นักศึกษาคหกรรม มทร.กรุงเทพ คว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 การแข่งขันจัดดอกไม้ชิงถ้วยพระราชทาน กรมสมเด็จพระเทพฯ

ผศ.ดร.ธนวิทย์ ลายิ้ม คณบดีคณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล(มทร.)กรุงเทพ เปิดเผยว่า จากการที่สาขาวิชาคหกรรมศาสตร์ศึกษา คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มทร.กรุงเทพ ได้ส่งผู้แทนนักศึกษาสาขาวิชาคหกรรมศาสตร์ศึกษา คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์  เข้าร่วมการแข่งขัน “การจัดดอกไม้บนภาชนะ” ระดับอุดมศึกษาและเทียบเท่า ชิงถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2568 ที่จัดโดย คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มทร.พระนคร นั้น ผลการแข่งขัน ปรากฏว่า นักศึกษา มทร.กรุงเทพ ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 1 มาครอง

“การแข่งขันดังกล่าวเป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาระดับอุดมศึกษาได้แสดงศักยภาพ ความคิดสร้างสรรค์ และทักษะด้านการจัดดอกไม้ เน้นการออกแบบและการใช้ภาชนะเป็นองค์ประกอบสำคัญในการสร้างสรรค์ผลงาน ซึ่งนักศึกษา มทร.กรุงเทพสามารถถ่ายทอดองค์ความรู้และทักษะทางวิชาชีพออกมาได้อย่างโดดเด่น จนได้รับรางวัลดังกล่าว”คณบดีคณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มทร.กรุงเทพ กล่าวและว่า ความสำเร็จของนักศึกษาในครั้งนี้ เกิดจากการสนับสนุนและส่งเสริมศักยภาพนักศึกษาอย่างต่อเนื่องจาก รศ.ดร.พิชัย จันทร์มณี อธิการบดี มทร.กรุงเทพ และคณาจารย์ของคณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ ที่ให้การสนับสนุนกิจกรรมของนักศึกษาในทุกรูปแบบ สะท้อนถึงคุณภาพการเรียนการสอนและศักยภาพของนักศึกษาในการประยุกต์ใช้ความรู้ทางวิชาชีพสู่เวทีการแข่งขันระดับอุดมศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สอศ. ชูโปรเจกต์ “OVEC Smart Course” แพลตฟอร์มบริหารหลักสูตรยุคใหม่ ผนึก Big Data ยกระดับการจัดการอาชีวศึกษาทั้งระบบ มุ่งสร้าง Career Path ที่ยั่งยืนให้ผู้เรียน

เมื่อวันที่7 มกราคม 2569 นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เป็นประธานเปิดประชุมและมอบนโยบายแนวทางการบริหารจัดการสถานศึกษาในยุคดิจิทัล โดย OVEC Smart Course ระบบบริหารหลักสูตรอาชีวศึกษา โดยมี นายอัศวิน ข่มอาวุธ ผู้อำนวยการสำนักมาตรฐานการอาชีวศึกษาและวิชาชีพ กล่าวรายงานถึงการดำเนินงาน ณ ห้องประชุม 5 สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.)ถ่ายทอดสดผ่านระบบ Facebook Live ไปยังสถานศึกษา สำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั่วประเทศ

เลขาธิการ กอศ.กล่าวว่า  สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการยกระดับการบริหารจัดการ โดยมุ่งเน้นการนำระบบสารสนเทศและเทคโนโลยี AI เข้ามามีบทบาทสำคัญอย่างเต็มรูปแบบ โดยมีเป้าหมายเพื่อเชื่อมโยงการทำงานระหว่างส่วนกลางและสถานศึกษาทั่วประเทศให้มีความต่อเนื่อง และเกิดประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวเป็นการตอบโจทย์ 8 วาระงานพัฒนาอาชีวศึกษา (8 Agendas) ของ สอศ. สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ โดยเฉพาะการพัฒนาหลักสูตรให้มีความยืดหยุ่น ทันสมัย และสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่ โดยระบบ OVEC Smart Course ถือเป็นกลไกสำคัญในการบูรณาการฐานข้อมูลหลักสูตรของ สอศ. เพื่อนำไปใช้ในกระบวนการขอเปิดสอนหลักสูตรอาชีวศึกษาของสถานศึกษาในปีการศึกษา พ.ศ. 2569 ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และแนวปฏิบัติที่กำหนด ซึ่งจะช่วยให้การอนุมัติมีความรวดเร็ว เป็นระบบ ลดความซ้ำซ้อน และเพิ่มความถูกต้องของข้อมูลที่สามารถสืบค้นได้ง่าย

นายยศพล กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ สอศ. ยังได้เดินหน้าเชื่อมโยงฐานข้อมูลสำคัญให้รวมเป็นหนึ่งเดียว เช่น ระบบหลักสูตร เชื่อมโยงรายวิชาและหน่วยงานภายใน ระบบข้อมูลบุคลากรที่เชื่อมโยงฐานข้อมูลบุคลากรอัตรากำลังร่วมกับกองบริหารงานบุคคล และระบบความร่วมมือที่เชื่อมข้อมูลผู้ประกอบการเพื่อวิเคราะห์ความต้องการกำลังคนในภาคอุตสาหกรรม รวมถึงการพัฒนาระบบข้อมูลผู้เรียน ผ่านระบบ ศธ.02 ออนไลน์ เพื่อติดตามสถานะนักเรียนนักศึกษาในปัจจุบัน สำหรับนำมาออกแบบเส้นทางอาชีพ (Career Path) และรองรับการสะสมหน่วยกิตหรือใบรับรองจากหน่วยงานภายนอก

