สกศ. เปิดวงระดมความเห็น เร่งหาแนวทางจัดการศึกษาเพื่อความเป็นเลิศ เน้นการศึกษาที่ตอบโจทย์ตลาดแรงงาน ยกระดับการมีส่วนร่วมทางการศึกษาของภาคเอกชน

เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2568 รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการสภาการศึกษา เป็นประธานการประชุมสัมมนา เรื่อง การศึกษาเพื่อความเป็นเลิศ (Executive Forum for Fostering Excellence in Education) โดยมี นายพิภพ พิทักษ์ศิลป์ อนุกรรมการสภาการศึกษาด้านนโยบายและแผนและกรรมการพัฒนาการศึกษาหอการค้าไทย ผู้บริหารภาคธุรกิจเอกชน อาทิ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน)  ผู้บริหารการศึกษา ผู้ทรงคุณวุฒิ หน่วยงานภาครัฐ พร้อมด้วย นายวีระพงษ์ อู๋เจริญ ผู้อำนวยการสำนักประเมินผลการจัดการศึกษา เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุมแมนดาริน เอ โรงแรมแมนดาริน กรุงเทพฯ

รศ.ดร.ประวิต กล่าวว่า ประเทศไทยติดกับดักในเรื่องคุณภาพการศึกษามายาวนาน มีความพยายามที่จะปฏิรูปการศึกษาและยกระดับการศึกษาให้ทัดเทียมกับระดับนานาชาติมายาวนาน โดย สกศ. มีความพยายามในการทบทวนและหาวิธีการเปลี่ยนแปลงคุณภาพการศึกษาโดยไม่ต้องรอขั้นตอนของกฎหมาย การประชุมในวันนี้จึงเป็นเวทีที่จะได้รับฟังมุมมองของภาคเอกชน และทุกภาคส่วนต่อการผลิตบัณฑิตที่พร้อมทำงาน และส่งเสริมให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วมในการวางแผนการศึกษา เพื่อพัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษาให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานต่อไป

นายวีระพงษ์ บรรยายพิเศษ เรื่อง ทิศทางการจัดการศึกษาเพื่อความเป็นเลิศ โดยรายงานผลการจัดอันดับความสามารถทางการแข่งขันของ IMD ปี 2568 โดยอันดับภาพรวมของประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 30 ซึ่งเป็นการลดลง 5 อันดับจากปีก่อน โดย IMD ได้สะท้อน 5 ช่องว่างหลักของระบบการศึกษาไทย คือ 1. การศึกษากับตลาดแรงงานไม่ตรงกัน 2. นโยบายไม่ต่อเนื่อง – สมรรถนะรัฐไม่พอ 3. ข้อมูลการศึกษาไม่พร้อมแข่งขันโลก 4. ทักษะวัยแรงงานและการเรียนรู้ตลอดชีวิตอ่อน 5. ระบบนวัตกรรม–งานวิจัยยังไม่หนุนการศึกษา ซึ่งเน้นย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนที่ทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐและเอกชนต้องร่วมมือกันเพื่อกำหนดมาตรการเชิงรุก เพื่อเสริมสร้างศักยภาพและความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ ทิศทางเชิงยุทธศาสตร์ของไทยเพื่อเป็นกรอบทิศทางในการพัฒนาการศึกษาไทยในระยะยาว คือ 1.ยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและหลักฐานเชิงประจักษ์ 2. ยุทธศาสตร์นำการเปลี่ยนผ่านด้วยปัญญาประดิษฐ์และเทคโนโลยีอัจฉริยะ 3. ยุทธศาสตร์ยกระดับคุณภาพด้วยมาตรฐานสากล และ4. ยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนด้วยความร่วมมือรัฐ-เอกชน

ด้าน นายพิภพ กล่าวว่า การขับเคลื่อนการศึกษาไทยมาถึงจุดที่ต้องปฏิรูปการศึกษาครั้งใหญ่และทั่วถึง นอกจากนั้นการวางนโยบายแบบก้าวหน้า ควรขยายวงเป็น “การพัฒนาทุนหรือทรัพยากรมนุษย์เต็มรูปแบบ ไม่ควรจำกัดขอบเขตเฉพาะด้านการศึกษา รวมถึงนโยบาย กฎหมาย กฎระเบียบ ระบบสนับสนุน จากภาคส่วนต่างๆ จำเป็นต้องขับเคลื่อนไปพร้อม ๆ กัน โดยมีข้อเสนอในการพัฒนาการศึกษาไทยเพื่อก้าวสู่ความเป็นเลิศด้วยการยกระดับและขับเคลื่อนระบบการศึกษาไทย ต้องทำภายใต้หลักการประเมินผลการดำเนินงานแบบสมดุล 4 มิติ คือ 1. ด้านการบริหารจัดการทางการเงินเพื่อการศึกษา 2. ด้านการพัฒนาครู นักเรียน บุคลากรทางการศึกษา รวมทั้งด้านการจัดการศึกษาสำหรับผู้มีความสามารถพิเศษ ผู้ที่ขาดโอกาส กลุ่ม NEET (Not in Education, Employment, or Training) ผู้พิการ 3. ด้านการพัฒนาหลักสูตรและการพัฒนาโรงเรียน และ 4. ด้านการใช้ การรักษาจริยธรรมและธรรมาภิบาล ปัญญาประดิษฐ์เพื่อการศึกษา รวมทั้งด้านการส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

จากนั้นเป็นการระดมความคิดเห็น ในหัวข้อ “การจัดการศึกษาตามความต้องการและการเตรียมพร้อมของผู้เรียนในอนาคต” ที่ประชุมได้ร่วมกันอภิปราย และแลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อหาแนวทางในการแก้ไขปัญหา พร้อมทั้งข้อเสนอแนะแนวทางการปรับเปลี่ยนการจัดการศึกษาที่ตอบสนองตามความต้องการของภาคเอกชน ทั้งในประเด็น 1. การตอบสนองต่อความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของการอุดมศึกษา 2. การบริหารจัดการศึกษาที่ตอบสนองต่อความต้องการของภาคธุรกิจ 3. ทักษะทางภาษาที่ตอบสนองต่อความต้องการของผู้ประกอบการ 4.การศึกษาระดับประถมศึกษาและระดับมัธยมศึกษาที่ตอบสนองต่อความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ 5. ข้อเสนอแนะในการปรับเปลี่ยนการจัดการศึกษาที่ตอบสนองตามความต้องการของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

โดยที่ประชุมมีข้อเสนอที่น่าสนใจในหลายประเด็น อาทิ คนภายนอกขาดการรับรู้เรื่องการจัดการศึกษา ต้องหาวิธีการสื่อสารเพื่อให้ทุกภาคส่วนเห็นภาพความก้าวหน้าของการศึกษาไทยให้มากขึ้น, การศึกษาไทยจะเปลี่ยนแปลงได้ต้องอาศัยความร่วมมือของทุกหน่วยงาน รวมทั้งภาคเอกชน, การทำให้มหาวิทยาลัยเป็น Learning lab ของประเทศ, ค้นหาสมรรถนะที่สำคัญของนักเรียน นักศึกษา เพื่อเป้าหมายในการพัฒนาคุณภาพครู, ผลิตเด็กให้ตรงกับความต้องการของตลาด ด้วยการบูรณาการข้อมูลระหว่างกระทรวงแรงงานกับกระทรวงศึกษาธิการ เป็นต้น

