล้ว มั่นใจ จัดพิมพ์หนังสือทันตามกำหนด การันตีความโปร่งใส ประหยัดงบกว่า 255 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2569 ที่ โรงพิมพ์องค์การค้าของสำนักงานส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา( สกสค.) ได้เชิญผู้ชนะการประกวดเสนอราคาจัดพิมพ์หนังสือแบบเรียนขององค์กมารค้าฯ จำนวน 5 ราย ได้แก่ 1) ห้างหุ้นส่วนจำกัด ฟิสิกส์เซ็นเตอร์ 2) บริษัท รุ่งศิลป์การพิมพ์ (1977) จำกัด 3) บริษัท วรรณชาติ เพรส จำกัด 4) บริษัท สยามเพลส จำกัด และ 5) บริษัท อุดมศึกษา จำกัด เข้าร่วมลงนามในสัญญาฯ เพื่อเริ่มดำเนินการผลิตหนังสือแบบเรียนตามแผนงานที่กำหนด

โดย ดร.พีระพันธ์ เหมะรัต เลขาธิการคณะกรรมการ สกสค. ได้มอบหมายให้ ดร.ดิศกุล เกษมสวัสดิ์     รองเลขาธิการคณะกรรมการ สกสค. เป็นประธานในการลงนามข้อตกลงคุณธรรม (Integrity Pact) ร่วมกันระหว่างผู้ชนะการเสนอราคา ผู้สังเกตการณ์ และองค์การค้าของ สกสค. เพื่อให้การดำเนินโครงการเป็นไปอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้ พร้อมด้วย นางสาวชนนิกานต์ สืบชนะ รองเลขาธิการคณะกรรมการ สกสค. ทำหน้าที่ประธานคณะกรรมการร่างขอบเขตของงาน (TOR) และประธานคณะกรรมการพิจารณาผลการประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ของโครงการ เพื่อกำกับและติดตามการดำเนินงานให้เป็นไปตามระเบียบ กฎหมาย และหลักธรรมาภิบาล โดยผลการประกวดราคาพบว่า โครงการนี้สามารถ ประหยัดงบประมาณได้รวมทั้งสิ้น 255,637,700 บาท หรือคิดเป็นร้อยละ 25.31 ของงบประมาณโครงการ

และในวันเดียวกันยังได้มีการประชุมบริหารสัญญา โดยมี ดร.สุชาติ กลัดสุข รองเลขาธิการคณะกรรมการ สกสค. เป็นประธานคณะกรรมการตรวจรับพัสดุ กำกับและติดตามกระบวนการผลิตอย่างใกล้ชิด พร้อมขอความร่วมมือให้ผู้รับจ้างทั้ง 5 ราย ดำเนินการจัดพิมพ์ให้แล้วเสร็จ และสามารถส่งมอบหนังสือแบบเรียนแก่สถานศึกษาทั่วประเทศตามกำหนดการก่อนเปิดภาคเรียนปีการศึกษา 2569 โดยไม่ส่งผลกระทบต่อการเรียนการสอน สร้างความมั่นใจ ลดความกังวลของตัวแทนจำหน่ายและสถานศึกษาว่าการจัดพิมพ์หนังสือแบบเรียนจะแล้วเสร็จทันกำหนดเวลา

อย่างไรก็ตาม การลงนามในสัญญาครั้งนี้ได้รับเกียรติจากผู้สังเกตการณ์ภายใต้ข้อตกลงคุณธรรมทั้ง 3 ท่าน และคุณวาสนา สุทธิเดชัย คณะกรรมการส่งเสริมโครงการข้อตกลงคุณธรรม เข้าร่วมเป็นสักขีพยาน โดย ดร.มานะ นิมิตมงคล ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ได้กล่าวชื่นชมว่า “การดำเนินโครงการว่าการปรับกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างของ สกสค. ในครั้งนี้ได้นำ “ข้อตกลงคุณธรรม” มาใช้ เปิดให้ผู้สังเกตการณ์จากองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) เข้าร่วมสังเกตการณ์ในทุกขั้นตอน ตั้งแต่จัดทำ TOR กำหนดราคากลางไปจนถึงประกวดราคา แบบ (e-bidding) และกำหนดให้ผู้เสนอราคาสามารถยื่นข้อเสนอได้ในทุกรายการ ส่งผลให้เกิดการแข่งขันอย่างเปิดกว้าง ทำให้สามารถจัดซื้อได้ในราคาที่เป็นธรรม ได้ราคาต่ำกว่าราคากลาง และประหยัดงบประมาณอีกด้วย

“เพื่อไทย”ต้องรู้

หยอก หยอก วันที่ 19 มีนาคม 2569 *** “นกไม่เคยกลัวกิ่งไม้หัก ไม่ใช่เพราะมั่นใจในกิ่งไม้ แต่มันมั่นใจในปีกของตัวเอง” ***ใกล้คลอดเต็มทีแล้วสินะกับรัฐบาลอนุทิน 2  ทราบมาว่า หลังโหวตนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 19 มีนาคม จะมีการนำรายชื่อนายกรัฐมนตรี ขึ้นทูลเกล้าฯ และหลังจากมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ นายกรัฐมนตรีแล้ว จะมีการตรวจสอบประวัติและคุณสมบัติผู้ที่จะเป็นรัฐมนตรี หลังจากนั้นจึงจะนำรายชื่อคณะรัฐมนตรี(ครม.)ชุดใหม่ ขึ้นทูลเกล้าฯ ซึ่งคาดว่า จะได้ ครม.ชุดใหม่ช่วงวันสงกรานต์ *** สำหรับกระทรวงศึกษาธิการ เป็นที่แน่นอนล้านเปอร์เซ็นต์ว่าเป็นโควตาของพรรคสีแดง “เพื่อไทย” โดยมือวางอันดับหนึ่งที่จะมาเป็นเจ้าของรหัส “เสมา 1” ก็มีการสับขาหลอกไปมาอยู่ 2 คน คือ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ในฐานะหัวหน้าพรรค และ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง ผู้อาวุโสของพรรค ที่เคยมีชื่อว่าจะมานั่งเป็นเสนาบดีกระทรวงศึกษาธิการหลายครา และคราวนี้ก็มีรายชื่อส่งเข้าประกวดอีกครั้ง … แต่ไม่ว่าบทสรุปสุดท้ายรายชื่อจะออกที่ใคร หยอก หยอก ว่า ขอเพียงให้มีความจริงใจที่จะเปลี่ยนประเทศไปในทางที่ดีขึ้น ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาให้ได้เท่านี้ก่อนก็ดีใจแล้ว เพราะการเปลี่ยนแปลงต้องเริ่มจาก “การศึกษา” อย่าใช้เด็กเป็นหนูทดลองระบบ ก็หวังว่า พรรคเพื่อไทย มารอบนี้จะมาปฏิรูปโครงสร้างการศึกษาไทย เรียนรู้เพื่อมีรายได้ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล สู่ระบบ “Digital Education” เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา *** ไม่ใช่ตั้งเป้ามาตัดงบโครงการต่าง ๆ 20-25% โดยอ้างว่าเป็นงานนโยบาย ซึ่งตอนนี้ยังเรียกเก็บกันอยู่ในบางหน่วยงาน ก็ไม่รู้ว่าเงินจำนวนนี้โอนให้ใคร แบบนี้ ถ้าภาษาชาวบ้านเขาเรียกกันว่า “ทุจริตเชิงนโยบาย”…เด้อค่า *** ประเด็นที่เป็น เผือกร้อน ของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา หรือ สอศ.ตอนนี้ก็คือการจัดซื้อครุภัณฑ์ต่าง ๆ เพื่อใช้ในการเรียนการสอน ให้เด็กอาชีวะฝึกปฏิบัติประจำปีงบประมาณ 2569 ยังจัดซื้อจัดจ้างกันไม่ได้ เพราะตอนนี้มีบริษัทหนึ่งยื่นฟ้องไปที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)และศาลปกครอง ว่า มีการล็อคสเปกเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับบางบริษัท งานนี้ก็ได้แต่สงสารนักเรียน นักศึกษา ที่รออุปกรณ์การฝึกปฏิบัติ … ถ้าเป็นแบบนี้คุณภาพการศึกษาของประเทศจะยังเหลืออยู่มั้ย จะตอบโจทย์พรรคเพื่อไทยที่วางไว้ว่า “เรียนรู้เพื่อมีรายได้” ได้หรือเปล่า? ใครทำอะไรไว้อย่าคิดว่าคนอื่นเค้าไม่รู้เด้อ … หยอก ไม่อยากพูดเยอะ.. เจ็บคอ …  อย่าให้เด็กต้องเดือดร้อนไปด้วย … สปอร์ตไลท์ส่องถึง..นะจ๊ะนะจ๊ะ *** อ้อ..วันนี้ขออนุญาตพูดถึงประเด็นของ สอศ.เยอะหน่อยนะ เมื่อวาน หยอก หยอก ได้รับบัตรสนเท่ห์มาฉบับหนึ่งร่ายยาว 4-5 หน้า ซึ่งก็เป็นเจ้าเดิมนั่นแหละ แต่จะหยิบยกเฉพาะที่ หยอก หยอก รู้มาก่อนหน้านี้มาเล่าละกัน …  ตอนนี้ต้องยอมรับว่า บรรยากาศภายใน สอศ.วุ่นวาย โกลาหลซะเหลือเกิน  แว่วว่า ผู้บริหารแบ่งค่ายกันชัดเจน แม้แต่เด็ก ๆ ที่ผู้ใหญ่ให้แสงก็หลงตัวเองจนเกินงาม ว่ากันว่า ขณะนี้สำนัก ในสอศ.ว่างอยู่ 3 สำนัก คือ สำนักอำนวยการ สำนักนโยบายและแผน และ สำนักพัฒนาสมรรถนะครูและบุคลากรอาชีวศึกษา กำลังอยู่ในขั้นการรับสมัครคัดเลือกผู้ที่มีความเหมาะสม แต่มีพรายกระซิบให้แซดว่า รายชื่อทั้ง 3 ตำแหน่ง เสนอให้ผู้มีอำนาจพิจารณาแล้ว ส่วนจะเข้าตาหรือไม่ ต้องรอฟังกันนะจ๊ะ … อีกเรื่อง ก็การเช่าซื้อรถตู้ให้วิทยาลัย 400 คัน ดำเนินการเปิดตัวไปแล้ว 200 คัน เรื่องนี้เป็นเรื่องปกติของการบริหาร แต่มันมีอะไรที่ไม่ปกตินี่สิ ได้ยินว่า พรรคเพื่อไทย เตรียมจะเข้ามาสอบถามเรื่องเหล่านี้ด้วยนะ … ก็เตรียมตอบคำถามกันเด้อ …ว่าแต่งานนี้ จะสงสาร ยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการ อาชีวศึกษา ที่จะเกษียณอายุราชการอีกไม่กี่เดือน หรือ จะสงสารใครดี … ไม่รู้ว่าที่อยู่ใกล้ตัวน่ะ เป็นงูพิษ หรือ งูน่ารัก  555 … รอลุ้นได้เลยมีโอกาสสูงที่เจ้ากระทรวงจากค่ายสีแดงจะมาล้างไพ่ใน ศธ.ก่อนกันยายนนี้ *** พูดถึงงาน สอศ.ถ้าไม่พูดถึง สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.)เดี๋ยว ดร.พิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการ กพฐ. จะน้อยใจ จริง ๆ แล้ว เรื่องของ สพฐ.มีให้เล่าไม่น้อยกว่า สอศ. ถ้าจะมาเล่าวันนี้คอลัมน์จะยาวเกินไป วันนี้ขอแค่แตะพอหอมปากหอมคอกันไปก่อน …  การแต่งตั้งผู้บริหารระดับต้น และ ผู้อำนวยการสำนักต่าง ๆ ใน สพฐ.ที่เพิ่งผ่านมาหมาด ๆ มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในแวดวง สพฐ.อยู่ไม่น้อย ซึ่ง “เลขาฯพิเชฐ”ก็คงรู้ตัว จึงพยายามคุมเกมให้ผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งได้แสดงความสามารถเต็มที่ อย่าให้เสียชื่อคนการันตี … จริง ๆ ก็ยอมรับว่าวางตัวกันได้ดีทีเดียว แต่ก็แอบเป็นห่วงหน่อย ๆ กับงานในสำนักเทคโนโลยีเพื่อการเรียนการสอน หรือ สทร. ที่ต้องดูโครงการ Anywhere Anytime (เรียนได้ทุกที่ทุกเวลา) ซึ่งเป็นนโยบายหลักของกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและยกระดับคุณภาพการศึกษา ด้วยงบประมาณกว่า 22,000 ล้านบาท (ระยะเวลา 5 ปี) เพื่อเช่าอุปกรณ์แท็บเล็ต/โน้ตบุ๊กให้นักเรียนและครู ซึ่งมีการวางแผนใช้ช่วงปี 2568-2572 ก็ไม่รู้ว่า ตั้งคนที่มีความรู้เรื่องนี้มาคุมหรือเปล่า? ก็เท่านั้นเอง ***พูดถึงงานพิมพ์หนังสือเรียนของ องค์การค้าของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา(สกสค.)ปีนี้ ดร.พีระพันธ์ เหมะรัต เลขาธิการคณะกรรมการ สกสค.ได้มอบหมายให้  ชนนิกานต์ สืบชนะ รองเลขาธิการ สกสค.เป็นหัวหอกในการดำเนินการตั้งแต่ต้นน้ำ ถึงปลายน้ำ จนได้ 5 สำนักพิมพ์มาพิมพ์หนังสือแบบเรียนขององค์การค้าฯปีการศึกษา 2569 แล้ว ซึ่ง 1 ใน 5 สำนักพิมพ์ มีชื่อบริษัท รุ่งศิลป์การพิมพ์(1977)จำกัด คู่พิพาท องค์การค้าฯ รวมอยู่ด้วย โดยจะมีการกำหนดลงนามสัญญาและลงนามข้อตกลงคุณธรรมโครงการจ้างพิมพ์หนังสือแบบเรียน จำนวน 150 รายการ ในวันที่ 20 มีนาคมนี้ ที่องค์การค้าฯลาดพร้าว แต่ที่น่ากังวลคือ ปีนี้การดำเนินการจ้างพิมพ์หนังสือองค์การค้าฯล่าช้ากว่าปีที่ผ่านมา นักเรียนก็จะเปิดเทอมในวันที่ 16 พฤษภาคม 2569 นี้ จะพิมพ์หนังสือแบบเรียนเสร็จส่งทันก่อนเปิดเทอมหรือไม่ เพราะมีบางโรงพิมพ์ได้พิมพ์หนังสือจำนวนมาก กำลังพิมพ์เพียงพอหรือไม่ ซึ่งสกสค.และองค์การค้าฯจะต้องลงพื้นที่ดูโรงพิมพ์ทั้ง 5 แห่ง เพื่อติดตามการทำงานอย่างใกล้ชิด อย่าให้เหมือนปีที่ผ่าน ๆ มาว่าส่งหนังสือแบบเรียนล่าช้า แล้วมาปกปิดกัน … อ้อ แล้วก็อย่าอ้างเรื่องการรบกันระหว่าง อเมริกา-อิสราเอล กับ อิหร่าน ทำให้น้ำมันแพงจนกระทบต้นทุนนะจ๊ะ เพราะถ้าบริหารจัดการดีจริง ควรได้ลงมือพิมพ์หนังสือก่อนเค้ารบกันแล้ว …จริงมั้ย*** อย่างไรก็ตามตอนนี้มีสื่อเสรีก็น่าจะคลายความกังวลกันไปมาก เพราะหนังสือเรียนเอกชนดี ๆ มีให้เลือกเยอะ เว้นแต่ว่า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.)จะขอความอนุเคราะห์ให้โรงเรียนซื้อหนังสือจากองค์การค้าฯ แต่เท่าที่สอบถามจาก ดร.วิษณุ ทรัพย์สมบัติ รองเลขาธิการ กพฐ. ที่กำกับดูแลงานวิชาการ ยืนยันว่าไม่มีหนังสือขอความอนุเคราะห์ใด ๆ ทั้งสิ้น ถ้าเขตพื้นที่ฯได้รับหนังสือก็บอกเลยว่า ปลอม จ้า 555 *** อีกไม่ถึงเดือนก็จะเข้าเทศกาลสงกรานต์แล้ว ประเมินจากสถานการณ์ปีนี้ การเดินทางน่าจะลดลงมากเลยทีเดียว เพราะสภาวะการขาดแคลนน้ำมันและมีแนวโน้มว่าน้ำมันจะราคาพุ่งสูงขึ้น หลายคนคงตัดสินใจแล้วว่าปีนี้เที่ยว ณ ที่ตั้ง ไม่เดินทางอย่างน้อยก็ประหยัดค่าใช้จ่ายโดยเฉพาะน้ำมันไปได้โข แต่สำหรับใครที่ยังมุ่งมั่นที่จะเดินทางก็ขอให้เดินทางด้วยความระมัดระวัง ปลอดภัยทุกคน ***

ครูตบ-ต่อยนักเรียนเหตุไม่ส่งงาน ผิดจรรยาบรรณร้ายแรง คุรุสภาไม่ปล่อย เล็งถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ

จากกรณีข่าวครูโรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดชลบุรี ลงโทษนักเรียนชั้น ป.5 ด้วยการตบ-ต่อย เหตุเพราะไม่ส่งงาน ซึ่งผู้ปกครองได้ร้องเรียนและแจ้งความให้ดำเนินคดีทางกฎหมาย นั้น ผศ.ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา กล่าวว่า คุรุสภาทราบเรื่องดังกล่าวแล้ว ซึ่งตนเองได้สั่งการให้ส่วนงานที่เกี่ยวข้องไปตรวจสอบข้อมูลของครูที่ตกเป็นข่าว ทั้งด้านใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ การได้รับรางวัลต่าง ๆ จากคุรุสภา และให้ดำเนินการเอาผิดทางจรรยาบรรณของวิชาชีพอย่างเร่งด่วน

เลขาธิการคุรุสภา กล่าวว่า จากข้อมูลที่ตรวจสอบ พบว่า ครูรายดังกล่าวเป็นข้าราชการครู สังกัดกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูชั้นสูง ออกให้เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 หมดอายุวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2576 และข้อมูลการได้รับรางวัล ปรากฏว่า รางวัลครูผู้สอนการงานอาชีพดีเด่นที่ครูได้รับนั้น เป็นรางวัลที่ออกให้โดยหน่วยงานต้นสังกัด มิใช่รางวัลที่ออกให้โดยคุรุสภา ทั้งนี้ ได้รับเรื่องเข้าสู่กระบวนการพิจารณาดําเนินการ
ทางจรรยาบรรณของวิชาชีพ และอยู่ระหว่างประสานข้อมูลอย่างเป็นทางการกับหน่วยงานต้นสังกัด เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน หากข้อเท็จจริงเป็นไปตามที่ปรากฏในข่าว พฤติกรรมอาจเข้าข่ายเป็นการประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพอย่างร้ายแรง ซึ่งมีระดับโทษถึงขั้นพักใช้ใบอนุญาต หรือเพิกถอนใบอนุญาต และจะได้นำเสนอคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพวินิจฉัยชี้ขาดกำหนดระดับโทษต่อไป

ผศ.ดร.อมลวรรณ กล่าวต่อไปว่า ปัจจุบันกระบวนการดำเนินงานพิจารณาการประพฤติตามจรรยาบรรณของผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาของคุรุสภาเป็นไปด้วยความรวดเร็วและเคร่งครัดกับกรณีการประพฤติผิดเป็นอย่างมาก หากพบว่าครูประพฤติผิดก็จะต้องดำเนินการตามข้อเท็จจริง และพิจารณาด้วยความถูกต้องและรวดเร็ว เพื่อไม่ปล่อยให้ประพฤติผิดอีก  และสำหรับเหตุการณ์นี้ คุรุสภาก็จะเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงและสรุปผลโดยเร็วที่สุด เพื่อดูแลความปลอดภัยของนักเรียน และสร้างความเชื่อมั่นให้กับสังคม

“ขอแจ้งไปยังผู้ประกอบวิชาชีพครูทุกคน ให้ตระหนักถึงการดำเนินการใด ๆ กับศิษย์ โดยเฉพาะการลงโทษ
ควรใช้วิธีการปรับพฤติกรรมของศิษย์ในทางที่สร้างสรรค์ ร่วมกันดูแลและสร้างพื้นที่ปลอดภัยสำหรับนักเรียน ไม่ใช้ความรุนแรง ทั้งทางกายและวาจา และต้องคำนึงถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นทั้งทางจิตใจและร่างกายของศิษย์เป็นสำคัญ”  ผศ.ดร.อมลวรรณ กล่าว.

 

 

 

“พิเชฐ”เร่งรัดใช้งบประมาณปี 2569 เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ผู้บริหารระดับสูงส่วนกลางไม่ WFH ขณะที่ เรื่องนำมือถือเข้าห้องเรียนมอบโรงเรียนพิจารณาตามความเหมาะสม

เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2569 ดร.พิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.)เปิดเผยภายหลังการประชุมผู้บริหารระดับสูงของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.)ว่า ในการประชุมวันนี้ได้พูดคุยกันในหลายประเด็น โดยเฉพาะเรื่องการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2569 ซึ่งสำนักการคลังและสินทรัพย์ สพฐ.ได้รายงานตัวเลขการเบิกจ่ายงบประมาณ ซึ่งตนก็ได้เร่งรัดให้มีการเบิกจ่ายเพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมายเวลาและระเบียบกฏหมายของทางภาครัฐกำหนดไว้ทั้งส่วนกลางและเขตพื้นที่ฯเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยเฉพาะงบลงทุน ซึ่งเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น การก่อสร้างอาคารสถานที่ เป็นต้น และให้รายงานทุกวันอังคารเพื่อจะได้ติดตามกำชับอย่างต่อเนื่อง

เลขาธิการ กพฐ.กล่าวต่อไปว่า มีหนังสือจากสำนักงบประมาณ “เรื่องการจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติม 25% ซึ่งงวดแรกและงวดที่สองได้ดำเนินการไปแล้ว 75% ก็จะเร่งรัดติดตามการใช้งบประมาณเหล่านี้ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดไม่ให้ได้รับผลกระทบเช่น เงินเดือนครูอัตราจ้าง พนักงานเจ้าหน้าที่ จะต้องจ่ายให้ครบทุกเดือน ดังนั้นก็ขอฝากบอกอัตราจ้างเหล่านี้ไปว่า จะไม่ได้รับผลกระทบเรื่องเงินเดือนแน่นอน เราจะดูแลให้เป็นปัจจุบันทันสมัยและเกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจและสร้างมาตรฐานการทำงานเพื่อส่วนรวมต่อไป อย่างไรก็ตาม สำนักงบประมาณยังบอกว่าถ้ามีความจำเป็นจะขอเพิ่มเติมงบประมาณ ก็ให้ขอมาได้ ดังนั้น สพฐ.ก็จะไปวิเคราะห์ว่าอะไรมีความจำเป็นจะต้องของบประมาณเพิ่มเติมในส่วนที่จำเป็นจริง ๆ เพื่อไม่ให้กระทบต่อการทำงานของ สพฐ.ทั้ง ส่วนกลาง เขตพื้นที่ฯ โรงเรียน และการใช้งบประมาณครั้งนี้ก็จะใช้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดกับทางราชการ และเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล

“ส่วนมาตรการ Work from home ของ สพฐ.นั้น ในที่ประชุมได้วิเคราะห์ในแง่มุมต่าง ๆ แล้วเห็นว่า ในส่วนกลางตั้งแต่เลขาธิการ รองเลขาธิการ กพฐ.ผู้ช่วย กพฐ.ผอ.สำนักต่าง ๆ ผอ.กลุ่มงาน จะต้องมาทำงานตามปกติ เพื่อให้ขับเคลื่อนงานต่อไปได้ไม่สะดุด ส่วน เขตพื้นที่การศึกษา ตั้งแต่ผอ.เขตพื้นที่ฯ รอง.ผอ.เขตพื้นที่ฯ ผอ.กลุ่มงาน ก็ให้มาทำงานตามปกติ ส่วนเจ้าหน้าที่ ก็ให้หมุนเวียนตามความเหมาะสม และต้องลงเวลาผ่านระบบออนไลน์สำหรับคนที่เวิร์คฟอร์มโฮมและ จะต้องติดต่อได้ตลอดเวลา เพื่อให้งานเดินหน้าต่อไปได้ แต่ทั้งนี้ต้องหยุดไม่เกิน 50%”ดร.พิเชฐ กล่าวและว่า ส่วนเรื่องการห้ามไม่ให้นำมือถือเข้าห้องเรียน นั้น ในวันที่ 16 พฤษภาคม นี้ โรงเรียนก็จะเปิดเทอม ก็ให้โรงเรียนพิจารณาตามความเหมาะสมในแต่ละพื้นที่ฯ ทั้งนี้ต้องสื่อสารให้ผู้ปกครอง และนักเรียนเข้าใจด้วย

นอกจากนี้ ดร.พิเชฐ ยังกล่าวว่า การประชุมครั้งนี้มุ่งเน้นการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม โดยเริ่มจากความร่วมมือกับกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ซึ่งได้เชิญ ดร.ไกรยส ภัทราวาท ร่วมแลกเปลี่ยนแนวคิดด้านการพัฒนาการศึกษาในหลายมิติ ทั้งการลดปัญหาเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา (Zero Dropout) เพื่อเพิ่มโอกาสทางการศึกษาให้ครอบคลุมนักเรียนทุกกลุ่มอย่างทั่วถึง พร้อมกันนี้ ยังมีการสนับสนุนเครื่องมือบริหารจัดการโรงเรียน เช่น โปรแกรม Q-Info สำหรับโรงเรียนขนาดเล็กและขนาดกลาง รวมถึงการขับเคลื่อนโครงการ ครูรัก(ษ์)ถิ่น เพื่อสร้างความต่อเนื่องของกำลังครูในพื้นที่ห่างไกล และอาจต่อยอดสู่แนวคิด “ผู้บริหารรัก(ษ์)ถิ่น” เพื่อช่วยลดปัญหาการโยกย้ายบ่อยในโรงเรียนที่ขาดแคลนบุคลากร และยังได้หารือเรื่องงบประมาณอุดหนุนรายหัวสำหรับครูและนักเรียน รวมถึงค่าอาหารกลางวันและอาหารเสริมต่าง ๆ โดย สพฐ. จะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางประสานความร่วมมือกับ กสศ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อขับเคลื่อนงานผ่านกระบวนการวิจัยและการทำงานเชิงระบบ ก่อนนำเสนอเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายสู่ระดับกระทรวงและคณะรัฐมนตรี ต่อไป

‘เกศทิพย์’ชงเพิ่มเงินอุดหนุนรายหัวผู้เรียน สกร.ขอรับ 5 รายการเหมือนนักเรียน สพฐ.

สีดำ สีขาว และสีน้ำตาล การศึกษา กระดาน พื้นหลังเสมือนจริงของ Zoom - 1

ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ สกร.กำลังเตรียมเสนอขอเพิ่มอัตราค่าใช้จ่ายรายหัว งบเงินอุดหนุน ตามโครงการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการจัดการศึกษาตั้งแต่ระดับอนุบาลจนจบการศึกษาขั้นพื้นฐานของ สกร.  เนื่องจากปัจจุบันผู้เรียนของ สกร. ได้รับเงินอุดหนุนรายหัว เพียง 3 รายการ คือ ค่าจัดการเรียนการสอน ค่าหนังสือเรียน และค่าอุปกรณ์การเรียน ซึ่งไม่เท่ากับนักเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ที่ได้รับ 5 รายการ คือ ค่าจัดการเรียนการสอน ค่าหนังสือเรียน ค่าอุปกรณ์การเรียน ค่าเครื่องแบบนักเรียน และค่ากิจกรรมพัฒนาคุณภาพผู้เรียน

อธิบดี สกร. กล่าวต่อไปว่า สำหรับงบประมาณเพิ่มเติม ประกอบด้วย 1.เงินอุดหนุนรายการที่ผู้เรียน สกร.ยังไม่เคยได้รับการจัดสรร ได้แก่ ค่าอุปกรณ์การเรียน และรายการค่าเครื่องแบบ ซึ่งอาจเป็นชุดสำหรับการเข้าร่วมกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนตามหลักสูตร เช่น ชุดกีฬา ชุดลูกเสือ อาสายุวกาชาด แบ่งเป็น ค่าอุปกรณ์การเรียน ระดับประถมศึกษา 440 บาท ม.ต้น 520 บาท ม.ปลาย 520 บาท ประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) 520 บาท , ค่าเครื่องแบบ ประถมศึกษา 400 บาท ม.ต้น 500 บาท ม.ปลาย 550 บาท ปวช.950 บาท

2.เงินอุดหนุนรายหัวสำหรับผู้เรียนปฐมวัย (บนพื้นที่สูง) ซึ่ง สกร.ไม่เคยได้รับจัดสรร โดยจะขอรับจัดสรรงบจำนวน 5 รายการในอัตราเดียวกับผู้เรียนปฐมวัยในระบบ โดยปัจจุบันมีเด็กปฐมวัยที่เข้ามาอยู่ในความรับผิดชอบของ สกร.จำนวน 1,991 คน แบ่งเป็น ค่าจัดการเรียนการสอน 2,040 บาท ค่าหนังสือเรียน 200 บาท ค่ากิจกรรมพัฒนาคุณภาพผู้เรียน 570 บาท ค่าอุปกรณ์การเรียน 290 บาท ค่าเครื่องแบบ 325 บาท  และ 3. โครงการพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนการสอนสำหรับผู้เรียนกลุ่มเป้าหมายพิเศษ ผู้พิการและเด็กเร่ร่อน โดยขอรับการสนับสนุนเงินงบประมาณ 4 รายการ คือ ค่าจ้างรายเดือนครูผู้สอนคนพิการและเด็กเร่ร่อน (จ้างเหมา) เดือนละ 18,000 บาท, เงินสบทบครูผู้สอนคนพิการและเด็กเร่ร่อน (จ้างเหมาและพนักงานราชการ) และค่าพาหนะ  เดือนละ 2,000 บาท

“นอกจากนี้จะขอสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการเข้ารับการอบรมของครูผู้สอนคนพิการที่เป็นพนักงานราชการ เพื่อให้ได้เงินเพิ่มสำหรับตำแหน่งที่มีเหตุพิเศษของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ปฏิบัติหน้าที่สอนคนพิการ โดยเรียกย่อว่า “พ.ค.ก.” ซึ่งเป็นไปตามระเบียบ ก.ค.ศ.ว่าด้วยเงินเพิ่มสำหรับตำแหน่งที่มีเหตุพิเศษของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ปฏิบัติหน้าที่สอนคนพิการ พ.ศ.2556 หากมีคุณสมบัติเป็นไปตามระเบียบจะได้รับเงินเพิ่มในอัตราเดือนละ 2,500 บาท รวมทั้งเงินบริหารการจัดการเรียนรู้ สำหรับสถานศึกษา/จังหวัดที่จัดการเรียนการสอนสำหรับผู้พิการและเด็กเร่ร่อน โดยปรับแบบขั้นบันได ต่อเนื่อง 5 ปี ตั้งแต่ พ.ศ.2569-2573″ ดร.เกศทิพย์กล่าว

 

“ก.ค.ศ.”เล็งแก้เกณฑ์ขึ้นบัญชีผอ.สพท.จาก1ปี เป็น 2 ปี พร้อมประกาศรางวัลระดับชาตินำมาเลื่อนวิทยฐานะฯ

เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2569 ดร.ธนู ขวัญเดช เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา(ก.ค.ศ.)เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา(อ.ก.ค.ศ.)วิสามัญที่เกี่ยวกับหลักเกณฑ์การสอบ ที่ผ่านมา ได้มีการพูดถึงการแก้ไขหลักเกณฑ์ ก.ค.ศ.เรื่อง การขึ้นบัญชีผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษา(ผอ.สพท.)สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) จาก 1 ปี ให้เป็น 2 ปี เหมือนกับหน่วยงานอื่น ๆ และให้ขึ้นบัญชีจาก 1 เท่าเป็น 2-3 เท่า ซึ่งเป็นข้อเรียกร้องของคนที่สอบขึ้นบัญชี ผอ.สพท.ได้  โดยขณะนี้เรื่องนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของ อ.ก.ค.ศ.วิสามัญฯ นอกจากนี้ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.)ยังได้เสนอให้นำผลงาน และข้อเขียน มารวมใน ภาค ก เพื่อให้ได้คนที่มีความรู้ความสามารถและมีประสบการณ์มาทำงาน ก็เป็นข้อเสนอที่ดี ซึ่ง ก.ค.ศ.ก็รับมาพิจารณา แต่ทั้งนี้ก็ต้องผ่านการพิจารณาของ อ.ก.ค.ศ.วิสามัญที่รับผิดชอบก่อนที่จะนำเข้าที่ประชุม ก.ค.ศ.ที่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธาน เห็นชอบ แต่อย่างไรก็ตามขณะนี้ยังไม่ได้มีการประชุม อ.ก.ค.ศ.วิสามัญฯพิจารณาเรื่องนี้เลย

เลขาธิการ ก.ค.ศ.กล่าวต่อไปว่า ส่วนประเด็นที่ สพฐ.จะเสนอ ก.ค.ศ.ให้กลุ่มครูอัตราจ้าง  ที่ทำงานสอนมาไม่น้อยกว่า 3 ปี  สามารถนำผลการปฏิบัติงานสอน มาประกอบการพิจารณา สอบครูผู้ช่วย ว16 ได้ นั้น เรื่องนี้เป็นข้อเสนอที่ดี ก.ค.ศ.ก็รับไว้พิจารณา เพราะเป็นการเปิดโอกาสให้คนทำงานที่แข่งขันในสนามเล็ก ไม่ว่าจะเป็น ครูจ้างสอน ครูอัตราจ้างต่าง ๆ สามารถสอบบรรจุได้ ซึ่งปัจจุบันก็มีอยู่แล้ว แต่มีประเด็นบางอย่างที่ไม่ชัดเจน เช่น มีข้อเสนอว่า จะนับกันอย่างไร จะนำผลการทำงานจากหน่วยงานอื่นมานับรวมด้วยหรือไม่ ดังนั้นจึงต้องกำหนดให้ชัดเจน ซึ่งเรื่องนี้ก็ต้องไปพูดคุยกันใน อ.ก.ค.ศ.วิสามัญที่เกี่ยวข้องเช่นกัน อย่างไรก็ตามทุกหน่วยงานก็อยากให้ดำเนินการเรื่องนี้โดยเร็ว

“สำหรับหลักเกณฑ์(ว 1/2569 )ที่เปิดโอกาสให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา 4 สายงาน ที่ได้รับรางวัลจากผลงานเชิงประจักษ์ระดับชาติหรือนานาชาติ สามารถใช้ยื่นขอมีหรือเลื่อนเป็นวิทยฐานะเชี่ยวชาญและเชี่ยวชาญพิเศษได้ ขณะนี้ อ.ก.ค.ศ.วิสามัญเฉพาะกิจเพื่อพิจารณารางวัลจากผลงานเชิงประจักษ์ ซึ่งส่งผลต่อการยกระดับคุณภาพการศึกษา ที่มี คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา เป็นประธาน ซึ่งคาดว่าภายในสิ้นเดือนมีนาคมนี้ จะนำเข้าที่ประชุม ก.ค.ศ.เห็นชอบ เพื่อให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 16 พฤษภาคม 2569 ส่วนรางวัลนานาชาติ จะพิจารณาในครั้งต่อไป เนื่องจากมีประเด็นที่ซับซ้อน ต้องดูให้ละเอียด และต้องเป็นรางวัลที่สะท้อนถึงคุณภาพการศึกษาจริงๆ”ดร.ธนู กล่าว