เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2568 กระทรวงศึกษาธิการ โดยสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) จัดกิจกรรมอาชีวะ – ขนส่ง อาสาช่วยประชาชน เทศกาลปีใหม่ พ.ศ. 2569 “สงกรานต์ปลอดภัย เดินทางไปไหนก็มีความสุข” ให้บริการตรวจสภาพรถยนต์และรถจักรยานยนต์ รถยนต์ไฟฟ้า ก่อนการเดินทางฟรี จำนวน 150 จุดบริการ ครอบคลุมถนนสายหลักและสายรอง 77 จังหวัดทั่วประเทศ โดย ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานปล่อยขบวนคาราวานอาชีวะอาสา ช่วยประชาชน นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(กอศ.) กล่าวรายงาน โดยมี ดร.สุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และผู้แทนจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) กรมการขนส่งทางบก กรุงเทพมหานคร (กทม.) ร่วมพิธี
ศ.ดร. นฤมล กล่าวว่า โครงการนี้ดำเนินการต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 11 เปรียบเสมือน “ของขวัญปีใหม่” ที่ภาคอาชีวศึกษามอบให้ประชาชน ซึ่งต้องขอบคุณกรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคม รวมถึงผู้บริหาร ครู อาจารย์ และนักเรียนอาชีวะทั่วประเทศ ที่เสียสละเวลาช่วงวันหยุด มาประจำศูนย์บริการอาสา เพื่อช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มกำลัง และเป็นการรณรงค์ป้องกันและแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุทางจราจรอันนำไปสู่การบาดเจ็บและเสียชีวิตตามนโยบายรัฐบาลกระทรวงศึกษาธิการ ปีนี้สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ได้ระดมนักเรียนนักศึกษาอาชีวะจิตอาสา และครูอาจารย์ สาขาวิชาช่างยนต์ และสาขาอื่นๆที่เกี่ยวข้อง จากสถานศึกษาในสังกัดทั่วประเทศ จัดจุดบริการอาชีวะ- ขนส่ง อาสาช่วยประชาชน ครอบคลุมถนนสายหลักและสายรอง 77 จังหวัด จำนวน 150 จุดบริการ ตามเส้นทางถนนสายหลัก และสายรอง ทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 29 ธันวาคม 2568 ถึง 5 มกราคม 2569 ระหว่างเวลา 06.00 – 18.00 น.
“การดำเนินกิจกรรมนี้ ถือได้ว่าสอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้แก่ประชาชน และเป็นประโยชน์ต่อสังคมอย่างยิ่ง รวมทั้งเป็นการทำงานแบบบูรณาการร่วมกันระหว่างสถานศึกษากับภาครัฐและภาคเอกชน สร้างให้เด็กนักเรียนอาชีวศึกษามีจิตอาสา บริการสังคม ทำงานเป็นทีม และใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ พร้อมกับได้ฝึกงานจากประสบการณ์จริง”รมว.ศึกษาธิการกล่าว
ด้าน นายยศพล กล่าวว่า ศูนย์อาชีวะอาสาช่วยประชาชน มีจุดสังเกต คือ เต็นท์อาชีวะอาสา ซึ่งจะมีป้ายบอกทางเป็นระยะก่อนถึงศูนย์บริการ ภายในศูนย์จะให้บริการตรวจเช็คสภาพความพร้อมของรถยนต์ รถจักรยานยนต์ และรถยนต์ไฟฟ้า พร้อมกับการแนะนำการใช้รถยนต์ไฟฟ้า รวมไปถึงการซ่อมบำรุง เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง การให้บริการพักผ่อนเพื่อคลายความเหนื่อยล้า ฟรีก่อนเดินทาง รวมไปถึงการให้บริการนอกพื้นที่ในกรณีฉุกเฉินระยะทาง 5 กม. จากจุดให้บริการด้วยรถโมบาย และรถจักรยานยนต์ Fix it จิตอาสา ตลอดจนแนะนำข้อมูลเส้นทางและบริการช่วยเหลือฉุกเฉินโดยได้จัดนักศึกษาที่สามารถสื่อสารได้ ทั้งภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และภาษาจีนมาให้บริการ เพื่อให้การเดินทางของประชาชนในช่วงเทศกาลปีใหม่ พ.ศ.2569 เป็นไปอย่างปลอดภัย โดยได้รับการสนับสนุนพื้นที่ตั้งจุดบริการ น้ำมันเครื่อง วัสดุอุปกรณ์ จากภาคีเครือข่ายพันธมิตรภาคเอกชน จำนวน 3 แห่ง ได้แก่ 1.บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) 2.บริษัท ไทยฮอนด้า จำกัด และ3.บริษัท ซูซูกิ โมโตเซลส์ คอร์ปอเรชั่น (ประเทศไทย) จำกัด
