เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2569 ดร.พิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.) มอบหมายให้ ดร.อาทิตยา ปัญญา ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ. พร้อมด้วย ดร.พีรานุช ไชยพิเดช ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา(สบน.) ผู้แทนสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ(สศศ.) นางดรุณี ดงทอง ศึกษาธิการจังหวัดกรุงเทพมหานครและคณะ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโรงเรียนเศรษฐเสถียร ในพระราชูปถัมภ์ ในการดำเนินการของสถานศึกษานำร่องให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา พ.ศ.2562 และการดำเนินการเพื่อตอบสนองนโยบายสำคัญทั้ง 5 ด้านของ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ โดยนางปานจรี เคนศรี และนางปริณดา มหาเกตุ รองผู้อำนวยการโรงเรียนพร้อมคณะครูได้นำเสนอผลการนำนวัตกรรมการศึกษา “VISUAL MODEL” ที่บูรณาการ ICT และ Digital AI ในการจัดการเรียนรู้ เพื่อเข้าถึงผู้เรียนทุกคน สร้างทักษะสู่ชีวิตจริง บ่มเพาะสมรรถนะผู้เรียน รวมทั้งส่งเสริมอาชีพและการมีงานทำ โดยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน แสดงให้เห็นถึง “All for Education” อย่างแท้จริง
“เศรษฐเสถียร” โชว์ผลงานนวัตกรรมการศึกษา จัดการเรียนรู้ด้วย ICT และ Digital AI
ศธ. จับมือ สปสช.ยกระดับสวัสดิการรักษาพยาบาลครูเอกชน ไม่ต้องควักเงินสำรองจ่าย
เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมชี้แจงแนวทางการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลสิทธิครูเอกชน โดยมี ผู้แทนสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ว่า การประชุมครั้งนี้ถือเป็นโอกาสดี ที่จะได้แจ้งให้ครูและบุคลากรทางการศึกษาในโรงเรียนเอกชนทั่วประเทศ ที่ยังคงประสบปัญหาต้องสำรองจ่ายค่ารักษาพยาบาล ส่งผลต่อสภาพคล่องทางการเงิน และการเข้าถึงบริการสุขภาพอย่างเหมาะสมได้รับทราบข้อมูลการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาล ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.)โดยกองทุนสงเคราะห์ ร่วมกับสำนักงานสปสช.พัฒนาระบบเบิกจ่ายตรง หรือเคลียร์ริ่งเฮ้าส์ เพื่อยกระดับสวัสดิการครูเอกชนให้มีมาตรฐานที่ดีขึ้น โดยจะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป
“ศธ.ได้ร่วมกับ สปสช. ดำเนินโครงการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลครูเอกชนแบบเบิกจ่ายตรงผ่านระบบเคลียริ่งเฮาส์ เพื่ออำนวยความสะดวกในการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้กับครูและบุคลากรทางการศึกษาในโรงเรียนเอกชนทั่วประเทศ ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวของความสำเร็จในการพัฒนาระบบสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลให้แก่ครูและบุคลากรทางการศึกษาโรงเรียนเอกชน ให้สามารถเข้ารับการรักษากับโรงพยาบาลของรัฐที่เข้าร่วมโครงการได้ทันที โดยไม่ต้องสำรองจ่ายค่ารักษาพยาบาล แต่จะเป็นการเบิกจ่ายตรงผ่านระบบเคลียริ่งเฮาส์ ของ สปสช.ทำให้เกิดความสะดวก โดยมีโรงพยาบาลรัฐที่เข้าร่วมโครงการกระจายอยู่ทั่วประเทศ โดยขณะนี้มีโรงพยาบาลของรัฐที่เข้าร่วมรับฟังแนวทางการเบิกจ่ายรวมกว่า 700 แห่งแล้ว และศธ.พยายามเชิญชวนให้สถานพยาบาลเหล่านี้เข้าร่วมโครงการให้มากที่สุด เพื่อให้เกิดความสะดวกและเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตของครูโรงเรียนเอกชนทั่วประเทศ“รมว.ศึกษาธิการกล่าว
สำหรับสิทธิประโยชน์สำคัญ ที่ครูและบุคลากรทางการศึกษาในโรงเรียนเอกชนทั่วประเทศได้รับสิทธิ์ คือ ค่ารักษาพยาบาล วงเงิน 150,000 บาท/คน/ปี กรณีเข้ารับบริการใน สถานพยาบาลของรัฐที่เข้าร่วงโครงการฯ โดยใช้ระบบดิจิทัล ลดขั้นตอน ลดเอกสาร เพิ่มความรวดเร็วและความถูกต้องในการเบิกจ่าย
สอศ.ยืนยันสั่ง ผอ.กลับเข้ารับราชการถูกต้องและเป็นไปตามกฎหมายทุกขั้นตอน
ตามที่ปรากฏบนสื่อออนไลน์ กรณีเพจเฟซบุ๊กแห่งหนึ่งอ้างว่า เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2565 เจ้าหน้าที่ ป.ป.ท. และตำรวจ บุกจับกุม นายเพชรโยธิน (ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคฯ ในขณะนั้น) พร้อมของกลางคาโต๊ะ กรณีเรียกรับเงินผู้รับเหมาก่อสร้าง เดือนมีนาคม 2566 เลขาธิการ กอศ. (นายยศพล) สั่ง “พักราชการ” ทันที หลังตกเป็นผู้ต้องหาคดีอาญา เดือนกุมภาพันธ์ 2567 อัยการยื่นฟ้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตฯ ภาค 1 และศาลประทับรับฟ้องเรียบร้อย แต่วันที่ 19 มีนาคม 2567 เลขาฯ กอศ. สั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทุจริตกลับมาปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ วันที่ 22 มีนาคม 2567 ออกคำสั่งย้ายไปดำรงตำแหน่ง ผอ.วิทยาลัยการอาชีพฯ พร้อมปรับเพิ่มเงินเดือนจาก 42,140 บาท เป็น 58,430 บาท (เพิ่มขึ้นกว่า 16,000 บาท) มีผล 1 เมษายน
1. การใช้ดุลยพินิจคืนตำแหน่งและเลื่อนขั้นให้ผู้ที่ “ศาลรับฟ้องคดีทุจริตแล้ว” ขัดต่อหลักธรรมาภิบาลและนโยบายปราบโกงของรัฐบาลหรือไม่..?
2. มาตรฐานการพิจารณาความดีความชอบของอาชีวะอยู่ตรงไหน? ในเมื่อคนที่มีมลทินมัวหมองกลับได้ดิบได้ดี
3. มี “สายสัมพันธ์พิเศษ” เข้ามาเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจครั้งนี้หรือไม่..? นั้น
สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา พิจารณาแล้ว เห็นว่าข้อมูลที่นำเสนอดังกล่าวคลาดเคลื่อนไม่ตรงกับข้อเท็จจริง จึงขอชี้แจงขั้นตอนการดำเนินการในกรณีกล่าวหานายเพชรโยธิน เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคธัญบุรี ดังนี้
1. ปรากฏข่าวทางสื่อมวลชนว่า เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2565 เวลาประมาณ 15.30 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจกองกำกับการสืบสวน ตำรวจภูธรจังหวัดปทุมธานี ได้ทำการจับกุมอดีตผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิค พร้อมของกลางเงินสด จำนวน 10,000 บาท (หนึ่งหมื่นบาทถ้วน)
2. สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา จึงมีคำสั่งลับ ที่ 375/2565 ลงวันที่ 9 มีนาคม 2565 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรง และมีคำสั่งสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ลับ ที่ 376/2565 ลงวันที่ 9 มีนาคม 2565 เรื่อง ให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษารายดังกล่าวพักราชการ
3. พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรธัญบุรี ได้จัดส่งสำนวนการสืบสวนกรณีกล่าวหานายเพชรโยธิน ราษฎร์เจริญ ไปยังสำนักงาน ป.ป.ช. ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561
4. สำนักงาน ป.ป.ช. มีหนังสือ ลับ ที่ ปช 0040 (ปท)/0988 ลงวันที่ 10 ตุลาคม 2565 แจ้งมติคณะกรรมการ ป.ป.ช. ครั้งที่ 97/2565 วาระที่ 6.8 ที่ประชุมพิจารณาแล้วมีมติว่า เรื่องกล่าวหาเป็นเรื่องไม่ร้ายแรง จึงส่งเรื่องให้ผู้บังคับบัญชาหรือผู้มีอำนาจแต่งตั้งหรือถอดถอนดำเนินการทางวินัยไปตามหน้าที่และอำนาจ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 64 และให้รายงานผลให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ทราบ ตามมาตรา 65 แห่งกฎหมายเดียวกัน
5. ผลการสอบสวนมีมติไม่ร้ายแรง เนื่องจากมีผู้นำเงินสดจำนวน 30,000 บาท มาส่งให้เจ้าหน้าที่ และมีการลงรายการว่าเป็นเงินบริจาค ตามหลักฐานใบสรุปยอดรับเงินประจำวัน 2 มีนาคม 2565 ซึ่งตรงกับหลักฐานที่ปรากฏในสมุดบัญชีธนาคาร ส่วนเงินจำนวน 10,000 บาท เป็นเงินที่จ่ายภายหลังมีการอนุมัติให้ตรวจรับงานแล้วตั้งแต่วันที่ 3 มีนาคม 2565 จึงไม่มีเหตุให้งดจ่ายเงินค่าจ้างได้ตามระเบียบกระทรวงการคลังฯ เนื่องจาก แม้ผู้ร้องเรียนซึ่งเป็นผู้รับเหมาจะไม่จ่ายเงินจำนวนดังกล่าว ผู้ถูกร้องเรียนก็ยังคงอนุมัติการจ่ายเงินและเช็คเงินค่าจ้างโดยไม่มีเงื่อนไข และไม่ปรากฏว่าผู้ถูกร้องเรียนมีพฤติกรรมเรียกรับเงินจากผู้รับจ้างหรือผู้ขายมาก่อน
6. ต่อมา อ.ก.ค.ศ. สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ตามมาตรา 104 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547 ครั้งที่ 16/2565 เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 24 พฤศจิกายน 2565 รับทราบรายงานการดำเนินการทางวินัย
7. สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา จึงมีคำสั่งลับ ที่ 312/2566 ลงวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2566 เรื่อง ให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษากลับเข้าปฏิบัติหน้าที่ราชการ ตามกฎ ก.ค.ศ. ว่าด้วยการสั่งพักราชการและการสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน พ.ศ. 2555 ข้อ 17 (2) และแจ้งผลการร้องเรียนให้ผู้ร้องเรียนทราบ ปรากฏตามไปรษณีย์ตอบรับ เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2566
8. ต่อมา สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา มีคำสั่งลับ ที่ 584/2566 ลงวันที่ 31 มีนาคม 2566 เรื่อง ให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาพักราชการ (ครั้งที่ 2) ด้วยเหตุต้องหาว่ากระทำความผิดอาญา โดยพนักงานสอบสวนมีความเห็นสั่งฟ้องในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 และมาตรา 157
9. อ.ก.ค.ศ. วิสามัญเกี่ยวกับการอุทธรณ์และการร้องทุกข์ (ที่ทำการแทน ก.ค.ศ.) ในคราวประชุมครั้งที่ 5/2567 เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2567 พิจารณาแล้วเห็นว่า คำสั่งพักราชการดังกล่าวเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงมีมติให้เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา มีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งพักราชการ และสั่งให้กลับเข้าปฏิบัติหน้าที่ราชการ
10. สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา จึงมีคำสั่งลับ ที่ 516/2567 ลงวันที่ 19 มีนาคม 2567 เรื่อง ให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษารายดังกล่าวกลับเข้าปฏิบัติหน้าที่ราชการ
11. สำนักงาน ก.ค.ศ. รับทราบผลการสอบสวนตามข้อ 5
12. ต่อมา เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2567 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 พิพากษายกฟ้อง เนื่องจากเห็นว่าจำเลยไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้อง
จากขั้นตอนและกระบวนการดังกล่าวข้างต้น จึงเห็นได้อย่างชัดเจนว่า การดำเนินการของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา นับแต่วันที่ 7 มีนาคม 2565 ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจกองกำกับการสืบสวน ตำรวจภูธรจังหวัดปทุมธานี ได้ทำการจับกุม ได้ดำเนินการตามกระบวนการที่กฎหมายกำหนด ทั้งการสอบสวนวินัยและการพักราชการ ต่อมา มีการสั่งพักราชการครั้งที่ 2 ด้วยเหตุเดิม แต่องค์กรที่มีอำนาจพิจารณาเรื่องร้องทุกข์ก็ได้วินิจฉัยว่าเป็นการสั่งพักราชการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจตามมาตรา 53 จึงสั่งให้กลับเข้ารับราชการ ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547 มาตรา 124 และกฎ ก.ค.ศ. ว่าด้วยการร้องทุกข์และการพิจารณาร้องทุกข์ พ.ศ. 2551 ข้อ 16 ซึ่งกำหนดว่า เมื่อ ก.ค.ศ. ได้มีมติเป็นประการใดแล้ว ให้ผู้มีอำนาจตามมาตรา 53 สั่งหรือปฏิบัติให้เป็นไปตามมตินั้นในโอกาสแรกที่ทำได้ โดยมิได้กำหนดว่าการสั่งให้กลับเข้ารับราชการต้องรอฟังผลอาญาหรือให้คดีอาญาถึงที่สุดเสียก่อน และเพื่อลดปัญหาข้อขัดแย้ง จึงได้มีคำสั่งย้ายไปดำรงตำแหน่งวิทยาลัยการอาชีพพระสมุทรเจดีย์ ในอัตราเงินเดือนเดิม
ส่วนขั้น 58,430 บาท นั้น เป็นอัตราเงินเดือนของตำแหน่งเดิม มิใช่การเลื่อนให้ผู้ถูกร้องเรียนได้รับเงินเดือนที่สูงขึ้นเป็นจำนวนกว่า 16,000 บาท ตามที่มีการเสนอข่าว ดังนั้น การดำเนินการของผู้บังคับบัญชาและสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาจึงเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด และเป็นไปตามความจำเป็นเหมาะสมทุกประการ หาได้มีการใช้ดุลยพินิจโดยมิชอบ ทั้งในส่วนของการดำเนินการทางวินัย ซึ่งองค์กรที่มีอำนาจพิจารณารายงานการดำเนินการทางวินัยก็มีมติเห็นชอบและรับทราบผลในกรณีดังกล่าว และคดีอาญานั้น ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 มีคำพิพากษายกฟ้องผู้ถูกกล่าวหา
ส่วนการสั่งกลับเข้ารับราชการ การย้ายไปดำรงตำแหน่งที่สถานศึกษาแห่งอื่น และการพิจารณาความดีความชอบ ก็เป็นไปตามกฎหมายทุกประการ มิใช่พิจารณาให้บุคคลที่มีมลทินมัวหมอง หรือมี “สายสัมพันธ์พิเศษ” ได้รับความดีความชอบ ตามที่มีการนำเสนอข่าวในสื่อสังคมออนไลน์แต่อย่างใด
สพฐ.ผนึกมหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา และสมาคมกีฬาอีสปอร์ตแห่งประเทศไทย เดินหน้าจัดการแข่งขัน “OBEC ESPORTS” ทั่วประเทศ ปั้นเยาวชนไทยสู่เวทีนานาชาติ
เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2569 นางทองทิพย์ โคนชัยภูมิ รองผู้อำนวยการสำนักเทคโนโลยีเพื่อการเรียนการสอน (สทร.) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) เปิดเผยว่า สพฐ.จับมือ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา และ สมาคมกีฬาอีสปอร์ตแห่งประเทศไทย เดินหน้ายกระดับศักยภาพเยาวชนไทย โดยจัดการแข่งขันกีฬา “อีสปอร์ต” เพื่อเปิดเวทีให้นักเรียนจากทั่วทุกภูมิภาคได้แสดงฝีมือ พร้อมเฟ้นหาตัวแทนประเทศไทยก้าวสู่การแข่งขันในระดับนานาชาติ
นางทองทิพย์ กล่าวต่อไปว่า หลังจากได้คัดเลือกนักกีฬาที่ชนะการแข่งขันระดับประเทศแล้ว ในวันนี้เราได้แบ่งนักกีฬาออกเป็นสามกลุ่ม เพื่อไปแข่งแข่งขันฝึกทักษะกระชับมิตร โดยทีมที่ 1ไปแข่งขัน ที่ประเทศสิงคโปร์ ทีมที่ 2 ประเทศอินโดนีเซีย และทีมที่ 3 ประเทศเวียดนาม โดยที่นี่จะมีการแข่งขันกระชับมิตรกันที่มหาวิทยาลัย Hoa Sen University และมหาวิทยาลัย Banking University – Hoang Dieu 2 Campus เพื่อยกระดับศักยภาพนักกีฬาอีสปอร์ตไทยสู่เวทีนานาชาติ ผ่านการเก็บเกี่ยวประสบการณ์แข่งขันจริงในต่างประเทศ เรียนรู้มาตรฐานสากล พัฒนาทักษะการเล่นและการทำงานเป็นทีม สร้างเครือข่ายความร่วมมือในระดับอาเซียน และต่อยอดองค์ความรู้เพื่อนำกลับมาพัฒนาอีสปอร์ตไทยอย่างยั่งยืน
“โครงการดังกล่าวถือเป็นอีกก้าวสำคัญของการศึกษาไทยที่ปรับตัวให้ทันโลกยุคดิจิทัล โดยมุ่งเน้นการพัฒนาทักษะแห่งอนาคต Future Skill ผ่านเกมการแข่งขัน ไม่ว่าจะเป็นการคิดวิเคราะห์ การวางแผนเชิงกลยุทธ์ การทำงานเป็นทีม และการตัดสินใจภายใต้แรงกดดัน” นางทองทิพย์ กล่าวและว่า การแข่งขันครั้งนี้ไม่ใช่เพียงกิจกรรมด้านความบันเทิง แต่เป็น “สนามฝึกทักษะชีวิต” ที่ช่วยต่อยอดไปสู่อาชีพในอนาคต ทั้งสายอีสปอร์ต นักพัฒนาเกม นักพากย์ นักวิเคราะห์เกม และอุตสาหกรรมดิจิทัลที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในระดับโลก
นางสาวลลิฉัตร์ ธิติชัยกุลเวทย์ ตัวแทน สมาคมกีฬาอีสปอร์ต กล่าวว่าประเทศไทยมีศักยภาพด้านอีสปอร์ตไม่แพ้ชาติใดในโลก หากได้รับการสนับสนุนอย่างถูกทิศทาง เยาวชนไทยสามารถก้าวขึ้นสู่ระดับมืออาชีพ และสร้างชื่อเสียงในเวทีนานาชาติได้อย่างแน่นอน และยังสะท้อนถึงทิศทางใหม่ของการศึกษาไทย ที่ก้าวข้ามข้อจำกัดของห้องเรียน เปิดพื้นที่ให้ผู้เรียนได้พัฒนาศักยภาพตามความถนัดและความสนใจ พร้อมต่อยอดความฝันของเยาวชนให้เติบโตได้อย่างไร้ขีดจำกัด
ศธ.ถกสำนักงบฯจัดทำคำของบประมาณปี 70 ตั้งเป้า 4.5 แสนล้าน ครอบคลุมนโยบาย 5 ด้าน เพิ่ม 20% จากปี 69
เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยภายหลังการประชุมหารือระหว่างกระทรวงศึกษาธิการกับสำนักงบประมาณ ในการจัดทำคำของบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 ว่า การประชุมร่วมกับสำนักงบประมาณครั้งนี้ เพื่อพิจารณากรอบงบประมาณเบื้องต้นก่อนนำเสนอคณะรัฐมนตรี(ครม.) ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการตั้งกรอบงบประมาณเบื้องต้นไว้ 4.5 แสนล้านบาท โดยจำนวนนี้เป็นงบฯลงทุนประมาณ 5 หมื่นกว่าล้านบาท และกรอบงบประมาณดังกล่าวก็เป็นประมาณการตามที่สำนักงบประมาณให้ขอเกินกว่าปีงบประมาณ 2569 จำนวน 20%
รมว.ศึกษาธิการ กล่าวต่อไปว่า วันนี้เป็นการทำความเข้าใจในการพิจารณากรอบงบประมาณ ซึ่ง ศธ.ได้ยึดตามกรอบแนวทางการจัดทำงบประมาณตามนโยบายของนายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี ที่ให้ไว้เมื่อวันที่ 20 เมษายนที่ผ่านมา มารวมกับนโยบายกระทรวงศึกษาธิการ 5 ด้าน คือ คืนเวลาให้ครู คืนอนาคตให้เด็ก , รื้อสูตรลดความเหลื่อมล้ำด้านงบประมาณและโอกาส ยกเลิกการจัดสรรงบรายหัวแบบเท่ากันแต่ไม่เป็นธรรม, ยกระดับการเรียนรู้สู่โลกความจริง เปลี่ยนการเรียนการสอนแบบท่องจำเป็น หลักสูตรฐานสมรรถนะ , โรงเรียนต้องเป็น พื้นที่ปลอดภัย และ ผลักดันร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ อย่างไรก็ตามในการหารือได้มีบางเรื่องที่ตนมอบให้ไปปรับแก้เพื่อให้สอดคล้องกับภารกิจของกระทรวงด้วย เช่น การลดภาระครูซึ่งเป็นเรื่องใหญ่และจำเป็น จึงให้ไปดูว่ามีจุดไหนที่สามารถบูรณาการร่วมกันได้ ก็ให้นำงบฯของแต่ละหน่วยงานมาดูว่า จะเพิ่มหรือลดอย่างไร เพื่อให้เกิดสัมฤทธิ์ผลจริง ๆ ในทางปฏิบัติ เป็นต้น
“ปีนี้งบฯไม่เยอะ เรารู้ถึงสภาวการณ์ที่ประเทศได้รับผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน เราจะต้องใช้งบฯอย่างคุ้มค่า งบฯศึกษาดูงานถ้าไม่จำเป็นจะไม่มีเลย” นายประเสริฐกล่าวและว่า ส่วนมีความกังวลที่ว่างบฯจะถูกตัดหรือไม่นั้น ส่วนตัวไม่กังวล เพราะการจัดทำงบประมาณเป็นไปตามกรอบนโยบายที่รัฐบาลกำหนด
มทร.กรุงเทพเปิดรับตรงรอบ 4-5 และ ADMISSION รอบ 3 ปี 69
รศ.ดร.พิชัย จันทร์มณี อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) กรุงเทพ เปิดเผยว่า ขณะนี้มทร.กรุงเทพกำลังเปิดรับสมัครบุคคลเข้าศึกษาระดับปริญญาตรี ประจำปีการศึกษา 2569 ใน 7 คณะ 1วิทยาลัย ได้แก่ คณะศิลปศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม คณะวิศวกรรมศาสตร์ คณะบริหารธุรกิจ คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ คณะอุตสาหกรรมสิ่งทอ และวิทยาลัยนานาชาติ โดยมีกำหนดการรับสมัครดังนี้ ประเภทรับตรง 4 (ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ(ปวช.)/ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง(ปวส.) โดยรับสมัครที่เว็บไซต์ https://admission.rmutk.ac.th ตั้งแต่บัดนี้ถึงวันที่ 24 เม.ย.69 ประกาศรายชื่อผู้ผ่านการคัดเลือก วันที่ 1 พ.ค.69 ลิงก์ไฟล์เอกสารและหลักฐานที่ใช้ในการสอบคัดเลือก ตั้งแต่บัดนี้ถึงวันที่ 8 พ.ค.69 สอบคัดเลือกรูปแบบOnline วันที่ 9 พ.ค.69 และประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์เขาศึกษา วันที่ 20 พ.ค.69

รศ.ดร.พิชัย กล่าวอีกว่า สำหรับจำนวนรับนักศึกษามีดังนี้รับประเภทรับตรง รอบ 4 รับจำนวน 1,357 คน แยกเป็น คณะศิลปศาสตร์ 50 คน คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 85 คน คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม 135 คน คณะวิศวกรรมศาสตร์172 คน คณะบริหารธุรกิจ 595 คน คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ 260 คน คณะอุตสาหกรรมสิ่งทอ 45 คน และวิทยาลัยนานาชาติ 15 คน ส่วนรับตรงรอบ 5 รับจำนวน 1,275 คน แยกเป็น คณะศิลปศาสตร์ 45 คน คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 50 คน คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม 135 คน คณะวิศวกรรมศาสตร์ 130 คน คณะบริหารธุรกิจ 585 คน คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ 280 คน คณะอุตสาหกรรมสิ่งทอ 35 คน และวิทยาลัยนานาชาติ 15 คน และการรับรอบ 3 ADMISSION รับจำนวน 2,456 คน แยกเป็น คณะศิลปศาสตร์ 370 คน คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 355 คน คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม 135 คน คณะวิศวกรรมศาสตร์ 371 คน คณะบริหารธุรกิจ 805 คน คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ 255 คน คณะอุตสาหกรรมสิ่งทอ 105 คน และวิทยาลัยนานาชาติ 60 คน อย่างไรก็ตามนักเรียนที่สนใจสามารถสมัครเข้าเรียนได้ที่มทร.กรุงเทพ เพราะเราเป็นมหาวิทยาลัยรัฐชั้นนำที่มุ่งเน้นการผลิตบัณฑิตนักปฏิบัติ มีจุดเด่นด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม ทำเลที่ตั้งใจกลางเมือง เดินทางสะดวก ติดอันดับ 1 ใน 10 มหาวิทยาลัยยอดนิยม ของกลุ่มราชมงคล โดดเด่นด้านคหกรรมศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ และเทคโนโลยีเฉพาะทาง มีชื่อเสียงเรื่องการฝึกฝนทักษะจริงจบแล้วมีงานทำแน่นอนสพฐ.ส่งต่อแนวทางขับเคลื่อนนโยบายการศึกษา ปั้นพลเมืองคุณภาพในอนาคต คิด วิเคราะห์ แก้ปัญหาได้
เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2569 ดร.พิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เป็นประธานการประชุมผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ครั้งที่ 14/2569 เพื่อติดตามความก้าวหน้าและขับเคลื่อนนโยบายสำคัญด้านการพัฒนาคุณภาพการศึกษา โดยมี ดร.พิเชฐร์ วันทอง ดร.วิษณุ ทรัพย์สมบัติ และนางภัทรวรรณ ภัทรบวรวุฒิ รองเลขาธิการ กพฐ. พร้อมด้วย ดร.อรุณี จิรมหาศาล และ ดร.อาทิตยา ปัญญา ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ. เข้าร่วมประชุม ร่วมกับผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ผู้อำนวยการสำนักต่าง ๆ และบุคลากรของ สพฐ. ณ ห้องประชุม สพฐ. 1 อาคาร สพฐ. 4 ชั้น 2 กระทรวงศึกษาธิการ และผ่านระบบออนไลน์
ดร.พิเชฐ กล่าวว่า สพฐ.ได้นำนโยบายและแนวทางการขับเคลื่อนนโยบายด้านการศึกษาของ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เสนอต่อที่ประชุม เพื่อมอบแนวทางให้ผู้บริหารและผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานำไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมในสถานศึกษาทั่วประเทศ พร้อมย้ำข้อเน้นสำคัญในการปฏิรูปการศึกษา โดยมุ่งปรับรูปแบบการทำงานใหม่ ใช้ข้อมูลเป็นเข็มทิศในการตัดสินใจ บูรณาการความร่วมมือทุกภาคส่วน และยึดหลักแยกการศึกษาออกจากการเมืองอย่างชัดเจน ทั้งนี้ เพื่อมุ่งพัฒนาผู้เรียนให้เป็นพลเมืองคุณภาพ ที่มีทักษะการคิดวิเคราะห์ สร้างสรรค์ แก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถประยุกต์ใช้เทคโนโลยีได้อย่างเหมาะสม และก้าวทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกในระดับสากลต่อไป
เลขาธิการ กพฐ. กล่าวต่อไปว่า สำหรับนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ ใน 5 ภารกิจหลัก เพื่อก้าวใหม่ของการศึกษาไทย ประกอบด้วย 1. คืนเวลาให้ครู คืนอนาคตให้เด็ก: ลุยโปรเจกต์ “Work Smart” ยุบรวมโครงการซ้ำซ้อน นำเอกสารดิจิทัลมาใช้ลดงานธุรการ และเตรียมนำร่องระบบ “ครัวกลาง” (Cloud Kitchen) ร่วมกับท้องถิ่น เพื่อลดภาระครูจากหน้าที่แม่ครัวและงานจัดซื้อจัดจ้าง 2. รื้อสูตรลดความเหลื่อมล้ำด้านงบประมาณ: ยกเลิกการจัดสรรงบประมาณแบบเท่ากันแต่ไม่เป็นธรรม เปลี่ยนเป็นให้งบฯ “ตามความจำเป็นจริง” พร้อมขับเคลื่อนโครงการ Thailand Zero Dropout และยกระดับทุน ODOS เพื่อรับประกันโอกาสที่เท่าเทียม 3. ยกระดับการเรียนรู้สู่โลกความจริง: ดันหลักสูตรฐานสมรรถนะและนโยบาย “AI for All” เตรียมพร้อม PISA 2029 พร้อมบูรณาการตั้ง Human Capital Superboard ข้ามกระทรวง (ศธ., อว., แรงงานฯ, พม. และเอกชน) ผลักดันธนาคารหน่วยกิตกลาง และร่วมมือกับองค์กรระดับโลกเพื่อสร้าง Global Citizen 4. โรงเรียนเป็นพื้นที่ปลอดภัย: ถอดแบบศูนย์ AOC ตั้ง “ศูนย์พิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ” 24 ชั่วโมง ทำงานเป็นทีมร่วมกับนักจิตวิทยาและนักกฎหมาย เพื่อปกป้องผู้เรียนและบุคลากรจากความรุนแรง และ 5. เร่งผลักดัน พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ ให้เป็นธรรมนูญการศึกษาและการเรียนรู้ของประเทศ เพื่อปลดล็อกหลักสูตรที่ไม่ทันสมัย สนับสนุนวิชาชีพครูอย่างเป็นรูปธรรม และคุ้มครองผู้เรียนที่หลากหลายอย่างยั่งยืน
นอกจากนี้ ในที่ประชุมยังได้ติดตามผลการเบิกจ่ายงบประมาณ ปี 2569 ในไตรมาสที่ 3 พบว่าหน่วยงานภายใต้สังกัด สพฐ. หลายแห่งยังมีผลการเบิกจ่ายที่ต่ำกว่าเป้าหมายอยู่ จึงได้เร่งรัดการเบิกจ่ายให้เป็นไปตามแผนงานที่กำหนด ตามเป้าหมายภาครัฐและมีการติดตามความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันมิให้งบประมาณต้องถูกพับไปตามข้อกำหนดของกฎหมาย เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดและกระตุ้นเศรษฐกิจ พร้อมทั้งบริหารงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และสนับสนุนการพัฒนาการศึกษาอย่างยั่งยืน
ป.ป.ช.เปิดทรัพย์สิน“สุเทพ” แจงละเอียดยิบมีทรัพย์สินรวมกับภรรยากว่า 41 ล. หนี้สินกว่า 16 ล.
เมื่อวันที่ 20 เม.ย. 2569 สำนักงานคณะกรรมการการป้องกันและปราบการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เปิดเผยบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูง ราย ดร.สุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการและกรรมการการกีฬาแห่งประเทศไทย กรณีดำรงตำแหน่งครบสามปี โดยยื่นเมื่อวันที่ 18 ม.ค.2569 ดร.สุเทพ และ น.ส.ฉัตราสิณี พิรหิรัณย์ ผู้อำนวยการวิทยาลัยประมงสมุทรสาคร ผู้อยู่กินฉันสามีภรรยาตามที่ป.ป.ช.กำหนด แจ้งมีทรัพย์สินทั้งสิ้น 41,068,391 บาท แจ้งมีหนี้สินทั้งสิ้น 16,104,337 บาท
ดร.สุเทพ แจ้งมีทรัพย์สิน 27,179,576 บาท ประกอบด้วย เงินฝาก 301,276 บาท เงินลงทุนหุ้นสหกรณ์ออมทรัพย์ 878,000 บาท โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง 16,400,000 บาท (ในหน้ารายละเอียดประกอบรายการที่ดิน แจ้งมีที่ดิน 1 แปลงในจังหวัดกรุงเทพฯ 4,400,000 บาท และในหน้ารายละเอียดประกอบรายการโรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง แจ้งมีโรงเรือน 3 หลังในจังหวัดกรุงเทพฯและบุรีรัมย์ รวมมูลค่า 12,000,000 บาท) ยานพาหนะ รถยนต์ 2 คัน ยี่ห้อ Benz และ Toyota รวมมูลค่า 1,020,000 บาท ทรัพย์สินอื่น เช่น พระเครื่อง 203 องค์ 7,672,000 บาท สร้อยคอทองคำเส้นละ 5 บาท 2 เส้น ปืน 1 กระบอก เป็นต้น รวมมูลค่า 8,580,300 บาท แจ้งมีหนี้สิน 10,222,504 บาท ประกอบด้วย เงินกู้จากธนาคาร 10,058,229 บาท หนี้สินที่มีหลักฐานเป็นหนังสือ 164,274 บาท
น.ส.ฉัตราสิณี แจ้งมีทรัพย์สิน 13,888,814 บาท ประกอบด้วย เงินสด 1,000,000 บาท เงินฝาก 861,004 บาท เงินลงทุนหุ้นสหกรณ์ออมทรัพย์ 582,810 บาท ที่ดิน 8 แปลงในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาและนครราชสีมา รวมมูลค่า 7,000,000 บาท โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง 3 หลังในจังวัดพระนครศรีอยุธยาและนครราชสีมา รวมมูลค่า 4,000,000 บาท ยานพาหนะ รถยนต์ 2 คัน รวมมูลค่า 445,000 บาท แจ้งมีหนี้สิน 5,881,832 บาท ทั้งหมดเป็นเงินกู้จากธนาคาร
ดร.สุเทพ แจ้งมีรายได้ต่อปีโดยประมาณ 3,911,600 บาท ประกอบด้วย เงินเดือน 921,600 บาท เงินประจำตำแหน่ง 252,000 บาท เงินค่าตอบแทนรายเดือน 252,000 บาท ค่าเช่าบ้าน 72,000 บาท เงินตอบแทนรถประจำตำแหน่ง 492,000 บาท เบี้ยประชุม 1,700,000 บาท เบี้ยประชุม/ค่าตอบแทนคณะกรรมการ กกท. 222,000 บาท แจ้งมีรายจ่ายต่อปีโดยประมาณ 2,746,632 บาท
น.ส.ฉัตราสิณี แจ้งมีรายได้ต่อปีโดยประมาณ 5,978,640 บาท ประกอบด้วย เงินเดือน 597,240 บาท เงินประจำตำแหน่ง 67,200 บาท เงินค่าตอบแทนรายเดือน 82,200 บาท บ้านเช่า (อยุธยา) 60,000 บาท ร้านขายอุปกรณ์การเรียน (สระบุรี) 1,440,000 บาท ร้านขายอุปกรณ์การเรียน (นครราชสีมา) ผลิตน้ำดื่ม (สระบุรี) 36,000 บาท ร้านขาย-ซ่อมโทรศัพท์ (นครราชสีมา) 240,000 บาท ร้านขาย-ซ่อมกุญแจ (นครราชสีมา) 36,000 บาท ร้านเครื่องซักผ้า (นครราชสีมา) 120,000 บาท รายรับจากพี่สาวที่ต่างประเทศ 420,000 บาท แจ้งมีรายจ่ายต่อปีโดยประมาณ 1,550,000 บาท
องค์การค้า สกสค.รับนโยบายลดราคาอุปกรณ์การเรียนกว่า 50%
เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2569 ดร.พีระพันธ์ เหมะรัต เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา(สกสค.) เปิดเผยว่า ตามที่นายประเสริฐ จันทรรองทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มอบนโยบายให้ทุกหน่วยงานขับเคลื่อนนโยบายลดภาระครู ผู้ปกครอง และ นักเรียน ในช่วงวิกฤตพลังงาน โดยให้จัดหาและตรึงราคาอุปกรณ์การเรียนที่จำเป็น จัดหาหนังสือ แบบเรียน เครื่องเขียน และอุปกรณ์การเรียน นั้น ในส่วนของ สำนักงาน สกสค.ได้ดำเนินการโดย มอบให้องค์การค้าของ สกสค. จัดทำส่วนลดพิเศษ กว่า 50% สำหรับร้านค้าศึกษาภัณฑ์พาณิชย์ 7 สาขา และผ่านออนไลน์ โดยมีสินค้าเข้าร่วมมากกว่า 260 รายการ จำนวนกว่า 150,000 ชิ้น ขณะเดียวกันได้มอบหมายให้ผู้อำนวยการสำนักงาน สกสค.จังหวัดทั่วประเทศ ประชุมร่วมกับคณะกรรมการ สกสค.จังหวัด ประสานความร่วมมือร้านค้าในพื้นที่ จัดทำส่วนลดพิเศษกว่า 478 แห่งทั่วประเทศ รองรับช่วงเปิดภาคเรียน
เลขาธิการ สกสค. กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ ได้มีการประสานกับองค์กรภาคี โดยเฉพาะกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เพื่อจัดส่วนลดร่วมกับ ร้านธงฟ้า และมินิธงฟ้า การจัดรถสินค้าเคลื่อนที่ การจัดกิจกรรมธงฟ้าที่สถานศึกษากว่า 1,000 แห่ง ทั่วประเทศ โดยเชื่อว่าการลดภาระในวันนี้ จะช่วยต่อโอกาสทางการศึกษาให้เด็กไทยได้อย่างยั่งยืน สกสค. ขอเป็นส่วนหนึ่งที่สนับสนุนนโยบายกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมเคียงข้างครูและผู้ปกครองทั่วประเทศ เพื่อให้ทุกการเปิดเทอมเป็นก้าวเริ่มต้น ที่มั่นคงของอนาคตลูกหลาน
“ประเสริฐ” กางแผนใหญ่ 5 ปี ลดงานครู รื้อสูตรจัดสรรงบประมาณ ชู AI โรงเรียนปลอดภัย ดันคลอดกฎหมายการศึกษา
เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรงศึกษาธิการ และ นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มอบนโยบายและแนวทางการขับเคลื่อนนโยบายการศึกษา โดยมี ดร.สุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วยผู้บริหารองค์กรหลัก ผู้บริหารระดับสูง และผู้บริหารหน่วยงานในกำกับของ ศธ. เข้ารับฟัง โดย นายประเสริฐ กล่าวว่า หลังจาก นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี ได้วางกรอบการจัดทำงบประมาณ ปี 2570 ตนจึงได้นำกรอบดังกล่าวมาแปลงเป็นนโยบาย แบ่งเป็น 5 ภารกิจหลัก คือ 1. คืนเวลาให้ครู คืนอนาคตให้เด็ก ให้ครูได้ทำหน้าที่สอนอย่างเดียวโดยไม่ต้องทำภาระงานอื่น ไม่ว่าจะเป็น งานเอกสาร อาหารกลางวัน จัดทำ”Work Smart” ยุบรวมโครงการซ้ำซ้อน นำเอกสารดิจิทัลมาใช้ลดงานธุรการ และเตรียมนำร่องระบบ “ครัวกลาง” (Cloud Kitchen) ร่วมกับท้องถิ่น ไม่ให้ครูต้องมาทำหน้าที่แม่ครัวและงานจัดซื้อจัดจ้าง
2.รื้อสูตรลดความเหลื่อมล้ำด้านงบประมาณและโอกาส ยกเลิกการจัดสรรงบรายหัวแบบเท่ากันแต่ไม่เป็นธรรม โดยจะจัดเปลี่ยนเป็นให้งบ “ตามความจำเป็นจริง” พร้อมผนึกกำลังดันโครงการ Thailand Zero Dropout และยกระดับทุน ODOS เพื่อรับประกันโอกาสที่เท่าเทียม ลดความเหลื่อมล้ำ ไม่ปล่อยให้เด็กไทยแม้แต่คนเดียวหลุดจากระบบการศึกษา ต้องนำเด็กที่ออกจากการศึกษากลับเข้าสู่ระบบการศึกษาให้ได้ทุกคน
3.ยกระดับการเรียนรู้สู่โลกความจริง เปลี่ยนการเรียนการสอนแบบท่องจำเป็น หลักสูตรฐานสมรรถนะ เน้นการคิดวิเคราะห์ และให้สามารถนำไปสู่การปฏิบัติได้จริงในชีวิตประจำวัน ผลักดันนโยบาย “AI for All” เพื่อเตรียมความพร้อมการทดสอบตามโครงการประเมินผลนักเรียนร่วมกับนานาชาติ หรือ PISA 2029 พร้อมบูรณาการตั้ง Human Capital Superboard ข้ามกระทรวง ทั้ง ศธ. กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ,กระทรวงแรงงาน ,กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และภาคเอกชน ผลักดันธนาคารหน่วยกิตกลาง (Credit Bank) และร่วมมือกับองค์กรระดับโลกเพื่อสร้าง Global Citizen
4.โรงเรียนต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัย ตั้งศูนย์พิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ 24 ชั่วโมง ทำงานเป็นทีมร่วมกับนักจิตวิทยาและนักกฎหมาย เพื่อปกป้องผู้เรียนและบุคลากรจากความรุนแรง และ
5.ผลักดันร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ซึ่งเปรียบเป็น “ธรรมนูญการศึกษา” เพื่อปลดล็อกหลักสูตรและคุ้มครองผู้เรียนอย่างยั่งยืน โดยจะเร่งดำเนินการให้เกิดขึ้นภายในรัฐบาลนี้ เพื่อให้การทำงานเป็นไปอย่างมีทิศทาง กระทรวงศึกษาธิการได้วางกรอบเป้าหมายระยะ 5 ปี (2026-2030) โดยเริ่มจากการกางพิมพ์เขียวและนำร่องโครงการนวัตกรรมในช่วง 1-2 ปีแรก เช่น ระบบเอกสารดิจิทัล และระบบครัวกลาง ก่อนจะเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านเพื่อผลักดัน พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ และขยายผลการใช้ AI เพื่อช่วยงานครูทั่วประเทศ โดยตั้งเป้าหมายสูงสุดในปี 2030 ที่การศึกษาไทยจะถูกพลิกโฉมอย่างเต็มรูปแบบ เด็กไทยเรียนไปมีงานทำทัดเทียมมาตรฐานโลก และมีการใช้ระบบ Admin Automation ในโรงเรียนทั่วประเทศเพื่อคืนเวลาสอนให้ครูอย่างแท้จริง จากนั้นจะสร้าง Blueprint ด้วยพลังของทุกคน ในสัปดาห์หน้า ศธ. เตรียมจัด Workshop ครั้งใหญ่ที่รวมทั้งคนในกระทรวง คนหน้างาน และคนที่ทำงานด้านการศึกษา เพื่อร่วมกันออกแบบ Blueprint ของศธ. และเพื่อติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิด โดยจะมีการเรียกประชุมผู้บริหารระดับสูง 2 สัปดาห์ครั้งในวันพุธ
“ผมคนเดียวแก้ปัญหาชั่วข้ามคืนไม่ได้ การศึกษาเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา แต่เราทำได้หากจับมือกัน วันนี้ผมขอชวนทุกคนถอดหมวกทางการเมืองแล้วสวมหมวกของ ‘ทีมการศึกษาไทย’ เพราะการศึกษาเป็นเรื่องของทุกคน เราจะไม่นำการศึกษามาเล่นการเมือง ดังนั้นหากเราต้องการ Education for All เราต้องเริ่มจาก All for Education เราจะเริ่มตั้งแต่วันนี้ และเราจะก้าวหน้าไปด้วยกัน ผมเชื่อว่าศธ. มีบุคลากรที่มีความสามารถจำนวนมาก การทำงานที่เป็นระบบแท่ง ต้องปรับเป็นทีมศธ.” นายประเสริฐ กล่าวและว่า สำหรับการลดภาระนักเรียนและผู้ปกครอง ในช่วงเปิดภาคเรียน เดือนพฤษภาคมนี้ ตนมีข้อกังวล2 เรื่อง คือ ปัญหาฝุ่น PM2.5 โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือ ซึ่งได้มีการประสานโรงเรียน เบื้องต้นให้ลดกิจกรรมนอกห้องเรียน และอีกปัญหาคือวิกฤตพลังงาน ที่ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องลดภาระผู้ปกครอง เช่น ร่วมกับกระทรวงพาณิชย์จัดโครงการธงฟ้า ขายเครื่องแบบนักเรียนราคาถูก ส่วนเรื่องลดค่าบำรุงการศึกษา นั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้มีการหารือแล้ว และเร็วๆ นี้จะมีการออกแนวปฏิบัติ การลดค่าบำรุงการศึกษา เพื่อเป็นมาตรฐานกลาง แจ้งให้โรงเรียนรับทราบและนำไปปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป ส่วนการลดภาระครูนั้น ส่วนใหญ่ครูจะอยู่ในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.)ซึ่งตนก็ขอให้สพฐ.ไปหาวิธีลดภาระครูเพิ่มเติมมาอีก ซึ่งตนจะคำสั่งให้ดำเนินการทันที