โดยข้อเสนอแนะจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะผู้ประกอบการจากภาคเอกชนเกี่ยวกับการดำเนินงานเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาไทยและแนวทางในการปฏิรูปการศึกษา ทาง สกศ. จะได้นำเป็นแนวทางในการพัฒนาการจัดการศึกษาให้ตอบสนองต่อความต้องการของภาคเอกชน และรองรับการเปลี่ยนแปลงของโลกในทุกมิติ

“ศ.ดร.นฤมล”มอบคุรุสภา-อว.หาสาเหตุการทดสอบและประเมินสมรรถะทางวิชาชีพครูฯหลังพบผลสอบผ่านเพียง14%สอบตก85%

เมื่อวันพุธที่ 24 ธันวาคม 2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการคุรุสภา ครั้งที่ 13/2568 โดยมีคณะกรรมการคุรุสภา และ ผศ.ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา กรรมการและเลขานุการ เข้าประชุม โดยที่ประชุมมีการพิจารณาและมีมติที่สำคัญ ดังนี้ 1. การรับรองปริญญาและประกาศนียบัตรทางการศึกษาตามมาตรฐานวิชาชีพ ดังนี้ ให้การรับรองปริญญาและประกาศนียบัตรทางการศึกษา จำนวน 13 แห่ง รวมจำนวน 31 หลักสูตรปริญญาตรีทางการศึกษา (หลักสูตร 4 ปี) จำนวน 22 หลักสูตร ประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครู จำนวน 4 หลักสูตร ประกอบด้วย 1) มหาวิทยาลัยนานาชาติเซนต์เทเรซา จังหวัดนครนายก 2) มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์ จังหวัดเพชรบูรณ์ และ 3) มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี ปริญญาโททางการศึกษา (วิชาชีพบริหารการศึกษา) จำนวน 3 หลักสูตร ปริญญาเอกทางการศึกษา (วิชาชีพบริหารการศึกษา) จำนวน 2 หลักสูตร

ทั้งนี้ สามารถตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.ksp.or.th หัวข้อ ตรวจสอบรายชื่อสถาบันผลิตครูที่คุรุสภารับรอง

นอกจากนี้ ยังได้ เห็นชอบการรับรองผลการประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครู ด้านการปฏิบัติงาน และการปฏิบัติตน ตามมาตรฐานวิชาชีพครู ของผู้ผ่านเกณฑ์การประเมินฯ ครั้งที่ 12/2568 จำนวน 2,630 คน โดยเป็นผู้ที่อยู่ระหว่างศึกษาในหลักสูตรปริญญาและประกาศนียบัตรทางการศึกษา จำนวน 2,604 คน ประกอบด้วย 1.หลักสูตรปริญญาตรีทางการศึกษา จำนวน 1,799 คน 2. หลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครู จำนวน 761 คน และ 3. หลักสูตรปริญญาโททางการศึกษา (วิชาชีพครู) จำนวน 44 คน ผู้ที่สำเร็จการศึกษาหลักสูตรปริญญาอื่น โดยที่ผ่านการรับรองความรู้ จำนวน 26 คน และมอบสำนักงานเลขาธิการคุรุสภาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป ทั้งนี้ ยังได้เห็นชอบการรับรองผลการทดสอบและประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครู ด้านความรู้และประสบการณ์วิชาชีพ ตามมาตรฐานวิชาชีพครู รายวิชาครู ครั้งที่ 2 ระบบอิเล็กทรอนิกส์ ประจำปี พ.ศ. 2568 จำนวน 7,957 คน และมอบสำนักงานเลขาธิการคุรุสภาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป รวมถึง อนุญาตการขอยกเว้นการมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพผู้บริหารสถานศึกษาให้ข้าราชการสังกัดกระทรวงกลาโหม ซึ่งได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการโรงเรียนกองทัพบกอุปถัมภ์ฯ ในจังหวัดราชบุรี ซึ่งเป็นโรงเรียนในกำกับของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.)  จำนวน 2 ราย และมอบสำนักงานเลขาธิการคุรุสภาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป และเห็นชอบรายชื่อบุคคลเพื่อแต่งตั้งเป็นคณะอนุกรรมการพิจารณาขอพระราชทานน้อมเกล้าฯ ถวายพระราชสมัญญา เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในโอกาสฉลองพระชนมายุ 6 รอบ 2 เมษายน 2570 โดยมี ศาสตราจารย์กิตติคุณสมหวัง  พิธิยานุวัฒน์ เป็นประธาน และมอบสำนักงานเลขาธิการคุรุสภาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า ตนได้มอบหมายให้คุรุสภา และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)ไปปรับปรุงแผนการทดสอบและประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครู ด้านความรู้และประสบการณ์วิชาชีพ ตามมาตรฐานวิชาชีพครู รายวิชาครู ครั้งที่ 2 ระบบอิเล็กทรอนิกส์ ประจำปี พ.ศ. 2568 ที่มีจำนวนผู้สอบผ่าน 7,957 คน จากจำนวนผู้เข้าสอบ 53,829 คน คิดเป็นผู้สอบผ่าน 14% สอบตก 85% ใช้งบประมาณกว่า 25 ล้านบาท ซึ่งทั้ง 2 หน่วยงาน ในฐานะผู้รับผิดชอบหลักสูตรว่าปัญหาอยู่ที่หลักสูตรหรืออยู่ที่คนออกข้อสอบ และให้มารายงานในการประชุมครั้งต่อไป ทั้งนี้ เพื่อต้องการผลิตครูให้มีคุณภาพให้ตรงตามความต้องการของหน่วยงานทั้ง สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และการศึกษาเอกชน ถ้ามีผู้สอบผ่านเพียงเท่านี้ ก็จะเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบการศึกษาไทย ซึ่งทั้ง 2 หน่วยงานจะต้องไปกำหนดแผนว่าจะแก้ไขปัญหาเหล่านี้อย่างไร ถ้าเป็นที่ตัวหลักสูตร อว.ก็ต้องรับผิดชอบไปแก้ไข

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นอกจากนี้ที่ประชุมยังมีวาระลับ และเห็นชอบผลการประเมินผลการปฏิบัติงานของ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา ในรอบปีที่ 3 ของการปฏิบัติงาน (3 ตุลาคม 2567 – 2 ตุลาคม 2568)ด้วย

“บิ๊กอุ้ม” นั่งหัวโต๊ะ ประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษา ระดับชาติ ครั้งที่ 1/2568 ให้กลายเป็นศูนย์

วันที่ 23 ธันวาคม 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล ได้มีการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษา ระดับชาติ ครั้งที่ 1/2568 โดยมี พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ ประธานกรรมการขับเคลื่อนฯ เป็นประธานในการประชุม พร้อมด้วยผู้แทนองค์กรต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ ห้องประชุม 302 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล กรุงเทพมหานคร และประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์

