ประเสริฐ ’พร้อมนั่ง ศธ.ไม่กดดัน พร้อมทำงานเต็มที่

ตามที่ราชกิจจานุเบกษา ได้ประกาศโปรดเกล้าคณะรัฐมนตรีชุดใหม่นั้น โดยในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.)นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) และนายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2569 นายประเสริฐ ให้สัมภาษณ์นักข่าวสายการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ว่า ส่วนตัวรู้สึกดีใจที่ได้รับมอบหมายให้มาปฏิบัติหน้ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เพราะ กระทรวงนี้ถือเป็นกระทรวงที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ ทำหน้าที่ดูแลการจัดการศึกษา ให้กับคนตั้งแต่แรกเกิดไปจนตลอดชีวิต ดังนั้น จึงตั้งใจทำงานอย่างเต็มที่ และไม่มีความรู้สึกกดดันอะไร พร้อมทำงานที่ได้รับมอบหมาย

“ผมจะรอให้คณะรัฐมนตรี( ครม.)แถลงนโยบายต่อรัฐสภาให้เรียบร้อย ตามขั้นตอนทางกฎหมายก่อน ถึงจะเข้ามาปฏิบัติงานในกระทรวงศึกษาธิการอย่างเป็นทางการ แต่ก็มีการเตรียมพร้อม เพื่อทำหน้าที่ให้ดีที่สุด ”นายประเสริฐ กล่าว

ม.กรุงเทพ ผนึกภาครัฐ–เอกชน จัด “แด่น้องผู้มีความหวัง ครั้งที่ 33” เติมฝันเด็กด้อยโอกาสกว่า 1,000 คน

โครงการ “แด่น้องผู้มีความหวัง ประจำปี 2569 ครั้งที่ 33” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 28–29 มีนาคม 2569 ณ หาดเตยงาม อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี PTT GC และ คณะนิเทศศาสตร์  มหาวิทยาลัยกรุงเทพ โดยความร่วมมือจากภาครัฐ ภาคเอกชน  เพื่อส่งต่อความรักและโอกาสให้แก่เด็กและเยาวชนผู้ด้อยโอกาสจากทั่วประเทศ

เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2569 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. อริชัย อรรคอุดม คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ เปิดเผยว่า โครงการแด่น้องผู้มีความหวังในปีนี้จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 33 การจัดโครงการในครั้งนี้เป็นความร่วมมือระหว่าง GC กองทุนเพื่อเพื่อน หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน กองทัพเรือ และสมาคมภริยาทหารเรือ เพื่อร่วมกันสร้างพื้นที่แห่งโอกาสให้เด็กและเยาวชนที่ขาดแคลน ได้รับทั้งความรู้ ประสบการณ์ และแรงบันดาลใจในการก้าวต่อไปในชีวิต โดยมีเด็กและเยาวชนผู้ด้อยโอกาส เด็กพิการซ้ำซ้อน และเด็กกำพร้าจากทั่วประเทศ เข้าร่วมกว่า 1,000 คน พร้อมกันนี้ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ หลักสูตรนิเทศศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารแบรนด์และการสื่อสารเชิงกลยุทธ์ ได้เห็นความสำคัญของโครงการแด่น้องผู้มีความหวังที่มุ่งเน้นในการพัฒนาทั้งด้านร่างกาย สมองและจิตใจ ที่สอดคล้องกับแนวคิด SDGs 10 เรื่องการลดความเหลื่อมล้ำ โดยมุ่งเน้นความเท่าเทียมของเด็กผู้ด้อยโอกาส จึงได้นำนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา เข้าร่วมกิจกรรม เพื่อเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้เรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติจริง ควบคู่กับการสร้างคุณค่าทางสังคม

โครงการแด่น้องผู้มีความหวังมีเป้าหมายเพื่อมอบโอกาสทางการเรียนรู้และประสบการณ์ชีวิตที่มีคุณค่าแก่เด็กและเยาวชนผู้ด้อยโอกาส ตลอดจนสร้างความสุข กำลังใจ และแรงผลักดันในการพัฒนาตนเอง ภายในงานมีการจัดกิจกรรมหลากหลายรูปแบบ อาทิ ซุ้มอาหาร เครื่องดื่ม ไอศกรีม แจกของรางวัล และซุ้มกิจกรรม ที่มุ่งสร้างความสนุกสนานและแรงบันดาลใจ

ทั้งนี้ เด็กและเยาวชนผู้ด้อยโอกาสจำนวนมากยังคงเผชิญข้อจำกัดในการเข้าถึงการพัฒนาทั้งด้านร่างกาย สติปัญญา อารมณ์ และสังคม การสนับสนุนจากทุกภาคส่วนจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการเติมเต็มโอกาส สร้างพลังใจ และเสริมศักยภาพ เพื่อให้พวกเขาเติบโตเป็นกำลังสำคัญของสังคมในอนาคต

กิจกรรมในครั้งนี้มีคุณเชาวนี พันธุ์พฤกษ์ ผู้จัดการฝ่ายหน่วยงานบริหารกิจการเพื่อสังคม บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) เป็นผู้สนับสนุนอย่างเป็นทางการ และผศ.ดร.อริชัย อรรคอุดม คณบดีคณะนิเทศศาสตร์, รศ.ดร.วิโรจน์ สุทธิสีมา ผู้อำนวยการหลักสูตรนิเทศศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารแบรนด์และการสื่อสารเชิงกลยุทธ์ พร้อมด้วยอาจารย์ประจำหลักสูตร นิเทศศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารแบรนด์และการสื่อสารเชิงกลยุทธ์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ เข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ด้วย

หนังสือรัฐ หรือ เอกชน ใครคือผู้ที่ได้ประโยชน์?”

