ครูสร้างหนี้…ใครควรรับผิดชอบ?

รายงานพิเศษ Focusnews

เสียงสะท้อนเรื่อง “ครูเป็นหนี้” ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็น “แผลเรื้อรัง” ของระบบการศึกษาไทยที่ถูกพูดซ้ำจนเกินชินชา ทว่าในความชินชานั้น ได้ซ่อนคำถามใหญ่ที่ยังไม่มีใครกล้าตอบตรง ๆ หนี้ที่ครูแบกอยู่ เป็นความผิดของใครกันแน่?

หลายคนอาจตอบทันทีว่า “ก็ครูใช้เงินเกินตัวเอง” “ใครสร้างคนนั้นก็ต้องรับผิดชอบ” แต่ถ้ามองให้ลึกกว่านั้น เรื่องนี้ไม่ใช่แค่พฤติกรรมส่วนบุคคล หากเป็นเพราะ “โครงสร้างที่ผลักคนให้เป็นหนี้”ก็ได้  คือ

  1. รายได้ และ ภาระชีวิต ครูจำนวนไม่น้อยเริ่มต้นชีวิตราชการด้วยเงินเดือนที่ “พออยู่ได้ แต่ไม่พออยู่ดี” ขณะที่สังคมคาดหวังให้ครูเป็นทั้ง “ผู้ให้” และ “แบบอย่าง”ในทุกเรื่อง แต่รายได้กลับไม่สอดคล้องกับภาพลักษณ์ที่ถูกคาดหวัง สุดท้าย “เครดิต”กลายเป็นทางออกบัตรกดเงินสด สินเชื่อสวัสดิการ เงินกู้สหกรณ์ ทั้งหมดนี้ที่เข้ามาไม่ใช่เพราะครูอยากรวยเร็ว แต่ส่วนหนึ่งเป็นเพราะ “อยากอยู่ให้รอดและดูดีพอในสังคม”
  2. สหกรณ์ เป็นผู้ช่วยหรือกับดัก? สหกรณ์ออมทรัพย์ครู ถูกออกแบบมาเพื่อ “ช่วยเหลือ”แต่ในอีกมุมหนึ่ง กลับกลายเป็นแหล่งเงินกู้ที่ “เข้าถึงง่ายเกินไป” กู้ง่าย ผ่อนยาว ดอกเบี้ยไม่แรง ฟังดูดี…แต่เมื่อรวมหลายก้อน กลับกลายเป็น “ภูเขาหนี้” คำถามคือ ระบบที่ปล่อยให้คนคนหนึ่งกู้ซ้ำซ้อนโดยไม่ประเมินความเสี่ยงอย่างจริงจังควรเรียกว่า “ช่วยเหลือ” หรือ “ปล่อยให้จม”?
  3. นโยบายแก้หนี้ ปลายเหตุหรือแค่พักหายใจ? ทุกครั้งที่ปัญหาครูเป็นหนี้ปะทุ ไม่ว่าใครเข้ามาเป็นรัฐบาล ประเด็นหนี้ครูดูเหมือนเป็นของตาย ถูกหยิบขึ้นมาเป็นตัวชูโรงปรากฏอยู่ในนโยบายทุกครั้ง เราจะเห็นมาตรการ “พักหนี้ ลดดอกเบี้ย รีไฟแนนซ์” แต่นั่นคือการ “ยืดเวลา” ไม่ใช่ “แก้ราก”ตราบใดที่ รายได้ไม่สัมพันธ์กับค่าครองชีพ ระบบปล่อยกู้ยังหลวม และไม่มีการเสริมวินัยการเงินอย่างจริงจัง ปัญหาหนี้สินก็จะ “วนลูป”ไปหาทางลงไปได้สักที
  4. หรือแท้จริงแล้ว…เป็นความรับผิดชอบร่วม? การโทษครูฝ่ายเดียว อาจง่ายเกินไป แต่การโยนให้ระบบทั้งหมด ก็อาจไม่แฟร์นัก ความจริงอาจอยู่ตรงกลาง คือ ครูต้องมีวินัยทางการเงิน สหกรณ์ต้องมีมาตรการคุมความเสี่ยง รัฐต้องออกแบบโครงสร้างรายได้และสวัสดิการที่ “อยู่ได้จริง” และสังคม…ต้องเลิกสร้างภาพคาดหวังที่เกินจริงกับอาชีพนี้