โดยในที่ประชุมได้รับทราบ คำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษา ระดับชาติ พร้อมทั้งรายงานข้อมูลเด็กและเยาวชนที่ไม่มีชื่อในระบบการศึกษา ปีการศึกษา 2/2568 และรายงานสรุปผลการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาให้กลายเป็นศูนย์ (Thailand Zero Dropout) ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2566-2568 โดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.), กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) และกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ได้ร่วมกันพิจารณาแนวทางการขับเคลื่อนการแก้ปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาให้กลายเป็นศูนย์ (Thailand Zero Dropout PLUS) ปี พ.ศ. 2569 เพื่อการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพและเห็นผลลัพธ์เป็นรูปธรรม

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังมีมติเห็นชอบในหลายประเด็น อาทิ 1. เห็นชอบให้เพิ่มกลุ่มเด็กและเยาวชนที่หลุดออกจากระบบการศึกษาชั่วคราวเป็นกลุ่มเป้าหมายในการดำเนินงาน และเห็นชอบแนวทางการดำเนินงานขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาให้กลายเป็นศูนย์ (Thailand Zero Dropout PLUS) ปี พ.ศ. 2569 ตามที่เสนอ 2. มอบหมายให้ กสศ. ดำเนินการปรับปรุงหลักเกณฑ์การเบิกจ่ายที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาให้กลายเป็นศูนย์ ให้เป็นไปตามระเบียบของ กสศ. 3. แต่งตั้งคณะอนุกรรมการบูรณาการทำงานเพื่อขับเคลื่อนการจัดการศึกษาหรือการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น และ 4. มอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ร่วมขับเคลื่อนการดำเนินงาน Thailand Zero Dropout PLUS ปี พ.ศ. 2569 เป็นต้น

นักศึกษาคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มทร.กรุงเทพ คว้ารางวัลชมเชยงานประกวด AI Competition จากสาธารณรัฐประชาชนจีน

รศ.ดร.พิชัย จันทร์มณี อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล(มทร.)กรุงเทพ เปิดเผยว่า เนื่องจากปัจจุบันเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์(Artificial Intelligence: AI) ได้เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของมนุษย์มากขึ้น ซึ่ง ทาง มทร.กรุงเทพ ได้เห็นถึงความสำคัญของเรื่องนี้และมุ่งจัดการเรียนการสอนเพื่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษา ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน เมื่อเร็ว ๆ นี้ ผศ.ดร.ครรชิต กำลังกล้า คณบดีคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พร้อมด้วย ผศ.ดร.วรพรรณ พรมศิลา ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายวิเทศสัมพันธ์และบริการวิชาการ และ รศ.ดร.กิติศาสตร์ กระบวน หัวหน้าภาควิชาวิทยาศาสตร์ ได้นำนักศึกษาคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มทร.กรุงเทพ เข้าร่วมนำเสนอผลงานในการประกวดระดับนานาชาติ “The Market Supervision Service Innovation Application Competition” ณ Guangxi Vocational & Technical College (GVTC) มณฑลหนานหนิง สาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งสามารถสร้างผลงานได้อย่างโดดเด่น และได้รับรางวัลชมเชย จากการประกวดในครั้งนี้

ด้านผศ.ดร.ครรชิต กล่าวว่า นักศึกษาที่เข้าร่วมการประกวดประกอบด้วย นางสาวณัฐจุรา รองเลื่อน นักศึกษาสาขาวิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ และ นางสาวนิธิตา บัวภา นักศึกษาสาขาวิชาเทคโนโลยีพลังงานเพื่อสิ่งแวดล้อม ส่วนหัวข้อในการประกวด คือ “ตลาดอัจฉริยะเชื่อมโยงอาเซียน: AI เสริมพลังการปรับปรุงกฎระเบียบและการพัฒนาบริการคุณภาพสูง” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) ในการยกระดับคุณภาพชีวิต ความปลอดภัยของผู้บริโภค และการพัฒนาระบบบริการในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งแม้จะเป็นการเข้าร่วมการประกวดเป็นปีแรก แต่นักศึกษาทั้งสองคนสามารถสร้างชื่อเสียงและความภาคภูมิใจให้แก่มหาวิทยาลัยได้เป็นอย่างดี

“การเข้าร่วมการประกวดครั้งนี้นอกจากเป็นการแสดงศักยภาพของนักศึกษาแล้วยังเป็นโอกาสอันดีของคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในการศึกษาดูงาน ณ Guangxi Vocational & Technical College (GVTC) และหารือแนวทางการสร้างความร่วมมือทางวิชาการระหว่างสถาบัน เพื่อส่งเสริมกิจกรรมทางการศึกษาในระดับปริญญาตรีของคณะฯ ตลอดจนประชาสัมพันธ์หลักสูตรระดับปริญญาโทและปริญญาเอก สาขานวัตกรรมอาหารเพื่อสุขภาพ (หลักสูตรนานาชาติ) ด้วย”คณบดีคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มทร.กรุงเทพ กล่าว

สพฐ.ตอกย้ำ การเรียนรู้แบบ Active Learning GPAS 5 Steps สร้างเด็กไทยสู่โลกอนาคต “เผย”ศ.ดร.นฤมล ให้ความสำคัญกับการพัฒนาครูและนักเรียน

เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2568 ที่ ห้องประชุมนานาชาติเฉลิมพระเกียรติฯ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน( ศูนย์การศึกษาหนองระเวียง) จังหวัดนครราชสีมา ดร.พิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.)เป็นประธานในพิธีเปิด “โครงการพัฒนานวัตกรรม เพื่อยกระดับคุณภาพการจัดการศึกษา ด้วยรูปแบบ Active Learning”สำหรับครูและบุคลากรทางการศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) 1 อำเภอ 1 โรงเรียนคุณภาพ ระดับมัธยมศึกษา สร้างต้นแบบพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี อำนาจเจริญ ร้อยเอ็ด ศรีสะเกษ ยโสธร มหาสารคาม ชัยภูมิ บุรีรัมย์ สุรินทร์ และนครราชสีมา จาก 61 โรงเรียน จำนวนทั้งสิ้น 1,283 คน โดยมี ผศ.วรวัฒน์ ทิพจ้อย ผู้อำนวยการสำนักวิชาการศึกษาทั่วไป มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี กล่าวรายงาน ซึ่งเป็นการประชาสัมพันธ์โครงการด้วยการจัดสัมมนาทางวิชาการการสะท้อนผลการปรับการเรียนเปลี่ยนการสอนและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทักษะการคิดขั้นสูงเชิงระบบ สู่การพัฒนานวัตกรรมและเผยแพร่กระตุ้นการเปลี่ยนแปลงในระดับชั้นเรียนต่อไป โดยการประชุมวิชาการครั้งนี้ มีการนำเสนอผลงานนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ของครู และนวัตกรรมนักเรียนมากกว่า 367 รายการ สอดคล้องกับแผนปฏิรูปประเทศ(ฉบับปรับปรุง)และสนองกับการเปลี่ยนแปลงในศตวรรษที่21 ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps เป็นการตอกย้ำนโยบายกระทรวงศึกษาธิการและสพฐ. ที่สะท้อนให้เห็นถึงความสำเร็จ

