สพฐ.เปิดโลกเรียนรู้นอกห้องเรียน เด็กพื้นที่ห่างไกลผ่านโครงการ “ปลูกพลังฝัน เสริมประสบการณ์ เปลี่ยนอนาคต”

เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2569 ดร.พิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.)พร้อมด้วย ดร.พิเชฐร์ วันทอง ดร.วิษณุ ทรัพย์สมบัติ และนางภัทรวรรณ ภัทรบวรวุฒิ รองเลขาธิการ กพฐ. ดร.อรุณี จิรมหาศาล และดร.อาทิตยา ปัญญา ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ.  ดร.เบญจลักษณ์ น้ำฟ้า กรรมการและผู้จัดการสำนักงานมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี และคณะผู้บริหารของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) พบปะและให้กำลังใจนักเรียน ครู และผู้ปกครอง จากโรงเรียนบ้านกองม่องทะ (สาขาบ้านไล่โว่) อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี ที่เข้าร่วมโครงการ “ปลูกพลังฝัน เสริมประสบการณ์ เปลี่ยนอนาคต ครูรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรีและนักเรียน” ณ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ โดยเน้นย้ำการพัฒนาผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง และการสร้างโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียมให้กับนักเรียนในพื้นที่ห่างไกล

ดร.พิเชฐ กล่าวว่า กิจกรรมครั้งนี้มุ่งเน้นให้นักเรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง ผ่านการลงมือปฏิบัติและการมีส่วนร่วมในกิจกรรมที่หลากหลาย ทั้งด้านประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม วิทยาศาสตร์ และสิ่งแวดล้อม รวมถึงการสร้างแรงบันดาลใจจากครูต้นแบบ “นายไพรวัลย์ ยาปัญ” ครูรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ซึ่งมีบทบาทในการถ่ายทอดความรู้และจุดประกายความฝันให้กับนักเรียน ในโอกาสนี้ นักเรียนยังได้เข้าร่วมกิจกรรม “สนุกกับการเป็นนักข่าวรุ่นจิ๋ว” ณ สถานี OBEC Channel ซึ่งเปิดโอกาสให้ได้ฝึกทักษะการสื่อสาร การคิดวิเคราะห์ และการแสดงออกอย่างสร้างสรรค์ เสริมสร้างความมั่นใจและทักษะที่จำเป็นในอนาคต

ทั้งนี้ โครงการ “ปลูกพลังฝัน เสริมประสบการณ์ เปลี่ยนอนาคต” ดำเนินการระหว่างวันที่ 3 – 7 เมษายน 2569 โดยเริ่มต้นที่จังหวัดกาญจนบุรี กรุงเทพมหานคร และจังหวัดชลบุรี มีนักเรียนรวม  41 คน โดยนักเรียนจะได้เปิดโลกทัศน์ผ่านแหล่งเรียนรู้สำคัญ อาทิ แหล่งประวัติศาสตร์สะพานข้ามแม่น้ำแคว เส้นทางสายมรณะพิพิธภัณฑ์ สถานบันวิทยาศาสตร์ทางทะล แหล่งเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ ชมพาอาทิตย์ตกดิน ริมหาดบางแสน และสถานที่ท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ซึ่งล้วนมีส่วนช่วยพัฒนาทักษะการใช้ชีวิต การปรับตัว และการอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคม สอดคล้องกับนโยบาย “เรียนดี มีคุณธรรม” ของกระทรวงศึกษาธิการ ที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้รับการพัฒนาอย่างเต็มศักยภาพ ควบคู่กับการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางการศึกษา

ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ.ฝากแนวคิดศึกษานิเทศก์ เพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาที่ยั่งยืน

เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา นางอาทิตยา ปัญญา ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้รับเชิญไปบรรยายในหัวข้อ ศึกษานิเทศก์กับความหวังของการพัฒนาคุณภาพการศึกษา แก่ผู้เข้ารับการพัฒนา ใน โครงการพัฒนาก่อนแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งศึกษานิเทศก์ ในสังกัด สพฐ. ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ณ ห้อง Grand Ball Room โรงแรม เอวาน่า กรุงเทพ โฮเทล แอนด์ คอนเวนชั่น เซ็นเตอร์ กรุงเทพมหานคร ทั้ง นางอาทิตยา ได้ให้แนวทางการพัฒนาคุณภาพการศึกษา โดยศึกษานิเทศก์ ใน 5 แนวทางหลักคือ 1. การสื่อสารสร้างความเข้าใจ 2. การจัดทำแผนการขับเคลื่อน 3. สร้างภาวะผู้นำและเป็นพี่เลี้ยง 4. วางระบบนิเทศ กำกับ ติดตาม และ 5. แลกเปลี่ยนเรียนรู้ พัฒนาวิชาชีพ