“เป้าหมายของเราไม่ใช่แค่มีระบบจัดการหลักสูตร แต่คือการสร้าง Big Data ของอาชีวศึกษา ที่สมบูรณ์ ซึ่งจะช่วยให้เราเห็นภาพรวมการขับเคลื่อนของ สอศ. ทั้งหมด รวมถึงเชื่อมโยงไปถึงเวทีแสดงทักษะต่างๆ ของผู้เรียน เช่น องค์การนักวิชาชีพในอนาคตแห่งประเทศไทย (อวท.) และองค์การเกษตรกรในอนาคตแห่งประเทศไทย (อกท.) ให้เป็นไปตามมาตรฐานตัวชี้วัดที่กำหนด”เลขาธิการ กอศ.กล่าวและว่า ความสำเร็จที่แท้จริงต้องเริ่มจากพื้นที่หรือจากวิทยาลัย โดยขอให้ทุกภาคส่วนร่วมกันนำเสนอแนวคิดและนวัตกรรมใหม่ๆ มาใช้ในการจัดการเรียนการสอนเพื่อยกระดับการอาชีวศึกษาและขับเคลื่อนประเทศ พร้อมเน้นย้ำให้ผู้บริหารและครูทุกคนทำงานด้วยความสุขและสนุกกับการทำงาน เพราะเมื่อมีความสุข สิ่งดีๆ จะสะท้อนผ่านการพัฒนาผู้เรียนและการจัดการหลักสูตรที่มีความยืดหยุ่น ซึ่งระบบ OVEC Smart Course นี้จะเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยลดภาระและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้อย่างยั่งยืน

สกสค.ทำพิธีลงนามข้อตกลงคุณธรรม โครงการจ้างพิมพ์หนังสือแบบเรียน ปีการศึกษา 2569 สร้างความเชื่อมั่นให้องค์กร-ไม่โกง

เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2569 ที่สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา(สกสค.)ได้ทำพิธีลงนามข้อตกลงคุณธรรม “โครงการจ้างพิมพ์หนังสือแบบเรียน ปีการศึกษา 2569” ขององค์การค้า สกสค.จำนวน 150 รายการ วงเงิน 1,010 ล้านบาท ตามโครงการความร่วมมือป้องกันการทุจริต(ค.ป.ท.)ในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ สำหรับหน่วยงานของรัฐที่ดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างในวงเงินตั้งแต่ 1,000 ล้านบาทขึ้นไป โดยมีตัวแทนจากกรมบัญชีกลาง องค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น(ประเทศไทย)และผู้แทนที่ได้รับการคัดเลือกเข้าร่วมสังเกตการณ์ในการจัดซื้อจัดจ้างโครงการดังกล่าวทุกขั้นตอน

นางสาวณิติญาภรณ์ อิ่มใจ ผู้อำนวยการกองความร่วมมือและความโปร่งใสในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง กล่าวว่า กรมบัญชีกลางจะมีการคัดเลือกโครงการที่จัดซื้อจัดจ้างที่มีวงเงินงบประมาณตั้งแต่ 1,000 ล้านบาทขึ้นไป ให้เข้าร่วมโครงการเพื่อทำข้อตกลงคุณธรรมทุกปี ซึ่งที่ผ่านมาจะมีการพิจารณาโครงการฯ ประมาณปีละ 20-25 โครงการ โดยจะมีเกณฑ์ในการคัดเลือก ตามที่คณะกรรมการ ค.ป.ท.กำหนด โดยเกณฑ์คัดเลือกดังกล่าว จะพิจารณาจากวงเงินงบประมาณว่าสูงหรือไม่ มีผลกระทบกับประชาชนในวงกว้างหรือไม่ ซึ่งโครงการนี้เป็นโครงการจัดพิมพ์หนังสือแบบเรียนให้กับนักเรียนทั่วประเทศ อยู่ในความสนใจของประชาชนและผู้ปกครองนักเรียน ก็ต้องมีมาดูว่าวิธีการจัดซื้อจัดจ้างใช้วิธีไหน มีความโปร่งใสหรือไม่ อีกทั้งหน่วยงานนี้ยังไม่เคยมีโครงการใดเข้าร่วมทำข้อตกลงคุณธรรมเลย และเมื่อมีข้อตกลงกันแล้วอย่างน้อยในการจัดซื้อจัดจ้างโครงการอื่น ๆ ต่อไปก็จะมีกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างที่โปร่งใส ยุติธรรม เพราะเมื่อเข้าโครงการแล้วกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างทุกขั้นตอนจะต้องมีผู้สังเกตการณ์เข้าร่วม หากจุดไหนที่มองว่าดำเนินการไม่ถูกต้องก็จะมีผู้ทักท้วง และต้องตอบคำถามได้ด้วย

ดร.ดิศกุล เกษมสวัสดิ์ รองเลขาธิการสกสค.กล่าวว่า การดำเนินการครั้งนี้เป็นครั้งแรกของสำนักงาน สกสค. เพื่อใช้เป็นกลไกสร้างความโปร่งใสในการจัดซื้อจัดจ้าง และป้องกันปัญหาการร้องเรียนที่เกิดขึ้นในอดีต โดยได้รับความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ทั้งผู้ประกอบการ ภาคีเครือข่ายด้านการต่อต้านการทุจริต รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมบัญชีกลาง เข้ามามีส่วนร่วมเป็นผู้สังเกตการณ์และกำกับดูแลในทุกขั้นตอน เปิดให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเข้ามามีส่วนร่วมตั้งแต่ต้น ทั้งฝ่ายผู้ค้า ฝ่ายดำเนินการ และฝ่ายตรวจสอบ เพื่อให้เกิดการตรวจสอบร่วมกัน และสร้างความโปร่งใสอย่างแท้จริง