ดร.พิเชฐ กล่าวว่า โลกแห่งการเรียนรู้ในยุคดิจิทัลต้องการผู้เรียนที่คิดวิเคราะห์เป็น แก้ปัญหาเป็น มีความคิดสร้างสรรค์ และเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง ซึ่งเป็นทักษะสำคัญของศตวรรษที่ 21 และ GPAS 5 Steps เป็นกระบวนการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning ที่มีกิจกรรมให้ผู้เรียนต้องสังเกต วิเคราะห์ข้อมูล ตั้งคำถาม ลงมือทดลอง นำความรู้มาใช้ ออกแบบแนวทางแก้ปัญหา สื่อสารนำเสนอ ตรวจสอบและกำกับตนเองทุกขั้นตอน ทำให้ผู้เรียนมีบทบาทเป็น “เจ้าของการเรียนรู้” มากขึ้น ที่สำคัญ กระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps สอดคล้องกับการพัฒนาความฉลาดรู้ให้กับผู้เรียน มุ่งเน้นให้ผู้เรียนพัฒนาความฉลาดรู้ด้านการคิดขั้นสูง ภาษา ดิจิทัล และการดำรงชีวิตอย่างเป็นองค์รวม ด้วยเหตุนี้ จึงต้องการผลักดันการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps เป็นกลไกสำคัญของการปฏิรูปการเรียนรู้ระดับห้องเรียนทั่วประเทศ

“วันนี้เป็นวันสำคัญวันหนึ่งที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)ได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี จัดอบรมพัฒนาครูให้เข้าใจการจัดการเรียนการสอนแบบ Active Learning ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Stepsและจัดให้มีการประกวดนวัตกรรมนักเรียนระดับมัธยมศึกษา เพื่อที่จะให้เกิดการเรียนรู้แบบวิทยาศาสตร์ ซึ่งเด็กจะต้องเตรียมความพร้อมในการเรียนรู้ตั้งแต่ระดับอนุบาล จนถึงระดับมัธยมศึกษา ไม่จำเป็นต้องรอให้จบมหาวิทยาลัย ครูต้องคิดสร้างสรรค์ให้โอกาสกับนักเรียนทุกคน”เลขาธิการ กพฐ.กล่าวและว่า ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ให้ความสำคัญกับการพัฒนาครูและพัฒนานักเรียนโดยเฉพาะระดับห้องเรียน ดังนั้นศักยภาพของผู้เรียนจึงเป็นเรื่องสำคัญ ตามบัญญัติของกฎหมายการศึกษาแห่งชาติ มาตรา 22 ที่บอกว่าผู้เรียนสำคัญที่สุดนั่นก็หมายความว่าผู้เรียนทุกคนมีความหมาย ผู้เรียนทุกคนมีอนาคต แต่อนาคตของพวกเขาจะไปถึงฝัน จะไปถึงสิ่งที่เขามุ่งหวังได้แค่ไหนเพียงใด อยู่ที่การพัฒนาครู พัฒนาผู้บริหารที่จะสร้างขวัญกำลังใจของพวกเขาให้เป็นจริง ซึ่งการออกแบบการจัดการเรียนการสอนจึงเป็นเรื่องที่สำคัญ ดังนั้น เราจึงต้องออกแบบให้เด็กได้เรียนรู้แบบ Active Learning ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps ซึ่งเป็นกลไกสำคัญของการปฏิรูปการเรียนรู้ระดับห้องเรียน

ดร.พิเชฐ กล่าวอีกว่า นักเรียนทุกคนมีความฝัน มีศักยภาพด้วยตัวเองตามหลักพหุปัญญา ครูบาอาจารย์ก็มีความเก่ง มีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนา อย่างไรก็ตามการที่จะพัฒนาให้มีคุณภาพยิ่งขึ้น และสร้างโอกาสให้เด็กทุกคนจะต้องมีการขยายผลการพัฒนา ตอนนี้เรานำร่องภาคอีสานตอนกลางและตอนล่าง ซึ่งทางอีสานตอนบนอีก 10 จังหวัด ก็มีความสนใจ รวมถึงภาคอื่น ๆ ด้วย ดังนั้น สพฐ.ก็จะขยายผลการเรียนการสอนแบบ Active Learning GPAS 5 Steps ให้ทั่วทุกภูมิภาคตามบริบทของพื้นที่ เพราะต้องการสร้างเวทีให้การเรียนรู้ระหว่าง ครู นักเรียน ระหว่างนักเรียนด้วยกัน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่เราจะต้องขยายผลให้เหมาะสมให้ครอบคลุมทุกภูมิภาคตามบริบทของพื้นที่ อย่างไรก็ตามหัวใจของ Active Learning เป็นหัวใจของการเรียนการสอนที่บูรณาการในทุกวิชา ถ้าครูเข้าใจหัวใจของการสอนการวัดประเมินผล การเสนอผลงาน สามารถนำไปใช้กับทุกวิชาซึ่งเรามีทั้งหมด 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ บวกประวัติศาสตร์ หน้าที่พลเมือง ถ้าหากครูได้เรียนรู้อย่างถ่องแท้และได้พัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่องไม่ว่าจะอยู่ภาคไหนของประเทศไทยก็จะนำไปสู่การพัฒนาผู้เรียนได้ทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ ซึ่งตนเชื่อว่า 245 เขตพื้นที่การศึกษาจะร่วมใจการสร้างสรรค์นวัตกรรมครู นักเรียนและมีเวทีให้กับเด็ก ๆ โดยการสนับสนุนของ สพฐ.ร่วมมือกับภาครัฐภาคเอกชน โดยเฉพาะ สถาบันอุดมศึกษา

ผศ.วรวัฒน์ กล่าวว่า ในนามของมหาลัยวิทยาลัยราชภัฎอุดรธานี เราได้เห็นภาพและผลงานที่เกิดขึ้นจากกระบวนการพัฒนานวัตกรรมครู สู่นวัตกรรมนักเรียนผ่านกระบวนการเรียนรู้แบบ Active Learning ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps มีความตื้นตันใจ ซึ่งภาพการทำงานว่ามหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี มีภารกิจส่วนหนึ่งคือการยกระดับคุณภาพการศึกษา พัฒนาครูซึ่งเป็นหนึ่งภารกิจ บทบาทหน้าที่ที่พวกเราได้มีส่วนร่วมดำเนินการในการขับเคลื่อนที่จะยกระดับคุณภาพการศึกษาสู่โรงเรียนซึ่งผลงานที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ ก็จะสามารถต่อยอดนำไปสู่กระบวนการเรียนรู้ในระดับอุดมศึกษาต่อไป อีกทั้งเป็นการสร้างพื้นที่ในการเรียนรู้ตลอดจนผลิตภัณฑ์ต่างๆให้เกิดเป็นรายได้ที่เกิดขึ้นในชุมชน ท้องถิ่น เพื่อต่อยอดเศรษฐกิจที่ยั่งยืนในระดับชุมชนท้องถิ่นและเข้าสู่ระดับประเทศต่อไป