ทั้งนี้ ประชาชนผู้สนใจสามารถค้นหาข้อมูล สอบถาม และการขอความช่วยเหลือเบื้องต้น ผ่านช่องทางต่าง ๆ ได้แก่ Line Official :ID: @vecrsa /Facebook : อาชีวะอาสา สอศ.และ Website : อาชีวะอาสา”



ดร.พิเชฐ กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการมีความเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่าการจัดการเรียนรู้ประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมืองเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน โดยประวัติศาสตร์ไม่ใช่เพียงเรื่องราวในอดีต แต่เป็นกระจกเงาที่สะท้อนอัตลักษณ์ของสังคมไทย ทำให้รู้ว่าเราเป็นใคร มาจากไหน และจะก้าวไปสู่อนาคตอย่างไร ขณะที่หน้าที่พลเมืองไม่ใช่เพียงการท่องจำกฎหมายหรือกฎเกณฑ์ หากแต่เป็นการปลูกฝังจิตสำนึกให้เด็กและเยาวชนรู้จักสิทธิและหน้าที่ มีความรับผิดชอบต่อสังคม และสามารถอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรมได้อย่างสันติสุข ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการได้ตระหนักถึงความสำคัญดังกล่าว จึงได้ประกาศนโยบายการบริหารจัดการหลักสูตรสถานศึกษาและการส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมือง เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568 โดยงานที่จัดขึ้นในครั้งนี้ถือเป็นต้นแบบที่ยอดเยี่ยมในการเชื่อมโยงภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้ากับการเรียนรู้ ซึ่งจังหวัดพะเยาได้นำเสนอแนวคิด Lanna Soft Power ผ่านอาหารท้องถิ่น งานหัตถกรรม และการแสดงพื้นบ้าน โดยเปิดโอกาสให้นักเรียนได้ลงมือปฏิบัติจริง ไม่เพียงช่วยให้เกิดความเข้าใจด้านประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมเท่านั้น แต่ยังสามารถต่อยอดสู่การสร้างอาชีพและรายได้ในปัจจุบันได้อีกด้วย
เลขาธิการ กพฐ. กล่าวว่า ในส่วนของการประชุมเชิงปฏิบัติการฯ ได้จัดขึ้นเพื่อพัฒนาศักยภาพครูผู้สอนให้สามารถจัดการเรียนรู้ประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมืองได้อย่างยืดหยุ่น สอดคล้องกับบริบทพื้นที่ และบูรณาการแหล่งเรียนรู้ท้องถิ่น ภูมิปัญญา และมรดกทางวัฒนธรรมมาใช้ในการเรียนการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ อันจะนำไปสู่การปลูกฝังความรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการเป็นพลเมืองดีในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขแก่ผู้เรียน ซึ่งมีผู้สนใจเข้าร่วมงานกว่า 1,700 คน
ภายในงานมีกิจกรรมการเสวนาวิชาการ การออกแบบการเรียนรู้แบบบูรณาการโดยใช้แหล่งเรียนรู้ท้องถิ่นเป็นฐาน ตลอดจนการลงพื้นที่ศึกษาและถอดบทเรียน ณ วัดพระธาตุจอมทอง อำเภอเมืองพะเยา รวมถึงพิธีเปิดงานมหกรรมที่ยิ่งใหญ่ตระการตาด้วยการแสดงแสง สี เสียง เรื่อง “ภูกามยาว ต้นทางล้านนา สู่ภูมิปัญญา ใต้ร่มพระบารมี ในหลวงรัชกาลที่ 10” และการจัดนิทรรศการทางการศึกษาและวัฒนธรรม ซึ่งสะท้อนอัตลักษณ์ของจังหวัดพะเยาและพลังของการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงกับชุมชนอย่างมีชีวิตชีวา นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนการเรียนการสอนประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมืองให้เกิดผลเป็นรูปธรรม