นอกจากนี้ ยังเสริมกลไกการนิเทศการศึกษา สู่การพัฒนาคุณภาพการศึกษาที่ยั่งยืน โดยการพัฒนาแนวทางการนิเทศ เสริมสมรรถนะการนิเทศ สร้างเครือข่ายการนิเทศ พัฒนาแพลตฟอร์ม และประเมินผลการนิเทศอย่างเป็นระบบ และทิ้งท้ายว่า ‘’สิ่งที่ทรงพลังที่สุดของศึกษานิเทศก์ คือ ความเชื่อมั่น และอาวุธที่สำคัญที่สุดของศึกษานิเทศก์ คือ ความรอบรู้

จากนั้น ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ. ได้มอบวุฒิบัตรให้แก่ผู้ผ่านการพัฒนาตามหลักเกณฑ์การประเมินผล ในพิธีมอบวุฒิบัตรให้แก่ผู้ผ่านการพัฒนา โครงการพัฒนาก่อนแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งศึกษานิเทศก์ ในสังกัด สพฐ. ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 จำนวน 345 คน

สอศ.ติดอาวุธความรู้ครูอาชีวะ รุ่นที่ 3 คัดกรอง ดูแลผู้เรียนพิการอย่างเข้าใจและเป็นระบบ สร้างมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ

วันที่ 3 เมษายน 2569 นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.)จัดโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการ “หลักสูตรผู้ดำเนินการคัดกรองคนพิการทางการศึกษา” ของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ (สำหรับสถานศึกษาสังกัดอาชีวศึกษา) รุ่นที่ 3 ระหว่างวันที่ 3–7 เมษายน 2569 ณ สำนักพัฒนาสมรรถนะครูและบุคลากรอาชีวศึกษา

นายยศพล กล่าวว่า สอศ.มีภารกิจในการผลิตและพัฒนากำลังคนสายอาชีพ ควบคู่กับการขยายโอกาสทางการศึกษาให้คนทุกช่วงวัยเข้าถึงการเรียนวิชาชีพอย่างทั่วถึง ลดความเหลื่อมล้ำ โดยเฉพาะกลุ่มผู้เรียนพิการ ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการดูแลและจัดการเรียนการสอนอย่างเหมาะสมจากครูที่มีความรู้ความเข้าใจเฉพาะด้าน การคัดกรองผู้เรียนพิการที่ถูกต้องจะเป็นจุดเริ่มต้นของการจัดการศึกษาที่เหมาะสม ผู้เรียนพิการจะได้รับสิทธิ ได้รับการสนับสนุน และสามารถพัฒนาศักยภาพสู่การมีอาชีพและพึ่งพาตนเองได้ โดยโครงการอบรมดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนการจัดการศึกษาพิเศษอาชีวศึกษา เพื่อพัฒนาศักยภาพครูและบุคลากรให้มีความรู้เรื่องระเบียบ สิทธิ และกฎหมายของคนพิการ ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่องกำหนดประเภทและหลักเกณฑ์ของคนพิการทางการศึกษา พ.ศ. 2552 การใช้แบบคัดกรองคนพิการทางการศึกษา 9 ประเภทความพิการ เทคนิคการให้คำปรึกษาผู้ปกครอง แนวทางการจัดการศึกษาแบบเรียนรวม และเทคนิคการดูแลช่วยเหลือผู้เรียนพิการ การจัดทำแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคลเพื่อการมีงานทำ (IEP PLUS) และการถอดบทเรียนแบบ LAR เพื่อให้สามารถนำไปใช้ได้จริงในสถานศึกษา รวมถึงต่อยอดเข้าสู่การอบรมหลักสูตรครูด้านการสอนคนพิการ พ.ศ. 2561 ของ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งปัจจุบันมีครูอาชีวศึกษาผ่านการคัดเลือกแล้ว 5 ราย และเมื่อผ่านการอบรมครบถ้วนตามเกณฑ์ จะสามารถยื่นขอรับเงินเพิ่มสำหรับตำแหน่งที่มีเหตุพิเศษของผู้สอนคนพิการ (พ.ค.ก.) ได้ในอนาคต