ดร.ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์ อดีตกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา กล่าวว่า พว.มีความภูมิใจมาก เพราะผู้บริหาร สพฐ.ให้ความสำคัญในการพัฒนาครูและนักเรียนอย่างมาก โดยเฉพาะคุณภาพที่เป็นรูปธรรมและผลที่ออกมาก็เป็นผลเชิงประจักษ์ว่า นักเรียนเป็นผู้สร้างขึ้นมา เพราะฉะนั้นเราจะเห็นได้ว่า เวลานี้เด็กประถมศึกษาสามารถสร้างนวัตกรรมเพื่อยกระดับคุณภาพอาชีพของพ่อแม่ได้ ส่วนเด็กมัธยมสามารถสร้างนวัตกรรมผ่านกระบวนการวิจัย ทำให้ประเทศไทยสามารถยกระดับคุณภาพการศึกษาได้ และคุณภาพที่เกิดขึ้นจากโรงเรียนที่ได้พัฒนามาเป็นรูปแบบมาตรฐานสอดคล้องกับยูเนสโกและโออีซีดีทุกประการซึ่งเป็นมาตรฐานของโลก แสดงว่าเราสามารถสร้างโรงเรียนให้เป็นมาตรฐานของโลกได้แล้ว

ดร.ศักดิ์สิน กล่าวว่า ขณะนี้ทางภาคอีสานตอนล่างมีความตื่นตัวมากในการใช้ทรัพยากรของท้องถิ่นมาสร้างนวัตกรรม ซึ่งถ้าเราสามารถขยับขยายและพัฒนาต่อไปเด็กเหล่านี้จะเป็นผู้ปลุกเศรษฐกิจในท้องถิ่นให้เป็นเศรษฐกิจระดับชาติได้อย่างมั่นคง เพราะฉะนั้นเด็กที่มีความรู้ในเรื่องของนวัตกรรม รับรองได้ว่าอนาคตจะไม่พบกับความยากจนอย่างแน่นอน และการเรียนรู้ในเรื่องของการสร้างนวัตกรรมนั้น หัวใจสำคัญที่สุดคือกระบวนการและกระบวนการนอกจากจะสร้างนวัตกรรมได้ตั้งแต่ผลงานชิ้นเล็ก ๆ ในระดับอนุบาลจนถึงงานวิจัยในระดับ ม.ปลาย จะสามารถนำไปใช้เรียนในระดับมหาวิทยาลัยได้ เพราะขณะนี้เด็ก ม.ปลายได้เรียนผ่านกระบวนการวิจัยจนสามารถสร้างนวัตกรรมได้แล้ว เพราะฉะนั้นมหาวิทยาลัยจะต้องปรับหลักสูตรเป็นActive Learning GPAS 5 Steps แล้วเพราะการเรียนรู้ทุกอย่างต้องใช้กระบวนการ

“กระบวนการจะเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการสอบพิซา ซึ่งเราตกพิซ่ามา 20 ปี ทุกปีจะมีการติวก่อนสอบยิ่งติวยิ่งสอบไม่ได้ เพราะข้อสอบพิซ่าเป็นเนื้อหาที่ใกล้ตัว เพราะฉะนั้นสิ่งที่จะนำไปใช้ในการสอบพิซ่าคือกระบวนการ แม้แต่โอเน็ตถ้าใช้กระบวนการไปวิเคราะห์ข้อสอบรับรองเด็กจะทำข้อสอบได้ แต่ที่ผ่านมาเด็กเราไม่มีกระบวนการก็ทำข้อสอบไม่ได้ เพราะคนไทยเข้าใจว่า หนังสือเรียนคือความรู้ อ่านมาก ๆ เรียนมาก ๆ ท่องมาก ๆ จำได้ จะได้อันดับที่ดี เด็กจะมีความรู้มากแต่สอบผ่านไปสองวันก็จะลืมหมด แต่ถ้าเด็กได้ฝึกสร้างโครงงานรู้จักกระบวนการจนเกิดเป็นนวัตกรรมขึ้นมา เขาจะไม่ลืมตลอดชีวิต เพราะการท่องเนื้อหาจากหนังสือ ไม่ใช่ความรู้ แต่พ่อแม่เด็กเข้าใจว่า การที่เด็กจำได้มาก ๆ นั่นคือความรู้ ดังนั้นเราต้องเอาเนื้อหาไปเปลี่ยนเป็นความรู้ ซึ่งต้องมีกระบวนการหรือเครื่องมือในการเอาเนื้อหาไปสร้างสมรรถนะ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ครูจะต้องมาปรับ มิฉะนั้นเด็กเรียนไปแล้วจะไม่ได้อะไรเลย”ดร.ศักดิ์สินกล่าว

สกร. ขับเคลื่อนการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ เปิดเทศกาลพิพิธภัณฑ์ยามค่ำคืน Night at the Museum 2025 ณ ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ

เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2568 ณ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ เป็นประธาน เปิดเทศกาลท่องเที่ยวพิพิธภัณฑ์ในยามค่ำคืน ประจำปี 2568 (Night at the Museum Festival 2025) ภายใต้แนวคิด “Science Blooms into the Night วิทยาศาสตร์เบ่งบานในยามราตรี” ซึ่งการจัดงานครั้งนี้เป็นไปตามนโยบายของ ศาสตราจารย์ ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ที่มุ่งส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต ผ่านประสบการณ์จริงนอกห้องเรียน ลดความเหลื่อมล้ำ และเปิดโอกาสทางการศึกษาให้ประชาชนทุกช่วงวัยเข้าถึงแหล่งเรียนรู้คุณภาพอย่างเท่าเทียม โดยมี ผู้บริหาร สกร.เข้าร่วมกิจกรรม อย่างคับคั่ง เพื่อสะท้อนพลังความร่วมมือของครอบครัว สกร. ในการขับเคลื่อนนโยบายกระทรวงศึกษาธิการด้านการเรียนรู้ตลอดชีวิต และการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงการเรียนรู้ให้เข้าถึงประชาชนอย่างทั่วถึง