สกู๊ปพิเศษ

“หนังสือเรียน” ไม่ได้มีเพียงตัวอักษร แต่สะท้อนถึงระบบการจัดการงบประมาณ และความโปร่งใสที่สังคมต้องจับตา องค์การค้าของสำนักงานส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา หรือ องค์การค้าของ สกสค. จัดตั้งขึ้นเพื่อสนับสนุนครูและบุคลากรทางการศึกษา หนึ่งในภารกิจสำคัญ คือ “การจัดพิมพ์และจำหน่ายหนังสือแบบเรียนให้กับโรงเรียนในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ” เพื่อให้ครูและผู้เรียนเข้าถึงองค์ความรู้ในราคาที่เหมาะสม ทุกปีการจัดซื้อจัดจ้างพิมพ์หนังสือแบบเรียนองค์การค้าของสกสค.มักจะมีปัญหาขลุกขลักบ้าง ซึ่งปีงบประมาณ 2569 ก็เช่นกัน กว่าจะได้จัดซื้อจัดจ้างก็ต้องมาลุ้นกันกว่าจะผ่านไปได้ก็เล่นเอาหืดขึ้นคอ.. ต่อจากนี้ก็ต้องมาลุ้นกันอีกว่าจะพิมพ์และส่งหนังสือกันทันเปิดเทอมรึเปล่า

แล้วก็มีคำถามอีกว่า…หนังสือที่ผลิต “ตอบโจทย์ผู้เรียนจริงหรือไม่” กระบวนการจัดพิมพ์ “คุ้มค่า โปร่งใส และตรวจสอบได้แค่ไหน”“หนังสือเพื่อนักเรียน…หรือธุรกิจที่ต้องตั้งคำถาม?

ที่ผ่านมา กระบวนการผลิตหนังสือสู่ห้องเรียน เริ่มตั้งแต่การคัดเลือกเนื้อหา การจัดพิมพ์ ไปจนถึงการกระจายสู่สถานศึกษา ในทางทฤษฎี ทุกขั้นตอนควรยึด “คุณภาพและประโยชน์ของผู้เรียน” เป็นศูนย์กลาง แต่ในทางปฏิบัติ มีเสียงสะท้อนจากหลายฝ่ายว่า หนังสือบางส่วน “ไม่สอดคล้องกับการใช้งานจริง” มีการพิมพ์ “จำนวนมากเกินความจำเป็น” การกระจาย “ไม่ทั่วถึงหรือไม่ตรงกลุ่มเป้าหมาย” งบประมาณที่ต้องคุ้มค่า การจัดพิมพ์หนังสือที่เกี่ยวข้องกับงบประมาณก็จำนวนไม่น้อยทุกบาทควรแปรเปลี่ยนเป็น “โอกาสทางการศึกษา”หากมีการบริหารที่ไม่รัดกุม”สิ่งที่ควรเป็น “เครื่องมือพัฒนา”อาจกลายเป็น “ภาระงบประมาณ” ดังนั้น การดำเนินการจึงต้องโปร่งใส…หรือช่องว่างที่ต้องตรวจสอบ

และประเด็นที่ถูกตั้งคำถามมากที่สุด คือ กระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง การเลือกเนื้อหาและผู้จัดพิมพ์ การตรวจรับงานและการกระจายสินค้า ทั้งหมดนี้คือ “หัวใจของความโปร่งใส” ที่สังคมคาดหวังต้องการคำตอบ

การจัดพิมพ์หนังสือขององค์การค้า สกสค.ไม่ใช่แค่เรื่อง “ธุรกิจสิ่งพิมพ์” แต่คือเรื่องของ คุณภาพการศึกษา โอกาสของครูอนาคตของผู้เรียน และอย่างที่บอกสุดท้ายแล้ว “หนังสือเหล่านี้…ไปถึงมือผู้เรียนทันเวลา อย่างมีคุณค่าจริงหรือไม่?” ในห้องเรียนเดียวกัน เด็กบางคนใช้ “หนังสือรัฐ”อีกบางคนถือ “หนังสือเอกชน” ก็มีคำถามตามมาอีก ว่า … ต่างกันแค่ราคา หรือ “ต่างกันที่คุณภาพการเรียนรู้”

ถ้าจะเปรียบชัดๆ แบบไม่อ้อมค้อม หนังสือรัฐ จุดเด่น คือ มาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ ราคาถูก หรือฟรี ลดภาระผู้ปกครอง สอดคล้องหลักสูตรภาครัฐ แต่ก็ยังถูกตั้งคำถาม ว่า เนื้อหาอัปเดตช้าจริง รูปแบบไม่น่าสนใจ อ่านยาก เน้น “ท่องจำ” มากกว่า “คิดวิเคราะห์” ขณะที่หนังสือเอกชน จุดเด่น คือ เนื้อหาทันสมัย ปรับเร็ว อธิบายเข้าใจง่าย มีตัวอย่าง ดีไซน์ดึงดูด น่าเรียน มีเทคนิคสอบ + แบบฝึกเข้ม พูดแบบไม่ต้องอวย…กัน ซึ่งอาจคิดได้ว่า “หนังสือรัฐ หรือ เอกชน ใครคือผู้ที่ได้ประโยชน์?” เอกชน ครู นักเรียน หรือ ไอ้โม่ง?

อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนมองว่า ข้อจำกัดในเรื่องของราคาหนังสือเรียนคุณภาพแตกต่างตามสำนักพิมพ์ ไม่ได้ใช้เป็นมาตรฐานหลักทุกโรงเรียน แต่ประเด็นที่ต้องคิด คือ ไม่ใช่แค่ “เลือกหนังสือ”แต่มันคือการเลือก “วิธีการเรียนรู้” จะเอา “มาตรฐานเดียว แต่ช้า”หรือ “ทันสมัย แต่ต้องจ่ายเพิ่ม” อาจสรุปได้ว่าหนังสือรัฐ เข้าถึงได้ แต่ต้องพัฒนา หนังสือเอกชน ตอบโจทย์ แต่ไม่เท่าเทียม ดังนั้นคำถามในวันที่การศึกษาควรเท่าเทียมทำไมคุณภาพของหนังสือยังขึ้นอยู่กับว่า…ใครมีเงินมากกว่า?

“หนังสือเล่มเดียว…อาจเปลี่ยนอนาคตเด็กทั้งชีวิต”แต่ในอีกมุมหนึ่ง…มันอาจสะท้อน “คำถามที่ยังไร้คำตอบ”แต่เสียงสะท้อนจากพื้นที่ บอกว่า…หนังสือบางส่วน “ไม่ถูกใช้งานจริง”บางแห่ง “ได้รับไม่ตรงกับความต้องการ”และบางครั้ง “มากเกินจนกลายเป็นของค้าง”

เมื่อโอกาส…กลายเป็นต้นทุน ทุกเล่มของหนังสือ คือ เงินภาษี คือความหวังของผู้เรียน แต่ถ้าหนังสือ “ไม่ถูกใช้” มันไม่ใช่แค่กระดาษที่สูญเปล่า แต่มันคือ “โอกาส” ที่หายไป

คำถามจึงไม่ใช่แค่“พิมพ์ได้มากแค่ไหน” แต่คือ…“มันสร้างคุณค่าได้จริงหรือไม่?”

สดุดี “ครูจุรีพรรณ” เป็นครูจนลมหายใจสุดท้าย! เขียนพินัยกรรมยกเงินทั้งหมดเป็นทุนการศึกษาให้นักเรียนยากไร้ หลังจากไปอย่างสงบสุขด้วยโรคประจำตัว ในวัย 50 ปี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 28 มี.ค. 2569 : เมื่อเวลา 11.30 น. ที่ศาลาการเปรียญ วัดวิชิตสังฆาราม หรือ วัดควน ต.ตลาดใหญ่ อ.เมืองภูเก็ต ซึ่งมีสถานที่สวดอภิธรรมศพ น.ส.จุรีพรรณ พูลศรี อายุ 50 ปี ครูชำนาญการพิเศษ โรงเรียนสตรีภูเก็ต ซึ่งเสียชีวิตด้วยโรคประจำตัวอย่างสงบ เมื่อวันที่ 21 มี.ค. 2569 ที่ผ่านมา โดย นายปัญญา หัตถิ ผู้อำนวยการโรงเรียนสตรีภูเก็ต นายจตุพร มินทราเวช ทนายความพร้อมด้วยคณะครู และญาติของ น.ส.จุรีพรรณ ได้ร่วมกันเป็นสักขีพยาน ในการเปิดพินัยกรรมของ น.ส.จุรีพรรณ ที่ได้ทำพินัยกรรมไว้ก่อนวาระสุดท้าย ซึ่งได้มอบทรัพย์สินให้กับทางโรงเรียนสตรีภูเก็ต เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ด้านการศึกษา และสาธารณกุศลต่างๆ

.ประกอบด้วย 2 ส่วน คือ จัดตั้งทุนการศึกษาแก่นักเรียนที่มีผลการเรียนดี แต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ทุนละ 3,000 บาท จำนวนปีละ 3 ทุน จนกว่าเงินจะหมด และจัดซื้อเครื่องทำน้ำร้อนน้ำเย็น เพื่อใช้ประจำห้องพักครู แผนกไอพี ซึ่งเป็นห้องที่ น.ส.จุรีพรรณเคยนั่งทำงาน นอกจากนี้ยังได้จัดสรรเงินเพื่อการกุศล เช่น ช่วยเหลือเพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษา รวมถึงการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในงานศพและมอบทุนการศึกษาเพื่อสาธารณประโยชน์

นายปัญญา หัตถิ ผอ.รร.สตรีภูเก็ต ในฐานะผู้จัดการมรดกกล่าวว่า รู้สึกซาบซึ้งและเป็นเกียรติที่ได้รับความไว้วางใจ พร้อมยืนยันจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ และยึดตามเจตนารมณ์ของผู้วายชนม์ เพื่อให้ทรัพย์สินเกิดประโยชน์สูงสุดต่อโรงเรียนและสังคม

เหตุการณ์ดังกล่าวนับเป็นแบบอย่างของการ “ให้” อันทรงคุณค่า สร้างแรงบันดาลใจให้สังคมเห็นถึงพลังของความเสียสละ แม้ในวาระสุดท้ายของชีวิต

ทั้งนี้ ร่างของ น.ส.จุรีพรรณ พูลศรี อายุ 50 ปี อดีตครูชำนาญการพิเศษ โรงเรียนสตรีภูเก็ต ซึ่งเสียชีวิตด้วยโรคประจำตัวอย่างสงบ ตั้งสวดพระอภิธรรมระหว่าง วันที่ 27-29 มี.ค. 2569 จากนั้นวันที่ 30 มี.ค. 2569 จะพระราชทานเพลิงศพ ณ เมรุวัดโฆษิตวิหาร ถ.เทพกระษัตรี ต.ตลาดใหญ่ อ.เมืองภูเก็ต