เลขาธิการ กอศ. กล่าวต่อไปว่า ที่ผ่านมา สอศ. ได้ดำเนินโครงการนี้อย่างต่อเนื่อง โดยรุ่นที่ 1 ในปีงบประมาณ 2567 จำนวน 60 คน รุ่นที่ 2 ในปีงบประมาณ 2568 จำนวน 68 คน และรุ่นที่ 3 ในปีงบประมาณ 2569 จำนวน 68 คน เพื่อให้ผู้เรียนพิการได้รับสิทธิทางการศึกษาอย่างเหมาะสมกับศักยภาพของแต่ละบุคคล ลดความคลาดเคลื่อนในการคัดกรอง และสร้างมาตรฐานเดียวกันในสถานศึกษาทั่วประเทศ จึงเชื่อมั่นว่า เมื่อครูมีความรู้ มีเครื่องมือ และมีเครือข่ายการทำงานร่วมกัน จะทำให้การจัดการศึกษาสำหรับผู้เรียนพิการในอาชีวศึกษามีคุณภาพ เท่าเทียม ขอขอบคุณทุกท่านที่มุ่งมั่นร่วมกันสร้างโอกาสทางการศึกษา พัฒนาทักษะอาชีพ สร้างรายได้ และคืนคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ผู้เรียนพิการ ทั้งในเชิงรับและเชิงรุก เพื่อให้ผู้เรียนกลุ่มนี้ก้าวสู่สายวิชาชีพได้อย่างมั่นคง

งาน “วันรักการอ่าน” ปี 69 สกร.น้อมนำพระราชปณิธาน “อ่านเปลี่ยนชีวิต” สู่สังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต

วันที่ 2 เมษายน 2569 กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) จัดงาน “วันรักการอ่าน” ประจำปี พ.ศ. 2569 เพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ โดยมี ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ เป็นประธาน ณ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ (ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ) พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร บุคลากรทางการศึกษา นักศึกษา สกร. และผู้แทนหน่วยงานภาคีเครือข่ายเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

ในการนี้ ได้รับเกียรติจากผู้แทนภาคีเครือข่ายเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง ประกอบด้วย ดร.มีโชค ทองไสว ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด (มหาชน)
คุณปรีดาวรรณ พระทัยดี ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สายงานพัฒนาวิชาการและธุรกิจต่างประเทศ บริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด (มหาชน) SE-ED Academy คุณนิธี สีแพร รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
คุณสมหมาย ปาริจฉัตต์ รองประธานกรรมการ บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) และคุณวิธวินท์ ปิติสาร นักจัดการความรู้ ฝ่ายสื่อสารและการตลาด อุทยานการเรียนรู้ TK Park

ดร.เกศทิพย์ กล่าวว่า การจัดงานในครั้งนี้มุ่งขับเคลื่อนสังคมไทยสู่ “สังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต” ภายใต้แนวคิด “อ่านเปลี่ยนชีวิต” โดยน้อมนำพระราชปณิธานด้านการอ่านเป็นหัวใจสำคัญในการพัฒนาคนไทยให้มีทักษะการเรียนรู้ สามารถเข้าถึงองค์ความรู้ และต่อยอดสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตได้อย่างยั่งยืน เพราะการอ่านไม่ใช่เพียงการรับรู้ข้อมูล แต่เป็นกระบวนการสร้างความคิด เปรียบเสมือน “รากแก้ว” ของการพัฒนาชีวิต ที่ช่วยต่อยอดสู่ทักษะและการปฏิบัติจริง การอ่านจึงเป็นทั้งประตูแห่งโอกาส แรงบันดาลใจ และพลังในการขับเคลื่อนอนาคตของแต่ละบุคคล

“ สกร. มุ่งสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ให้เข้าถึงได้ทุกที่ ทุกช่วงวัย ผ่านทั้งห้องสมุด พื้นที่เรียนรู้เสมือน และการนำความรู้ไปสู่ชุมชน โดยได้ Kick Off “รถส่งเสริมการอ่าน” จำนวน 10 แห่ง เพื่อขยายโอกาสทางการศึกษา ลดความเหลื่อมล้ำ และนำหนังสือสู่ประชาชนในพื้นที่ห่างไกลอย่างทั่วถึง โดยภายในงานมีการมอบรางวัลและเกียรติบัตรเพื่อยกย่องผู้มีผลงานดีเด่น อาทิ การประกวดห้องสมุดเสมือนภายใต้แนวคิด “อ่านเปลี่ยนชีวิต” การแข่งขันตอบคำถามจากหนังสือพระราชนิพนธ์ รวมถึงนิทรรศการและกิจกรรมส่งเสริมการอ่านจากภาคีเครือข่ายด้วย”อธิบดี สกร.กล่าว