ดร.เกศทิพย์ กล่าวว่า ท้องฟ้าจำลองเป็นพื้นที่แห่งแรงบันดาลใจที่เด็ก ๆ ทุกคนใฝ่ฝันจะได้มาเรียนรู้ เพราะสิ่งที่มองเห็นบนท้องฟ้าไม่ได้เป็นเพียงดวงดาว หากแต่เต็มไปด้วยเรื่องราวและประวัติศาสตร์ที่หลอมรวมเป็นองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งสามารถถ่ายทอดสู่เด็กและเยาวชนผ่านกระบวนการเรียนรู้เชิงรุก หรือ Active Learning ที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้คิด วิเคราะห์ ทดลอง และต่อยอดด้วยตนเอง “ท้องฟ้าจำลอง” หมายถึงการนำสิ่งที่อยู่ไกลตัวมาใกล้มือ ผ่านการจำลองให้เด็กสามารถมองเห็นและเข้าใจได้ในทุกมิติ และในโอกาสพิเศษของงาน Night at the Museum ครั้งนี้ ถือเป็นการเปิดพื้นที่ให้ผู้เรียนได้ก้าวจากการเรียนรู้ผ่านการจำลอง ไปสู่การสัมผัสประสบการณ์จริงภายในพิพิธภัณฑ์ระดับตำนานที่อยู่ในความทรงจำของคนไทยทุกคน เมื่อครั้งยังเป็นเด็ก การได้มาทัศนศึกษาที่ท้องฟ้าจำลอง คือความทรงจำที่สร้างแรงบันดาลใจอย่างยิ่ง ทำให้มองเห็นว่าโลกของวิทยาศาสตร์ไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นโลกที่ทุกคนสามารถเอื้อมถึงได้

“ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ ไม่ได้เป็นเพียงสถานที่จัดแสดงวัตถุหรือปรากฏการณ์บนท้องฟ้าเท่านั้น แต่เป็นแหล่งเรียนรู้ที่บูรณาการองค์ความรู้จากห้องเรียน สู่การเรียนรู้แบบสามมิติที่จับต้องได้ ครอบคลุมทั้งวิทยาศาสตร์ เคมี ชีววิทยา วิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต สิ่งแวดล้อม ระบบนิเวศ และการเชื่อมโยงกับชีวิตประจำวัน เพื่อให้ผู้เรียนสามารถนำความรู้ไปปฏิบัติ คิดต่อยอด และเข้าใจโลกในฐานะ “พลโลก” ได้อย่างสมบูรณ์ สอดรับกับนโยบายกระทรวงศึกษาธิการในการพัฒนาคนไทยให้มีสมรรถนะในศตวรรษที่ 21”อธิบดี สกร.กล่าวและว่า นอกจากนี้ ภายในงานยังได้เปิดโอกาสพิเศษให้นักเรียนโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) เข้าร่วมกิจกรรมผ่านความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างความเสมอภาคทางการเรียนรู้ เปิดโลกทัศน์ และจุดประกายความคิดแบบนักวิทยาศาสตร์ให้กับเด็ก ๆ ที่ไม่เคยมีโอกาสได้มาสัมผัสท้องฟ้าจำลองมาก่อน ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ที่ให้ความสำคัญกับเด็กในพื้นที่ห่างไกลและกลุ่มเปราะบางเป็นพิเศษ

ดร.เกศทิพย์ กล่าวอีกว่า ท้องฟ้าจำลองแห่งนี้พร้อมเป็นพื้นที่การเรียนรู้สำหรับทุกช่วงวัย และมีเป้าหมายในการพัฒนาให้เป็นศูนย์การเรียนรู้ต้นแบบ ที่ไม่เพียงด้านวิทยาศาสตร์ แต่ยังเชื่อมโยงกับศิลปวัฒนธรรมและมรดกทางภูมิปัญญา อาทิ โครงการ Sweet Heritage การอนุรักษ์ขนมหวานไทยใกล้สูญหาย ซึ่งจะนำมาจัดกิจกรรมการเรียนรู้ผ่านครูและเครือข่าย สกร. ณ ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ ในช่วงเดือนมกราคม 2569 เพื่อส่งต่อวัฒนธรรมควบคู่กับองค์ความรู้สมัยใหม่ ตามแนวคิดการเรียนรู้ตลอดชีวิตของกระทรวงศึกษาธิการ

งาน Night at the Museum Festival 2025 เป็นเทศกาลที่เปิดพื้นที่ด้านศิลปะ วิทยาศาสตร์ ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม ให้ประชาชนได้สัมผัสมุมมองใหม่ของพิพิธภัณฑ์ในบรรยากาศยามค่ำคืน ผ่านกิจกรรมพิเศษที่จัดขึ้นพร้อมกันใน 53 พิพิธภัณฑ์ทั่วประเทศ ครอบคลุมกรุงเทพมหานคร ปริมณฑล และจังหวัดสำคัญในภูมิภาคต่าง ๆ โดยท้องฟ้าจำลองกรุงเทพร่วมเป็น 1 ใน 53 พิพิธภัณฑ์ที่เปิดให้เข้าชมในช่วงกลางคืน พร้อมกิจกรรมพิเศษที่ไม่จัดแสดงในช่วงเวลาปกติ

โอกาสนี้ อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ได้กล่าวเปิดงานอย่างเป็นทางการ พร้อมอวยพรให้การจัดงานประสบความสำเร็จ และเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ สู่การสร้างแรงบันดาลใจและองค์ความรู้ที่ต่อยอดสู่การเรียนรู้ตลอดชีวิตของประชาชนไทยอย่างยั่งยืน

 

 

 

สกสค.รายรับสูงกว่ารายจ่ายต่อเนื่อง ไม่พึ่งเงินสนับสนุนพิเศษติดต่อกันเป็นปีที่ 3

นางสาวชนนิกานต์ สืบชนะ รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา(สกสค.) เปิดเผยว่า ตามที่ได้รับมอบหมายจาก ดร.พีระพันธ์ เหมะรัต เลขาธิการคณะกรรมการ สกสค. ให้กำกับดูแลสำนักการคลัง และสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ จากปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 สกสค. เคยได้รับเงินสนับสนุนพิเศษสูงถึง 260 ล้านบาท ตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 จนถึงปัจจุบัน สกสค. สามารถบริหารจัดการงบประมาณได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีรายรับสูงกว่ารายจ่าย และไม่ต้องใช้เงินสนับสนุนพิเศษต่อเนื่องเป็นปีที่สาม
ผลการดำเนินงานด้านงบประมาณของสำนักงานฯ และองค์การค้าของ สกสค. ในปี 2568 มีรายรับ 2,300.32 ล้านบาท สูงกว่ารายจ่าย 264.80 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังได้เร่งรัดติดตามเงินคืนจาก สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) อย่างต่อเนื่องควบคู่กับการบริหารจัดการเงินฝากและทรัพย์สินทางการเงิน ส่งผลให้เงินสนับสนุนพิเศษฯ มีความมั่นคงเพิ่มขึ้นมากกว่า 500 ล้านบาท สะท้อนถึงความเข้มแข็งด้านฐานะการเงินและการบริหารความเสี่ยงขององค์กร ทำให้องค์กรได้รับผลการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใส (ITA) ระดับผ่านดี การประเมินสถานการณ์เป็นระบบราชการ 4.0 (PMQA) ระดับก้าวหน้า การประเมินหน่วยงานภาครัฐที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติเฉพาะ ระดับดีมาก และการประเมินความเสี่ยงการทุจริตด้านการใช้จ่ายงบประมาณการจัดซื้อยาและเวชภัณฑ์ ระดับดีเยี่ยม

