“ประเสริฐ-อัครนันท์”เข้า ศธ.อย่างเป็นทางการวันแรก พร้อมนัดแถลงนโยบาย 20 เม.ย. ขอฟังความเห็นในสภาก่อน -เซอร์ไพรส์ อดีต ส.ส.พรรคประชาชนโผล่ร่วมทีม เสมา2

เมื่อเวลา 07.09 น. วันที่ 10 เมษายน 2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วย นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ  เดินทางเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการวันแรก โดยมีผู้บริหาร ข้าราชการ และบุคลากรกระทรวงศึกษาธิการ ให้การต้อนรับ ทั้งนี้ รมว.และรมช.ศึกษาธิการ ได้เดินไปสักการะพระพุทธบารมีศักดิ์สิทธิ์ สยามิศรจักรี สัฏฐีอนุสรณ์ ศึกษาทรรังสรรค์ พระพุทธรูปประจำกระทรวง ศาลพระภูมิประจำกระทรวง พระพุทธรูป ด้านหน้า สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ศาลปู่เจียม และพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ก่อนเดินเข้าสักการะพระพุทธรูปภายในห้องทำงาน

นายประเสริฐ กล่าวว่า วันนี้ถือฤกษ์สะดวกเข้ากระทรวงอย่างเป็นทางการ โดยมีส.ส.และ อดีต ส.ส.เข้ามาให้กำลังใจจำนวนมาก ทำให้ตนมีกำลังใจในการทำงานขับเคลื่อน ศธ.ไปสู่เป้าหมายที่ได้ตั้งใจไว้ สำหรับการแถลงนโยบายอย่างเป็นทางการนั้น ตนตั้งใจจะแถลงในวันที่ 20 เมษายนนี้ เพราะต้องการรวบรวมข้อคิดเห็นจาก ส.ส.ที่ได้อภิปราย ในวันแถลงนโยบายวันที่ 9-10 เม.ย.มารวมกับสิ่งที่ตั้งใจไว้ ซึ่งก็มีหลายเรื่อง เช่น การลดความเหลื่อมล้ำ ลดภาระครู รวมถึงเรื่องของนักเรียน ผู้ปกครอง โดยเฉพาะในสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน และ PM 2.5 ส่วนเรื่องเรียนฟรีจริงก็เป็นนโยบายรัฐบาลที่ประกาศไว้ก็ต้องผลักดันให้เป็นจริง

“เรื่องการเตรียมแผนรับมือเปิดเทอมในภาวะวิกฤตพลังงานนั้น วันพรุ่งนี้(11 เมษายน) จะมีการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) คาดว่าจะมีการหารือเรื่องดังกล่าวด้วย อย่างไรก็ตามในส่วนของ ศธ.ก่อนหน้านี้มได้ประชุมร่วมกับรมช.ศึกษาธิการ ผู้บริหาร ศธ.และหน่วยงานที่เกี่ยวเพื่อเตรียมรับมือวิกฤตพลังงานบ้างแล้ว โดยมีมาตรการสำคัญ เช่น การลดภาระ ค่าใช้จ่ายของผู้ปกครอง อย่างการร่วมกับกระทรวงพาณิชย์จัดธงฟ้าชุดนักเรียน อุปกรณ์การเรียนการสอนราคาประหยัดและยังมีอีกหลายมาตรการที่จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับผู้ปกครอง ส่วนเรื่องการเรียนออนไลน์ก็ต้องดำเนินการอย่างระมัดระวัง เพราะเป็นห่วงภาระของผู้ปกครองที่จะต้องดูแลบุตรหลานที่บ้านซึ่งจะเป็นการเพิ่มภาระ และประสิทธิภาพ คุณภาพการเรียนการสอนก็ถือเป็นเรื่องสำคัญเป็นเรื่องที่ต้องคิดให้รอบคอบ” รมว.ศึกษาธิการกล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้มี นักการเมือง ส.ส. และอดีต ส.ส.จำนวนมากมาร่วมแสดงความยินดีกับ รมว.และ รมช.ศึกษาธิการ โดยหนึ่งในนั้นมี ปารมี ไวจงเจริญ หรือ ครูจวง อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) มาร่วมในพิธีสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ด้วย โดย ครูจวง แจ้งว่า จะเข้ามาเป็นทีมงานขับเคลื่อนการศึกษาของ รมช.ศึกษาธิการ ทั้งนี้ครูจวง ระบุว่ายังไม่ลาออกจากพรรค ปชน. แต่จะยื่นลาออกจากการเป็นผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อของพรรค ปชน. ต่อไป

 

ก.ค.ศ.แจ้งหลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ผอ.เขตพื้นที่ฯ เผย ผอ.โรงเรียนเชี่ยวชาญไม่มีคุณสมบัติ ต้องเป็นผู้บริหารการศึกษาอย่างน้อย4ปี