สอบ เข้า ม. 4 สพฐ. ย้ำโปร่งใส เป็นธรรม นักเรียนทุกคนมีที่เรียนแน่นอน

เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2569 ดร.พิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) มอบหมายให้คณะที่ปรึกษา สพฐ. ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสนามสอบคัดเลือกนักเรียนเข้าศึกษาต่อระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ณ โรงเรียนในเขตกรุงเทพมหานคร โดยมีผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและบุคลากรที่เกี่ยวข้องร่วมติดตามการดำเนินงาน

โดยคณะที่ปรึกษาของ สพฐ. ที่ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสนามสอบในโรงเรียนต่างๆ ได้แก่ นางสาวรัตนา แสงบัวเผื่อน ที่ปรึกษาด้านพัฒนากระบวนการเรียนรู้ ลงพื้นที่ ณ โรงเรียนเศรษฐบุตรบำเพ็ญ, นางสาวพัชรกันย์ เมธาอัครเกียรติ ที่ปรึกษาด้านนโยบายและแผน ลงพื้นที่ ณ โรงเรียนโพธิสารพิทยากร, นายพิทักษ์ โสตถยาคม ที่ปรึกษาด้านการศึกษาพิเศษและผู้ด้อยโอกาส ลงพื้นที่ ณ โรงเรียนโยธินบูรณะ, นางสาวสุณิสา คำสองสี ที่ปรึกษาด้านพัฒนาระบบเครือข่ายและการมีส่วนร่วม ลงพื้นที่ ณ โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ เบญจมราชาลัย ฯ เพื่อกำกับดูแลให้การสอบเป็นไปด้วยความเรียบร้อย โปร่งใส และเป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ

สำหรับภาพรวมการสอบคัดเลือกนักเรียนชั้น ม.4 ทั่วประเทศปีนี้ มีแผนรับนักเรียนจำนวน 402,690 คน โดยโรงเรียนได้รับนักเรียนที่จบชั้น ม.3 จากโรงเรียนเดิมไว้แล้วจำนวน 171,021 คน และยังสามารถรับนักเรียนเพิ่มเติมได้อีก 231,669 ที่นั่ง ซึ่งมีผู้สมัครเข้ามา จำนวน 219,278 คน จัดสอบในวันที่ 29 มีนาคม 2569 และกำหนดรับมอบตัววันที่ 5 เมษายน 2569 โดย สพฐ. เน้นย้ำว่า การรับนักเรียนปีการศึกษา 2569 จะดำเนินการตามหลัก โปร่งใส เสมอภาค และเป็นธรรม ทุกขั้นตอน เพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษาอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม

ทั้งนี้ หากนักเรียนไม่ได้รับการคัดเลือกเข้าโรงเรียนตามความประสงค์ ผู้ปกครองสามารถยื่นคำร้องขอรับการจัดสรรที่เรียนผ่าน “ศูนย์ประสานงานการรับนักเรียน” ณ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาใกล้บ้าน โดย สพฐ. ยืนยันว่า นักเรียนทุกคนจะได้รับการจัดสรรที่เรียนอย่างแน่นอน

ปิดปรับปรุง“ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ” เตรียมพบกับท้องฟ้าโฉมใหม่ อัปเกรดความคมชัดระดับ 8K ยกระดับประสบการณ์เรียนรู้ดาราศาสตร์ล้ำสมัยที่สุดในอาเซียน

เมื่อเวลา 18.00 น. วันที่ 28 มีนาคม 2569 ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.)เป็นประธานในพิธีเปิดงาน “To the New Legacy… สู่ท้องฟ้าโฉมใหม่ หัวใจดวงเดิม” ณ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ เพื่อประกาศปิดให้บริการ เฉพาะอาคารท้องฟ้าจำลองเป็นการชั่วคราว สำหรับการปรับปรุงและยกระดับเทคโนโลยีครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ โดยการปรับปรุงครั้งนี้มีเป้าหมายสำคัญในการยกระดับประสบการณ์การเรียนรู้ด้านดาราศาสตร์ให้ทันสมัยสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น ด้วยการติดตั้งระบบภาพความละเอียดสูงระดับ 8K ผ่านโปรเจคเตอร์ Christie และซอฟต์แวร์ Digistar 7 ขึ้นไป พร้อมขยายจำนวนที่นั่งรองรับผู้เข้าชมเป็น 300 ที่นั่ง รวมถึงปรับปรุงระบบพื้นฐานภายในอาคารทั้งหมด เพื่อให้ประชาชนได้รับทั้งความสะดวกสบายและประสบการณ์เสมือนจริงที่เต็มอิ่มมากยิ่งขึ้น

อธิบดี สกร. กล่าวว่า ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพถือเป็นแหล่งเรียนรู้ทางดาราศาสตร์ที่ทรงคุณค่าของประเทศ โดยก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2505 และเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการครั้งแรกเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2507 นับเป็นท้องฟ้าจำลองแห่งแรกของประเทศไทย โดยมีเครื่องฉายดาวระบบกลไกและเลนส์ รุ่น Carl Zeiss Mark IV เป็นหัวใจสำคัญในยุคเริ่มต้น ก่อนพัฒนาสู่ระบบดิจิทัลความละเอียด 4K ในช่วงปี 2558–2560 และในการปรับปรุงครั้งนี้ เครื่องฉายดาวดังกล่าวจะถูกนำไปจัดแสดงเป็นนิทรรศการถาวร เพื่อสืบสานคุณค่าทางประวัติศาสตร์สู่คนรุ่นหลัง ซึ่งนอกจากการพัฒนาระบบฉายดาวแล้ว พื้นที่นิทรรศการยังได้รับการปรับโฉมใหม่ให้ทันสมัยและมีปฏิสัมพันธ์มากยิ่งขึ้น ภายใต้แนวคิดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 อาทิ STEM Education และ Active Learning โดยแบ่งออกเป็น 4 โซนหลัก พร้อมพัฒนานิทรรศการเสมือนจริงและนิทรรศการเคลื่อนที่ เพื่อขยายโอกาสการเรียนรู้สู่ประชาชนทุกช่วงวัยอย่างทั่วถึง

