“ยศชนัน” ลุยแก้ PM 2.5 เปิดตัวโครงการ “PMUC Zero Burn to Earn: เลิกเผา เป๋าตุง” ชวนเกษตรลดการเผา เปลี่ยนซากการเกษตรให้มีมูลค่า แลกน้ำมันไบโอดีเซล-แผงโซลาร์เซลล์มือสอง-แผ่นคลุมดินจากชีวมวล นำร่องเชียงใหม่ เปิดรับลงทะเบียน 5 พ.ค.นี้

เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2569 ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) มอบนโยบายการใช้นวัตกรรม การพัฒนาระบบนิเวศ (Ecosystem) ในการจัดการวิกฤติ PM 2.5 และพลังงาน พร้อมเปิดตัวโครงการ PMUC Zero Burn to Earn: เลิกเผา เป๋าตุง นวัตกรรมพร้อมใช้ Ecosystem พร้อมรับ “เศษวัสดุเหลือทิ้งต้องมีค่า” โดยมี ทพญ.ศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ ที่ปรึกษา รมว.อว. นายฉัตริน จันทร์หอม เลขานุการ รมว.อว. นายดนุพร ปุณณกันต์ ดร.สุรชัย สถิตคุณารัตน์ ผู้อำนวยการสํานักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ และปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการสํานักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการ แข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) รศ.ดร.กานดา บุญโสธรสถิตย์ ผู้อํานวยการหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ปฏิบัติหน้าที่ผู้อํานวยการหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน สํานักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) บุคลากรสถาบันอุดมศึกษา สถาบันวิจัย และภาคเอกชน เข้าร่วม ณ ห้องหว้ากอ 1-2 หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน (บพข.) จัตุรัสจามจุรี ชั้น 14

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า อว. โดย บพข.ได้จัดทำโครงการ “PMUC Zero Burn to Earn: เลิกเผา เป๋าตุง” เพื่อลดปัญหาฝุ่น PM 2.5 โดยใช้กลไกและหลักการทางเศรษฐศาสตร์เข้ามาขับเคลื่อน แทนการใช้มาตรการบังคับเพียงอย่างเดียว โดยเปลี่ยน “เศษวัสดุเหลือทิ้ง” ให้ “มีค่า” อย่างเศษวัสดุที่เคยถูกเผาทิ้ง ไม่ว่าจะเป็น ฟางข้าว ฟางข้าวโพด เศษไม้ ขยะพลาสติก ให้สามารถนำมาแลกเปลี่ยนเป็นผลผลิตจากงานวิจัยที่จับต้องได้ เช่น น้ำมันไบโอดีเซล แผงโซลาร์เซลล์มือสอง แผ่นคลุมดินจากชีวมวล ซึ่งเป็นสิ่งของที่ช่วยลดรายจ่ายในชีวิตประจำวัน จากนั้นเราจะนำเศษวัสดุที่เหมาะสมส่งต่อให้ภาควิจัยและภาคเอกชน ผลิตเป็นสินค้ารักษ์โลกและพลังงานทดแทนที่สามารถแข่งขันด้านราคาในตลาดได้ ซึ่งกลไกนี้จะทำให้เกษตรกรได้ค่าตอบแทน ภาคเอกชนได้ต้นทุนที่แข่งขันได้ และประเทศได้นวัตกรรมรักษ์โลกอย่างยั่งยืน

รองนายกฯ และ รมว.อว. กล่าวต่อว่า โครงการนี้จะทดลองนำร่องในลักษณะ Sandbox ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ก่อน เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่กำลังเผชิญปัญหา โดยบูรณาการความร่วมมือกับพันธมิตรทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานภาครัฐ มหาวิทยาลัย และภาคเอกชน เพื่อขับเคลื่อนการลดการเผาอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน หากโมเดลนี้ประสบความสำเร็จ จะมีการขยายผลการดำเนินงานไปยังพื้นที่ภาคกลางและส่วนอื่น ๆ ทั่วประเทศต่อไป

“หากพยายามบอกให้ประชาชนหยุดเผาเพียงอย่างเดียวคงไม่สำเร็จ เพราะถ้าทำได้คงสำเร็จมานานแล้ว แต่ถ้าเราใช้หลักเศรษฐศาสตร์เข้ามาช่วย เมื่อเกษตรกรเห็นว่าเศษวัสดุมีมูลค่า สามารถนำมาแลกเปลี่ยนเป็นสิ่งที่ช่วยลดรายจ่ายได้ เขาก็จะหยุดเผาเอง กลไกนี้คือการสร้างโมเดลเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ที่ได้ประโยชน์ร่วมกันแบบวิน-วิน (Win-Win) เกษตรกรสามารถลดต้นทุนรายจ่ายได้ ในขณะที่ภาคเอกชนก็ได้วัตถุดิบเพื่อนำไปแปรรูปสร้างกำไร” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวและว่า นอกจากนี้ภายใต้โครงการดังกล่าวยังมีงานวิจัยจากหลากหลายสถาบันอุดมศึกษารองรับ ด้วยปัจจุบัน อว.เอื้อให้มหาวิทยาลัยต้นสังกัดสามารถบริหารจัดการและถือครองสิทธิ์ในงานวิจัยได้ง่ายขึ้น ประกอบกับการมีหน่วยงานอย่าง บพข.ที่พร้อมให้ทุนสนับสนุนในลักษณะ Matching Fund ร่วมกับภาคเอกชน ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงและดึงดูดให้ภาคเอกชนเข้ามาร่วมลงทุนได้จริง

ทั้งนี้ โครงการ “PMUC Zero Burn to Earn: เลิกเผา เป๋าตุง” จะเปิดให้ลงทะเบียนเพื่อแลกเปลี่ยนวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ในวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 ผ่านทางเว็บไซต์ https://pmuc-zero-burn-to-earn.vercel.app/login

ก.ค.ศ.ไฟเขียว เพิ่มรองศึกษาธิการจังหวัด 27 จังหวัด  พร้อมยุบเลิกตำแหน่ง38 ค.(2)ศปบ.จชต.13อัตรา

เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยภายหลังการ เป็นประธาน การประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ครั้งที่ 4/2569 โดยมี ดร.ธนู ขวัญเดช เลขาธิการ ก.ค.ศ. เป็นเลขานุการการประชุม ว่า ที่ประชุมได้มีการพิจารณาเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา และมีมติที่สำคัญ โดยได้มีการอนุมัติ การกำหนดตำแหน่งรองศึกษาธิการจังหวัด (เพิ่มเติม) ในสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ

ในกลุ่มจังหวัดขนาดกลาง จำนวน 27 จังหวัด จังหวัดละ 1 ตำแหน่ง รวมทั้งสิ้น 27 ตำแหน่ง ได้แก่ จังหวัดกาญจนบุรี กำแพงเพชร ฉะเชิงเทรา ตรัง นครปฐม นครพนม นครสวรรค์ นนทบุรี นราธิวาส น่าน ปทุมธานี ปัตตานี พระนครศรีอยุธยา พิจิตร พิษณุโลก เพชรบูรณ์ ยโสธร ยะลา ระยอง ราชบุรี ลพบุรี ลำปาง เลย สมุทรปราการ สุโขทัย สุพรรณบุรี และหนองบัวลำภู และอนุมัติให้ยุบเลิกตำแหน่งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่น ตามมาตรา 38 ค. (2) ศูนย์ขับเคลื่อนการศึกษาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศูนย์ประสานงานและบริหาร การศึกษาจังหวัดชายแดนภาคใต้) สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ จำนวน 13 อัตรา เพื่อนำมากำหนดเป็นตำแหน่ง รองศึกษาธิการจังหวัด (เพิ่มเติม)นอกจากนี้ยังได้ เห็นชอบ (ร่าง) กฎ ก.ค.ศ. ว่าด้วยการให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาได้รับเงินเดือนสูงกว่าหรือต่ำกว่าขั้นต่ำ หรือสูงกว่าขั้นสูงของอันดับ พ.ศ. ….เพื่อให้เกิดความชัดเจนขึ้น

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ยังได้พูดถึง การย้ายครู ผ่านระบบ TRS (Teacher Rotation System)ตอนนี้กำลังรอผลการวิจัย ซึ่งยังไม่ได้ข้อสรุปต้องรอไปก่อน ซึ่งตนก็กำลังดูว่าผลการวิจัยจะออกมาอย่างไร อย่างไรก็ตาม เพื่อให้การย้ายครูเดินหน้าต่อไปได้ ระหว่างนี้ให้กลับไปใช้ ว18/2565 หลักเกณฑ์และวิธีการย้ายข้าราชการครูและบุคคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครู สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ไปพลางก่อน จนกว่าผลการวิจัยจะออกมาว่าระบบ TRS ดี หรือไม่ดีอย่างไร

สกร.- กองทัพภาคที่ 1 เปิดประตูแห่งโอกาส จัดการศึกษาออนไลน์ยกระดับทหารเกณฑ์ สร้างอนาคตใหม่หลังปลดประจำการ

วันที่ 28 เมษายน 2569 กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ร่วมกับกองทัพภาคที่ 1 จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการจัดการเรียนรู้เพื่อคุณวุฒิตามระดับ เพื่อยกระดับการศึกษาทหารกองประจำการ โดย พลโท วรยส เหลืองสุวรรณ แม่ทัพภาคที่ 1 และ ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ร่วมลงนาม โดยมี นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธาน ดร.รุ่งอรุณ ไสยโสภณ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ และผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วมเป็นสักขีพยาน ณ หอประชุมกองทัพภาคที่ 1 ถนนราชดำเนินนอก กรุงเทพมหานคร

นายอัครนันท์ กล่าวแสดงความยินดีและเน้นย้ำว่า ความร่วมมือครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการลงนามในเอกสาร แต่คือการ “เปิดประตูแห่งโอกาส” ให้ทหารกองประจำการ ซึ่งเป็นกำลังสำคัญของชาติ ได้เรียนรู้ พัฒนาตนเอง และเตรียมความพร้อมสู่อนาคตหลังปลดประจำการ โดยกระทรวงศึกษาธิการให้ความสำคัญกับการจัดการศึกษาที่เข้าถึงได้จริง ตอบโจทย์ชีวิตจริง และเรียนรู้ได้ทุกที่ทุกเวลา ภายใต้นโยบาย Anywhere Anytime ซึ่งได้มอบแนวทางสำคัญ 3 ประการในการขับเคลื่อนความร่วมมือ ได้แก่ การจัดการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับภารกิจและวิถีชีวิตของทหารกองประจำการ การพัฒนาระบบออนไลน์ให้เข้าถึงง่าย มีประสิทธิภาพ และมีผู้ดูแลติดตามอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการวัดและประเมินผลที่โปร่งใส มีมาตรฐาน และสะท้อนสมรรถนะที่นำไปใช้ได้จริง

ดร.เกศทิพย์ กล่าวว่า สกร.ตระหนักถึงความสำคัญของทหารกองประจำการในฐานะกำลังสำคัญของชาติ การเปิดโอกาสทางการศึกษาระหว่างรับราชการจึงเป็นการเพิ่มทุนมนุษย์ เพิ่มโอกาสทางอาชีพ และสร้างเส้นทางชีวิตใหม่ให้แก่ผู้เรียน ภายใต้พระราชบัญญัติส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ.2566 ที่มุ่งจัดการเรียนรู้ให้ประชาชนทุกกลุ่มเป้าหมายอย่างทั่วถึง โดยหัวใจของความร่วมมือครั้งนี้ คือ การใช้ “การศึกษาออนไลน์” เป็นเครื่องมือขยายโอกาสอย่างมีคุณภาพ โดยต้องเป็นระบบที่ “เข้าถึงผู้เรียนจริง ดูแลได้จริง และเห็นผลจริง” ไม่ใช่เพียงการนำบทเรียนขึ้นระบบดิจิทัล แต่ต้องมีครูดูแล ติดตามความก้าวหน้า มีการเทียบโอนผลการเรียน และมีมาตรฐานการวัดผลที่ชัดเจน เพื่อให้ทหารกองประจำการไม่เพียง “ได้เรียน” แต่ต้อง “เรียนแล้วเกิดผล” และนำความรู้ไปใช้ได้จริง

ทั้งนี้ สกร. จะขับเคลื่อนงานบน 4 เสาหลัก ได้แก่ ข้อมูลผู้เรียนต้องชัดเจน แผนการเรียนรู้ต้องยืดหยุ่น การดูแลผู้เรียนต้องต่อเนื่อง และการวัดประเมินผลต้องมีมาตรฐาน โปร่งใส สะท้อนสมรรถนะจริง เพื่อให้ความร่วมมือกับกองทัพภาคที่ 1 เป็นต้นแบบของการจัดการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น มีคุณภาพ ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง และเปลี่ยนช่วงเวลาระหว่างรับราชการให้เป็นช่วงเวลาแห่งการพัฒนาศักยภาพ สร้างอนาคตที่มั่นคงให้แก่ตนเอง ครอบครัว และประเทศชาติต่อไป