ดร.ธนู ขวัญเดช เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา( ก.ค.ศ.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2569 สำนักงาน ก.ค.ศ. ได้มีหนังสือถึงปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เลขาธิการ อธิบดี ศึกษาธิการจังหวัด และผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา เพื่อแจ้งหลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ให้ส่วนราชการและหน่วยงานการศึกษาทราบและถือปฏิบัติ โดยมีรายละเอียด ดังนี้ว 5-2569 หลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกฯ ผอ.สพท

“ครม.อนุทิน 2“ แถลงนโยบายต่อรัฐสภา เรียนฟรีมีจริง เรียนฟรีมีงานทำ เรียนได้ทุกที่ทุกเวลา พร้อมเดินหน้าพัฒนาทุนมนุษย์ขับเคลื่อนประเทศอย่างยั่งยืน

เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วย นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ร่วมแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ในฐานะคณะรัฐมนตรีชุดที่ 66 โดยมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีลำดับที่ 32 ของประเทศไทย เป็นผู้แถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีต่อรัฐสภา ระหว่างวันที่ 9 – 10 เมษายน 2569 ณ ห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชั้น 2 อาคารรัฐสภา ถนนสามเสน เขตดุสิต กรุงเทพฯ

นายกรัฐมนตรี กล่าวแถลงนโยบายด้านสังคม โดยมีส่วนที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา “เรียนฟรีจริง เรียนฟรีมีงานทำและเรียนได้ทุกที่ทุกเวลา ให้ความสำคัญกับการลงทุนในทุนมนุษย์ ซึ่งเป็นทรัพยากรสำคัญในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน” ประกอบด้วย

– พัฒนาแพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ฟรีที่ประชาชนสามารถเข้าถึงเพื่อเรียนรู้ได้ตลอดเวลา และสามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตเพื่อการเรียนรู้ในแพลตฟอร์มได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

เพื่อให้คนไทยทุกช่วงวัยมีโอกาสได้เรียนฟรีได้ทุกที่ทุกเวลาและเข้าถึงสิทธิทางการศึกษาอย่างเท่าเทียมและเสมอภาค ให้ทุนการศึกษาเพื่อพัฒนากลุ่มคนที่มีศักยภาพสูงเพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ พร้อมทั้งยกระดับคุณภาพการศึกษาโดยลดภาระงานที่ไม่เกี่ยวกับการเรียนการสอนของครู ใช้ผลการประเมินประสิทธิภาพในการจัดการเรียนการสอนของครูเป็นหลักในการปรับเพิ่มวิทยฐานะ ให้อิสระในการบริหารจัดการการเรียนรู้แก่สถานศึกษาได้ตามความพร้อมของสถานศึกษาและความถนัดของผู้เรียน รวมถึงสร้างเสริมวัฒนธรรมการเรียนรู้ที่ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม

– ปรับหลักสูตรการศึกษา รูปแบบการเรียนรู้ และการจ้างงานให้มีความยืดหยุ่นและสอดรับกับแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตและตลาดแรงงานในอนาคตเพื่อให้คนไทยสามารถเข้าสู่ตลาดแรงงานทันที (Skill Bridge) เมื่อสำเร็จการศึกษาและการฝึกอบรม

โดยร่วมมือกับภาคเอกชนในการพัฒนาหลักสูตรการเรียนรู้และทักษะแห่งอนาคต อาทิ AI Robotic พัฒนาระบบเชื่อมโยงการรับรองผลจากการเรียนรู้ทั้งใน-นอกห้องเรียนและระบบออนไลน์-ออฟไลน์ทั้งในและต่างประเทศ อาทิ ระบบธนาคารหน่วยกิต ระบบการรับรองคุณวุฒิวิชาชีพหรือทักษะที่สามารถใช้ในการทำงานได้อย่างแท้จริง พร้อมทั้งขยายโอกาสการพัฒนาทักษะผ่านเครือข่ายสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานและศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงานจังหวัดทั่วประเทศ รวมถึงจูงใจให้ผู้ประกอบการจ้างงานกลุ่มเปราะบาง อาทิ ผู้สูงวัย คนพิการ เด็กและเยาวชนผู้ที่หลุดออกจากระบบเพื่อลดข้อจำกัดแรงงานในระบบและลดความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย

– พัฒนาทักษะและความสามารถด้านกีฬาเพื่อสร้างโอกาสให้คนไทย

ส่งเสริมคนไทยโดยเฉพาะกลุ่มเยาวชนให้เข้าถึงกีฬาในระดับต่าง ๆ เพื่อให้คนไทยมีสุขภาพทางกายและจิตใจที่ดี ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล มีวินัยและเคารพในกติกา สนับสนุนการใช้วิทยาศาสตร์การกีฬาและเทคโนโลยีที่ทันสมัยในการพัฒนานักกีฬา สร้างความร่วมมือกับภาคเอกชนในการพัฒนาศูนย์ฝึกกีฬาและสิ่งอำนวยความสะดวก รวมถึงส่งเสริมการจัดการแข่งขันกีฬาในระดับสากล เพื่อยกระดับมาตรฐานกีฬาไทยสู่ความเป็นเลิศในระดับนานาชาติ ควบคู่กับการปรับระบบการบริหารจัดการองค์กรกีฬา ระบบสวัสดิการและสวัสดิภาพของนักกีฬาให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล เพื่อจูงใจให้คนไทยมีความมุ่งมั่นและทุ่มเทในการก้าวสู่การเป็นนักกีฬาอาชีพเพิ่มขึ้นซึ่งจะช่วยสร้างโอกาสในการสร้างรายได้ให้กับคนไทยและสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศ

 

สพฐ.ถอดบทเรียน O-NET 68 ขยายผลสถานศึกษาต้นแบบที่มีผล O-NET ดีขึ้น เดินหน้าลดภาระครูทั่วประเทศ พร้อมผนึกกำลังลดใช้พลังงาน 

เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2569 ดร.พิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.) เป็นประธานการประชุมผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ครั้งที่ 13/2569 เพื่อติดตามความก้าวหน้าและขับเคลื่อนนโยบายสำคัญด้านการพัฒนาคุณภาพการศึกษา โดยมี ดร.พิเชฐร์ วันทอง ดร.วิษณุ ทรัพย์สมบัติ และนางภัทรวรรณ ภัทรบวรวุฒิ รองเลขาธิการ กพฐ. พร้อมด้วย ดร.อรุณี จิรมหาศาล และ ดร.อาทิตยา ปัญญา ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ. เข้าร่วมประชุม ร่วมกับผู้อำนวยการสำนักต่าง ๆ และบุคลากรของ สพฐ. ณ ห้องประชุม สพฐ. 1 อาคาร สพฐ. 4 ชั้น 2 กระทรวงศึกษาธิการ และผ่านระบบออนไลน์

เลขาธิการ กพฐ. กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้ นอกจากหารือนโยบายสำคัญเพื่อเดินหน้ายกระดับการศึกษาแล้ว ที่ประชุมยังได้รายงานสรุปผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) ปีการศึกษา 2568 ซึ่งมีการจัดสอบในระดับ ป.6 ม.3 และ ม.6 โดยมีผู้เข้าสอบคิดเป็นร้อยละ 78.04, 83.21 และ 54.40 ตามลำดับ สะท้อนการมีส่วนร่วมของผู้เรียนในระดับที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะ ม.6 ที่ยังมีอัตราเข้าสอบต่ำ ส่วนแนวทางยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จะเน้นการใช้ข้อสอบและตัวชี้วัดเป็นฐานพัฒนา ส่งเสริมการวางแผนการเรียนรู้ให้สอดคล้องมาตรฐานการศึกษา ขยายผลสถานศึกษาต้นแบบที่มีผล O-NET ดีขึ้นอย่างเป็นระบบ พัฒนาครูให้ใช้ผลประเมินในการออกแบบการสอนและดูแลผู้เรียนรายบุคคล พร้อมทั้งสนับสนุนสื่อและนวัตกรรม เช่น แบบฝึกทักษะ และ Gamification เพื่อเพิ่มแรงจูงใจอีกด้วย

ด้านนโยบายลดภาระงานครู ตามนโยบายระยะเร่งด่วน (Quick Win) ของ สพฐ. ปี 2569 ได้มีการประชุมชี้แจงแนวทางฯ เมื่อเร็วๆนี้ โดยมุ่งสร้างความเข้าใจร่วมกันทุกระดับ ตั้งแต่ส่วนกลางถึงเขตพื้นที่และสถานศึกษา เปิดเวทีรับฟังข้อคิดเห็น เพื่อสะท้อนปัญหาภาระงานซ้ำซ้อนที่ยังมีอยู่ ซึ่งมีผู้เข้าร่วมประชุมกว่า 30,000 คน ครอบคลุม 245 เขตพื้นที่การศึกษา เป็นการเน้นขับเคลื่อนภายใต้แนวคิด “ปรับ ลด ปลดล็อก” บูรณาการการทำงานระหว่าง สพฐ. กระทรวงศึกษาธิการ รวมถึงหน่วยงานอื่นทั้งภาครัฐและเอกชน ใช้ระบบดิจิทัลและแพลตฟอร์มกลาง ลดความซ้ำซ้อนในการรายงานข้อมูล เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการและคืนเวลาให้ครูสู่ห้องเรียน เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาอย่างยั่งยืนต่อไป

