อาชีวะ-ขนส่ง อาสาช่วยประชาชน เทศกาลปีใหม่ 2569 ตั้งจุดบริการตรวจสภาพรถยนต์ และรถจักรยานยนต์ฟรี 150 จุด ครอบคลุมถนนสายหลัก สายรองทั่วประเทศ ตั้งแต่วันนี้ถึง 5 ม.ค.69

เมื่อวันที่ 29  ธันวาคม  2568  กระทรวงศึกษาธิการ โดยสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) จัดกิจกรรมอาชีวะ – ขนส่ง อาสาช่วยประชาชน เทศกาลปีใหม่ พ.ศ. 2569  “สงกรานต์ปลอดภัย เดินทางไปไหนก็มีความสุข” ให้บริการตรวจสภาพรถยนต์และรถจักรยานยนต์ รถยนต์ไฟฟ้า ก่อนการเดินทางฟรี จำนวน 150 จุดบริการ ครอบคลุมถนนสายหลักและสายรอง 77 จังหวัดทั่วประเทศ โดย ศ.ดร.นฤมล  ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานปล่อยขบวนคาราวานอาชีวะอาสา ช่วยประชาชน  นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(กอศ.) กล่าวรายงาน โดยมี  ดร.สุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และผู้แทนจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.)  กรมการขนส่งทางบก กรุงเทพมหานคร (กทม.) ร่วมพิธี

ศ.ดร. นฤมล กล่าวว่า โครงการนี้ดำเนินการต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 11 เปรียบเสมือน “ของขวัญปีใหม่” ที่ภาคอาชีวศึกษามอบให้ประชาชน ซึ่งต้องขอบคุณกรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคม รวมถึงผู้บริหาร ครู อาจารย์ และนักเรียนอาชีวะทั่วประเทศ ที่เสียสละเวลาช่วงวันหยุด มาประจำศูนย์บริการอาสา เพื่อช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มกำลัง และเป็นการรณรงค์ป้องกันและแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุทางจราจรอันนำไปสู่การบาดเจ็บและเสียชีวิตตามนโยบายรัฐบาลกระทรวงศึกษาธิการ  ปีนี้สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ได้ระดมนักเรียนนักศึกษาอาชีวะจิตอาสา และครูอาจารย์ สาขาวิชาช่างยนต์ และสาขาอื่นๆที่เกี่ยวข้อง จากสถานศึกษาในสังกัดทั่วประเทศ จัดจุดบริการอาชีวะ- ขนส่ง อาสาช่วยประชาชน ครอบคลุมถนนสายหลักและสายรอง 77 จังหวัด จำนวน  150 จุดบริการ ตามเส้นทางถนนสายหลัก และสายรอง ทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่  29 ธันวาคม 2568 ถึง 5 มกราคม 2569 ระหว่างเวลา 06.00 – 18.00 น.

“การดำเนินกิจกรรมนี้ ถือได้ว่าสอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้แก่ประชาชน และเป็นประโยชน์ต่อสังคมอย่างยิ่ง รวมทั้งเป็นการทำงานแบบบูรณาการร่วมกันระหว่างสถานศึกษากับภาครัฐและภาคเอกชน สร้างให้เด็กนักเรียนอาชีวศึกษามีจิตอาสา บริการสังคม ทำงานเป็นทีม และใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ พร้อมกับได้ฝึกงานจากประสบการณ์จริง”รมว.ศึกษาธิการกล่าว

ด้าน นายยศพล กล่าวว่า ศูนย์อาชีวะอาสาช่วยประชาชน มีจุดสังเกต คือ เต็นท์อาชีวะอาสา ซึ่งจะมีป้ายบอกทางเป็นระยะก่อนถึงศูนย์บริการ ภายในศูนย์จะให้บริการตรวจเช็คสภาพความพร้อมของรถยนต์ รถจักรยานยนต์ และรถยนต์ไฟฟ้า พร้อมกับการแนะนำการใช้รถยนต์ไฟฟ้า รวมไปถึงการซ่อมบำรุง เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง การให้บริการพักผ่อนเพื่อคลายความเหนื่อยล้า ฟรีก่อนเดินทาง รวมไปถึงการให้บริการนอกพื้นที่ในกรณีฉุกเฉินระยะทาง 5 กม. จากจุดให้บริการด้วยรถโมบาย และรถจักรยานยนต์ Fix it จิตอาสา ตลอดจนแนะนำข้อมูลเส้นทางและบริการช่วยเหลือฉุกเฉินโดยได้จัดนักศึกษาที่สามารถสื่อสารได้ ทั้งภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และภาษาจีนมาให้บริการ เพื่อให้การเดินทางของประชาชนในช่วงเทศกาลปีใหม่ พ.ศ.2569 เป็นไปอย่างปลอดภัย โดยได้รับการสนับสนุนพื้นที่ตั้งจุดบริการ น้ำมันเครื่อง วัสดุอุปกรณ์ จากภาคีเครือข่ายพันธมิตรภาคเอกชน จำนวน 3 แห่ง ได้แก่ 1.บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) 2.บริษัท ไทยฮอนด้า จำกัด และ3.บริษัท ซูซูกิ โมโตเซลส์ คอร์ปอเรชั่น (ประเทศไทย) จำกัด

ทั้งนี้ ประชาชนผู้สนใจสามารถค้นหาข้อมูล สอบถาม และการขอความช่วยเหลือเบื้องต้น ผ่านช่องทางต่าง ๆ ได้แก่  Line Official :ID: @vecrsa /Facebook : อาชีวะอาสา    สอศ.และ Website : อาชีวะอาสา”

 

 