บพค. จับมือ มทร.ธัญบุรี ผลิตกำลังคนด้านยานยนต์ไฟฟ้าและ AI หนุนอุตสาหกรรมไทย

บพค. ร่วมกับ มทร.ธัญบุรี เดินหน้าโครงการพัฒนากำลังคนสมรรถนะสูงระยะที่ 2 มุ่งเน้นอัปสกิลช่างเทคนิค วิศวกร และนักวิจัย ให้มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีเครื่องอัดประจุไฟฟ้าและการซ่อมบำรุงด้วยปัญญาประดิษฐ์ พร้อมรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์แห่งอนาคตในประเทศไทย

เมื่อเร็ว ๆ นี้ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล(มทร.)ธัญบุรี จัดโครงการพัฒนากำลังคนสมรรถนะสูงในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ด้านเทคโนโลยีเครื่องอัดประจุยานยนต์และการซ่อมบำรุงด้วยระบบปัญญาประดิษฐ์ (ระยะที่ 2) โดยมี ดร.ณิรวัฒน์ ธรรมจักร์ ผู้อำนวยการหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่ออุตสาหกรรมแห่งอนาคต (บพค.) เป็นประธานเปิดโครงการ พร้อมบรรยายพิเศษ “กลไกการจัดสรรงบประมาณส่งเสริมการลงทุนและการเสริมสร้างความเข้มแข็งของบุคลากรในระบบนิเวศ ววน ระหว่างรัฐ เอกชน และมหาวิทยาลัย” ซึ่งมี รศ.ดร.ศิริชัย ต่อสกุล คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มทร.ธัญบุรี กล่าวต้อนรับ และ ผศ.ดร.เทอดเกียรติ ลิมปิทีปราการ หัวหน้าโครงการ กล่าวรายงาน ณ ห้องกาสะลอง2 คณะวิศวกรรมศาสตร์ มทร.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี

ดร.ณิรวัฒน์ กล่าวว่า บพค.ได้เดินหน้าบริหารจัดการทุนวิจัยภายใต้แผนงาน F13 เพื่อผลิตกำลังคนทักษะสูงป้อน 3 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ทั้งเซมิคอนดักเตอร์, ยานยนต์ไฟฟ้า และปัญญาประดิษฐ์ เพื่อสร้างงานใหม่และรายได้ที่มั่นคงให้กับประเทศ โดยชี้ว่าการพัฒนากำลังคนคือต้นน้ำสำคัญที่จะต่อยอดไปสู่ธุรกิจสตาร์ทอัพ และธุรกิจฐานนวัตกรรม (IDE) ซึ่ง บพค. พร้อมผนึกกำลังกับหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) และสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (สนช.) เพื่อเปิดช่องทางให้ผู้ประกอบการและนักวิจัยเข้าถึงแหล่งทุนสนับสนุนได้ง่ายยิ่งขึ้น

ด้าน รศ.ดร.ศิริชัย กล่าวว่า มทร.ธัญบุรี ได้ขับเคลื่อนโครงการพัฒนาทักษะบุคลากรด้านเทคโนโลยีเครื่องชาร์จยานยนต์ไฟฟ้า โดยมุ่งเน้นกลุ่มเป้าหมาย 3 กลุ่มหลัก คือ ช่างเทคนิค วิศวกร และนักวิจัย เพื่อสร้างเครือข่ายและถ่ายทอดองค์ความรู้แบบครบวงจร ทั้งในส่วนของฮาร์ดแวร์ เฟิร์มแวร์ และโมดูลการทดสอบเครื่องชาร์จยานยนต์ไฟฟ้าแบบกระแสสลับขนาด 7 กิโลวัตต์ ให้เป็นไปตามมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง และยังได้นำ AI มาประยุกต์ใช้ในการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบำรุงรักษาให้แม่นยำยิ่งขึ้น และถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับกำลังคนด้านวิศวกรรมและนวัตกรรม เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต

 สพฐ.ลุย 120 โครงการ ดันนโยบาย “ประเสริฐ”งบ 4 หมื่นล้าน ปั้นโรงเรียนปลอดภัย-ลดภาระครู-ชู Active Learning

เมื่อวันที่ 28 เมษายน ดร.พิเชฐ โพธิ์ภักดี  เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ว่า ที่ประชุมได้หารือการจัดทำแผนดำเนินการตามนโยบาย 5 ด้าน ของ นายประเสริฐ  จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) คือ ลดภาระครู ,ลดความเหลื่อมล้ำ ปรับปรุงการจัดสรรงบประมาณให้ตรงจุด, เน้นการเรียนรู้แบบแอคทีฟเลินนิ่ง,โรงเรียนต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัย จัดตั้งศูนย์พิทักษ์สิทธิฯและแอคทีพเลินนิ่ง และผลักดันร่างพ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติพ.ศ..ให้เสร็จภายในรัฐบาลนี้ ซึ่ง สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.)ได้มีโครงการต่าง ๆ ประมาณ 120 โครงการ

“สพฐ. ได้จัดทำคำของบประมาณ ปีงบประมาณ 2570 ไปกว่า 300,000 ล้านบาท เฉพาะงบสนับสนุน โครงการต่าง ๆ ตามนโยบายทั้ง 5 ด้านของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ทั้ง 120 โครงการ ซึ่งในส่วนนี้ สพฐ.ได้ขอใช้งบประมาณรวม 40,000 ล้านบาท โดยที่ผ่านมา สพฐ.ได้ทำงานเชิงรุก โดยได้หารือกับผู้บริหารสพฐ. และผู้บริหารสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ เพื่อเตรียมความพร้อมในหลายเรื่อง รวมถึงเรื่องงบประมาณ ซึ่งได้นำนโยบายทั้ง 5 ด้าน ของ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศึกษาธิการ  มาแปลงเป็นโครงการต่าง ๆ รวม 120 โครงการที่ตอบโจทย์ และเตรียมเสนอให้คณะทำงานของ รมว.ศึกษาธิการ พิจารณาเร็ว ๆ นี้”เลขาธิการกพฐ. กล่าว

ดร.พิเชฐ กล่าวต่อไปว่า ทั้งนี้ บางโครงการสามารถเดินหน้าได้ทันที เช่น โรงเรียนปลอดภัย และการจัดตั้งศูนย์พิทักษ์สิทธิ ซึ่งถือเป็นควิกวิน ที่ต้องเร่งดำเนินการ เพราะเป็นหัวใจสำคัญของการจัดการศึกษา โดยจะมีการหารือระดมความคิดเห็นและลงนามความร่วมมือ ในการดูแลความปลอดภัยให้กับนักเรียนและครูร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวม 18 หน่วยงาน ในวันที่ 15 พฤษภาคม นี้  ขณะที่การจัดทำระบบครัวกลางหรือ “Cloud K itchen” ก็ได้มีการจัดตั้งทีมเวิร์กช็อป เพื่อจัดทำแนวปฏิบัติเพื่อเสนอให้ รมว.ศึกษาธิการ พิจารณาด้วยเช่นกัน

