เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2568 รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการสภาการศึกษา เป็นประธานการประชุมสัมมนา เรื่อง การศึกษาเพื่อความเป็นเลิศ (Executive Forum for Fostering Excellence in Education) โดยมี นายพิภพ พิทักษ์ศิลป์ อนุกรรมการสภาการศึกษาด้านนโยบายและแผนและกรรมการพัฒนาการศึกษาหอการค้าไทย ผู้บริหารภาคธุรกิจเอกชน อาทิ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารการศึกษา ผู้ทรงคุณวุฒิ หน่วยงานภาครัฐ พร้อมด้วย นายวีระพงษ์ อู๋เจริญ ผู้อำนวยการสำนักประเมินผลการจัดการศึกษา เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุมแมนดาริน เอ โรงแรมแมนดาริน กรุงเทพฯ
รศ.ดร.ประวิต กล่าวว่า ประเทศไทยติดกับดักในเรื่องคุณภาพการศึกษามายาวนาน มีความพยายามที่จะปฏิรูปการศึกษาและยกระดับการศึกษาให้ทัดเทียมกับระดับนานาชาติมายาวนาน โดย สกศ. มีความพยายามในการทบทวนและหาวิธีการเปลี่ยนแปลงคุณภาพการศึกษาโดยไม่ต้องรอขั้นตอนของกฎหมาย การประชุมในวันนี้จึงเป็นเวทีที่จะได้รับฟังมุมมองของภาคเอกชน และทุกภาคส่วนต่อการผลิตบัณฑิตที่พร้อมทำงาน และส่งเสริมให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วมในการวางแผนการศึกษา เพื่อพัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษาให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานต่อไป
นายวีระพงษ์ บรรยายพิเศษ เรื่อง ทิศทางการจัดการศึกษาเพื่อความเป็นเลิศ โดยรายงานผลการจัดอันดับความสามารถทางการแข่งขันของ IMD ปี 2568 โดยอันดับภาพรวมของประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 30 ซึ่งเป็นการลดลง 5 อันดับจากปีก่อน โดย IMD ได้สะท้อน 5 ช่องว่างหลักของระบบการศึกษาไทย คือ 1. การศึกษากับตลาดแรงงานไม่ตรงกัน 2. นโยบายไม่ต่อเนื่อง – สมรรถนะรัฐไม่พอ 3. ข้อมูลการศึกษาไม่พร้อมแข่งขันโลก 4. ทักษะวัยแรงงานและการเรียนรู้ตลอดชีวิตอ่อน 5. ระบบนวัตกรรม–งานวิจัยยังไม่หนุนการศึกษา ซึ่งเน้นย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนที่ทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐและเอกชนต้องร่วมมือกันเพื่อกำหนดมาตรการเชิงรุก เพื่อเสริมสร้างศักยภาพและความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน
ทั้งนี้ ทิศทางเชิงยุทธศาสตร์ของไทยเพื่อเป็นกรอบทิศทางในการพัฒนาการศึกษาไทยในระยะยาว คือ 1.ยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและหลักฐานเชิงประจักษ์ 2. ยุทธศาสตร์นำการเปลี่ยนผ่านด้วยปัญญาประดิษฐ์และเทคโนโลยีอัจฉริยะ 3. ยุทธศาสตร์ยกระดับคุณภาพด้วยมาตรฐานสากล และ4. ยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนด้วยความร่วมมือรัฐ-เอกชน