บทสรุป: หนี้ครู ไม่ใช่เรื่องของ “ใครคนหนึ่ง” หนี้ของครู คือ ภาพสะท้อนของระบบทั้งหมด ตั้งแต่ “นโยบาย” ไปจนถึง “ค่านิยม”ถ้ายังมองว่าเป็นแค่ปัญหาส่วนบุคคลการแก้ไขก็จะเป็นแค่ “การประคอง”แต่ถ้ายอมรับว่าเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างเราอาจได้เห็นการแก้ไขที่ “เปลี่ยนเกม” จริงๆคำถามจึงไม่ใช่แค่ “ครูสร้างหนี้ ใครรับผิดชอบ?” มิฉะนั้นเราก็จะได้เห็นครูต้องอยู่กับหนี้แบบนี้…ไปตลอด แก้วันนี้ อีกไม่นาน…ปัญหาก็กลับมาเหมือนเดิม

สพฐ.แจงจ้างที่ปรึกษาพิเศษของสำนักใน สพฐ.รวม 9 คน ไม่ใช่ 53 คน 

เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2569 สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ชี้แจงกรณีเพจเฟซบุ๊กเพจหนึ่งระบุว่า เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ตั้งที่ปรึกษาจำนวน 53 คน รับค่าตอบแทนคนละ 3 หมื่นกว่าบาทต่อเดือน ว่า การนำเสนอข้อมูลของเพจดังกล่าว ไม่ตรงตามข้อเท็จจริงทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนต่อสาธารณชน โดยขณะนี้การจ้างพนักงานจ้างเหมาบริการ เป็นที่ปรึกษาพิเศษ มีจำนวนทั้งสิ้นเพียง 9 อัตรา เท่านั้น โดยทำหน้าที่ให้คำปรึกษาการปฏิบัติงานประจำสำนักใน สพฐ. ทั้งนี้ ในจำนวนนี้ 6 อัตรา เป็นการจ้างต่อเนื่องจากปีงบประมาณ 2568 ก่อนที่เลขาธิการ กพฐ. คนปัจจุบันจะเข้าดำรงตำแหน่ง ส่วนการจ้างเพิ่มเติมในสมัยปัจจุบัน มีเพียง 3 อัตรา แบ่งเป็นที่ปรึกษาในคณะทำงานของเลขาธิการ กพฐ. 1 อัตรา และที่ปรึกษาประจำสำนักใน สพฐ. 2 อัตรา

ทั้งนี้ การจ้างพนักงานจ้างเหมาบริการ ตำแหน่ง ที่ปรึกษาพิเศษ สพฐ. ยืนยันว่า มีการดำเนินการอย่างโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ เป็นไปตามระเบียบที่เกี่ยวข้อง โดยคำนึงถึงประโยชน์ของทางราชการและการใช้จ่ายงบประมาณอย่างคุ้มค่าและประหยัดเป็นสำคัญ

สพฐ. ขอย้ำว่า ปัจจุบันมีการจ้างพนักงานจ้างเหมาบริการ ตำแหน่ง ที่ปรึกษาพิเศษ สพฐ. เพียง 9 อัตรา เท่านั้น ไม่ใช่ 53 อัตราตามที่มีการเผยแพร่ในสื่อสังคมออนไลน์แต่อย่างใด

“ประเสริฐ” ร่วมคณะนายกฯลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์โรงเรียน จชต.

เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ร่วมคณะ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยรองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ปลัดกระทรวงมหาดไทย และผู้บัญชาการทหารสูงสุด เดินทางไปยังสนามบินนราธิวาส เพื่อตรวจราชการในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และจังหวัดชุมพร โดย นายประเสริฐ กล่าวว่า การร่วมคณะนายกรัฐมนตรีครั้งนี้ เพื่อไปดูสถานการณ์ที่เกิดขึ้นว่าเป็นอย่างไร และเป็นการไปสร้างความเข้าใจกันระหว่างโรงเรียน ถือโอกาสที่เพิ่งเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ การได้ลงพื้นที่ใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ ก็จะได้ไปดูว่ากระทรวงจะช่วยส่งเสริมการศึกษา การยกระดับมาตรฐานการศึกษา รวมทั้งเรื่องต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องด้วย