ดร.พิเชฐ กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ สพฐ. ได้เดินหน้ามาตรการประหยัดพลังงาน เพื่อรับมือวิกฤตโลก ปี 2569 ซึ่งบุคลากรทั้งส่วนกลาง และเขตพื้นที่การศึกษา ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ตั้งแต่การปฏิบัติงาน ณ ที่พักอาศัย (Work from Home) ปรับรูปแบบการประชุม อบรม สัมมนาหรือกิจกรรมต่าง ๆ เป็นแบบ online หรือผสมผสาน พร้อมรณรงค์ลดใช้พลังงาน อาทิ ตั้งอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศที่ 26-27 องศาเซลเซียส เปิดใช้ไฟฟ้าเท่าที่จำเป็น กำหนดเวลาเปิด–ปิดไฟ ลดใช้กระดาษ แต่งกายสุภาพ ฯลฯ การเดินทางไปศึกษาดูงานในต่างประเทศ ให้เดินทางเฉพาะภารกิจจำเป็น และส่งเสริมการใช้รถร่วมกัน ทั้งนี้ ในปี 2569 ได้กำหนดเป้าหมายลดการใช้ไฟฟ้าลง 10% และลดการใช้น้ำมันลง 15% เพื่อมุ่งลดค่าใช้จ่ายภาครัฐ และสร้างวินัยพลังงานในสถานศึกษาอย่างยั่งยืน

นักศึกษา มทร.กรุงเทพ เสนอผลงาน “เมาแล้วซิ่ง นอนนิ่งให้เก็บ” คว้ารางวัลรองชนะเลิศรณรงค์ “เมาไม่ขับ”

รศ.ดร.พิชัย จันทร์มณี อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) กรุงเทพ เปิดเผยว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ นักศึกษาชั้นปีที่ 3 สาขาเทคโนโลยีสื่อดิจิทัลและสื่อมวลชน คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มทร.กรุงเทพ ทีม “ดราฟเดียวไม่มีอยู่จริง” ประกอบด้วย นางสาวสุจิรา ผ่องศรี และ นางสาวรัชฎาพร ตั้งวิเศษกุล ได้เข้าร่วมการแข่งขันโครงการประกวดสื่อรณรงค์ “เมาไม่ขับ” (Motto & Movie) ปี 2569 ซึ่งจัดโดยกองบังคับการตำรวจจราจร (บก.จร.) เพื่อเปิดพื้นที่ให้เยาวชนสร้างสรรค์ผลงานคำขวัญและภาพยนตร์สั้น มุ่งลดอุบัติเหตุและสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยทางถนน โดยนักศึกษา ทีม “ดราฟเดียวไม่มีอยู่จริง” ได้นำเสนอผลงานชื่อ “เมาแล้วซิ่ง นอนนิ่งให้เก็บ” ผลปรากฏว่านักศึกษาสามารถฝ่าฟันการแข่งขันเข้าไปถึงรอบ 10 ทีมสุดท้าย และ คว้ารางวัลรองชนะเลิศ พร้อมรับทุนสนับสนุน 20,000 บาท ทั้งนี้สามารถรับชมผลงานเต็มๆ ของทีมได้ที่ลิงก์

 

อธิการบดี มทร.กรุงเทพ กล่าวต่อไปว่า โครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อรณรงค์ลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลและตลอดทั้งปี รวมทั้งเป็นการปลูกจิตสำนึก “เมาไม่ขับ” และสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยให้เกิดขึ้นในสังคม อย่างไรก็ตามโครงการนี้ไม่เพียงแต่เป็นเวทีประกวด แต่ยังเป็นกลไกสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษาเพื่อแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุทางถนนอย่างยั่งยืน อีกทั้งผลงานที่ชนะเลิศจะถูกนำไปเผยแพร่ผ่านช่องทางต่างๆ เพื่อรณรงค์ในวงกว้างด้วย