มทร.ล้านนา เปิดเกมรุก บุกทำเนียบ พบ “อ.เชน”เสนอโมเดลรับมือภัยพิบัติครบวงจรครั้งแรก

เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล ผศ.ดร.อรรณพ ทัศนอุดม รักษาราชการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล(มทร.)ล้านนา นำคณะผู้บริหารและนักวิจัย มทร.ล้านนา เข้าพบ ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) นำเสนอแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาพื้นที่ด้วยวิจัยและนวัตกรรม มุ่งเป้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากและแก้ปัญหาเชิงพื้นที่อย่างยั่งยืน โดยมหาวิทยาลัยได้ชูแนวคิดนวัตกรรมจัดการภัยพิบัติแบบครบวงจร “ดิน น้ำ ลม ไฟ” โดยเสนอแผนบูรณาการงานวิจัยเพื่อรับมือปัญหาภัยพิบัติในพื้นที่ภาคเหนือที่มีความซับซ้อน เน้นกลไก “คาดการณ์ ป้องกัน และฟื้นฟู” อย่างเป็นระบบ เพื่อเพิ่มความปลอดภัยและลดความสูญเสียของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมผลักดันบทบาทสู่การเป็น “Regional Innovation Hub” ของภูมิภาค

ผศ.ดร.อรรณพ กล่าวต่อไปว่า มหาวิทยาลัยยังได้นำเสนอนโยบายการยกระดับเกษตรและอาหารล้านนา (Local to Global) มุ่งเน้นการใช้ Soft Power ผสานนวัตกรรมยกระดับผลผลิตทางการเกษตร เช่น กาแฟ, กัญชง, ข้าวสาลี, ลำไย และกล้วย สู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงในกลุ่ม Functional Food และ Future Food พร้อมผลักดันการสร้างมาตรฐาน GI และ Branding เพื่อส่งออก สร้างความแข็งแกร่งให้แก่ SME และ Startup รุ่นใหม่ในพื้นที่ รวมถึงการประยุกต์ใช้ ปัญญาประดิษฐ์ Upskill Reskill นักเทคโนโลยีอากาศสะอาด เน้นสร้างกำลังคนรองรับ (New S-Curve) ให้กับคนในพื้นที่ภาคเหนือและตลาดแรงงานในประเทศ

“อัครนันท์” ร่วมสวดศพ “ครูปภัสรา” เหยื่อเหตุกราดยิงอยุธยา ยกย่องจิตวิญญาณความเป็นครู พร้อมมอบทุนเยียวยาบุตร

วันนี้ (27 เมษายน 2569) เวลา 19.00 น. นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการพร้อมด้วย ดร.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ และ ครูจวง ปารมี ไวจงเจริญ คณะทำงาน รมช.ศธ. เดินทางไปร่วมพิธีบำเพ็ญกุศลสวดพระอภิธรรมศพ และแสดงความไว้อาลัยต่อการจากไปของ นางสาวปภัสรา เรืองฤทธิ์ ข้าราชการครู โรงเรียนสุคันธาราม ที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์โศกนาฏกรรมกราดยิง พร้อมทั้งให้กำลังใจครอบครัวผู้เสียชีวิต ณ วัดราษฎร์บำรุงหนองปลาดุก จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ท่ามกลางบรรยากาศความโศกเศร้าของครอบครัว ญาติมิตร เพื่อนครู นักเรียน และประชาชนที่มาร่วมงาน

นายอัครนันท์ กล่าวว่า “ผมขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้ง และขอเป็นกำลังใจให้กับครอบครัวของครูปภัสราอย่างใกล้ชิดในยามที่ยากลำบากเช่นนี้ ผมขอยืนยันว่ากระทรวงศึกษาธิการจะไม่ทอดทิ้งครอบครัวของท่านอย่างแน่นอน เราพร้อมที่จะดูแลและเร่งประสานงานด้านสวัสดิการรวมถึงสิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่พึงได้รับตามระเบียบราชการอย่างเต็มที่และรวดเร็วที่สุด”

“การจากไปของครูปภัสรา ไม่ได้เป็นเพียงความสูญเสียของครอบครัวเรืองฤทธิ์เท่านั้น แต่ถือเป็นการสูญเสียบุคลากรทางการศึกษาที่มีความมุ่งมั่น ทุ่มเท และมีจิตวิญญาณความเป็นครูอย่างเปี่ยมล้น ซึ่งสร้างความสะเทือนใจให้กับพวกเราชาวกระทรวงศึกษาธิการเป็นอย่างมาก ทั้งนี้ผมขอมอบทุนการศึกษาให้แก่บุตรของครูปภัสรา เพื่อเป็นการช่วยเหลือเยียวยาครอบครัวในเบื้องต้น และเพื่อสนับสนุนอนาคตทางการศึกษาของบุตรผู้เสียชีวิตต่อไป” นายอัครนันท์ กล่าว

ศธ.ลุยปั้น “ทุนมนุษย์ไทย”ยกเครื่องการศึกษาทั้งระบบ ออกแบบการเรียนรู้ทั้งประเทศ เพื่อสร้างคนคุณภาพสู้โลกอนาคต

ที่หอประชุมคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ วันที่ 27 เมษายน 2569 ได้จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการ MOE Human Capital Blueprint Workshop เพื่อออกแบบสถาปัตยกรรมการศึกษาไทยและทุนมนุษย์ ซึ่งจะเป็นการออกแบบโครงสร้างทั้งระบบการศึกษา ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทั้ง หลักสูตร วิธีสอน ครูและบุคลากร ระบบวัดผลและประเมินผล เทคโนโลยีและสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ เพื่อสร้าง “ทุนมนุษย์” หรือคนคุณภาพ ที่ตอบโจทย์โลกอนาคต ไม่ใช่แค่เรียนจบ แต่ต้องนำสิ่งที่ได้เรียนรู้ไปใช้ให้เป็นและต่อยอดได้ โดยมี ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.)ที่กำกับดูแลกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดการประชุมฯ โดยมี นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ  นายอัครนันท์  กัณณ์กิตตินันท์  รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงและข้าราชการกระทรวงศึกษาธิการเข้าร่วม