“ส่วนกรณีที่สมาพันธ์โรงเรียนเอกชนภาคใต้ รวมทั้งสถาบันศึกษาปอเนาะ และศูนย์การศึกษาอิสลามประจำมัสยิด (ตาดีกา) ที่มีข้อเรียกร้องให้ย้ายฝ่ายความมั่นคงนั้น จริง ๆ ยังไม่อยากคิดว่าเป็นปัญหาของสถาบันศึกษาปอเนาะ-ตาดีกา ซึ่งที่ผ่านมา ศธ. โดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) ก็ได้กำกับดูแลสถาบันศึกษาปอเนาะ-ตาดีกาอยู่แล้ว พร้อมมีการตั้งคณะกรรมการร่วมใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ (ปัตตานี ยะลา นราธิวาส สตูล และ 5 อำเภอของสงขลา) จะมีผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นผู้อนุญาต ตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน และมีหน่วยงาน สช.ระดับจังหวัด และ สช.ระดับอำเภอ บูรณาการการดำเนินงานและประสานการทำงานกับผู้ว่าราชการจังหวัดในพื้นที่ วันนี้จึงถือโอกาสเดินทางลงพื้นที่เพื่อมาดูและรับฟังประเด็นต่าง ๆ ที่จะนำไปสู่การส่งเสริมและยกระดับมาตรฐานการศึกษาในพื้นที่ต่อไป” รมว.ศึกษาธิการกล่าว

“เสมา 1” มอบ “เสมา 2” กำกับดูแล สกร. – สสวท. -ลูกเสือ – สทศ. – สมศ.- มหิดลวิทยานุสรณ์

เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ลงนามคำสั่งกระทรวงศึกษาธิการ ที่ สร. 267/2569 เรื่องมอบอำนาจให้ นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ สั่งและปฏิบัติราชการแทน โดยให้มีอำนาจในการสั่งการ การอนุญาต การอนุมัติ การกำกับดูแล การปฏิบัติราชการแทน เพื่อให้การบริหารราชการของกระทรวงศึกษาธิการ เป็นไปด้วยความเรียบร้อย รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ ดังนี้

– กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.)

– สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.)

– โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ (มวส.)

– สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สทศ.)

– สำนักงานลูกเสือแห่งชาติ (สลช.)

– สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) (สมศ.)

ทั้งนี้ ในการสั่งการและปฏิบัติราชการแทนของ รมช.ศธ. ให้ยกเว้นเรื่องการนำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้ากระหม่อม เรื่องนโยบาย เรื่องที่จะต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีเรื่องกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ หรือคำสั่ง หรือมติคณะรัฐมนตรี ที่ระบุว่าเป็นอำนาจหน้าที่ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการโดยตรง เรื่องที่จะต้องนำเสนอนายกรัฐมนตรีพิจารณาและเรื่องที่สมควรให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการพิจารณาสั่งการ โดยเฉพาะเรื่องที่เป็นการกิจของกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งต้องมีการประสานงานหรือดำเนินการ ในส่วนราชการ องค์กรในกำกับและหน่วยงานต่าง ๆ ของกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อให้การดำเนินงานตามภารกิจของกระทรวงศึกษาธิการ มีประสิทธิภาพและบรรลุตามโยบาย ทั้งนี้ เมื่อรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้ปฏิบัติราชการแทนตามที่ได้รับมอบอำนาจแล้ว ให้นำเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการทราบโดยเร็ว

ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

สั่ง ณ วันที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2569

 

“ประเสริฐ”ดึง “นภาพร พงษ์ขัน” นั่งหัวหน้าสำนักงานรัฐมนตรี โอนตรงจาก สพฐ. ขึ้นสายอำนวยการระดับสูง มีผลทันที 17 เม.ย.นี้

เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้ออกคำสั่งรับโอนข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา จำนวน 1 ราย จากสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) มาบรรจุและแต่งตั้งเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญในสังกัดสำนักงานรัฐมนตรี

โดยผู้ที่ได้รับการแต่งตั้ง คือ นางนภาพร พงษ์ขัน อดีตผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 2 ระดับเชี่ยวชาญ (คศ.4) ให้มาดำรงตำแหน่ง หัวหน้าสำนักงานรัฐมนตรี ในระดับอำนวยการระดับสูง ซึ่งเป็นตำแหน่งสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายและบริหารงานใกล้ชิดรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

ทั้งนี้ในด้านสิทธิประโยชน์ นอกจากเงินเดือนแล้ว ยังได้รับเงินประจำตำแหน่งจำนวน 10,000 บาท และค่าตอบแทนเพิ่มเติม 10,000 บาท ตามระเบียบที่เกี่ยวข้อง โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 17 เมษายน 2569 เป็นต้นไป

