สพฐ.ยืนยัน ปี 69 เด็กมีที่เรียนทุกคน

เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2569 ดร.พิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยความคืบหน้าการรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 และระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ประเภทห้องเรียนปกติ ประจำปีการศึกษา 2569 ซึ่งดำเนินการตามนโยบาย “เรียนดี มีคุณธรรม” ของกระทรวงศึกษาธิการที่มุ่งให้การรับนักเรียนเป็นไปอย่างโปร่งใส เป็นธรรม และเปิดโอกาสทางการศึกษาแก่ผู้เรียนอย่างทั่วถึง

สำหรับการรับนักเรียน สังกัด สพฐ. ประจำปีการศึกษา 2569 ระดับชั้น ม.1 มีแผนการรับจำนวน 427,024 คน ขณะนี้มีผู้สมัครแล้วจำนวน 388,239 คน ส่วนการรับนักเรียนระดับชั้น ม.4 มีแผนการรับจำนวน 402,690 คน โดยโรงเรียนได้รับนักเรียนที่จบ ม.3 จากโรงเรียนเดิมไว้แล้วจำนวน 171,021 คน และยังสามารถรับนักเรียนเพิ่มเติมได้อีก 231,669 ที่นั่ง ซึ่งปัจจุบันมีผู้สมัครแล้ว จำนวน 219,278 คน (ข้อมูล ณ วันที่ 26 มีนาคม 2569)

ขณะที่กำหนดการสอบคัดเลือกนักเรียนประเภทห้องเรียนปกติของโรงเรียนที่มีผู้สมัครเกินจากแผนการรับ ในระดับชั้นม.1 จัดสอบในวันที่ 28 มีนาคม 2569 และกำหนด รับมอบตัวในวันที่ 4 เมษายน 2569 ส่วนชั้น ม.4 จัดสอบคัดเลือกในวันที่ 29 มีนาคม 2569 และกำหนด รับมอบตัวในวันที่ 5 เมษายน 2569 ทั้งนี้ ขอให้นักเรียนและผู้ปกครองติดตามประกาศและรายละเอียดจากโรงเรียนที่สมัครอย่างใกล้ชิด พร้อมเตรียมเอกสารและดำเนินการตามกำหนดการที่โรงเรียนแจ้ง เพื่อให้กระบวนการรับนักเรียนเป็นไปด้วยความเรียบร้อย

“สพฐ. ยืนยันว่า การดำเนินการรับนักเรียนในปีการศึกษา 2569 จะเป็นไปตามหลักความโปร่งใส เสมอภาค และเป็นธรรมในทุกขั้นตอน โดยมุ่งสร้างโอกาสทางการศึกษาอย่างทั่วถึง เพื่อให้ผู้เรียนทุกคนเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างเท่าเทียม ทั้งนี้หากไม่ได้รับการคัดเลือกเข้าเรียนในโรงเรียนยอดนิยมตามความประสงค์ ผู้ปกครองสามารถยื่นความประสงค์ขอรับการจัดสรรที่เรียนได้ที่ ‘ศูนย์ประสานงานการรับนักเรียน’ ณ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาใกล้บ้าน โดย สพฐ. ขอยืนยันว่าบุตรหลานของท่านทุกคนจะได้รับการจัดสรรที่เรียนอย่างแน่นอน” เลขาธิการ กพฐ. กล่าว

”อรรถพล“ชี้ระบบการศึกษาต้องเร่งปรับตัวรับยุค ‘วิกฤตซ้อนวิกฤต’

ดร.อรรถพล สังขวาสี อดีตปลัดกระทรวงศึกษาธิการและอดีตเลขาธิการสภาการศึกษา เปิดเผยถึงทิศทางความเสี่ยงของโลกในอนาคต โดยอ้างอิงรายงาน The Global Risks Report 2026 ของ World Economic Forum ว่าโลกกำลังเผชิญกับ “Polycrisis” หรือภาวะวิกฤตซ้อนวิกฤต ที่มีความซับซ้อน เชื่อมโยงกันหลายมิติ และส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบเศรษฐกิจ สังคม และการศึกษา รายงานดังกล่าวซึ่งรวบรวมมุมมองจากผู้เชี่ยวชาญกว่า 1,300 คนทั่วโลกชี้ว่า ในระยะสั้น (2 ปีข้างหน้า) ความเสี่ยงสูงสุดของโลกไม่ใช่เรื่องสิ่งแวดล้อมเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่กลับเป็น

