ด่วน ! เครือข่ายครูภาคอิสานสนธิกับเครือข่ายครูภาคใต้ “ชี้” ประกาศกำหนดคุณสมบัติเฉพาะตำแหน่ง ผอ.สกสค.จังหวัด/กทม.ขัดแย้งต่อ พ.ร.บ.สภาครูฯ และรัฐธรรมนูญมาตรา 27 พร้อมคำขอให้ศาลปกครองส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย

เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2568 นายวิบูลย์ กุลวงศ์ ประธานชมรมพิทักษ์ระบบคุณธรรมและสิทธิครูภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นักกฎหมายปกครองตามมาตรฐาน ก.ศป.รับรอง เปิดเผยว่า ตามที่คณะกรรมการสรรหาบุคคลเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษาจังหวัด/กรุงเทพมหานคร ได้ออกประกาศกำหนดคุณสมบัติเฉพาะว่า ผู้สมัครหรือผู้มีสิทธิ์สมัครเข้ารับการสรรหาตำแหน่ง ผอ.สกสค.จังหวั/กทม.ต้องเป็น “หัวหน้ากลุ่มที่มีระดับตำแหน่งเทียบเท่าชำนาญการพิเศษ หรือผู้ที่เคยเป็นหัวหน้ากลุ่มไม่น้อยกว่า 5 ปี”เป็นประเด็นที่สร้างผลกระทบโดยตรงต่อสิทธิของครูและบุคลากรทางการศึกษาอย่างกว้างขวาง เมื่อประกาศดังกล่าว จำกัดสิทธิ แคบยิ่งกว่าที่ พ.ร.บ. แม่บทยอมให้ จึงเป็นคำถามใหญ่ทางกฎหมายว่า ประกาศนี้ออกเกินอำนาจหรือไม่? ขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 27 หรือไม่? และควรส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยหรือไม่?ซึ่งความเห็นนี้ สรุปประเด็นทั้งหมดและแทรกข้อเสนอเพื่อให้ศาลปกครอง “ส่งเรื่อง” ให้ศาลรัฐธรรมนูญตามขั้นตอนกฎหมาย กล่าวคือ 1.ประกาศกำหนดคุณสมบัติสูงเกิน พ.ร.บ.สภาครูฯ 2546 มาตรา 15 ซึ่งเป็นกฎหมายแม่บท กำหนดคุณสมบัติของผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรสภาครูฯ ไว้อย่างชัดเจน ได้แก่ 1.1 อายุ   1.2 สัญชาติ 1.3 ความประพฤติ  1.4 ไม่มีลักษณะต้องห้าม และ 1.5 มิใช่ผู้ดำรงตำแหน่งการเมือง

นายวิบูลย์ กล่าวว่า กฎหมาย “ไม่เคยกำหนด” ว่าต้องเป็นหัวหน้ากลุ่มหรือมีระดับชำนาญการพิเศษ การออกประกาศเพื่อเพิ่มคุณสมบัติพิเศษเอง จึงเป็นการเพิ่มเงื่อนไขใหม่ที่กฎหมายแม่บทไม่ให้อำนาจ ซึ่งเป็น การออกกฎเกินอำนาจ (Ultra Vires) ทำให้ประกาศดังกล่าว “ไม่ชอบด้วยกฎหมาย” 2.ข้อขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญ มาตรา 27 มาตรา 27 ของรัฐธรรมนูญกำหนดชัดว่า รัฐต้องไม่เลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม การจำกัดสิทธิต้องมีเหตุผลและจำเป็น แต่ประกาศดังกล่าวจำกัดสิทธิ คือ  2.1 ครูชำนาญการพิเศษ (คศ.3) 2.2 ครูผู้สอน 2.3 ผู้บริหารสถานศึกษา  2.4 ข้าราชการครูอาวุโส ซึ่งมีจำนวนมากทั้งที่ตำแหน่งซึ่งประกาศรับสมัคร มิได้จำเป็นต้องเป็นหัวหน้ากลุ่มเลยจึงเป็น การเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมไม่สัมพันธ์กับ “สาระหน้าที่ของตำแหน่ง” และเป็นการจำกัดสิทธิเกินความจำเป็น นี่คือความขัดแย้งโดยตรงกับ รัฐธรรมนูญ มาตรา 27

นายวิบูลย์ กล่าวต่อไปว่า 3. ประกาศเข้าลักษณะเป็น “กฎหมายลำดับรองที่ขัดรัฐธรรมนูญ”จึงต้องส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ตามมาตรา 212 ของรัฐธรรมนูญ 2560 กำหนดไว้ว่า “ถ้าศาลเห็นว่ากฎหมายลำดับรองที่นำมาบังคับในคดี ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ศาลต้องส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย” และมาตรา 45 แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองฯ กำหนดขั้นตอนเหมือนกัน ในคดีนี้ คือ 1.ประกาศกำหนดคุณสมบัติ = กฎหมายลำดับรอง 2.จำเพาะเจาะจงจำกัดสิทธิอย่างไม่เป็นธรรม 3.ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 27 4.ขัดเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ.สภาครูฯ ดังนั้น จึงมีเหตุให้ศาลปกครอง ต้องพิจารณาใช้มาตรา 212 และทำการ “ส่งคำโต้แย้ง” เพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ข้อ 4. ข้อเสนอให้ศาลปกครองส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญ (แนบในคำโต้แย้ง)ผู้ฟ้องคดีสามารถแทรกข้อความต่อไปนี้ในคำแถลงต่อศาลได้ทันที

