“อ.แหม่ม”ระดมชาวอาชีวะลงพื้นที่ช่วยน้ำท่วมใต้–อพยพ–แจกอาหารน้ำ–เปิดศูนย์พักพิง พร้อมส่งทีม Fix It ฟื้นฟูหลังน้ำลด

เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวถึงสถานการณ์น้ำท่วมฉับพลันที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในหลายจังหวัดภาคใต้ว่า กระทรวงศึกษาธิการได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และสั่งการให้สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) และสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัด (สอจ.) เร่งเข้าพื้นที่ช่วยเหลือประชาชนโดยทันที พร้อมประสานงานกับหน่วยงานท้องถิ่นเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนอย่างเร่งด่วน โดยในพื้นที่จังหวัดสงขลา สำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดสงขลา ได้ระดมทุกวิทยาลัยช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มที่ โดย วิทยาลัยเทคนิคหาดใหญ่, วิทยาลัยการอาชีพหลวงประธานราษฎร์นิกร, วิทยาลัยเทคนิคสงขลา, วิทยาลัยประมงติณสูลานนท์ และวิทยาลัยเทคนิคจะนะ ได้เปิดศูนย์บริการช่วยเหลือพร้อมแจกข้าวกล่องและน้ำดื่ม เพื่อกระจายให้ประชาชนในพื้นที่ที่เข้าถึงยาก โดยเฉพาะจังหวัดพัทลุง ทางอศจ.พัทลุง ได้ร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและศึกษาธิการจังหวัดลงพื้นที่ในหลายจุด เพื่อแจกอาหารแห้งและน้ำดื่มให้ประชาชนในชุมชนบริเวณสี่แยกโพธิ์ทอง อำเภอควนขนุน โดยมีวิทยาลัยการอาชีพควนขนุน และวิทยาลัยเทคนิคป่าพะยอมร่วมดำเนินการ ในส่วนของเขตเทศบาลเมืองที่ยังมีระดับน้ำสูง ได้จัดกำลังจากวิทยาลัยเทคนิคพัทลุง วิทยาลัยอาชีวศึกษาพัทลุง และวิทยาลัยสารพัดช่างพัทลุงเข้าให้ความช่วยเหลือ ขณะที่วิทยาลัยการอาชีพบางแก้วได้ลงพื้นที่ในเขตเทศบาลท่ามะเดื่อ เทศบาลบางแก้ว รวมถึงโรงเรียนบ้านหาดไข่เต่า ริมทะเลสาบสงขลา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีน้ำท่วมหนัก โดยได้รับความร่วมมือจากภาคเอกชนและอำเภอบางแก้ว

ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการได้เตรียมแผนฟื้นฟูหลังน้ำลดผ่านโครงการ Fix It จิตอาสา โดยจัดทีมช่างอาชีวศึกษาลงพื้นที่ซ่อมอุปกรณ์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ระบบไฟฟ้า–ประปา และทำความสะอาดบ้านเรือนประชาชน ส่วนจังหวัดนครศรีธรรมราช ก็ได้เร่งช่วยเหลือประชาชนเช่นกัน โดยวิทยาลัยการพาณิชย์นาวีนครศรีธรรมราช ได้ส่งเรือไฟเบอร์กลาสช่วยอพยพและเคลื่อนย้ายประชาชนในอำเภอปากพนัง,วิทยาลัยสารพัดช่างนครศรีธรรมราช เปิดเป็นศูนย์พักพิงรองรับผู้ประสบภัยทั้งนี้ ทุกสถานศึกษาเตรียมจัดตั้ง ศูนย์ Fix It Center เพื่อฟื้นฟูหลังน้ำลดในอำเภอเมือง พระพรหม และทุ่งสง

“กระทรวงศึกษาธิการ จะเร่งเดินหน้าทุกมาตรการเพื่อช่วยเหลือประชาชนภาคใต้อย่างเต็มที่ พร้อมขอบคุณครู อาจารย์ นักศึกษา และทุกหน่วยงานที่ร่วมแรงร่วมใจกันในช่วงเวลาวิกฤติ โดยยืนยันว่าจะติดตามสถานการณ์และดูแลประชาชนทุกคนอย่างใกล้ชิดจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย ทั้งนี้ ขอเป็นกำลังใจให้กับพี่น้องประชาชน ครู อาจารย์ นักเรียน นักศึกษา ในพื้นที่ประสบภัยทุกจังหวัด โดยขอให้ทุกท่านเข้มแข็งรัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการจะอยู่เคียงข้าง และเราจะผ่านวิกฤติครั้งนี้ไปด้วยกัน อย่างไรก็ตาม ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี มีความเป็นห่วงเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายที่ปฏิบัติงานท่ามกลางสถานการณ์ที่ยากลำบาก จึงกำชับมาให้ทุกคนคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้ปฏิบัติงานด้วย“ศ.ดร.นฤมล กล่าวและว่า ส่วนแผนการช่วยเหลือหลังน้ำลดว่า จะมีการสำรวจและประเมินความเสียหายของโครงสร้างอาคาร พื้น ผนัง สายไฟฟ้า สื่อการเรียนรู้ ครุภัณฑ์ และเอกสาร เพื่อดำเนินการซ่อมแซมให้กลับสู่ภาวะปกติ รวมถึงจะมีการพิจารณาจัดการเรียนการสอนชดเชย โดยใช้รูปแบบยืดหยุ่น เช่น ระบบออนไลน์ เป็นต้น

”อรรถพล”เรียกร้องทุกพรรคการเมืองปฏิรูปอาชีพครู ถ้าไม่ทำการศึกษาไทยจะถอยหลังอีกเป็นสิบปี

ดร.อรรถพล สังขวาสี อดีตปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เรียกร้องให้ “ฝ่ายการเมืองทุกพรรค” ให้ความสำคัญกับการยกระดับอาชีพครูเป็นวาระเร่งด่วนของประเทศ โดยกำหนดเป็นนโยบายช่วงการเลือกตั้ง ว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายครั้งใหญ่ในยุค AI และสังคมผู้สูงวัย แต่ระบบการศึกษายังคงปล่อยให้ครูต้องทำงานที่ไม่ใช่งานสอนจำนวนมาก ส่งผลให้ห้องเรียนไทยไม่สามารถก้าวทันความเปลี่ยนแปลงของโลกได้

ดร.อรรถพล กล่าวว่า ปัจจุบันครูไทยเสียเวลามหาศาลกับงานเอกสารและงานธุรการซ้ำซ้อน ทั้งที่งานเหล่านี้สามารถลดลงได้ทันทีด้วยระบบ Digital Workflow และ AI Assistant ซึ่งมีผลลัพธ์ยืนยันแล้วว่าได้ผลจริง ทั้งนี้ รายงานของ NECTEC (2024) แสดงชัดว่า โรงเรียนกว่า 750 แห่ง ที่นำระบบ LEAD Education และ KidBright ไปใช้ มีผลสัมฤทธิ์ผู้เรียนเพิ่มขึ้น และครูมีเวลาสอนมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ชี้ให้เห็นว่าเทคโนโลยีมีบทบาทสำคัญในการ “คืนเวลาคุณภาพให้ครู” เมื่อระบบถูกออกแบบให้เหมาะสม นอกจากนี้ มีตัวอย่างจากหลายประเทศที่ได้ปฏิรูปครูอย่างจริงจังและประสบผลสำเร็จ เช่น สิงคโปร์ กำหนดมาตรฐานดิจิทัลสำหรับครูทุกคน (Digital Competency for Educators) และมีระบบ Mentor Teacher ครอบคลุมทั้งประเทศ ส่งผลให้สิงคโปร์ติดอันดับต้น ๆ ของ OECD ด้านคุณภาพครู เอสโตเนีย ใช้ระบบ eKool รวมงานเอกสาร การประเมิน และสื่อการสอนไว้ในแพลตฟอร์มเดียว ลดภาระครูมากกว่า 70% และผลการประเมิน PISA ของประเทศสูงกว่าสหภาพยุโรปทุกปี ญี่ปุ่น ใช้นโยบาย School Support Staff เพิ่มเจ้าหน้าที่ช่วยงานที่ไม่ใช่งานสอนกว่า 90,000 คนในสิบปี ลดภาระเอกสารของครูลดลงต่อเนื่อง เป็นต้น