สพฐ.ขับเคลื่อนการเรียนการสอนประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมือง ชูพะเยาต้นแบบยอดเยี่ยมเชื่อมโยงวัฒนธรรมท้องถิ่น


เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 ดร.พิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.) เป็นประธานเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาครูผู้สอนด้านการจัดการเรียนรู้ประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมือง และพิธีเปิดงานมหกรรมการเรียนการสอนประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมือง ภายใต้แนวคิด “ประวัติศาสตร์ ภูกามยาว ต้นทางล้านนา สร้างภูมิปัญญา มรดกทางวัฒนธรรม” จังหวัดพะเยา โดยมี ดร.วิษณุ ทรัพย์สมบัติ รองเลขาธิการกพฐ. ผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) ผู้บริหารการศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษา คณะครู บุคลากรทางการศึกษา นักเรียน และผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วมณ หอประชุมโรงเรียนพะเยาพิทยาคม และวัดพระธาตุจอมทอง อำเภอเมืองพะเยา จังหวัดพะเยา
ดร.พิเชฐ กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการมีความเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่าการจัดการเรียนรู้ประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมืองเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน โดยประวัติศาสตร์ไม่ใช่เพียงเรื่องราวในอดีต แต่เป็นกระจกเงาที่สะท้อนอัตลักษณ์ของสังคมไทย ทำให้รู้ว่าเราเป็นใคร มาจากไหน และจะก้าวไปสู่อนาคตอย่างไร ขณะที่หน้าที่พลเมืองไม่ใช่เพียงการท่องจำกฎหมายหรือกฎเกณฑ์ หากแต่เป็นการปลูกฝังจิตสำนึกให้เด็กและเยาวชนรู้จักสิทธิและหน้าที่ มีความรับผิดชอบต่อสังคม และสามารถอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรมได้อย่างสันติสุข ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการได้ตระหนักถึงความสำคัญดังกล่าว จึงได้ประกาศนโยบายการบริหารจัดการหลักสูตรสถานศึกษาและการส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมือง เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568 โดยงานที่จัดขึ้นในครั้งนี้ถือเป็นต้นแบบที่ยอดเยี่ยมในการเชื่อมโยงภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้ากับการเรียนรู้ ซึ่งจังหวัดพะเยาได้นำเสนอแนวคิด Lanna Soft Power ผ่านอาหารท้องถิ่น งานหัตถกรรม และการแสดงพื้นบ้าน โดยเปิดโอกาสให้นักเรียนได้ลงมือปฏิบัติจริง ไม่เพียงช่วยให้เกิดความเข้าใจด้านประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมเท่านั้น แต่ยังสามารถต่อยอดสู่การสร้างอาชีพและรายได้ในปัจจุบันได้อีกด้วย

เลขาธิการ กพฐ. กล่าวว่า ในส่วนของการประชุมเชิงปฏิบัติการฯ ได้จัดขึ้นเพื่อพัฒนาศักยภาพครูผู้สอนให้สามารถจัดการเรียนรู้ประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมืองได้อย่างยืดหยุ่น สอดคล้องกับบริบทพื้นที่ และบูรณาการแหล่งเรียนรู้ท้องถิ่น ภูมิปัญญา และมรดกทางวัฒนธรรมมาใช้ในการเรียนการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ อันจะนำไปสู่การปลูกฝังความรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการเป็นพลเมืองดีในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขแก่ผู้เรียน ซึ่งมีผู้สนใจเข้าร่วมงานกว่า 1,700 คน

ภายในงานมีกิจกรรมการเสวนาวิชาการ การออกแบบการเรียนรู้แบบบูรณาการโดยใช้แหล่งเรียนรู้ท้องถิ่นเป็นฐาน ตลอดจนการลงพื้นที่ศึกษาและถอดบทเรียน ณ วัดพระธาตุจอมทอง อำเภอเมืองพะเยา รวมถึงพิธีเปิดงานมหกรรมที่ยิ่งใหญ่ตระการตาด้วยการแสดงแสง สี เสียง เรื่อง “ภูกามยาว ต้นทางล้านนา สู่ภูมิปัญญา ใต้ร่มพระบารมี ในหลวงรัชกาลที่ 10” และการจัดนิทรรศการทางการศึกษาและวัฒนธรรม ซึ่งสะท้อนอัตลักษณ์ของจังหวัดพะเยาและพลังของการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงกับชุมชนอย่างมีชีวิตชีวา นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนการเรียนการสอนประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมืองให้เกิดผลเป็นรูปธรรม

งานวันครู ครั้งที่ 70 วันที่ 16 ม.ค.69 ชูแนวคิด “พระผู้ทรงเป็นแม่และครูแห่งแผ่นดิน”

เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2568 นายองอาจ วงษ์ประยูร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการจัดงานวันครู ครั้งที่ 70 พ.ศ. 2569 ครั้งที่ 2/2568 โดยมี ดร.สุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วยคณะอนุกรรมการและผู้บริหารการศึกษาที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ ห้องประชุมราชวัลลภ อาคารราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ

นายองอาจ เปิดเผยภายหลังการประชุมว่า การประชุมในวันนี้เป็นการติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานของคณะกรรมการจัดกิจกรรมงานวันครู จำนวน 6 คณะ เพื่อขับเคลื่อนงานให้สอดคล้องกับมติที่ประชุมคณะอนุกรรมการจัดงานวันครู ครั้งที่ 70 พ.ศ. 2569 (ครั้งที่ 1/2568) ประกอบด้วย คณะกรรมการฝ่ายจัดกิจกรรมเทิดพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง, คณะกรรมการสรรหาผู้มีคุณูปการต่อการศึกษาของชาติ, คณะกรรมการประชาสัมพันธ์งานวันครู, คณะกรรมการจัดกิจกรรมวิชาการในงานวันครู, คณะกรรมการฝ่ายพิธีบูชาบูรพาจารย์งานวันครู และคณะกรรมการฝ่ายพิธีทำบุญตักบาตร พิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศแด่ครูผู้วายชนม์และพิธีทำบุญเพื่อความเป็นสิริมงคล เนื่องในงานวันครู