“ประกาศซึ่งถูกนำมาบังคับในคดีนี้มีลักษณะเป็นกฎ (กฎหมายลำดับรอง)ที่ตราขึ้นโดยไม่มีอำนาจตามกฎหมายแม่บท และมีสาระสำคัญที่จำกัดสิทธิของบุคลากรทางการศึกษา อย่างเลือกปฏิบัติและเกินความจำเป็น อันเข้าลักษณะขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 27 ผู้ฟ้องคดีจึงขอให้ศาลปกครองส่งเรื่องพร้อมคำโต้แย้งไปยังศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อวินิจฉัยตามมาตรา 212 แห่งรัฐธรรมนูญ” ข้อ 5. บทสรุปจากการวิเคราะห์กฎหมายทั้งหมด สรุปได้ว่า ประกาศกำหนดคุณสมบัติหัวหน้ากลุ่มระดับพิเศษ ขัด พ.ร.บ.สภาครูฯ 2546 เพราะเพิ่มคุณสมบัติที่กฎหมายแม่บทไม่ได้กำหนด ประกาศดังกล่าว ขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 27 เพราะเป็นการเลือกปฏิบัติและจำกัดสิทธิโดยไม่จำเป็น จึงมีเหตุให้ศาลปกครอง ต้องส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ตามมาตรา 212 ของรัฐธรรมนูญและมาตรา 45 ของ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองฯ

สพฐ.จับมือ เอกชน ร่วมบริจาคเครื่องอุปโภคบริโภคปล่อยคาราวาน 15คันรถ ช่วยเหลือ 5 จังหวัดภาคใต้

เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2568 ดร.พิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ( กพฐ.) ได้รับมอบหมายจาก ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) ให้เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรม “คาราวานช่วยเหลืออุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ ประจำปี พ.ศ. 2568 โดยมีผู้บริหาร ข้าราชการ และบุคลากรทางการศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) เข้าร่วม ณ สวนวันครู อาคาร สพฐ. 1 กระทรวงศึกษาธิการ

ดร.พิเชฐ กล่าวว่า วันนี้ สพฐ.และ ภาคเอกชน ได้ร่วมมือร่วมใจกันซื้อเครื่องอุปโภคบริโภครวม 15 คันรถ ส่งไปถึงพี่น้องในจังหวัดภาคใต้ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและส่งมอบความช่วยเหลือให้แก่สถานศึกษา นักเรียน ครู และประชาชนที่ได้รับผลกระทบในเบื้องต้น ซึ่งปีนี้น้ำท่วมทั้ง 9 จังหวัด แต่ที่หนักสุดอยู่ที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา สตูล นราธิวาส ยะลาและปัตตานี  มีจำนวนโรงเรียนที่ได้รับความเสียหาย 822 แห่ง ใน 10 จังหวัด รวม 28 เขตพื้นที่การศึกษา มีผู้ได้รับผลกระทบทั้งหมด 100,591 คน ประกอบด้วย นักเรียน 92,225 คน ครูและบุคลากรฯ 8,366 คน ซึ่งเบื้องต้นพบว่ามีมูลค่าความเสียหายเกือบ 1,000 ล้านบาท หลายแห่งอาคารบางส่วน รั้วโรงเรียน เพดาน และระบบไฟฟ้าเสียหายหนัก สพฐ. จะใช้เงินที่มีอยู่และขอ งบกลางเข้าช่วยฟื้นฟูไปก่อน รวมถึงจะประสานวิศวกรเข้าไปตรวจสอบเพื่อเสนอของบฉุกเฉินเพิ่มเติม ทั้งนี้ ศ.ดร.นฤมล ได้สั่งการให้เร่งดำเนินมาตรการช่วยเหลือ ทั้งด้านสวัสดิการ การจัดหาเครื่องอุปโภคบริโภค และการฟื้นฟูสถานศึกษาอย่างต่อเนื่อง