 

เดินหน้าลดเหลื่อมล้ำ หาช้างเผือกทุนODOS – Thailand Zero Dropout Plus

เมื่อวันที่  16 เมษายน 2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยภายหลังการประชุมหารือความร่วมมือระหว่างกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา(กสศ.)และกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อสนับสนุนนโยบายรัฐบาล ว่า ที่ประชุมได้หารือถึงการเดินหน้าโครงการทุนการศึกษาเพื่อขยายโอกาสและพัฒนาประเทศ ( Outstanding Development Opportunity Scholarship : ODOS) หรือ โอดอส ที่ดำเนินการในรัฐบาลที่ผ่านมา ซึ่งเป็นโครงการนี้มีความสำคัญและต้องดำเนินการต่อเนื่องในการเปิดโอกาสให้ช้างเผือกหรือนักเรียน ที่มีความรู้ความสามารถแต่ขาดโอกาสได้เข้าโครงการ  รวมถึงการสานต่อการขับเคลื่อนการแก้ปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาให้กลายเป็นศูนย์ หรือ Thailand Zero Dropout Plus ที่จะไม่ปล่อยให้นักเรียนหลุดออกจากระบบการศึกษาแม้แต่คนเดียว โดยก็มีการวางแผนในปีการศึกษา 2569 ถึง 2570 เพื่อให้เด็กทุกคนที่หลุดจากระบบการศึกษาไปแล้วได้มีโอกาสกลับเข้าสู่ระบบการศึกษา จากตัวเลขเดิมที่มีประมาณ 1,000,000 คน และได้มีการดำเนินการไปแล้วจนตัวเลขล่าสุดอยู่ที่ประมาณ 600,000 คน ซึ่งจะพยายามทำให้ตัวเลขลดลงเรื่อย ๆ โดยแต่ละหน่วยงานมีแผนดำเนินการดึงเด็กเหล่านี้กลับมาแล้ว

นอกจากนี้ที่ประชุมได้หารือรือถึงแนวทางการจัดสรรงบประมาณด้านการศึกษา โดยเฉพาะงบประมาณรายหัวที่มีความเสมอภาคและเป็นธรรมกับเด็กในทุกภูมิภาค ทั้งโรงเรียนขนาดเล็กและขนาดใหญ่ แต่ที่สำคัญต้องคำนึงถึงคุณภาพการศึกษาด้วย และอีกประเด็นที่สำคัญ คือ การผลิตและพัฒนาครูที่มีคุณภาพ สนองต่อความต้องการของท้องถิ่น และสามารถกระจายไปตามภูมิภาคอย่างเหมาะสม โดยคำนึงถึงองค์ประกอบต่าง ๆ ตามบริบทของพื้นที่ ซึ่งได้หารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อวางแนวทางการผลิตครูต่อไป

“ทั้งนี้เรื่องของทุน ODOS และ Thailand Zero Dropout Plus เป็นเรื่องที่ต้องทำต่อจะมีการดำเนินเพื่อเสนอนายกรัฐมนตรีให้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อขับเคลื่อนทั้ง 2 ภารกิจให้มีความรวดเร็ว สามารถแก้ไขปัญหาได้ และเกิดผลเป็นรูปธรรม เพื่อลดความเหลื่อมล้ำอย่างยั่งยืน”นายประเสริฐกล่าว

สอศ.สั่งวิทยาลัยชี้แจง กรณีใช้รถราชการไม่เหมาะสม  ให้เวลา 15 วัน

เมื่อวันที่ 13 เมษายน 2569 นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(กอศ.) เปิดเผยถึงกรณีสื่อบางสำนักนำเสนอข่าวการใช้รถยนต์ราชการไปร่วมกิจกรรมส่วนตัว โดยปรากฏรายชื่อและรถราชการของสถานศึกษาในด้วยว่า สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(สอศ.)ได้มีหนังสือสั่งการไปยังสถานศึกษาและข้าราชการที่ปรากฏรายชื่อในข่าว ให้ดำเนินการชี้แจงข้อเท็จจริงเป็นลายลักษณ์อักษร ส่งมายัง สอศ.ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือเพื่อประกอบการพิจารณาแล้ว