“ความตึงเครียดทางภูมิเศรษฐกิจ” ควบคู่กับ “ข้อมูลผิดและบิดเบือน” และ “ความแตกแยกทางสังคม”ซึ่งสะท้อนถึงโลกที่กำลังเผชิญแรงกดดันทางการเมืองและเศรษฐกิจอย่างรุนแรง ขณะเดียวกันแม้ประเด็น “สภาพอากาศสุดขั้ว” จะลดอันดับความกังวลลงมาอยู่ที่ 4 ในระยะสั้น แต่ไม่ได้หมายความว่าความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมลดลง หากแต่ถูก “กลบ”ด้วยแรงกดดันทางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจที่รุนแรงขึ้นในช่วงปัจจุบันในระยะยาว (10 ปีข้างหน้า) รายงานของ WEF ยังคงตอกย้ำว่า “ความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม” จะเป็นภัยคุกคามอันดับต้นของโลก โดยเฉพาะปัญหาสภาพอากาศสุดขั้ว การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ และการเปลี่ยนแปลงของระบบโลก ซึ่งครอง 3 อันดับแรกต่อเนื่องหลายปี

ถามว่าการศึกษาต้องปรับตัวอย่างไรในโลกความเสี่ยงสูง ดร.อรรถพล กล่าวว่า ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวมีนัยสำคัญต่อ “ระบบการศึกษา” อย่างยิ่ง โดยเฉพาะใน 3 มิติสำคัญ ได้แก่ 1) ทักษะใหม่ในโลกข้อมูลบิดเบือน การที่ “ข้อมูลผิดและบิดเบือน” กลายเป็นหนึ่งในความเสี่ยงอันดับต้น สะท้อนว่าการศึกษาไม่สามารถเน้นเพียงความรู้เชิงเนื้อหาได้อีกต่อไป แต่ต้องพัฒนาทักษะ “คิดเชิงวิพากษ์ ( critical thinking)” และ“ความฉลาดรู้ด้านสื่อ (media literacy)” อย่างจริงจัง 2) การเรียนรู้เพื่อรับมือความไม่แน่นอน โลกที่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง เศรษฐกิจผันผวน และเทคโนโลยีเปลี่ยนเร็ว ต้องการระบบการศึกษาที่สร้าง “ resilience”หรือความสามารถในการปรับตัว มากกว่าการผลิตแรงงานตามกรอบเดิม และ 3) การศึกษาเพื่อความยั่งยืน(Education for Sustainability) แม้ความเสี่ยงระยะสั้นจะเปลี่ยน แต่ระยะยาวยังคงชี้ชัดว่า “สิ่งแวดล้อม”คือโจทย์ใหญ่ที่สุดของมนุษยชาติ การศึกษาจึงต้องบูรณาการเรื่อง climate change, biodiversity และ sustainability เข้าเป็นแกนหลัก ไม่ใช่เพียงวิชาเลือก

“ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่ง “ปรับโครงสร้างการศึกษาเชิงระบบ” เพื่อรับมือกับโลกความเสี่ยงสูง โดยเน้นการบูรณาการข้ามสาขา (interdisciplinary learning) การเชื่อมโยงการศึกษากับบริบทโลกจริง และการสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศ โลกในวันนี้ไม่ได้เผชิญวิกฤตทีละเรื่อง แต่เป็นหลายวิกฤตที่เกิดพร้อมกันและเชื่อมโยงกัน การศึกษาไทย จึงต้องเปลี่ยนจาก การสอนเพื่อรู้ ไปสู่ การสอนเพื่ออยู่รอดและเติบโตในโลกที่ไม่แน่นอน” ดร.อรรถพล กล่าว

สารพัดช่างพิษณุโลก คว้ารางวัลชนะเลิศฮอนด้าประหยัดเชื้อเพลิง ปีที่ 28

นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(กอศ.) เป็นประธานพิธีเปิดการแข่งขันฮอนด้าประหยัดเชื้อเพลิง ปีที่ 28 ประจำปีการศึกษา 2568 โดยมีนายปิยะ ปิจนำ ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ พล.ต.ต.วรายุส์ จันทร์เยี่ยม ผู้บังคับการตำรวจภูธร จังหวัดบุรีรัมย์ ดร.อารักษ์ พรประภา ประธาน บริษัท ไทยฮอนด้า จำกัด นายจักรพงษ์ ภิญโญทรัพย์ ผู้จัดการทั่วไป สนามช้างอินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต ครู นักเรียนและนักศึกษา ผู้เข้าแข่งขันจำนวน 252 ทีม เข้าร่วม ณ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์