“ขณะนี้น้ำได้ลดลงแล้ว ซึ่งพวกเราก็ได้เห็นว่าเด็กไม่มีเสื้อผ้าใส่ไปโรงเรียนเพราะไปกับน้ำหมด แต่อย่างไรก็ตาม รมว.ศึกษาธิการ ก็อนุโลมให้เด็กนักเรียนใส่ชุดปกติมาเรียนหนังสือได้  โดยในวันจันทร์ที่ 8 ธันวาคม นี้ โรงเรียนจะเปิดการเรียนการสอนตามปกติ แต่จะจัดการเรียนการสอนได้ 100% หรือไม่ นั้น ก็ต้องดูตามสภาพความพร้อมของแต่ละโรงเรียน แต่อย่างไรก็ตาม สพฐ.ก็มีรูปแบบการเรียนการสอนในหลายรูปแบบตามโจทย์ ตามศักยภาพของแต่ละโรงเรียน แต่เราจะรีบจัดหาข้าวของเครื่องใช้ลงไปให้เร็วที่สุด ซึ่งในสัปดาห์หน้า ผมจะลงไปดูด้วยตัวเองอีกครั้ง หากหน่วยงาน หรือ ประชาชนที่ต้องการจะบริจาคให้ความช่วยเหลือโรงเรียนก็ไปบริจาคที่หน้างานได้ เพื่อจะได้เห็นสภาพจริงของโรงเรียนด้วยว่าเด็ก ๆ มีความยากลำบากอย่างไร”เลขาธิการ กพฐ.กล่าวและว่า ต้องขอขอบคุณโรงเรียนในเขตพื้นที่ กทม.และปริมณฑล และโรงเรียนในสังกัด สพฐ.สถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ(พว.)องค์การค้า สกสค.สำนักพิมพ์เอมพันธ์ คุณเอกปทุมธานี โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) และ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(สอศ.)ที่ได้ตั้งศูนย์ Fix It Center มาบริการซ่อมแซมรถยนต์ รถจักรยานยนต์ อุปกรณ์การเกษตร และเครื่องใช้ไฟฟ้า โดยทีมนักเรียนนักศึกษาและครูอาชีวศึกษา และหน่วยงานอื่น ๆ ที่ไม่ได้พูดถึง ที่มีจิตศรัทธาทั้งภาครัฐ-เอกชน ที่ร่วมกันบริจาคเงินสมทบ และส่งสิ่งของอุปโภคบริโภคช่วยผู้ประสบภัย รวมทั้งผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ที่ทุ่มเทในการช่วยเหลือ ซึ่งเราจะดูแล และฟื้นฟูสถานศึกษาอย่างเต็มความสามารถ และบทเรียนครั้งนี้ สพฐ.จะต้องไปถอดบทเรียนในเรื่องภัยพิบัติซึ่งเราได้เรียนรู้มาจากญี่ปุ่นซึ่งเป็นประเทศที่มีภัยพิบัติตลอดปี ทั้งแผ่นดินไหว น้ำท่วมภูเขาไฟระเบิด ซึ่งจะต้องเรียนรู้เรื่องนี้ให้เข้มข้นมากขึ้น

“สุรศักดิ์”การันตีสรรหา ผอ.สกสค.จังหวัด/กทม. ทั้ง77 จังหวัด โปร่งใส ยุติธรรม ทุกขั้นตอนเป็นความลับ

เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2568 นายสุรศักดิ์ อินศรีไกร รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะประธาน สรรหาบุคคลเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา(สกสค.) จังหวัด/กรุงเทพมหานคร จำนวน 77 จังหวัด เปิดเผยว่า คณะกรรมการสรรหาฯได้มีการประชุมเพื่อกำหนดไทม์ไลน์ ซึ่งวันนี้จะมีการประกาศรายชื่อผู้ที่ทำเรื่องอุทธรณ์ในส่วนของคุณสมบัติเพิ่มเติม ซึ่งจะไม่ผ่านทุกราย เพราะบางคนคุณสมบัติไม่ผ่านตามเกณฑ์ที่กำหนดจริง ๆ ทั้งนี้จะมีการกำหนดสอบสัมภาษณ์ในวันที่ 13-14 ธันวาคมนี้ หลังจากนั้นก็จะมีการดำเนินการจนกระทั่งประกาศผลให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาที่กำหนด ซึ่งคาดว่าจะประกาศรายชื่อผู้ผ่านการสรรหาฯได้ก่อนวันที่ 27 ธันวาคม 2568 นี้

นายสุรศักดิ์ กล่าวต่อไปว่า สำหรับข้อกังวลในเรื่องของความโปร่งใส ยุติธรรมนั้น ขอให้มั่นใจในการคัดเลือก ซึ่งตนในฐานะประธานคณะกรรมการสรรหาฯจะใช้กระบวนการที่ให้เกิดความโปร่งใสมากที่สุด และสามารถตรวจสอบได้ ในส่วนของการดำเนินการเพื่อให้เกิดความยุติธรรมกับผู้ที่สมัครเข้ามาสรรหาเป็น ผอ.สกสค.จังหวัด/กทม. และอาจจะเป็นความลับในส่วนของการดำเนินการทั้งหมด ซึ่งคณะกรรมการด้วยกันเองก็จะไม่ทราบ และผู้มาสอบคัดเลือกเองก็ไม่ทราบ ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความโปร่งใสในการดำเนินการ