ดร.อรรถพลระบุว่า ประเทศที่ประสบความสำเร็จมีจุดร่วมสำคัญคือ “ลงทุนกับครูอย่างเป็นระบบ” ไม่ใช่อิงวาระการเมืองระยะสั้นเหมือนหลายประเทศ รวมถึงไทยเองที่ยังประสบปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านคุณภาพโรงเรียนสูงกว่าเพื่อนบ้านหลายชาติ จึงขอเรียกร้องฝ่ายการเมืองทุกพรรคว่าควรใช้โอกาสของการเลือกตั้งนี้ประกาศนโยบาย เร่งดำเนิน 3 ประการ ได้แก่ 1) ลดงานที่ไม่ใช่งานสอนด้วยระบบดิจิทัล–AI ทุกโรงเรียน  2) พัฒนาครูให้เป็น “โค้ชชีวิต” พร้อมระบบพี่เลี้ยงคุณภาพทั่วประเทศ และ 3) สนับสนุนโรงเรียนขนาดเล็กผ่านเครือข่าย Cluster School ร่วมกับ EdTech เพื่อความเท่าเทียมด้านคุณภาพ

“การปฏิรูปครูไม่ใช่เรื่องของครูเท่านั้น แต่เป็นรากฐานของอนาคตประเทศ” ดร.อรรถพลกล่าว พร้อมย้ำว่า หากฝ่ายการเมืองทุกพรรคมองข้ามเรื่องนี้ เด็กไทยจะเป็นผู้รับผลกระทบโดยตรงที่สุด

เจรจาลงตัว เปิดไทม์ไลน์ สรรหา ผอ.สกสค.จังหวัด องค์กรต้องเดินหน้าไม่ได้เกิดความเสียหาย

เมื่อวันที่ 22 พ.ย.2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักงานส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา(สำนักงาน สกสค.)เปิดไทม์ไลน์ ได้ร่างกำหนดการสรรหาบุคคลเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงาน สกสค. จังหวัด/กรุงเทพมหานคร จำนวน 77 จังหวัด โดยในวันที่ 26 พฤศจิกายน 2568 นี้จะมีการประชุมคณะอนุกรรมการบริหารทรัพยากรบุคคล(อ.ก.บ.) โดยมี ดร.พีระพันธ์ เหมะรัต เลขาธิการคณะกรรมการ สกสค. เป็นประธาน เพื่อแต่งตั้งคณะกรรมการ อกบ.ไปเป็นคณะกรรมการสรรหาผู้อำนวยการ สกสค.จังหวัด/กทม. ซึ่งที่ผ่านมา เลขาธิการ สกสค.ได้แต่งตั้ง ดร.ดิศกุล เกษมสวัสดิ์ รองเลขาธิการ สกสค.ที่กำกับดูแลงานบุคคล เป็นประธานสรรหาฯ

โดยมีไทม์ไลน์ ดังนี้ วันที่ 26 พฤศจิกายน 2568 ประชุมคณะอนุกรรมการบริหารทรัพยากรบุคคล วันที่ 28 พฤศจิกายน 2568ประชุมคณะกรรมการสรรหาฯ วันที่ 1 ธันวาคม 2568 ประชุมคณะกฎหมายและอรรถคดี วันที่ 2 ธันวาคม 2568 ประชุมคณะกรรมการสรรหาฯ วันที่ 3 ธันวาคม 2568 ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิเข้ารับการสรรหาฯ(เพิ่ม) วันที่ 11-12 ธันวาคม 2568ดำเนินการประเมินผลงาน และประเมินวิสัยทัศน์ วันที่ 14 ธันวาคม 2568 ดำเนินการประเมินความเหมาะสมกับตำแหน่ง(สัมภาษณ์) วันที่ 15 ธันวาคม 2568 ประชุมคณะกรรมการสรรหาฯ วันที่ 16 ธันวาคม 2568 รายงานผลการสรรหาฯ ต่อคณะอนุกรรมการบริหารทรัพยากรบุคคล และวันที่ 17 ธันวาคม 2568 ประกาศรายชื่อผู้ผ่านการสรรหา

แหล่งข่าวจากผู้สมัคร ผอ.สกสค.จังหวัด/กทม. เปิดเผยว่า การตัดสินใจเดินหน้าสรรหาฯ ของสำนักงาน สกสค.ครั้งนี้ เพื่อไม่ให้เกิดแรงกระเพื่อมมากกว่านี้ เพราะจะทำให้องค์กรเกิดความเสียหาย อย่างไรก็ตาม การตั้งคณะกรรมการสรรหาฯจะเป็นคนนอกหรือคนใน เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมคงเป็นไปไม่ได้ ยังไงก็ต้องถูกครอบงำจากผู้มีอำนาจอยู่ดี แต่ถ้าแต่งตั้งให้ข้าราชการประจำมาเป็นคณะกรรมการสรรหาชุดใหม่ก็ต้องเลือก ตัวแทนมาทุกสังกัดไม่ใช่กระจุกอยู่ที่สังกัดใดสังกัดหนึ่ง เพราะถ้าผู้สมัครคนไหนคิดว่ากรรมการสรรหาฯเลือกปฏิบัติก็สามารถฟ้องวินัยและอาญาได้ตามกฎหมาย ส่วนเรื่องการอุทธรณ์ของผู้ขาดคุณสมบัติคิดว่าน่าจะไม่มีปัญหาเรื่องนี้แล้ว เพราะการสรรหาที่ผ่านมาใช้หลักเกณฑ์เดียวกันคุณสมบัติไม่ผ่านกรรมการสรรหาฯยังเลือกให้เป็นผอ.สกสค.จังหวัดได้

ด่วน! ย้าย “ชัยพัฒน์” พ้นรองอธิบดี สกร. นั่ง รองเลขาฯ กช.

เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2568 ดร.สุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ลงนามในคำสั่งสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ที่ 2663/2568 โอนข้าราชการพลเรือน 1 ราย คือ นายชัยพัฒน์ พันธ์ุวัฒนสกุล จาก รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้(สกร.) ไปเป็น รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (กช.)

“ยศพล”นำทีมลงพื้นที่แม่ฮ่องสอน เปิดภารกิจ Fix it ต้านภัยหนาว พร้อมเปิดOPEN House แนะแนวชวนเด็กเรียนสายอาชีพ 

เมื่อวันที่ 19-20 พฤศจิกายน 2568 นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) ลงพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน เพื่อติดตามภารกิจบริการสังคมและบูรณาการการเรียนรู้เชิงวิชาชีพ พร้อมเปิดโครงการ “Fix it อาชีวะจิตอาสา ต้านภัยหนาว บูรณาการการจัดการเรียนการสอนและขยายโอกาสการเข้าถึงอาชีวศึกษา ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569” ณ วิทยาลัยการอาชีพนวมินทราชินี แม่ฮ่องสอน โดยมีผู้บริหาร สอศ. และสถานศึกษาอาชีวะในพื้นที่ร่วมสนับสนุนการดำเนินงาน ภายหลังพิธีเปิด เลขาธิการ กอศ. พร้อมผู้บริหาร สอศ. ได้มอบผ้าห่มกันหนาวจำนวน 100 ชุดให้แก่นักเรียนและเยาวชนในพื้นที่ ก่อนเยี่ยมชมกิจกรรมเปิดบ้านวิชาการ (OPEN House) ที่จัดขึ้นเพื่อแนะแนวสาขาวิชาชีพต่าง ๆ เช่น การโรงแรมและบาร์เทนเดอร์ อาหารและโภชนาการ อิเล็กทรอนิกส์ ช่างสำรวจ และช่างก่อสร้าง รวมทั้งฝึกอบรมวิชาชีพระยะสั้นให้นักเรียนจากโรงเรียนมัธยมได้ทดลองเรียนในสภาพแวดล้อมจริง

นายยศพล กล่าวว่า การนำพลังของอาชีวศึกษาลงสู่ชุมชนไม่ใช่เพียงการช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนในช่วงอากาศหนาว แต่เป็นการเปิดพื้นที่การเรียนรู้ให้นักศึกษาได้ใช้ทักษะจริง และทำให้เยาวชนในพื้นที่สูงเข้าถึงโอกาสด้านการศึกษาวิชาชีพมากขึ้น พร้อมย้ำว่า Fix it คือ DNA ของอาชีวศึกษา เราไม่เพียงผลิตกำลังคน แต่ต้องเป็นที่พึ่งของประชาชนทุกสถานการณ์ ทั้งระบบไฟฟ้า ยานพาหนะ และการดูแลความปลอดภัยช่วงฤดูหนาว รวมถึงการสร้างโอกาสให้เด็กและชุมชนรู้จักอาชีวศึกษา