ด้าน นายพิภพ กล่าวว่า การขับเคลื่อนการศึกษาไทยมาถึงจุดที่ต้องปฏิรูปการศึกษาครั้งใหญ่และทั่วถึง นอกจากนั้นการวางนโยบายแบบก้าวหน้า ควรขยายวงเป็น “การพัฒนาทุนหรือทรัพยากรมนุษย์เต็มรูปแบบ ไม่ควรจำกัดขอบเขตเฉพาะด้านการศึกษา รวมถึงนโยบาย กฎหมาย กฎระเบียบ ระบบสนับสนุน จากภาคส่วนต่างๆ จำเป็นต้องขับเคลื่อนไปพร้อม ๆ กัน โดยมีข้อเสนอในการพัฒนาการศึกษาไทยเพื่อก้าวสู่ความเป็นเลิศด้วยการยกระดับและขับเคลื่อนระบบการศึกษาไทย ต้องทำภายใต้หลักการประเมินผลการดำเนินงานแบบสมดุล 4 มิติ คือ 1. ด้านการบริหารจัดการทางการเงินเพื่อการศึกษา 2. ด้านการพัฒนาครู นักเรียน บุคลากรทางการศึกษา รวมทั้งด้านการจัดการศึกษาสำหรับผู้มีความสามารถพิเศษ ผู้ที่ขาดโอกาส กลุ่ม NEET (Not in Education, Employment, or Training) ผู้พิการ 3. ด้านการพัฒนาหลักสูตรและการพัฒนาโรงเรียน และ 4. ด้านการใช้ การรักษาจริยธรรมและธรรมาภิบาล ปัญญาประดิษฐ์เพื่อการศึกษา รวมทั้งด้านการส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
จากนั้นเป็นการระดมความคิดเห็น ในหัวข้อ “การจัดการศึกษาตามความต้องการและการเตรียมพร้อมของผู้เรียนในอนาคต” ที่ประชุมได้ร่วมกันอภิปราย และแลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อหาแนวทางในการแก้ไขปัญหา พร้อมทั้งข้อเสนอแนะแนวทางการปรับเปลี่ยนการจัดการศึกษาที่ตอบสนองตามความต้องการของภาคเอกชน ทั้งในประเด็น 1. การตอบสนองต่อความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของการอุดมศึกษา 2. การบริหารจัดการศึกษาที่ตอบสนองต่อความต้องการของภาคธุรกิจ 3. ทักษะทางภาษาที่ตอบสนองต่อความต้องการของผู้ประกอบการ 4.การศึกษาระดับประถมศึกษาและระดับมัธยมศึกษาที่ตอบสนองต่อความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ 5. ข้อเสนอแนะในการปรับเปลี่ยนการจัดการศึกษาที่ตอบสนองตามความต้องการของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
โดยที่ประชุมมีข้อเสนอที่น่าสนใจในหลายประเด็น อาทิ คนภายนอกขาดการรับรู้เรื่องการจัดการศึกษา ต้องหาวิธีการสื่อสารเพื่อให้ทุกภาคส่วนเห็นภาพความก้าวหน้าของการศึกษาไทยให้มากขึ้น, การศึกษาไทยจะเปลี่ยนแปลงได้ต้องอาศัยความร่วมมือของทุกหน่วยงาน รวมทั้งภาคเอกชน, การทำให้มหาวิทยาลัยเป็น Learning lab ของประเทศ, ค้นหาสมรรถนะที่สำคัญของนักเรียน นักศึกษา เพื่อเป้าหมายในการพัฒนาคุณภาพครู, ผลิตเด็กให้ตรงกับความต้องการของตลาด ด้วยการบูรณาการข้อมูลระหว่างกระทรวงแรงงานกับกระทรวงศึกษาธิการ เป็นต้น
โดยข้อเสนอแนะจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะผู้ประกอบการจากภาคเอกชนเกี่ยวกับการดำเนินงานเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาไทยและแนวทางในการปฏิรูปการศึกษา ทาง สกศ. จะได้นำเป็นแนวทางในการพัฒนาการจัดการศึกษาให้ตอบสนองต่อความต้องการของภาคเอกชน และรองรับการเปลี่ยนแปลงของโลกในทุกมิติ



ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า ตนได้มอบหมายให้คุรุสภา และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)ไปปรับปรุงแผนการทดสอบและประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครู ด้านความรู้และประสบการณ์วิชาชีพ ตามมาตรฐานวิชาชีพครู รายวิชาครู ครั้งที่ 2 ระบบอิเล็กทรอนิกส์ ประจำปี พ.ศ. 2568 ที่มีจำนวนผู้สอบผ่าน 7,957 คน จากจำนวนผู้เข้าสอบ 53,829 คน คิดเป็นผู้สอบผ่าน 14% สอบตก 85% ใช้งบประมาณกว่า 25 ล้านบาท ซึ่งทั้ง 2 หน่วยงาน ในฐานะผู้รับผิดชอบหลักสูตรว่าปัญหาอยู่ที่หลักสูตรหรืออยู่ที่คนออกข้อสอบ และให้มารายงานในการประชุมครั้งต่อไป ทั้งนี้ เพื่อต้องการผลิตครูให้มีคุณภาพให้ตรงตามความต้องการของหน่วยงานทั้ง สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และการศึกษาเอกชน ถ้ามีผู้สอบผ่านเพียงเท่านี้ ก็จะเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบการศึกษาไทย ซึ่งทั้ง 2 หน่วยงานจะต้องไปกำหนดแผนว่าจะแก้ไขปัญหาเหล่านี้อย่างไร ถ้าเป็นที่ตัวหลักสูตร อว.ก็ต้องรับผิดชอบไปแก้ไข