“ผมจะประชุมคณะกรรมสรรหาฯอีกครั้ง ในวันที่ 9 ธันวาคม 2568 เพื่อกำหนดรายชื่อกรรมการที่จะมาสัมภาษณ์แต่ละชุด อย่างไรก็ตาม การที่เราไม่ประกาศรายชื่อกรรมการแต่ละชุดที่จะมาสัมภาษณ์ล่วงหน้า เพราะไม่อยากให้มีการวิ่งเต้น ขณะเดียวกันรายชื่อกรรมการดังกล่าวก็จะเป็นความลับ ไม่สามารถเปิดเผยรายชื่อได้ อีกทั้งกรรมการแต่ละชุดก็จะไม่รู้ซึ่งกันและกัน ซึ่งอาจจะมีความหลากหลาย ซึ่งผมจะพยายามหาคนที่มีความเชื่อมั่นมากที่สุด และเป็นที่ยอมรับในเรื่องของความโปร่งใส ยุติธรรม ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นข้าราชการในกระทรวงศึกษาธิการ เพราะเชื่อมั่นว่ายังปฎิบัติหน้าที่ราชการอยู่ก็คงให้ความสำคัญในเรื่องการสอบการคัดเลือกครั้งนี้ ผมการันตีในฐานะประธานสรรหาฯว่าการสรรหา ผอ.สกสค.จังหวัด/กทม.ทั้ง 77 จังหวัด ครั้งนี้จะมีความโปร่งใส และยุติธรรม”นายสุรศักดิ์ กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตอนนี้แว่วมาว่า ได้มีบุคคลหนึ่งที่อยู่นอกเหนือคณะกรรมการสรรหาฯได้โทรประสานข้าราชการเพื่อให้มาเป็นกรรมการหลัก 3 องค์คณะ คือ กรรมการตรวจประวัติและผลงาน 2 กรรมการวิสัยทัศน์ และ 3 กรรมการสัมภาษณ์ ทำให้สงสัยว่าผู้ดำเนินการสรรหาฯอย่างแท้จริง คือ สำนักงาน สกสค.หรือไม่ แล้ว นายสุรศักดิ์ อินศรีไกร ในฐานะประธานสรรหาฯรู้เรื่องนี้หรือยัง

ศธ.จัดแถวแผนการตรวจราชการปี 69 เน้นใช้เทคโนโลยี ลดขั้นตอนการทำงาน สอดรับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง

เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ครั้งที่ 3/2568 ณ ห้องประชุมราชวัลลภ และประชุมผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ โดย รมว.ศึกษาธิการ กล่าวก่อนเริ่มประชุมว่า จากสถานการณ์อุทกภัยในหลายจังหวัดพื้นที่ภาคใต้ ที่ผ่านมา มีหลาย ๆ หน่วยงานเข้าไปดูแลให้การช่วยเหลือโรงเรียน รวมทั้งตัวอาจารย์ก็ได้ร่วมลงพื้นที่กับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี ในช่วงหลายวันที่ผ่านมาด้วย ซึ่งต่อจากนี้ขอให้ทุกส่วนราชการระดมกำลังลงไปให้ช่วยเหลือในพื้นที่ของตนเอง นอกจากช่วยฟื้นฟูโรงเรียนแล้ว หากมีความพร้อมและกำลังความสามารถขอให้ช่วยไปดูแลฟื้นฟูบ้านพักของครูและบุคลากรทางการของเราในทุกจังหวัดที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมครั้งนี้ด้วย

ศ.ดร.นฤมล กล่าวภายหลังการประชุมว่า ที่ประชุมได้ให้ความเห็นชอบรายงานผลการตรวจราชการและติดตามประเมินผลการจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ รอบที่ 2 ประจำปีงบประมาณ 2568 รวมทั้งเห็นชอบแผนการตรวจราชการและติดตามประเมินผลการจัดการศึกษา ประจำปีงบประมาณ 2569 ซึ่งประกอบด้วย 4 ด้าน คือ 1. ด้านความปลอดภัยและคุ้มครองผู้เรียน ครู บุคลากรทางการศึกษาและสถานศึกษา 2. ด้านการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน 3. ด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางการศึกษา และ 4. ด้านการส่งเสริมวิชาชีพและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยใช้แนวทางการตรวจราชการใน 3 รูปแบบ ได้แก่ 1. การตรวจราชการของผู้ตรวจราชการ ศธ. (Inspection) ตามนโยบาย 2. การกำกับ ติดตาม (Monitoring) จากรายงานส่วนราชการ สำนักงานศึกษาธิการภาค สำนักงานศึกษาธิการจังหวัด และจากระบบ e-Inspection และ 3. การประเมินผล (Evaluation) ติดตามความก้าวหน้าและแนวโน้มความสำเร็จของนโยบาย เปรียบเทียบกับเป้าหมายและตัวชี้วัด ทั้งนี้ มีปฏิทินการตรวจราชการฯ ปี 2569 จำนวน 2 รอบ คือ รอบที่ 1 เดือนกันยายน 2568 – มีนาคม 2569 และรอบที่ 2 เดือนเมษายน – กันยายน 2569

“ได้ให้แนวทางการตรวจราชการในปี 2569 นี้ว่า ควรจะต้องนำข้อเสนอแนะจากที่ประชุมฯ ไปปรับให้แผนการตรวจราชการนำไปสู่การปฏิบัติและสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลมากขึ้น เช่น การเพิ่มตัวชี้วัดเชิงคุณภาพ เพื่อจัดทำเป็นข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย, ขยายการจัดการศึกษา เป็นการเรียนรู้ทุกช่วงวัย เพื่อให้สอดรับกับแนวทางบริหารงบประมาณปี 2570 ของรัฐบาล ที่มีนโยบายที่สำคัญในการวางรากฐานของประเทศ เรื่องการศึกษาเป็นอันดับแรก โดยเน้นย้ำไปที่คนไทยคุณภาพ ได้รับการพัฒนาศักยภาพคนไทยตลอดช่วงชีวิต รวมทั้งนำระบบเทคโนโลยีและอิเล็กทรอนิกส์ มาใช้สนับสนุนการตรวจราชการ เพื่อให้ลดขั้นตอนการทำงาน และสอดรับกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป” ศ.ดร.นฤมล กล่าว

 