เลขาธิการ กอศ. กล่าวว่า การตรวจสอบครั้งนี้จะดำเนินการอย่างตรงไปตรงมา โปร่งใส เป็นไปตามระเบียบ เพื่อรักษามาตรฐานจริยธรรมขององค์กร รวมถึงความเชื่อมั่นของสังคม และกำชับทุกสถานศึกษาให้ทบทวนแนวปฏิบัติในการใช้รถยนต์ราชการและทรัพย์สินของทางราชการให้ถูกต้องตามระเบียบอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันมิให้เกิดกรณีลักษณะดังกล่าวอีก

 

ปี 69 โรงเรียนเอกชนมีจุก เด็กลดลงจ่อปิดตัวเพิ่มขึ้น ขณะที่โรงเรียนนานาชาติสวนกระแสตั้งใหม่เพียบ นายทุนดีดลูกคิดตั้งโรงเรียนเองคุ้มกว่าส่งลูกลานไปเรียนเมืองนอก

ผศ.ดร.ศุภเสฏฐ์ คณากูล นายกสมาคมคณะกรรมการประสานและส่งเสริมการศึกษาเอกชน (ส.ปส.กช.) เปิดเผยถึงสถาการณ์โรงเรียนเอกชน ปี 2569 ว่า  มีโรงเรียนปิดตัวเพิ่มขึ้นกว่าทุกปีที่ผ่านมา จากเดิมจะมีโรงเรียนปิดปีละ 30-50 แห่ง แต่ปีนี้มีโรงเรียนปิด 70-80 แห่ง โดยในกรุงเทพมหานครมีโรงเรียนเอกชนชื่อดังปิดตัวลงด้วย เช่น โรงเรียนไผทอุดมศึกษา โรงเรียนถนอมพิศวิทยา เป็นต้น ที่ผ่านมาโรงเรียนเอกชน พยายามลดภาระค่าใช้จ่ายเพื่อช่วยเหลือผู้ปกครอง โดยเฉพาะค่ารถรับส่งนักเรียน ที่ปัจจุบันพบปัญหาวิกฤตน้ำมันแพง  เมื่อมองภาพรวมนักเรียนโรงเรียนเอกชนจะลดลงไปอีก เพราะในส่วนชั้น ม.1 และ ม.4 โรงเรียนของรัฐก็เปิดรับไม่อั้นจนกว่าจะเต็ม และยังพบว่ามีหลายโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)ขยายจำนวนรับจาก 40 คนต่อห้อง เป็น 42-44 คนด้วย

นายก ส.ปส.กช. กล่าวว่า เรื่องสำคัญที่โรงเรียนเอกชนเรียกร้องคือความเท่าเทียม โดยเฉพาะอาหารกลางวัน ที่อยากฝากให้นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ผลักดันต่อด้วย เพราะปัจจุบันค่าเทอมห้องเรียนพิเศษโรงเรียนเอกชนอาจจะถูกกว่าโรงเรียนรัฐ เนื่องจากโรงเรียนรัฐมีค่าใช้จ่ายเพิ่ม เช่น ค่าประกันอุบัติเหตุ ค่าอุปกรณ์ คอมพิวเตอร์ ค่าครูต่างชาติ เป็นต้น ขณะที่โรงเรียนเอกชนจะรวมทุกอย่างอยู่ในค่าเทอมทั้งหมด เพราะฉะนั้นถ้าจะให้การศึกษาเท่าเทียมกัน รัฐจะต้องปฏิรูปการจัดสรรงบประมาณใหม่ไม่ให้โรงเรียนไปจัดเก็บยิบย่อย