ปลัด ศธ. แจ้งความเพจดัง ทำเสียชื่อเสียง เตรียมมอบทนายดำเนินคดีแพ่งต่อ

จากกรณีสื่อโซเชียลบางสำนักได้มีการเผยแพร่เกี่ยวกับการใช้รถหลวงไปร่วมงานวันเกิด ดร.สุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ณ บ้านหรูย่านทวีวัฒนา และยังมีการระบุถึงมูลค่าของบ้านหลังดังกล่าวว่าสูงถึง 200 ล้านบาท จนเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในวงกว้าง กระทั่งเมื่อวันที่ 6 เม.ย.69  ดร.สุเทพ ได้มีการชี้แจงประเด็นดังกล่าวผ่านทาง facebook ส่วนตัว Suthep Kaengsanthia ไปแล้วนั้น วันนี้(7 เม.ย.) ดร.สุเทพ ได้โพสต์ facebook ส่วนตัวอีกครั้ง ด้วยข้อความว่า
ขออนุญาตใช้สิทธิตามกฏหมายในการปกป้องชื่อเสียงของตนเองจากกรณี ถูกบิดเบือนขอเท็จจริง เผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จ รวมถึง เพจ ผู้ส่งข้อมูล ให้เพจ ผู้แชร์ ผู้คอมเม้นท์ และผู้เกี่ยวข้องอื่น ๆ ในคดี
-สร้างและ เผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จ
-หมิ่นประมาท
-พรบ. คอมฯ
-PDPA
ฯลฯ
ทั้งนี้ผมได้ไปแจ้งความดำเนินคดีไว้แล้ว ในส่วนของคดีอาญา และจะมอบหมายให้ทนายดำเนินการในส่วนของคดีแพ่งต่อไป
จึงเรียนมาเพื่อทราบครับ
โดย ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า ได้ไปแจ้งความดำเนินคดีไว้แล้วที่ สน.ดุสิต เนื่องจากมีการโพสต์เรื่องบ้านพิมานเทพ สถานที่จัดงานวันเกิดโดย เนื้อหาที่โพสต์มีการนำรูปของตนมาใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต อีกทั้งให้ข้อมูลผิดไปจากความจริง ใช้ข้อความหมิ่นประมาทและไม่ให้เกียรติ ทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง ได้รับความเสียหาย  ส่วนคดีแพ่งจะมอบหมายให้ทนายไปดำเนินการต่อไป

ศธ.หามาตรการรับมือวิกฤตพลังงาน ยังไม่สรุปเรียนออนไลน์เต็มรูปแบบ

เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) เปิดเผยภายหลังประชุมผู้บริหารองค์กรหลักของ ศธ. ว่า ที่ประชุมได้หารือเรื่องการเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์วิกฤตพลังงาน อันเนื่องมาจากสงครามการสู้รบระหว่างอิหร่านและสหรัฐอเมริการ-อิสราเอล โดยภาพรวมของการแก้ปัญหา ต้องรอมาตรการจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) แต่ในส่วนของ ศธ.ซึ่งจะมีการเปิดภาคเรียนในเดือนพฤษภาคมนั้น ได้มอบหมายให้หน่วยงานไปหารือถึงมาตรการลดภาระผู้ปกครอง ครู และนักเรียน เช่น การจัดธงฟ้าลดราคาชุดนักเรียน หรืออุปกรณ์การเรียนการสอน รวมถึงมาตรการส่งเสริมการประหยัดค่าใช้จ่าย เช่น อุปกรณ์การเรียนใดที่สามารถใช้ต่อได้ก็ให้ใช้ไปก่อน เป็นต้น

“การศึกษาถือเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องรับมือกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นให้ได้ แต่ยังคงต้องรักษาคุณภาพการจัดการศึกษา ไว้ ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ในช่วงปิดเทอม นโยบายต่าง ๆ ยังคงเป็นไปตามที่รัฐบาลประกาศไว้ แต่ถ้า ครม.มีมติหรือมาตรการเพิ่มเติม ศธ.ก็พร้อมดำเนินการ อย่างไรก็ตามบริบทของกระทรวงศึกษาธิการจะเน้นให้ความสำคัญเรื่องการเรียนการสอนที่มีคุณภาพ การประชุมวีนนี้จึงเป็นการเตรียมรับมือโดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปหาข้อสรุปมาก่อน”นายประเสริฐกล่าว

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวต่อไปว่า สำหรับมาตรการ Work from home กับ Work from anywhere นั้น ก็ต้องรอฟังความชัดเจนจากรัฐบาลก่อน ส่วนเรื่องการเรียนออนไลน์นั้นก็เป็นหนึ่งในแนวคิด แต่ยังไม่เน้น เพราะจะเน้นเรื่องคุณภาพการเรียนการสอนรวมถึงดูภาระของผู้ปกครอง ดังนั้นมาตรการที่ออกมาจะต้องลดภาระผู้ปกครองได้ อันนี้เป็นเรื่องสำคัญ ส่วนมาตรการช่วยเหลือครูที่มีภาระหนี้สินนั้น ในภาพรวมยังไม่ได้มีการหารือ แต่การช่วยเหลือครูในเรื่องการจัดการเรียนการสอนนั้นก็ต้องไปดูรายละเอียด โดยการเรียนอาชีวศึกษาที่มีทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ ถ้าไม่มีการเรียนออนไซด์ก็อาจจะได้รับผลกระทบ หรือ แม้แต่ระดับมัธยมศึกษาก็ยังต้องมีการทดลองปฏิบัติซึ่งก็ต้องเรียนออนไลน์เช่นกัน เพราะฉะนั้นต้องให้หน่วยงานไปฟังเสียงและพิจารณาหาข้อสรุปมา