“ธรรมนัส” ฉุน ได้กลิ่น ขรก.ผู้ใหญ่หนีวิกฤตไปต่างประเทศ

“ร.อ.ธรรมนัส”มีหนังสือสั่งการรองอธิบดีหรือเทียบเท่าขึ้นไปเข้าปฎิบัติหน้าที่ช่วยผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้และให้รายงานสถานการณ์ให้ทราบโดยตรง พร้อมสั่งผู้บังคับบัญชาตรวจสอบการเดินทางไปต่างประเทศของตำแหน่งดังกล่าวว่าเป็นประโยชน์กับทางราชการหรือไม่ ถ้าเหตุผลไม่เพียงพอให้ตั้งกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง และให้ย้ายมาประจำที่ส่วนกลางทันที

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี ที่กำกับดูแลกระทรวงศึกษาธิการ ได้ออกหนังสือคำสั่งขอความร่วมมือผู้บริหารระดับรองอธิบดี หรือเทียบเท่าขึ้นไป เข้าปฏิบัติหน้าที่ช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ประสบอุทกภัยภาคใต้ พร้อมกันนี้ ก็ขอให้ผู้บังคับบัญชาตรวจสอบกรณีผู้บริหารระดับดังกล่าวที่ได้เดินทางไปต่างประเทศก่อนหนังสือฉบับนี้ว่าได้รับอนุญาตด้วยเหตุผลอันสมควรหรือเป็นประโยชน์ต่อราชการ รวมทั้งมีความเหมาะสมกับสถานการณ์วิกฤตที่ประชาชนกำลังเดือดร้อนหรือไม่ หากไม่ปรากฏเหตุผลเพียงพอหรือไม่สอดคล้องกับความจำเป็นของทางราชการขอให้ผู้บังคับบัญชาแต่งตั้งคณะกรรมการ ตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยเร็วและในระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริงให้สั่งการให้ข้าราชการผู้นั้นกลับมาประจำที่ส่วนกลางทันที เมื่อเดินทางกลับมายังประเทศไทยจนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง

สพฐ. ร่วมคณะ เสมา 1 ลุยหาดใหญ่ต่อเนื่อง บูรณาการหน่วยงานในพื้นที่-เร่งฟื้นฟูโรงเรียนหลังน้ำลด

วันที่ 2 ธันวาคม 2568 ดร.พิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) พร้อมด้วย นายตฤณ ก้านดอกไม้ ผอ.ศูนย์บริหารความสุขและความปลอดภัย สพฐ. ร่วมลงพื้นที่ช่วยเหลือสถานศึกษาที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นการลงพื้นที่อย่างต่อเนื่องเป็นวันที่ห้า โดยมี ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) พร้อมด้วย ดร.สุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ นำทีมผู้บริหารการศึกษา ผอ.สพม.สงขลา สตูล และคณะทำงาน ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโรงเรียนบ้านบึงพิชัย โรงเรียนบ้านวังหรัง และโรงเรียนหาดใหญ่เจริญราษฎร์พิทยา เพื่อตรวจสภาพความเสียหายหลังสถานการณ์น้ำท่วมคลี่คลาย และมอบแนวทางช่วยเหลือฟื้นฟูอย่างเร่งด่วน

ทั้งนี้ สำหรับการช่วยเหลือในเบื้องต้น ศ.ดร.นฤมล ได้มอบหมายให้ ปลัด ศธ. หารือร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) เพื่อพิจารณาใช้กองทุนช่วยเหลือครู บุคลากร และสถานศึกษาที่ได้รับผลกระทบ พร้อมทั้งมอบหมาย สพฐ. กำชับให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาที่มีสถานศึกษาได้รับผลกระทบ เร่งสำรวจความเสียหาย และรวบรวมส่งข้อมูลไปยังสำนักงบประมาณ เพื่อนำเข้าที่ประชุม ครม. อนุมัติงบประมาณฟื้นฟูโดยเร็ว ส่วนสถานการณ์ของโรงเรียนหลังน้ำลด ทางโรงเรียน คุณครู ผู้ปกครองและชุมชน ได้บูรณาการหน่วยงานในพื้นที่ เช่น ตำรวจ ทหาร ร่วมมือกันทำความสะอาด ขนย้ายโคลนและสิ่งสกปรกออกจากอาคารเรียน และทำความสะอาดจนพื้นที่เริ่มกลับมาใช้งานได้บางส่วน ต่อไปก็จะเร่งฟื้นฟูอาคาร อุปกรณ์การเรียน และระบบสาธารณูปโภค เพื่อให้โรงเรียนสามารถกลับมาเปิดเรียนได้โดยเร็วที่สุด