นอกจากนี้ ที่ประชุมมีมติเห็นชอบกำหนดการจัดงานวันครู ครั้งที่ 70 ในวันศุกร์ที่ 16 มกราคม 2569 ภายใต้หัวข้อ “พระผู้ทรงเป็นแม่และครูแห่งแผ่นดิน” โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานในพิธี พร้อมมอบคำขวัญวันครู ซึ่งรูปแบบการจัดงานจะเป็นลักษณะผสมผสาน (Hybrid) ทั้งรูปแบบ On-site ณ บริเวณสนามหญ้าและหอประชุมคุรุสภา และรูปแบบ Online ผ่านแพลตฟอร์มวันครู (www.wankru.ksp.or.th) สำหรับส่วนภูมิภาค ได้มอบหมายให้สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดพิจารณาเพิ่มสถานที่จัดงานได้ตามความเหมาะสม พร้อมกันนี้ ได้ขอความร่วมมือสถานศึกษาทุกสังกัดจัดกิจกรรม “สัปดาห์วันครู” ระหว่างวันที่ 11 – 17 มกราคม 2569 ประกอบด้วย กิจกรรมจิตอาสา, การกำหนดคำขวัญวันครูประจำสถานศึกษา, การจัดชุมนุมครูเพื่อกล่าวคำปฏิญาณตนต่อผู้ปกครอง และกิจกรรมครูเยี่ยมบ้านนักเรียน เป็นต้น

โรงเรียนวัดสังเวช ต้นแบบ“บ้าน วัด โรงเรียน”รากเหง้าวัฒนธรรมไทย โดยมี พระธรรมวชิโรดม เจ้าอาวาสวัดสังเวชวิศยาราม เป็นแกนหลักในการสนับสนุน

เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2568 ดร.นิยม ไผ่โสภา ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยภายหลัง เป็นประธานเปิดกิจกรรมการแข่งขันกีฬาสีภายใน ประจำปีการศึกษา 2568 โรงเรียนวัดสังเวช ว่า โรงเรียนวัดสังเวชถือเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการจัดการศึกษาที่มีคุณภาพ ภายใต้แนวคิด “เรียนดี กีฬาเด่น เน้นอังกฤษ จิตอาสา” ซึ่งสะท้อนการพัฒนาผู้เรียนอย่างรอบด้าน ทั้งด้านวิชาการ ทักษะอาชีพ และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ โรงเรียนได้มีการปรับหลักสูตรให้เหมาะสมกับบริบทของโรงเรียนขนาดเล็ก โดยมุ่งเน้นการจัดการศึกษาเพื่อการมีงานทำ ควบคู่กับการพัฒนาศักยภาพของนักเรียน อาทิ หลักสูตรกีฬาที่มีความโดดเด่น โดยเฉพาะฟุตซอลและบาสเกตบอล ซึ่งมีนักเรียนเข้าร่วมกว่า 150 คน และมีการดูแลแบบอยู่ประจำ ทั้งด้านที่พัก อาหาร การฝึกซ้อม รวมถึงการส่งเข้าแข่งขันกีฬาในระดับต่าง ๆ อย่างครบถ้วน

ดร.นิยม กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ โรงเรียนยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษ ผ่านห้องเรียนภาษาอังกฤษและหลักสูตรเฉพาะด้าน รวมถึงการจัดการเรียนการสอนด้านธุรกิจการโรงแรม โดยใช้ร้านกาแฟ “Awake Coffee” เป็นแหล่งเรียนรู้และฝึกประสบการณ์จริง ทั้งด้านอาชีพและการสื่อสารภาษาอังกฤษกับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ส่งผลให้นักเรียนจำนวนไม่น้อยสามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้อย่างคล่องแคล่ว และมีศักยภาพต่อยอดสู่การเป็นนักกีฬาอินเตอร์ รวมถึงการประกอบอาชีพในระดับสากลในอนาคต แนวคิดของโรงเรียนแห่งนี้ คือการพัฒนาเด็กให้ไม่เก่งเพียงด้านกีฬาอย่างเดียว แต่ต้องมีทักษะภาษาและความรู้ทางวิชาการควบคู่กัน เพื่อให้สามารถดำรงชีวิตและทำงานในสังคมโลกได้อย่างมีคุณภาพ เด็กจำนวนมากเป็นนักกีฬา ที่เดิมอาจไม่มีพื้นฐานหรือไม่ถนัดด้านภาษา แต่เมื่อได้ฝึกฝนจากเจ้าอาวาส ครูผู้สอน และได้ใช้จริงกับเจ้าของภาษา เด็กจะเกิดความเชื่อมั่นในตนเอง และพัฒนาศักยภาพขึ้นอย่างต่อเนื่อง

