เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2568 ที่โรงเรียนดรุณาราชบุรี จังหวัดราชบุรี สมาคมผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษาแห่งประเทศไทย( ส.บ.ป.ท.) ได้เยี่ยมเยืยนและเข้าศึกษาดูงานด้านการจัดการเรียนการสอนตามแนวคิด Active Learning ผ่านกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5Steps โดย ดร.ปรพล แก้วชาติ ผู้อำนวยการโรงเรียนราชวินิต ในฐานะนายกสมาคมฯ กล่าวว่า ภารกิจที่สำคัญของสมาคมฯ คือ การพัฒนาผู้บริหารให้เป็นผู้นำทางวิชาการ และให้มีความก้าวหน้าในวิชาชีพ แต่ปัจจุบันเกิดปัญหาความไม่ชัดเจนของกระบวนการ เช่น ผู้บริหารไม่มีความชัดเจนในเรื่องของการพัฒนาหลักสูตร ครูก็ไม่มีความชัดเจนในกิจกรรมการจัดการเรียนรู้ จึงส่งผลให้ผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนได้แต่เนื้อหาสาระอย่างเดียวไม่ได้เน้นกระบวนการ เพราะฉะนั้นวันนี้ ทางสมาคมฯจึงจัดกิจกรรมการศึกษาดูงาน เพื่อที่จะพัฒนาองค์ความรู้ของผู้บริหารระดับประถมศึกษา ซึ่งเป็นการศึกษาในระดับขั้นพื้นฐาน อย่างไรก็ตามเนื่องจากผู้บริหารทุกคนจำเป็นที่จะต้องมีความรู้ในเรื่องการบริหารจัดการหลักสูตร ตั้งแต่ความรู้เรื่องหลักสูตรแกนกลางตัวชี้วัดสาระการเรียนรู้แกนกลางตลอดจนหลักสูตรสถานศึกษาหลักสูตรกลุ่มสาระและหลักสูตรชั้นเรียน ผู้บริหารจะต้องมีความรู้เรื่องการวิเคราะห์หลักสูตรและเน้นกระบวนการจัดการเรียนรู้ของครูโดยผ่านแผนการเรียนรู้ซึ่งวันนี้นอกจากผู้บริหารจะมาเยี่ยมชมโรงเรียนดรุณาราชบุรีแล้วผู้บริหารบางท่านได้นำ คุณครูที่เป็นหัวหน้าวิชาการ ซึ่งเป็นผู้ขับเคลื่อนกิจกรรมวิชาการการจัดการเรียนรู้ซึ่งครูจะต้องจัดกิจกรรมผ่านแผนการเรียนรู้ที่มีมาตรฐานผ่านการจัดการเรียนรู้ตัวชี้วัดรวมถึงสาระสำคัญจุดประสงค์ซึ่งสิ่งหนึ่งที่เป็นปัญหาของคุณครูคือกระบวนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้
“ ดร.พิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.) เคยมาเยี่ยมชมโรงเรียนนี้แล้วแล้วก็ได้สื่อสารไปยังกลุ่ม ผู้บริหาร สพฐ ซึ่งสมาคมฯก็มีหน้าที่ที่จะต้องแบ่งเบาภาระของ สพฐ.ก็ได้จัดกิจกรรมนี้โดยนำคุณครูและผู้บริหารที่ต้องการเรียนรู้การจัดกิจกรรมเรียนรู้แบบ Active Learning ผ่านกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5Steps จึงได้เลือกมาที่โรงเรียนดรุณาราชราชบุรี” ดร.ปรพล กล่าว
นายเอกวัฒน์ ล้อสุนิรันดร์ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา(สพป.)กรุงเทพมหานคร ที่ปรึกษาสมาคม ฯ กล่าวว่า นโยบายของ สพป.กรุงเทพมหานคร คือ การจัดการศึกษาโดย Active Learning ที่จะต้องร่วมด้วยช่วยกัน เพราะเป็นการศึกษาที่เน้นให้เด็กได้เรียนรู้จริง ทำจริง ปฏิบัติจริง และจะเกิดความรู้ที่คงทน เข้มแข็ง ที่จะต่อยอดให้นักเรียนเป็นผู้เรียนที่มีความเข้มแข็งทางด้านวิชาการ มีความรู้ที่เข้มแข็งสามารถเป็นเยาวชนที่ดี และสามารถแข่งขันกับนานาอารยประเทศได้ ในส่วนของ สพป.