ด้าน ดร.วัชรีวรรณ กันเดช รองอธิบดี สกร.กล่าวว่า การจัดงานครั้งนี้สะท้อนพลังความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการสร้างวัฒนธรรมการอ่านให้หยั่งรากลึกในสังคมไทย เพื่อพัฒนาคนไทยให้เป็นผู้เรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างแท้จริง การจัดงาน “วันรักการอ่าน” ในครั้งนี้ จึงไม่เพียงเป็นการเทิดพระเกียรติ หากยังเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการปลุกพลังการอ่านให้เป็นกลไกหลักในการลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างสังคมไทยที่เข้มแข็ง เท่าเทียม และยั่งยืน

“สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ เนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพ สมเด็จพระเทพฯ”

เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ปวงชนชาวไทยต่างพร้อมใจกันน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา พระองค์ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะด้านการศึกษา โภชนาการ และการพัฒนาเด็กและเยาวชนในพื้นที่ห่างไกล พระองค์ทรงเป็น “เจ้าฟ้านักพัฒนา” ผู้ทรงอุทิศพระวรกายเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนอย่างแท้จริง

Focusnews ขอพระราชทานถวายพระพรชัยมงคล ขอพระองค์ทรงพระเจริญ มีพระพลานามัยแข็งแรง ทรงเป็นมิ่งขวัญของปวงชนชาวไทยตราบนานเท่านาน

สพฐ.สั่งแต่งตั้งกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงครูแอบถ่ายใต้กระโปรงนักเรียนและครู หากพบ ผอ.โรงเรียนช่วยปกปิดก็ให้ดำเนินการทางวินัยด้วย 

เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569 ดร.พิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.)ได้มอบหมายให้ ดร.พิเชฐร์ วันทอง รองเลขาธิการ กพฐ.ที่กำกับดูแลด้านบุคลากรทางการศึกษา ให้ตรวจสอบกรณี เพจข่าวท้องถิ่นเพชรบูรณ์ ใน Facebook ได้ลงข่าวครูแอบถ่ายใต้กระโปรงเด็กนักเรียนและครู ตำบลซับพุทรา อำเภอชนแดน จังหวัดเพชรบูรณ์

ดร.พิเชฐร์ กล่าวว่า ได้รับรายงานว่า นายวิทยา  เกษาอาจ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา(สพป.)เพชรบูรณ์ เขต 1 ได้มอบหมายให้ นายภพเดชา  บุญศรี  รอง ผอ.สพป.เพชรบูรณ์ เขต 1 ผอ.กลุ่มกฎหมายและคดี   ผอ.กลุ่มส่งเสริมการจัดการศึกษา และ ผอ.กลุ่มอำนวยการ ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว และได้แจ้งให้ผู้อำนวยการโรงเรียนซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของข้าราชการครูรายดังกล่าวดำเนินการแต่งตั้งกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง ทั้งนี้ ตนได้กำชับให้ตั้งกรรมการสืบข้อเท็จจริงและให้สรุปผลโดยเร็ว อย่างไรก็ตาม ยังได้รับรายงานว่า สพป.เพชรบูรณ์ เขต 1 ลงพื้นที่และได้ขอดูไฟล์ในมือถือของครู แต่ไม่มีไฟล์นั้นแล้ว อาจคิดได้ว่าน่าจะลบไฟล์หมดแล้ว ขณะเดียวกัน ตนก็ได้กำชับอีกครั้งว่าหากพบว่า ผู้อำนวยการโรงเรียนช่วยปกปิดก็ให้ดำเนินการทางวินัยด้วย

คุรุสภาเปิดคัดเลือกผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาเข้าชิง 8 รางวัล ประจำปี 2569