ปลัดศธ.ขึ้นเฟสส่วนตัวแจงบ้าน 8.4 ล้าน ไม่ถึง 200 ล้าน ปัดไม่ได้ตั้งใจจัดงานวันเกิดใหญ่โต พรรคพวกมากันเอง

จากกรณีสื่อโซเชียลบางสำนักได้มีการเผยแพร่เกี่ยวกับการใช้รถหลวงไปร่วมงานวันเกิด ดร.สุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ณ บ้านหรูย่านทวีวัฒนา และยังมีการระบุถึงมูลค่าของบ้านหลังดังกล่าวว่าสูงถึง 200 ล้านบาท จนเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในวงกว้าง นั้น วันนี้( 6 เม.ย.69) ดร.สุเทพ ได้มีการชี้แจงประเด็นดังกล่าวผ่านทาง facebook ส่วนตัว Suthep Kaengsanthia โดยมีใจความว่า
ตามที่มีข่าวเผยแพร่จากเพจชมรม STRONG ต้านทุจริตประเทศไทย ในสื่อสังคมออนไลน์เกี่ยวกับตัวผม
ผมขอเรียนชี้แจงข้อเท็จจริง ดังนี้
1. กรณีงานวันเกิด
โดยปกติผมไม่ได้มีการจัดงานวันเกิด แต่ในปีนี้มีน้อง ๆ แจ้งว่าจะมารับประทานอาหารร่วมกันที่บ้าน โดยระบุว่าจะมีประมาณ 10–20 คน ผมจึงยินดีในฐานะเจ้าบ้าน และตั้งใจจะสั่งอาหารทั่วไปมารับประทานกันตามปกติ
อย่างไรก็ตาม ขณะผมปฏิบัติงานอยู่ที่สำนักงาน ผู้จัดได้มีการเตรียมงานเพิ่มเติมโดยผมไม่ทราบล่วงหน้า เมื่อผมกลับถึงบ้านจึงพบว่ามีการจัดสถานที่ เวที และเครื่องเสียง ซึ่งผมได้สอบถามและได้รับแจ้งว่าเป็นของส่วนบุคคลนำมาร่วมกัน โดยผมมิได้มีส่วนเกี่ยวข้องในการดำเนินการดังกล่าวแต่อย่างใด
2. กรณีผู้มาร่วมงาน
ผมไม่ได้เป็นผู้เชิญหรือผู้สั่งการให้บุคคลใดมาร่วมงาน การเข้าร่วมเป็นไปในลักษณะการบอกต่อกันเองของผู้ที่รู้จักคุ้นเคยกัน เมื่อผมกลับมาถึงจึงทราบว่ามีผู้มาร่วมงานจำนวนมากกว่าที่คาดไว้
ทั้งนี้ ผมไม่ทราบรายละเอียดเกี่ยวกับการเดินทางหรือการดำเนินการของผู้มาร่วมงาน และหากมีบุคคลใดดำเนินการไม่เป็นไปตามระเบียบหรือกฎหมาย ย่อมเป็นความรับผิดชอบของบุคคลนั้น
กรณีการใช้ทรัพยากรของทางราชการผมขอยืนยันว่า ผมมิได้มีการสั่งการ อนุญาต หรือมีส่วนเกี่ยวข้องในการนำทรัพยากรของทางราชการมาใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัวแต่อย่างใด
3. กรณีทรัพย์สิน
บ้านพักดังกล่าวเป็นทรัพย์สินส่วนบุคคล ซึ่งได้มาจากการกู้ยืมสถาบันการเงิน ซึ่งบ้านแท้จริงมีมูลค่า 8.4 ล้าน และปัจจุบันยังอยู่ระหว่างการผ่อนชำระโดยผ่านการหักจากบัญชีเงินเดือนทุกเดือน โดยผมได้ยื่นบัญชีทรัพย์สิน ราคา และหลักฐานการได้มา ต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเรียบร้อยแล้วตามหน้าที่ที่ต้องยื่น
ดังนั้นการลงข้อมูลเผยแพร่ของเพจชมรม STRONG ต้านทุจริตประเทศไทย กล่าวอ้างว่าบ้านดังกล่าวมีมูลค่ามากกว่า 200 ล้าน จึงเป็นข้อมูลเท็จ
จึงขอเรียนชี้แจงข้อเท็จจริงเพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง
ทั้งนี้ ขอความร่วมมือในการใช้วิจารณญาณในการรับและเผยแพร่ข้อมูล หากมีการเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จ หรือบิดเบือนข้อเท็จจริงจนก่อให้เกิดความเสียหายผมจำเป็นต้องดำเนินการใช้สิทธิตามกฏหมายในการปกป้องตนเอง
ขอบคุณครับ
สุเทพ แก่งสันเทียะ