ดร.เกศทิพย์ กล่าวว่า การเรียนรู้ที่ทรงคุณค่าไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในห้องเรียนหรือช่วงวัยใดวัยหนึ่ง แต่สามารถเกิดขึ้นได้ตลอดชีวิต โดยท้องฟ้าจำลองกรุงเทพเปรียบเสมือน “ตำนานแห่งความทรงจำ” ที่เชื่อมโยงผู้คนจากรุ่นสู่รุ่น และเป็นพื้นที่แห่งแรงบันดาลใจของสังคมไทยมาอย่างยาวนาน การปรับปรุงครั้งนี้ เป็นการก้าวสู่บทใหม่ภายใต้แนวคิด To the New Legacy: สู่ท้องฟ้าโฉมใหม่ หัวใจดวงเดิม ที่ผสานคุณค่าทางประวัติศาสตร์เข้ากับเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อให้การเรียนรู้ด้านดาราศาสตร์เข้าถึงง่าย น่าสนใจ และตอบโจทย์ผู้เรียนในยุคปัจจุบันมากยิ่งขึ้น

“การปรับปรุงดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงการยกระดับสถานที่และเทคโนโลยีเท่านั้น แต่ยังเป็นการตอกย้ำบทบาทของ สกร. ในการสร้างพื้นที่การเรียนรู้สำหรับประชาชนทุกช่วงวัย ตามแนวคิด “อยากเรียนอะไรต้องได้เรียน” เพื่อให้วิทยาศาสตร์และดาราศาสตร์เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันอย่างแท้จริง โดยมีแผนเปิดให้บริการอีกครั้งในช่วงเดือนมกราคม พ.ศ.2570 เพื่อกลับมาส่งมอบทั้งความรู้ ความสุข และประสบการณ์การเรียนรู้รูปแบบใหม่ให้กับประชาชนและผู้สนใจได้อย่างเต็มรูปแบบ”อธิบดี สกร.กล่าวและว่า ทั้งนี้ กิจกรรมดังกล่าวได้รับความสนใจจากประชาชนอย่างล้นหลาม จนต้องเพิ่มรอบการแสดงจากเดิม 1 รอบ เป็น 4 รอบ เพื่อรองรับผู้เข้าชมจำนวนมาก สะท้อนถึงพลังของท้องฟ้าจำลองกรุงเทพในฐานะแหล่งเรียนรู้สำคัญของประเทศ ที่ยังคงอยู่ในใจคนไทย และพร้อมก้าวสู่อนาคตอย่างยิ่งใหญ่

สอศ.ติวเข้มงานพัสดุสถานศึกษา อบรมเข้ม “โปร่งใส ตรวจสอบได้” ลดความเสี่ยง

วันที่ 28 มีนาคม 2569 นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ( สอศ.) จัดโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการแนวทางการจัดหาพัสดุและการบริหารสัญญาให้โปร่งใสตรวจสอบได้ เพื่อป้องกันการถูกทักท้วงและตั้งข้อสังเกตจากสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน รุ่นที่ 2 โดยมอบหมายให้ นายวรวุฒิ ดำขำ ผู้อำนวยการสำนักนิติการ เป็นประธานเปิด

นายยศพล กล่าวว่า สอศ.ให้ความสำคัญกับการพัฒนาองค์กรให้เข้มแข็ง ควบคู่การขับเคลื่อนการบริหารงานที่โปร่งใส ตรวจสอบได้อย่างต่อเนื่อง โดยงานพัสดุถือเป็นกลไกสำคัญของสถานศึกษา ทั้งด้านการจัดหาพัสดุและการจัดจ้าง ซึ่งเป็นภารกิจที่มีความเสี่ยงและมักเผชิญข้อร้องเรียนหรือข้อโต้แย้งจากผู้มีส่วนได้เสีย ซึ่งที่ผ่านมา พบว่าสถานศึกษาประสบปัญหา อาทิ เรื่องที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดคุณลักษณะเฉพาะครุภัณฑ์ (TOR) การอุทธรณ์ ตลอดจนข้อกล่าวหาจากการจ้าง ซึ่งส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติงาน ความเชื่อมั่นในการทำงาน และความต่อเนื่องของภารกิจ รวมถึงอาจกระทบต่อการดำเนินงานในอนาคต การอบรมครั้งนี้จึงมุ่งเสริมสร้างองค์ความรู้ด้านกฎหมาย ระเบียบ และแนวปฏิบัติที่ถูกต้อง ฝึกทักษะการกำหนด TOR การพิจารณาข้อเสนอทางเทคนิค การบริหารสัญญา และการจัดทำรายงานเสนอผู้มีอำนาจอนุมัติ พร้อมแลกเปลี่ยนกรณีศึกษา เพื่อให้ผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานสามารถใช้ดุลพินิจได้อย่างรอบคอบ โปร่งใส และตรวจสอบย้อนกลับได้ ลดความเสี่ยงจากข้อทักท้วงของหน่วยงานตรวจสอบ

“การพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านพัสดุอย่างเป็นระบบ จะช่วยยกระดับมาตรฐานการบริหารงานของสถานศึกษา สร้างวัฒนธรรมธรรมาภิบาล และเสริมความเชื่อมั่นต่อระบบอาชีวศึกษาไทยในระยะยาว” เลขาธิการ กอศ. กล่าว ทั้งนี้ โครงการได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิร่วมถ่ายทอดความรู้ โดยมีผู้อำนวยการสถานศึกษา รองผู้อำนวยการ ครู บุคลากรทางการศึกษา บุคลากรส่วนกลาง และผู้เกี่ยวข้องจำนวนกว่า 108 คน เข้าร่วม จัดขึ้นระหว่างวันที่ 28–30 มีนาคม 2569

 

“สกร. ผนึกกำลัง MOA – สสส.เปิด ‘ตลาดนัดเรียนรู้ คู่เกษตรธรรมชาติ’ พลิกการเรียนรู้สู่การลงมือทำจริง สร้างงาน สร้างรายได้ สร้างสุขภาวะอย่างยั่งยืน”

เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2569 ดร.สุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดงาน “ตลาดนัดเรียนรู้ คู่เกษตรธรรมชาติ By สกร. & MOA & สสส.” (Learn & Earn Health Market) ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 28 – 29 มีนาคม 2569 ภายใต้ความร่วมมือระหว่าง กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) มูลนิธิเอ็มโอเอไทย (MOA Thai Foundation) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) โดยมี ที่ปรึกษาอธิบดี ดร.รุ่งอรุณ ไสยโสภณ ดร.วัชรีวรรณ กันเดช และนายโยฑิน สมโนนนท์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัด ผู้อำนวยการศูนย์ฝึกและพัฒนาอาชีพราษฎรไทยบริเวณชายแดนไทย ผู้บริหารหน่วยงานการศึกษา และบุคลากรในสังกัด พร้อมทั้งได้รับเกียรติจากผู้ทรงคุณวุฒิและภาคีเครือข่ายเข้าร่วมอย่างคับคั่ง อาทิ พลเอก ศรุต นาควัชระ, ดร.กล้า สมตระกูล นายสมชัย ไหลสุพรรณวงศ์ นายสุชาญ ศีลอำนวย ผู้จัดการโครงการและเลขานุการมูลนิธิฯ นางนิรมล ราศี ผู้อำนวยการสำนักงานสร้างเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ (สสส.) และทันตแพทย์หญิง จันทนา อึ้งชูศักดิ์ ประธานกรรมการกำกับทิศทางแผนอาหารเพื่อสุขภาวะ สสส. เข้าร่วมในพิธีอย่างพร้อมเพรียง ณ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ (ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ)

การจัดงานครั้งนี้สะท้อนบทบาทเชิงรุกของ สกร. ในการขับเคลื่อน “การเรียนรู้ตลอดชีวิต” ที่เชื่อมโยงองค์ความรู้สู่การปฏิบัติจริง โดยมุ่งสร้างโอกาสทางอาชีพ ยกระดับเศรษฐกิจฐานราก และส่งเสริมวิถีเกษตรธรรมชาติที่ปลอดภัยต่อสุขภาพ ผ่านการบูรณาการความร่วมมือจากภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน

ดร.สุเทพ กล่าวว่า บทบาทของ สกร. ในวันนี้เปรียบเสมือน “ผู้จัดตลาดแห่งการเรียนรู้” ที่รวบรวมองค์ความรู้และทักษะอาชีพที่หลากหลายมาให้ประชาชนได้เลือกเรียนรู้ตามความสนใจ เปลี่ยนจากการศึกษาในกรอบเดิม สู่การเรียนรู้ที่ “กินได้ ใช้ได้ และต่อยอดได้จริง” พร้อมเน้นย้ำว่า “เกษตรธรรมชาติ” ไม่ใช่เพียงทางเลือกของเกษตรกร แต่คือทางรอดด้านสุขภาพของคนทั้งประเทศ

ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ กล่าวว่า สกร. มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนอย่างยั่งยืน ผ่านการพัฒนาทักษะอาชีพ การสร้างรายได้ และการเสริมสร้างสุขภาวะองค์รวม โดยใช้กลไกเครือข่าย สกร.ทั่วประเทศ ตั้งแต่ระดับจังหวัด อำเภอ และตำบล รวมถึงศูนย์ฝึกและพัฒนาอาชีพราษฎรไทยบริเวณชายแดน (ศฝช.) เป็นฐานในการขับเคลื่อนองค์ความรู้สู่ชุมชน โดย หัวใจสำคัญของความร่วมมือนี้ คือการสร้าง ‘คลังอาหารปลอดภัยในครัวเรือน’ ควบคู่กับการพัฒนา ‘ตลาดสีเขียว’ เพื่อให้ประชาชนสามารถพึ่งพาตนเองได้ มีรายได้เสริม และมีสุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ ภายในงานประกอบด้วยกิจกรรมหลากหลายกว่า 30 บูธ อาทิ การจัดแสดงผลงานด้านเกษตรธรรมชาติจากสถานศึกษาและ ศฝช. การสาธิตและฝึกอาชีพ (Workshop) การจำหน่ายผลผลิตเกษตรปลอดภัยจากผู้ผลิตสู่ผู้บริโภคโดยตรง เวทีเสวนา Health & Nature Talk รวมถึงกิจกรรมสร้างแรงบันดาลใจด้านการดำเนินชีวิตตามแนวทางเกษตรธรรมชาติ