​ผศ.ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา เปิดเผยว่า คุรุสภามีหน้าที่ในการส่งเสริมและพัฒนาวิชาชีพตามมาตรฐานและจรรยาบรรณของวิชาชีพ สนับสนุน ยกย่องและผดุงเกียรติผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาที่มีผลงานดีเด่นให้เป็นที่ประจักษณ์ต่อสังคม จึงได้ดำเนินการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบวิชาชีพและสถานศึกษาทุกสังกัดเสนอผลงานเข้ารับการคัดเลือกรางวัลของคุรุสภา ประจำปี 2569 จำนวน 8 รางวัล ได้แก่ 1.รางวัลคุรุสภา เป็นรางวัลที่มอบให้แก่ผู้ปฏิบัติงานที่มีผลงานดีเด่น เพื่อส่งเสริมและยกย่องเชิดชูเกียรติผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาให้เกิดการพัฒนาตนเอง และมีคุณภาพในการจัดการเรียนรู้ 2.รางวัลครูภาษาฝรั่งเศสดีเด่น เพื่อเทิดพระเกียรติและสืบสานพระปณิธานด้านการศึกษาภาษาฝรั่งเศสของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ในการพัฒนาศักยภาพ และยกย่องครูภาษาฝรั่งเศสที่มีผลงานดีเด่น 3.รางวัลครูภาษาไทยดีเด่น ที่จะคัดเลือกครูภาษาไทยในสถาบันการศึกษาระดับต่าง ๆ ทั้งของรัฐและเอกชนที่มีผลงานดีเด่น4.รางวัลครูผู้สอนดีเด่น จะคัดเลือกครูในสถานศึกษาที่จัดการศึกษาระดับปฐมวัย ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน หรือระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ทั้งภาครัฐและเอกชน ที่มีนวัตกรรมในการจัดการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพส่งผลต่อคุณภาพของผู้เรียน 5. รางวัลคุรุสดุดี จะคัดเลือกผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา เพื่อรับเครื่องหมายเชิดชูเกียรติ “คุรุสดุดี” เป็นการยกย่องครูผู้มีจิตวิญญาณความเป็นครูที่มีคุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณของวิชาชีพ 6. รางวัล Next Generation Teacher Award 2026 หรือ “รางวัลครูแห่งอนาคต” เพื่อยกย่องครูผู้สอนระดับขั้นพื้นฐาน/ประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ที่มีความคิดสร้างสรรค์นำเทคโนโลยีมาใช้พัฒนาการสอน 7. รางวัลผลงานวิจัยของคุรุสภา ประจำปี 2569เพื่อยกย่องงานวิจัยที่พัฒนาการจัดการเรียนการสอน และ 8.รางวัลหนึ่งโรงเรียน หนึ่งนวัตกรรม ประจำปี 2569 เป็นรางวัลที่ส่งเสริมนวัตกรรมของสถานศึกษา

​ผศ.ดร.อมลวรรณ กล่าวต่อไปว่า การมอบรางวัลดังกล่าว เป็นการส่งเสริมและยกย่องเชิดชูเกียรติผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาที่มีมาตรฐานและจรรยาบรรณของวิชาชีพดีเด่น ให้เป็นแบบอย่างที่ดีแก่ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา สร้างขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติงานให้เกิดการพัฒนาตนเองและมีคุณภาพในการจัดการเรียนรู้ สร้างแรงบันดาลใจในการพัฒนาคุณภาพการปฏิบัติหน้าที่ตามกรอบมาตรฐานวิชาชีพด้วยเทคโนโลยีที่เหมาะสมอย่างต่อเนื่อง ส่งเสริมและกระตุ้นให้เกิดการสร้างนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ที่ส่งผลต่อคุณภาพของผู้เรียน รวมทั้งเปิดโอกาสให้ผู้ได้รับรางวัลเป็นต้นแบบให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และถ่ายทอดประสบการณ์ทางวิชาชีพ โดยถือเป็นงานที่สำคัญอย่างยิ่งของคุรุสภาในการเสริมสร้างขวัญกำลังใจ ความภาคภูมิใจ คุณค่า และความศรัทธาแก่ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาทุกประเภท ได้แก่ ครู ผู้บริหารสถานศึกษา ผู้บริหารการศึกษา ศึกษานิเทศก์ รวมถึงสถานศึกษาทุกแห่ง ซึ่งคุรุสภามีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาและยกย่องผู้ที่ตั้งใจปฏิบัติตนตามจรรยาบรรณของวิชาชีพ จนสามารถเป็นแบบอย่างและเป็นที่เคารพยกย่องอย่างสูงของศิษย์และบุคคลทั่วไปสมกับเป็นปูชนียบุคคล และมุ่งหวังให้ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาเกิดการพัฒนาตนแอง ซึ่งจะส่งผลในการต่อยอดขยายผลเพื่อพัฒนาการศึกษาไทยให้ก้าวหน้าต่อไป

“คุรุสภาขอเชิญชวนผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาทุกท่านและสถานศึกษาทุกสังกัด ร่วมส่งผลงานเข้ารับการคัดเลือกรางวัลของคุรุสภา ประจำปี 2569 ทั้ง 8 รางวัล ซึ่งมีกำหนดเปิดให้เสนอผลงานได้ตั้งแต่บัดนี้จนถึงวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 สำหรับรายละเอียด คุณสมบัติ และวิธีการเสนอผลงานในแต่ละรางวัลนั้นจะมีความแตกต่างกันไป จึงขอให้ผู้ประสงค์ส่งผลงานหรือผู้ที่สนใจทุกท่านเข้าศึกษาหลักเกณฑ์และวิธีการต่าง ๆ ให้ชัดเจนก่อนเสนอผลงาน โดยสามารถดูรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์คุรุสภา www.ksp.or.th หรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่สำนักพัฒนาและส่งเสริมวิชาชีพ กลุ่มยกย่องและผดุงเกียรติวิชาชีพ โทร. 0- 2281- 4843 และ งานคุรุสภาในสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดทุกแห่ง” ผศ.ดร.อมลวรรณ กล่าว