นายยศพล กล่าวว่า ปัจจุบันสถานการณ์ด้านพลังงานของโลก โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่มีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง อันเป็นผลมาจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลก และสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางที่มีความสำคัญต่อแหล่งพลังงาน ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อโครงสร้างต้นทุนทางเศรษฐกิจ ตลอดจนค่าครองชีพของประชาชนในวงกว้าง ทั้งในภาคการผลิต การขนส่ง และการดำรงชีวิตประจำวัน ภายใต้บริบทดังกล่าว การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่า การลดการสูญเสียพลังงาน รวมถึงการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านการประหยัดพลังงาน จึงไม่ใช่เพียงทางเลือก หากแต่เป็น “ความจำเป็น” ที่ทุกภาคส่วนต้องให้ความสำคัญและร่วมกันขับเคลื่อนอย่างจริงจัง เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงาน ลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน และสนับสนุนการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนในระยะยาว

เลขาธิการ กอศ. กล่าวต่อไปว่า การแข่งขันฮอนด้าประหยัดเชื้อเพลิงในครั้งนี้ ถือเป็นเวทีสำคัญที่เปิดโอกาสให้เยาวชนอาชีวศึกษาได้นำความรู้ด้านวิชาการ มาผสานกับความคิดสร้างสรรค์และทักษะทางวิศวกรรมยานยนต์ เพื่อพัฒนานวัตกรรมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาประเทศในยุคที่ต้องมุ่งสู่ความยั่งยืนกิจกรรมนี้ไม่เพียงแต่เป็นการแข่งขัน หากยังเป็นการสร้างประสบการณ์จริง การทำงานเป็นทีม การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และการต่อยอดสู่การพัฒนาทักษะวิชาชีพ ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษาที่มีคุณภาพ และสามารถตอบโจทย์ความต้องการของประเทศในอนาคต

ดร.อารักษ์ พรประภา ประธาน บริษัท ไทยฮอนด้า จำกัด กล่าวว่า สำหรับการแข่งขันฮอนด้าประหยัดเชื้อเพลิง ที่ประเทศไทยจัดขึ้นเป็นประเทศที่ 2 ต่อยอดจากประเทศญี่ปุ่น มาอย่างยาวนานถึง 28 ปีในวันนี้ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณ จากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จ พระเทพ รัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี พระราชทานถ้วยรางวัลสำหรับทีมแข่งที่สามารถทำสถิติค่าประหยัดน้ำมันสูงสุด ด้วยเจตนารมย์และความมุ่งมั่นในการมีส่วนร่วมสร้างสรรค์สังคมไทย ประกอบกับ นโยบายดำเนินธุรกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม ความปลอดภัย การประหยัดพลังงาน และการศึกษา  บริษัทฯ ได้จัดให้มีการแข่งขันฮอนด้าประหยัดเชื้อเพลิง ที่มีความตั้งใจให้น้อง ๆ ได้ฝึกการทำงานเป็นทีม รวมถึงพัฒนาศักยภาพทักษะ วิศวกรรมยานยนต์ ด้วยการเปิดกว้างทางความคิด ตั้งแต่การออกแบบรถ การเลือกใช้วัสดุต่างๆ รวมถึงศึกษาการทำงานเชิงลึกของเครื่องยนต์ระบบหัวฉีด PGM-FI และ ได้พบประสบการณ์จริง คู่แข่งจริง และสถานการณ์จริง ในสนามแข่งระดับโลกแห่งนี้ ซึ่งเรามั่นใจว่าส่งผลดีต่อวงการวิศวกรรมยานยนต์ของไทยในอนาคต ควบคู่กับการสร้างจิตสำนึกรักษ์พลังงาน

สำหรับการแข่งขันรถประหยัดเชื้อเพลิงครั้งนี้ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ประกอบด้วย
1 ) รถประดิษฐ์
-รถประดิษฐ์ กลุ่ม A
A1 รถประดิษฐ์ ระดับอาชีวศึกษา หรือต่ำกว่า (มัธยม, ปวช., ปวส.)
A2 รถประดิษฐ์ ระดับอุดมศึกษา รวมทั้ง ปทส. (มหาวิทยาลัย)
-รถประดิษฐ์ กลุ่ม B (ใช้กติกา ปีที่ 27 เฉพาะสถานศึกษาเท่านั้น)
2 ) รถตลาด

ผลการแข่งขัน
รางวัลชนะเลิศสถิติสูงสุด ประเภทรถประดิษฐ์
วิทยาลัยสารพัดช่างพิษณุโลก ค่าประหยัดน้ำมันอยู่ที่ 1,023.613 กิโลเมตรต่อลิตร
ได้รับถ้วยรางวัลพระราชทาน จาก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี รถจักรยานยนต์ฮอนด้า รุ่น Honda Super Cub 1 คัน และเงินรางวัลพัฒนาทีม จำนวน 30,000 บาท