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า ตนผูกพันกับเรื่องการศึกษามาเป็นระยะเวลานาน อย่างปีที่ผ่านมาก็มีชื่อเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการหลายครั้งมากแต่สุดท้ายก็มาเป็นรองนายกรัฐมนตรี แต่ก็ยังอยากมาช่วยทำงานบูรณาการในส่วนต่าง ๆ เรื่องที่เกี่ยวกับการศึกษากับความพยายามผลักดันให้ประเทศเราเป็นประเทศที่มีรายได้สูงเป็นเรื่องเดียวกัน  วันนี้ถ้าเรายังยึดโยงกับการต้องปรับหลักสูตรเป็นวงรอบทุกสามปี สี่ปี ห้าปี อาจจะช้าเกินไปแล้วที่เด็กคนหนึ่งจะสามารถที่จะปรับตัวได้ เพราะฉะนั้นการประชุมวันนี้จึงเป็นอีกหนึ่งนิมิตหมายที่ดี ที่จะปรับอะไรบางที่จำเป็นต้องได้ฉันทามติจากทุกคน เราจะสังเกตเห็นว่ามีการถกเถียงกันมากเรื่อง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ที่มีร่างพ.ร.บ.ยื่นมาจากหลายพรรคการเมือง หลายภาคส่วน ทำให้เรามีความจำเป็นต้องรับฟังข้อเสนอแนะของทุกภาคส่วน เพราะเชื่อว่าการเติมเต็มตรงนี้จะเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ที่สุดสำหรับประเทศ ไม่ควรที่จะมีร่างไหนเป็นพระเอก แต่เราต้องรวมทุกร่างมาด้วยกัน โดยมี ศธ.เป็นเจ้าภาพ เพราะทำให้ทุกคนรู้สึกได้ว่าพื้นที่ที่เป็นกลางสามารถที่จะออกเสียงได้ ซึ่งพรรคการเมืองก็จะยื่นเรื่องเข้ามา เราก็ต้องเปิดใจรับฟัง ศธ.ก็ต้องทำหน้าที่รวบรวมเรื่องเหล่านี้

“มีคำถามว่าการพัฒนามนุษย์ของประเทศไทยควรไปในทิศทางไหน แน่นอนครับเราสามารถตั้งต้นได้จากหลายส่วนแต่วันนี้ถ้าตั้งต้นว่า ไม่ว่าจะเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นก็แล้วแต่ เด็กไทยสามารถที่จะปรับตัวและรองรับการเปลี่ยนแปลงได้ในทุกรูปแบบเพราะฉะนั้นพื้นฐานที่มีต่อเด็กจึงสำคัญ เช่น ถ้าวันนี้เราเริ่มบางอย่างที่เป็นพื้นฐานช้า ก็จะไม่เป็นธรรมชาติกับชีวิต เพราะฉะนั้นการเปลี่ยนแปลงของสมองควรจะเข้ากับหลักสูตรใช่หรือไม่ ก็เป็นประเด็นที่คิดว่าต้องมาคุยกัน อาจไม่ต้องเอาหลักสูตรกับเวลาเป็นตัวตั้ง คนที่มีอายุก็สามารถกลับไปเป็นนักเรียนได้ ซึ่งตนได้คุยกับเพื่อนที่เป็นอาจารย์ชาวญี่ปุ่น ซึ่งเป็นศาสตราจารย์ที่คิดเรื่องการกระตุ้นสมอง พอเกษียณอายุราชการตอน 65 ก็คิดว่าเขาจะไปเที่ยวแล้ว แต่เปล่าเขาจะกลับไปเรียนหนังสือใหม่ ต่างกับของเราที่ 60 กว่าก็คือนอนแล้ว แต่ของเขาเป็นการเริ่มต้นที่จะทำตามความฝันที่ไม่ต้องไปยึดโยงกับใคร เพราะเขาทำทุกสิ่งทุกอย่างมาแล้ว ในทางกลับกันหากเป็นนักเรียนเขาจะมีความรู้สึกทรมานมาก เพราะไม่ใช่สิ่งที่เด็กต้องการ ดังนั้นการเรียนการสอนของเด็กในแต่ละพื้นที่ควรที่จะเท่าเทียมกันหรือไม่ ถ้าควรเราควรทำยังไงให้แต่ละโรงเรียนไม่ยึดโยงที่ชื่อโรงเรียน แต่ยึดผลลัพธ์ที่ควรได้จากการศึกษา”ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวและว่า คำตอบจะออกมาเป็นอย่างไร ผมไม่ทราบ แต่คำตอบจะเกิดได้จากการที่บุคคลจากหลาย ๆ องค์กรมาคุยกัน ซึ่งก็เป็นการยากที่จะสามารถรวมผู้บริหารระดับสูงมาอยู่ในวงประชุมได้ขนาดนี้  ถือเป็นนวัตกรรมใหม่ในการทำกฎหมาย ซึ่งขอชื่นชม ศธ.ที่ทำเวิร์คช็อปวันนี้ ผมหวังว่าวงประชุมวันนี้จะได้คำตอบ แต่ถ้าไม่จบก็ต้องคุยเพิ่มเติมให้จบ เพราะเรื่องการศึกษารอไม่ได้ ควรทำให้สำเร็จในช่วงที่ท่านเป็นผู้บริหาร ไม่ต้องรอให้คนอื่นทำ ผมก็เช่นเดียวกันถ้าวันนี้ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติไม่ออกมาเป็นฉันทามติผมก็อยู่ไม่ได้เหมือนกัน วันนี้ถึงต้องมาเปิดงานเพื่อขอความอนุเคราะห์ให้ร่วมกันทำ เพราะการศึกษาไม่มีฝักไม่มีฝ่าย ไม่มีเรื่องพรรคการเมือง มีแต่อุดมการณ์เดียวกัน คือ ทำให้ประเทศไทยก้าวไปข้างหน้าได้