ดร.พิเชฐ โพธิ์ภักดี  กล่าวว่า จากข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 2 ธันวาคม 2568 พบว่า มีสถานศึกษาในสังกัด สพฐ. ที่ได้รับผลกระทบ จำนวน 813 โรงเรียน ใน 10 จังหวัด จำนวน 28 เขตพื้นที่ (สพป. 21 เขต และ สพม. 7 เขต) มีนักเรียนได้รับผลกระทบ จำนวน 90,453 คน และครู 8,206 คน โดยเบื้องต้นได้มีการเยียวยาช่วยเหลือ มอบเงินและสิ่งของจำเป็น-เครื่องอุปโภคบริโภค 2 ครั้ง รวม 3.1 ล้านบาท ขณะที่โรงเรียนในสังกัดได้จัดเป็นศูนย์พักพิงช่วยเหลือผู้ประสบภัย มีจำนวน 142 แห่ง ใน 5 จังหวัด รวม 10 เขตพื้นที่ และมีจำนวนผู้เข้าพักพิง รวม 12,433 คน โดยขณะนี้ สพฐ. กำลังเปิดรับบริจาคเงินช่วยเหลือและสิ่งของอุปโภคบริโภค และจะรวบรวมเป็นคาราวานส่งมาช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่ 5 จังหวัดภาคใต้ ในวันที่ 4-5 ธันวาคมนี้ต่อไป

“รมว.นฤมล”นำ ศธ.ลุยสำรวจโรงเรียน หาดใหญ่ พร้อมร่วมครัวมูลนิธิธรรมนัส ให้กำลังใจอาสาเข้าฟื้นฟูเมืองกว่า 600 คน ส่งทีมอาชีวะ Fix It ช่วยซ่อมไฟบ้านเรือนประชาชน

เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วย นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ นำคณะหน่วยงานด้านการศึกษา ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ลงพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เพื่อติดตามสถานการณ์ฟื้นฟูหลังอุทกภัยและสนับสนุนการช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ โดยในช่วงเช้า ศ.ดร.นฤมล ได้ร่วมทำอาหารกับโรงครัวของมูลนิธิธรรมนัส พรหมเผ่า เพื่อการกุศล ซึ่งตั้งอยู่บริเวณด้านหน้าโรงแรมซิกเนเจอร์ พร้อมให้กำลังใจทีมจิตอาสาจากสมาชิกพรรคกล้าธรรม ทั้งจากจังหวัดนราธิวาสและยะลา รวมกว่า 600 คน ที่เดินทางมาร่วมแรงร่วมใจทำความสะอาด ฟื้นฟูพื้นที่สาธารณะ ถนน ชุมชน และจุดที่ได้รับผลกระทบจากเหตุอุทกภัยในอำเภอหาดใหญ่

ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการได้บูรณาการทุกภาคส่วนด้านการศึกษาเข้าร่วมภารกิจฟื้นฟูอย่างเต็มกำลัง โดยวันนี้ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ได้ส่งทีมนักศึกษาอาชีวะภายใต้โครงการ Fix It Center จำนวน 8 ชุด ชุดละ 5 คน พร้อมเครื่องมือซ่อมแซมอุปกรณ์ไฟฟ้าและระบบไฟฟ้าในบ้านเรือน ลงพื้นที่เขต 8 เพื่อให้บริการตรวจเช็กและซ่อมระบบไฟฟ้าให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบ

จากนั้น ศ.ดร.นฤมล ได้ลงสำรวจความเสียหายของโรงเรียนบ้านบึงพิชัย โรงเรียนบ้านวังหรัง และโรงเรียนหาดใหญ่เจริญราษฎร์พิทยา โดยยืนยันว่า กระทรวงศึกษาฯ จะเดินหน้าสนับสนุนการฟื้นฟูพื้นที่ประสบภัยอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านการซ่อมแซมสถานศึกษา การช่วยเหลือนักเรียน–ครอบครัว และการสนับสนุนกำลังคนจากภาคการศึกษา เพื่อให้ประชาชนสามารถกลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้โดยเร็วที่สุด

สกร. จับมือ กฟผ. ลงนาม MOU และรับมอบเงิน 10 ล้านบาท! เร่งปรับโฉม “นิทรรศการเมืองไฟฟ้า” สู่แหล่งเรียนรู้พลังงานยุคใหม่

เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 เมื่อเร็ว ๆ นี้ กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) และ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ผนึกกำลัง ลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เพื่อร่วมกันพัฒนาและเผยแพร่องค์ความรู้ด้านพลังงานไฟฟ้า วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม และสิ่งแวดล้อม พร้อมรับมอบเงินสนับสนุนจำนวน 10 ล้านบาท จาก กฟผ. เพื่อใช้ในการปรับปรุง “นิทรรศการเมืองไฟฟ้า (Electric City)” ณ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ (ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ) ให้มีความทันสมัยและสอดคล้องกับสถานการณ์พลังงานในปัจจุบัน

พิธีลงนามครั้งนี้ นางยุพิน บัวคอม รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้  ได้รับมอบหมายจาก นางเกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ เป็นผู้ร่วมลงนามกับ กฟผ. โดยมี นายไชยยศ ตั้งวรกุลชัย ผู้ช่วยผู้ว่าการบริหารจัดการความยั่งยืน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย เป็นผู้มอบเงินสนับสนุนเพื่อปรับปรุงนิทรรศการเมืองไฟฟ้า ณ ห้องกิจกรรม ชั้น 2 ศูนย์การเรียนรู้ กฟผ. สำนักงานกลาง ทั้งสองฝ่ายมีความเห็นพ้องกันว่า นิทรรศการเมืองไฟฟ้าในปัจจุบันมีสภาพชำรุดทรุดโทรม และข้อมูลด้านการผลิตไฟฟ้าไม่สอดคล้องกับสถานการณ์พลังงานที่เปลี่ยนแปลงไป กฟผ. จึงยินดีให้การสนับสนุนและร่วมมือกับ สกร. ในการปรับปรุงครั้งใหญ่ เพื่อให้นิทรรศการเป็นแหล่งเรียนรู้ที่มีคุณภาพ และเป็นแรงขับเคลื่อนในการส่งเสริมความรู้ความเข้าใจด้านพลังงานไฟฟ้าอย่างยั่งยืน การลงนามครั้งนี้มี นายเอกราช ชวีวัฒน์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ และ นางสาวรัชดาพร เสียงเสนาะ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารและประชาสัมพันธ์องค์การ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ร่วมเป็นสักขีพยาน