รางวัลรองชนะเลิศสูงสุด ประเภทรถประดิษฐ์
วิทยาลัยเทคนิคพัทลุง ค่าประหยุดน้ำมันอยู่ที่ 936.497 กิโลเมตรต่อลิตร
ได้รับรถจักรยานยนต์ฮอนด้า รุ่น Honda Wave 110i 1 คัน และเงินรางวัลพัฒนาทีม จำนวน 20,000 บาท

รางวัลสถิติสูงสุดประเภทรถตลาด
อันดับที่ 1 วิทยาลัยเทคนิคราชบุรี ค่าประหยัดน้ำมันอยู่ที่ 265.913 กิโลเมตรต่อลิตร
อันดับที่ 2 วิทยาลัยเทคนิคตรัง ค่าประหยัดน้ำมันอยู่ที่ 242.653 กิโลเมตรต่อลิตร
อันดับที่ 3 วิทยาลัยเทคนิคพัทลุง ค่าประหยัดน้ำมันอยู่ที่ 227.043 กิโลเมตรต่อลิตร

รางวัลสถิติสูงสุดประเภทรถประดิษฐ์ กลุ่ม B
อับดับที่ 1 วิทยาลัยสารพัดช่างเพชรบูรณ์ ค่าประหยัดน้ำมันอยู่ที่ 854.935 กิโลเมตรต่อลิตร
อับดับที่ 2 วิทยาลัยการอาชีวศึกษาปทุมธานี ค่าประหยัดน้ำมันอยู่ที่ 823.462 กิโลเมตรต่อลิตร
อับดับที่ 3 วิทยาลัยสารพัดช่างพิษณุโลก ค่าประหยัดน้ำมันอยู่ที่ 818.031 กิโลเมตรต่อลิตร

รางวัลสถิติสูงสุดประเภทรถประดิษฐ์ กลุ่ม A2 ระดับอุดมศึกษา
อันดับที่ 1 วิทยาลัยเทคนิคเพชรบูรณ์ ค่าประหยัดน้ำมันอยู่ที่ 911.473 กิโลเมตรต่อลิตร
อันดับที่ 2 สถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน ค่าประหยัดน้ำมันอยู่ที่ 807.860 กิโลเมตรต่อลิตร
อันดับที่ 3 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน ค่าประหยัดน้ำมันอยู่ที่ 608.055 กิโลเมตรต่อลิตร

รางวัลสถิติสูงสุดประเภทรถประดิษฐ์ กลุ่ม A1 ระดับอาชีวศึกษา
อันดับที่ 1 วิทยาลัยสารพัดช่างพิษณุโลก ค่าประหยัดน้ำมันอยู่ที่ 1,023.613 กิโลเมตรต่อลิตร
อันดับที่ 2 วิทยาลัยเทคนิคพัทลุง ค่าประหยัดน้ำมันอยู่ที่ 936.497 กิโลเมตรต่อลิตร
อันดับที่ 3 วิทยาลัยอาชีวศึกษาเทศบาลเมืองกำแพงเพชร ค่าประหยัดน้ำมันอยู่ที่ 837.102 กิโลเมตรต่อลิตร

รางวัลประเภทรถประดิษฐ์สวยงาม
อันดับที่ 1 วิทยาลัยการอาชีพด่านซ้าย
อันดับที่ 2 วิทยาลัยเทคนิคราชบุรี
อันดับที่ 3 สถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน

 

ก.ค.ศ.ไฟเขียวใช้เกณฑ์ตาม ว.22 สอบเป็นข้าราชการ38ค.(2)ข้ามแท่งได้

เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2569 ดร.ธนู ขวัญเดช เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา(ก.ค.ศ.)เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา(บอร์ด ก.ค.ศ.)เมื่อเร็ว ๆ นี้ ที่ประชุมมีหลักเกณฑ์ที่สำคัญต้องพิจารณา 3 หลักเกณฑ์ คือ หลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกผู้อำนวยเขตพื้นที่การศึกษาใหม่ ซึ่งที่ประชุมมีมติให้มีการขยายเวลาขึ้นบัญชี จากเดิมไม่น้อยกว่า  1 ปี เป็น 2 ปี และเพิ่มจำนวนการขึ้นบัญชีผู้สอบผ่านเกณฑ์ขึ้นบัญชีไว้จากเดิม 2 เท่า เป็น 4 เท่า และให้นำผลการปฏิบัติงานในภาค ค  มาประกอบการพิจารณาในภาค ก ได้ ดังนั้นภาค ก จะมีสองส่วนคือข้อเขียนกับผลงาน แต่มาตรฐานยังคงเหมือนเดิมคือต้องได้คะแนนผ่านไม่น้อยกว่าร้อยละ60