นายประเสริฐ กล่าวว่า สิ่งหนึ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง คือ ความท้าทาย โดยสิ่งที่ตนพูดตั้งแต่วันที่เข้ามารับตำแหน่ง รมว.ศึกษาธิการ คือ เรื่องการประเมินผลนักเรียนนานาชาติ หรือ PISA ในรอบที่ผ่านมาประเทศไทยได้อันดับที่ 58 จาก 81 ประเทศ ถือว่าน่าเป็นห่วง ยิ่งเป็นลำดับที่ไม่ดีนักในอาเซียน และ ค่าคะแนนเฉลี่ยต่ำกว่า OECD ทุกเรื่อง ซึ่งไม่ได้หมายความว่าเด็กไทยไม่เก่ง แต่ทำให้เกิดข้อสังเกตว่าสิ่งที่เราทำมาในอดีตเราเดินถูกทางหรือไม่ หรือมีอะไรผิดปกติ ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องมีคำตอบ ที่ผ่านมาตนคิดว่าไม่ใช่ความผิดของใครคนใดคนหนึ่ง แต่วันนี้เราต้องมาร่วมกันออกแบบสถาปัตยกรรมที่เป็นการพัฒนาทุนมนุษย์ที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยอยากให้มองคำว่าทุนมนุษย์ คือ ความเป็นพลเมืองของโลกในอนาคตของเด็กไทย ที่อยู่ในสังคมด้วยความรอบรู้ มีความสุข สามารถแก้ไขปัญหาได้ ไม่ได้หมายความว่าการสร้างคือใบประกาศนียบัตร แต่เป็นการสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ทุกคนคือหุ้นส่วน โดยการระดมสมองครั้งนี้ได้แบ่งออกเป็น 5 ภารกิจ 1.การเพิ่มความคล่องตัวให้การศึกษา คือ การกระจายอำนาจให้สถานศึกษา 2.การเรียนแบบไร้รอยต่อ 3.การคืนเวลาให้ครู 4.การออกแบบสถาปัตยกรรมการศึกษาใหม   และ 5. การสร้างครูยุคใหม่

“สำหรับเรื่องพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ผมจะไม่บอกว่าของเก่าไม่ดีอย่างไร แต่จะบอกว่าเราจะออกแบบสถาปัตยกรรมใหม่ให้ดี และตอบโจทย์แก้สิ่งที่ท้าทายในอดีต โดยผมทำงานแบบผู้ร่วมงานโดยรับฟังจากทุกฝ่ายทั้งองค์กรภายในและภายนอก เปิดให้ภาคีเครือข่ายมาช่วยออกแบบ ไม่มีสั่งลงไป  เราฟังทุกเสียง เป็นเสียงตะโกนที่ออกมา โดยวันนี้เราเอาเสียงเหล่านี้มาอยู่บนโต๊ะแล้ว ทั้งเด็กและผู้ปกครองด้วย เป็น All for Education  ทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อการศึกษา ซึ่งคือหัวใจที่รองนายกฯเน้นย้ำและต้องการผลักดันให้เกิดขึ้นจริง วันนี้ขอให้ลองคิดนอกจากกรอบ เอาความคิดทิ้งไป เอาความคิดใหม่ใส่เข้าไป แล้วสวมหมวกสถาปนิกร่วมกันออกแบบร่วมกันระดมสมอง โดยผมให้คำมั่นว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ คือ พิมพ์เขียว จะไม่เสียเปล่า  จะไม่เก็บไว้ในลิ้นชัก แต่จะไปเป็นส่วนหนึ่งในร่างพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่  ซึ่งผมได้รับปากในสภาฯ ว่า จะต้องทำ พ.ร.บ.ฉบับใหม่ให้สำเร็จ โดยในวันที่ 1 พฤษภาคมนี้ ผมได้เชิญประชุมบุคคลที่เกี่ยวข้องมาหารือเบื้องต้นแล้ว ทั้งนี้เพื่ออนาคตของพลเมืองไทยทุกคน”นายประเสริฐกล่าว

ด้าน นายอัครนันท์  กล่าวว่า การที่เราจะสะท้อนปัญหาเชิงนโยบายได้ ตนเน้นย้ำเรื่องของฐานรากในสถาปัตยกรรมดังกล่าว ก็คือความปลอดภัยและสิทธิของเด็ก โรงเรียนต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัย หรือ Safe Zone ที่เอื้อต่อการคุ้มครองเด็กทุกคนอย่างเหมาะสม อยู่ในกฎระเบียบแต่กลไกคุ้มครองสิทธิ์สามารถนำไปใช้ได้จริงมีความชัดเจน  สามารถเป็นที่พึ่งได้อย่างแท้จริง

“อ.เชน” ถก ทปอ.หาข้อสรุป TCAS เท่าเทียม ตรึงค่าสมัครสอบ TCAS อัตราเดิม เพิ่มเติมสิทธิสอบ A-Level สูงสุด 7 วิชา พร้อมลดค่าสมัครสอบรอบพอร์ตเด็ก กสศ. 25% ชู “TCASFolio” ปรับระบบการคัดเลือกลดเหลื่อมล้ำ

เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2569 ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) มอบนโยบายด้านการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแก่ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย(ทปอ.) เพื่อเป็นแนวทางในการขับเคลื่อนภารกิจของสถาบันอุดมศึกษาให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติและนโยบายของกระทรวง โดยมี ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัด อว. ทพ.ญ.ศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ ที่ปรึกษา รมว.อว. นายศึกษิษฏ์ ศรีจอมขวัญ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง นายฉัตริน จันทร์หอม เลขานุการ  รมว.อว. ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฐานะประธาน ทปอ. และ คณะผู้บริหาร อว. พร้อมด้วยคณะผู้บริหารสถาบันอุดมศึกษา เข้าร่วม ณ หอประชุมเฉลิมพระเกียรติ 6 รอบพระชนมพรรษาสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA)

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า จากการหารือร่วมกับ ทปอ. ได้ข้อสรุปร่วมกันในการสร้าง “TCAS เท่าเทียม” ใน 3 ประเด็นหลัก คือ 1.ให้คงอัตราค่าสมัครสอบ TCAS ไว้ในอัตราเดิมต่อไปอีก 1 ปี แม้เดิมจะมีแผนปรับขึ้น พร้อมทั้งสนับสนุนงบประมาณเพื่อให้ผู้สมัครสามารถสอบ TGAT/TPAT1-5 ได้ฟรี รวมถึงเพิ่มเติมสิทธิการสอบ A-Level ฟรีสูงสุด 7 รายวิชา วิชาละ 100 บาทสูงสุด 7 วิชาหรือ 700 บาท และสมัครคัดเลือกรอบที่ 3 (Admission) ได้ฟรี 7 อันดับตามเดิม นอกจากนี้ ยังลดค่าสมัครสอบรอบพอร์ตฟอริโอ ร้อยละ 25 สำหรับนักเรียนในระบบกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา(กสศ.) เพื่อขยายโอกาสให้เข้าสู่ระบบการคัดเลือกได้อย่างเท่าเทียมยิ่งขึ้น