วันที่ 23 ธันวาคม 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล ได้มีการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษา ระดับชาติ ครั้งที่ 1/2568 โดยมี พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ ประธานกรรมการขับเคลื่อนฯ เป็นประธานในการประชุม พร้อมด้วยผู้แทนองค์กรต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ ห้องประชุม 302 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล กรุงเทพมหานคร และประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์
โดยในที่ประชุมได้รับทราบ คำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษา ระดับชาติ พร้อมทั้งรายงานข้อมูลเด็กและเยาวชนที่ไม่มีชื่อในระบบการศึกษา ปีการศึกษา 2/2568 และรายงานสรุปผลการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาให้กลายเป็นศูนย์ (Thailand Zero Dropout) ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2566-2568 โดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.), กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) และกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ได้ร่วมกันพิจารณาแนวทางการขับเคลื่อนการแก้ปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาให้กลายเป็นศูนย์ (Thailand Zero Dropout PLUS) ปี พ.ศ. 2569 เพื่อการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพและเห็นผลลัพธ์เป็นรูปธรรม
นอกจากนี้ ที่ประชุมยังมีมติเห็นชอบในหลายประเด็น อาทิ 1. เห็นชอบให้เพิ่มกลุ่มเด็กและเยาวชนที่หลุดออกจากระบบการศึกษาชั่วคราวเป็นกลุ่มเป้าหมายในการดำเนินงาน และเห็นชอบแนวทางการดำเนินงานขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาให้กลายเป็นศูนย์ (Thailand Zero Dropout PLUS) ปี พ.ศ. 2569 ตามที่เสนอ 2. มอบหมายให้ กสศ. ดำเนินการปรับปรุงหลักเกณฑ์การเบิกจ่ายที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาให้กลายเป็นศูนย์ ให้เป็นไปตามระเบียบของ กสศ. 3. แต่งตั้งคณะอนุกรรมการบูรณาการทำงานเพื่อขับเคลื่อนการจัดการศึกษาหรือการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น และ 4. มอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ร่วมขับเคลื่อนการดำเนินงาน Thailand Zero Dropout PLUS ปี พ.ศ. 2569 เป็นต้น