“ที่ผ่านมา สกสค.ต้องเผชิญกับการฟ้องร้องและข้อร้องเรียนอยู่บ่อยครั้งการจัดทำข้อตกลงคุณธรรมจึงจะเป็นการสกัดการฟ้องร้องเพราะมีหน่วยงานร่วมตรวจสอบ รวมไปถึงเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ที่คาดว่าจะมีการดำเนินการทำข้อตกลงคุณธรรมอย่างต่อเนื่องในปีถัดๆไป” ดร.ดิศกุล กล่าว

นางสาวชนนิกานต์ สืบชนะ รองเลขาธิการ สำนักงาน สกสค.ในฐานะประธานร่างขอบเขตของงาน (Terms of Reference : TOR).โครงการจัดพิมพ์หนังสือแบบเรียนขององค์การค้าสกสค.ปี 2569 กล่าวว่า ที่ผ่านมา สกสค.ได้ประกาศร่าง TOR เพื่อเปิดให้มีการวิจารณ์ 2 ครั้ง ครั้งแรกมีคนเข้ามาวิจารณ์ 7 ราย ครั้งที่สอง 5 ราย ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นคำถาม ข้อสงสัยในเนื้อหา ส่วนข้อสังเกตที่ถามมา อันไหนที่ปรับได้เราก็ปรับ บางส่วนที่ปรับไม่ได้แล้วก็เก็บเป็นข้อสังเกตในปีต่อไป เพราะถ้าปรับกันอยู่แบบนี้ระยะเวลาดำเนินการก็จะขยายออกไปอีก แทนที่จะได้รีบจัดพิมพ์หนังสือเรียนให้ทันก่อนเปิดภาคเรียน อย่างไรก็ตามการจัดซื้อจัดจ้างครั้งนี้จะต้องดำเนินการให้เกิดความโปร่งใส ยุติธรรม เราจึงได้ทำข้อตกลงคุณธรรม กับ ค.ป.ท.ซึ่งจะมีผู้สังเกตการณ์เข้ามาร่วมตรวจสอบในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การร่าง TOR จนถึงกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง ทั้งนี้มั่นใจว่า การพิมพ์หนังสือแบบเรียนจะไม่ล่าช้า ส่งถึงมือนักเรียนก่อนเปิดเทอมแน่นอน เพราะเราได้ทำไทม์ไลน์แล้วว่าจะพิมพ์หนังสือเรียนเล่มไหนก่อน-หลัง ซึ่งกำหนดไว้ในร่าง TOR ไว้เรียบร้อยแล้ว

สพฐ.ย้ำแนวทางรับนักเรียนปี 69 โปร่งใส เด็กทุกคนมีที่เรียน 

เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2569 ดร.พิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.) เป็นประธานการประชุมผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) ครั้งที่ 1/2569 เพื่อทบทวนแนวปฏิบัติการรับนักเรียนปีการศึกษา 2569 ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน โปร่งใส เป็นธรรม และไม่กระทบสิทธิ์นักเรียน ภายใต้นโยบาย “เรียนดี มีคุณธรรม” โดย ดร.พิเชฐ เปิดเผยภายหลังการประชุมว่า ที่ประชุมได้ยืนยันหลักการเดิมตามประกาศกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. 2563 การสอบ O-NET เป็นไปโดยสมัครใจ ไม่บังคับ และไม่นำผลสอบมาใช้เป็นเงื่อนไขตัดสิทธิ์การรับนักเรียน เพื่อคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลและบริบทพื้นที่ พร้อมนำถ้อยคำเดิมกลับมาใช้เพื่อลดความสับสนและความกังวลของผู้ปกครอง

สำหรับการรับนักเรียนปีการศึกษา 2569 สพฐ.ยืนยันความโปร่งใส เด็กทุกคนมีที่นั่งเรียนครบถ้วน กำหนดจำนวนนักเรียนไม่เกิน 40 คนต่อห้อง เพื่อให้ครูดูแลได้อย่างทั่วถึง พร้อมเพิ่มการสนับสนุนงบประมาณและโครงการยกระดับคุณภาพการศึกษา ย้ำว่า โรงเรียนทุกแห่งมีครูที่มีคุณภาพ ความสำเร็จของผู้เรียนขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยร่วมกัน ทั้งนี้ สพฐ. จะสรุปผลการทบทวนและออกแนวปฏิบัติการรับนักเรียนปี 2569 อย่างเป็นทางการต่อไป เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและคุ้มครองสิทธิ์นักเรียนทุกคน

 

สพฐ.ปล่อยคาราวานของขวัญปีใหม่และวันเด็ก เพื่อน้องๆ ในศูนย์พักพิงพื้นที่จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา

เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2569 ดร.พิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เป็นประธานในพิธีปล่อยขบวนรถคาราวาน “ส่งมอบของขวัญปีใหม่และวันเด็ก สำหรับน้องๆ ในศูนย์พักพิงพื้นที่จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา” ณ บริเวณสวนวันครู อาคาร สพฐ. 1 โดยมี ดร.พิเชฐร์ วันทอง, ดร.วิษณุ ทรัพย์สมบัติ, นางภัทริยาวรรณ พันธุ์น้อย รองเลขาธิการ กพฐ.  พร้อมด้วย ผู้อำนวยการสำนัก ผอ.สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ข้าราชการ และบุคลากรของ สพฐ. ร่วมส่งกำลังใจสู่พื้นที่ 6 จังหวัดชายแดน ได้แก่ บุรีรัมย์ อุบลราชธานี สุรินทร์ ศรีสะเกษ สระแก้ว และตราด