2.ปรับปรุงระบบการคัดเลือกในรอบ Portfolio ให้เป็นกลไกที่สะท้อนศักยภาพจริงและลดความเหลื่อมล้ำผ่านรูปแบบ “TCASFolio” ซึ่งเป็นมาตรฐานกลางในการจัดทำและยื่นแฟ้มสะสมผลงาน เพื่อลดภาระการทำพอร์ตที่เกินความจำเป็นและลดค่านิยมการจ้างทำในเชิงพาณิชย์ ควบคู่ไปกับการพัฒนาระบบ “TCAS Verified” เพื่อให้หน่วยงานต้นทางรับรองข้อมูลกิจกรรมได้โดยตรง ซึ่งช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือของข้อมูลและป้องกันการแสดงข้อมูลที่ไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง นอกจากนี้ ได้ขอความร่วมมือให้มหาวิทยาลัยบริหารสมดุลจำนวนรับในรอบ Portfolio โดยตั้งเป้าเฉลี่ยไม่เกินร้อยละ 30 เพื่อรักษาโอกาสของผู้สมัครทุกกลุ่ม พร้อมทั้งให้ทบทวนเกณฑ์การคัดเลือกที่สร้างภาระหรือความเหลื่อมล้ำเกินสมควร เช่น การบังคับผลงานวิจัยตีพิมพ์หรือกิจกรรมที่ต้องใช้ต้นทุนสูง โดยให้เปลี่ยนมาเน้นการวัดศักยภาพที่สอดคล้องกับสาขาวิชาแทน

3.ให้มีการกำกับกลไกการบริหารความเสี่ยงอย่างเป็นระบบในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การออกข้อสอบ การตรวจสอบคุณภาพ การประมวลผล ไปจนถึงการสื่อสารสาธารณะ เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างถูกต้อง โปร่งใสและสร้างความเชื่อมั่นแก่สังคม

รมว.อว. กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ยังคงแนวปฏิบัติในการรับฟังและพิจารณาข้อทักท้วงภายหลังการสอบให้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการกำกับคุณภาพ โดยข้อมูลและข้อสังเกตที่ได้รับจะนำไปพิจารณาร่วมกับผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อทบทวนความถูกต้องของข้อสอบ แนวคำตอบ และเกณฑ์การให้คะแนนอย่างรอบด้าน ก่อนจะมีการประกาศผลคะแนนอย่างเป็นทางการ เพื่อให้มั่นใจว่าการวัดผลจะสะท้อนศักยภาพที่แท้จริงของนักเรียนอย่างเป็นธรรมที่สุด

ด้าน ศ.ดร.วิเลิศ กล่าวว่า ขณะนี้ ทปอ.กำลังรวบรวมข้อมูลสัดส่วนการรับรอบ Portfolio ของแต่ละคณะ เพื่อกำหนดนโยบายร่วมกันในอนาคต นอกจากนี้ยังมีแนวคิดในการปรับลำดับขั้นตอน โดยอาจจัดให้มีการสอบส่วนกลางให้เสร็จสิ้นก่อน แล้วจึงพิจารณา Portfolio ในภายหลัง เพื่อเป็นแรงจูงใจและเปิดโอกาสให้นักเรียนที่มุ่งเน้นการสอบข้อเขียนได้มีทางเลือกที่เป็นธรรม

สำหรับ TCAS 70 จะเปิดระบบวันที่ 15 ก.ค.2569 รอบพอร์ตฟอริโอรับสมัคร วันที่ 15 ส.ค.2569 รอบโควต้า วันที่ 13 มี.ค.2570 รอบแอดมิชชั่น วันที่ 7-11 พ.ค.2570 และ เพิ่มเติมวันที่ 12-13 พ.ค.2570 รอบรับตรง วันที่ 29 พ.ค.-15 มิ.ย.2570 ส่วนการสอบ TGAT/TPAT เลื่อนไปสอบในเดือน ม.ค.2570 เพื่อลดความเสี่ยงปัญหาน้ำท่วมในบางพื้นที่ ผู้เข้าสอบจะได้สอบพร้อมกันทั้งประเทศ

อว.จับมือ กษ.แก้โจทย์วิกฤตปุ๋ยแพง! ชู “ปุ๋ยสั่งตัดอัจฉริยะเพื่อ(เกษตรกร)ไทย” องค์ความรู้+เทคโนโลยี สู่โมเดลต้นแบบในการแก้ปัญหาปากท้องอย่างตรงจุด 

เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2569 ที่ จ.อุดรธานี ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)  เป็นประธานในพิธีเปิดตัวโครงการ “ปุ๋ยสั่งตัดเพื่อ(เกษตรกร)ไทย” เพื่อช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากราคาปุ๋ยเคมีพุ่งสูงขึ้นและปัญหาดินเสื่อมโทรม โดยมี นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน(รง.) นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์(กษ.) นายราชันย์ ซุ้นหั้ว ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี ผศ.ดร.วีรชัย อาจหาญ ผู้ว่าการสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร บุคลากรและพี่น้องเกษตรกรเข้าร่วมงาน ณ สหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส. อุดรธานี จำกัด

โดย ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า รัฐบาลและกระทรวง อว. ตระหนักดีว่า “หัวใจสำคัญ” ของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยคือพี่น้องเกษตรกร แต่ปัจจุบันกำลังเผชิญความท้าทายรอบด้าน ทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และความผันผวนของราคาปัจจัยผลิตในตลาดโลก โดยเฉพาะปุ๋ยเคมีที่เป็นต้นทุนหลัก รัฐบาลจึงมีนโยบายเร่งด่วนในการนำ “วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม” มาช่วยลดภาระและเพิ่มรายได้ให้พี่น้องเกษตรกรอย่างเป็นรูปธรรม  โครงการปุ๋ยสั่งตัดในวันนี้ ไม่ใช่เพียงแค่การผลิตปุ๋ยเพียงอย่างเดียว แต่คือการนำองค์ความรู้มาผสมผสานกับ เทคโนโลยีที่เหมาะสม โดยเปลี่ยนจากการใช้ปุ๋ยแบบเหมาจ่าย มาเป็นการใช้ปุ๋ยที่ออกแบบมาโดยเฉพาะเพื่อสภาพดินในพื้นที่นั้นๆ จริงๆ ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้น่าทึ่งมาก เพราะสามารถช่วยลดต้นทุนลงได้ถึงร้อยละ 40-60 และยังช่วยเพิ่มอินทรียวัตถุในดิน ทำให้ดินกลับมามีชีวิตและอุดมสมบูรณ์อีกครั้ง โดยจะใช้กลไกของสหกรณ์การเกษตรเป็นรากฐานที่เข้มแข็งของชุมชนในการติดตั้งเครื่องผลิตปุ๋ยและแพลตฟอร์มอัจฉริยะ เพื่อขยายผลไปสู่ระดับประเทศ มุ่งสร้าง “ความมั่นคงทางอาหาร” และ “ความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ” ให้กับประเทศไทยอย่างยั่งยืน