“โรงเรียนวัดสังเวชถือเป็นต้นแบบของการขับเคลื่อนการศึกษาในรูปแบบ “บ้าน วัด โรงเรียน” หรือ “บวร” โดยได้รับความร่วมมือจากชุมชน ผู้ปกครอง และศิษย์เก่า ภายใต้การสนับสนุนและความเมตตาของ พระธรรมวชิโรดม เจ้าอาวาสวัดสังเวชวิศยาราม ซึ่งเป็นเสาหลักสำคัญในการดูแลและส่งเสริมการจัดการศึกษาอย่างต่อเนื่องทั้งนี้ การจัดการศึกษาที่ผสมผสานรากเหง้าทางวัฒนธรรมไทย คุณธรรม จริยธรรม และวิถีชุมชน ถือเป็นซอฟต์พาวเวอร์ที่เข้มแข็ง และเป็นแนวทางสำคัญในการพัฒนาการศึกษาไทยในอนาคต ซึ่งโรงเรียนวัดสังเวชสามารถเป็นต้นแบบให้กับสถานศึกษาอื่น ๆ ได้อย่างเป็นรูปธรรม”ดร.นิยม กล่าวและว่า นอกจากการพัฒนาทักษะด้านภาษาอังกฤษและหลักสูตรธุรกิจการโรงแรมแล้ว โรงเรียนวัดสังเวชยังให้ความสำคัญกับทักษะด้านเทคโนโลยี โดยขณะนี้มีการจัดตั้งห้องคอมพิวเตอร์ใหม่ พร้อมอุปกรณ์และระบบที่ทันสมัย มีการวางแผนพัฒนาเป็นห้องเรียน เอไอ เพื่อรองรับหลักสูตรด้านเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และปัญญาประดิษฐ์ในอนาคต ซึ่งจะเป็นแผนการเรียนเฉพาะทาง เปิดโอกาสให้นักเรียนสามารถศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาด้านเทคโนโลยี วิทยาศาสตร์ และคอมพิวเตอร์ได้

ผู้ตรวจราชการ ศธ.ยังกล่าวอีกว่า ภาพรวมของโรงเรียน ปัจจุบันมีนักเรียนทั้งหมด 269 คน โดยเป็นนักเรียนอยู่ประจำประมาณร้อยละ 60–70 และแม้จะเป็นโรงเรียนขนาดเล็ก แต่มีคุณภาพการจัดการศึกษาที่โดดเด่น นอกจากนี้ โรงเรียนยังประสบความสำเร็จด้านกีฬาอย่างชัดเจน โดยมี นายกิตติพัฒน์ ศรีแจ่ม ศิษย์เก่าของโรงเรียนที่ติดทีมชาติฟุตซอลระดับเยาวชน รุ่นอายุไม่เกิน 19 ปี และสามารถสร้างผลงานการแข่งขันในระดับต่าง ๆ ได้อย่างโดดเด่น สะท้อนให้เห็นถึงการพัฒนาผู้เรียนที่ไม่จำกัดเพียงจำนวน แต่เน้นคุณภาพเป็นสำคัญ ซึ่งความสำเร็จดังกล่าวเกิดจากความร่วมมือในรูปแบบ “บ้าน วัด โรงเรียน” หรือ “บวร” โดยมี พระธรรมวชิโรดม เจ้าอาวาสวัดสังเวชวิศยาราม เป็นแกนหลักในการสนับสนุนการศึกษา ทั้งด้านทรัพยากร การดูแลนักเรียน และการบ่มเพาะคุณธรรม จริยธรรม ซึ่งถือเป็นต้นแบบการพัฒนาโรงเรียนขนาดเล็กให้มีคุณภาพ และสอดคล้องกับรากเหง้าวัฒนธรรมไทยในยุคของการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและสังคม

สกร.ประจำจังหวัดพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา จัดกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้แก่ผู้ประสบภัยอย่างหลากหลาย

ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) เปิดเผยว่า ตามที่มอบนโยบายให้สำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดต่าง ๆ ในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา จัดกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้แก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา โดยมุ่งเน้นให้เกิดการเรียนรู้ คลายความเครียด  และสร้างบรรยากาศแห่งรอยยิ้มภายในศูนย์พักพิงต่าง ๆ นั้น เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม ที่ผ่านมา สกร.ประจำจังหวัดต่าง ๆ  ได้จัดกิจกรรมตามนโยบาย พร้อมมอบสิ่งของจำเป้นให้แก่ผู้ประสบภัย เช่น สกร.ประจำจังหวัดสระแก้ว เข้าร่วมกิจกรรมคาราวาน “ลูกเสือช่วยผู้ประสบภัยชายแดนไทย-กัมพูชา” ในโครงการลูกเสือช่วยเหลือผู้อื่นทุกเมื่อ “ทำดี ทำได้ ทำทันที” ณ ศูนย์พักพิงชั่วคราวจังหวัดสระแก้ว ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาลูกเสือให้เป็นพลเมืองดี มีความรับผิดชอบ และรู้จักบำเพ็ญตนเพื่อสาธารณประโยชน์ และมอบสิ่งของจำเป็นช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา  โดย สกร.ประจำจังหวัดสระแก้ว และสถานศึกษาในสังกัด ได้จัดกิจกรรมการเรียนรู้ในฐานเรียนรู้เกษตรธรรมชาติให้ความรู้ เรื่อง การเตรียมดิน การปลูกพืช การเพาะเมล็ด การเก็บเมล็ดพันธุ์ และฝึกปฏิบัติการเก็บผลผลิตผักกาดเขียว กิจกรรมการเรียนรู้ในฐานเรียนรู้การแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรให้ความรู้ เรื่อง การทำผักกาดเขียวดอง เป็นต้น

 สำนักงาน สกร.ประจำจังหวัดอุบลราชธานี จัดกิจกรรมคลายเครียดให้แก่ผู้ประสบภัยจากการประทะชายแดนไทย -กัมพูชา ณ ศูนย์พักพิงชั่วคราว  ได้แก่ กิจกรรมวาดภาพระบายสี  เกมส์บิงโก  จัดรถโมบายส่งเสริมการอ่านเคลื่อนที่ให้แก่ผู้ประสพภัยจากเหตุปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา

สกร.ประจำจังหวัดบุรีรัมย์ จัดกิจกรรมห้เกิดการเรียนรู้อย่างสนุกสนาน ปลอดภัย ส่งเสริมพัฒนาการทางร่างกาย จิตใจ และสติปัญญาให้เหมาะสมกับบริบทของผู้ประสบภัยในแต่ละช่วงวัย พร้อมทั้งช่วยคลายความเครียด  และสร้างบรรยากาศแห่งรอยยิ้มภายในศูนย์พักพิงฯ  ณ  ศูนย์ช่วยเหลือผู้อพยพจังหวัดบุรีรัมย์ สนามช้างอินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต โดยมีการจัดแบ่งเวรเพื่อสลับเปลี่ยนบุคลากร มาปฏิบัติหน้าที่ฯ ในแต่ละวันด้วย

น้ำกลิ้งบนใบบอน

หยอก หยอก วันที่ 25 ธันวาคม 2568 คอลัมน์ที่นำแต่เรื่องจริงมาหยอก***กาฝากผงาดฟ้า อาศัยใบบุญผู้ใหญ่แต่ละยุคเป็นบันไดขึ้นที่สูงใส่ความเพื่อนพ้องถีบตัวเองขึ้นบนความทุกข์ของผู้อื่น *** วันก่อน นายเซ็ทซึโอะ อิอุจิ ประธานองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่นประจำกรุงเทพ ได้วิจารณ์ไทยแรงมาก หยอกหยอกขอยกตัวอย่างที่โดนใจที่ตรงกับพฤติกรรมคนบางกลุ่มในกระทรวงศึกษาธิการมา2-3 ประเด็น คือ 1.คนบางคนรู้จักหน้าที่ของตัวเองต่ำมาก โดยเฉพาะ หน้าที่ต่อสังคม คือ เป็นประเภท มือใครยาวสาวได้สาวเอา เกิดเป็นธุรกิจการเมือง ธุรกิจราชการ ธุรกิจการศึกษา ทำให้ประเทศชาติ ล้าหลังไปเรื่อยๆ 2.การบังคับใช้กฎหมายไม่เข้มแข็ง และดำเนินการไม่ต่อเนื่องทำงานแบบลูบหน้าปะจมูก ปราบปรามไม่จริงจัง การดำเนินการตามกฎหมายกับผู้มีอำนาจ หรือบริวารจะทำแบบเอาตัวรอดไปก่อน ไม่มีมาตรฐาน 3.อิจฉาตาร้อน สังคมไทยไม่ค่อยเป็นสุภาพบุรุษ เลี้ยงเป็นศรีธนญชัย ยกย่องคนมีอำนาจ มีเงินโดยไม่สนใจภูมิหลัง โดยเฉพาะคนที่ล้มบนฟูก แล้วไปเกาะผู้มีอำนาจ เอาตัวรอด คนพวกนี้ร้ายยิ่งกว่าผู้ก่อการร้าย ดีแต่พูด มือไม่พายเอาเท้ารานํ้า ทำให้คนดีไม่กล้าเข้ามาเพราะกลัวเปลืองตัว และข้อมูลล่าสุดการจัดอันดับคุณภาพการศึกษาโลกไทยแพ้ลาวซะแล้ว ***เห็นทีประเทศไทยคงต้องกลับมาพิจารณาตัวเองครั้งใหญ่กันแล้ว*** เมื่อวานมีคนส่งบัตรสนเท่ห์ขีดเส้นเฉพาะข้อความที่เกี่ยวข้องกับนักข่าวพอสรุปได้ว่านักข่าวที่เอาข้อมูลการสรรหาผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.)จังหวัด/กทม.มาแฉเป็นคนสนิทชิดเชื้อกับ ดร.สุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ถึงกับไปแอบแซ่บกันที่แพแห่งหนึ่งในจังหวัดกาญจนบุรี เพื่อตอบแทนที่ช่วยออกข่าวโจมตีฝ่ายตรงข้าม ตอนแรก หยอก หยอก ก็ว่าจะปล่อยวางแล้วนะเพราะพรรคพวกนักข่าวที่ไปด้วยกันบอกไม่ให้ต่อความยาวสาวความยืด พูดกันไปพูดกันมาให้มากเกินควร หยอกเลือกที่จะเงียบ แต่กลับมีคนมองว่าการเงียบคือการยอมรับตามคำกล่าวหาของพวกที่คิดแต่เรื่องชั่ว และยังไปกล่าวหาว่าหยอกรับเงินฝ่ายตรงข้ามของพวกเขามาเขียนอีก…555 มันจะเกินไปมั้ย? หยอกคิดว่าคนที่พูดแบบนี้น่าจะเคยทำมาก่อน จึงบอกได้เลยว่าคนผู้นี้คงเป็นสิ่งมีชีวิตที่อยู่เหนือคำจำกัดความทางเพศสภาพไปแล้วเพราะคำพูดของเขา เปรียบเสมือนหยดน้ำที่กลิ้งอยู่บนใบบอนไหลลื่น พลิกแพลง และพร้อมจะร่วงหล่นหายไปในดินได้ทุกเมื่อ โดยไม่ทิ้งร่องรอยแห่งความรับผิดชอบเอาล่ะพอหอมปากหอมคอ อ้อ..ตอนนี้ก็ได้ข่าวว่าไปแก้ตัวกับกลุ่มนั้นกลุ่มนี้ไปทั่วเฮ้ออย่าคิดว่าเขาโง่กันเด้อ เขาแค่ไม่อยากพูดเฉย   รอกินกันไปยาว ๆ เนาะเอาล่ะ พอหอมปากหอมคอ กลัวจะพลั้งปากพูดไปมากกว่านี้ … อย่าให้เหลาเดี๋ยวมันจะแหลม ***