ดร.พิเชฐ กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการ และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ตระหนักถึงผลกระทบ และมีความห่วงใยต่อสถานศึกษา นักเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษาในพื้นที่จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นอย่างยิ่ง การปล่อยขบวนรถคาราวานฯ ในครั้งนี้ จึงเป็นภารกิจที่มีความสำคัญ เพื่อให้กำลังใจและส่งเสริมสนับสนุนการสร้างความสุข แรงบันดาลใจและส่งเสริมพัฒนาการให้เด็กและนักเรียนที่ได้รับผลกระทบในพื้นที่ดังกล่าว มีสุขภาพกายและจิตใจที่แข็งแรง แจ่มใส ปรับตัวได้อย่างมีความสุข ซึ่งต้องขอบคุณผู้บริหาร คณะทำงาน หน่วยงานภาคีเครือข่าย และผู้สนับสนุนทุกท่าน ที่ได้ร่วมแรงร่วมใจในการจัดคาราวาน รวมทั้งผู้ปฏิบัติงานทุกท่านที่เล็งเห็นความสำคัญ และร่วมด้วยช่วยกันให้เกิดกิจกรรมในวันนี้

สำหรับการปล่อยขบวนรถคาราวานส่งมอบของขวัญปีใหม่และวันเด็ก แบ่งออกเป็น 6 สาย เดินทางไปยัง 6 จังหวัด ได้แก่ สายที่ 1 สพป.บุรีรัมย์ เขต 1 จังหวัดบุรีรัมย์ สายที่ 2 สพป.อุบลราชธานี เขต 1 จังหวัดอุบลราชธานี สายที่ 3 สพม.ศรีสะเกษ ยโสธร จังหวัดศรีสะเกษ สายที่ 4 สพม.สุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ สายที่ 5 สพป.สระแก้ว เขต 1 จังหวัดสระแก้ว และสายที่ 6 สพป.ตราด จังหวัดตราด และในวันที่ 7 มกราคม 2569 จะมีการจัดกิจกรรมส่งมอบของขวัญปีใหม่และวันเด็ก สำหรับน้องๆ ในศูนย์พักพิงทั้ง 6 จังหวัด โดยได้รับการสนับสนุนจากทุกภาคส่วนมอบของขวัญวันเด็ก จำนวน 29,000 ชิ้น อาทิ ตุ๊กตา เครื่องเขียน แก้วน้ำ กระปุกออมสิน นม ขนม เครื่องดื่ม จาก สพฐ. ส่วนกลาง, สพป.ราชบุรี เขต 1-2, สพป.ชลบุรี เขต 1, สพป.กท. เขต 1, สพม.กท. เขต 1-2, บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ เป็นต้น

ศธ.จัดงานใหญ่ วันเด็กแห่งชาติ 69 ชูแนวคิด ‘เรียนดี มีคุณธรรม’เปิด 4 โซนการเรียนรู้ เสริมพัฒนาเด็กไทยรอบด้าน เตรียมของขวัญ ของรางวัล รอแจกเพียบ

เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2569 ที่ห้องประชุมราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วย ดร.สุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ดร.พิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.) ผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ คณะกรรมการจัดงานฉลองวันเด็กเห่งชาติ และผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงตัวแทนเด็กและเยาวชน ร่วมงานแถลงข่าว การจัดงานวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2569 โดย ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า ปีนี้กระทรวงศึกษาธิการมีการจัดงานวันเด็กอย่างยิ่งใหญ่ ภายใต้แนวคิด “เรียนดี มีคุณธรรม” เพื่อมุ่งพัฒนาเด็กและเยาวชนไทยให้เติบโตอย่างรอบด้าน ทั้งด้านสติปัญญา คุณธรรม จริยธรรม และทักษะชีวิต ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการจัดงานวันเด็กแห่งชาติอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2498 เนื่องจากตระหนักว่า เด็กและเยาวชนคือทรัพยากรมนุษย์ที่สำคัญที่สุดของประเทศ การพัฒนาเด็กจึงต้องดำเนินควบคู่ทั้งด้านร่างกาย สติปัญญา จิตใจ และการปลูกฝังคุณธรรม เพื่อให้เติบโตเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพของสังคมและประเทศชาติ

รมว.ศึกษาธิการ  กล่าวต่อว่า การจัดงานวันเด็กแห่งชาติปีนี้ ออกแบบกิจกรรมให้เด็กและเยาวชนได้ เรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริง โดยแบ่งพื้นที่กิจกรรมออกเป็น 4 โซนหลัก ได้แก่  โซนที่ 1 Light of Wisdom (แสงแห่งปัญญา) มุ่งเสริมสร้างความรู้ด้านประวัติศาสตร์ หน้าที่พลเมือง ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และแนวทางการศึกษาต่อ พร้อมเปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนได้เรียนรู้การทำงานของหน่วยงานภาครัฐ และบทบาทของประเทศไทยในเวทีนานาชาติ  โซนที่ 2 Creative Earth Lab ห้องทดลองโลกสร้างสรรค์ ส่งเสริมการคิดวิเคราะห์ ความคิดสร้างสรรค์ และนวัตกรรม ผ่านกิจกรรมทดลอง การเรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และการใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสม  โซนที่ 3 Sufficiency for Happiness (พอเพียง สร้างสุข) ถ่ายทอดแนวคิดปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง การใช้ชีวิตอย่างพอดี การเรียนรู้อาชีพ และการสร้างความสุขอย่างยั่งยืน และ โซนที่ 4 Water Wonder Zone (บ้านเล็กในป่าใหญ่) สร้างความตระหนักด้านทรัพยากรน้ำ ป่าไม้ และสิ่งแวดล้อม ผ่านกิจกรรมสนุกสนานที่ปลูกฝังจิตสำนึกการอนุรักษ์ธรรมชาติ  ทั้งนี้ ภายในงานยังมีการแสดงจากศิลปิน นักแสดง เยาวชนต้นแบบ และกิจกรรมสร้างแรงบันดาลใจ และของขวัญให้แก่เด็กและเยาวชนมากกว่า 100,000 ชิ้น ฟรีตลอดงาน รวมถึงกิจกรรมออนไลน์ให้เด็กและผู้ปกครองร่วมสนุกผ่าน Social Media พร้อมลุ้นรับของรางวัลพิเศษ โดยสามารถสแกน QR Code เพื่อค้นหาพิกัดกิจกรรมวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2569 ได้ทั่วประเทศ

ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า นอกจากการจัดงานในส่วนกลางแล้ว กระทรวงศึกษาธิการยังได้มอบหมายให้สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดทั่วประเทศ บูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานในพื้นที่จัดกิจกรรมวันเด็กแห่งชาติในทุกจังหวัด เพื่อให้เด็กและเยาวชนทุกพื้นที่สามารถเข้าถึงกิจกรรมได้อย่างทั่วถึง เท่าเทียม รวมทั้งยึดมั่นในสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ พร้อมบูรณาการเชื่อมโยงกับนโยบายการศึกษา โดยวันเด็กแห่งชาติไม่ใช่เพียงวันแห่งความสนุกสนานเท่านั้น แต่เป็นเวทีสำคัญในการปลูกฝังการเรียนรู้ตลอดชีวิต คุณธรรม และความรับผิดชอบต่อสังคม เพื่อเตรียมเด็กและเยาวชนไทยให้เติบโตเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศอย่างมั่นคงและยั่งยืน กระทรวงศึกษาธิการ ขอเชิญชวนเด็ก ๆ และผู้ปกครอง มาร่วมสนุกและเปิดประสบการณ์การเรียนรู้ในงานวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2569 ในวันเสาร์ที่ 10 มกราคม 2569 ณ บริเวณกระทรวงศึกษาธิการ ตั้งแต่เวลา 07.00–16.00 น.มาร่วมสร้างรอยยิ้ม ความสุข และแรงบันดาลใจให้เด็กไทย พร้อมทั้งได้เรียนรู้และสนุกไปด้วยกันทั้งครอบครัว

รมว.ศึกษาธิการ ยังเปิดเผยถึงสถานการณ์ของสถานศึกษาในจังหวัดชายแดนที่ได้รับผลกระทบจากความไม่สงบที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ว่า ขณะนี้ทุกสถานศึกษาได้เปิดทำการเรียนการสอนครบทุกแห่งแล้ว โดยกระทรวง ศธ.ได้มีการวางแผนและเตรียมความพร้อมมาโดยตลอด จากบทเรียนและประสบการณ์ที่เคยเกิดขึ้นในอดีต เด็ก ๆ ในพื้นที่ชายแดนจึงไม่ได้ขาดช่วงการเรียนการสอน ในส่วนการจัดงานวันเด็กในพื้นที่นั้นทาง สพฐ.ทำหน้าที่เป็นเจ้าภาพหลักในการเตรียมการจัดกิจกรรม และการจัดเตรียมของรางวัลต่าง ๆ โดยได้รับความร่วมมือและการสนับสนุนจากภาคเอกชนเป็นอย่างดี เพื่อส่งต่อความสุขและกำลังใจไปยังเด็กและเยาวชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนอย่างทั่วถึง

”เกศทิพย์“ ประกาศนโยบายจุดเน้นทิศทางการทำงานปี 69

เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2568 ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ลงพื้นที่จังหวัดพะเยา เพื่อติดตามผลการดำเนินงานตามนโยบายจุดเน้น พร้อมมอบทิศทางการขับเคลื่อนงานของสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ซึ่งมุ่งมั่นให้ทุกพื้นที่บริหารจัดการงานอย่างเป็นระบบ ตั้งมาตรฐานที่ชัดเจน และตอบสนองความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง โดยมีการพบปะผู้บริหารและตัวแทนศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอเมืองพะเยา ก่อนลงพื้นที่เยี่ยมชมศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ชุมชนต้นแบบ รวมถึงห้องสมุดประชาชนจังหวัดพะเยา เพื่อติดตามการให้บริการจริงและรับฟังสถานการณ์ปัญหาในพื้นที่ ทั้งในด้านทรัพยากร อาคารสถานที่ สื่อการเรียนรู้ และความจำเป็นในการสนับสนุนเพิ่มเติม ซึ่งให้จัดกิจกรรมการเรียนรู้ตลอดชีวิตเชิงรุกในแต่ละพื้นที่ที่รับผิดชอบ โดยประสานงานกับภาคีเครือข่าย เช่น โรงเรียนต่าง ๆ เนื่องจากภาคีเครือข่ายเป็นจุดเด่นของ สกร. ที่เราสามารถบูรณาการการจัดกิจกรรมได้หลากหลายรูปแบบและมีประสิทธิภาพ