“ประเสริฐ” ร่วมงานบวงสรวงครบรอบ 134 ปี ศธ. เสริมสิริมงคล เดินหน้าปฏิรูปการศึกษาไทย

 

เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569 กระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) ได้จัดพิธีบวงสรวงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวงศึกษาธิการ เนื่องในโอกาสครบรอบ 134 ปี เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่หน่วยงานและบุคลากรทางการศึกษา โดยมี นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานในพิธี และผู้บริหารระดับสูง ทั้ง 4 องค์กรหลัก ข้าราชการ ครู และบุคลากรทางการศึกษาร่วมประกอบพิธีอย่างพร้อมเพรียงกัน

โดยในโอกาสครบรอบ 134 ปี กระทรวงศึกษาธิการในครั้งนี้ นับเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญ ที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาการศึกษาไทย ให้ก้าวทันโลก และตอบโจทย์อนาคต พร้อมกันนี้ ยังเป็นการรวมพลังของบุคลากรทางการศึกษา ในการขับเคลื่อนนโยบาย ยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ เพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียม ซึ่งการประกอบพิธีบวงสรวงในครั้งนี้สะท้อนถึงพลังความร่วมมือของบุคลากรทางการศึกษา ในการยกระดับคุณภาพการเรียนรู้และเดินหน้าพัฒนาการศึกษาไทยอย่างมั่นคง

นายประเสริฐ ให้สัมภาษณ์ว่า วันนี้ยังไม่มีอะไรเป็นทางการรอให้รัฐบาลแถลงนโยบายก่อน อย่างไรก็ตามกระทรวงศึกษาธิการ เป็นกระทรวงสำคัญที่เป็นหัวใจของการพัฒนาประเทศ เป็นกระทรวงสร้างคนที่มีคุณภาพ ซึ่งพรรคเพื่อไทยให้ความสำคัญ และนโยบายรัฐบาลที่จะแถลงต่อรัฐสภาก็ให้ความสำคัญกับกระทรวงศึกษาธิการ

“หลักๆที่ผมตั้งใจไว้จะมีอยู่ 3-4 เรื่อง แต่วันนี้ยังไม่เป็นทางการในการให้นโยบาย แต่เป็นแนวคิด เช่น เรื่องของการลดความเหลื่อมล้ำทางทางการศึกษา ลดภาระครูและบุคลากรทางการศึกษา เพื่อให้ครูมีศักยภาพในการทำงานอย่างเต็มที่ พัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนให้มีความทันสมัย จัดทำมาตรการการดูแลนักเรียน ซึ่งเรื่องสำคัญคือการลดภาระผู้ปกครอง โดยเฉพาะในช่วงที่มีวิกฤตทางเศรษฐกิจ น้ำมันแพง อีกทั้งยังมีปัญหาฝุ่น PM2.5 ที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะในภาคเหนือ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพของนักเรียน เป็นต้น ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องจำเป็นที่ต้องเร่งแก้ไข ซึ่งภายหลังแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ก็จะได้เข้ามามอบนโยบายอย่างเป็นทางการอีกครั้ง“นายประเสริฐ กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า หากสถานการณ์ยังไม่ดีขึ้น ต้องให้นักเรียนกลับมาเรียนออนไลน์หรือไม่ นายประเสริฐ กล่าวว่า เป็นเรื่องหนึ่งที่เรามีความตั้งใจ เพราะการเรียนออนไลน์ก็เป็นการช่วยลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางให้ผู้ปกครอง แต่ขอประเมินสถานการณ์เป็นระยะ ๆ ก่อน เพื่อแก้ปัญหาให้เหมาะสม ส่วนการดำเนินโครงการจัดหาอุปกรณ์การเรียนการสอน หรือ Anywhere Anytime นั้น ยังคงทำต่อเนื่อง เรื่องใดที่ดีอยู่แล้วก็ทำต่อ แต่บางเรื่องก็อาจต้องมีการปรับเปลี่ยน ขอดูจุดอ่อนจุดแข็ง ร่วมถึงรับฟังข้อมูลให้รอบด้านก่อน เพื่อพิจารณาดำเนินการในสิ่งที่เป็นประโยชน์สูงสุด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทันที ที่นายประเสริฐเดินทางมาถึง ศธ.เมื่อเวลา 6.40 น.ได้เดินขึ้นไปยังชั้น 2 ของอาคารราชวัลลภ เพื่อดูห้องทำงาน แต่ยังไม่ได้ตัดสินใจว่า จะใช้ห้องใด โดยมี ดร.สุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ดร.พิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการสภาการศึกษา ผู้บริหาร ศธ. ข้าราชการและบุคลากรทางการศึกษา ให้การต้อนรับ และตอบคำถามผู้สื่อข่าวว่า ศธ.เป็นกระทรวงที่มีความท้าทาย ส่วนตัวไม่รู้สึกกดดัน เพราะเชื่อว่า ด้วยศักยภาพของผู้บริหาร ศธ.และการทำงานร่วมกันอย่างมีเอกภาพจะสามารถขับเคลื่อนการทำงานไปสู่ภารกิจ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศได้ในอนาคต