กรุงเทพมหานคร พยายามขับเคลื่อน Active Learning โดยใช้กระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps เพื่อให้ครูได้รับรู้สัดส่วนองค์ประกอบของการเรียนรู้ที่ให้ผู้เรียนเปลี่ยนจาก Passive Learning เป็น Active Learning ที่เปลี่ยนจากการเรียนรู้โดยการท่องจำมาเป็นการเป็นปฏิบัติจริง ดังนั้นหากทุกโรงเรียนสามารถเรียนรู้แบบ Active Learning ได้นักเรียนจะมีความรู้ที่เข้มแข็งและสอดคล้องกับตัวชี้วัดต่าง ๆ ที่สำคัญจะมีองค์ความรู้ที่ต่อยอดส่งผลให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นโอเน็ต เอ็นที รวมถึงพิซา ดีขึ้น เด็กจะคิดวิเคราะห์เป็น และมีมาตรฐานที่สูงเทียบเคียงกับนานาอารยประเทศได้
บาทหลวง ผศ.ดร.อภิสิทธิ์ กฤษเจริญ ผู้อำนวยการโรงเรียนดรุณาราชบุรี กล่าวว่า ผลที่เกิดจากการนำ Active Learning มาใช้ 3 ปีมาแล้วนักเรียนมีความสุข เวลาเรียนไม่นั่งหลับ แต่ก่อนอื่นต้องเปลี่ยน Mindset ของครูให้ได้ก่อน ซึ่งยอมรับว่าไม่ได้เปลี่ยนครูได้ทั้ง 100% แต่ส่วนใหญ่ก็เปลี่ยนความคิดในการจัดการเรียนการสอนไปแล้ว และผลที่ได้ก็ไปตกที่เด็ก ทำให้เด็กมีความสุขในการเรียน อยากมาเรียน และที่เห็นได้ชัดคือเด็กจะมีการตกตะกอนความรู้ทั้งหมดที่เป็น Active Learning เพื่อสอบจบ ม.6 ในรูปของโปรเจ็ก เราสร้างเด็กเป็นนวัตกร ซึ่งเมื่อเราสามารถสร้างเด็ก ม.6 เป็นครีเอเตอร์ได้แล้ว
“การมาเยี่ยมเยือนและศึกษาดูงานการจัดการศึกษาแบบ Active Learning ของสมาคมผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษาแห่งประเทศไทยในครั้งนี้ ถือเป็นโอกาสสำคัญที่ผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษากว่า 100 คน จากทั่วประเทศ สนใจและให้ความสำคัญกับการปรับเปลี่ยนรูปแบบการจัดการศึกษาให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงในยุคสมัยปัจจุบัน และจะได้เห็นการขับเคลื่อนการจัดการศึกษาที่เห็นผลเชิงประจักษ์กับครูและนักเรียนโรงเรียนดรุณาราชบุรี เพื่อไปขยายผลในโรงเรียนประถมศึกษาของรัฐต่อไป”บาทหลวง ผศ.ดร.อภิสิทธิ์กล่าว
ด้าน ดร.ศักดิ์สิน โรจนสราญรมย์ อดีตกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา ประธานกรรมการบริหารสถาบันพัฒนาวิชาการ(พว.) กล่าวว่า Active Learning เป็นหลักการเรียนรู้ของมนุษย์ ส่วน GPAS 5 Steps เป็นเหมือนเกลียวเชือกสามเส้นที่จะต้องไปด้วยกันทั้งหมด ซึ่งก็คือ ความเก่ง ความดี และทักษะการปฎิบัติ ซึ่งที่ผ่านมาเรายังทำไม่ได้ เพราะเราทำทีละเรื่อง แต่หากเราใช้เกลียวเชือกของ GPAS 5 Steps จะเป็นการบูรณาการไปในทีเดียวพร้อมกัน พว.ยืนยันว่าจะขับเคลื่อน Active Learning ไปให้ถึงที่สุด เพราะถือว่าเราช่วยโรงเรียนก็เหมือนช่วยเด็ก ให้เด็กได้ประโยชน์ เมื่อเด็กเกิดปัญญาก็จะไม่มีวันยากจนอีกต่อไป อย่างไรก็ตามถึงวันนี้ถือว่าการขับเคลื่อน Active Learning GPAS 5 Steps ประสบความสำเร็จระดับหนึ่ง แต่ก็ยังต้องพยายามขยายต่อไป เพื่อให้เด็กมีคุณภาพ เพราะเด็กที่ผ่านกระบวนการนี้แล้ว ไม่ว่าจะไปอยู่ที่ไหนในโลกก็จะมีความสามารถเหมือนกัน