อธิบดี สกร. กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ได้มีการประชุมมอบทิศทางการทำงานแก่ผู้อำนวยการศูนย์ ข้าราชการครู บุคลากรทางการศึกษา และครูศูนย์การเรียนรู้กว่า 120 คน เพื่อร่วมสรุปผลการดำเนินงาน พร้อมสะท้อนปัญหาและข้อจำกัดที่เกิดขึ้นตลอดปีที่ผ่านมา อาทิ การขาดแคลนบุคลากร ความต้องการการพัฒนาและก้าวหน้าทางอาชีพ การใช้งบประมาณเพื่อการพัฒนาศูนย์ในพื้นที่ รวมถึงความจำเป็นด้านอาคารสถานที่และเครือข่ายสนับสนุนเพิ่มเติม โดยได้เน้นย้ำว่า บุคลากรในพื้นที่คือกลไกสำคัญในการทำให้ประชาชนเข้าถึงการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ จังหวัดต้องเป็นเสาหลักของการพัฒนาชุมชนผ่านการเรียนรู้ตลอดชีวิต และปี 2569 จะเป็นปีแห่งการทำงานเชิงประจักษ์ ต้องเห็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้ เปลี่ยนแปลงชีวิตประชาชนจริง” ขณะเดียวกัน ยังได้ย้ำสาระสำคัญของการทำงานในปีงบประมาณใหม่ ได้แก่
– ความสำคัญของ พระราชบัญญัติส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. 2566 ที่เป็นกรอบใหญ่ของการดำเนินงานทุกด้าน
– การสร้างเครือข่ายความร่วมมือ เพื่อแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น ทรัพยากร อาคารสถานที่ และระบบสนับสนุน
– การแก้ไขปัญหา บุคลากรที่ยังไม่เพียงพอ ควบคู่กับการผลักดันระบบความก้าวหน้าทางวิชาชีพ
– การขับเคลื่อน นโยบายสำคัญของกรม เช่น Learn to Earn – Credit Bank – Flexible Education ให้เห็นผลจริงในพื้นที่
– สกร. จะต้องเป็นองค์กรที่ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายทุกช่วงวัย และต้องทำงานเชิงรุก (Proactive) ไม่ใช่แค่นั่งรอนักศึกษา หรือเป็นแค่ห้องสมุดที่มีไว้แค่ยืมหนังสือ นิยามความฉลาด (Smart): การเรียนรู้ต้องสร้าง “สติ + ปัญญา” สติ: การไตร่ตรองก่อนรับรู้ (Input) และก่อนนำไปใช้ (Output) ปัญญา: ความรอบรู้ที่นำไปสู่การปฏิบัติได้จริง
ผลลัพธ์ที่ต้องการ (Literacy): ผู้เรียนต้องสามารถเลือกเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง (Self-directed) วิเคราะห์ข้อมูลได้ และนำไปประยุกต์ใช้เพื่อสร้างรายได้ (Learn to Earn) และยกระดับคุณภาพชีวิต
– ส่งเสริมการอ่านร่วมกับภาคเอกชน: สร้างโมเดล “การอ่านแลกแต้ม” หรือส่วนลด ร่วมกับสถานประกอบการในพื้นที่ (เช่น ปั๊มน้ำมัน) เพื่อกระตุ้นการมีส่วนร่วม
– ใช้ศิษย์เก่าสร้างแรงบันดาลใจ: เชิญศิษย์เก่าที่ประสบความสำเร็จมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพื่อจุดประกายความคิด แม้ยังไม่มีอาคาร แต่กิจกรรมต้องเกิดเพื่อสร้างศรัทธา

“ภารกิจในครั้งนี้ คือการเริ่มต้นประกาศจุดยืนของ สกร. ว่า “งานต้องเกิด – คนต้องได้ประโยชน์จริง” เสียงทุกเสียงจากพื้นที่จะไม่เงียบหาย แต่จะถูกนำไปสู่การแก้ไขอย่างรวดเร็วและตรงจุด ผ่านการเชื่อมโยงนโยบาย–คน–ทรัพยากร–โอกาส เข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ปี 2569 กลายเป็นปีที่เปลี่ยนการเรียนรู้ให้เป็นพลังชีวิต “Learn to Earn – เรียนแล้วต้องใช้ได้จริง” ไม่ใช่เพียงสโลแกน แต่คือคำสัญญาที่ต้องพิสูจน์ในทุกพื้นที่ ทุกศูนย์ และทุกคน“ดร.เกศทิพย์กล่าว

“อาจารย์แหม่ม”ลงพื้นที่พะเยา เผยความคืบหน้าให้ครูใช้รางวัลเชิงประจักษ์เลื่อนวิทยฐานะ พร้อมเยี่ยมโครงการอาชีวะ–ขนส่ง อาสาช่วยดูแลความปลอดภัยประชาชนช่วงปีใหม่

เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงศึกษาธิการ ลงพื้นที่ตรวจราชการ ณ วิทยาลัยเทคนิคพะเยา และโรงเรียนอนุบาลพะเยา จังหวัดพะเยา เพื่อติดตามการดำเนินงานด้านการศึกษา และรับฟังความคิดเห็นจากผู้บริหาร ครู และบุคลากรทางการศึกษาในพื้นที่ โดย รมว.ศึกษาธิการได้พบปะและมอบนโยบายแก่บุคลากรทางการศึกษา พร้อมทั้งกล่าวถึงความคืบหน้าการพิจารณาหลักเกณฑ์การประเมินวิทยฐานะของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ว่า ที่ประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ได้อนุมัติหลักเกณฑ์ที่เปิดโอกาสให้ครูและบุคลากรทางการศึกษาที่มีผลงานเชิงประจักษ์ และได้รับรางวัลระดับชาติหรือระดับนานาชาติ สามารถนำรางวัลดังกล่าวมาใช้เป็นหนึ่งในคุณสมบัติในการเสนอขอมีหรือเลื่อนวิทยฐานะสู่ระดับ “เชี่ยวชาญ” และ “เชี่ยวชาญพิเศษ” ได้ โดยหลักเกณฑ์ดังกล่าวเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำคัญสำหรับครูที่มีความสามารถและสร้างสรรค์ผลงานอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งจะพิจารณาจากหลักฐานการได้รับรางวัลสูงสุดระดับชาติหรือระดับนานาชาติ ตามที่ ก.ค.ศ. กำหนด นโยบายนี้มีเป้าหมายเพื่อยกระดับวิทยฐานะครูและบุคลากรทางการศึกษาอย่างเป็นธรรม ลดปัญหาข้อถกเถียงและความไม่ชัดเจนในอดีต โดยจะออกหลักเกณฑ์ที่มีรายละเอียดชัดเจน สามารถเทียบเคียงได้ เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนหรือการตีความที่แตกต่างกัน