รศ.ดร.พิชัย จันทร์มณี อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล(มทร.)กรุงเทพ เปิดเผยว่า เนื่องจากปัจจุบันเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์(Artificial Intelligence: AI) ได้เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของมนุษย์มากขึ้น ซึ่ง ทาง มทร.กรุงเทพ ได้เห็นถึงความสำคัญของเรื่องนี้และมุ่งจัดการเรียนการสอนเพื่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษา ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน เมื่อเร็ว ๆ นี้ ผศ.ดร.ครรชิต กำลังกล้า คณบดีคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พร้อมด้วย ผศ.ดร.วรพรรณ พรมศิลา ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายวิเทศสัมพันธ์และบริการวิชาการ และ รศ.ดร.กิติศาสตร์ กระบวน หัวหน้าภาควิชาวิทยาศาสตร์ ได้นำนักศึกษาคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มทร.กรุงเทพ เข้าร่วมนำเสนอผลงานในการประกวดระดับนานาชาติ “The Market Supervision Service Innovation Application Competition” ณ Guangxi Vocational & Technical College (GVTC) มณฑลหนานหนิง สาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งสามารถสร้างผลงานได้อย่างโดดเด่น และได้รับรางวัลชมเชย จากการประกวดในครั้งนี้
ด้านผศ.ดร.ครรชิต กล่าวว่า นักศึกษาที่เข้าร่วมการประกวดประกอบด้วย นางสาวณัฐจุรา รองเลื่อน นักศึกษาสาขาวิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ และ นางสาวนิธิตา บัวภา นักศึกษาสาขาวิชาเทคโนโลยีพลังงานเพื่อสิ่งแวดล้อม ส่วนหัวข้อในการประกวด คือ “ตลาดอัจฉริยะเชื่อมโยงอาเซียน: AI เสริมพลังการปรับปรุงกฎระเบียบและการพัฒนาบริการคุณภาพสูง” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) ในการยกระดับคุณภาพชีวิต ความปลอดภัยของผู้บริโภค และการพัฒนาระบบบริการในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งแม้จะเป็นการเข้าร่วมการประกวดเป็นปีแรก แต่นักศึกษาทั้งสองคนสามารถสร้างชื่อเสียงและความภาคภูมิใจให้แก่มหาวิทยาลัยได้เป็นอย่างดี
“การเข้าร่วมการประกวดครั้งนี้นอกจากเป็นการแสดงศักยภาพของนักศึกษาแล้วยังเป็นโอกาสอันดีของคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในการศึกษาดูงาน ณ Guangxi Vocational & Technical College (GVTC) และหารือแนวทางการสร้างความร่วมมือทางวิชาการระหว่างสถาบัน เพื่อส่งเสริมกิจกรรมทางการศึกษาในระดับปริญญาตรีของคณะฯ ตลอดจนประชาสัมพันธ์หลักสูตรระดับปริญญาโทและปริญญาเอก สาขานวัตกรรมอาหารเพื่อสุขภาพ (หลักสูตรนานาชาติ) ด้วย”คณบดีคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มทร.กรุงเทพ กล่าว


เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2568 ที่ ห้องประชุมนานาชาติเฉลิมพระเกียรติฯ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน( ศูนย์การศึกษาหนองระเวียง) จังหวัดนครราชสีมา ดร.พิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.)เป็นประธานในพิธีเปิด “โครงการพัฒนานวัตกรรม เพื่อยกระดับคุณภาพการจัดการศึกษา ด้วยรูปแบบ Active Learning”สำหรับครูและบุคลากรทางการศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) 1 อำเภอ 1 โรงเรียนคุณภาพ ระดับมัธยมศึกษา สร้างต้นแบบพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี อำนาจเจริญ ร้อยเอ็ด ศรีสะเกษ ยโสธร มหาสารคาม ชัยภูมิ บุรีรัมย์ สุรินทร์ และนครราชสีมา จาก 61 โรงเรียน จำนวนทั้งสิ้น 1,283 คน โดยมี ผศ.