“ได้ลงพื้นที่บ้านห้วยปูแกง เพื่อติดตามการดำเนินงาน Fix it อาชีวะจิตอาสา ณ โรงเรียนบ้านน้ำเพียงดิน พร้อมมอบผ้าห่มและขนมให้แก่เด็กนักเรียน ตรวจเยี่ยมหลักสูตรวิชาชีพระยะสั้นด้านการดูแลรักษารถจักรยานยนต์ที่เปิดให้เยาวชนในพื้นที่ฝึกฝน เพื่อนำทักษะไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน เยี่ยมศูนย์ Fix it Center ที่มีนักศึกษาบริการซ่อมบำรุงยานพาหนะ ระบบไฟฟ้าในชุมชน และร่วมกิจกรรมทำฝายชะลอน้ำและแนวป้องกันน้ำเซาะตลิ่ง ซึ่งเป็นงานจิตอาสาเพื่อเพิ่มความเข้มแข็งให้ชุมชนและลดผลกระทบจากภัยธรรมชาติ และมอบผ้าห่มต้านภัยหนาวให้แก่นักเรียน โรงเรียนบ้านห้วยมะเขือส้มด้วย”เลขาธิการ กอศ.กล่าวและว่า ตามนโยบายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ด้วยแนวคิด โรงเรียนพี่ โรงเรียนน้อง  สถานศึกษาอาชีวะพร้อมสนับสนุนโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล ทั้งด้านความช่วยเหลือและด้านทักษะวิชาชีพ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนอย่างยั่งยืน

 

ปชป.ตั้งวงเก็บข้อมูลการศึกษา จัดวงเสวนา“ฟังจริง คิดจริง ทำจริง” เตรียมเขียนนโยบายด้านการศึกษาของพรรค

เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 พรรคประชาธิปัตย์ ได้จัดการเสวนา “ฟังจริง คิดจริง ทำจริง” ในหัวข้อ “ระเบิดจากภายใน : การศึกษาต้องดีกว่าเดิม” เพื่อรับฟังข้อคิดเห็นการศึกษาไทยจากองค์กร กลุ่มบุคคล และภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อเป็นแนวทางในการจัดทำนโยบายการศึกษาของพรรค โดย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า วงเสวนาด้านการศึกษานี้เป็นวงเสวนาที่ตนสนใจมากที่สุด เพราะในการทำงานตนได้พยายาม แก้ปัญหาการศึกษามาโดยตลอด ตั้งแต่เป็น ส.ส. สมัยที่3 ได้เป็นประธานกรรมาธิการการศึกษา สภาผู้แทนราษฎร ตอนเป็นรัฐมนตรีครั้งแรกเป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีก็ได้รับมอบหมายให้ดูแลสภาการศึกษา ตอนเป็นรองนายกรัฐมนตรีก็ได้รับผิดชอบดูแลการจัดทำ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ปี 2542 และยังเป็นประธานกรรมาธิการการศึกษาด้วย และช่วงเป็นนายกรัฐมนตรีก็ได้ทำงานการศึกษาหลายเรื่อง

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เป็นเรื่องแปลกที่มีคนสนใจมากเวลาพูดถึงการศึกษา มีคนสนับสนุนก็มาก แต่ไม่รู้ทำไมแตะตรงไหนก็เจอปัญหาตรงนั้น และสิ่งที่เรื้อรังที่สุดก็คือปัญหาคุณภาพ ปัจจุบันมีเด็กที่ตกหล่นจากระบบการศึกษาเยอะ ทั้งที่รัฐบาลหลายชุดหลายสมัยก็พยายามดันเรื่องโอกาสการเติมเต็ม มีทั้งเรื่องการศึกษาภาคบังคับที่ขยายมาจนถึง 9 ปี เรียนฟรี 15 ปี กองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา การสนับสนุนอาหารกลางวัน ตอนนี้ก็สนับสนุนอาหารเช้าแล้ว และยังมีเรื่องพาหนะซึ่งพยายามทำกันมาโดยตลอดแต่คุณภาพที่ถูกสะท้อนออกมาเราถูกวิพากษ์วิจารณ์มาก โดยเฉพาะเมื่อมีการจัดอันดับในระหว่างประเทศ ก็มีผลออกมาไม่ค่อยดี

“อีกเรื่องที่เป็นปัญหามากในปัจจุบัน คือ เรื่องของเทคโนโลยีที่ทำให้วัตถุประสงค์ของการศึกษาเปลี่ยนไป ทุกวันนี้ไม่ใช่เรื่องการไปโรงเรียนอย่างเดียวแล้ว แต่เป็นเรื่องของสมรรถนะ ทักษะ การเตรียมความพร้อมในการอยู่ร่วมในสังคม ซึ่งเป็นโจทย์ที่ใหญ่มาก ซึ่งจากการรับฟังมุมมองความคิดเห็นต้องยอมรับว่า คงต้องมีการรื้อใหญ่ และสิ่งที่ได้รับฟังวันนี้ มีอย่างน้อย 2 คำที่เห็นตรงกันกับที่ทางพรรคได้หารือกัน คือ คำว่า ระบบการศึกษาต้องมีความยืดหยุ่น เพราะถ้าไม่ยืดหยุ่นจะตอบโจทย์อนาคตไม่ได้ และ อีกเรื่องคือต่อไปในอนาคตรัฐ จะต้องพูดถึงเรื่องการกระจายอำนาจอย่างไร เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย

ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กล่าวว่า อนาคตของการศึกษาจะต้องมีความยืดหยุ่นทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และ ชีวิต เด็กทุกคนมีพรสวรรค์เพียงแต่ต้องดันและหาให้เจอ การศึกษาจะต้องมีความยืดหยุ่นเพียงพอที่จะปลดล็อคนี้ให้ได้ ซึ่งสมัยที่ ดร.อัมพร พินะสา รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.) ก็ได้ทำมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนสามรูปแบบ ศูนย์การเรียนรู้ โรงเรียนต้นแบบ โรงเรียนมือถือ การเทียบหน่วยกิต เป็นต้น ซึ่งวิธีการเหล่านี้จะสามารถปลดล็อคการศึกษาได้ ซึ่งถือเป็นต้นทุนที่มีอยู่แล้ว รอเพียงแต่การสนับสนุนให้ไปต่อให้ได้เท่านั้น

น.ส.ชื่นชีวัน วงษ์เสรี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) บริษัท Globish ซึ่งเป็นสถาบันสอนภาษาอังกฤษออนไลน์ กล่าวว่า การศึกษาคือการสร้างมนุษย์ที่ดี เพื่ออนาคตของประเทศและอนาคตของโลก อยากได้คนที่จะมาเลือกนักการเมืองที่คิดระยะยาว เพราะเราเห็นปัญหาสังคม สิ่งแวดล้อมมาเยอะ ถ้าเลือกนักการเมืองที่คิดสั้น เวลาแค่ 4 ปี เราจะไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงอะไรเลย เพราะฉะนั้นการศึกษาจึงเป็นการสร้างมนุษย์ที่ไม่เห็นแก่ตัว มาเลือกพรรคการเมืองที่ดีและคิดระยะยาว

นางณัฐรดา เลขะธนชลท์ (ครูจอย) ผู้บริหารบริษัทวิสาหกิจเพื่อสังคม เอ็ดวิงส์ เอ็ดดูเคชั่น จำกัด(EdWINGS Education) กล่าวว่า การศึกษาไม่ใช่แค่ระบบแต่คือกลยุทธ์ ที่จะทำให้เกิดการลงทุน การลงทุนที่วางแผนวันนี้ ระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาว ที่จะสร้างให้เกิดการเปลี่ยนแปลง จะเป็นไปได้หรือไม่ที่รัฐมนตรีศึกษาจะไม่เปลี่ยนบ่อย การศึกษาไทยจะไม่ขึ้นกับกระทรวง ทบวง กรม หรือ รัฐบาลที่เป็นตัวกำหนดนโยบายว่าจะทำอย่างไร การระเบิดจากภายในจะต้องระเบิดจากครูทุกคน จากจุดเล็ก ๆ ก่อนที่จะระเบิดจุดใหญ่ เพราะฟันเฟืองสำคัญอยู่ที่ครูทุกคน อยากเห็นสวัสดิการรัฐที่จริงใจ อยากให้ตั้งต้นมองกลุ่มเป้าหมายในการบริการภาครัฐด้านการศึกษาก่อนว่าเยาวชนคือใคร คุณครูจากที่เคยเป็นเรือจ้าง แต่ยุคนี้ครูจะเป็นใคร มีคุณสมบัติอย่างไร และจากห้องเรียนสู่ห้องทำงานจะส่งผ่านกันอย่างไร ที่จะส่งเด็กสู่โลกของความเป็นจริง