การศึกษาไทยต้องเร่งปรับตัว รับโจทย์ Net Zero 2050 ภาคธุรกิจเปลี่ยนเร็ว ระบบการเรียนรู้ต้องไม่ช้ากว่า

เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2569 ดร อรรถพล สังขวาสี อดีตปลัดกระทรวงศึกษาธิการและอดีตเลขาธิการสภาการศึกษา เปิดเผยว่าประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ “จุดเปลี่ยนสำคัญ” จากการขยับเป้าหมาย Net Zero สู่ปี 2050 ซึ่งไม่เพียงเป็นความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อม พลังงาน แต่ยังส่งแรงกระเพื่อมไปถึงโครงสร้างเศรษฐกิจ แรงงาน และ “ระบบการศึกษา” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในปี 2569 (2026) ถูกมองว่าเป็นปีแห่งการ “เร่งปรับตัว” ของภาคธุรกิจ เพื่อรับมือโลกที่เต็มไปด้วยความผันผวน ทั้งด้านเศรษฐกิจ ปัญหาวิกฤตพลังงาน ภูมิรัฐศาสตร์ และวิกฤตสภาพภูมิอากาศ ขณะที่ภาคธุรกิจมุ่งสู่ เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Economy) ระบบการศึกษาไทยจึงถูกตั้งคำถามสำคัญว่า “พร้อมหรือยัง” ในการผลิตกำลังคนให้ตอบโจทย์โลกใหม่

ดร.อรรถพล กล่าวต่อไปว่า  การศึกษาไทย: จากผู้ตาม ต้องไปสู่ “ตัวเร่งการเปลี่ยนผ่าน” ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาแรงงานชี้ว่า การปรับตัวของภาคธุรกิจ (Adaptation) จะเกิดขึ้นได้จริง ก็ต่อเมื่อ “คน” มีทักษะที่สอดคล้อง โดยเฉพาะใน 3 มิติหลัก ได้แก่ ความรู้ด้าน ESG และความยั่งยืน ทักษะด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม ความสามารถในการปรับตัวและคิดเชิงระบบ ซึ่งเป็นเทรนของโลก ดังนั้น ระบบการศึกษาไทยจำเป็นต้องเปลี่ยนจาก“การสอนตามหลักสูตรเดิม” ไปสู่ “การสร้างสมรรถนะเพื่ออนาคต” จึงขอเสนอให้กระทรวงศึกษาธิการควรเร่งปรับทิศทางที่การศึกษาไทย ดังนี้ 1. หลักสูตรต้องเชื่อมโยง ESG และโลกธุรกิจจริงการเรียนรู้ด้านความยั่งยืนต้องไม่ใช่แค่ทฤษฎี แต่ต้องเชื่อมโยงกับการทำงานจริง เช่น การจัดทำรายงาน ESG การวิเคราะห์ผลกระทบธุรกิจ 2. สร้างความเข้าใจเรื่อง Carbon Pricing ผู้เรียนต้องเข้าใจว่า “คาร์บอน = ต้นทุน” และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในภาคอุตสาหกรรมได้ 3. ผลิตกำลังคนด้านพลังงานสะอาด รองรับการเติบโตของพลังงานสะอาดที่จะเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ทั้งสายช่าง เทคโนโลยี และการบริหารจัดการระบบพลังงาน 4. เรียนรู้แบบ Supply Chain Integrationการศึกษาไม่ควรแยกส่วน แต่ต้องสอนให้เข้าใจทั้งห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยเฉพาะมาตรการระดับโลก เช่น CBAM และ EUDR 5. บูรณาการ Climate Adaptation เพิ่มทักษะการบริหารความเสี่ยงด้านภัยพิบัติ การวางแผนธุรกิจต่อเนื่อง (Business Continuity) และการออกแบบองค์กรให้ยืดหยุ่น 6. ใช้ “ธรรมชาติ” เป็นห้องเรียน ประเทศไทยมีศักยภาพด้านทรัพยากรธรรมชาติ การศึกษาควรต่อยอดสู่ Carbon Credit, Biodiversity Credit และ Nature-based Solutions และ 7. ปฏิรูปการพัฒนาคน (Upskill / Reskill)