นางสาวชนนิกานต์ กล่าวเพิ่มเติม สำหรับแผนงบประมาณประจำปี พ.ศ. 2569 ที่ได้รับอนุมัติแผนฯ จากคณะกรรมการ สกสค. ยังคงไม่ใช้เงินสนับสนุนพิเศษในการบริหารงาน ซึ่งงบประมาณดังกล่าว สกสค. จะบริหารจัดการด้านสวัสดิการ และสวัสดิภาพให้แก่ครู และบุคลากรทางการศึกษาอย่างทั่วถึง และครอบคลุมส่งผลให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี ลดภาระหนี้สิน และสร้างความมั่นคงในระยะยาว ตามนโยบายที่มุ่งเน้น “การบริหารอย่างโปร่งใส คุ้มค่า และคืนประโยชน์สู่ครูอย่างยั่งยืน”

ด่วน!ผู้แทนครูภาคใต้ยื่นฟ้องเพิกถอนประกาศรับสมัคร ผอ.สกสค.จังหวัด/กทม. เมื่อองค์วิชาชีพครูถูกบริหารโดยผู้มิใช่ครู และหลักความเสมอภาคถูกทำให้เลือนหาย

เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2568 นายสงกรานต์ จันทร์น้อย ผู้แทนครูและบุคลากรทางการศึกษาภาคใต้ เปิดเผยว่า ผู้แทนครูภาคใต้ใน คณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ได้ยื่นฟ้องคดีต่อศาลปกครอง เพื่อขอให้เพิกถอนประกาศรับสมัครผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) ระดับจังหวัด/กรุงเทพมหานคร ผอ.สกสค.จังหวัด/กทม.เพราะขณะนี้ ถูกตั้งคำถามอย่างหนัก เมื่อมีลักษณะ จำกัดสิทธิและเลือกปฏิบัติต่อผู้ประกอบวิชาชีพครู ขณะเดียวกันกลับเปิดช่องให้บุคคลซึ่งมิใช่ครูสามารถเข้ามาบริหารจัดการสวัสดิการครูได้

นายสงกรานต์ กล่าวต่อไปว่า การจัดสวัสดิการครู มิใช่เรื่องธุรการทั่วไป หากแต่เป็นภารกิจที่ผูกพันโดยตรงกับเกียรติ ศักดิ์ศรี และความมั่นคงในชีวิตของผู้ประกอบวิชาชีพครูทั้งประเทศ ด้วยเหตุนี้ กฎหมายจึงออกแบบให้การบริหารองค์กรที่เกี่ยวข้องกับสวัสดิการครูตั้งอยู่บนฐานของ องค์วิชาชีพครู และการมีส่วนร่วมของครูอย่างแท้จริง  วัตถุประสงค์ของ สกสค. “ครูช่วยครู” ไม่ใช่ “คนนอกบริหารครู” อย่างไรก็ดี สำนักงานส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) ถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นองค์กรที่ดูแล ส่งเสริม และคุ้มครองสวัสดิการของครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยมีแนวคิดพื้นฐานว่า ผู้ที่เข้าใจปัญหาชีวิตครูดีที่สุด คือ “ครูด้วยกันเอง” ดังนั้น โครงสร้างขององค์กรและตำแหน่งบริหาร จึงควรสะท้อนความเป็น องค์วิชาชีพครู มิใช่เพียงองค์กรราชการทั่วไปที่ใครก็สามารถเข้ามาบริหารได้โดยปราศจากความเข้าใจบริบทชีวิตและวิชาชีพครู ดังนั้น การประกาศรับสมัครที่จำกัดสิทธิและเลือกปฏิบัติ จึงต้องถูกฟ้อง มีลักษณะสำคัญคือ 1.การกำหนดคุณสมบัติบางประการที่ ตัดครูผู้ประกอบวิชาชีพโดยตรงออกจากการแข่งขัน 2. ขณะเดียวกันกลับเปิดช่องให้บุคคลซึ่งมิใช่ครู หรือไม่อยู่ในระบบองค์วิชาชีพครู สามารถสมัครและได้รับการพิจารณาได้ ซึ่งลักษณะเช่นนี้ก่อให้เกิดคำถามทางกฎหมายสำคัญว่า เหตุใดครู ซึ่งเป็นเจ้าของสวัสดิการโดยตรง กลับถูกจำกัดสิทธิ แต่บุคคลภายนอกกลับมีสิทธิเข้ามากำหนดทิศทางสวัสดิการครู 3. ปัญหาทางกฎหมาย หลักความเสมอภาคและการไม่เลือกปฏิบัติ ในทางกฎหมายปกครอง การออกประกาศหรือหลักเกณฑ์ใดของหน่วยงานรัฐ ต้องสอดคล้องกับ หลักความเสมอภาค หลักการไม่เลือกปฏิบัติ และต้องมีเหตุผลเชิงวัตถุประสงค์ที่ชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้น การกำหนดคุณสมบัติที่กีดกันผู้ประกอบวิชาชีพครูโดยไม่มีเหตุจำเป็น ขณะที่กลับเปิดโอกาสให้บุคคลที่มิใช่ครู ย่อมมีลักษณะ 1. ขัดต่อหลักความเสมอภาค 2. ขัดต่อเจตนารมณ์ของกฎหมายที่จัดตั้ง สกสค. 3. และเป็นการใช้อำนาจทางปกครองที่ไม่ได้สัดส่วน (disproportionate)

นายสงกรานต์ กล่าวอีกว่า  มิติของ “องค์วิชาชีพ” ที่ถูกลดทอนวิชาชีพครูมิใช่เพียงอาชีพ แต่เป็น องค์วิชาชีพที่มีกฎหมายรับรอง มีมาตรฐาน จรรยาบรรณ และระบบกำกับดูแลตนเอง การเปิดให้บุคคลที่มิใช่ครูเข้ามาบริหารจัดการสวัสดิการครู โดยที่ครูกลับถูกจำกัดสิทธิ ย่อมเท่ากับ ลดทอนสถานะขององค์วิชาชีพครู จาก “ผู้กำหนดชะตาสวัสดิการของตนเอง” เหลือเพียง “ผู้รอรับการจัดการจากคนนอก”  ดังนั้น เหตุผลของการยื่นฟ้อง เพื่อปกป้องระบบ ไม่ใช่เพื่อตำแหน่ง การยื่นฟ้องของผู้แทนครูภาคใต้ใน ก.ค.ศ. มิใช่การต่อสู้เพื่อบุคคลใดบุคคลหนึ่ง หากแต่เป็นการปกป้อง โครงสร้างการบริหารสวัสดิการครู, หลักความเป็นธรรมในการเข้าถึงตำแหน่ง, และศักดิ์ศรีของวิชาชีพครูทั้งระบบ การฟ้องเพิกถอนประกาศครั้งนี้ จึงเป็นการตั้งคำถามต่อรัฐว่า องค์กรที่ตั้งขึ้นเพื่อครูจะยังเป็นของครูอยู่หรือไม่ หากครูไม่มีสิทธิกำหนดทิศทางของมัน ผู้แทนครูและบุคลากรทางการศึกษาภาคใต้ กล่าวทิ้งท้ายว่า บทสรุปคดีนี้มิใช่เพียงคดีเพิกถอนประกาศรับสมัครตำแหน่งหนึ่งตำแหน่งใด แต่เป็นคดีที่สะท้อนการปะทะกันระหว่าง 1.หลักนิติรัฐ  2.หลักความเสมอภาค 3.และอัตลักษณ์ขององค์วิชาชีพครู หากศาลปกครองวินิจฉัยว่า ประกาศดังกล่าวขัดต่อกฎหมายและหลักความเป็นธรรม ย่อมเป็นการยืนยันว่า “สวัสดิการครู ต้องถูกกำหนดโดยครู ไม่ใช่โดยผู้ที่ไม่เคยยืนอยู่หน้าชั้นเรียน”และหากสังคมยังปล่อยให้ครูถูกตัดสิทธิจากองค์กรของตนเอง คำถามสุดท้ายที่ต้องตอบร่วมกันคือ เรายังเรียกสิ่งนี้ว่า ‘การคุ้มครองวิชาชีพครู’ ได้อยู่หรือไม่?