สำหรับสวัสดิการของคุณครูที่ ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งกำกับดูแลกระทรวงศึกษาธิการ ให้ความสำคัญ นั้น ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า ต้องการให้กระทรวงศึกษาธิการดูแลคุณครู ซึ่งเปรียบเสมือนพ่อแม่คนที่สองของเด็ก ๆ อันเป็นอนาคตของประเทศ ให้มีคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น โดยเฉพาะบ้านพักครูที่ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมในหลายจังหวัด พบว่าสภาพบ้านพักครูจำนวนมากมีความเก่าและเสื่อมโทรม จึงจำเป็นต้องเร่งดูแลและปรับปรุงให้มีสภาพความเป็นอยู่ที่เหมาะสม ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณางบประมาณ เพื่อก่อสร้างอาคารที่พักอาศัยในลักษณะชุมชนครู เพื่อให้ครูได้อยู่อาศัยรวมกัน เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ และสร้างสังคมการทำงานที่เข้มแข็ง โดยโครงการนี้มีแผนบรรจุไว้ในงบประมาณปี 2570 ซึ่งคาดว่า อาจารย์จะรักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการถึงช่วงเดือนเมษายน 69 ก่อนการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีแล้วเสร็จ โดยในช่วงเวลาที่เหลือจะเร่งผลักดันนโยบายสำคัญของกระทรวงศึกษาธิการอย่างเต็มที่ เพื่อให้เกิดความต่อเนื่อง และขอฝากให้ผู้บริหารของกระทรวงศึกษาธิการร่วมกันผลักดันให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมในรัฐบาลชุดต่อไปด้วย

จากนั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานโครงการ “อาชีวะ–ขนส่ง อาสาช่วยประชาชน เทศกาลปีใหม่ 2569” ซึ่งจัดโดยสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา บูรณาการความร่วมมือกับกรมการขนส่งทางบก และภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐและเอกชน โดยมีการตั้งจุดบริการอาชีวะอาสากว่า 150 จุดทั่วประเทศ เพื่อให้บริการตรวจเช็กและซ่อมแซมยานพาหนะเบื้องต้น รวมถึงดูแลความปลอดภัยแก่ประชาชนที่เดินทางกลับภูมิลำเนาและท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลปีใหม่ ทั้งนี้ ศ.ดร.นฤมล ได้กล่าวชื่นชมและขอบคุณครู อาจารย์ และนักเรียน นักศึกษาอาชีวศึกษาที่เสียสละเวลาส่วนตัวมาร่วมให้บริการประชาชน พร้อมระบุว่า โครงการดังกล่าวสะท้อนบทบาทของอาชีวศึกษาที่มีส่วนสำคัญในการช่วยลดอุบัติเหตุ และสร้างความอุ่นใจให้แก่ประชาชนในช่วงเทศกาลสำคัญของประเทศ

สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ร่วมกับ สภาสังคมสงเคราะห์ฯ มอบทุนการศึกษาพระราชทาน โครงการ “ช่วยเหลือทุนการศึกษา” รวม 335 ทุน เป็นเงิน 2.9ล้านบาท

พลเอกเฉลิมชัย สิทธิสาท องคมนตรี เป็นประธานในพิธีมอบทุนการศึกษาพระราชทาน โครงการ “ช่วยเหลือทุนการศึกษา” ของเด็กพิการบุตรของคนพิการและเด็กเยาวชนที่ยากไร้ประจำปี 2569 โดยมี ร้อยตำรวจโท ดร.มนัส โนนุช ประธานสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ผู้แทนสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล คณะผู้บริหารสภาสังคมสงเคราะห์ฯ เข้าร่วมในพิธี โดยพลเอกเฉลิมชัย กล่าวว่า สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปีหลวงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานทุนทรัพย์เป็นทุนริเริ่มในการจัดตั้งกองทุนพระราชทานและยังได้มีหน่วยงานและผู้มีจิตศรัทธาร่วมกันบริจาคเงินสมทบทุนเพื่อเป็นทุนการศึกษาให้กับคนพิการบุตรของคนพิการเด็กและเยาวชนที่ยากไร้รวมถึงเด็กด้อยโอกาสทางการศึกษาโดยทุนการศึกษาพระราชทานนี้นับเป็นโอกาสอันสำคัญอย่างยิ่งที่จะช่วยให้ผู้ได้รับทุนสามารถเข้าถึงการ ศึกษาพัฒนาศักยภาพของตนเองสามารถดูแลช่วยเหลือตนเองและครอบครัวให้มีคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นจะนำไปสู่การสร้างความมั่นคงให้แก่ตนเองและก้าวขึ้นเป็นกำลังสำคัญในการสร้างคุณประโยชน์ให้กับสังคมและประเทศชาติ

ด้าน ร้อยตำรวจโท ดร. มนัส กล่าวว่า โครงการ “ช่วยเหลือทุนการศึกษา” ในครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนทุนการศึกษาจากสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล เผื่อมอบให้แก่เด็กพิการ เด็กที่เป็นบุตรของคนพิการ รวมถึงเยาวชนที่มีผลการเรียนดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ รวมจำนวน 335 ทุน ทั่วประเทศ เป็นเงิน 2,900,000 บาท และในวันนี้สภาสังคมสงเคราะห์ได้จัดพิธีมอบทุนการศึกษา ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล จำนวน 105 ทุนเป็นทุนการศึกษาระดับต่างๆดังนี้
ระดับประถมศึกษา 21 ทุน ระดับมัธยมศึกษาตอนต้นจำนวน 17 ทุน ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย 25 ทุน ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพจำนวน 6 ทุน และ ระดับอุดมศึกษา 36 ทุน