สพฐ.คุมเข้มรับนักเรียน ปี 69 ห้ามซื้อเก้าอี้แลกที่เรียน พร้อมกำกับดูแลโรงเรียนเก็บเงินบำรุงการศึกษา ต้องชัดเจน เป็นธรรม ลดภาระผู้ปกครอง

เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2569 ดร.พิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน มอบหมายให้ ดร.พิเชฐร์ วันทอง รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นประธานการประชุมผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ครั้งที่ 12/2569 เพื่อติดตามความก้าวหน้าและขับเคลื่อนนโยบายสำคัญด้านการพัฒนาคุณภาพการศึกษา โดยมี ดร.วิษณุ ทรัพย์สมบัติ และนางภัทรวรรณ ภัทรบวรวุฒิ รองเลขาธิการ กพฐ. พร้อมด้วยนางอรุณี จิรมหาศาล และนางอาทิตยา ปัญญา ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ. เข้าร่วมประชุม ร่วมกับผู้อำนวยการสำนักต่าง ๆ และบุคลากรของ สพฐ. ณ ห้องประชุม สพฐ. 1 อาคาร สพฐ. 4 ชั้น 2 กระทรวงศึกษาธิการ และผ่านระบบออนไลน์

ทั้งนี้ในที่ประชุม นอกจากจากการหารือนโยบายสำคัญเพื่อเดินหน้ายกระดับการศึกษาแล้ว ที่ประชุมยังได้รายงานผลการรับนักเรียน ปีการศึกษา 2569 โดยชั้น ม.1 มีแผนการรับ 427,526 คน มีผู้สมัคร 399,526 คน ประกาศผลสอบ 1 เมษายน 2569 รับมอบตัว 4 เมษายน 2569 ขณะที่ชั้น ม.4 มีแผนการรับ 403,100 คน ได้รับเด็ก ม.3 เดิมไว้ 190,961 คน และมีผู้สมัครเข้า 222,360 คน ประกาศผลสอบ 2 เมษายน 2569 รับมอบตัว 5 เมษายน 2569 ซึ่งจะทราบตัวเลขจำนวนนักเรียนที่แน่ชัดหลังสิ้นสุดกระบวนการรับมอบตัวแล้ว ทั้งนี้ สพฐ. ได้กำชับเขตพื้นที่ฯและสถานศึกษา ให้ดำเนินการตามแนวปฏิบัติการรับนักเรียนอย่างเคร่งครัด เป็นไปด้วยความโปร่งใส ยุติธรรม และไม่ให้มีปัญหาเรียกรับผลประโยชน์เพื่อแลกที่นั่งเรียนอย่างเด็ดขาด ซึ่งเป็นหลักการที่ สพฐ. ได้กำชับและเน้นย้ำเป็นแนวปฏิบัติมาทุกปี

นอกจากนี้ที่ประชุมยังได้หารือ ซึ่งเป็นข้อกังวล คือ เรื่องการเก็บเงินบํารุงการศึกษาของสถานศึกษา ซึ่งโรงเรียนบางแห่งที่มีแผนการเรียนพิเศษ อาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม เช่น กิจกรรมพิเศษ หรือครูเฉพาะทาง ในส่วนนี้ทางโรงเรียนต้องกำหนดแผนการเรียนและค่าใช้จ่ายให้ชัดเจน พร้อมสื่อสารให้ผู้ปกครองรับทราบตั้งแต่ต้นก่อนตัดสินใจ รวมถึงต้องผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการสถานศึกษา และเสนอข้อมูลต่อเขตพื้นที่การศึกษา เพื่อให้เขตพื้นที่ฯช่วยตรวจสอบและป้องกันความคลาดเคลื่อน ให้การเก็บค่าใช้จ่ายมีความเหมาะสม เป็นธรรม และสอดคล้องกับหลักเกณฑ์ที่กำหนด โดยคำนึงถึงภาวะเศรษฐกิจและภาระของผู้ปกครองเป็นสำคัญ