วรวัฒน์ ทิพจ้อย ผู้อำนวยการสำนักวิชาการศึกษาทั่วไป มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี กล่าวรายงาน ซึ่งเป็นการประชาสัมพันธ์โครงการด้วยการจัดสัมมนาทางวิชาการการสะท้อนผลการปรับการเรียนเปลี่ยนการสอนและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทักษะการคิดขั้นสูงเชิงระบบ สู่การพัฒนานวัตกรรมและเผยแพร่กระตุ้นการเปลี่ยนแปลงในระดับชั้นเรียนต่อไป โดยการประชุมวิชาการครั้งนี้ มีการนำเสนอผลงานนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ของครู และนวัตกรรมนักเรียนมากกว่า 367 รายการ สอดคล้องกับแผนปฏิรูปประเทศ(ฉบับปรับปรุง)และสนองกับการเปลี่ยนแปลงในศตวรรษที่21 ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps เป็นการตอกย้ำนโยบายกระทรวงศึกษาธิการและสพฐ. ที่สะท้อนให้เห็นถึงความสำเร็จ
ดร.พิเชฐ กล่าวว่า โลกแห่งการเรียนรู้ในยุคดิจิทัลต้องการผู้เรียนที่คิดวิเคราะห์เป็น แก้ปัญหาเป็น มีความคิดสร้างสรรค์ และเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง ซึ่งเป็นทักษะสำคัญของศตวรรษที่ 21 และ GPAS 5 Steps เป็นกระบวนการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning ที่มีกิจกรรมให้ผู้เรียนต้องสังเกต วิเคราะห์ข้อมูล ตั้งคำถาม ลงมือทดลอง นำความรู้มาใช้ ออกแบบแนวทางแก้ปัญหา สื่อสารนำเสนอ ตรวจสอบและกำกับตนเองทุกขั้นตอน ทำให้ผู้เรียนมีบทบาทเป็น “เจ้าของการเรียนรู้” มากขึ้น ที่สำคัญ กระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps สอดคล้องกับการพัฒนาความฉลาดรู้ให้กับผู้เรียน มุ่งเน้นให้ผู้เรียนพัฒนาความฉลาดรู้ด้านการคิดขั้นสูง ภาษา ดิจิทัล และการดำรงชีวิตอย่างเป็นองค์รวม ด้วยเหตุนี้ จึงต้องการผลักดันการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps เป็นกลไกสำคัญของการปฏิรูปการเรียนรู้ระดับห้องเรียนทั่วประเทศ
ดร.พิเชฐ กล่าวอีกว่า นักเรียนทุกคนมีความฝัน มีศักยภาพด้วยตัวเองตามหลักพหุปัญญา ครูบาอาจารย์ก็มีความเก่ง มีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนา อย่างไรก็ตามการที่จะพัฒนาให้มีคุณภาพยิ่งขึ้น และสร้างโอกาสให้เด็กทุกคนจะต้องมีการขยายผลการพัฒนา ตอนนี้เรานำร่องภาคอีสานตอนกลางและตอนล่าง ซึ่งทางอีสานตอนบนอีก 10 จังหวัด ก็มีความสนใจ รวมถึงภาคอื่น ๆ ด้วย ดังนั้น สพฐ.ก็จะขยายผลการเรียนการสอนแบบ Active Learning GPAS 5 Steps ให้ทั่วทุกภูมิภาคตามบริบทของพื้นที่ เพราะต้องการสร้างเวทีให้การเรียนรู้ระหว่าง ครู นักเรียน ระหว่างนักเรียนด้วยกัน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่เราจะต้องขยายผลให้เหมาะสมให้ครอบคลุมทุกภูมิภาคตามบริบทของพื้นที่ อย่างไรก็ตามหัวใจของ Active Learning เป็นหัวใจของการเรียนการสอนที่บูรณาการในทุกวิชา ถ้าครูเข้าใจหัวใจของการสอนการวัดประเมินผล การเสนอผลงาน สามารถนำไปใช้กับทุกวิชาซึ่งเรามีทั้งหมด 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ บวกประวัติศาสตร์ หน้าที่พลเมือง ถ้าหากครูได้เรียนรู้อย่างถ่องแท้และได้พัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่องไม่ว่าจะอยู่ภาคไหนของประเทศไทยก็จะนำไปสู่การพัฒนาผู้เรียนได้ทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ ซึ่งตนเชื่อว่า 245 เขตพื้นที่การศึกษาจะร่วมใจการสร้างสรรค์นวัตกรรมครู นักเรียนและมีเวทีให้กับเด็ก ๆ โดยการสนับสนุนของ สพฐ.ร่วมมือกับภาครัฐภาคเอกชน โดยเฉพาะ สถาบันอุดมศึกษา