โดย ความร่วมมือระหว่าง สกร. มูลนิธิเอ็มโอเอไทย และ สสส. ถือเป็นต้นแบบสำคัญของการบูรณาการ “การศึกษา–อาชีพ–สุขภาวะ” ที่สามารถต่อยอดสู่การพัฒนาสังคมไทยอย่างยั่งยืน พร้อมสร้างโอกาสให้ประชาชนทุกช่วงวัยเข้าถึงการเรียนรู้ที่มีคุณค่า และนำไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน เพราะ “การเรียนรู้ที่ดีที่สุด คือการเรียนรู้ที่เปลี่ยนชีวิตได้จริง” สกร. เดินหน้าสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของคนไทยทุกคน

“พิเชฐ”มอบผู้บริหารระดับสูง สพฐ.ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสนามสอบเข้า ม.1 ย้ำโปร่งใส เป็นธรรม นักเรียนทุกคนมีที่เรียนแน่นอน

เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2569 ดร.พิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสนามสอบคัดเลือกนักเรียนเข้าศึกษาต่อระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่โรงเรียนร้อยเอ็ดวิทยาลัย จังหวัดร้อยเอ็ด โดยมีผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและบุคลากรที่เกี่ยวข้องร่วมติดตามการดำเนินงาน

เลขาธิการ กพฐ.กล่าวว่า ในการสอบคัดเลือกนักเรียนชั้น ม.1 สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ให้ความสำคัญกับการจัดการสอบเข้าเรียนที่โปร่งใส บริสุทธิ์ยุติธรรม เพื่อความเชื่อมั่นให้กับผู้ปกครองและนักเรียน รวมทั้งให้คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้เกี่ยวข้องกับการสอบ ทั้งครู นักเรียน และผู้ปกครองด้วย ซึ่งจากการตรวจเยี่ยมพบว่า โรงเรียนร้อยเอ็ดวิทยาลัยสามารถจัดสนามสอบได้ตามมาตรฐานอย่างเหมาะสม

สำหรับปีการศึกษา 2569 โรงเรียนร้อยเอ็ดวิทยาลัยเปิดรับนักเรียนระดับ ม.1 รวม 12 ห้องเรียน ประกอบด้วย ห้องเรียนปกติ 6 ห้อง รองรับ 240 คน ห้องเรียน GP 4 ห้อง รองรับ 144 คน และห้องเรียน EP 2 ห้อง รองรับ 60 คน รวมทั้งสิ้น 444 คน ซึ่งในวันสอบ ห้องเรียนปกติแบ่งเป็นรับในเขตบริการ 90 คน มีผู้สมัคร 97 คน คิดเป็นอัตราการแข่งขัน 1 : 1.08 และรับนอกเขตบริการ 135 คน มีผู้สมัคร 500 คน คิดเป็นอัตราการแข่งขัน 1 : 3.70 ภาพรวมการสอบคัดเลือกนักเรียนชั้น ม.1 ทั่วประเทศปีนี้ มีแผนรับนักเรียนจำนวน 427,024 คน มีผู้สมัครสอบ 388,239 คน จัดสอบในวันที่ 28 มีนาคม 2569 และกำหนดรับมอบตัววันที่ 4 เมษายน 2569

สำหรับโรงเรียนยอดนิยมในเขตกรุงเทพมหานคร 5 อันดับแรก ได้แก่ โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย รับ 320 คน สมัคร 1,862 คน อัตราแข่งขัน 1 : 5.82 โรงเรียนเทพศิรินทร์ รับ 280 คน สมัคร 1,197 คน อัตราแข่งขัน 1 : 4.28 โรงเรียนสามเสนวิทยาลัย รับ 240 คน สมัคร 954 คน อัตราแข่งขัน 1 : 3.98 โรงเรียนหอวัง รับ 360 คน สมัคร 1,201 คน อัตราแข่งขัน 1 : 3.34 และโรงเรียนนวมินทราชินูทิศ สตรีวิทยา พุทธมณฑล รับ 360 คน สมัคร 1,094 คน อัตราแข่งขัน 1 : 3.04

ส่วนโรงเรียนยอดนิยมในภูมิภาค 5 อันดับแรก ได้แก่ โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ รับ 324 คน สมัคร 1,353 คน อัตราแข่งขัน 1 : 4.18 โรงเรียนกัลยาณีศรีธรรมราช รับ 360 คน สมัคร 1,325 คน อัตราแข่งขัน 1 : 3.68 โรงเรียนสุราษฎร์พิทยา รับ 280 คน สมัคร 986 คน อัตราแข่งขัน 1 : 3.52 โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย รังสิต รับ 320 คน สมัคร 1,023 คน อัตราแข่งขัน 1 : 3.20 และโรงเรียนกาญจนาภิเษกวิทยาลัย นครปฐม รับ 360 คน สมัคร 1,115 คน อัตราแข่งขัน 1 : 3.10

“ ขอเน้นย้ำว่า การรับนักเรียนปีการศึกษา 2569 จะดำเนินการตามหลัก โปร่งใส เสมอภาค และเป็นธรรม ทุกขั้นตอน เพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษาอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม ทั้งนี้ หากนักเรียนไม่ได้รับการคัดเลือกเข้าโรงเรียนตามความประสงค์ ผู้ปกครองสามารถยื่นคำร้องขอรับการจัดสรรที่เรียนผ่าน “ศูนย์ประสานงานการรับนักเรียน” ณ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาใกล้บ้าน โดย สพฐ. ยืนยันว่า นักเรียนทุกคนจะได้รับการจัดสรรที่เรียนอย่างแน่นอน