“สถาบันการศึกษาต้องทำงานร่วมกับภาคธุรกิจอย่างใกล้ชิด เพื่อพัฒนาหลักสูตรระยะสั้น และการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning)การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ ไม่ใช่เพียง “ความเสี่ยง” แต่ยังเป็น “โอกาส” หากระบบการศึกษาไทยสามารถปรับตัวได้ทัน จะช่วยให้ประเทศสามารถผลิตแรงงานคุณภาพสูงตรงความต้องการ เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ ดึงดูดการลงทุนด้าน Green Economy และสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจในระยะยาว การมุ่งสู่ Net Zero 2050 จะไม่สามารถเกิดขึ้นได้ หากขาด “กำลังคนที่พร้อม” การศึกษาไทยจึงต้องก้าวข้ามบทบาทเดิม และกลายเป็น “กลไกหลัก” ในการขับเคลื่อนประเทศเพราะในโลกยุคใหม่ผู้ที่ปรับตัวได้เร็วกว่า ไม่ใช่แค่ ‘อยู่รอด’ แต่จะเป็น ‘ผู้กำหนดอนาคต”ดร. อรรถพล กล่าว

สพฐ.เปิดโลกเรียนรู้นอกห้องเรียน เด็กพื้นที่ห่างไกลผ่านโครงการ “ปลูกพลังฝัน เสริมประสบการณ์ เปลี่ยนอนาคต”

เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2569 ดร.พิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.)พร้อมด้วย ดร.พิเชฐร์ วันทอง ดร.วิษณุ ทรัพย์สมบัติ และนางภัทรวรรณ ภัทรบวรวุฒิ รองเลขาธิการ กพฐ. ดร.อรุณี จิรมหาศาล และดร.อาทิตยา ปัญญา ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ.  ดร.เบญจลักษณ์ น้ำฟ้า กรรมการและผู้จัดการสำนักงานมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี และคณะผู้บริหารของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) พบปะและให้กำลังใจนักเรียน ครู และผู้ปกครอง จากโรงเรียนบ้านกองม่องทะ (สาขาบ้านไล่โว่) อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี ที่เข้าร่วมโครงการ “ปลูกพลังฝัน เสริมประสบการณ์ เปลี่ยนอนาคต ครูรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรีและนักเรียน” ณ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ โดยเน้นย้ำการพัฒนาผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง และการสร้างโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียมให้กับนักเรียนในพื้นที่ห่างไกล

ดร.พิเชฐ กล่าวว่า กิจกรรมครั้งนี้มุ่งเน้นให้นักเรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง ผ่านการลงมือปฏิบัติและการมีส่วนร่วมในกิจกรรมที่หลากหลาย ทั้งด้านประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม วิทยาศาสตร์ และสิ่งแวดล้อม รวมถึงการสร้างแรงบันดาลใจจากครูต้นแบบ “นายไพรวัลย์ ยาปัญ” ครูรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ซึ่งมีบทบาทในการถ่ายทอดความรู้และจุดประกายความฝันให้กับนักเรียน ในโอกาสนี้ นักเรียนยังได้เข้าร่วมกิจกรรม “สนุกกับการเป็นนักข่าวรุ่นจิ๋ว” ณ สถานี OBEC Channel ซึ่งเปิดโอกาสให้ได้ฝึกทักษะการสื่อสาร การคิดวิเคราะห์ และการแสดงออกอย่างสร้างสรรค์ เสริมสร้างความมั่นใจและทักษะที่จำเป็นในอนาคต

ทั้งนี้ โครงการ “ปลูกพลังฝัน เสริมประสบการณ์ เปลี่ยนอนาคต” ดำเนินการระหว่างวันที่ 3 – 7 เมษายน 2569 โดยเริ่มต้นที่จังหวัดกาญจนบุรี กรุงเทพมหานคร และจังหวัดชลบุรี มีนักเรียนรวม  41 คน โดยนักเรียนจะได้เปิดโลกทัศน์ผ่านแหล่งเรียนรู้สำคัญ อาทิ แหล่งประวัติศาสตร์สะพานข้ามแม่น้ำแคว เส้นทางสายมรณะพิพิธภัณฑ์ สถานบันวิทยาศาสตร์ทางทะล แหล่งเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ ชมพาอาทิตย์ตกดิน ริมหาดบางแสน และสถานที่ท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ซึ่งล้วนมีส่วนช่วยพัฒนาทักษะการใช้ชีวิต การปรับตัว และการอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคม สอดคล้องกับนโยบาย “เรียนดี มีคุณธรรม” ของกระทรวงศึกษาธิการ ที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้รับการพัฒนาอย่างเต็มศักยภาพ ควบคู่กับการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางการศึกษา