“ยศชนัน” นำทัพ 3 ประสาน อว.-รง.-กษ. ลงพื้นที่อุดรธานี ชูยุทธศาสตร์ “บริหารจัดการน้ำด้วยนวัตกรรม” บูรณาการข้อมูลตั้งเป้าใช้วิทยาศาสตร์-เทคโนโลยีแก้ปัญหา ท่วม-แล้ง ยั่งยืนทั่วประเทศ

เมื่อเวลา 08.30 น.วันที่ 25 เมษายน 2569 ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้นำคณะผู้บริหารระดับสูงลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำ ณ โครงการคลองส่งน้ำห้วยหลวง จังหวัดอุดรธานี โดยมี นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และนายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมคณะเพื่อบูรณาการการทำงานข้ามกระทรวง โดยเน้นหนักไปที่การรับฟังปัญหา ทางออก และข้อเสนอการบริหารจัดการน้ำในสภาวะวิกฤตทั้งภัยแล้งและน้ำท่วมในพื้นที่อำเภอเมือง พร้อมทั้งหารือร่วมกับกรมชลประทานและสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) หรือ สสน. เพื่อเยี่ยมชมเทคโนโลยีระบบเฝ้าระวังและคาดการณ์อัจฉริยะที่จะเข้ามาเป็นหัวใจหลักในการทำงานยุคใหม่

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า การบริหารจัดการน้ำในโลกปัจจุบันไม่สามารถพึ่งพาเพียงประสบการณ์แบบเดิมได้ แต่จำเป็นต้องใช้ชุดข้อมูลที่ครบถ้วนและแม่นยำที่สุด ซึ่งในขณะนี้ สสน.ประสบความสำเร็จในการบูรณาการฐานข้อมูลขนาดใหญ่จาก 56 หน่วยงาน ภายใต้ 13 กระทรวง เพื่อสร้างภาพรวมของวงจรน้ำทั้งระบบ ตั้งแต่น้ำในชั้นบรรยากาศ น้ำบนดิน ไปจนถึงน้ำใต้ดิน ผ่านเครือข่ายเซนเซอร์และสถานีโทรมาตรที่ทันสมัย เพื่อนำข้อมูลเหล่านั้นมาวิเคราะห์ วางแผนแจ้งเตือน และแก้ไขปัญหาให้พี่น้องประชาชนได้อย่างทันท่วงที โดยตนได้วางแนวทางขับเคลื่อนผ่าน 3 ประเด็นหลักอย่างเป็นรูปธรรม เริ่มจากการสร้างฐานข้อมูลและศูนย์สั่งการระดับพื้นที่ โดยจะผลักดัน “ศูนย์บริหารจัดการน้ำจังหวัดอุดรธานี” ให้เป็นโครงการต้นแบบในการดึงข้อมูลจากคลังข้อมูลน้ำแห่งชาติมาใช้จริงในระดับท้องถิ่น และมีแผนจะขยายผลไปยังทุกจังหวัดทั่วประเทศ โดยมุ่งเน้นการทำงานร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัด และองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เพื่อสร้างความพร้อมให้คนในพื้นที่สามารถบริหารจัดการทรัพยากรน้ำได้เองด้วยความรู้ทางวิทยาศาสตร์

รองนายกฯ และ รมว.อว.กล่าวด้วยว่า ได้กำชับให้ สสน. บูรณาการเชิงลึกร่วมกับกรมชลประทาน ในการสำรวจและประเมินศักยภาพลำน้ำด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงและเรือสำรวจ เพื่อตรวจสอบสภาพลำน้ำและวางแผนการขุดลอกอย่างเป็นระบบทั้งในและนอกเขตชลประทาน รวมถึงการเร่งติดตั้งสถานีโทรมาตรเพิ่มเติมให้ครอบคลุม เพื่อความคล่องตัวในการจัดสรรงบประมาณบูรณาการน้ำร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ ที่สำคัญคือการถ่ายทอดเทคโนโลยีและขยายผลความสำเร็จสู่ระดับชุมชน มาเป็นต้นแบบในการถ่ายทอดความรู้ให้ครอบคลุมทุกภูมิภาค ภายใต้ความร่วมมือกับกระทรวงแรงงานและหน่วยงานในท้องถิ่น เพื่อให้เกิดวงจรการจัดการน้ำที่สมบูรณ์ตั้งแต่การอนุรักษ์ป่าต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ ซึ่งการดำเนินงานครั้งนี้ไม่ใช่แค่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปวันๆ แต่คือการวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลระดับประเทศ เพื่อลดความสูญเสียจากปัญหา “ท่วม-แล้ง” ให้เหลือน้อยที่สุดด้วยพลังของวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม

ด้าน นายจุลพันธ์ กล่าวเติมถึงการปิดช่องว่างในการทำงาน ว่า ได้มีการเสนอให้เปลี่ยนข้อมูลที่มีความละเอียดระดับตำบลให้กลายเป็น “ข้อเสนอโครงการ” ที่มีความชัดเจนในเชิงปฏิบัติ เพื่อให้ฝ่ายบริหารสามารถพิจารณาอนุมัติงบประมาณและเริ่มดำเนินการแก้ไขปัญหาได้ทันทีที่ลงพื้นที่ ตลอดจนการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่าง สสน. สทนช. และกรมชลประทานให้เป็นเนื้อเดียวกัน

ส่วน นายวัชระพล กล่าวแสดงความยินดีที่มีภาคประชาชนและท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วม พร้อมสั่งการให้กรมชลประทานเร่งดำเนินการขุดลอกห้วยหลวงเพื่อบรรเทาทุกข์ให้ประชาชนโดยด่วน และเน้นย้ำให้หน่วยงานภายใต้กระทรวงเกษตรฯ บูรณาการข้อมูลการพยากรณ์อากาศร่วมกับกระทรวง อว. และกรมอุตุนิยมวิทยา เพื่อให้สามารถคาดการณ์และป้องกันปัญหาก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์วิกฤต เป็นการสร้างความมั่นคงทางทรัพยากรน้ำให้กับจังหวัดอุดรธานีอย่างยั่งยืนในระยะยาว

“ครูจวง” – “ดร.เกศทิพย์” ลุย Surprise Visit ตรวจเยี่ยมสอบเทียบต้องโปร่งใส ตอบโจทย์ เสมา 2 สร้างความเชื่อมั่นให้ผู้เรียน  

วันที่ 25 เมษายน 2569 คณะทำงานรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ โดย ครูจวง ปารมี ไวจงเจริญ ได้รับมอบหมายจาก นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ ให้ร่วมกับกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) โดย ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดี สกร. พร้อมด้วย ดร.โยฑิน สมโนนนท์ รองอธิบดี สกร. และคณะ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและติดตามการดำเนินงาน “การสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐาน” ณ สนามสอบโรงเรียนศรีบุณยานนท์ อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี ในรูปแบบ Surprise Visit เพื่อสะท้อนสภาพการดำเนินงานจริงในพื้นที่อย่างตรงไปตรงมา

ครูจวง กล่าวว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้มุ่งเน้นการกำกับคุณภาพการจัดสอบให้เป็นไปอย่างโปร่งใส เป็นธรรม และยึดมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ สอดคล้องกับแนวทางการยกระดับระบบการประเมินผลของ สกร. ที่ให้ความสำคัญกับ “ความเชื่อมั่นของผู้เรียน” ควบคู่กับ “คุณภาพของระบบ” โดยคณะผู้บริหารได้ตรวจเยี่ยมกระบวนการจัดสอบ พบปะให้กำลังใจผู้เข้าสอบ พร้อมสร้างความมั่นใจว่าทุกความพยายามของผู้เรียนจะได้รับการประเมินอย่างเที่ยงตรงและยุติธรรม นอกจากนี้ยังได้พูดคุยรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากผู้ปกครองที่มาส่งนักศึกษาเข้าสอบ โดยผู้ปกครองรายหนึ่งสะท้อนว่า การสอบเทียบฯ ของ สกร. เป็นโอกาสสำคัญสำหรับบุตรหลานที่เรียนในรูปแบบโฮมสคูลและมีความสามารถพิเศษ ช่วยเปิดทางให้สามารถพิสูจน์ศักยภาพได้อย่างเหมาะสม พร้อมเสนอให้ภาครัฐขยายการสนับสนุนกลุ่มผู้เรียนลักษณะนี้ให้กว้างขวางยิ่งขึ้นในอนาคต

“ในมิติของการพัฒนาระบบการเรียนรู้ การสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐาน ถือเป็นกลไกสำคัญภายใต้พระราชบัญญัติส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ.2566 ที่สะท้อนแนวคิด การเรียนรู้ตลอดชีวิต อย่างเป็นรูปธรรม โดยเปิดโอกาสให้ผู้เรียนสามารถนำความรู้ ทักษะ และประสบการณ์ที่มีอยู่ มาพิสูจน์ผลลัพธ์การเรียนรู้ได้โดยไม่ยึดติดกับเวลาเรียนในระบบเดิม เปลี่ยนจาก เรียนตามเวลา เป็น วัดจากศักยภาพจริง”ครูจวงกล่าวและว่า การสอบเทียบฯ ยังเป็นอีกหนึ่งช่องทางสำคัญในรูปแบบ Fast Track ที่ช่วยให้ผู้เรียนสามารถออกแบบเส้นทางการเรียนรู้ของตนเองได้อย่างยืดหยุ่น ลดข้อจำกัดเดิม และต่อยอดสู่การศึกษาระดับที่สูงขึ้นหรือสายอาชีพได้เร็วขึ้น ตอกย้ำบทบาทของ สกร. ในการเป็น “แพลตฟอร์มแห่งโอกาส” ที่ทำให้เกิดการเรียนรู้ได้ทุกที่ ทุกเวลา และตอบโจทย์ความแตกต่างของผู้เรียนในศตวรรษที่ 21

ด้าน ดร.เกศทิพย์ กล่าวว่า การสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐาน ครั้งที่ 1 ปีงบประมาณ พ.ศ.2569 มีผู้เข้าสอบทั่วประเทศจำนวน 267 คน โดยในพื้นที่จังหวัดนนทบุรี มีผู้เข้าสอบ 20 คน แบ่งเป็นระดับประถมศึกษา 2 คน ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น 2 คน และระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย 16 คน การลงพื้นที่แบบ Surprise Visit ในครั้งนี้ ไม่เพียงเป็นการติดตามตรวจสอบ แต่ยังเป็นการยืนยันว่า ความตั้งใจของ นายอัครนันท์ ที่อยากจะเข้าไปดูกระบวนการการทำงานขององค์กร หน่วยงานความรับผิดชอบ มีอะไรที่ต้องปรับแก้ไขเพื่อให้การศึกษาได้มีประสิทธิภาพเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น ซึ่งตรงกันกับแนวทางของ“สกร. ให้ความสำคัญกับคุณภาพ มาตรฐาน และความเท่าเทียม” พร้อมรับฟังเสียงสะท้อนจากผู้เรียนและผู้ปกครองอย่างรอบด้าน เพื่อให้ทุกสนามสอบคือโอกาสที่แท้จริงของผู้เรียน และทุกความสำเร็จคือผลลัพธ์ของระบบการเรียนรู้ที่เชื่อถือได้อย่างแท้จริง

“อ.เชน” โชว์วิสัยทัศน์เปิดเวที STS Forum ไทย – ญี่ปุ่น 2026 ตั้งเป้าขับเคลื่อนอุตสาหกรรม “เศรษฐกิจสุขภาพ”

เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2569 ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานเปิดงานและกล่าวปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ “ความท้าทายระดับโลกและแนวโน้มใหม่ด้านการวิจัยและการศึกษาในศตวรรษที่ 21” ในการประชุม STS forum Japan-Thailand Symposium 2026 ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ภายใต้แนวคิด “The Great Convergence” ที่มุ่งเน้นการบูรณาการองค์ความรู้เพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อโลกในทุกมิติ โดยสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ(วช.) โดยมี ทพญ.ศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ ที่ปรึกษา รมว.อว. นายฉัตริน จันทร์หอม เลขานุการ รมว.อว. ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัด อว. ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ผู้บริหาร อว. และพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ เข้าร่วมณ ห้องเวิลด์บอลรูม ชั้น 23โรงแรม Centara Grand & Bangkok Convention Centre at CentralWorld กรุงเทพมหานคร

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า STS Forum Japan-Thailand Symposium 2026 เป็นเวทีที่รวบรวมผู้เชี่ยวชาญจากทุกศาสตร์ ทุกสาขา มาร่วมแลกเปลี่ยนและพัฒนาแนวทางเพื่อแก้ปัญหาระดับโลก เปรียบเสมือน “เวทีระดับโนเบลของเอเชีย” การที่ญี่ปุ่นเป็นผู้นำในการเชื่อมโยงความรู้ระดับโลก สะท้อนมาถึงนโยบายของตนที่ต้องการนำ อว. เดินไปสู่ World Class University ที่อาจารย์และนักวิจัยจะมุ่งสู่ระดับโลก ซึ่งต้องแสวงหาความร่วมมือข้ามศาสตร์ ข้ามสาขาและเชื่อมโยงกับทั้งผู้ปฏิบัติ ภาคอุตสาหกรรม และหน่วยงานภาครัฐ

รองนายกฯ และ รมว.อว. กล่าวต่อว่า การประชุมครั้งนี้ ได้ชูโมเดลการพัฒนามหาวิทยาลัยระดับโลกที่เน้นความสมดุลระหว่างการศึกษา การวิจัย และนวัตกรรม โดยงานวิจัยต้องไม่หยุดอยู่แค่ในสถาบันการศึกษา แต่ต้องก้าวไปสู่การสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้จริง หัวใจสำคัญคือการดึงกลุ่มนักลงทุนและผู้ประกอบการ เข้ามาเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญเพื่อสนับสนุนเงินทุน ผลักดันงานวิจัยให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมและตอบโจทย์ตลาดโลกได้

“อว.ตั้งเป้าหมายขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยเฉพาะ “เศรษฐกิจสุขภาพ” (Wellness Economy) ที่บูรณาการภาคการเกษตร อุตสาหกรรม และบริการเพื่อต่อยอดสู่การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพมูลค่าสูง รวมถึงการพัฒนา “อุปกรณ์การแพทย์” ที่เตรียมร่วมมือกับบริษัทจากประเทศญี่ปุ่นในการนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ เข้ามาประยุกต์ใช้ ตลอดจนการผลักดันงานวิจัยด้านสาธารณสุขให้ก้าวข้ามจากเครื่องต้นแบบไปสู่กระบวนการทดสอบทางคลินิก (Clinical Trials) อย่างจริงจัง นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับ “อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์” โดยเร่งดึงนักวิจัยไทยเข้าไปมีส่วนร่วมในห่วงโซ่การผลิตร่วมกับฐานโรงงานผลิตชิปของญี่ปุ่นในประเทศไทย เพื่อสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม รวมทั้งมุ่งสร้างแรงบันดาลใจและสนับสนุน “นักวิจัยรุ่นใหม่” โดยได้รับการสนับสนุนจาก วช. เพื่อเปิดโอกาสให้นักวิจัยไทยได้เข้าร่วมเวทีระดับโลกและแลกเปลี่ยนมุมมองกับเจ้าของรางวัลโนเบล ซึ่งจะเป็นแรงกระตุ้นสำคัญในการสร้างสรรค์ผลงานที่สามารถเปลี่ยนแปลงโลกได้” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว และว่า การผนึกกำลังระหว่างภาควิชาการ ภาคธุรกิจ และนักลงทุน ไม่เพียงแต่จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตและสังคมผู้สูงอายุ แต่ยังครอบคลุมถึงการนำเทคโนโลยีระดับสูงอย่างเทคโนโลยีฝาแฝดดิจิทัล (Digital Twin) มาใช้จำลองและรับมือกับวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ นำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืนในทุกมิติ

ด้าน ศ.ดร.ศุภชัย กล่าวว่า งาน STS forum Japan-Thailand Symposium 2026 เน้นบทบาทของ AI ในฐานะกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศและแก้ไขวิกฤตโลก ด้วยแนวคิด “The Great Convergence” ที่มุ่งบูรณาการ AI กับด้านสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจชีวภาพ  อว. เดินหน้าสร้างระบบนิเวศนวัตกรรม ส่งเสริมวิจัยข้ามศาสตร์ และผลักดันการใช้ประโยชน์จริง ซึ่งความร่วมมือระดับนานาชาติเป็นสิ่งจำเป็น ขณะที่ก็ประเทศไทยมีความพร้อมทั้งด้านสาธารณสุขและเศรษฐกิจชีวภาพในการร่วมขับเคลื่อน เวทีนี้จึงเป็นพื้นที่สำคัญในการเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างภาครัฐ นักวิจัย และภาคเอกชน เพื่อกำหนดทิศทางการพัฒนาในอนาคต

“ยศชนัน”มั่นใจ อว.ทำได้ผลักดันใช้นวัตกรรมให้เกิดประโยชน์จริง ชี้ทางรอดไทยต้องพลิกประเทศจากผู้ตามสู่ผู้กำหนดเกม เชื่อไทยยังมีโอกาสหากมีผู้นำที่สามารถเชื่อมโยงนวัตกรรมกับนโยบายได้

เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2569 ศ.ดร.ยศชนัน วงสวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวปาฐกถาและมอบนโยบาย ในหลักสูตรการอบรมเชิงปฏิบัติการ เพื่อพัฒนาขีดความสามารถด้านนวัตกรรมสำหรับกลุ่มผู้นำรุ่นใหม่ภาครัฐและเอกชน (PPCIL) รุ่นที่ 8 โดยมี ทพญ.ศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ ที่ปรึกษา รมว.อว. ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล กรรมการและที่ปรึกษาพิเศษอาวุโสมูลนิธิชัยพัฒนา ดร.อุรัจฉวี อุณหเลขกะ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ NIA พร้อมคณะผู้บริหาร วิทยากร และผู้เข้าร่วมอบรม เข้าร่วม ณ โรงแรมพูลแมน คิงพาวเวอร์ กรุงเทพฯ

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า การขับเคลื่อนนวัตกรรมเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืนในปัจจุบัน จำเป็นต้องอาศัยแนวคิดที่มองภาพรวมอย่างเป็นระบบ ไม่ใช่เพียงการสร้างสรรค์นวัตกรรมในวงจำกัด แต่ต้องสามารถนำไปใช้ได้จริงและสร้างผลกระทบในวงกว้าง โดยควรปรับเปลี่ยนมุมมองจาก Design Thinking ไปสู่ System Thinking ที่มุ่งแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ พร้อมส่งเสริมแนวทาง Sandbox เพื่อเปิดพื้นที่ทดลองนวัตกรรมและนโยบายในวงจำกัด ก่อนขยายผลสู่ระดับประเทศ  ทั้งนี้ “ระบบนิเวศนวัตกรรม” ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่จะเอื้อให้นวัตกรรมเติบโตอย่างแท้จริง ซึ่งต้องครอบคลุมตั้งแต่การพัฒนาหลักสูตร การสร้างทรัพย์สินทางปัญญา กลไกสนับสนุนจากภาครัฐและเอกชน ตลอดจนการเชื่อมโยงสู่ตลาดในระดับสากล โดยจำเป็นต้องตั้งคำถามให้ชัดเจนว่า นวัตกรรมที่พัฒนาขึ้นจะมีคุณค่าในบริบทใด สามารถต่อยอดเชิงพาณิชย์ในประเทศใด และสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมได้อย่างไร

รองนายกฯ และ รมว.อว. กล่าวต่อไปว่า ในโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทักษะเดิมอาจล้าสมัยได้ในเวลาอันสั้น ทุกคนจึงต้องพัฒนาและปรับทักษะอย่างต่อเนื่อง โดยมหาวิทยาลัยควรปรับบทบาทเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ตลอดชีวิต รองรับคนทุกช่วงวัย และตอบโจทย์โลกยุคใหม่ ควบคู่กับการเปิดรับโอกาสใหม่ กล้าก้าวออกจากกรอบเดิม และเชื่อมโยงเข้าสู่ระบบนิเวศนวัตกรรมในระดับโลก นอกจากนี้ นวัตกรรมยังมีบทบาทสำคัญต่อการสร้างกลไกการเติบโตใหม่ของประเทศ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมมูลค่าสูง เช่น ด้านสุขภาพและการแพทย์ ซึ่งประเทศไทยมีศักยภาพในการก้าวสู่การเป็นผู้นำระดับโลก ควบคู่กับการสร้างความมั่นคงของประเทศ และการใช้เทคโนโลยีเพื่อยกระดับความโปร่งใส ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการควรเลือกใช้แหล่งเงินทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยง และใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีของมหาวิทยาลัยผ่านการถ่ายทอดเทคโนโลยี เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มโอกาสในการพัฒนาธุรกิจใหม่

“อว. มีบทบาทสำคัญในการเป็นกลไกสนับสนุน ผ่านการส่งเสริมงานวิจัยและพัฒนา การสนับสนุนผู้ประกอบการนวัตกรรม การพัฒนากำลังคนคุณภาพสูง และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือทั้งในและต่างประเทศ เพื่อผลักดันให้นวัตกรรมสามารถเกิดขึ้นและนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงในทุกมิติ” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวและว่า เชื่อมั่นว่าผู้เข้าร่วมหลักสูตร PPCIL รุ่นที่ 8 จะเป็นกำลังสำคัญในการยกระดับประเทศ ขอให้ทุกท่านคิดเชิงระบบ คิดเชิงอนาคต คิดเชิงนวัตกรรม พร้อมกล้าตัดสินใจและกล้าขับเคลื่อนในสิ่งที่ถูกต้อง เพราะประเทศไทยยังมีโอกาสอีกมาก หากมีผู้นำที่สามารถเชื่อมโยงนวัตกรรมกับนโยบาย และแปลงวิสัยทัศน์สู่การปฏิบัติได้จริง

สพฐ.จับมือภาคีเครือข่าย เดินหน้า“สถานศึกษาปลอดภัย–พื้นที่สร้างสรรค์” ทั่วประเทศ  


เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2569 ดร.พิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เป็นประธานการประชุมจัดทำ (ร่าง) บันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ว่าด้วยการขับเคลื่อนความร่วมมือในการสร้างความปลอดภัยและพื้นที่สร้างสรรค์ในสถานศึกษา ระหว่างสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กับหน่วยงานภาคีที่เกี่ยวข้อง โดยมี นางภัทรวรรณ ภัทรบวรวุฒิ รองเลขาธิการ กพฐ. ผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ณ ห้องประชุม สพฐ. 2 อาคาร สพฐ. 5 กระทรวงศึกษาธิการ

ดร.พิเชฐ กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อระดมความคิดเห็นและกำหนดแนวทางการดำเนินงานร่วมกันระหว่าง สพฐ. และหน่วยงานหลัก อาทิ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงมหาดไทย กระทรวงยุติธรรม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงแรงงาน กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงกลาโหม กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงคมนาคม สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เพื่อจัดทำข้อตกลงความร่วมมือที่ครอบคลุมการดูแลความปลอดภัยของนักเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษาอย่างเป็นระบบ โดยสาระสำคัญของ (ร่าง) บันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ครอบคลุม 6 ด้านสำคัญ ได้แก่ 1.การป้องกันและช่วยเหลือ วางระบบดูแลผู้เรียนให้ปลอดภัยจากความรุนแรงทุกรูปแบบ อุบัติเหตุ และภัยจากการละเมิดสิทธิ 2.การแก้ไขปัญหายาเสพติด สร้างกลไกเฝ้าระวัง ป้องกัน และดูแลปัญหายาเสพติดในและรอบสถานศึกษา 3.การสร้างพื้นที่สร้างสรรค์ สนับสนุนกิจกรรมพัฒนาทักษะชีวิตและเสริมสร้างสุขภาวะที่ดีของเด็กและเยาวชน 4.การบูรณาการข้อมูล จัดทำฐานข้อมูลสารสนเทศร่วมเพื่อใช้วางแผน ติดตาม และประเมินผล 5. การสร้างเครือข่ายความร่วมมือ เชื่อมโยงการทำงานของหน่วยงานรัฐและภาคีเครือข่ายให้เกิดเอกภาพ 6.การปลูกฝังค่านิยมและคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ส่งเสริมผู้เรียนตามมาตรฐานการศึกษาของชาติ

เลขาธิการ กพฐ. กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้จะเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับความปลอดภัยในสถานศึกษา สร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้ปกครองและสังคม เพื่อให้โรงเรียนเป็น “พื้นที่ปลอดภัย” ที่ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ เติบโต และพัฒนาได้อย่างมีคุณภาพและมีความสุข โดยการจัดทำร่างบันทึกข้อตกลงความร่วมมือดังกล่าว จะครอบคลุมสถานศึกษาในสังกัด สพฐ. และพื้นที่จัดกิจกรรมของหน่วยงานภาคี โดยมีกลุ่มเป้าหมายสำคัญ ได้แก่ ผู้เรียน ผู้บริหารสถานศึกษา ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาทั่วประเทศ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการสร้างสภาพแวดล้อมทางการศึกษาที่ปลอดภัยและเอื้อต่อการพัฒนาเยาวชนต่อไป โดยมีกำหนดจัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ในวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 เพื่อร่วมขับเคลื่อนนโยบายสู่การปฏิบัติ

ร้อง “ประเสริฐ” ตรวจสอบคุณสมบัติ เลขาธิการ สกสค. ให้เวลา 7 วัน ไม่มีคำตอบเรื่องถือนายกฯแน่

เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2569 ที่กระทรวงศึกษาธิการ นายนพรุจ วรชิตวุฒิกุล อดีตแกนนำกลุ่มพิราบขาว 2006  ได้เข้ายื่นหนังสือร้องเรียนต่อนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อขอให้ตรวจสอบ กรณีคุณสมบัติ ขอบเขตการใช้อำนาจ ว่าชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ในตำแหน่ง เลขาธิการ สกสค. โดยมี นายวชิรพันธ์ นาคก้อน ผู้ช่วยปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นผู้รับหนังสือร้องเรียน

หนังสือร้องเรียน ระบุว่า จากข้อมูลที่ได้รับและติดตามปัญหาในสำนักงานเลขาธิการ สกสค. พบข้อพิรุธข้อสงสัยหลายประการในตำแหน่งเลขาธิการ สกสค. ซึ่งเป็นตำแหน่งผู้บริหารระดับสูง ซึ่งเกี่ยวข้องกับเงินกองทุนสวัสดิการครู หนี้ครู หนี้องค์กร จึงต้องมีความซื่อสัตย์โปร่งใส ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน ต้องผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติทางด้านประวัติอาชญากรรมและด้านจริยธรรม เพราะตำแหน่งนี้เกี่ยวข้องกับเงินจำนวนมากของครูทั้งประเทศ เมื่อมีแกนนำร้องเรียน อาทิ ปมประเด็นเคยถูกดำเนินคดี การถือสัญชาติ ปมประเด็นการใช้อำนาจแต่งตั้งรักษาการผอ. สำนักงาน สกสค.ทั้ง 77 จังหวัด ว่ารับเงินประโยชน์ซ้ำซ้อนกับเงินเดือน และปมประเด็นต่างๆตามเอกสารแนบท้าย เมื่อมีข้อร้องเรียนและเพื่อรักษาผลประโยชน์ของคุณครูทั้งประเทศ ผู้เป็นรัฐมนตรีบริหารราชการกระทรวง จำเป็นต้องรีบดำเนินการทันที ขอให้ดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายใน 7 วัน หลังจากครบ 7 วัน จะทำหนังสือทวงถาม และจะนำกราบเรียนนายกรัฐมนตรีเพื่อเร่งรัดให้แล้วเสร็จต่อไป

นายนพรุจ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ เลขาธิการ สกสค. (นายพีระพันธ์ เหมะรัต) ดังนี้

1.ประเด็นเรื่องเชื้อชาติ สัญชาติ

2.เข้าใจว่า เหตุที่ต้องเปลี่ยนแปลง หรือ เพิ่มสัญชาติและเชื้อชาติมาจากที่ ศาลมีนบุรีได้ออกหมายจับ ในปี 2566 ซึ่งเป็นฐานข้อมูลจากสันติบาล สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

3 เมื่อได้รับการสรรหามาเป็นเลขาธิการ สกสค.แล้ว ซึ่งปกติก่อนลงนามในสัญญาจ้าง จะต้องไปพิมพ์ลายนิ้วมือ เพื่อตรวจสอบประวัติอาชญากรรม แต่ก็ไม่ได้ดำเนินการตามกฎหมาย

4 เมื่อมีการแต่งตั้งรองเลขาธิการ สกสค. อีก 3 คน ก็ไม่ได้ให้รองเลขาธิการทั้ง 3 คน ไปดำเนินการพิมพ์ลายนิ้วมือเพื่อตรวจสอบประวัติอาชญากรรมเช่นกัน

5 เมื่อเข้าสู่ตำแหน่งเลขาธิการ สกสค.แล้วยังกระทำการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายอีกหลายเรื่อง ได้แก่

5.1 การแต่งตั้งผู้อำนวยการ สกสค.จังหวัด โดยมีคำสั่งให้ศึกษาธิการจังหวัด ซึ่งอยู่ในสังกัดของสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษาซึ่งอยู่ในสังกัดสำนักงานคณะกรรมกาาการศึกษาขั้นพื้นฐาน ไปปฏิบัติหน้าที่ ผู้อำนวยการ สกสค.จังหวัด โดยไม่ได้ขอจากต้นสังกัด และไม่มีหลักเกณฑ์ว่าจังหวัดใดจะให้ใครจากตำแหน่งใดไปปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการ สกสค.จังหวัด แม้ว่าเรื่องดังกล่าวจะมีการนำเข้าที่ประชุมคณะกรรมการ สกสค.เพื่อเปลี่ยนแปลงข้อบังคับ และไม่มีการระบุถึงค่าตอบแทน แต่ สกสค.ก็จ่ายค่าตอบแทน ซึ่งอ้างว่าไม่ใช่เงินเดือน เดือนละ 10,000 บาท และเมื่อเข้าไปดูในรายละเอียด ก็พบว่า เงินที่ใช้นั้นเป็นเงินในหมวดบุคลากร ซึ่งก็คือเงินเดือนนั่นเอง ซึ่งหากเป็นค่าตอบแทนอื่นจะต้องได้เป็นครั้งหรือมีใบเสร็จมาเบิก ไม่ใช่ได้แบบครั้งเดียวแล้วเท่ากันทุกเดือน เท่ากันทุกจังหวัด และผู้ที่เป็นข้าราชการจะไม่มีสิทธิ์ได้เงินเดือนซ้ำซ้อน ซึ่งเป็นตามระเบียบราชการอยู่แล้ว (เมื่อบุคคลใดบุคคลหนึ่งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จะกินเงินเดือนได้เพียงตำแหน่งเดียวเท่านั้น) แล้วเงินที่จ่ายไปแบบผิดระเบียบใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ

5.2 เรื่องการตัดสูทให้เจ้าหน้าที่ สกสค.ทุกคน เพื่อใช้ใส่ในงานครบรอบ 22 ปี วันคล้ายวันสถาปนา สำนักงานคณะกรรมการ สกสค. เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2568

5.3 เรื่อง การสรรหาผู้อำนวยการ สกสค.จังหวัดตัวจริง ที่มีอายุเกิน 65 ปี ซึ่งขัดกับ พ.ร.บ.องค์การมหาชน พ.ศ.2542 และปรับปรุง พ.ศ.2551 อีกทั้งยังขัดกับ พ.ร.บ.ครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2546 หรือ แม้แต่รองเลขาธิการ สกสค. หากมีอายุเกิน 65 ปี ก็ไม่สามารถดำรงตำแหน่งได้ เพราะทุกตำแหน่งที่กล่าวมานั้นเป็นตำแหน่งบริหารทั้งสิ้น ซึ่งดังกล่าวมีผู้ร้องเรียนไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ และ ปลัดกระทรวงศึกษาะิการ มาไม่ต่ำกว่า 5 เดือนแล้ว แต่ไม่มีการดำเนินการใด ๆ ทั้งสิ้น

6.ตำแหน่งเลขาธิการ สกสค. เป็นตำแหน่งสัญญาจ้าง ซึ่งจะต้องมีการประเมิน ในวันที่ 1 ตุลาคม แต่เนื่องจากประธานประเมินได้ลาออกในเดือนกันยายน ศ.ดร.นฤมล ก็ไม่ได้ตั้งคณะกรรมการประเมินชุดใหม่แต่อย่างใด จนถึงปัจจุบันผ่านมา 6 เดือนแล้ว ก็ยังไม่ได้ประเมินผลงานของเลขาธิการ สกสค.

7.สกสค เสียค่าใช้จ่าย ปีละ 10 กว่าล้าน ให้เลขาธิการ สกสค. และ รองเลขาธิการ สกสค. โดยที่ครูทั้งประเทศที่เป็นสมาชิก ชพค.ไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย

8. เรื่ององค์การค้าของ สกสค. ที่มี อดีตรองเลขาธิการ กพฐ.เป็นผู้รักษาการผู้อำนวยการองค์การค้าฯของสกสค. ตาม มาตรา 44 ฉบับที่ 7/2558 และ เมื่อรองเลขาธิการ กพฐ.เกษียณอายุราชการเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2568 ก็ไม่ได้มีการแต่งตั้ง ข้าราชการระดับ 10 มารักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการองค์การค้า ของ สกสค. ดังนั้นอำนาจการบริหารองค์การค้าฯของ สกสค.จึงตกเป็นของ เลขาธิการ สกสค. ซึ่งเป็นองค์กรแม่ และ คณะกรรมการ สกสค.มีมติ ให้เลขาธิการ สกสค.เป็นผู้รับผิดชอบเรื่องการจัดพิมพ์หนังสือแบบเรียนขององค์การค้าฯ ตั้งแต่เดือน ตุลาคม 2568 ซึ่งจนถึงปัจจุบัน เห็นชัดเจนว่า การบริหารงานที่ล้มเหลวทำให้หนังสือแบบเรียน ในปี 2569 ที่กำลังจะเปิดเทอมนี้ มีความล่าช้ากว่าทุกปี แม้ว่าปัจจุบันจะมีหนังสือออกมาแล้ว แต่ก็ถือว่าช้า ซึ่งอาจทำให้เสียส่วนแบ่งการตลาด ให้กับสำนักพิมพ์เอกชน จึงมีการตั้งข้อสังเกตว่า อาจมีการสมคบคิดเพื่อให้หนังสือขององค์การค้าฯ ออกช้ากว่าสำนักพิมพ์เอกชน ซึ่งเรื่องนี้ต้องมีผู้รับผิดชอบ

9.เท่าที่ทราบ การจัดพิมพ์หนังสือในปี 2569 นี้ ก็มีการร้องไปยังกรมบัญชีกลาง และศาลปกครอง กรณีกรรมการเอื้อประโยชน์กับโรงพิมพ์บางราย ซึ่งเป็นการกระทำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย จริง ๆ เท่าที่ทราบมีการกระทำผิดตั้งแต่การแต่งตั้ง คณะกรรมการ tor คณะกรรมการพิจารณาผล และคณะกรรมการตรวจรับ ซึ่งเรื่องดังกล่าวมีรายละเอียดค่อนข้างมาก

 

“เสมา 2” มอบนโยบาย สกร.เน้นหลักสูตรยืดหยุ่น สร้างอาชีพ-สร้างรายได้ ดันห้องสมุดเป็น Co-working Space ลุยลงพื้นที่แก้ปัญหาจริง ลดพิธีการราชการ เปิดโอกาสการเรียนรู้คนไทยทั่วโลก

เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2569 นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วย ดร.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์  และ ครูจวง ปารมี ไวจงเจริญ คณะทำงานรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มอบนโยบายแก่ผู้บริหารกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) เพื่อกำหนดทิศทางการขับเคลื่อนองค์กรสู่ “ยุคใหม่ของการเรียนรู้ตลอดชีวิต” อย่างเป็นรูปธรรม โดยมี ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดี สกร.และ ดร.รุ่งอรุณ ไสยโสภณ ดร.วัชรีวรรณ กันเดช ดร.โยฑิน สมโนนนท์ รองอธิบดี สกร. ที่ปรึกษาอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านฯ ผู้อำนวยการกอง/กลุ่มศูนย์ส่วนกลาง ผู้บริหารหน่วยงานการศึกษา เข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง ณ ห้องประชุมบรรจง ชูสกุลชาติ กรมส่งเสริมการเรียนรู้
นายอัครนันท์ กล่าวว่า สกร. คือ “โอกาสของชีวิต” ที่ไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่สำหรับผู้พลาดโอกาสทางการศึกษา แต่เป็นกลไกสำคัญในการสร้างอนาคตใหม่ให้กับคนไทยทุกช่วงวัย  การปฏิรูปครั้งนี้ ต้องทำให้การเรียนรู้ “ทันโลก ทันชีวิต และต่อยอดได้จริง” โดยได้มอบนโยบายสำคัญ 3 มิติหลัก เพื่อเร่งขับเคลื่อน ได้แก่ การปฏิรูปหลักสูตรสู่ “Flexible Curriculum” ที่ยืดหยุ่นทั้งเวลาและเนื้อหา รองรับผู้เรียนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะคนทำงาน ให้สามารถเรียนรู้ควบคู่กับการใช้ชีวิต พร้อมปรับเนื้อหาให้ทันต่อเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันของคนไทยในเวทีโลก การยกระดับทักษะผ่านกระบวนการ Reskill และ Upskill มุ่งเน้นให้ “เรียนแล้วมีรายได้” โดยเชื่อมโยงการเรียนรู้กับตลาดแรงงานจริง เช่น การต่อยอดทักษะอาชีพสู่สายงานใหม่ และการสร้างรายได้ผ่านช่องทางออนไลน์ พร้อมเตรียมบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ผู้ผ่านการเรียนรู้สามารถมีงานทำได้ทันที และการพลิกโฉมห้องสมุดสู่ “Co-working Space” ปรับบทบาทพื้นที่การเรียนรู้ให้ทันสมัย เป็นทั้งแหล่งเรียนรู้และพื้นที่ทำงานร่วมกัน (Co-creation Space) ที่เข้าถึงง่าย มีอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง และตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ ให้กลายเป็น “พื้นที่แห่งโอกาส” ที่ทุกคนเข้ามาใช้ประโยชน์ได้จริงในชีวิตประจำวัน
รมช.ศึกษาธิการ กล่าวย้ำแนวทางการลงพื้นที่ตรวจราชการว่า ต้องลงไปเพื่อแก้ปัญหา ไม่ใช่เพียงตรวจตามขั้นตอน โดยให้ความสำคัญกับการรับฟังข้อเท็จจริงจากพื้นที่อย่างตรงไปตรงมา พร้อมทั้งมอบนโยบายให้ ลดขั้นตอน ลดพิธีการที่ไม่จำเป็น เพื่อให้การทำงานของ สกร. มีความคล่องตัว รวดเร็ว และตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง
“เราต้องให้ความสำคัญกับการขยายโอกาสทางการศึกษาไปสู่ คนไทยในต่างประเทศ โดยมุ่งพัฒนาระบบการเรียนรู้ที่เข้าถึงได้จากทุกที่ ทั้งในรูปแบบออนไลน์และระบบรับรองผลการเรียนรู้ เพื่อให้คนไทยไม่ว่าจะอยู่ที่ใดในโลก สามารถเข้าถึงการศึกษาและได้รับวุฒิการศึกษาได้อย่างเท่าเทียม สอดคล้องกับแนวคิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต”นายอัครนันท์ กล่าวและว่า นอกจากนี้ต้องให้ความสำคัญกับการเปิดโอกาสให้กลุ่มผู้เรียนที่มีข้อจำกัด เช่น ผู้ทำงาน ผู้ต้องขัง ทหารกองประจำการ และพระสงฆ์ ได้เข้าถึงการศึกษาอย่างเท่าเทียม พร้อมชื่นชมการทำงานของ สกร.ที่มีทิศทางชัดเจนและทันสมัยอยู่แล้ว โดยเชื่อมั่นว่าหากขับเคลื่อนทั้ง 3 มิตินี้อย่างจริงจัง จะทำให้ สกร. เป็นหัวใจของระบบการเรียนรู้ตลอดชีวิตของประเทศได้อย่างแท้จริง
ด้าน ดร.เกศทิพย์ กล่าวว่า สกร. พร้อมน้อมรับนโยบายและขับเคลื่อนสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม โดยจะยกระดับการจัดการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. 2566 มุ่งสร้างระบบที่ยืดหยุ่น เข้าถึงได้ และตอบโจทย์ผู้เรียนทุกกลุ่ม พร้อมยืนยันว่า สกร. จะเดินหน้าสร้าง “โอกาสที่จับต้องได้” ให้ประชาชน ภายใต้แนวคิดสำคัญ
“อยากเรียนอะไร ต้องได้เรียน เรียนแล้วต้องนำไปใช้ได้จริง และสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น การขับเคลื่อนในครั้งนี้ สะท้อนบทบาทของ สกร.ในฐานะนักปฏิบัติที่มุ่งเปลี่ยนการเรียนรู้ให้เป็นพลังในการพัฒนาชีวิตของคนไทยอย่างแท้จริง พร้อมก้าวสู่เป้าหมายสำคัญ คือการทำให้  สกร.อยู่ในใจทุกครัวเรือน  และเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิตของประเทศอย่างยั่งยืน”อธิบดี สกร.กล่าว

อว.-พณ.จับมือแก้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง ระดมเครือข่าย ใช้ประโยชน์จากงานวิจัย ถ่ายทอดเทคโนโลยี ยกระดับสินค้าเกษตรและSMEs พร้อมปรับระเบียบจดสิทธิบัตรให้เร็วขึ้น

เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2569 ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (พณ.) ร่วมประชุมบูรณาการระหว่าง อว. และ พณ. โดยมี ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัด อว. นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์  ปลัด พณ. และผู้บริหารจากทั้งสองกระทรวง เข้าร่วม เพื่อเชื่อมโยงจุดแข็งด้านงานวิจัยและนวัตกรรมของ อว. เข้ากับศักยภาพด้านการตลาดของ พณ. มุ่งเป้ายกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม ณ ห้องประชุมบูรฉัตรไชยากร ชั้น 4 กระทรวงพาณิชย์

ศ.ดร.ยศชนัน เปิดเผยภายหลังการประชุมว่า ทิศทางการทำงานร่วมกันในครั้งนี้แบ่งเป็น 2 ระยะ โดยระยะเร่งด่วน อว. จะระดมสรรพกำลังจากแพลตฟอร์มที่มีศักยภาพ ทั้งเครือข่ายมหาวิทยาลัย หน่วยงานวิจัย และอุทยานวิทยาศาสตร์ (Science Park) ทั่วประเทศ เข้ามาช่วยแก้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง ด้วยการถ่ายทอดเทคโนโลยี เสริมทักษะอาชีพ และเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าเกษตร รวมถึงผลิตภัณฑ์จากผู้ประกอบการ SMEs  ส่วนระยะยาว อว.ได้เตรียมวางรากฐานประเทศสู่การเป็นเศรษฐกิจมูลค่าสูง (High Value Economy) โดยพร้อมเป็นทัพหน้าในการยกระดับคุณภาพทรัพย์สินทางปัญญา (IP) ร่วมกับสมาคมวิชาชีพนักจัดการทรัพย์สินทางปัญญาและถ่ายทอดเทคโนโลยี (AITP) และที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) เพื่อสร้างสิทธิบัตรไทยให้มีมูลค่าสูงและสามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก ควบคู่ไปกับการบูรณาการร่วมกับ พณ. เพื่อปรับปรุงกฎระเบียบและผลักดันกระบวนการจดสิทธิบัตรให้รวดเร็วยิ่งขึ้น ซึ่งปัจจุบันได้เริ่มต่อยอดจากระบบ Fast Track ในกลุ่มสินค้าการแพทย์และอาหารแล้ว

“เป้าหมายสำคัญคือการลดเวลาการจดสิทธิบัตร หาก อว. สามารถเข้ามาช่วยเตรียมความพร้อมในส่วนหน้า และทำงานบูรณาการร่วมกับ พณ.อย่างใกล้ชิด เราอาจจะสามารถผลักดันให้การจดสิทธิบัตรของทุกผลิตภัณฑ์เสร็จสิ้นและพร้อมนำไปใช้ประโยชน์ได้ภายในเวลาเพียง 1 ปี” รมว.อว. กล่าว

ด้าน นางศุภจี กล่าวว่า วัตถุประสงค์ของการประชุมในครั้งนี้ คือ การนำจุดแข็งของ อว. และ พณ.มาเชื่อมโยงกัน โดยนำงานวิจัย ความรู้ ความสามารถของทาง อว. มาช่วยเสริมความสามารถในการตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยจะแบ่งการทำงานเป็น 4 ประเด็น คือ 1. ยกระดับสินค้าเกษตรและอัตลักษณ์ท้องถิ่น  โดยใช้องค์ความรู้ไปช่วยเพิ่มมูลค่า 2. สร้างระบบนิเวศทรัพย์สินทางปัญญา สิทธิบัตรและนวัตกรรมเพื่อการแข่งขัน โดยนำไปต่อยอดใช้เป็นหลักประกันทางธุรกิจให้ SMEs 3. ผลักดันงานวิจัยสู่เชิงพาณิชย์และการส่งออก เปลี่ยนงานวิจัยบนหิ้งให้กลายเป็นสินค้าส่งออกที่จับต้องได้ และ 4. พัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลและเทคโนโลยี ติดอาวุธทางข้อมูลให้ SMEs ไทย โดยขับเคลื่อนการทำงานของรัฐด้วยข้อมูล (Data) และนวัตกรรม

นางศุภจี กล่าวต่อไปว่า พณ.พร้อมนำกลไกการตลาดมาเชื่อมต่อกับงานวิจัยของ อว.เพื่อสร้างระบบนิเวศด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) ที่สามารถนำไปใช้จริงและเพิ่มมูลค่าการส่งออกได้ โดยในเบื้องต้นจะมีการนำเครือข่ายของ อว. เข้ามาช่วยเพิ่มทักษะ ทั้ง Upskill และ Reskill ให้กับกลุ่มสินค้าชุมชนและ SMEs ในโครงการไทยช่วยไทยทันที ยิ่งไปกว่านั้น ทั้งสองกระทรวงยังเตรียมผลักดันนโยบายสำคัญอย่าง  การใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นหลักประกันในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนสำหรับผู้ประกอบการ (IP Finance) ร่วมกับสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA ของกระทรวง อว. และเตรียมหารือกับกระทรวงการคลัง เพื่อสร้างกลไกปลดล็อกให้ผู้ประกอบการรายย่อยสามารถนำสิทธิบัตรหรือทรัพย์สินทางปัญญาไปใช้เป็นหลักประกันในการกู้ยืมเงินได้ ซึ่งจะถือเป็นการพลิกโฉมหน้าการนำงานวิจัยจากหิ้งมาต่อยอดสร้างรายได้ และสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบเศรษฐกิจฐานรากของประเทศอย่างแท้จริง

มทร.กรุงเทพจับมือเกษตรจังหวัดระนอง เดินหน้างานวิจัยยกระดับ “กาแฟโรบัสต้า”สู่เกรดพรีเมียม เพื่อเพิ่มรายได้เกษตรกร

เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2569 รศ.ดร.สายชล ชุดเจือจีน รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและวิชาการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล(มทร.)กรุงเทพ และคณะอาจารย์นักวิจัย เข้าพบปะหารือกับ นางสาวฉัตติญา พรหมปองสุข เกษตรจังหวัดระนอง และหัวหน้ากลุ่มและเจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรจังหวัดระนอง ณ สำนักงานเกษตรจังหวัดระนอง เพื่อวางแนวทางขับเคลื่อนงานวิจัยการผลิตกาแฟโรบัสต้าคุณภาพพิเศษในพื้นที่จังหวัดระนอง  และลงพื้นที่ ณ แปลงใหญ่กาแฟ หมู่ที่ 7 ตำบลลำเลียง อำเภอกระบุรี

รศ.ดร.สายชล  กล่าวว่า การพบปะหารือครั้งนี้ เพื่อสร้างความเข้าใจในเป้าหมายการขยายผลเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มมูลค่ากาแฟระนอง รวมทั้งสอบถามข้อมูล สำรวจความต้องการ และรับฟังความเห็นระหว่างนักวิจัยและเกษตรกรในพื้นที่ เพื่อร่วมกันวางแนวทางการพัฒนาคุณภาพเมล็ดกาแฟให้ได้มาตรฐานระดับพรีเมียมต่อไป

นางสาวฉัตติญา กล่าวว่า เกษตรจังหวัดระนองได้นำเสนอภาพรวมสถานการณ์กาแฟในพื้นที่ และร่วมกับคณะอาจารย์กำหนดเป้าหมายการดำเนินงานให้สอดคล้องกับบริบทพื้นที่ของเกษตรกร โดยมีเป้าหมายพัฒนาเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟจำนวน 120 ครัวเรือน และสร้างนวัตกรเกษตรจำนวน 70 ราย โดยเน้น 3 กิจกรรมหลัก ได้แก่  1. การถ่ายทอดองค์ความรู้ โดยเตรียมจัดอบรมเชิงปฏิบัติการให้เกษตรกรตื่นตัวเรื่องการทำกาแฟคุณภาพ 2. การส่งต่อเทคโนโลยี ซึ่งจะมีการนำเทคโนโลยีที่พร้อมใช้จากงานวิจัยมาปรับใช้จริงในกระบวนการผลิตและแปรรูป และ 3. การสร้างมาตรฐาน โดยร่วมกันวางเกณฑ์การประเมินคุณภาพเมล็ดกาแฟเพื่อยกระดับราคาให้สูงขึ้น

“อัครนันท์” นำทีม ศึกษาโมเดล “Traffy Fondue” ของ กทม. เตรียมแพลตฟอร์มแจ้งปัญหาความปลอดภัยในสถานศึกษาตรงถึงรัฐมนตรี

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 23 เมษายน 2569 ณ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 ดินแดง นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เข้าพบปะพูดคุยรับฟังการบรรยายเรื่องการดำเนินการ Traffy Fondue (ทราฟฟี่ฟองดูว์) ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่ให้ประชาชนแจ้งปัญหาเมืองในเขตกรุงเทพมหานคร ผ่าน LINE Chatbot เพื่อที่กระทรวงศึกษาธิการจะได้นำรูปแบบ Traffy Fondue มาบูรณาการให้เป็นช่องทางในการส่งเรื่องแจ้งปัญหาความปลอดภัยและสวัสดิภาพของนักเรียน ครูและบุคลากรทางการศึกษาในกระทรวงศึกษาธิการ

รมช.ศึกษาธิการ กล่าวว่า ขณะนี้ ศธ.กำลังเตรียมจัดตั้ง “ศูนย์พิทักษ์สิทธิ และเสรีภาพ” เพื่อดูแลนักเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษาโดยเฉพาะ เนื่องจากที่ผ่านมาพบว่าเมื่อเกิดปัญหาหรือมีการถูกละเมิดสิทธิ กระบวนการแก้ไขของระบบราชการมักมีความล่าช้าและมีหลายขั้นตอน ทั้งนี้ตนได้รับมอบหมายให้เข้ามาดูแลเรื่องนี้โดยตรง ซึ่งเห็นว่าระบบ Traffy Fondue ของ กทม. ที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง สามารถแก้ปัญหาให้ประชาชนได้รวดเร็วและตรงจุด ดังนั้นในฐานะ “หน่วยหน้า” จึงตั้งใจมาศึกษาดูงานและลงลึกถึงระบบปฏิบัติการจริง โดยต้องขอขอบคุณทาง กทม. เป็นอย่างยิ่งที่เปิดโอกาสให้เราเข้ามาศึกษา และหวังให้ กทม. ช่วยเป็น ‘พี่เลี้ยง’ ให้แก่ ศธ.ด้วย

“ปัจจุบันเรื่องความปลอดภัยและสวัสดิภาพในสถานศึกษาเป็นสิ่งที่เราให้ความสำคัญสูงสุด การมีแพลตฟอร์มแจ้งปัญหาที่ใช้งานง่าย เข้าถึงได้ทันทีผ่านแอปพลิเคชัน LINE จะช่วยให้น้องๆ นักเรียน หรือคุณครู สามารถรายงานปัญหาต่างๆ เช่น โครงสร้างพื้นฐานชำรุด อาคารเรียนไม่ปลอดภัย หรือเหตุร้องทุกข์อื่นๆ ส่งตรงถึงผู้บริหารและหน่วยงานที่รับผิดชอบได้แบบเรียลไทม์  ซึ่งจะช่วยลดขั้นตอนระบบราชการ ลดขั้นตอนแบบเดิม ๆ ของระบบราชการ และนำไปสู่การแก้ไขปัญหาถึงมือรัฐมนตรีโดยตรง รวดเร็ว โปร่งใส และตรงจุด” รมช.ศึกษาธิการ กล่าวและว่า ศธ.มีความตั้งใจจริงที่จะพลิกโฉมการทำงานเรื่องความปลอดภัยและสิทธิของบุคลากร การนำเทคโนโลยีมาปรับใช้จะช่วยลดอุปสรรคเดิมๆ ได้อย่างมหาศาล ซึ่งในระยะต่อไป นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ จะได้เข้ามาร่วมหารือและขับเคลื่อนความร่วมมืออย่างเป็นทางการอีกครั้ง เพื่อสร้าง “พื้นที่ปลอดภัย” อย่างเป็นรูปธรรมให้กับผู้เรียนและครูทั่วประเทศ