ครูจอย บอกว่า ฝากไปถึงคนเขียนนโยบายการศึกษา โดยสรุปคือมองการศึกษาอย่างไร จะสอนให้เด็กรู้ สอนให้เก่ง สอนให้แข่งขันได้หรือสอนให้ทำงานได้ มีรายได้ไม่เป็นภาระของรัฐ หรือ สอนให้มีคุณลักษณะที่จำเป็นต่อยุคศตวรรษที่ 21 หรือ สอนให้ไทยมีจุดแข็งใหม่ อะไรคือศักยภาพของประเทศในอีก 7 ปี 10 ปีข้างหน้า ซึ่งสิ่งเหล่านี้ถ้าไม่เริ่มทำวันนี้ไม่ทันแล้ว และอีกสิ่งหนึ่งก็คือระบบการศึกษาไทยในตอนนี้ ต้องให้ความรู้ผู้เรียนเพื่อสร้างนวัตกรรมส่งออกไปทั่วโลก ไม่ได้ส่งแค่ตัวแต่ส่งความคิดเขาทำอย่างไร ที่จะพัฒนาสตาร์ทอัพให้เค้าส่งต่อไปได้ ให้ผลกำไรจากการส่งออกมาสร้างการศึกษายุคใหม่ที่ไม่ใช้เงินภาษีจากภาครัฐ

นายธนิต แคล้วโยธา หัวหน้าฝ่ายปฏิบัติการภูมิภาค Teach for Thailand กล่าวว่า Teach for Thailand มีความมุ่งมั่นและใฝ่ฝันและอยากได้ คือ การสร้างภาวะผู้นำในทุกระดับ ตั้งแต่ผู้บริหาร ครู และนักเรียน ซึ่งเชื่อว่าการศึกษาจะเป็นจุดเริ่มต้นของการเติบโตที่เปลี่ยนแปลงทั้งชีวิตของนักเรียนและชุมชน ที่จะเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศต่อไป

ด้าน ดร.อัมพร พินะสา รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ด้านการศึกษา อดีตเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กล่าวว่า ตนได้รับมอบหมายจากหัวหน้าพรรคให้มากำหนดนโยบายทางด้านการศึกษา จึงได้เกิดเวทีเสวนาขึ้นในวันนี้ ซึ่งข้อเสนอแนะที่ได้รับในวันนี้คิดว่าจะเป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการที่จะนำไปประมวลเพื่อเขียนเป็นนโยบายของพรรค อย่างไรก็ตามทั้งหมดที่ได้รับฟังวันนี้เป็นความจริงทั้งสิ้น ผมไม่ปฏิเสธ และ เหตุผลที่ทำให้ผมอยากมาสู่การเมืองตรงนี้ก็มี 2-3 เรื่องก็คือผมเคยทำเรื่องนี้มาแล้วแต่ยังไม่สำเร็จ สองผมมีลูกแล้วอยากให้ลูกมีงานทำที่ดี มีชีวิตที่มีความสุข ในขณะเดียวกันก็ไม่อยากให้ประเทศไทยเราเป็นอย่างนี้ต่อไปอีก ก็เลยได้เห็นจุดหนึ่งว่าการเมืองของไทยอย่างเดียวที่จะเปลี่ยนการศึกษาได้ เพราะวันนี้ทุกคนพูดตรงกันว่าการศึกษากับชีวิตแยกจากกันไม่ได้ เศรษฐกิจจะโตไม่โตอยู่ที่คุณภาพของคน

“สิ่งที่ผมอยากได้ คือ เราจะทำอย่างไรจึงจะทำให้การเมืองหรือรัฐบาลเข้าไปเปลี่ยนแปลง ภาครัฐภาคเอกชนทุกหน่วยงานให้มาร่วมกันอย่างแท้จริง ผมคิดว่าพรรคต้องการผลิตโรงเรียนที่มีคุณภาพ โดยโรงเรียนที่มีคุณภาพต้องมีผู้อำนวยการที่มีภาวะผู้นำในการตัดสินใจ เป็นประชาธิปไตย มีผู้อำนวยการโรงเรียนที่เปิดกว้างในการมีส่วนร่วมในการประเมินและตัดสินใจ รวมไปถึงรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนและต้องมีงบประมาณที่เพียงพอกับการบริหารจัดการ แต่ปัจจุบันมีโรงเรียนขนาดเล็กอยู่จำนวนมากวันนี้เราเจอปัญหาคืองบประมาณทั้งหมดที่มีอยู่ในปัจจุบัน จำนวนมากก็จริง แต่เป็นงบเงินเดือนครูและบุคลากรทางการศึกษา เหลืองบฯพัฒนาเพียง 3% ถ้าเป็นอย่างนี้ทำอย่างไรโรงเรียนจะกระจาย เรื่องของคุณภาพได้ และทำอย่างไรจะให้ท้องถิ่นและชุมชน ผู้ปกครองมีส่วนร่วมในการพัฒนาโรงเรียนให้มากขึ้นโดยเฉพาะภาคเอกชน และ ประเด็นที่สาม ผมมองว่าการศึกษาที่ดีที่สุดควรจะเป็นการศึกษาที่ผูกโยงกับปัญหาของท้องถิ่นและชุมชน ดูเรื่องอาชีพของพวกเขา ทำไมบางครอบครัวยากจนบางครอบครัว มีฐานะ การศึกษาจะไปเปลี่ยนเขาอย่างไร”ดร.อัมพรกล่าวและว่า สรุปแล้วก็คือ การศึกษาควรจะยืดหยุ่น ไม่ควรตายตัว ควรเปิดโอกาสให้เด็กมีทางเลือก เพราะเด็กแต่ละคนมีต้นทุนไม่เท่ากัน เลือกเกิดไม่ได้ แต่ควรมีทางเลือกที่จะพัฒนาตนเองได้ ส่วนคุณครูจะต้องเป็นนักแนะแนวที่จะคอยดูแลช่วยเหลือประคับประคองให้เด็กได้ทดลองทำและลงมือเรียนรู้และพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงพัฒนาตัวเอง จนสุดท้ายได้เห็นอาชีพหรืองานที่เขาชอบแล้วเขาก็จะเป็นผู้ใหญ่ที่เป็นต้นทุนที่ดีต่อไป

สกร. สานต่อไทยคม เดินหน้า 25 ศศช. สร้างโอกาสชุมชนเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัล

เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.)กล่าวระหว่างการเป็นประธานการประชุมหารือแนวทางการขับเคลื่อนงานพัฒนาสังคมและชุมชนอย่างยั่งยืน ร่วมกับผู้แทนบริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) นำโดย คุณพลวิชญ์ ขยันงาน ผู้เชี่ยวชาญด้านความรับผิดชอบต่อสังคม และ คุณพินรัตน์ มูลประมุข ผู้จัดการฝ่ายสื่อสารองค์กร พร้อมด้วย คณะผู้บริหารไทยคม โดยมีนางพุทธชาต ทองกร คณะทำงานอธิบดีฯ นางสาวเอื้อมพร ศรีภูวงศ์ ผู้อำนวยการกองส่งเสริมและพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ และบุคลากรที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุมสุนทร สุนันท์ชัย ชั้น 4 กรมส่งเสริมการเรียนรู้ โดยอธิบดี สกร. กล่าวขอบคุณและชื่นชม บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) ที่ให้การสนับสนุนการดำเนินงานร่วมกับ สกร. อย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2558 โดยเฉพาะการเสริมโอกาสด้านการสื่อสารในพื้นที่ที่ยังขาดแคลนโครงสร้างพื้นฐาน ตลอดจนการตระหนักถึงความสำคัญของโครงข่ายอินเทอร์เน็ตในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน อีกทั้งยังได้เน้นย้ำถึงความร่วมมือที่ได้ขยายผลจาก “ระบบสื่อสาร” ไปสู่การพัฒนาระบบการเรียนรู้ การบริการสาธารณสุขผ่านการปรึกษาแพทย์ออนไลน์ รวมถึงการส่งเสริมอาชีพและเกษตรกรรมในชุมชน ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างความเข้มแข็งและความยั่งยืนให้แก่กลุ่มเป้าหมายในพื้นที่ห่างไกล ขณะเดียวกัน อธิบดี สกร. ได้แสดงความมุ่งมั่นว่า “เราจะทำให้ศูนย์การเรียนรู้ชุมชนทุกแห่ง (ศศช.) ใช้ประโยชน์จากโครงข่ายอินเทอร์เน็ตให้เต็มศักยภาพ และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนในทุกศูนย์