เลขาธิการ ก.ค.ศ.กล่าวต่อไปว่า หลักเกณฑ์ที่สองคือ เกณฑ์ตาม ว.22 เกี่ยวกับการสอบคัดเลือกข้าราชการ 38 ค.(2)ซึ่งที่ประชุมได้นำมาหารือกัน โดยสาระสำคัญของการปรับปรุงเกณฑ์นี้คือ เปิดโอกาสให้ลูกจ้างหรือพนักงานราชการในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ไม่ว่าจะอยู่ส่วนราขการใด สามารถสอบคัดเลือกเป็นข้าราชการ 38ค(2)ข้ามแท่งในสังกัดใดก็ได้ ส่วนเกณฑ์ที่สาม คือการปรับปรุงเกณฑ์การสอบคัดเลือกครูผู้ช่วย ตาม ว.16 เพื่อให้ส่วนราชการต่างๆใช้เป็นกลไกในการสอบคัดเลือกครูอัตราจ้าง ลูกจ้าง หรือลูกจ้างทั่วไปที่มีคุณสมบัติมาสอบเป็นข้าราชการครูได้ แต่ในเกณฑ์นี้ก็ยังสอบข้ามแท่งไม่ได้ ซึ่งต่างกับเกณฑ์ ว.22 อย่างไรก็ตาม ในที่ประชุมได้มีการเสนอให้นำผลงานมาไว้ในภาค ก แต่ที่ประชุมยังไม่ได้มีมติและข้อสรุป ดังนั้นผลงานก็ยังอยู่ในภาค ค เหมือนเดิม แต่กลุ่มครูอัตราจ้าง ลูกจ้าง หรือลูกจ้างทั่วไป สามารถนำประสบการณ์ทำงานจากแท่งอื่นมานับรวมได้ไม่น้อยกว่า 3 ปี

”คุรุสภา“จบดราม่าใบประกอบวิชาชีพครู เหลือแค่ใบเดียวพอ ยกเลิกระบบPBA

เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2569 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการคุรุสภา ครั้งที่ 4/2569 ว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้ปรับแนวทางการออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูจากระบบ PBA คือการขอใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูระดับ ใบอนุญาตปฏิบัติหน้าที่ครู P-License ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูชั้นต้น B-License และใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูชั้นสูง A-License ให้เป็นระบบใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูที่เหลือเพียงใบเดียวเหมือนในอดีต โดยการปรับระบบดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานวิชาชีพครู และตอบโจทย์การพัฒนาครูในระยะยาว โดยเป็นการปรับแนวทางการทดสอบด้านความรู้และประสบการณ์วิชาชีพ ตามมาตรฐานวิชาชีพครู โดยการกำหนดตัวชี้วัดเพิ่มเติมในการพิจารณาคุณภาพตามมาตรฐานวิชาชีพครู ด้านความรู้และประสบการณ์วิชาชีพ เช่น การเทียบเคียงประสบการณ์หรือสมรรถนะที่เกี่ยวข้อง ประกอบกับคะแนนการทดสอบ

“ประโยชน์ของการปรับระบบใบอนุญาตครูครั้งนี้ จะช่วยลดความยุ่งยากและทำให้ระบบมีความสะดวกมากขึ้น โดย การปรับเปลี่ยนครั้งนี้จะไม่กระทบต่อสิทธิของครูที่ได้รับใบอนุญาตตามระบบเดิมยังคงสามารถใช้สิทธิได้ตามปกติ ไม่ต้องกังวลว่าจะได้รับผลกระทบใด ๆ “ รมว.ศึกษาธิการ กล่าวและว่า ทั้งนี้ที่ประชุมได้มอบหมายให้สำนักงานเลขาธิการคุรุสภาไปจัดทำรายละเอียดเพิ่มเติม ทั้งในส่วนของหลักเกณฑ์ วิธีการประเมิน และแนวทางปฏิบัติ เพื่อให้การปรับระบบครั้งนี้สามารถนำไปใช้ได้จริง

เจ๋ง! มทร.ธัญบุรี คว้า 3 รางวัลใหญ่ที่เจนีวา โชว์นวัตกรรม ‘ชิป AI อัจฉริยะ’ ยกระดับระบบไฟฟ้าแห่งอนาคต

­นักวิจัยไทยสร้างชื่อที่สวิตเซอร์แลนด์ คว้า 3 รางวัลใหญ่จากเวทีสิ่งประดิษฐ์ระดับโลกด้วยนวัตกรรมชิปอัจฉริยะวิเคราะห์ไฟฟ้าระดับล้านครั้งต่อวินาที ชูจุดเด่นช่วยบริหารจัดการพลังงานได้จากจุดเดียว ประหยัดเงิน ติดตั้งง่าย ปลอดภัยสูง ตอบโจทย์พลังงานสะอาดและเป้าหมายการลดคาร์บอนสู่ระดับสากล