และอีกประเด็นที่สำคัญ สพฐ. ได้เผยแพร่แผนพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2566–2570 (ฉบับปรับปรุง) ซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ. 2561-2580) และแผนพัฒนารัฐบาลดิจิทัลประเทศไทย (พ.ศ. 2566-2570) ด้วยวิสัยทัศน์ในการเป็นองค์กรที่ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาขั้นพื้นฐานสู่ดิจิทัลไทยแลนด์ โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อยกระดับระบบบริหารจัดการสู่ความเป็นองค์กรดิจิทัลที่มีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งพัฒนาระบบการเรียนรู้ดิจิทัลสำหรับครูและผู้เรียน เพื่อเสริมสร้างทักษะแห่งอนาคตอย่างเสมอภาค รวมถึงเสริมสร้างการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอย่างเท่าทัน สร้างสรรค์ ปลอดภัย และพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบนิเวศดิจิทัลเพื่อการศึกษา มุ่งสู่ดิจิทัลไทยแลนด์ในที่สุด โดยหลังจากนำแผนไปใช้สู่การปฏิบัติแล้ว จะมีการติดตามการใช้งานแผนดังกล่าวทั้งจาก สพฐ. ส่วนกลาง เขตพื้นที่ฯ และหน่วยงานภายนอกที่เกี่ยวข้อง เพื่อรวบรวม วิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อมูลที่ได้นำมาใช้ในการวางแผนดำเนินการจัดทำแผนฯ สำหรับปี พ.ศ. 2571-2575 ให้มีประสิทธิภาพต่อไป

สำหรับด้านความร่วมมือด้านการศึกษากับมูลนิธิสานอนาคตการศึกษา คอนเน็กซ์อีดี ได้มีการจัดหลักสูตรอบรม AI & Digital Skill เพื่อพัฒนาทักษะด้านเทคโนโลยีแห่งอนาคตให้กับครูและบุคลากรทางการศึกษา ศึกษานิเทศก์ รวมถึงผู้บริหารสถานศึกษา ทั้งหลักสูตร AI Canva Master, หลักสูตร AI Governance for Education, และหลักสูตร AI for Future Leader นอกจากนี้ ยังมีหลักสูตร Soft Skill เพื่อพัฒนาทักษะการทำงานและการสื่อสาร โดยวิทยากรผู้เชี่ยวชาญฟรีไม่เสียค่าใช้จ่าย คาดว่าจะมีผู้เข้าอบรมไม่น้อยกว่า 1 แสนคน ขณะที่โครงการ Notebook for Education การส่งมอบคอมพิวเตอร์พร้อมใช้งานให้แก่โรงเรียนในสังกัด สพฐ. ยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดในปี 2569 นี้ ในเดือนมีนาคมจะมีการมอบคอมพิวเตอร์ จำนวน 380 เครื่อง และในเดือนเมษายนจะมีการมอบคอมพิวเตอร์ จำนวน 20 เครื่อง เพื่อขยายโอกาสทางการเรียนรู้ของเด็กและเยาวชนไทยต่อไป

ประเสริฐ ’พร้อมนั่ง ศธ.ไม่กดดัน พร้อมทำงานเต็มที่

ตามที่ราชกิจจานุเบกษา ได้ประกาศโปรดเกล้าคณะรัฐมนตรีชุดใหม่นั้น โดยในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.)นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) และนายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2569 นายประเสริฐ ให้สัมภาษณ์นักข่าวสายการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ว่า ส่วนตัวรู้สึกดีใจที่ได้รับมอบหมายให้มาปฏิบัติหน้ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เพราะ กระทรวงนี้ถือเป็นกระทรวงที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ ทำหน้าที่ดูแลการจัดการศึกษา ให้กับคนตั้งแต่แรกเกิดไปจนตลอดชีวิต ดังนั้น จึงตั้งใจทำงานอย่างเต็มที่ และไม่มีความรู้สึกกดดันอะไร พร้อมทำงานที่ได้รับมอบหมาย

“ผมจะรอให้คณะรัฐมนตรี( ครม.)แถลงนโยบายต่อรัฐสภาให้เรียบร้อย ตามขั้นตอนทางกฎหมายก่อน ถึงจะเข้ามาปฏิบัติงานในกระทรวงศึกษาธิการอย่างเป็นทางการ แต่ก็มีการเตรียมพร้อม เพื่อทำหน้าที่ให้ดีที่สุด ”นายประเสริฐ กล่าว