อธิบดี สกร. ยังกล่าวเน้นย้ำว่า เทคโนโลยีคือสะพานเชื่อมโอกาส ช่วยเปิดโลกการเรียนรู้ใหม่ ๆ ให้กับประชาชนในพื้นที่ห่างไกล ทั้งด้านการศึกษา การสื่อสาร การใช้ชีวิต และการพัฒนาอาชีพ สร้างผลลัพธ์ต่อคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน พร้อมแสดงความหวังว่าความร่วมมือครั้งนี้จะสามารถต่อยอดให้ตอบโจทย์ยุคดิจิทัลได้กว้างไกลยิ่งขึ้น และในโอกาสนี้คุณพลวิชญ์ ขยันงาน ผู้แทนไทยคม ระบุว่าไทยคมภูมิใจที่ได้ร่วมสนับสนุน สกร. ต่อเนื่องมากกว่า 10 ปี ทั้งด้านการศึกษา อาชีพ และการเข้าถึงเทคโนโลยี เช่น สนับสนุนทุนประกอบอาชีพเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน ถ่ายทอดทักษะการติดตั้งจานดาวเทียมให้ครู ศศช. มอบทุนการศึกษาและอุปกรณ์การเรียน  สนับสนุนสื่อเทคโนโลยีเพื่อพัฒนาทักษะชีวิตและสร้างอาชีพในพื้นที่สูง เกาะแก่ง และพื้นที่ทุรกันดาร โดยปัจจุบัน ไทยคมยังได้ติดตั้ง “Thaicom Express Wi-Fi” ให้ศูนย์การเรียนชุมชนรวม 25 แห่ง ในจังหวัดเชียงใหม่ ตาก แม่ฮ่องสอน และพังงา เพื่อให้ผู้เรียนและชุมชนเข้าถึงอินเทอร์เน็ตคุณภาพสูงสำหรับการเรียนรู้และการพัฒนาอาชีพอย่างต่อเนื่อง

“การประชุมครั้งนี้สะท้อนเจตนารมณ์ของ สกร. และไทยคม ในการนำเทคโนโลยีมาสร้างโอกาสการเรียนรู้ในพื้นที่ห่างไกล ลดช่องว่างทางการศึกษา และร่วมกันพัฒนาสังคมชุมชนให้แข็งแรงอย่างยั่งยืน ทั้งสองหน่วยงานมีเป้าหมายร่วมกันในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนผ่านการสื่อสาร การเข้าถึงข้อมูล และการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อสร้างสังคมแห่งโอกาสที่เท่าเทียมในทุกมิติของการพัฒนา”ดร.เกศทิพย์ กล่าว

สกร. เป็นสะพานแรงบันดาลใจระดับนานาชาติ ผ่านเวทีผลงานศิลปะไทย-ญี่ปุ่น สร้างจินตนาการเด็กประถมทั้งประเทศ

ภายใต้นโยบายของ ศาสตราจารย์ ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ที่มุ่งส่งเสริมให้เด็กไทยได้รับการพัฒนาอย่างรอบด้าน ทั้งด้านร่างกาย ปัญญา จิตใจ คุณธรรม และการอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) จึงเดินหน้าสนับสนุนเวทีสร้างสรรค์ที่เปิดโอกาสให้เยาวชนได้เรียนรู้ผ่านศิลปะและวัฒนธรรมอย่างลึกซึ้ง โดยกิจกรรมประกวดวาดภาพไทย–ญี่ปุ่นถือเป็นอีกหนึ่งโครงการสำคัญที่ช่วยเสริมพลังการเรียนรู้ของเด็กไทยให้แข็งแรงทั้งทักษะ สุนทรียะ และจินตนาการเชิงสร้างสรรค์

กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ร่วมกับมูลนิธิเอ็มโอเอไทย จัดพิธีมอบรางวัลโครงการประกวดวาดภาพส่งเสริมวัฒนธรรมความสัมพันธ์ไทย–ญี่ปุ่น ครั้งที่ 20 ประจำปี 2568 โดยได้รับเกียรติจาก ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ เป็นประธานในพิธี ณ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ ท้องฟ้าจำลอง กรุงเทพฯ โดยบรรยากาศงานเป็นไปอย่างอบอุ่นและเปี่ยมด้วยความหมาย โดยมีผู้เข้าร่วมพิธีอย่างพร้อมหน้า ทั้งผู้แทนเอกอัครราชทูตญี่ปุ่น ประธานมูลนิธิเอ็มโอเออินเตอร์เนชั่นแนล ผู้บริหารศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ ผู้บริหารกอง/ศูนย์ส่วนกลาง ผู้อำนวยการสถานศึกษา คณะครู ผู้ปกครอง และนักเรียนที่ได้รับรางวัล มาร่วมแสดงความยินดีและเป็นกำลังใจให้เยาวชนไทยผู้สร้างสรรค์ผลงานอันงดงาม

ดร.เกศทิพย์  กล่าวถึงความสำคัญของความร่วมมือระหว่าง ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ กรมส่งเสริมการเรียนรู้ และ มูลนิธิเอ็มโอเอไทย ว่า เป็นโอกาสสำคัญในการบูรณาการวิทยาศาสตร์และศิลปะเข้าด้วยกัน ผ่านการวาดภาพในมิติการเรียนรู้ที่ลึกซึ้ง ศิลปะกลายเป็นสื่อกลางให้เด็กและเยาวชนได้พัฒนาทักษะการคิดอย่างเป็นระบบ การใช้เหตุผล ตลอดจนการแสดงออกทางจินตนาการอย่างสร้างสรรค์ ซึ่งล้วนเป็นพื้นฐานสำคัญของการเติบโตทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และสุนทรียะ นอกจากนี้ ยังได้ได้กล่าวแสดงความยินดีกับนักเรียนผู้ได้รับรางวัล พร้อมชื่นชมความงดงามของโครงการนี้ว่าเป็น “วาระสำคัญที่ช่วยสานสัมพันธ์อันดีระหว่างไทยและญี่ปุ่น” ผ่านกิจกรรมสร้างสรรค์ที่เปิดโอกาสให้เด็ก ๆ ถ่ายทอดความคิด ความฝัน และความทรงจำเกี่ยวกับทั้งสองวัฒนธรรมอย่างลึกซึ้ง จนกลายเป็น “สะพานเชื่อม” ที่นำพาจินตนาการไปสู่การเรียนรู้ และต่อยอดเป็นแรงบันดาลใจสู่อนาคตของเยาวชนไทย

อธิบดี สกร. กล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการนี้ช่วยให้เด็ก ๆ ได้เรียนรู้การถ่ายทอดความคิดผ่านภาพวาด ซึ่งสะท้อนทั้งความรู้สึก ความทรงจำ และวัฒนธรรมจากทั้งสองประเทศ ไม่ว่าจะเป็นชุดกิโมโน ภูเขาไฟฟูจิ การละเล่น อาหาร หรือสัญลักษณ์วัฒนธรรมร่วมสมัย เป็นแรงบันดาลใจที่เชื่อมโยง “ความฝันของเด็กไทย” เข้ากับโลกกว้าง หลายคนมีความใฝ่ฝันอยากเดินทางไปประเทศญี่ปุ่น และภาพวาดคือก้าวแรกที่พวกเขาได้สื่อสารความหวังนั้นออกมาอย่างงดงาม นอกจากนี้ยังเปิดมุมมองต่อการขยายผลโครงการในอนาคต ทั้งในระดับมัธยมศึกษา รวมถึงเปิดโอกาสให้ประชาชนวัยผู้ใหญ่ที่มีความฝันและเรื่องราวในใจของตนเองได้ถ่ายทอดออกมาเป็นภาพวาด เพราะ “หนึ่งภาพ สามารถบอกเล่าได้ทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคต” และยังเป็นกระบอกเสียงทางอารมณ์ ความรู้สึก และโลกที่พวกเขามองเห็น