ดร.นิยม กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ โรงเรียนยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษ ผ่านห้องเรียนภาษาอังกฤษและหลักสูตรเฉพาะด้าน รวมถึงการจัดการเรียนการสอนด้านธุรกิจการโรงแรม โดยใช้ร้านกาแฟ “Awake Coffee” เป็นแหล่งเรียนรู้และฝึกประสบการณ์จริง ทั้งด้านอาชีพและการสื่อสารภาษาอังกฤษกับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ส่งผลให้นักเรียนจำนวนไม่น้อยสามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้อย่างคล่องแคล่ว และมีศักยภาพต่อยอดสู่การเป็นนักกีฬาอินเตอร์ รวมถึงการประกอบอาชีพในระดับสากลในอนาคต แนวคิดของโรงเรียนแห่งนี้ คือการพัฒนาเด็กให้ไม่เก่งเพียงด้านกีฬาอย่างเดียว แต่ต้องมีทักษะภาษาและความรู้ทางวิชาการควบคู่กัน เพื่อให้สามารถดำรงชีวิตและทำงานในสังคมโลกได้อย่างมีคุณภาพ เด็กจำนวนมากเป็นนักกีฬา ที่เดิมอาจไม่มีพื้นฐานหรือไม่ถนัดด้านภาษา แต่เมื่อได้ฝึกฝนจากเจ้าอาวาส ครูผู้สอน และได้ใช้จริงกับเจ้าของภาษา เด็กจะเกิดความเชื่อมั่นในตนเอง และพัฒนาศักยภาพขึ้นอย่างต่อเนื่อง
“โรงเรียนวัดสังเวชถือเป็นต้นแบบของการขับเคลื่อนการศึกษาในรูปแบบ “บ้าน วัด โรงเรียน” หรือ “บวร” โดยได้รับความร่วมมือจากชุมชน ผู้ปกครอง และศิษย์เก่า ภายใต้การสนับสนุนและความเมตตาของ พระธรรมวชิโรดม เจ้าอาวาสวัดสังเวชวิศยาราม ซึ่งเป็นเสาหลักสำคัญในการดูแลและส่งเสริมการจัดการศึกษาอย่างต่อเนื่องทั้งนี้ การจัดการศึกษาที่ผสมผสานรากเหง้าทางวัฒนธรรมไทย คุณธรรม จริยธรรม และวิถีชุมชน ถือเป็นซอฟต์พาวเวอร์ที่เข้มแข็ง และเป็นแนวทางสำคัญในการพัฒนาการศึกษาไทยในอนาคต ซึ่งโรงเรียนวัดสังเวชสามารถเป็นต้นแบบให้กับสถานศึกษาอื่น ๆ ได้อย่างเป็นรูปธรรม”ดร.นิยม กล่าวและว่า นอกจากการพัฒนาทักษะด้านภาษาอังกฤษและหลักสูตรธุรกิจการโรงแรมแล้ว โรงเรียนวัดสังเวชยังให้ความสำคัญกับทักษะด้านเทคโนโลยี โดยขณะนี้มีการจัดตั้งห้องคอมพิวเตอร์ใหม่ พร้อมอุปกรณ์และระบบที่ทันสมัย มีการวางแผนพัฒนาเป็นห้องเรียน เอไอ เพื่อรองรับหลักสูตรด้านเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และปัญญาประดิษฐ์ในอนาคต ซึ่งจะเป็นแผนการเรียนเฉพาะทาง เปิดโอกาสให้นักเรียนสามารถศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาด้านเทคโนโลยี วิทยาศาสตร์ และคอมพิวเตอร์ได้
ผู้ตรวจราชการ ศธ.ยังกล่าวอีกว่า ภาพรวมของโรงเรียน ปัจจุบันมีนักเรียนทั้งหมด 269 คน โดยเป็นนักเรียนอยู่ประจำประมาณร้อยละ 60–70 และแม้จะเป็นโรงเรียนขนาดเล็ก แต่มีคุณภาพการจัดการศึกษาที่โดดเด่น นอกจากนี้ โรงเรียนยังประสบความสำเร็จด้านกีฬาอย่างชัดเจน โดยมี นายกิตติพัฒน์ ศรีแจ่ม ศิษย์เก่าของโรงเรียนที่ติดทีมชาติฟุตซอลระดับเยาวชน รุ่นอายุไม่เกิน 19 ปี และสามารถสร้างผลงานการแข่งขันในระดับต่าง ๆ ได้อย่างโดดเด่น สะท้อนให้เห็นถึงการพัฒนาผู้เรียนที่ไม่จำกัดเพียงจำนวน แต่เน้นคุณภาพเป็นสำคัญ ซึ่งความสำเร็จดังกล่าวเกิดจากความร่วมมือในรูปแบบ “บ้าน วัด โรงเรียน” หรือ “บวร” โดยมี พระธรรมวชิโรดม เจ้าอาวาสวัดสังเวชวิศยาราม เป็นแกนหลักในการสนับสนุนการศึกษา ทั้งด้านทรัพยากร การดูแลนักเรียน และการบ่มเพาะคุณธรรม จริยธรรม ซึ่งถือเป็นต้นแบบการพัฒนาโรงเรียนขนาดเล็กให้มีคุณภาพ และสอดคล้องกับรากเหง้าวัฒนธรรมไทยในยุคของการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและสังคม
ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) เปิดเผยว่า ตามที่มอบนโยบายให้สำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดต่าง ๆ ในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา จัดกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้แก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา โดยมุ่งเน้นให้เกิดการเรียนรู้ คลายความเครียด และสร้างบรรยากาศแห่งรอยยิ้มภายในศูนย์พักพิงต่าง ๆ นั้น เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม ที่ผ่านมา สกร.ประจำจังหวัดต่าง ๆ ได้จัดกิจกรรมตามนโยบาย พร้อมมอบสิ่งของจำเป้นให้แก่ผู้ประสบภัย เช่น สกร.ประจำจังหวัดสระแก้ว เข้าร่วมกิจกรรมคาราวาน “ลูกเสือช่วยผู้ประสบภัยชายแดนไทย-กัมพูชา” ในโครงการลูกเสือช่วยเหลือผู้อื่นทุกเมื่อ “ทำดี ทำได้ ทำทันที” ณ ศูนย์พักพิงชั่วคราวจังหวัดสระแก้ว ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาลูกเสือให้เป็นพลเมืองดี มีความรับผิดชอบ และรู้จักบำเพ็ญตนเพื่อสาธารณประโยชน์ และมอบสิ่งของจำเป็นช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา โดย สกร.ประจำจังหวัดสระแก้ว และสถานศึกษาในสังกัด ได้จัดกิจกรรมการเรียนรู้ในฐานเรียนรู้เกษตรธรรมชาติให้ความรู้ เรื่อง การเตรียมดิน การปลูกพืช การเพาะเมล็ด การเก็บเมล็ดพันธุ์ และฝึกปฏิบัติการเก็บผลผลิตผักกาดเขียว กิจกรรมการเรียนรู้ในฐานเรียนรู้การแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรให้ความรู้ เรื่อง การทำผักกาดเขียวดอง เป็นต้น
สำนักงาน สกร.ประจำจังหวัดอุบลราชธานี จัดกิจกรรมคลายเครียดให้แก่ผู้ประสบภัยจากการประทะชายแดนไทย -กัมพูชา ณ ศูนย์พักพิงชั่วคราว ได้แก่ กิจกรรมวาดภาพระบายสี เกมส์บิงโก จัดรถโมบายส่งเสริมการอ่านเคลื่อนที่ให้แก่ผู้ประสพภัยจากเหตุปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา
สกร.ประจำจังหวัดบุรีรัมย์ จัดกิจกรรมห้เกิดการเรียนรู้อย่างสนุกสนาน ปลอดภัย ส่งเสริมพัฒนาการทางร่างกาย จิตใจ และสติปัญญาให้เหมาะสมกับบริบทของผู้ประสบภัยในแต่ละช่วงวัย พร้อมทั้งช่วยคลายความเครียด และสร้างบรรยากาศแห่งรอยยิ้มภายในศูนย์พักพิงฯ ณ ศูนย์ช่วยเหลือผู้อพยพจังหวัดบุรีรัมย์ สนามช้างอินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต โดยมีการจัดแบ่งเวรเพื่อสลับเปลี่ยนบุคลากร มาปฏิบัติหน้าที่ฯ ในแต่ละวันด้วย


เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ประธานการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ครั้งที่ 11/2568 ณ ห้องประชุมราชวัลลภ อาคารราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ โดย ศ.ดร.นฤมล เปิดเผยว่า ที่ประชุมได้อนุมัติหลักเกณฑ์ที่เปิดโอกาสให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ได้รับรางวัลจากผลงานเชิงประจักษ์ สามารถขอมีหรือเลื่อนเป็นวิทยฐานะเชี่ยวชาญและวิทยฐานะเชี่ยวชาญพิเศษได้ ซึ่งนโยบายนี้ถือเป็นนโยบายสำคัญที่จะช่วยยกระดับวิทยฐานะข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยเปิดทางเลือกให้ครูผู้ที่มีความสามารถสร้างสรรค์ผลงานเป็นที่ประจักษ์จนได้รับรางวัลระดับชาติหรือระดับนานาชาติ สามารถนำรางวัลดังกล่าวมาใช้ในการเสนอขอมีวิทยฐานะหรือเลื่อนวิทยฐานะ เชี่ยวชาญ และ เชี่ยวชาญพิเศษได้