พร้อมกันนี้ เลขาธิการ กพฐ. ได้มอบหมายให้ผู้บริหารระดับสูงของ สพฐ. ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสนามสอบในพื้นที่อื่นๆ ด้วย ได้แก่ ดร.พิเชฐร์ วันทอง รองเลขาธิการ กพฐ. ลงพื้นที่ ณ โรงเรียนสตรีวิทยา, ดร.วิษณุ ทรัพย์สมบัติ รองเลขาธิการ กพฐ. ลงพื้นที่ ณ โรงเรียนสารวิทยา, นางภัทรวรรณ ภัทรบวรวุฒิ รองเลขาธิการ กพฐ. ลงพื้นที่ ณ โรงเรียนสมุทรปราการ, นางอรุณี จิรมหาศาล ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ. ลงพื้นที่ ณ โรงเรียนบดินทรเดชา, นางอาทิตยา ปัญญา ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ. ลงพื้นที่ ณ โรงเรียนสตรีวิทยา 2, นายมงคลชัย รัตนอ่อน ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนการศึกษาขั้นพื้นฐาน ลงพื้นที่ ณ โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย รวมทั้งคณะที่ปรึกษาและผู้เชี่ยวชาญ สพฐ. ที่ตรวจเยี่ยมสนามสอบในหลายจังหวัดทั่วประเทศ  เพื่อกำกับดูแลให้การสอบเป็นไปด้วยความเรียบร้อย โปร่งใส และเป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ

สพฐ. ปิดฉากยิ่งใหญ่ “OBEC ASEAN ESPORTS HIGH SCHOOL 2025” รอบชิงฯ สร้างเวทีพัฒนาเยาวชนไทยสู่สากล

เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2569 สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ร่วมกับมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา และสมาคมกีฬาอีสปอร์ตแห่งประเทศไทย จัดพิธีปิดการแข่งขันกีฬาอีสปอร์ตระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน รายการ OBEC ASEAN ESPORTS HIGH SCHOOL 2025 รอบชิงชนะเลิศ โดยมีผู้บริหาร คณะกรรมการ ครูผู้ฝึกสอน นักกีฬา และผู้มีเกียรติเข้าร่วม ณ ศูนย์การค้าแฟชั่นไอส์แลนด์ กรุงเทพมหานคร

ในการนี้ นางสาวสุณิสา คำสองสี ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดอบรมและการนำเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารไปเผยแพร่ รักษาการในตำแหน่งที่ปรึกษาด้านพัฒนาระบบเครือข่ายและการมีส่วนร่วม สพฐ. ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีปิดการแข่งขัน พร้อมกล่าวชื่นชมศักยภาพของนักกีฬาอีสปอร์ตจากทั่วประเทศ ที่ได้แสดงออกถึงความสามารถ ความมุ่งมั่น การทำงานเป็นทีม ความมีวินัย และน้ำใจนักกีฬาอย่างดียิ่ง ตลอดระยะเวลาของการแข่งขัน ทั้งยังเน้นย้ำว่า เวทีนี้ไม่ใช่เพียงการแข่งขันเพื่อชัยชนะ แต่เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ การพัฒนา และการสร้างประสบการณ์สำคัญที่จะต่อยอดสู่อนาคตในระดับอาเซียนและนานาชาติ

ทั้งนี้ ศ.ดร.ชลภัสสรณ์ สิทธิวรงค์ชัย คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมและการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ได้กล่าวรายงานผลการดำเนินโครงการ โดยระบุว่า การจัดการแข่งขันในครั้งนี้เป็นไปตามนโยบายของ สพฐ. ที่มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีสมรรถนะในศตวรรษที่ 21 ผ่านกีฬาอีสปอร์ต ซึ่งช่วยส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์ การทำงานเป็นทีม ความรับผิดชอบ และการใช้เทคโนโลยีอย่างสร้างสรรค์ รวมทั้งเป็นการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการยกระดับวงการอีสปอร์ตของประเทศ

สำหรับผลการแข่งขันในรายการ ROV ได้แก่ ชนะเลิศ โรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัย จังหวัดสงขลา รองชนะเลิศอันดับที่ 1 โรงเรียนปลวกแดงวิทยาคม จังหวัดระยองรองชนะเลิศอันดับที่ 2 โรงเรียนสุรวิทยาคาร จังหวัดสุรินทร์ ผลการแข่งขัน eFootball Mobile ได้แก่ชนะเลิศ นายศิริศักดิ์ รักภักดี โรงเรียนนาแกสามัคคีวิทยา รองชนะเลิศอันดับที่ 1 นายพอเพียง สุดบางกา โรงเรียนสวนศรีวิทยา รองชนะเลิศอันดับที่ 2 นายชวินโรจน์ อ่ำผึ้ง โรงเรียนโพธิสัมพันธ์พิทยาคาร

และในโอกาสนี้ ประธานในพิธีได้มอบรางวัลแก่ผู้ชนะการแข่งขัน พร้อมแสดงความยินดีกับนักกีฬาที่ได้รับรางวัล และชื่นชมนักกีฬาทุกทีมที่เข้าร่วมการแข่งขัน ก่อนประกาศปิดการแข่งขัน OBEC ASEAN ESPORTS HIGH SCHOOL 2025 อย่างเป็นทางการ ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความสำเร็จและความภาคภูมิใจของทุกภาคส่วนที่ร่วมกันขับเคลื่อนกิจกรรมในครั้งนี้