อย่างไรก็ตาม พิธีมอบรางวัลในปีนี้ ไม่เพียงเป็นงานศิลปะ แต่เป็นเวทีที่รวมความหมายของมิตรภาพ วัฒนธรรม การเรียนรู้ และความฝันของเด็กไทยไว้ด้วยกันอย่างงดงามและทรงพลัง เป็นอีกหนึ่งบทสำคัญที่ สกร. ภาคภูมิใจในการสานต่อความร่วมมือระหว่างสองประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน โดยปีนี้มีเด็กนักเรียนระดับประถมจากทั่วประเทศส่งผลงานเข้าประกวดรวม 909 ภาพ โดยเป็นผลงานจากนักเรียนสังกัด สพฐ., อปท., และ สช. จำนวน 881 ภาพ และจากศูนย์การเรียนรู้ชุมชนชาวไทยภูเขา “แม่ฟ้าหลวง” สังกัด สกร. จำนวน 28 ภาพ มีนักเรียนได้รับรางวัลระดับประเทศรวมทั้งสิ้น 47 คน ซึ่งเป็นตัวแทนเยาวชนที่ช่วยสืบสานมิตรภาพอันยั่งยืนระหว่างสองประเทศ ซึ่งภายในพิธีมีการมอบโล่รางวัล เกียรติบัตร เงินรางวัล และประกาศนียบัตรแก่ผู้ได้รับรางวัล ท่ามกลางรอยยิ้ม ความภาคภูมิใจ และความชื่นชมของผู้บริหาร ครู และผู้ปกครองที่ได้เห็นก้าวสำคัญของเด็ก ๆ บนเวทีที่เปิดโลกทัศน์สู่สากล และผลงานที่ได้รับรางวัลชนะเลิศและรองชนะเลิศจะถูกนำไปจัดแสดงและประกวดในระดับนานาชาติ ณ พิพิธภัณฑ์ศิลปะ MOA ประเทศญี่ปุ่น ต่อไป

“CONNEXT ED” ชู 5 ยุทธศาสตร์หลัก เสริมทักษะคิดวิเคราะห์ สานอนาคตเด็กไทยสู่การพัฒนาการศึกษาที่ยั่งยืน “ศ.ดร.นฤมล”เผยเป็นพื้นที่ปลอดการเมือง

วันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 พลเอก ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ องคมนตรี และประธานที่ปรึกษากิตติมศักดิ์มูลนิธิสานอนาคตการศึกษา คอนเน็กซ์อีดี เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุม CONNEXT ED EDUCATION FORUM 2025 ภายใต้แนวคิด “Thailand’s Education Future : อนาคตการศึกษาไทย อนาคตประเทศไทย” ผนึกกำลัง 3 ภาคส่วน มุ่งขับเคลื่อนการศึกษาไทยที่ยั่งยืนผ่าน 5 ยุทธศาสตร์หลักยกระดับคุณภาพการศึกษาไทย และส่งเสริมให้เด็กไทยเติบโตเป็น “เด็กดี มีความสามารถ” โดยมี ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) พร้อมผู้บริหารของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้แก่ นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) นายพิเชฐร์ วันทอง รองเลขาธิการ กพฐ. นางภัทริยาวรรณ พันธุ์น้อย รองเลขาธิการ กพฐ. และผู้อำนวยการสำนักของ สพฐ. ร่วมด้วย นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานกรรมการมูลนิธิสานอนาคตการศึกษา คอนเน็กซ์อีดี พร้อมคณะที่ปรึกษาและผู้ทรงคุณวุฒิจากภาครัฐ ภาคประชาสังคม และภาคเอกชน เข้าร่วมกว่า 500 คน ณ ทรู ดิจิทัล พาร์ค เขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร

พลเอก ดาว์พงษ์ กล่าวว่า โครงการคอนเน็กซ์อีดีเป็นความร่วมมือที่เข้มแข็งและสอดคล้องกับพระบรมราโชบายด้านการศึกษาที่มุ่งพัฒนาคนไทยให้มีทัศนคติที่ถูกต้อง มีพื้นฐานชีวิตเข้มแข็ง มีอาชีพสุจริต และเป็นพลเมืองดีมีวินัย โดยโครงการดำเนินงานตาม 5 ยุทธศาสตร์เพื่อเสริมทักษะคิดวิเคราะห์แก่เด็กไทย และเน้นบทบาทสำคัญของผู้อำนวยการโรงเรียนในการดูแลครู นักเรียน และชุมชน อีกทั้งได้เน้นย้ำภัยคุกคามที่โรงเรียนเผชิญ ทั้งด้านกายภาพ จิตใจ เทคโนโลยี สังคม วัฒนธรรม รวมถึงปัจจัยด้านนโยบายที่ขาดความต่อเนื่อง พร้อมให้กำลังใจทุกฝ่ายที่ร่วมกันสร้างคน ซึ่งต้องใช้เวลาและความมุ่งมั่น โดยตลอด 9 ปีที่ผ่านมา โครงการเห็นพัฒนาการและความสำเร็จต่อเนื่อง ยืนยันว่าคอนเน็กซ์อีดีเดินมาถูกทางและจะยังสร้างผลลัพธ์ที่ดีต่อการศึกษาไทย

ทางด้าน ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.ศธ. กล่าวว่า ความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมของโครงการต่าง ๆ ในวันนี้ มาจากวิสัยทัศน์ของผู้บริหาร ศธ. ทั้งในอดีตจนถึงปัจจุบัน และคำแนะนำจากท่านองคมนตรีที่ถูกนำไปสู่การปฏิบัติ เน้นการยกระดับการเรียนการสอนประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมืองเพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องต่อระบอบประชาธิปไตยไทย พร้อมย้ำจุดยืนให้กระทรวงศึกษาธิการเป็น “พื้นที่ปลอดการเมือง” และร่วมกับคอนเน็กซ์อีดีในการผนึกความร่วมมือภาครัฐ เอกชน และประชาสังคม เพื่อร่วมกำหนดนโยบายการศึกษาที่ตอบโจทย์ประเทศในระยะยาว

“ทั้งนี้ ยังมีความท้าทายด้านความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา โดยเฉพาะโรงเรียนขนาดเล็กหลายแห่งที่ได้รับงบประมาณไม่เพียงพอ จึงอยู่ระหว่างวางกลไกใหม่ ปรับระบบงบประมาณและแนวทางบริหารจัดการที่คำนึงถึงบริบทชุมชน รวมถึงความร่วมมือไทย–จีนด้านการแลกเปลี่ยนครู การยกระดับการศึกษาพิเศษ การแก้ปัญหาบ้านพักครูทรุดโทรมกว่า 13,000 ยูนิต และการทำงานร่วมคอนเน็กซ์อีดีในการพัฒนาระบบ SMS ขยายผลสู่โรงเรียนสังกัด สพฐ. และอบรมบุคลากรฯ เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาไทยอย่างยั่งยืน” รมว.ศธ. กล่าว

ขณะที่ นายศุภชัย เจียรวนนท์ กล่าวว่า การศึกษาคือรากฐานการพัฒนาประเทศและช่วยเสริมศักยภาพเยาวชนให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลง ทั้งด้านเทคโนโลยี AI เศรษฐกิจ และภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งต้องอาศัยการปรับตัวและเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง โดยย้ำว่าความสำเร็จของคอนเน็กซ์อีดีมาจากความร่วมมือของภาครัฐ เอกชน ภาคประชาสังคม และบุคลากรทางการศึกษา ในการขับเคลื่อน 5 ยุทธศาสตร์ ทั้งด้านความโปร่งใส กลไกตลาด การพัฒนาผู้นำและครู การเรียนรู้ที่ยึดเด็กเป็นศูนย์กลาง และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เพื่อสร้างระบบการศึกษาที่ยั่งยืนและเตรียมเยาวชนไทยสำหรับอนาคต