นางยุพิน บัวคอม รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่าง สกร. และ กฟผ. ได้เริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 2554 โดยมีการร่วมกันพัฒนาหลักสูตรด้านการใช้และการอนุรักษ์พลังงานไฟฟ้า การประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์ การสร้างเครือข่ายคนรักษ์พลังงาน และการสนับสนุนสื่อ/นิทรรศการด้านพลังงานในพื้นที่ต่าง ๆ โดย กฟผ. ได้ให้การสนับสนุนงบประมาณมาแล้วรวมกว่า 41 ล้านบาท อาทิ นิทรรศการเมืองไฟฟ้า (Electric City) ณ ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ เปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี 2560 มีผู้เข้าชมแล้วกว่า 1.4 ล้านคน • นิทรรศการพลังงานไฟฟ้า “The Day of the Future” ณ ศูนย์วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมเพื่อการศึกษาร้อยเอ็ด มีผู้รับบริการรวมกว่า 1.1 ล้านคน ทั้งนี้ นางยุพิน เน้นย้ำว่า การลงนาม MOU ในครั้งนี้ เป็นการก้าวสู่ “บทใหม่” ของความร่วมมือ เพื่อพัฒนานิทรรศการพลังงานให้ทันสมัย สอดคล้องกับเทคโนโลยีและนวัตกรรมปัจจุบัน และเป็นแหล่งเรียนรู้ที่เข้าถึงได้สำหรับคนทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะนักเรียนและเยาวชน

ขอขอบคุณ กฟผ. เป็นอย่างยิ่งที่มอบเงินสนับสนุนจำนวน 10 ล้านบาท ซึ่งจะทำให้ “นิทรรศการเมืองไฟฟ้าโฉมใหม่” เป็นพื้นที่ที่ผู้ชมจะได้ “เล่น เรียน รู้” ในเรื่องของพลังงานไฟฟ้าได้อย่างสนุกสนานและน่าประทับใจ พร้อมทั้งช่วยยกระดับความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม และสิ่งแวดล้อมให้กับสังคมไทยอย่างต่อเนื่อง

กระทรวงศึกษาธิการ จับมือ องค์กรหลัก ฟื้นฟูอำเภอหาดใหญ่ “อ.แหม่ม”ลงพื้นที่ คอหงส์–คลองเปล ให้กำลังใจครู–บุคลากร ร่วมกันทำความสะอาด ให้กลับสู่สภาพเดิมโดยเร็ว

เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ลงพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เพื่อตรวจเยี่ยมสถานการณ์หลังน้ำท่วมและติดตามการฟื้นฟูพื้นที่เรียนรู้ของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ในพื้นที่ตำบลคอหงส์–คลองเปล รวมถึงห้องสมุดประชาชนอำเภอหาดใหญ่ พร้อมร่วมภารกิจช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยที่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก โดยเริ่มต้นตรวจเยี่ยม ศกร.ตำบลคอหงส์ และ ห้องเรียน ศรช. คลองเปล รับทราบผลกระทบจากน้ำท่วมต่ออาคารเรียนและอุปกรณ์การเรียนการสอน พร้อมสั่งการให้ อาชีวศึกษาเข้าดำเนินการซ่อมแซมแผงควบคุมไฟฟ้าที่ชำรุด เพื่อให้สามารถเปิดการเรียนการสอนได้โดยเร็วที่สุด

ต่อจากนั้น ศ.ดร.นฤมล ได้ลงพื้นที่ ห้องสมุดประชาชนอำเภอหาดใหญ่ ซึ่งถูกน้ำท่วมสูงกว่า 1.2 เมตร ทำให้หนังสือ โต๊ะ–เก้าอี้ สื่อการเรียนรู้ ห้องประชุม เครื่องเสียง ไมโครโฟน ฝ้าเพดาน และหลังคากระเบื้องได้รับความเสียหายอย่างหนัก พร้อมกำชับให้เร่งสำรวจความเสียหายและเสนอแผนฟื้นฟูโดยด่วน เพื่อให้ประชาชนกลับมาใช้บริการได้โดยเร็ว นอกจากนี้ ยังได้ มอบถุงยังชีพให้แก่ครูและบุคลากร สกร. หาดใหญ่ที่เป็นผู้ประสบอุทกภัย จำนวน 50 คน เพื่อเป็นกำลังใจในการฟื้นฟูบ้านตนเอง พื้นที่ สกร และปฏิบัติหน้าที่ช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มกำลังต่อไป