สพฐ. เล็งทบทวนแนวทางรับนักเรียนปี 69 ย้ำทันสมัย-โปร่งใส-เป็นธรรม

วันที่ 25 ธันวาคม 2568 ดร.พิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.) เปิดเผยว่า ตามที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้ประกาศปฏิทินการรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 และปีที่ 4 ประจำปีการศึกษา 2569 ซึ่งประเภทห้องเรียนปกติที่จะมีเด็กสมัครเข้าเรียนเป็นจำนวนมาก กำหนดเปิดรับสมัครช่วงวันที่ 19-23 มีนาคม 2569 นั้น ตนได้วางแผนจะประชุมหารือร่วมกับผู้บริหารระดับสูงของ สพฐ. เพื่อทบทวนแนวปฏิบัติการรับนักเรียนในปีการศึกษา 2569 ให้ทันสมัยและสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน อีกทั้งจะเปิดรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ ผู้บริหารสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และผู้บริหารสถานศึกษาในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร ปริมณฑล และตัวแทนในพื้นที่ต่างจังหวัด เพื่อนำความคิดเห็นต่างๆ ที่เป็นประโยชน์มาสรุปเป็นแนวปฏิบัติการรับนักเรียนปี 2569 ต่อไป

“สพฐ. ขอให้ทุกฝ่ายเชื่อมั่นว่าแนวปฏิบัติการรับนักเรียนในปีการศึกษา 2569 จะยึดหลักความเสมอภาค โปร่งใส และเป็นธรรม เพื่อเปิดโอกาสให้นักเรียนทุกคนสามารถเข้าถึงการศึกษาขั้นพื้นฐานอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และให้เด็กมีที่เรียนครบทุกคน พร้อมทั้งกำชับไปยังสถานศึกษาทุกแห่งห้ามมีการเรียกรับเงินเพื่อแลกกับผลประโยชน์ที่นั่งเรียนอย่างเด็ดขาด” เลขาธิการ กพฐ. กล่าว

ก.ค.ศ.เปิดทางครูใช้รางวัลระดับชาติ-นานาชาติ ขอเลื่อนวิทยฐานะเชี่ยวชาญ เชี่ยวชาญพิเศษได้

เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ประธานการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ครั้งที่ 11/2568 ณ ห้องประชุมราชวัลลภ อาคารราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ โดย ศ.ดร.นฤมล เปิดเผยว่า ที่ประชุมได้อนุมัติหลักเกณฑ์ที่เปิดโอกาสให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ได้รับรางวัลจากผลงานเชิงประจักษ์ สามารถขอมีหรือเลื่อนเป็นวิทยฐานะเชี่ยวชาญและวิทยฐานะเชี่ยวชาญพิเศษได้ ซึ่งนโยบายนี้ถือเป็นนโยบายสำคัญที่จะช่วยยกระดับวิทยฐานะข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยเปิดทางเลือกให้ครูผู้ที่มีความสามารถสร้างสรรค์ผลงานเป็นที่ประจักษ์จนได้รับรางวัลระดับชาติหรือระดับนานาชาติ สามารถนำรางวัลดังกล่าวมาใช้ในการเสนอขอมีวิทยฐานะหรือเลื่อนวิทยฐานะ เชี่ยวชาญ และ เชี่ยวชาญพิเศษได้

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวต่อไปว่า หลักเกณฑ์ฯ นี้ เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินตำแหน่งและวิทยฐานะข้าราชการครู ว 9 – ว 12/2564 เดิม (ว PA) โดยยังคงใช้รูปแบบการประเมินผ่านระบบ DPA ในด้านที่ 1 ด้านทักษะการปฏิบัติงาน และด้านที่ 2 ด้านผลลัพธ์จากการปฏิบัติงาน โดยได้เพิ่มทางเลือกใหม่สำหรับด้านที่ 3 ด้านผลงานทางวิชาการ ซึ่งเป็นการเพิ่มทางเลือกให้ข้าราชการครูที่ได้รับรางวัลสูงสุดระดับชาติหรือระดับนานาชาติตามที่ ก.ค.ศ. กำหนด สามารถนำรางวัลนั้นมาเสนอเป็นผลงานในด้านที่ 3 ได้ เพราะเราเห็นว่า ครูที่ปฏิบัติงานในหน้าที่ความรับผิดชอบจนมีผลงานโดดเด่นและได้รับการยอมรับในระดับสูงเช่นนี้ สะท้อนถึงความรู้ความสามารถในการสร้างสรรค์ผลงานที่มีคุณภาพและคุณค่าเทียบเท่ากับการสร้างสรรค์ผลงานทางวิชาการประเภทอื่น