ศ.ดร.กฤษณ์ชนม์ ภูมิกิตติพิชญ์ รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (มทร.ธัญบุรี) และหัวหน้าคณะวิจัย เปิดเผยว่า จากการเข้าร่วมประกวดในงาน The 51st International Exhibition of Inventions Geneva 2026 ณ นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส โดยผลงานนวัตกรรม The First AI-Driven Electrical Intelligence Chip for Future Sustainability and Resilience All-Electric Society ซึ่งพัฒนาโดยคณะผู้วิจัยจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ ศ.ดร.กฤษณ์ชนม์ ภูมิกิตติพิชญ์ และคณะนักวิจัยสามารถคว้าชัยชนะมาได้ถึง 3 รางวัล คือ รางวัลพิเศษบนเวที Special Prize on Stage จาก Taiwan Invention Association รางวัลเหรียญเงิน Silver Medal และรางวัล NRCT Special Award จากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักที่ช่วยผลักดันผลงานวิจัยไทยให้ก้าวสู่เวทีระดับนานาชาติในครั้งนี้

สำหรับ นวัตกรรมชิปอัจฉริยะ ที่เกิดขึ้นนี้ถือเป็นเทคโนโลยีสำคัญที่จะเข้ามาพลิกโฉมการจัดการพลังงานให้ง่ายและมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยใช้ระบบสมองกลเอไอเข้ามาช่วยวิเคราะห์พฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าของเครื่องใช้ไฟฟ้าทุกชนิดในอาคารผ่านการตรวจวัดที่จุดเชื่อมต่อหลักเพียงจุดเดียว จุดเด่นของนวัตกรรม “AI-Driven Electrical Intelligence Chip” คือ สามารถวิเคราะห์การใช้ไฟฟ้าได้จากจุดเดียว (NILM) ลดต้นทุนและความซับซ้อน สามารถใช้ AI วิเคราะห์และตรวจจับความผิดปกติแบบเรียลไทม์ สามารถเก็บข้อมูลความละเอียดสูงระดับ 1 ล้านครั้ง/วินาที สามารถสื่อสารผ่านสายไฟเดิม (PLC) รองรับระบบไฟฟ้าอัจฉริยะ และยังช่วยยกระดับอาคารสู่ระบบอัจฉริยะที่ช่วยประหยัดพลังงานได้จริงและเดินหน้าสู่เป้าหมายสังคมคาร์บอนต่ำอย่างเป็นรูปธรรม

“มทร.ธัญบุรี ในฐานะมหาวิทยาลัยนวัตกรรมที่สร้างคุณค่าให้สังคมและประเทศชาติ พร้อมเดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยีที่ใช้งานได้จริงในระดับอุตสาหกรรม โดยทีมวิจัยมุ่งส่งเสริมให้นวัตกรรมนี้เป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนสังคมไฟฟ้าและเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศไทยให้มีความมั่นคงด้านพลังงานด้วยเทคโนโลยีที่คิดค้นโดยคนไทยเอง สำหรับภาคธุรกิจหรือผู้ประกอบการที่สนใจนำนวัตกรรมชิปอัจฉริยะไปต่อยอดเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการพลังงานในอาคารหรือโรงงาน สามารถติดต่อข้อมูลได้ที่ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มทร.ธัญบุรี” หัวหน้าคณะวิจัย กล่าว

 

สอศ. เชิดชู 272 สถานศึกษา โปร่งใส-มีธรรมาภิบาล ITA สร้างอาชีวะคุณภาพ ปลอดทุจริต

เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2569 นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ได้จัดกิจกรรมเชิดชูเกียรติสถานศึกษาอาชีวศึกษาที่ผ่านการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงาน (Integrity & Transparency Assessment : ITA) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ภายใต้โครงการเสริมสร้างคุณธรรม จริยธรรม และธรรมาภิบาลในสถานศึกษา แผนงานบูรณาการต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 พร้อมมอบโล่ประกาศเกียรติคุณและเกียรติบัตรแก่สถานศึกษาที่ผ่านเกณฑ์ ณ หอประชุมคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ

นายยศพล กล่าวว่า ขอแสดงความยินดีกับสถานศึกษาอาชีวศึกษาทั้ง 272 แห่ง ที่ผ่านเกณฑ์การประเมิน ITA ด้วยคะแนนไม่ต่ำกว่าร้อยละ 85 ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาคุณธรรม จริยธรรม และธรรมาภิบาลในการบริหารจัดการศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม และเป็นต้นแบบที่ดีให้กับสถานศึกษาอื่น ๆ โดยกิจกรรมนี้เป็นการดำเนินงานร่วมกับสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) โดยนำเครื่องมือ ITA มาประยุกต์ใช้กับสถานศึกษาอาชีวศึกษาให้เหมาะสม ครอบคลุมทั้งการวัดผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภายใน การวัดผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภายนอก และการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมและสร้างความเข้มแข็งด้านธรรมาภิบาลในสถานศึกษาอาชีวศึกษาอย่างต่อเนื่อง สร้างระบบบริหารจัดการที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และปลูกฝังวัฒนธรรมองค์กรที่ไม่ทนต่อการทุจริตในสถานศึกษาอาชีวศึกษา ให้เกิดวัฒนธรรมองค์กรที่โปร่งใสและปลอดการทุจริตในทุกมิติ สอดคล้องกับบริบทการจัดการศึกษาอาชีวศึกษา

“การขับเคลื่อนคุณธรรมและความโปร่งใสในสถานศึกษา ไม่เพียงช่วยยกระดับคุณภาพการบริหารจัดการ แต่ยังเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับสังคม และเป็นรากฐานสำคัญในการผลิตกำลังคนอาชีวะที่มีคุณภาพ ควบคู่คุณธรรม ตอบโจทย์การพัฒนาประเทศได้อย่างยั่งยืน” เลขาธิการ กอศ. กล่าว

เริ่มแล้ว!สกสค. จับมือ สหกรณ์ออมทรัพย์ครูกำแพงเพชร เดินหน้าแก้หนี้ครู เติมความหวังและสร้างวินัยทางการเงินที่ยั่งยืน

เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2569 สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา(สกสค.) และ สหกรณ์ออมทรัพย์ครูกำแพงเพชร จำกัด ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเดินหน้าลดภาระทางการเงินให้ครูและบุคลากรทางการศึกษาอย่างจริงจัง โดยความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญภายใต้นโยบายกระทรวงศึกษาธิการ ที่มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตครูให้ “สอนอย่างมีความสุข” โดยสำนักงานคณะกรรมการ สกสค. ในฐานะหน่วยงานหลักด้านสวัสดิการครูได้ผนึกกำลังกับสหกรณ์ฯ ซึ่งมีสมาชิกเป็นครูโดยตรง เพื่อร่วมกันแก้ปัญหาอย่างตรงจุด โดยมี ดร.พีระพันธ์ เหมะรัต เลขาธิการคณะกรรมการ สกสค. และ ดร.รมย์ พะโยม ประธานสหกรณ์ออมทรัพย์ครูกำแพงเพชร จำกัด ร่วมลงนามเพื่อผลักดันภารกิจช่วยเหลือครูให้หลุดพ้นจากวงจรหนี้สิน

ดร.พีระพันธ์ กล่าวว่า สกสค. และ สหกรณ์ออมทรัพย์ครูกำแพงเพชร เห็นพ้องว่าการแก้หนี้สินครูไม่ใช่แต่เพียงการ “ลดภาระ” แต่ต้อง “สร้างภูมิคุ้มกัน” ทางการเงินควบคู่กัน จึงได้เกิดเป็นการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐและองค์กรของครู เพื่อช่วยลดภาระทางการเงินให้แก่ครูและบุคลากรทางการศึกษา สาระสำคัญของความร่วมมือ มุ่งเน้น 3 ด้านหลัก คือ 1.การให้ความรู้ด้านการวางแผนการเงินตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง 2.การส่งเสริมการออมและสวัสดิการที่เหมาะสม และ3.การให้คำปรึกษาทั้งด้านการเงินและกฎหมาย เพื่อแก้ไขปัญหาหนี้สินอย่างยั่งยืน

เลขาธิการ สกสค.กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ ยังได้เตรียมพัฒนาหลักสูตรอบรมเชิงปฏิบัติการ เพื่อให้ครูสามารถบริหารจัดการรายได้รับ-รายจ่ายได้อย่างมีระบบ ลดความเสี่ยงการก่อหนี้ซ้ำซ้อน และสร้างวินัยทางการเงินในระยะยาว ซึ่งได้รับเสียงสะท้อนจากครูในพื้นที่ต่างมองว่านโยบายดังกล่าวช่วย จุดประกายความหวังให้สามารถกลับมายืนหยัดได้อีกครั้ง และพร้อมทุ่มเทให้กับหน้าที่การสอนอย่างเต็มกำลัง

ทั้งนี้ ความร่วมมือระหว่าง สกสค. และสหกรณ์ออมทรัพย์ครูกำแพงเพชร จำกัด ไม่เพียงเป็นการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าแต่ยังเป็นการวางรากฐานระบบการดูแลด้านการเงินของครูอย่างยั่งยืน สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของทุกภาคส่วนในการยกระดับคุณภาพชีวิตครูไทยอีกด้วย