“สกร. ได้รับมอบหมายฟื้นฟูบ้านเมือง “สกร.จิตอาสา – สกร. ร่วมใจพัฒนา” ได้นำทีมมากกว่า 300 คน 7 จังหวัดแบ่งโซน 9 โซน ทำความสะอาด และต่อเนื่องร่วมทีม สกร. สงขลา, สกร. หาดใหญ่ และสถาบันส่งเสริมการเรียนรู้ภาคใต้ รวมพลังกันลงพื้นที่ช่วยล้างบ้านของประชาชน ซึ่งวันนี้นายน้อม อายุ 73 ปี และลูกชายซึ่งเป็นผู้ป่วยติดเตียงเช่นกัน ได้รับการช่วยเหลือ โดยบ้านทั้งหลังได้รับผลกระทบจนไม่สามารถทำความสะอาดได้เอง ประทับใจมากและมีกำลังใจที่ สกร. เคียงข้างประชาชน ตามภารกิจที่ได้รับมอบหมายจาก รมว.ศธ. และ สกร. จะรวมพลังฟื้นฟูเมือง เพิ่มเติมจิตอาสา ในวันที่ 3-5 ธันวาคม เพื่อให้ประชาชนกลับอยู่บ้านได้อย่างอบอุ่นอย่างเร็วที่สุด”

ทั้งนี้ ศ.ดร.นฤมล ได้กล่าวชื่นชมและประทับใจการทำงานของ สกร. ที่เข้าถึงทุกพื้นที่ พร้อมระบุว่า กล่าวว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้สะท้อนความมุ่งมั่นของกระทรวงศึกษาธิการและกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ที่พร้อมเป็นที่พึ่งของประชาชนในยามวิกฤต และจะเดินหน้าฟื้นฟูพื้นที่เรียนรู้ทุกแห่งในจังหวัดสงขลาให้กลับมาใช้งานได้อย่างปลอดภัยและทั่วถึง โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

“นฤมล”เร่งสำรวจความเสียหายโรงเรียนหลังน้ำท่วมหาดใหญ่ เตรียมเสนอ ครม.ของบฟื้นฟูให้กลับมาเปิดเรียนโดยเร็ว

เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ลงพื้นที่ตรวจสภาพความเสียหายบริเวณวงเวียนสายสงขลา–หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา หลังสถานการณ์น้ำท่วมคลี่คลาย โดยเปิดเผยภายหลังการตรวจพื้นที่ว่า กระทรวงศึกษาธิการได้เร่งติดตามข้อมูลความเสียหายของสถานศึกษาในพื้นที่อย่างใกล้ชิด โดยมอบหมายให้ปลัดกระทรวงหารือร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) เพื่อพิจารณาใช้กองทุนช่วยเหลือครู บุคลากร และสถานศึกษาที่ได้รับผลกระทบ

“ตอนนี้โรงเรียนทุกแห่งเริ่มเข้าสู่ขั้นตอนฟื้นฟูหลังน้ำลด โดยครู ผู้ปกครอง และหน่วยงานในพื้นที่ร่วมมือกันทำความสะอาด ขนย้ายโคลนและสิ่งสกปรกออกจากอาคารเรียน เช่น โรงเรียนบ้านคลองหวะ ได้ทีมตำรวจกว่าร้อยนาย พร้อมอุปกรณ์มาช่วยล้างโคลนจนพื้นที่เริ่มกลับมาใช้งานได้บางส่วน  ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนเก็บกู้รอบที่สอง เร่งฟื้นฟูอาคาร อุปกรณ์การเรียน และระบบสาธารณูปโภค เพื่อให้โรงเรียนสามารถกลับมาเปิดเรียนได้โดยเร็วที่สุด โดยนายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้ทุกกระทรวง เร่งสำรวจความเสียหาย และส่งข้อมูลไปยังสำนักงบประมาณ เพื่อนำเข้าที่ประชุม ครม.อนุมัติงบประมาณฟื้นฟูโดยด่วน“ศ.ดร.นฤมล กล่าว

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า ส่วนการจัดการเรียนการสอนในช่วงที่โรงเรียนยังไม่สามารถเปิดเรียนได้ นั้น สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) มีระบบรองรับ เช่น การสอนออนไลน์หรือรูปแบบผสมผสาน แต่ยอมรับว่า มีข้อจำกัดด้านอุปกรณ์และความพร้อมของนักเรียนในหลายพื้นที่ จึงเน้นให้พื้นที่ประเมินสถานการณ์เป็นรายพื้นที่ ขณะที่ศูนย์พักพิงชั่วคราวจากเดิมที่มีผู้อยู่อาศัยกว่า 7,000 คน ปัจจุบันเหลือไม่ถึง 200 คนแล้ว  นอกจากนี้กระทรวงศึกษาธิการจะเร่งสำรวจความเสียหาย ฟื้นฟูโรงเรียน และประสานทุกหน่วยงานเพื่อให้เด็กนักเรียนสามารถกลับเข้าสู่การเรียนรู้ได้เร็วที่สุด พร้อมให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือครู บุคลากร และครอบครัวที่ได้รับผลกระทบอย่างทั่วถึง โดยนักเรียนที่จะเดินทางมาเรียน ไม่จำเป็นต้องใส่ชุดนักเรียน เพราะบางคนชุดนักเรียนเสียหายทั้งหมด ดังนั้น จึงได้เน้นย้ำแล้วว่า จะใส่ชุดอะไรมาเรียนก็ได้ เอาตามที่ผู้ปกครองสะดวก