“โรงเรียนเอกชนที่ไปไม่ไหว มีตั้งแต่โรงเรียนขนาดใหญ่จนถึงขนาดเล็ก เช่น โรงเรียนไผทอุดมศึกษา เป็นโรงเรียนที่มีนักเรียนเยอะ เขาคงเบื่อในหลาย ๆ เรื่อง ประกอบกับที่ดินมีมูลค่าสูง ถ้าไปทำอย่างอื่นอาจจะได้มากกว่าก็ได้ และยังมีข้อติดดขัดเรื่องของกฎระเบียบ เช่น เรื่องเกี่ยวกับการโอนทรัพย์สิน เป็นต้น นอกจากนี้ยังพบว่า ทุกวันนี้โรงเรียนนานาชาติ เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ เพราะคนผิดหวังกับการศึกษาขั้นพื้นฐานของไทย จึงหันมาส่งลูกเรียนนานาชาติที่มีหลักสูตรรับรองจากต่างประเทศ ทำให้เอกชน ธุรกิจใหญ่ ๆ หันมาลงทุนโรงเรียนนานาชาติเพิ่มขึ้น เพราะค่าตอบแทนเริ่มสูงกว่าโรงพยาบาลเอกชนแล้วด้วย มีโอกาสเจริญเติบโตเยอะ แต่ผมเป็นห่วงโรงเรียนเอกสามัญ เพราะโรงเรียนเหล่านี้เป็นรากฝอยที่อยู่ตามอำเภอและเข้ามาช่วยรัฐจัดการศึกษา จึงอยากให้รัฐบาลมาทบทวนช่วยเหลือด้วย เพราะแม้เราจะพยายามช่วยให้เขาอยู่ แต่บางครั้งผู้บริหารรุ่นใหม่ก็ถอดใจไปแล้ว ซึ่งผมก็บอกกับผู้บริหารโรงเรียนเอกชนหลายคนเช่นกันว่า ถ้าไม่ไหวก็ไม่ต้องสู้ เพราะมันจะจม ไปทำธุรกิจอื่นดีกว่า สิ่งเหล่านี้เป็นปัญหาระยะยาวที่ต้องแก้ไขต่อไป” ผศ.ดร.ศุภเสฏฐ์ กล่าว

นายก ส.ปส.กช. กล่าวด้วยว่า ต้องยอมรับว่า การเกิดขึ้นของโรงเรียนนานาชาติ สร้างผลกระทบให้กับทั้งโรงเรียนเอกชน และโรงเรียนรัฐ เช่น โรงเรียนรัฐเปิดห้องเรียนพิเศษค่าเรียน 6-7 หมื่นบาท ซึ่งเพิ่มอีกนิดก็สามารถเรียนนานาชาติได้แล้ว โดยวันนี้โรงเรียนนานาชาติที่เข้ามาเปิดในไทยจำนวนไม่น้อยเลยที่มาจากประเทศจีน และยังมีนักธุรกิจ กลุ่มทุนใหญ่ๆของไทย ก็มาลงทุนเปิดโรงเรียนนานาชาติเช่นกัน เพราะเขาคิดว่าได้ตอบแทนสังคม และมองว่าซื้อลิขสิทธิ์มาสอนลูกหลานยตัวเองไม่ต้องเสียเงินส่งไปเรียนต่างประเทศก็ได้ อย่างไรก็ตามขณะนี้โรงเรียนนานาชาติได้รับความนิยมมากขึ้น ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) ก็พยายามควบคุมเรื่องของคุณภาพ เพราะที่ผ่านมาได้รับเรื่องร้องเรียนพอสมควร เช่น บางโรงเรียนไม่ได้ขออนุญาตให้ถูกต้อง แต่ปัจจุบันระเบียบข้อกฎหมายอาจจะไม่ครอบคลุม จึงได้แต่งตั้ง ดร.อรรถพล ตรึกตรอง อดีตเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (กช.)และตน เป็นคณะกรรมการพัฒนากฎหมายเพื่อควบคุมดูแลโรงเรียนนานาชาติต่อไป

 

 

“อาชีวะ-ขนส่ง อาสาช่วยประชาชน เทศกาลสงกรานต์ 69” ตั้งจุดบริการตรวจรถฟรี 150 จุดทั่วไทย 10-16 เม.ย.69

เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2569 สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) กระทรวงศึกษาธิการ ร่วมกับกรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคม และเครือข่ายภาคเอกชน จัดกิจกรรมอาชีวะ – ขนส่ง อาสาช่วยประชาชน เทศกาลสงกรานต์ พ.ศ.2569 “สงกรานต์ปลอดภัย ตรวจรถก่อนใช้ อุ่นใจทุกเส้นทาง” ให้บริการตรวจสภาพรถยนต์ รถจักรยานยนต์ และรถยนต์ไฟฟ้า ก่อนการเดินทางฟรี จำนวน 150 จุดบริการ ครอบคลุม 77 จังหวัดทั่วประเทศ โดยมีนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธาน  และมีนายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) กล่าวรายงานการจัดงาน ณ บริเวณด้านหน้าอาคารสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ โดยมี ผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ ดร.สุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ดร.พิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.) นายมณฑล ภาคสุวรรณ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (กช.)ดร.ธนู ขวัญเดช เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา(ก.ค.ศ.) ตลอดจนผู้บริหารจากเครือข่ายภาคเอกชน ร่วมในงาน

