สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) เร่งเดินหน้าปรับโฉมระบบประเมินคุณภาพภายนอกครั้งใหญ่ เพื่อให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและสังคมในยุคดิจิทัล โดยมุ่งเน้นการลดภาระสถานศึกษา เพิ่มประสิทธิภาพการประเมิน และยกระดับคุณภาพการศึกษาไทยอย่างยั่งยืน ผ่านการขับเคลื่อน 3 ภารกิจเร่งด่วน ทั้งด้านงานวิจัย แพลตฟอร์มดิจิทัล และการพัฒนาศักยภาพผู้ประเมิน
ศ.ดร.องอาจ นัยพัฒน์ ผู้อำนวยการ สมศ. เปิดเผยว่า ปัจจุบัน สมศ. อยู่ระหว่างการพัฒนากรอบแนวทางการประกันคุณภาพภายนอกใหม่ เพื่อให้เท่าทันต่อกระแส Digital Disruption ซึ่งส่งผลต่อระบบการศึกษาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยการปรับกรอบมาตรฐานครั้งนี้ยึดหลักสำคัญ 5 ประการ ได้แก่ การทำให้กระบวนการมีความเรียบง่ายและมีประสิทธิภาพ การลดภาระด้านเอกสารของสถานศึกษา การมุ่งเน้นการประเมินเพื่อพัฒนา การส่งเสริมให้สถานศึกษาพัฒนาคุณภาพอย่างต่อเนื่อง และการสะท้อนข้อมูลจุดแข็ง-จุดอ่อนเพื่อใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาและสร้างนวัตกรรม
สำหรับภารกิจเร่งด่วน 3 ด้านที่ สมศ. ให้ความสำคัญ ประกอบด้วย
1. การพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรมด้านการประเมินคุณภาพภายนอก (EQA) โดย สมศ. จะเร่งสร้างองค์ความรู้ใหม่อย่างเป็นระบบ เพื่อยกระดับกระบวนการประเมินให้มีความแม่นยำและสอดคล้องกับบริบทของสถานศึกษา โดยมุ่งนำข้อมูลเชิงประจักษ์มาใช้ประกอบการตัดสินใจเชิงนโยบาย ควบคู่กับการพัฒนาเทคโนโลยีการประเมิน เช่น การใช้ฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการวิเคราะห์ผล เพื่อเพิ่มความรวดเร็ว ลดขั้นตอน และลดภาระของสถานศึกษาในการจัดเตรียมเอกสาร
2. การยกระดับแพลตฟอร์มดิจิทัลและเชื่อมโยงข้อมูลทั้งระบบ ซึ่ง สมศ. ได้ประสานความร่วมมือกับหน่วยงานต้นสังกัดกว่า 27 หน่วยงาน อาทิ กระทรวงศึกษาธิการ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และกรุงเทพมหานคร เพื่อพัฒนาระบบบริหารจัดการรายงานประเมินตนเองของสถานศึกษา (e-SAR) ให้สามารถเชื่อมโยงข้อมูลร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยสถานศึกษาจะส่งรายงานผ่านหน่วยงานต้นสังกัดเข้าสู่ระบบกลาง ทำให้สามารถจัดเก็บข้อมูลย้อนหลัง ลดการใช้เอกสาร และประหยัดเวลาในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การประเมินจนถึงการออกใบรับรองในรูปแบบดิจิทัล (e-Certificate) นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนาระบบ Dashboard Presentation เพื่อแสดงผลข้อมูลคุณภาพการศึกษาแบบเรียลไทม์ ช่วยให้ผู้บริหารสามารถใช้ข้อมูลในการวิเคราะห์และตัดสินใจเชิงนโยบายได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำมากยิ่งขึ้น
3. การพัฒนาสมรรถนะผู้ประเมินภายนอก ซึ่ง สมศ.ให้ความสำคัญกับการยกระดับผู้ประเมินภายนอก ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการสะท้อนคุณภาพการศึกษา โดยจะมีการพัฒนาทักษะ ความรู้ และความเชี่ยวชาญ พร้อมจัดให้มีระบบทดสอบและจัดระดับผู้ประเมิน เพื่อให้สามารถให้ข้อเสนอแนะเชิงพัฒนาได้ตรงตามบริบทของแต่ละสถานศึกษา ผู้ประเมินในยุคใหม่จะต้องมีบทบาทมากกว่าการตรวจประเมิน แต่ต้องเป็นทั้งนักวิเคราะห์ ผู้ให้คำปรึกษา และผู้สนับสนุนการพัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างสร้างสรรค์
ผู้อำนวยการ สมศ. กล่าวต่อไปว่า การปรับระบบประเมินครั้งนี้ มีเป้าหมายสำคัญเพื่อให้ผลการประเมินสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง เป็นเครื่องมือในการยกระดับคุณภาพการศึกษาในทุกพื้นที่ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้เรียน ผู้ปกครอง และสังคม โดยเฉพาะในบริบทที่ประเทศไทยต้องเผชิญกับความท้าทายทั้งด้านความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และการแข่งขันในระดับนานาชาติ
ทั้งนี้ สมศ. คาดหวังว่า การดำเนินการตามภารกิจดังกล่าว จะช่วยผลักดันให้ระบบการประกันคุณภาพการศึกษาของไทยมีความทันสมัย คล่องตัว และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น พร้อมก้าวข้ามบทบาทจาก “ผู้ประเมิน” ไปสู่การเป็น “หุ้นส่วนการพัฒนาคุณภาพการศึกษา” ที่ร่วมขับเคลื่อนอนาคตการศึกษาไทยอย่างแท้จริง.



เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2569 ที่ ห้องประชุม 5 สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มอบนโยบาย ก่อนเข้าสู่วาระการประชุมคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ครั้งที่ 4/2569 โดย นายประเสริฐ กล่าวว่า รู้สึกยินดีที่ได้พบกับทุกท่าน และได้เห็นทุกท่านแนะนำตัวแล้วก็ภูมิใจ ทุกท่านก็เป็นผู้มีความรู้ความสามารถ และขอบคุทุกท่าน ที่ “สร้างงาน สร้างอาชีพให้กับระบบเศรษฐกิจไทย” กระทรวงศึกษาธิการเป็นกระทรวงสำคัญ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาเป็นหน่วยงานขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ทราบว่ามีการประชุมบอร์ดอาชีวศึกษา จึงอยากจะขอเข้าร่วมประชุมด้วย ก็ได้มาพบปะกัน พร้อมที่จะทำงานรับใช้ ประสานงานกับทุกท่านและยินดีเป็นอย่างยิ่ง ทุกเรื่องต้องเรียนว่า วันนี้อยากจะร่วมงานกับท่านเพราะคิดว่าวันนี้เรามีความท้าทายหลายอย่างที่เกิดขึ้น




ผู้สื่อข่าวถามว่า ได้มีการพูดคุยถึงประเด็นปัญหาเรื่องการบ่มเพาะเยาวชนที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งหรือไม่ นายประเสริฐ กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน(สช.) ได้ตรวจสอบข้อมูลแล้วไม่พบปัญหาและยังไม่เคยมีรายงานในเรื่องนี้ ทั้งนี้การทำความเข้าใจโดยการสื่อสารข้อมูลให้ตรงกันถือเป็นเรื่องสำคัญ เพราะการแชร์ข้อมูลที่บิดเบือนทำให้เกิดความขัดแย้ง ดังนั้นต่อไปนี้จะมีการทำงานร่วมกัน โดย ทาง สช.ได้มอบหมายให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นหัวหน้าทีมในการบูรณาการการทำงาน และมีข้อเสนอให้ตั้งผู้ช่วยเลขาธิการ ศอ.บต. บูรณาการงานด้านการศึกษา เพื่อให้เกิดการประสานงานที่รวดเร็วยิ่งขึ้น ตรงนี้เป็นข้อเสนอของทางโรงเรียนเอกชน ปอเนาะและตาดีกา ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการ และ ศอ.บต.เองก็ไม่ขัดข้อง สช.พร้อมที่จะจัดเจ้าหน้าที่เข้าไปช่วยดำเนินการ
นายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร เลขาธิการ ศอ.บต. กล่าวว่า จากการหารือในวันนี้จะนำไปสู่การดำเนินการที่เป็นรูปธรรม ซึ่งทาง ศอ.บต.ยินดีที่จะให้ตรวจสอบ เปิดเผย โปร่งใส เมื่อสิ้นข้อสงสัยจะได้มีการพัฒนาอย่างจริงจัง เพราะสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นก็ไม่ได้ส่งผลดีต่อเยาวชน ศอ.บต.พร้อมที่จะเป็นตัวกลางสร้างความเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นทางบวกหรือทางลบก็ขอให้มาพิสูจน์กัน โดยที่ประชุมจะมีการตั้งคณะทำงานขึ้นมาชุดหนึ่งเรียกว่าบอร์ดการศึกษาโดยคัดเลือกบุคคลที่มีส่วนร่วมในพื้นที่ทั้งหมดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาเป็นคณะทำงาน
นายขดดะรี บินเซ็น นายกสมาคมสมาพันธ์โรงเรียนเอกชนภาคใต้ กล่าวว่า จากการหารือทำให้มีความรู้สึกสบายใจ ทำให้เห็นแนวทางการ พัฒนาเพราะพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้มีบริบทไม่เหมือนกับพื้นที่อื่น และเท่าที่หารือก็ได้รับความร่วมมือจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คิดว่าในอนาคตปัญหาที่เกิดขึ้นน่าจะดับได้ โดยขอให้มีองค์กรช่วยสกรีนภาพต่างๆก่อนที่จะขยายไปสู่สังคมข้างนอก



เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2569 นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ร่วมพิธีมอบวุฒิบัตรแก่บุคลากรทางการศึกษา พร้อมมอบบอร์ดเกม “Wishlist จัดสรรเงิน เติมความฝัน” ภายใต้โครงการ “Play to Learn เล่นให้รู้” เพื่อขับเคลื่อนการสร้างทักษะทางการเงินผ่านเครือข่ายห้องสมุดประชาชนทั่วประเทศ ณ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ (ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ) กรุงเทพมหานคร
นายอัครนันท์ กล่าวชื่นชมการทำงานของ สกร. ที่สามารถ “พลิกบทบาทห้องสมุดประชาชน” จากพื้นที่เก็บหนังสือ สู่ “พื้นที่เรียนรู้ที่มีชีวิต” (Active Learning Space) ที่ตอบโจทย์โลกยุคใหม่ โดยนำนวัตกรรมบอร์ดเกมมาใช้เป็นสื่อการเรียนรู้ ทำให้เรื่องยากอย่าง “การวางแผนการเงิน” กลายเป็นเรื่องสนุก เข้าใจง่าย และเข้าถึงได้จริงสำหรับประชาชนทุกช่วงวัย
“กิจกรรม Play to Learn คือ ภาพสะท้อนของการปฏิรูปการเรียนรู้ในระดับพื้นที่อย่างแท้จริง บอร์ดเกมที่มอบให้วันนี้ จะเป็นอาวุธทางปัญญา สร้างภูมิคุ้มกันทางการเงินให้ประชาชน นอกจากนี้ ตัวผมเองก็เติบโตมากับห้องสมุด และยินดีที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการปลุกห้องสมุดให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง เพื่อเป็นที่เรียนรู้ เป็น Co-working Space ของประชาชน คนรุ่นใหม่ ที่ปลอดภัยและทันสมัยต่อไป” รมช.ศึกษาธิการ กล่าว
ด้าน ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดี สกร. กล่าวว่า สกร. พร้อมขยายผลโครงการ “Play to Learn” สู่ห้องสมุดประชาชนทั่วประเทศ พร้อมมุ่งพัฒนาบุคลากรให้เป็น “Learning Facilitator” หรือผู้อำนวยความสะดวกการเรียนรู้ เพื่อให้การใช้บอร์ดเกมเกิดประโยชน์สูงสุดต่อการสร้างวินัยทางการเงิน การออม และการใช้จ่ายในชีวิตจริงของประชาชน นอกจากนี้ สกร. มีความมุ่งมั่นเดินหน้าสู่การเรียนรู้ระดับ “World Class” ผ่านเครือข่ายความร่วมมือที่เข้มแข็ง เพื่อสร้างโอกาส สร้างอาชีพ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนไทยอย่างยั่งยืน

เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2569 ที่หอประชุมคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ 