อาชีวะ-ขนส่ง อาสาช่วยประชาชน เทศกาลปีใหม่ 2569 ตั้งจุดบริการตรวจสภาพรถยนต์ และรถจักรยานยนต์ฟรี 150 จุด ครอบคลุมถนนสายหลัก สายรองทั่วประเทศ ตั้งแต่วันนี้ถึง 5 ม.ค.69

เมื่อวันที่ 29  ธันวาคม  2568  กระทรวงศึกษาธิการ โดยสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) จัดกิจกรรมอาชีวะ – ขนส่ง อาสาช่วยประชาชน เทศกาลปีใหม่ พ.ศ. 2569  “สงกรานต์ปลอดภัย เดินทางไปไหนก็มีความสุข” ให้บริการตรวจสภาพรถยนต์และรถจักรยานยนต์ รถยนต์ไฟฟ้า ก่อนการเดินทางฟรี จำนวน 150 จุดบริการ ครอบคลุมถนนสายหลักและสายรอง 77 จังหวัดทั่วประเทศ โดย ศ.ดร.นฤมล  ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานปล่อยขบวนคาราวานอาชีวะอาสา ช่วยประชาชน  นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(กอศ.) กล่าวรายงาน โดยมี  ดร.สุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และผู้แทนจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.)  กรมการขนส่งทางบก กรุงเทพมหานคร (กทม.) ร่วมพิธี

ศ.ดร. นฤมล กล่าวว่า โครงการนี้ดำเนินการต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 11 เปรียบเสมือน “ของขวัญปีใหม่” ที่ภาคอาชีวศึกษามอบให้ประชาชน ซึ่งต้องขอบคุณกรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคม รวมถึงผู้บริหาร ครู อาจารย์ และนักเรียนอาชีวะทั่วประเทศ ที่เสียสละเวลาช่วงวันหยุด มาประจำศูนย์บริการอาสา เพื่อช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มกำลัง และเป็นการรณรงค์ป้องกันและแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุทางจราจรอันนำไปสู่การบาดเจ็บและเสียชีวิตตามนโยบายรัฐบาลกระทรวงศึกษาธิการ  ปีนี้สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ได้ระดมนักเรียนนักศึกษาอาชีวะจิตอาสา และครูอาจารย์ สาขาวิชาช่างยนต์ และสาขาอื่นๆที่เกี่ยวข้อง จากสถานศึกษาในสังกัดทั่วประเทศ จัดจุดบริการอาชีวะ- ขนส่ง อาสาช่วยประชาชน ครอบคลุมถนนสายหลักและสายรอง 77 จังหวัด จำนวน  150 จุดบริการ ตามเส้นทางถนนสายหลัก และสายรอง ทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่  29 ธันวาคม 2568 ถึง 5 มกราคม 2569 ระหว่างเวลา 06.00 – 18.00 น.

“การดำเนินกิจกรรมนี้ ถือได้ว่าสอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้แก่ประชาชน และเป็นประโยชน์ต่อสังคมอย่างยิ่ง รวมทั้งเป็นการทำงานแบบบูรณาการร่วมกันระหว่างสถานศึกษากับภาครัฐและภาคเอกชน สร้างให้เด็กนักเรียนอาชีวศึกษามีจิตอาสา บริการสังคม ทำงานเป็นทีม และใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ พร้อมกับได้ฝึกงานจากประสบการณ์จริง”รมว.ศึกษาธิการกล่าว

ด้าน นายยศพล กล่าวว่า ศูนย์อาชีวะอาสาช่วยประชาชน มีจุดสังเกต คือ เต็นท์อาชีวะอาสา ซึ่งจะมีป้ายบอกทางเป็นระยะก่อนถึงศูนย์บริการ ภายในศูนย์จะให้บริการตรวจเช็คสภาพความพร้อมของรถยนต์ รถจักรยานยนต์ และรถยนต์ไฟฟ้า พร้อมกับการแนะนำการใช้รถยนต์ไฟฟ้า รวมไปถึงการซ่อมบำรุง เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง การให้บริการพักผ่อนเพื่อคลายความเหนื่อยล้า ฟรีก่อนเดินทาง รวมไปถึงการให้บริการนอกพื้นที่ในกรณีฉุกเฉินระยะทาง 5 กม. จากจุดให้บริการด้วยรถโมบาย และรถจักรยานยนต์ Fix it จิตอาสา ตลอดจนแนะนำข้อมูลเส้นทางและบริการช่วยเหลือฉุกเฉินโดยได้จัดนักศึกษาที่สามารถสื่อสารได้ ทั้งภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และภาษาจีนมาให้บริการ เพื่อให้การเดินทางของประชาชนในช่วงเทศกาลปีใหม่ พ.ศ.2569 เป็นไปอย่างปลอดภัย โดยได้รับการสนับสนุนพื้นที่ตั้งจุดบริการ น้ำมันเครื่อง วัสดุอุปกรณ์ จากภาคีเครือข่ายพันธมิตรภาคเอกชน จำนวน 3 แห่ง ได้แก่ 1.บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) 2.บริษัท ไทยฮอนด้า จำกัด และ3.บริษัท ซูซูกิ โมโตเซลส์ คอร์ปอเรชั่น (ประเทศไทย) จำกัด

ทั้งนี้ ประชาชนผู้สนใจสามารถค้นหาข้อมูล สอบถาม และการขอความช่วยเหลือเบื้องต้น ผ่านช่องทางต่าง ๆ ได้แก่  Line Official :ID: @vecrsa /Facebook : อาชีวะอาสา    สอศ.และ Website : อาชีวะอาสา”