สกร. – สสส. จับมือเดินหน้าป้องกันบุหรี่ไฟฟ้ายกระดับการเรียนรู้ สร้างเกราะคุ้มกันสุขภาวะผู้เรียนทุกช่วงวัย

เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2568 กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ร่วมกับ กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เพื่อขับเคลื่อนการป้องกันและแก้ไขปัญหาบุหรี่ไฟฟ้าอย่างเป็นระบบ ผ่านกระบวนการเรียนรู้ที่เข้าถึงง่าย เข้าใจได้จริง และสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน โดยมุ่งสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่ปลอดภัย และเสริมสร้างภูมิคุ้มกันด้านสุขภาวะให้แก่ผู้เรียนและประชาชนทุกช่วงวัยทั่วประเทศ โดย ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ร่วมเป็นประธานในพิธี และมี นางยุพิน บัวคอม รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ผู้บริหารและบุคลากรจากส่วนกลาง หน่วยงานการศึกษา ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำกรุงเทพมหานคร และผู้อำนวยการ สกร.ระดับเขตในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เข้าร่วม ขณะที่ฝ่าย สสส. นำโดย นายแพทย์พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) พร้อมคณะผู้บริหารและภาคีเครือข่าย ร่วมเป็นสักขีพยาน ณ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ ท้องฟ้าจำลอง

ดร.เกศทิพย์ กล่าวว่า ปัญหาบุหรี่ไฟฟ้าไม่ใช่เพียงประเด็นด้านสุขภาพเท่านั้น แต่เป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อคุณภาพชีวิต การเรียนรู้ และอนาคตของเยาวชนไทย ความร่วมมือในครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงพิธีลงนาม แต่เป็นการประกาศเจตนารมณ์ร่วมกันในการใช้ “การเรียนรู้” เป็นเครื่องมือสำคัญในการป้องกันปัญหาเชิงรุกตั้งแต่ต้นทาง ซึ่งกลุ่มเป้าหมายของ สกร. ครอบคลุมประชาชนทุกช่วงวัย ทำให้สามารถขยายองค์ความรู้ที่เป็นประโยชน์ไปสู่ทุกครัวเรือนได้อย่างทั่วถึง ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ที่มุ่งส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต และการพัฒนาทักษะชีวิตที่ถูกต้อง เพื่อให้ประชาชนสามารถดูแลสุขภาวะของตนเองได้อย่างยั่งยืน

อธิบดี สกร. กล่าวว่า สกร.มีความพร้อมในการเข้าถึงชุมชนและครัวเรือนทั่วประเทศ โดยสิ่งสำคัญที่จะเข้ามาเติมเต็ม คือองค์ความรู้ หลักสูตร และสื่อการเรียนรู้ที่ทันสมัยจาก สสส. ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญด้านสุขภาพ โดยเฉพาะการสร้างภูมิคุ้มกันต่อบุหรี่ไฟฟ้า อันจะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตและสุขภาพที่ดีของคนไทยในทุกช่วงวัยเครือข่ายศูนย์การเรียนรู้ของ สกร. ที่กระจายอยู่ในทุกพื้นที่ของประเทศ เป็นกลไกสำคัญในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายอย่างครอบคลุม ทั้งเด็ก เยาวชน วัยทำงาน และประชาชนทั่วไป ทำให้การสื่อสารและการเรียนรู้ด้านสุขภาวะสามารถลงลึกถึงระดับชุมชน และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงพฤติกรรมได้อย่างแท้จริง

“เมื่อ สสส. จับมือกับ สกร. ขอให้มั่นใจว่า สกร. จะนำองค์ความรู้และสื่อด้านสุขภาพที่ได้รับไปถ่ายทอดอย่างเป็นระบบ เพื่อสร้างสุขภาวะที่ดีในทุกครัวเรือน เพราะการสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพ คือเกราะคุ้มกันที่สำคัญที่สุดของผู้เรียน หากผู้เรียนเข้าใจผลกระทบของบุหรี่ไฟฟ้าอย่างถูกต้อง ก็จะสามารถตัดสินใจเลือกพฤติกรรมที่ปลอดภัย และรับผิดชอบต่อชีวิตของตนเองได้” อธิบดี สกร. กล่าวและว่า ภายใต้บันทึกข้อตกลงความร่วมมือนี้ สกร. และ สสส. จะร่วมกันพัฒนานโยบาย หลักสูตร และสื่อการเรียนรู้ด้านสุขภาวะที่ทันสมัย เข้าใจง่าย และสอดคล้องกับบริบทของผู้เรียนในแต่ละพื้นที่ รวมถึงพัฒนาระบบข้อมูลที่มีความถูกต้องน่าเชื่อถือ พร้อมเสริมพลังให้ผู้บริหาร ครู และผู้เรียน มีบทบาทเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงด้านสุขภาพในชุมชน โดยใช้เครือข่ายสถานศึกษาและศูนย์การเรียนรู้ของ สกร. ทั่วประเทศเป็นฐานสำคัญในการขยายผลอย่างเป็นรูปธรรม

ด้าน นพ.พงศ์เทพ กล่าวว่า สถานการณ์การใช้บุหรี่ไฟฟ้าเป็นความท้าทายสำคัญต่อทั้งระบบสาธารณสุขและการศึกษาของประเทศไทย โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและเยาวชน สสส. ตระหนักถึงพิษภัยและความรุนแรงของปัญหาที่อาจบั่นทอนคุณภาพชีวิตและสุขภาพของเยาวชนไทย จึงร่วมมือกับ สกร. ในการขับเคลื่อนมาตรการและกลไกการสร้างพื้นที่เรียนรู้ปลอดบุหรี่ไฟฟ้า เสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางความคิด และใช้เทคโนโลยีในการเผยแพร่สื่อสุขภาพอย่างมีประสิทธิภาพ โดยความร่วมมือระหว่าง สกร. และ สสส. ในครั้งนี้ คาดว่าจะช่วยลดความเสี่ยงด้านสุขภาพจากบุหรี่ไฟฟ้าในกลุ่มผู้เรียน เสริมสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่ปลอดภัย และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในระยะยาว อันเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาทุนมนุษย์และความมั่นคงของประเทศอย่างยั่งยืน