นายประเสริฐ   กล่าวว่า กิจกรรมนี้ไม่เพียงเป็นการให้บริการประชาชนในช่วงเทศกาลเท่านั้น แต่ยังเป็นการส่งต่อความห่วงใยและความปลอดภัยให้กับสังคมไทยอย่างแท้จริง โดยเฉพาะท่ามกลางสถานการณ์ด้านพลังงานที่มีความผันผวนทั้งในระดับโลกและในประเทศ ซึ่งกิจกรรมนี้จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ ลดการสูญเสียพลังงาน และสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนในการเดินทางกลับภูมิลำเนา พร้อมชื่นชม “พลังจิตอาสา” ของครูและนักเรียน นักศึกษาอาชีวศึกษา ที่ไม่เพียงพัฒนาทักษะวิชาชีพของตนเอง แต่ยังนำความรู้ความสามารถมาดูแลสังคมด้วยความเสียสละ สะท้อนภาพ “อาชีวศึกษาไทย” ที่ผลิตทั้งกำลังคนคุณภาพและ “คนดีมีจิตสาธารณะ” และพร้อมจะยกระดับอาชีวศึกษายิ่งขึ้น

“ปกติช่วงเทศกาล บนท้องถนนทั้งสายหลักสายรองจะมีรถยนต์ รถจักรยานยนต์สัญจรเป็นจำนวนมาก การที่สอศ.ร่วมกับเครือข่ายออกมาอำนวยความสะดวก ให้บริการตรวจสภาพรถ บริการกาแฟ นวดฟรี ถือเป็นการแบ่งเบาภาระและสร้างความอุ่นใจให้แก่ประชาชนที่ต้องเดินทางกลับบ้านด้วยความปลอดภัยทั้งขาไปและขากลับ ซึ่งความมุ่งมั่นที่จะช่วยเหลือคือความสุขของคนอาชีวะในการบริการประชาชน”รมว.ศึกษาธิการกล่าว

ด้านนายยศพล กล่าวว่า สอศ.ดำเนินกิจกรรมอาชีวะอาสาช่วยประชาชนในช่วงเทศกาลสงกรานต์อย่างต่อเนื่องมากว่า 11 ปี โดยในปีนี้ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน กรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคม จัดตั้งจุดบริการจำนวน 150 จุด ครอบคลุมทุกจังหวัดทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 10 – 16 เมษายน 2569 ระหว่างเวลา 06.00 – 18.00 น. และขยายเวลาในพื้นที่สำคัญ ภายในศูนย์บริการจะให้บริการตรวจเช็กและซ่อมบำรุงยานพาหนะเบื้องต้น ทั้งรถยนต์ รถจักรยานยนต์ และรถยนต์ไฟฟ้า พร้อมช่วยเหลือฉุกเฉินนอกพื้นที่บริการในรัศมี 5 กม. ด้วยรถโมบายและรถจักรยานยนต์ Fix it จิตอาสา นอกจากนี้ ยังมีจุดพักผ่อน บริการเครื่องดื่ม อาหารว่าง และนวดผ่อนคลายในจุดบริการขนาดใหญ่ รวมถึงเพิ่มบุคลากรด้านภาษาอังกฤษและภาษาจีนเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติด้วย ประชาชนผู้สนใจสามารถสอบถามและขอความช่วยเหลือเบื้องต้นได้ผ่าน Line Official และ Facebook : อาชีวะอาสา ตลอด 24 ชั่วโมง

ทั้งนี้ กิจกรรมดังกล่าวได้รับความร่วมมือจากเครือข่ายภาครัฐและเอกชน 7 หน่วยงาน ได้แก่ กรมการขนส่งทางบก  โดยนายปริญญา วรธำรง ผู้อำนวยการสำนักสวัสดิภาพการขนส่งทางบก  กระทรวงคมนาคม เป็นผู้แทนกองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน สนับสนุนงบประมาณในการจัดตั้งจุดบริการ ร่วมอาชีวะ-ขนส่ง อาสาช่วยประชาชน  บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน), บริษัท ไทยฮอนด้า จำกัด, บริษัท ซูซูกิมอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด, บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด และบริษัท ซีพีออลล์ จำกัด (มหาชน) ในการสนับสนุนพื้นที่ตั้งจุดบริการ วัสดุอุปกรณ์  น้ำมันเครื่อง และน้ำดื่ม เป็นต้น