ผศ.วรวัฒน์ กล่าวว่า ในนามของมหาลัยวิทยาลัยราชภัฎอุดรธานี เราได้เห็นภาพและผลงานที่เกิดขึ้นจากกระบวนการพัฒนานวัตกรรมครู สู่นวัตกรรมนักเรียนผ่านกระบวนการเรียนรู้แบบ Active Learning ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps มีความตื้นตันใจ ซึ่งภาพการทำงานว่ามหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี มีภารกิจส่วนหนึ่งคือการยกระดับคุณภาพการศึกษา พัฒนาครูซึ่งเป็นหนึ่งภารกิจ บทบาทหน้าที่ที่พวกเราได้มีส่วนร่วมดำเนินการในการขับเคลื่อนที่จะยกระดับคุณภาพการศึกษาสู่โรงเรียนซึ่งผลงานที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ ก็จะสามารถต่อยอดนำไปสู่กระบวนการเรียนรู้ในระดับอุดมศึกษาต่อไป อีกทั้งเป็นการสร้างพื้นที่ในการเรียนรู้ตลอดจนผลิตภัณฑ์ต่างๆให้เกิดเป็นรายได้ที่เกิดขึ้นในชุมชน ท้องถิ่น เพื่อต่อยอดเศรษฐกิจที่ยั่งยืนในระดับชุมชนท้องถิ่นและเข้าสู่ระดับประเทศต่อไป
ดร.ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์ อดีตกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา กล่าวว่า พว.มีความภูมิใจมาก เพราะผู้บริหาร สพฐ.ให้ความสำคัญในการพัฒนาครูและนักเรียนอย่างมาก โดยเฉพาะคุณภาพที่เป็นรูปธรรมและผลที่ออกมาก็เป็นผลเชิงประจักษ์ว่า นักเรียนเป็นผู้สร้างขึ้นมา เพราะฉะนั้นเราจะเห็นได้ว่า เวลานี้เด็กประถมศึกษาสามารถสร้างนวัตกรรมเพื่อยกระดับคุณภาพอาชีพของพ่อแม่ได้ ส่วนเด็กมัธยมสามารถสร้างนวัตกรรมผ่านกระบวนการวิจัย ทำให้ประเทศไทยสามารถยกระดับคุณภาพการศึกษาได้ และคุณภาพที่เกิดขึ้นจากโรงเรียนที่ได้พัฒนามาเป็นรูปแบบมาตรฐานสอดคล้องกับยูเนสโกและโออีซีดีทุกประการซึ่งเป็นมาตรฐานของโลก แสดงว่าเราสามารถสร้างโรงเรียนให้เป็นมาตรฐานของโลกได้แล้ว
ดร.เกศทิพย์ กล่าวว่า ท้องฟ้าจำลองเป็นพื้นที่แห่งแรงบันดาลใจที่เด็ก ๆ ทุกคนใฝ่ฝันจะได้มาเรียนรู้ เพราะสิ่งที่มองเห็นบนท้องฟ้าไม่ได้เป็นเพียงดวงดาว หากแต่เต็มไปด้วยเรื่องราวและประวัติศาสตร์ที่หลอมรวมเป็นองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งสามารถถ่ายทอดสู่เด็กและเยาวชนผ่านกระบวนการเรียนรู้เชิงรุก หรือ Active Learning ที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้คิด วิเคราะห์ ทดลอง และต่อยอดด้วยตนเอง “ท้องฟ้าจำลอง” หมายถึงการนำสิ่งที่อยู่ไกลตัวมาใกล้มือ ผ่านการจำลองให้เด็กสามารถมองเห็นและเข้าใจได้ในทุกมิติ และในโอกาสพิเศษของงาน Night at the Museum ครั้งนี้ ถือเป็นการเปิดพื้นที่ให้ผู้เรียนได้ก้าวจากการเรียนรู้ผ่านการจำลอง ไปสู่การสัมผัสประสบการณ์จริงภายในพิพิธภัณฑ์ระดับตำนานที่อยู่ในความทรงจำของคนไทยทุกคน เมื่อครั้งยังเป็นเด็ก การได้มาทัศนศึกษาที่ท้องฟ้าจำลอง คือความทรงจำที่สร้างแรงบันดาลใจอย่างยิ่ง ทำให้มองเห็นว่าโลกของวิทยาศาสตร์ไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นโลกที่ทุกคนสามารถเอื้อมถึงได้
“ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ ไม่ได้เป็นเพียงสถานที่จัดแสดงวัตถุหรือปรากฏการณ์บนท้องฟ้าเท่านั้น แต่เป็นแหล่งเรียนรู้ที่บูรณาการองค์ความรู้จากห้องเรียน สู่การเรียนรู้แบบสามมิติที่จับต้องได้ ครอบคลุมทั้งวิทยาศาสตร์ เคมี ชีววิทยา วิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต สิ่งแวดล้อม ระบบนิเวศ และการเชื่อมโยงกับชีวิตประจำวัน เพื่อให้ผู้เรียนสามารถนำความรู้ไปปฏิบัติ คิดต่อยอด และเข้าใจโลกในฐานะ “พลโลก” ได้อย่างสมบูรณ์ สอดรับกับนโยบายกระทรวงศึกษาธิการในการพัฒนาคนไทยให้มีสมรรถนะในศตวรรษที่ 21”อธิบดี สกร.กล่าวและว่า นอกจากนี้ ภายในงานยังได้เปิดโอกาสพิเศษให้นักเรียนโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) เข้าร่วมกิจกรรมผ่านความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างความเสมอภาคทางการเรียนรู้ เปิดโลกทัศน์ และจุดประกายความคิดแบบนักวิทยาศาสตร์ให้กับเด็ก ๆ ที่ไม่เคยมีโอกาสได้มาสัมผัสท้องฟ้าจำลองมาก่อน ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ที่ให้ความสำคัญกับเด็กในพื้นที่ห่างไกลและกลุ่มเปราะบางเป็นพิเศษ
ดร.เกศทิพย์ กล่าวอีกว่า ท้องฟ้าจำลองแห่งนี้พร้อมเป็นพื้นที่การเรียนรู้สำหรับทุกช่วงวัย และมีเป้าหมายในการพัฒนาให้เป็นศูนย์การเรียนรู้ต้นแบบ ที่ไม่เพียงด้านวิทยาศาสตร์ แต่ยังเชื่อมโยงกับศิลปวัฒนธรรมและมรดกทางภูมิปัญญา อาทิ โครงการ Sweet Heritage การอนุรักษ์ขนมหวานไทยใกล้สูญหาย ซึ่งจะนำมาจัดกิจกรรมการเรียนรู้ผ่านครูและเครือข่าย สกร. ณ ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ ในช่วงเดือนมกราคม 2569 เพื่อส่งต่อวัฒนธรรมควบคู่กับองค์ความรู้สมัยใหม่ ตามแนวคิดการเรียนรู้ตลอดชีวิตของกระทรวงศึกษาธิการ
งาน Night at the Museum Festival 2025 เป็นเทศกาลที่เปิดพื้นที่ด้านศิลปะ วิทยาศาสตร์ ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม ให้ประชาชนได้สัมผัสมุมมองใหม่ของพิพิธภัณฑ์ในบรรยากาศยามค่ำคืน ผ่านกิจกรรมพิเศษที่จัดขึ้นพร้อมกันใน 53 พิพิธภัณฑ์ทั่วประเทศ ครอบคลุมกรุงเทพมหานคร ปริมณฑล และจังหวัดสำคัญในภูมิภาคต่าง ๆ โดยท้องฟ้าจำลองกรุงเทพร่วมเป็น 1 ใน 53 พิพิธภัณฑ์ที่เปิดให้เข้าชมในช่วงกลางคืน พร้อมกิจกรรมพิเศษที่ไม่จัดแสดงในช่วงเวลาปกติ
โอกาสนี้ อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ได้กล่าวเปิดงานอย่างเป็นทางการ พร้อมอวยพรให้การจัดงานประสบความสำเร็จ และเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ สู่การสร้างแรงบันดาลใจและองค์ความรู้ที่ต่อยอดสู่การเรียนรู้ตลอดชีวิตของประชาชนไทยอย่างยั่งยืน
นางสาวชนนิกานต์ สืบชนะ รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา(สกสค.) เปิดเผยว่า ตามที่ได้รับมอบหมายจาก ดร.พีระพันธ์ เหมะรัต เลขาธิการคณะกรรมการ สกสค. ให้กำกับดูแลสำนักการคลัง และสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ จากปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 สกสค. เคยได้รับเงินสนับสนุนพิเศษสูงถึง 260 ล้านบาท ตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 จนถึงปัจจุบัน สกสค. สามารถบริหารจัดการงบประมาณได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีรายรับสูงกว่ารายจ่าย และไม่ต้องใช้เงินสนับสนุนพิเศษต่อเนื่องเป็นปีที่สาม

เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2568 กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ร่วมกับ กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เพื่อขับเคลื่อนการป้องกันและแก้ไขปัญหาบุหรี่ไฟฟ้าอย่างเป็นระบบ ผ่านกระบวนการเรียนรู้ที่เข้าถึงง่าย เข้าใจได้จริง และสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน โดยมุ่งสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่ปลอดภัย และเสริมสร้างภูมิคุ้มกันด้านสุขภาวะให้แก่ผู้เรียนและประชาชนทุกช่วงวัยทั่วประเทศ โดย ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ร่วมเป็นประธานในพิธี และมี นางยุพิน บัวคอม รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ผู้บริหารและบุคลากรจากส่วนกลาง หน่วยงานการศึกษา ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำกรุงเทพมหานคร และผู้อำนวยการ สกร.ระดับเขตในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เข้าร่วม ขณะที่ฝ่าย สสส. นำโดย นายแพทย์พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) พร้อมคณะผู้บริหารและภาคีเครือข่าย ร่วมเป็นสักขีพยาน ณ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ ท้องฟ้าจำลอง
ดร.เกศทิพย์ กล่าวว่า ปัญหาบุหรี่ไฟฟ้าไม่ใช่เพียงประเด็นด้านสุขภาพเท่านั้น แต่เป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อคุณภาพชีวิต การเรียนรู้ และอนาคตของเยาวชนไทย ความร่วมมือในครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงพิธีลงนาม แต่เป็นการประกาศเจตนารมณ์ร่วมกันในการใช้ “การเรียนรู้” เป็นเครื่องมือสำคัญในการป้องกันปัญหาเชิงรุกตั้งแต่ต้นทาง ซึ่งกลุ่มเป้าหมายของ สกร. ครอบคลุมประชาชนทุกช่วงวัย ทำให้สามารถขยายองค์ความรู้ที่เป็นประโยชน์ไปสู่ทุกครัวเรือนได้อย่างทั่วถึง ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ที่มุ่งส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต และการพัฒนาทักษะชีวิตที่ถูกต้อง เพื่อให้ประชาชนสามารถดูแลสุขภาวะของตนเองได้อย่างยั่งยืน
ด้าน นพ.พงศ์เทพ กล่าวว่า สถานการณ์การใช้บุหรี่ไฟฟ้าเป็นความท้าทายสำคัญต่อทั้งระบบสาธารณสุขและการศึกษาของประเทศไทย โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและเยาวชน สสส. ตระหนักถึงพิษภัยและความรุนแรงของปัญหาที่อาจบั่นทอนคุณภาพชีวิตและสุขภาพของเยาวชนไทย จึงร่วมมือกับ สกร. ในการขับเคลื่อนมาตรการและกลไกการสร้างพื้นที่เรียนรู้ปลอดบุหรี่ไฟฟ้า เสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางความคิด และใช้เทคโนโลยีในการเผยแพร่สื่อสุขภาพอย่างมีประสิทธิภาพ โดยความร่วมมือระหว่าง สกร. และ สสส. ในครั้งนี้ คาดว่าจะช่วยลดความเสี่ยงด้านสุขภาพจากบุหรี่ไฟฟ้าในกลุ่มผู้เรียน เสริมสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่ปลอดภัย และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในระยะยาว อันเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาทุนมนุษย์และความมั่นคงของประเทศอย่างยั่งยืน