“ในสถานการณ์วิกฤตเช่นนี้ สิ่งสำคัญที่สุดคือการดูแลประชาชนให้เร็วที่สุด และต้องทำอย่างเป็นระบบ กระทรวงศึกษาธิการไม่เพียงดูแลเฉพาะสถานศึกษา แต่ยังต้องลงไปช่วยเหลือครัวเรือน ชุมชน และอาชีพของประชาชนที่ได้รับผลกระทบ เราให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของเด็กและครอบครัวเป็นลำดับแรก และจะเร่งฟื้นฟูสถานศึกษาทุกแห่งให้กลับมาใช้งานได้โดยเร็วที่สุด”ศ.ดร.นฤมล กล่าวและว่า ในส่วนของโรงเรียนและ อุปกรณ์การเรียน หนังสือ และสื่อการสอนต่างๆ ที่ได้รับความเสียหาย ศธ.จะเร่งนำเข้า ครม.เพื่อนำงบประมาณมาซ่อมแซมอย่างเร่งด่วน รวมถึงดูแลด้านสภาพจิตใจของเด็กและครูที่ได้รับผลกระทบด้วย เพราะผลกระทบทางจิตใจหลังจากประสบภัยพิบัติเป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้การซ่อมแซมอาคารเรียน
นอกจากนี้ ยังได้ให้ สอศ. ตั้งศูนย์ Fix It Center จำนวน 50 ศูนย์ เพื่อให้บริการซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์ประกอบอาชีพ เครื่องจักรกล และรถจักรยานยนต์ของประชาชนที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม ซึ่งถือเป็นการช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของครัวเรือนอย่างเป็นรูปธรรม สนับสนุนให้ประชาชนสามารถกลับไปประกอบอาชีพได้เร็วขึ้น โดยตลอดทั้งวันมีประชาชนนำรถจักรยานยนต์ที่ได้รับความเสียหายเข้ารับบริการกว่า 10,000 คันทั่วพื้นที่อำเภอหาดใหญ่
นายชัยณรงค์ กล่าวว่า จากโจทย์ที่ได้รับมา ทำให้เราต้องมาคิดแล้วว่า ครูต้องเปลี่ยนตัวเองเป็นผู้ออกแบบ ไม่ใช่ผู้บรรยาย การสอนภาษาอังกฤษวันนี้ไม่สามารถยึดแบบเดิมได้อีกต่อไป Active Learning และมาตรฐาน CEFR คือเครื่องมือสำคัญที่จะทำให้เด็กของเรามีเสียงบนเวทีโลกได้จริง โดยภาคใต้เรามีจุดแข็งด้านวัฒนธรรม การท่องเที่ยว และความหลากหลาย ซึ่งควรใช้ภาษาอังกฤษเป็นพลังในการผลักดันศักยภาพเยาวชนให้ไกลกว่าขอบเขตจังหวัดหรือประเทศ ไม่ใช่เพียงเรียนเพื่อสอบ แต่เรียนเพื่อ “ใช้ได้จริง” และ “เปลี่ยนชีวิตได้จริง”
ดร.ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์ อดีตกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา ประธานกรรมการบริหารสถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) ซึ่งถูกกล่าวถึงในฐานะผู้ผลักดันเชิงวิชาการระดับชาติ ที่สนับสนุนให้การเรียนรู้แบบ Active Learning กลายเป็น “หัวใจของการพัฒนาผู้เรียนไทย” กล่าวว่า Active Learning ไม่ใช่วิธีสอน แต่คือระบบคิดใหม่ของห้องเรียน ห้องที่เด็กเรียนรู้ด้วยการลงมือทำ เชื่อมโยงความรู้ สร้างสรรค์ และสะท้อนคิด ครูจึงต้องเปลี่ยนจากผู้ถ่ายทอด เป็นผู้ออกแบบและโค้ชการเรียนรู้ ซึ่งสอดคล้องอย่างยิ่งกับทิศทางของการอบรมครั้งนี้ เพราะเป็นตัวชี้ว่า การปรับเปลี่ยนบทบาทครูไม่ใช่เพียง “เทรนด์” แต่คือการวางรากฐานระบบการศึกษาใหม่ของประเทศ และการใช้สื่อที่ออกแบบบนมาตรฐาน CEFR จะช่วยให้ Active Learning เกิดขึ้นจริงในห้องเรียน เพราะ กิจกรรมถูกกำหนดตามระดับสมรรถนะ ครูวัดผลได้ชัดเจน ไม่สอนลอย ผู้เรียนเห็นความก้าวหน้าของตนอย่างเป็นระบบ
อาจารย์ฐานิสรณ์ เลขทิพย์ ศึกษานิเทศก์ชำนาญการพิเศษ กล่าวว่า ครูส่วนใหญ่รู้จัก CEFR แต่ไม่เคยเข้าใจวิธีใช้มันจริง ๆ การอบรมวันนี้คือการพาคุณครูกลับมารู้จักระดับความสามารถทางภาษาใหม่ทั้งหมด ว่าเด็กที่ A1 ทำอะไรได้ เด็กที่ B1 ควรผลิตงานแบบไหน แล้วครูจะออกแบบกิจกรรมอย่างไรให้ตรงระดับ ไม่สอนไหลไปตามตำรา แต่สอนตรงสมรรถนะผู้เรียนจริง ๆ โดยชุดสื่อ Gold Experience ซึ่งยึดตาม CEFR เป็นแกนนำ จะช่วยครูลดภาระการเตรียมงาน พร้อมเพิ่มคุณภาพกิจกรรม Active Learning ได้มหาศาล เพราะมีโจทย์ ฟังก์ชันภาษา งานเขียน และกิจกรรมสื่อสารที่แตกต่างตามระดับจริง ไม่ใช่สื่อแบบ “One size fits all” เหมือนที่พบทั่วไป
ขณะที่ ครูณิชกานต์ วงเวียน ครูโรงเรียนสามัคคีศึกษา กล่าวว่า นี่คือครั้งแรกที่เห็นภาพการสอน Active Learning + CEFR แบบครบวงจร ขึ้นห้องเรียนได้ทันที ไม่ใช่อบรมแล้ววางเอกสารทิ้ง การใช้ GPAS 5 Steps ช่วยสร้างทักษะคิดขั้นสูง (HOTS) ได้ตรงจุด กิจกรรมอบรมสุดเข้มข้น คุ้มยิ่งกว่าคุ้ม เพราะได้วิเคราะห์ Active Learning แบบลงมือทำ มีการไขรหัส CEFR A1–C1 และ เจาะโครงสร้างสื่อ Gold Experience และยังมีเวิร์กช็อปวางแผนการสอน 4 ทักษะ ฝึกสร้าง Rubric แบบ CEFR รวมถึงลงมือออกแบบกิจกรรมตาม GPAS 5 Steps ด้วย
ตามที่ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้อำนวยการศูนย์บริหารจัดการน้ำในสถานการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติ (ศนภ.) และ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) ที่สั่งการให้สถานศึกษาในสังกัดร่วมลงพื้นที่ช่วยประชาชนอย่างเต็มกำลัง นั้น
เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2568 นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) เปิดเผยว่าระหว่างการลงพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำท่วม พร้อมให้กำลังใจผู้บริหาร ครู บุคลากร และนักศึกษาอาชีวะอาสาที่ปฏิบัติภารกิจช่วยเหลือประชาชนอย่างเข้มแข็งต่อเนื่อง แม้ต้องทำงานในพื้นที่ที่ยังมีความเสี่ยงและท้าทาย และจากการประชุมร่วมกับผู้บริหารสถานศึกษา เพื่อจัดทีม Fix it อาชีวะจิตอาสาในพื้นที่ เช่น วิทยาลัยเทคนิคหาดใหญ่ วิทยาลัยเทคนิคสุราษฎร์ธานี วิทยาลัยเทคนิคกระบี่ และสถานศึกษาในสังกัดที่มีความพร้อมจากทั่วประเทศ เข้าฟื้นฟูทันทีหลังระดับน้ำลดลง โดยเบื้องต้น 30 จุด ซึ่งกำหนดแนวทางการช่วยเหลือเบื้องต้น 1.ช่วยขนย้ายสิ่งของภายในบ้าน 2.ช่วยล้างทำความสะอาดบ้านเรือนหลังน้ำลด 3.ให้บริการตรวจเช็กและซ่อมแซมเครื่องใช้ไฟฟ้า รถจักรยานยนต์ และอุปกรณ์จำเป็น รวมถึง 4.การสนับสนุนการฟื้นฟูพื้นที่ชุมชนที่สามารถดำเนินการ ขณะนี้อยู่ระหว่างการสำรวจพื้นที่ ซึ่งในจังหวัดอื่นๆ จะดำเนินการคู่ขนานกันไป เช่น จังหวัดสุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง ได้ตั้งศูนย์ Fix it อาชีวะจิตอาสาให้บริการในพื้นที่แล้ว ทั้งนี้ให้ประสานการทำงานร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่และหน่วยงานด้านความมั่นคง เพื่อให้การปฏิบัติงานมีประสิทธิภาพและปลอดภัย
ภายหลังการประชุม เลขาธิการ กอศ. ได้เยี่ยมบ้านของครูและนักศึกษาที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม และให้กำลังใจครอบครัวผู้ประสบภัย พร้อมมอบถุงยังชีพและสิ่งของจำเป็นเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเบื้องต้น และขณะนี้โรงครัวอาชีวะสุราษฎร์ธานี สามารถจัดทำอาหารกล่องได้มากกว่า 15,000 กล่อง เพื่อผลิตอาหารปรุงสุกแจกจ่ายให้ผู้ประสบภัยในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่และพื้นที่ใกล้เคียง ทั้งนี้ สามารถร่วมสนับสนุนกำลังคน วัตถุดิบ และอุปกรณ์ประกอบอาหาร ได้ที่ศูนย์ปฏิบัติการโรงครัวอาชีวะสุราษฎร์ธานี ณ วิทยาลัยเทคนิคหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา โทร. 074-212-300
นายยศพล ย้ำว่า กระทรวงศึกษาธิการ โดย สอศ. จะดำเนินภารกิจ Fix it อาชีวะจิตอาสา อย่างเต็มที่ เต็มกำลัง และยืนเคียงข้างประชาชนตลอดช่วงวิกฤต จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย โดยขอให้ผู้ปฏิบัติงานทุกคนรักษาความปลอดภัย ดูแลสุขภาพ ทุกคนทำงานด้วยหัวใจบริการอย่างแท้จริง


เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2568 ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้(สกร.) พร้อมคณะ ลงพื้นที่ศูนย์การเรียนชุมชนชาวไทยภูเขา “แม่ฟ้าหลวง” บ้านแม่ลายดวงจันทร์ อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อติดตามการจัดการศึกษาบนพื้นที่สูงตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และภารกิจสำคัญของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ในการยกระดับคุณภาพและความเสมอภาคทางการศึกษาให้เข้าถึงทุกกลุ่มประชาชน การลงพื้นที่ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากผู้บริหารหน่วยงานการศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษา ครู ศศช. และชุมชน โดยมีนายพงษ์ศักดิ์ บุญเป็ง ผู้อำนวยการสำนักงาน สกร. จังหวัดเชียงใหม่ ร่วมให้ข้อมูล
อธิบดี สกร. กล่าวว่า จากการตรวจเยี่ยมการสอนวิชาคอมพิวเตอร์เบื้องต้น พบว่าครูสามารถประยุกต์ใช้คอมพิวเตอร์และสื่อออฟไลน์ที่มีอยู่อย่างจำกัดได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ผู้เรียนช่วงชั้นที่ 2 ได้รับทักษะดิจิทัลที่จำเป็น แม้พื้นที่จะมีข้อจำกัดด้านสัญญาณอินเทอร์เน็ต แต่การจัดการเรียนรู้ยังคงเข้มแข็งและสร้างสรรค์ สำหรับกิจกรรม “หนูน้อยนักออม/ข้าวข้อมือบือบือกิง” ก็เป็นตัวอย่างเด่นที่ช่วยพัฒนาทักษะชีวิต สร้างวินัย และเชื่อมโยงการเรียนรู้กับวิถีชุมชนได้เป็นอย่างดี พร้อมกันนี้ โรงเรียนยังมีสหกรณ์นักเรียนเพื่อฝึกการออม การใช้จ่าย และการทำบัญชี ช่วยเสริมทักษะการเงินพื้นฐานให้แก่ผู้เรียนอย่างเป็นรูปธรรม
ดร.เกศทิพย์ กล่าวต่อไปว่า จากการพูดคุยและรับฟังข้อมูลในพื้นที่ มีข้อสังเกตว่า ศูนย์การเรียนบนพื้นที่สูงมีความจำเป็นต้องพัฒนาสื่อการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับบริบทจริง เนื่องจากข้อจำกัดด้านสัญญาณอินเทอร์เน็ตทำให้ผู้เรียนไม่สามารถพึ่งพาสื่อออนไลน์ได้เต็มรูปแบบ สื่อออฟไลน์ เช่น หนังสือเล่มเล็ก ภาพประกอบ สื่อเสียง และฐานข้อมูลที่เปิดผ่านคอมพิวเตอร์แบบไม่ต้องเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต จึงเป็นแนวทางที่ตอบโจทย์การเรียนรู้มากที่สุด ซึ่งได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำแนวทางสนับสนุนสื่อดังกล่าวอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ครูสามารถนำไปใช้ในพื้นที่ได้จริง และอีกประเด็นที่ตนให้ความสำคัญ คือกลไกการลงทะเบียนผู้เรียนในระบบไอที ซึ่งยังไม่สอดคล้องกับรูปแบบการเรียนรู้ของ ศศช. ในหลายพื้นที่ ในระหว่างการลงพื้นที่ครั้งนี้ จึงได้มีข้อเสนอแนะให้มีการทบทวนเกณฑ์และระบบที่ใช้ในการลงทะเบียนให้ยืดหยุ่นและตรงกับการจัดการศึกษาของ ศศช. มากขึ้น รวมถึงการพัฒนาหลักสูตรที่รองรับการเรียนรู้บนพื้นที่สูงอย่างแท้จริง โดยเสนอให้มีการรวบรวมข้อมูลเชิงประจักษ์ การทำวิจัยร่วมกับสถาบันการศึกษา และจัดประชุม ศศช. ทุกแห่ง เพื่อร่วมพิจารณาแนวทางปรับปรุงหลักสูตร ก่อนเสนอเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของบอร์ด สสวท. ในการพัฒนาหลักสูตรใหม่ พ.ศ. 2567
“นอกจากนี้ ขอให้กำลังใจครูและชุมชน ที่ความทุ่มเทที่ทำงานในสภาวะจำกัดแต่สามารถดูแลเด็กได้อย่างครบถ้วน และขอบคุณผู้ปกครองในพื้นที่ที่ร่วมสนับสนุนให้ครูมีความสุขในการทำงาน จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน โดยกรมส่งเสริมการเรียนรู้จะให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ในส่วนที่สามารถดำเนินการได้ ทั้งด้านสื่อ คอมพิวเตอร์ ระบบสนับสนุน และการพัฒนาหลักสูตร เพื่อให้เด็กทุกคนได้รับโอกาสทางการศึกษาที่เท่าเทียมและต่อเนื่อง” อธิบดี สกร.กล่าวและว่า การลงพื้นที่ในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นพลังของความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งผู้บริหาร ครู ชุมชน และหน่วยงานในพื้นที่ ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการยกระดับคุณภาพการเรียนรู้บนพื้นที่สูง และเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้การจัดการศึกษาของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง โดย สกร.ยืนยันที่จะสนับสนุนการจัดการเรียนรู้บนพื้นที่สูงอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ผู้เรียนทุกคนได้รับการศึกษาที่เข้าถึงได้ ทั่วถึง และยั่งยืนในทุกบริบทของประเทศไทย
เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2568 ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มอบหมายให้ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานในพิธีเปิดงานวิชาการ “ร่วมคิด ร่วมทํา รวมพลังผู้นําการศึกษาและคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน” โดยมี ดร.พิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.) กล่าวรายงาน ร่วมด้วย นายพิเชฐร์ วันทอง, ดร.วิษณุ ทรัพย์สมบัติ, นางภัทริยาวรรณ พันธุ์น้อย รองเลขาธิการ กพฐ. ผู้นําทางศาสนา ผู้บริหารระดับสูง ข้าราชการ คณะครู คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน และบุคลากรที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์กรุงเทพมหานคร
ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า วันนี้ถือเป็นโอกาสอันดีที่ได้มาพบคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานทุกท่าน ขอฝากการขับเคลื่อนยกระดับคุณภาพการศึกษา ตามข้อสั่งการของ ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจของทุกภาคส่วน อย่างเช่นในเรื่องการนำ AI เข้ามาช่วยจัดการเรียนการสอน ตรงนี้เราต้องกำหนดนโยบายด้าน AI ที่คำนึงถึงความปลอดภัยและจริยธรรม พร้อมอบรมครูให้มีความรู้เท่าทัน ซึ่งปัจจุบันได้อบรมแล้วกว่า 1,500 คน เพื่อกระจายความรู้สู่เด็กกว่า 45,000 คนทั่วประเทศ และต้องได้รับการสนับสนุนจากผู้บริหารและคณะกรรมการสถานศึกษาฯเพื่อป้องกันความเสี่ยงต่อครูและนักเรียน