ทั้งนี้ ความร่วมมือจากทั้ง 3 ภาคส่วน ที่ได้ร่วมขับเคลื่อนการพัฒนาการศึกษาไทยผ่าน 5 ยุทธศาสตร์หลัก ได้แก่

  1. Standard & Transparency: การเปิดเผยข้อมูลสถานศึกษาที่ได้มาตรฐานอย่างโปร่งใสสู่สาธารณะ
  2. Market Mechanism: กลไกตลาดและวัฒนธรรมการมีส่วนร่วม
  3. High Quality Principals & Teachers: การพัฒนาผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน
  4. Child Centric & Curriculum: เด็กเป็นศูนย์กลาง เสริมสร้างคุณธรรมและความมั่นใจ
  5. Digital & AI Infrastructure: การเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ของสถานศึกษา

แนวทางยุทธศาสตร์ 5 หลักนี้ ได้นำมาประยุกต์ใช้ในโรงเรียนคอนเน็กซ์อีดี จนเกิดผลเป็นรูปธรรมและกลายเป็นโรงเรียนต้นแบบคอนเน็กซ์อีดี ประจำปี 2568 จำนวน 35 โรงเรียนทั่วประเทศ

นอกจากนี้ ภายในงาน CONNEXT ED EDUCATION FORUM 2025 ยังมีกิจกรรมน่าสนใจ อาทิ การเสวนาแบ่งปันต้นแบบความสำเร็จโรงเรียนคอนเน็กซ์อีดี ด้วย 5 ยุทธศาสตร์มูลนิธิฯ โดยผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการพัฒนาโรงเรียนคอนเน็กซ์อีดี, การบรรยายพิเศษ “พลเมืองดิจิทัลและทักษะแห่งอนาคตเพื่อเด็กไทย” โดย ดร.สุทธิโสพรรณ ช่วยวงศ์ญาติ จากสถาบัน Slingshot Group, การเวิร์กช็อประดมความคิด พลิกโฉมโรงเรียนคอนเน็กซ์อีดี เตรียมเด็กไทยให้มีทักษะแห่งอนาคต : Empowering CONNEXT ED Schools for the Future World โดย Slingshot Group ร่วมกับคณะทำงานภาครัฐร่วมเอกชน, หน่วยงานการศึกษาที่เกี่ยวข้อง, โรงเรียนต้นแบบ และ School Partner เพื่อหาแนวทางการพัฒนาและยกระดับคุณภาพโรงเรียนคอนเน็กซ์อีดีและเด็กไทย รวมถึงนิทรรศการความร่วมมือทางการศึกษา “ความสำเร็จวันนี้ อนาคตของพวกเรา” : The Key of Success, The Future We Learn และบูธผลงานตัวอย่างความสำเร็จของโรงเรียนและความภาคภูมิใจในการสนับสนุนขององค์กรเอกชนเครือข่ายพันธมิตร 61 องค์กร เป็นต้น

มองต่างมุม ประกาศ เลื่อนวันสัมภาษณ์และแสดงวิสัยทัศน์ ผอ.สกสค.จังหวัด / กทม. ใครคือผู้มีอำนาจตัวจริง  มึน! เครือข่ายครูฯโต้ ข้าราชการตัวดีทำระบบเสียหาย

หลังจากมีการเสนอข่าวประกาศ เรื่อง เลื่อนวันเข้ารับการสัมภาษณ์และแสดงแนวคิดวิสัยทัศน์ ต่อคณะกรรมการประเมินความเหมาะสมกับตำแหน่ง ของ คณะกรรมการสรรหาบุคคลเพื่อให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษาจังหวัด/กรุงเทพมหานคร ออกไปอย่างไม่มีกำหนด ที่ลงนามโดย นายดิศกุล เกษมสวัสดิ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการ สกสค. ประธานคณะกรรมการสรรหาบุคคลเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนักงาน สกสค.จังหวัด/กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 18 พ.ย.68 นั้น วันนี้ ( 19 พ.ย.68) ได้มีความเคลื่อนไหวจากองค์กรหรือกลุ่มบุคคลที่ใช้ชื่อว่า “ เครือข่ายครูและบุคลากรทางการศึกษา” ออกมา ชี้ให้เห็นอีกด้านหนึ่งของปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นกับองค์กรครู  ว่า

เครือข่ายครูและบุคลากรทางการศึกษา “ชี้” เมื่อความจริงถูกปิดบังตัวการที่แท้จริงไม่ใช่นักการเมือง แต่คือระบบราชการที่แสวงหาผลประโยชน์อย่างชำนาญ

กระแสข่าวล่าสุดที่สะเทือนวงการศึกษาเกี่ยวกับผู้มีอำนาจใน สกสค. ถูกกล่าวหาว่าเรียกรับผลประโยชน์จากการซื้อขายตำแหน่ง ผอสกสค.จังหวัด จนต้องออกมา “โยนบาป” ให้นักการเมืองว่าเป็นผู้แทรกแซงการสรรหา

แต่ภาพที่ปรากฏจากข้อเท็จจริง สะท้อนตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง  เพราะในความเป็นจริง ผู้ที่ครอบงำระบบ ไม่ใช่นักการเมือง  แต่คือ กลุ่มข้าราชการ ผู้มีอำนาจในระบบ ที่อาศัย  1.ระเบียบ   2.ข้อบังคับ   3.อำนาจเสนอ อำนาจแต่งตั้ง   4.อำนาจกลั่นกรองข้อมูล มาบิดเบือนผลประโยชน์ของระบบเพื่อสนองกลุ่มตัวเองมานาน

  1. นักการเมืองกลายเป็น “แพะรับบาป” ที่ดีเกินไป ทุกครั้งที่เกิดเรื่องทุจริตในหน่วยงาน เรามักเห็นบทเดิม ๆ ว่า “มีนักการเมืองอยู่เบื้องหลัง” เป็นการแทรกแซงจากฝ่ายการเมือง แต่ในหลายกรณี นักการเมือง ไม่ได้เข้าถึงรายละเอียดภายในระบบราชการได้เลย หากไม่มี “เจ้าของระบบจริง” เป็นผู้จัดฉาก เปิดช่อง และอำนวยความสะดวกให้

ปรากฏการณ์นี้จึงไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะ ระบบราชการเป็นผู้ถือข้อมูล  เป็นผู้กำหนดกระบวนการ เป็นผู้คุมระเบียบ เป็นผู้จัดการสรรหา เป็นผู้ดึงด้ายเบื้องหลัง  ตำแหน่ง ผอ.สกสค.จังหวัด แต่ละแห่ง มีผลประโยชน์อยู่ในมือมากมาย ทั้งงบประมาณ โครงการจัดซื้อ และสายงานครู สวัสดิการ จึงเป็นตำแหน่งที่ “กลุ่มผลประโยชน์ในหน่วยงาน” ต้องการควบคุมเอง

  1. ปัญหาเกิดจาก “ระเบียบ ระบบราชการ” ไม่ใช่ “ตำแหน่งทางการเมือง” ประเด็นสำคัญคือ ผู้มีอำนาจภายในระบบราชการสามารถ

2.1 ใช้คำว่า “ระเบียบ”

2.2ใช้คำว่า “ขั้นตอนสรรหา”

2.3 อ้าง “คุณสมบัติ”

2.4 อ้างว่า “เพื่อความเหมาะสม”

เพื่อเลือกคนของตนเองและกันคนอื่นออกไปอย่างแนบเนียน เมื่อมีเสียงร้องคัดค้าน ก็จะรีบ

1.เลื่อนการสัมภาษณ์

2.ออกข่าวโยนให้การเมือง

3.ทำให้สังคมเข้าใจผิดว่าต้นตอคือฝ่ายนักการเมือง

นี่เป็นรูปแบบเดิมที่เห็นมานานในทุกหน่วยงานของรัฐ

  1. การซื้อขายตำแหน่ง เป็นวัฒนธรรมมืดของ “ระบบ” ไม่ใช่ของรัฐบาลใดรัฐบาลหนึ่ง การซื้อขายตำแหน่งไม่ได้เกิดเพราะ รัฐบาลชุดไหน รัฐมนตรีคนไหน  หรือพรรคไหน  แต่เกิดจาก ข้าราชการในระบบที่รู้ช่องทางและถืออำนาจในการสรรหา จึงใช้โอกาสนั้นแสวงหาผลประโยชน์ โดยอาศัยชื่อ “นักการเมือง” เป็นฉากบังหน้า เป็นเรื่องที่สังคมเข้าใจผิดมานานว่า นักการเมืองคือผู้ร้าย แต่ความจริงคือ ระบบราชการต่างหากที่เป็นผู้จับดาบ นักการเมืองเป็นเพียงผู้ถูกกล่าวหาตามบทที่เขียนไว้ล่วงหน้า
  2. เหตุผลที่การเมือง “ตามไม่ทัน” ระบบราชการ เพราะระบบราชการมี