ด้าน ดร.ธนู ขวัญเดช เลขาธิการ ก.ค.ศ. กล่าวว่า หลักเกณฑ์นี้จะมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 16 พฤษภาคม 2569 โดยสำนักงาน ก.ค.ศ. จะดำเนินการตั้ง อ.ก.ค.ศ.วิสามัญเฉพาะกิจเพื่อพิจารณารางวัลจากผลงานเชิงประจักษ์ฯ แต่งตั้งเป็นคณะกรรมการประเมินฯ พร้อมจัดทำรายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับการประเมิน และพัฒนาระบบ DPA ให้รองรับหลักเกณฑ์และวิธีการดังกล่าวต่อไป
เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัดกรุงเทพมหานคร (ศธจ.กทม.) ครั้งที่ 8/2568 โดยมีคณะกรรมการเข้าร่วม เข้าร่วม ณ ห้องประชุมราชวัลลภ และผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ โดย รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยภายหลังการประชุมว่า ที่ประชุมได้หารืออย่างกว้างขวางในประเด็นการปิดประกาศเกี่ยวกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร ของหน่วยงานทางการศึกษาในพื้นที่กรุงเทพมหานคร สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ตามที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำกรุงเทพมหานครขอรับการสนับสนุนมา โดยที่ประชุมเห็นพ้องกันว่า การดำเนินการเรื่องนี้ควรเป็นไปตามบริบทความพร้อมของสถานศึกษา ด้วยความสมัครใจ นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้เห็นชอบ (ร่าง) แผนปฏิบัติการด้านการศึกษากรุงเทพมหานคร ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ภายใต้วิสัยทัศน์ กรุงเทพมหานครเป็นเมืองแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต ประกอบด้วย 6 ประเด็นยุทธศาสตร์ ได้แก่ ด้านผู้เรียน การสนับสนุนให้ผู้เรียนเป็นพลเมืองดี ตามพระบรมราโชบายด้านการศึกษาของรัชกาลที่ 10 และมีทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 ด้านรูปแบบการเรียนรู้ ด้วยหลักสูตรแบบบูรณาการและสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น ด้านครูและบุคลากรทางการศึกษา ที่มีศักยภาพแบบองค์รวมรองรับการจัดการศึกษาในศตวรรษที่ 21 ด้านความเหลื่อมล้ำ ที่ส่งเสริมการสร้างความเสมอภาคและโอกาสทางการศึกษาที่หลากหลาย ด้านทรัพยากร ภายใต้การบริหารจัดการทรัพยากรทางการศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน และด้านการบูรณาการและการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ทั้งนี้ มอบให้ฝ่ายเลขานุการฯ นำความเห็นของคณะกรรมการฯ เกี่ยวกับตัวชี้วัดไปปรับปรุงให้เกิดความสมบูรณ์ยิ่งขึ้นด้วย เช่นเดียวกับ (ร่าง) ตัวชี้วัดในการดำเนินงานในลักษณะตัวชี้วัดร่วมของส่วนราชการหรือหน่วยงานและสถานศึกษาในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อบรรจุในแผนปฏิบัติการด้านการศึกษากรุงเทพมหานคร ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ที่จะต้องทบทวนให้มีความทันสมัยมากขึ้น