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวต่อไปว่า โครงการนี้ได้เริ่มต้นนำร่องที่สหกรณ์ในจังหวัดอุดรธานีเป็นแห่งแรก และตั้งเป้าขยายไปยังสหกรณ์ต้นแบบ เพื่อพิสูจน์ประสิทธิภาพก่อนขยายผลทั่วประเทศ ซึ่งหัวใจสำคัญคือการทำให้เกษตรกรเข้าถึง “แม่ปุ๋ย” ที่เหมาะสมกับดินและพืชของตนเอง ผ่านเครื่องมือที่จับต้องได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็นแอปพลิเคชันจากกระทรวงเกษตรฯ หรือชุดตรวจสอบดินจาก อว. นอกจากนี้ยังมีการนำเสนอนวัตกรรม “ปุ๋ยอินทรีย์เคมี” ที่เป็นการนำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เช่น ตอซังข้าว มาแปรรูปและผสมกับแม่ปุ๋ยเคมี ซึ่งนอกจากจะรักษาประสิทธิภาพของผลผลิตแล้ว ยังช่วยฟื้นฟูสภาพดินในระยะยาว ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และที่สำคัญคือการบูรณาการการทำงานข้ามกระทรวง ทั้งกระทรวงเกษตรฯ กระทรวงแรงงาน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เพื่อร่วมกันยกระดับทักษะและสร้างอาชีพเสริมให้กับเกษตรกรในยามวิกฤต เป็นการสร้างรอยยิ้มและความมั่นคงที่ยั่งยืนให้กับพี่น้องเกษตรกรและแรงงานไทยทุกคน

ด้าน นายวัชระพล กล่าวว่า ปัจจุบันภาคเกษตรไทยกำลังเผชิญวิกฤตราคาปุ๋ยเคมีพุ่งสูงจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งประเทศไทยต้องนำเข้าปุ๋ยจากต่างประเทศสูงถึงกว่าร้อยละ 40 โดยการส่งเสริม “ปุ๋ยอินทรีย์เคมีสั่งตัด” ซึ่งผสมผสานระหว่างปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยเคมีตามค่าวิเคราะห์ดิน จึงเป็นทางออกสำคัญในการลดการพึ่งพาปุ๋ยเคมีเพียงอย่างเดียว และช่วยแก้ปัญหาดินเสื่อมโทรมจากการใช้สารเคมีต่อเนื่องยาวนาน ด้วยการเติมอินทรียวัตถุกลับคืนสู่ดินอย่างน้อยร้อยละ 10

นายราชันย์ กล่าวว่า จังหวัดอุดรธานีเป็นพื้นที่เกษตรกรรมศักยภาพสูงโดยมีพื้นที่ทำการเกษตรมากกว่าร้อยละ 70 จากการที่ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย นำโครงการปุ๋ยสั่งตัดมานำร่องในพื้นที่ จึงถือเป็นทางออกที่ทันท่วงทีต่อวิกฤตราคาปุ๋ยในช่วงนี้และแพลตฟอร์มนี้จะเป็นกลไกสำคัญที่สร้างความเข้มแข็งให้สหกรณ์การเกษตรและเกษตรกรในจังหวัด ให้สามารถพึ่งพาตนเองและยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน

ด้าน ผศ.ดร.วีรชัย ในฐานะหน่วยงานที่วิจัยและพัฒนาโครงการปุ๋ยสั่งตัดกล่าวถึงข้อมูลทางเทคนิคว่า โครงการนี้มีเป้าหมายติดตั้งชุดเครื่องผสมปุ๋ยและแพลตฟอร์มการจัดการปุ๋ยอัจฉริยะให้แก่สหกรณ์การเกษตร 30 แห่ง ในพื้นที่นำร่อง 3 จังหวัด ได้แก่ อุดรธานี ชัยนาท และเชียงราย เพื่อให้สหกรณ์ฯ เป็นศูนย์กลางการผสมปุ๋ยสั่งตัดและกระจายปุ๋ยคุณภาพในราคาที่เป็นธรรม  โดย วว. จะถ่ายทอดองค์ความรู้การผลิตปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูงที่มีมาตรฐานรองรับ และใช้ “โปรแกรมคำนวณสูตรปุ๋ยอินทรีย์เคมี” ของ วว. มาใช้ควบคุมการผสมให้ได้ธาตุอาหารตรงตามความต้องการของพืชและดินแต่ละแปลง ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนค่าปุ๋ยได้สูงสุดถึงร้อยละ 60 เมื่อเทียบกับการใช้ปุ๋ยเคมีสูตรทั่วไป

สำหรับโครงการ “ปุ๋ยสั่งตัดเพื่อ (เกษตรกร) ไทย” ถือเป็นโมเดลต้นแบบในการแก้ปัญหาปากท้องอย่างตรงจุด เป็นความร่วมมือระหว่าง อว. และ กษ. โดยในระยะแรกมีแผนดำเนินงาน 6 เดือน สิ้นสุดเดือนกันยายน 2569 มุ่งเน้นการติดตั้งชุดเครื่องผสมปุ๋ยและแพลตฟอร์มอัจฉริยะให้แก่สหกรณ์การเกษตรนำร่องเพื่อให้เกษตรกรได้ใช้ปุ๋ยที่ “ถูกดิน ถูกพืช และถูกราคา” พร้อมทั้งประเมินผลสัมฤทธิ์เพื่อพิจารณาขยายผลการติดตั้งและถ่ายทอดองค์ความรู้ไปยังจังหวัดอื่นๆ ต่อไปทั่วประเทศให้ครอบคลุมกลุ่มเกษตรกรในวงกว้าง โดยมีเป้าหมายสูงสุดในการยกระดับการเกษตรไทยสู่ “เกษตรแม่นยำ” (Precision Agriculture) ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ช่วยเพิ่มรายได้สุทธิจากการลดรายจ่ายและสร้างความมั่นคงทางอาหารให้แก่ประเทศอย่างยั่งยืน ซึ่งกิจกรรม Kick off ในวันนี้ได้มีการสาธิตเครื่องผสมปุ๋ยและมอบปุ๋ยให้แก่ตัวแทนเกษตรกรเพื่อแสดงถึงความพร้อมในการขับเคลื่อนนวัตกรรมสู่มือเกษตรกรไทยอย่างเป็นรูปธรรมก่อนจะกระจายความสำเร็จไปสู่พื้นที่อื่นๆ ทั่วประเทศต่อไป