“การแก้ไขหลักเกณฑ์ครั้งนี้ไม่ได้ขัดต่อเจตนารมณ์เดิมของ
การประเมิน (ว PA) ที่ให้ความสำคัญกับผลการปฏิบัติงานจริงที่ส่งผลต่อผลลัพธ์การเรียนรู้ของผู้เรียนและการยกระดับคุณภาพการศึกษา เพียงแต่เพิ่มทางเลือกให้ครูผู้ที่มีผลงานดีเด่นระดับสูง โดยยังคงต้องจัดทำข้อตกลงในการพัฒนางาน มีคุณสมบัติตามที่กำหนด และผ่านการประเมินผ่านระบบ DPA เช่นเดิม และจะช่วยสร้างขวัญกำลังใจและเป็นการยกย่องครูผู้มีผลงานดีเด่นที่ได้รับการยอมรับในระดับสูง
พร้อมทั้งเป็นแรงจูงใจให้ครูทุกคนพัฒนาตนเองและสร้างสรรค์ผลงานที่มีคุณภาพเพื่อยกระดับการศึกษาไทย
ให้ก้าวหน้าต่อไป ซึ่งจะส่งผลดีต่อเด็กและเยาวชนของชาติในระยะยาว” ศ.ดร.นฤมล กล่าว

ด้าน ดร.ธนู ขวัญเดช เลขาธิการ ก.ค.ศ. กล่าวว่า หลักเกณฑ์นี้จะมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 16 พฤษภาคม 2569 โดยสำนักงาน ก.ค.ศ. จะดำเนินการตั้ง อ.ก.ค.ศ.วิสามัญเฉพาะกิจเพื่อพิจารณารางวัลจากผลงานเชิงประจักษ์ฯ แต่งตั้งเป็นคณะกรรมการประเมินฯ พร้อมจัดทำรายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับการประเมิน และพัฒนาระบบ DPA ให้รองรับหลักเกณฑ์และวิธีการดังกล่าวต่อไป

บอร์ด ศธจ.กทม.ขับเคลื่อนกรุงเทพมหานครเป็นเมืองแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต

เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัดกรุงเทพมหานคร (ศธจ.กทม.) ครั้งที่ 8/2568 โดยมีคณะกรรมการเข้าร่วม เข้าร่วม ณ ห้องประชุมราชวัลลภ และผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ โดย รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยภายหลังการประชุมว่า ที่ประชุมได้หารืออย่างกว้างขวางในประเด็นการปิดประกาศเกี่ยวกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร ของหน่วยงานทางการศึกษาในพื้นที่กรุงเทพมหานคร สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ตามที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำกรุงเทพมหานครขอรับการสนับสนุนมา โดยที่ประชุมเห็นพ้องกันว่า การดำเนินการเรื่องนี้ควรเป็นไปตามบริบทความพร้อมของสถานศึกษา ด้วยความสมัครใจ นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้เห็นชอบ (ร่าง) แผนปฏิบัติการด้านการศึกษากรุงเทพมหานคร ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ภายใต้วิสัยทัศน์ กรุงเทพมหานครเป็นเมืองแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต ประกอบด้วย 6 ประเด็นยุทธศาสตร์ ได้แก่ ด้านผู้เรียน การสนับสนุนให้ผู้เรียนเป็นพลเมืองดี ตามพระบรมราโชบายด้านการศึกษาของรัชกาลที่ 10 และมีทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 ด้านรูปแบบการเรียนรู้ ด้วยหลักสูตรแบบบูรณาการและสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น ด้านครูและบุคลากรทางการศึกษา ที่มีศักยภาพแบบองค์รวมรองรับการจัดการศึกษาในศตวรรษที่ 21 ด้านความเหลื่อมล้ำ ที่ส่งเสริมการสร้างความเสมอภาคและโอกาสทางการศึกษาที่หลากหลาย ด้านทรัพยากร ภายใต้การบริหารจัดการทรัพยากรทางการศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน และด้านการบูรณาการและการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ทั้งนี้ มอบให้ฝ่ายเลขานุการฯ นำความเห็นของคณะกรรมการฯ เกี่ยวกับตัวชี้วัดไปปรับปรุงให้เกิดความสมบูรณ์ยิ่งขึ้นด้วย เช่นเดียวกับ (ร่าง) ตัวชี้วัดในการดำเนินงานในลักษณะตัวชี้วัดร่วมของส่วนราชการหรือหน่วยงานและสถานศึกษาในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อบรรจุในแผนปฏิบัติการด้านการศึกษากรุงเทพมหานคร ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ที่จะต้องทบทวนให้มีความทันสมัยมากขึ้น

ศ.ดร.นฤมล กล่าวด้วยว่า ที่ประชุมยังได้เห็นชอบให้ดำเนินการสรรหาผู้ทรงคุณวุฒิในคณะอนุกรรมการบริหารราชการเชิงยุทธศาสตร์ แทนตำแหน่งที่ว่างเนื่องจากการลาออก จำนวน 1 ราย และเห็นชอบการขออนุญาตจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยครอบครัวของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากรุงเทพมหานคร ตั้งแต่ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 19 ครอบครัว มีผู้เรียน 19 ราย และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1 ตั้งแต่ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 2 ครอบครัว มีผู้เรียน 2 ราย และยังได้รับทราบรายชื่อผู้ได้รับการคัดเลือกให้รับทุนการศึกษาเฉลิมราชกุมารี ระยะที่ 2 รุ่นที่ 10 ปีการศึกษา 2569 สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากรุงเทพมหานคร สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1 และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 2พร้อมรับทราบการขอยกเลิกจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยครอบครัว จำนวน 1 ครอบครัว ผู้เรียน 1 ราย ของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากรุงเทพมหานคร

งาน“วันครู ปี 69” เทิดพระเกียรติ “พระผู้ทรงเป็นแม่และครูแห่งแผ่นดิน”

ผศ.ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา เปิดเผยว่า คุรุสภากำหนดจัดงานวันครู ครั้งที่ 70 วันที่ 16 มกราคม 2569 หัวข้อ “พระผู้ทรงเป็นแม่และครูแห่งแผ่นดิน” เทิดพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาคทั่วประเทศ ในรูปแบบผสมผสาน ทั้ง Onsite และ Online โดยกิจกรรมในส่วนกลางได้กราบเรียนเชิญนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีการงานวันครู ณ หอประชุมคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ

​ การจัดงานวันครูในปีนี้ มีการจัดพิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พิธีน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ และการจัดนิทรรศการเทิดพระเกียรติฯ เช่น นิทรรศการพระราชสมัญญาพระผู้ทรงเป็นแม่และครูแห่งแผ่นดิน นิทรรศการตามรอยพระผู้ทรงเป็นแม่และครูแห่งแผ่นดิน กิจกรรมเขียนข้อความลงบนแผ่นรูปหัวใจ ในหัวข้อกิจกรรมครูดีตามรอย “พระผู้ทรงเป็นแม่และครูแห่งแผ่นดิน” เป็นต้น นอกจากนี้ มีพิธีทำบุญตักบาตรวันครู พิธีบูชาบูรพาจารย์และระลึกถึงพระคุณบูรพาจารย์ พิธีคาราวะครูอาวุโส พิธีมอบรางวัลของคุรุสภา และ การปาฐกถาพิเศษ หม่อมหลวงปิ่น มาลากุล ครั้งที่ 8 รวมถึงมีกิจกรรมทางวิชาการในรูปแบบการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ผ่านการเสวนา นิทรรศการวิชาการออนไลน์ การอบรมผ่านหลักสูตรออนไลน์หลายหัวข้อผ่าน Platform www.wankru.ksp.or.th

สำหรับการจัดงานวันครูในส่วนภูมิภาค นอกจากรูปแบบการจัดงานหลักแล้ว จะมีการจัดกิจกรรมสัปดาห์วันครู ระหว่างวันที่ 11-17 มกราคม 2569 เพื่อส่งเสริมสามัคคีธรรมระหว่างครู และความเข้าใจอันดีระหว่างครูกับประชาชน มีกิจกรรมสาธารณประโยชน์หรือกิจกรรมจิตอาสา แสดงถึงความรับผิดชอบและความเสียสละของครูที่มีต่อสังคม กิจกรรมครูเยี่ยมบ้านเด็ก กิจกรรม “หนึ่งคำขวัญ  หนึ่งสถานศึกษา” โดยกำหนดคำขวัญวันครูให้เป็นคำขวัญประจำสถานศึกษา ตลอดปี 2569 และมีพิธีมอบรางวัลต่าง ๆ ตามที่เห็นสมควร ณ สำนักการศึกษากรุงเทพมหานคร และสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดทุกแห่ง โดยสามารถบริหารจัดการเพิ่มสถานที่จัดงานวันครูในระดับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา หรือสถานที่ที่มีความพร้อมได้ตามความเหมาะสม

เลขาธิการคุรุสภา กล่าวต่อไปว่า นอกจากกิจกรรมที่กล่าวมาแล้ว คุรุสภายังได้จัดกิจกรรมประกวดสปอตโทรทัศน์วันครู หัวข้อ “พระผู้ทรงเป็นแม่และครูแห่งแผ่นดิน” เพื่อประชาสัมพันธ์และรณรงค์ให้ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา นักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชนทั่วไป ตระหนักถึงความสำคัญของครูและวิชาชีพทางการศึกษา และระลึกถึงพระคุณครู รวมทั้งร่วมกิจกรรมงานวันครูด้วยการผลิตสื่อที่สร้างสรรค์ในรูปแบบสปอตโทรทัศน์ ชิงเงินรางวัล มูลค่ารวม 160,000 บาท

ในโอกาสนี้จึงขอเชิญชวนนักเรียน นิสิต นักศึกษา ครู บุคลากรทางการศึกษา และประชาชนทั่วไป ส่งผลงานเข้าประกวด เป็นทีม ๆ ละ 2 5 คน หรือ ส่งผลงานเดี่ยว ความยาว 0.30 1 นาที โดยผลงานที่ชนะเลิศ รับเงินรางวัล จำนวน 60,000 บาท รองชนะเลิศ อันดับ 1 จำนวน  40,000 บาท รองชนะเลิศ อันดับ 2 จำนวน 30,000 บาท และ รางวัลชมเชย จำนวน 3 รางวัล รางวัลละ 10,000 บาท ส่งผลงานได้ตั้งแต่บัดนี้ถึงวันที่ 26 ธันวาคม2568 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ หมายเลขโทรศัพท์ 0 2282 2743

งานวันครู ครั้งที่ 70 พ.ศ. 2569 ครั้งนี้ มุ่งหวังให้ศิษย์และประชาชนได้ร่วมกัน น้อมจิตคารวะ และระลึกถึงพระคุณครู ย้อนรำลึกถึงคุณค่าของครู แสดงความกตัญญูกตเวที และตระหนักถึงบทบาทสำคัญของครูในฐานะผู้หล่อหลอมอนาคตของชาติ ขอเชิญชวน นักเรียน นิสิต นักศึกษา ครูและบุคลากรทางการศึกษาทุกท่านติดตามรายละเอียดของการจัดงานวันครู และเข้าร่วมกิจกรรมทั้งการจัดงานวันครูในส่วนกลาง ณ หอประชุมคุรุสภา หรือ หน่วยจัดงานวันครูในส่วนภูมิภาคทุกจังหวัดทั่วประเทศ พร้อมติดตามข่าวสารงานวันครูผ่านช่องทาง Platform www.wankru.ksp.or.th เว็บไซต์คุรุสภา www.ksp.or.th และ แฟนเพจเฟซบุ๊กคุรุสภา” เลขาธิการคุรุสภา กล่าว.