“นอกจากนี้ ยังเน้นการใช้วิชาประวัติศาสตร์ควบคู่กับการเรียนรู้ AI เพื่อพัฒนาความเข้าใจชีวิต ความเป็นมนุษย์ และการเรียนรู้จากอดีต โรงเรียนต้องบูรณาการวิชาประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมืองในหลักสูตรและการสอบ พร้อมสร้างความรับรู้แก่ผู้ปกครองว่าวิชาเหล่านี้มีความสำคัญ รวมถึงการร่วมกันกำหนดนโยบายพัฒนาเด็กให้มีคุณภาพ ไม่ยึดติดเฉพาะวิชาการ เพราะเด็กมีความถนัดแตกต่างกัน เช่น ศิลปะ กีฬา จึงควรสนับสนุนเด็กทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียม ซึ่งขอฝาก สพฐ. และคณะกรรมการสถานศึกษาฯ ในการจัดเวทีให้เด็กได้แสดงศักยภาพในด้านต่างๆ ด้วย” รมว.ศธ. กล่าว
ด้าน ดร.พิเชฐ กล่าวว่า การจัดงานครั้งนี้มีความสําคัญอย่างยิ่ง ในฐานะกลไกขับเคลื่อนแผนการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ของประเทศอันสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 13 ตลอดจนตอบสนองต่อนโยบายรัฐบาล และนโยบายการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. 2568–2569 อย่างครบถ้วน ซึ่งถือเป็นภารกิจหลักของการปฏิรูปการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นการสร้างความเข้าใจบทบาทหน้าที่ของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน การส่งเสริมความร่วมมือระหว่างคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานและสถานศึกษา การเปิดพื้นที่เพื่อแลกเปลี่ยนความคิด “ร่วมคิด ร่วมทํา รวมพลัง” เพื่อพัฒนาการศึกษา และการนําเสนอนิทรรศการผลการขับเคลื่อนนโยบายของ สพฐ.
“การจัดงานครั้งนี้ มีผู้เข้าร่วมจากสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา 245 เขต สถานศึกษา 29,005 แห่ง และคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานจํานวน 275,877 คน ตลอดจนผู้ปกครอง คณะครูทั่วประเทศ จํานวนกว่า 410,000 คน แสดงให้เห็นถึงพลังความร่วมมือของเครือข่ายการศึกษาไทยอย่างแท้จริง สพฐ. พร้อมมุ่งมั่นขับเคลื่อนนโยบายการศึกษา ตามข้อสั่งการของ รองนายกรัฐมนตรีและ มว.ศึกษาธิการ ที่มีความตั้งใจยกระดับคุณภาพการศึกษาของไทย เพื่อประโยชน์สูงสุดของผู้เรียนทุกคน” เลขาธิการ กพฐ.กล่าว
ทั้งนี้ ภายในงานมีกิจกรรมที่น่าสนใจ อาทิ การบรรยายพิเศษ เรื่อง “รวมพลังขับเคลื่อนการศึกษาขั้นพื้นฐาน” โดย นายฐาปน สิริวัฒนภักดี ผู้นำภาคเอกชน Connext ED, การบรรยายพิเศษ การขับเคลื่อนนโยบายสู่การปฏิบัติ “999 นโยบายขับเคลื่อนการศึกษา สพฐ.” โดยผู้บริหารระดับสูงของ สพฐ., การเสวนาหัวข้อ “ร่วมคิด ร่วมทำ รวมพลังผู้นำการศึกษาและคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน” นำโดย นายปรีชา จิตรสิงห์ นายกสมาคมกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานแห่งประเทศไทย และนิทรรศการแสดงผลงานของโรงเรียนในสังกัด สพฐ. ที่มีผลสำเร็จเชิงประจักษ์ เป็นต้น

เมื่อ
ด้าน 