สพฐ.ยืนยันเรียนฟรีมีจริง พร้อมเสนอมมาตรการบรรเทาภาระผู้ปกครองรับมือวิกฤตพลังงาน

จากคำแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภา ด้านการศึกษา ที่ระบุว่า เรียนฟรีมีจริง เรียนฟรีมีงานทำ และเรียนรู้ได้ทุกที่ทุกเวลานั้น ดร.พิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวว่า ในเรื่องของการเรียนฟรีมีจริงนั้น ทั้งกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และโรงเรียนตระหนักถึงเรื่องของความเท่าเทียมและคุณภาพการศึกษาเป็นอย่างมาก  โดยรัฐได้จัดค่าใช้จ่ายในการจัดการศึกษาตั้งแต่ระดับอนุบาลจนจบการศึกษาขั้นพื้นฐานให้เด็กทุกคนเพื่อให้สามารถเรียนจบการศึกษาขั้นพื้นฐานได้อย่างมีคุณภาพ  ประกอบด้วยค่าใช้จ่าย 5 รายการ ได้แก่ 1.ค่าจัดการเรียนการสอน 2.ค่าหนังสือเรียน 3.ค่าอุปกรณ์การเรียน 4.ค่าเครื่องแบบนักเรียน และ 5.ค่ากิจกรรมพัฒนาผู้เรียน แต่เนื่องจากบางโรงเรียนมีการจัดการศึกษาที่พิเศษจากโรงเรียนทั่วไป ในขณะที่โรงเรียนได้รับงบประมาณจำกัดจึงต้องขออนุญาตเปิดห้องเรียนพิเศษ เช่น ห้องเรียนพิเศษ ห้องเรียน EP (English Program) ห้องเรียน MEP (Mini English Program) และห้องเรียน SME (Science Math English) ซึ่งต้องมีการจ้างครูต่างชาติ จัดหาอุปกรณ์เพิ่มเติม และกิจกรรมเสริมต่าง ๆ  ซึ่งผู้ปกครองก็ยินดีจ่ายค่าใช่จ่ายเพิ่มเติมเพื่อให้ลูกหลานมีโอกาสที่ดีขึ้น โดยไม่เป็นการบังคับ แต่ทั้งนี้ต้องมีเพดานว่าสามารถเก็บได้จำนวนเท่าไหร่ และแต่ละโรงเรียนจะสามารถจัดห้องเรียนพิเศษได้ไม่เกินกี่เปอร์เซ็นต์ของห้องเรียนปกติ เพื่อให้โรงเรียนสามารถดูแลเด็กได้อย่างทั่วถึง แต่ขอยืนยันว่าในกรณีค่าใช้จ่ายพื้นฐานตามโครงการเรียนฟรี เด็กทุกคนได้รับเหมือนกันหมดอยู่แล้ว

ด้าน นางภัทรวรรณ ภัทรบวรวุฒิ รองเลขาธิการ กพฐ. กล่าวว่า ศธ.และ สพฐ. จัดให้ในพื้นฐานที่เท่ากัน แต่ถ้าโรงเรียนไหนต้องการสร้างโอกาสมากกว่าก็สามารถของอนุญาตเพิ่มเติมเข้าไปได้ แต่ต้องไม่เป็นการบังคับ อย่างไรก็ตาม รมว.ศึกษาธิการ ได้ให้นโยบายไว้ว่า ในสถานการณ์วิกฤตเศรษฐกิจและวิกฤตพลังงานในขณะนี้ จะสามารถทำอย่างไรเพื่อลดภาระครู ผู้ปกครอง และนักเรียนได้ ซึ่งจากการประชุมผู้บริหารของ สพฐ.คาดว่า จะมีการประกาศว่าอะไรที่เกินจากพื้นฐานที่สามารถงดได้ก็ให้งด อย่างบางกิจกรรมที่ไม่จำเป็น เช่น การทัศนศึกษา หรือ ชุดนักเรียนบางชุดที่สามารถอะลุ้มอล่วยได้ก็ให้อนุโลมไปก่อน ที่สำคัญในเรื่องของการขยายเวลาหรือผ่อนผันการจ่ายเงินบำรุงการศึกษา และสุดท้ายถ้าเด็กไม่มีจริงๆ ก็ให้จัดทุนการศึกษาให้ เป็นต้น โดยแนวทางเหล่านี้ เลขาธิการ กพฐ.จะนำเสนอรมว.ศึกษาธิการต่อไป