4.1 ความต่อเนื่อง

4.2 ความแนบแน่น

4.3 ความสัมพันธ์ลึกซึ้งระหว่างกลุ่มอำนาจ

4.4 ความชำนาญในกฎหมาย–ระเบียบ

4.5 ความสามารถในการใช้ข้อบังคับเพื่อประโยชน์ตัวเอง

ดังนั้นทุกครั้งที่มีการสรรหาตำแหน่งใหญ่ หากไม่มีการตรวจสอบอย่างจริงจัง ตำแหน่งนั้นมักตกอยู่ในมือของ กลุ่มผู้มีอิทธิพลภายในหน่วยงานเอง มิใช่ของนักการเมือง หรือของสังคมส่วนรวมอย่างที่ควรเป็น

  1. เลื่อนการสัมภาษณ์โดยไม่มีกำหนด เป็นสัญญาณว่าเรื่องใหญ่จริง จากข่าวที่ท่านส่งมา การที่ สกสค. ต้องเลื่อนวันสัมภาษณ์–แสดงวิสัยทัศน์ออกไป “โดยไม่มีกำหนด”ไม่ใช่เรื่องเล็ก แต่สะท้อนว่า

1.มีข้อร้องเรียนที่มีน้ำหนักจริง

2.การตรวจสอบกำลังสั่นคลอนระบบ

3.กลไกภายในหน่วยงานเริ่มตั้งรับ

4.กระบวนการอาจมีปัญหาเรื่องความโปร่งใส

นี่คือ “การหยุดระบบที่กำลังจะเดินหน้าไปในทิศทางผิด” ปัญหาการซื้อขายตำแหน่ง ไม่ได้เกิดจากนักการเมืองเพียงฝ่ายเดียวแต่เป็นผลิตภัณฑ์การใช้อำนาจของระบบราชการที่ฝังรากลึก

 

ขณะเดียวกันได้มีแถลงการณ์ ที่อ้างว่า จากผู้สมัครผู้อำนวยการสำนักงาน สกสค.จังหวัด แชร์ในกลุ่มผู้สมัคร ฯ ว่า

“ ขอคัดค้านการแทรกแซงทางการเมือง และเรียกร้องความเป็นธรรมต่อกระบวนการสรรหา จากผู้สมัครผู้อำนวยการสำนักงาน สกสค.จังหวัด

การเลื่อนกำหนดสัมภาษณ์และแสดงวิสัยทัศน์เพื่อสรรหาผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษาจังหวัด/กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 ซึ่งประกาศเลื่อนออกไปโดยไม่มีกำหนด  ไม่ใช่เพียงเหตุการณ์เล็ก ๆ ในเชิงเทคนิค  แต่เป็น “สัญญาณอันตราย” ต่อหลักคุณธรรมของ สกสค. และความเชื่อมั่นของครูทั้งประเทศ แม้ประกาศทางการจะระบุว่า การเลื่อนเกิดจากการอุทธรณ์คุณสมบัติ ผู้สมัครจำนวนหลายราย แต่สังคมรับรู้โดยทั่วกันว่า  สาเหตุแท้จริงมาจากแรงกดดันทางการเมือง ที่ต้องการผลักดัน “คนของตัวเอง” ให้ครอบครองตำแหน่งผู้อำนวยการ สกสค.จังหวัด/กทม. ทั้ง 77 จังหวัด

และกระแสข่าวยังยืนยันว่า คณะกรรมการสรรหาทั้ง 4 ชุด  1. ประเมินประวัติผลงาน  2. ประเมินวิสัยทัศน์  3. สัมภาษณ์ 4. รวมคะแนน กำลังถูกกดดันจนถึงขั้น พิจารณาลาออกยกชุด เพราะไม่ต้องการเป็นส่วนร่วมในกระบวนการที่ขาดความโปร่งใส และไม่สอดคล้องกับระบบคุณธรรมที่หน่วยงานควรยึดถือ

ยิ่งไปกว่านั้น การมีอดีตผู้บริหารและผู้มีอำนาจบางกลุ่ม “คอยสั่งการอยู่เบื้องหลัง” ได้สร้างภาวะกดดันต่อองค์กรจนคณะกรรมการสรรหาต้องแสดง อารยะขัดขืน โดยการเลื่อนการสรรหาออกไปอย่างไม่มีกำหนด นี่ไม่ใช่เพียงความล่าช้า แต่คือความเสียหายต่อความเชื่อมั่นของครูทั้งประเทศ ต่อภาพลักษณ์ขององค์กร และต่อหลักการที่เราทุกคนพยายามรักษา ระบบคุณธรรม + ความเป็นกลาง + ความยุติธรรม

ข้อเรียกร้องจากผู้สมัคร ผอ.สกสค.จังหวัด  ในฐานะ “ผู้สมัครที่เข้าสู่กระบวนการด้วยความสุจริตใจ” ขอแสดงจุดยืนอย่างหนักแน่น  ดังนี้

  1. ขอให้ยุติการแทรกแซงจากฝ่ายการเมืองในทุกรูปแบบ สกสค.เป็นองค์กรที่ดูแลชีวิตความเป็นอยู่ของครูทั่วประเทศ ไม่ใช่พื้นที่ต่อรองของกลุ่มผู้มีอำนาจ
  2. ขอให้เคารพกระบวนการสรรหาตามระบบคุณธรรม (Merit System) ระบบคุณธรรมคือ รากฐานของความเป็นธรรม  ไม่ใช่สิ่งที่ถูกทำลายเพียงเพราะผลประโยชน์ของใครบางคน
  1. ขอให้ดำเนินการต่อผู้ที่ใช้อำนาจนอกระบบในการชี้นำหรือสั่งการเบื้องหลัง เพื่อให้เกิดบรรทัดฐานใหม่ว่า สกสค.ต้องยืนบนความถูกต้องไม่ใช่บนความกลัวหรือแรงกดดัน
  2. ขอให้คืนความเป็นธรรมแก่ผู้สมัครทุกคน พวกเราลงแรง เตรียมตัว และเข้าสู่กระบวนการด้วยความเคารพกติกา

เรามีสิทธิ์ที่จะได้รับ “ความเป็นธรรมและเกียรติ” เช่นเดียวกันทุกคน

สกสค.ต้องไม่เป็นสนามทดลองอำนาจของใคร  เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่เพียงทำให้ผู้สมัครเสียหาย  แต่ทำให้องค์กรเสียศรัทธา ทำให้ครูทั่วประเทศตั้งคำถาม และทำให้สังคมเห็นถึงความพยายามจะบิดเบือนกลไกที่ควรบริสุทธิ์ที่สุด ในฐานะผู้สมัครตำแหน่ง ผอ.สกสค.จังหวัด ขอยืนยันว่าเราจะไม่เงียบ และจะไม่ยอมให้ความไม่ถูกต้องเกิดขึ้นโดยไม่มีเสียงทักท้วง เพราะตำแหน่งนี้เป็นตำแหน่งที่ต้องทำงานเพื่อ “ครูทั้งประเทศ” ไม่ใช่ทำงานเพื่อพวกพ้องของใคร

เราขอให้ สกสค.กลับมายืนอยู่บนรากฐานที่ถูกต้อง จงทำเพื่อความยุติธรรม ทำเพื่อความโปร่งใส และทำเพื่อศักดิ์ศรีขององค์กรที่ควรเป็นที่พึ่งของครู

ขอให้กระบวนการสรรหากลับสู่ “ระบบคุณธรรม” โดยเร็วที่สุด เพื่อรักษาความเชื่อมั่นและอนาคตของ สกสค.ในสายตาสังคม

ผู้สมัคร  ผู้อำนวยการสำนักงาน สกสค.จังหวัด