สพฐ.ร่วมมือภาคีเครือข่ายเดินหน้ายกระดับคุณภาพการศึกษา วางโรดแมป 3 ปี สร้างระบบนิเวศภาวะผู้นำทางวิชาการ สู่ทักษะผู้เรียนศตวรรษที่ 21

เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2569 ดร.พิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) มอบหมายให้ นางอาทิตยา ปัญญา ผู้ช่วยเลขาธิการกพฐ.เข้าร่วมประชุมภาคีเครือข่าย (5 ฝ่าย) โครงการ “การยกระดับคุณภาพการศึกษาด้วยระบบนิเวศภาวะผู้นำทางวิชาการ” เพื่อวางรากฐานความร่วมมือ 5 ฝ่าย มุ่งเน้นการพัฒนาทักษะผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 อย่างเป็นรูปธรรม โดยมีผู้แทนจากสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ศูนย์ SEAMEO STEM-ED สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) หน่วยศึกษานิเทศก์ สพฐ. และมหาวิทยาลัย ภาคีเครือข่ายทางการศึกษา ร่วมประชุม เพื่อเตรียมความพร้อมในการปฏิรูปการเรียนรู้ ภายใต้โครงการ “การยกระดับคุณภาพการศึกษาด้วยระบบนิเวศภาวะผู้นำทางวิชาการ” ณ ห้องประชุมไทยาจารย์ สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา

นางอาทิตยา กล่าวว่า ในที่ประชุมได้มีการพิจารณาร่างบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เพื่อกำหนดบทบาทหน้าที่ของหน่วยงานภาคี พร้อมวาง roadmap การดำเนินงานระยะ 3 ปีต่อเนื่อง ซึ่งครอบคลุมการพัฒนาผ่าน 3 โครงการย่อย ได้แก่ โครงการส่งเสริมการอ่านอย่างมีวิจารณญาณผ่านหนังสือภาพ (Picture Book): ดำเนินการโดยมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว.) เพื่อสร้างรากฐานการคิดวิเคราะห์ตั้งแต่ระดับอนุบาล – ประถมศึกษาตอนต้น  โครงการพัฒนาทักษะคณิตศาสตร์ด้วย Smart Learning Platform: โดย Smart Education Hub มุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่จากประเทศสิงคโปร์ ช่วยให้การเรียนคณิตศาสตร์เข้าถึงง่ายและมีประสิทธิภาพ และ โครงการ STEM Education Leadership for Change: โดย SEAMEO STEM-ED มุ่งเน้นการสร้างผู้นำทางการศึกษาเพื่อขับเคลื่อนการจัดการเรียนรู้ด้านสะเต็มในสถานศึกษา

ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ. กล่าวต่อไปว่า เป้าหมายหลักของการหารือครั้งนี้ คือการวางระบบนิเวศที่จะช่วยให้ผู้อำนวยการโรงเรียน ครู และศึกษานิเทศก์ สามารถทำงานร่วมกันผ่านกระบวนการ PLC เพื่อส่งต่อคุณภาพการศึกษาไปถึงตัวนักเรียนได้อย่างยั่งยืน นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้หารือถึงแนวทางการขยายผล (Scalability) เพื่อให้โมเดลความสำเร็จนี้สามารถนำไปปรับใช้ในโรงเรียนกลุ่มเป้าหมายทั่วประเทศ รวมถึงการสร้างความร่วมมือกับภาคเอกชน เพื่อสนับสนุนงบประมาณและทรัพยากรในอนาคต โครงการดังกล่าวถือเป็นความหวังใหม่ในการยกระดับมาตรฐานวิชาชีพครู ศึกษานิเทศก์ และผู้บริหารสถานศึกษา เพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียนอย่างเป็นระบบต่อไป

“พิเชฐ”ลงนามย้ายและแต่งตั้ง ผอ.-รอง ผอ.เขตพื้นที่ฯ รวม 45 ราย (มีคำสั่งแนบ)

เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2569 ดร.พิเชฐ โพธิภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ลงนามในคำสั่งสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.)แต่งตั้ง ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการและรองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ดังนี้

ศธ 04009-ว 640 ลว. 24 มี.ค. 69

คำสั่ง สพฐ. ที่ 712-2569 ลว. 24 มี.ค. 69

คำสั่ง สพฐ. ที่ 713-2569 ลว. 24 มี.ค. 69

คำสั่ง สพฐ. ที่ 714-2569 ลว. 24 มี.ค. 69

คำสั่ง สพฐ. ที่ 715-2569 ลว. 24 มี.ค. 69