“สมศ.” ลุย 3 ภารกิจ ปั้นระบบประเมินใหม่เร็ว-แม่น-โปร่งใส-นำผลไปใช้จริง

สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) เร่งเดินหน้าปรับโฉมระบบประเมินคุณภาพภายนอกครั้งใหญ่ เพื่อให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและสังคมในยุคดิจิทัล โดยมุ่งเน้นการลดภาระสถานศึกษา เพิ่มประสิทธิภาพการประเมิน และยกระดับคุณภาพการศึกษาไทยอย่างยั่งยืน ผ่านการขับเคลื่อน 3 ภารกิจเร่งด่วน ทั้งด้านงานวิจัย แพลตฟอร์มดิจิทัล และการพัฒนาศักยภาพผู้ประเมิน

ศ.ดร.องอาจ นัยพัฒน์ ผู้อำนวยการ สมศ. เปิดเผยว่า ปัจจุบัน สมศ. อยู่ระหว่างการพัฒนากรอบแนวทางการประกันคุณภาพภายนอกใหม่ เพื่อให้เท่าทันต่อกระแส Digital Disruption ซึ่งส่งผลต่อระบบการศึกษาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยการปรับกรอบมาตรฐานครั้งนี้ยึดหลักสำคัญ 5 ประการ ได้แก่ การทำให้กระบวนการมีความเรียบง่ายและมีประสิทธิภาพ การลดภาระด้านเอกสารของสถานศึกษา การมุ่งเน้นการประเมินเพื่อพัฒนา การส่งเสริมให้สถานศึกษาพัฒนาคุณภาพอย่างต่อเนื่อง และการสะท้อนข้อมูลจุดแข็ง-จุดอ่อนเพื่อใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาและสร้างนวัตกรรม

สำหรับภารกิจเร่งด่วน 3 ด้านที่ สมศ. ให้ความสำคัญ ประกอบด้วย

1. การพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรมด้านการประเมินคุณภาพภายนอก (EQA) โดย สมศ. จะเร่งสร้างองค์ความรู้ใหม่อย่างเป็นระบบ เพื่อยกระดับกระบวนการประเมินให้มีความแม่นยำและสอดคล้องกับบริบทของสถานศึกษา โดยมุ่งนำข้อมูลเชิงประจักษ์มาใช้ประกอบการตัดสินใจเชิงนโยบาย ควบคู่กับการพัฒนาเทคโนโลยีการประเมิน เช่น การใช้ฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการวิเคราะห์ผล เพื่อเพิ่มความรวดเร็ว ลดขั้นตอน และลดภาระของสถานศึกษาในการจัดเตรียมเอกสาร

2. การยกระดับแพลตฟอร์มดิจิทัลและเชื่อมโยงข้อมูลทั้งระบบ ซึ่ง สมศ. ได้ประสานความร่วมมือกับหน่วยงานต้นสังกัดกว่า 27 หน่วยงาน อาทิ กระทรวงศึกษาธิการ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และกรุงเทพมหานคร เพื่อพัฒนาระบบบริหารจัดการรายงานประเมินตนเองของสถานศึกษา (e-SAR) ให้สามารถเชื่อมโยงข้อมูลร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยสถานศึกษาจะส่งรายงานผ่านหน่วยงานต้นสังกัดเข้าสู่ระบบกลาง ทำให้สามารถจัดเก็บข้อมูลย้อนหลัง ลดการใช้เอกสาร และประหยัดเวลาในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การประเมินจนถึงการออกใบรับรองในรูปแบบดิจิทัล (e-Certificate) นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนาระบบ Dashboard Presentation เพื่อแสดงผลข้อมูลคุณภาพการศึกษาแบบเรียลไทม์ ช่วยให้ผู้บริหารสามารถใช้ข้อมูลในการวิเคราะห์และตัดสินใจเชิงนโยบายได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำมากยิ่งขึ้น

3. การพัฒนาสมรรถนะผู้ประเมินภายนอก ซึ่ง สมศ.ให้ความสำคัญกับการยกระดับผู้ประเมินภายนอก ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการสะท้อนคุณภาพการศึกษา โดยจะมีการพัฒนาทักษะ ความรู้ และความเชี่ยวชาญ พร้อมจัดให้มีระบบทดสอบและจัดระดับผู้ประเมิน เพื่อให้สามารถให้ข้อเสนอแนะเชิงพัฒนาได้ตรงตามบริบทของแต่ละสถานศึกษา ผู้ประเมินในยุคใหม่จะต้องมีบทบาทมากกว่าการตรวจประเมิน แต่ต้องเป็นทั้งนักวิเคราะห์ ผู้ให้คำปรึกษา และผู้สนับสนุนการพัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างสร้างสรรค์

ผู้อำนวยการ สมศ. กล่าวต่อไปว่า การปรับระบบประเมินครั้งนี้ มีเป้าหมายสำคัญเพื่อให้ผลการประเมินสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง เป็นเครื่องมือในการยกระดับคุณภาพการศึกษาในทุกพื้นที่ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้เรียน ผู้ปกครอง และสังคม โดยเฉพาะในบริบทที่ประเทศไทยต้องเผชิญกับความท้าทายทั้งด้านความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และการแข่งขันในระดับนานาชาติ

ทั้งนี้ สมศ. คาดหวังว่า การดำเนินการตามภารกิจดังกล่าว จะช่วยผลักดันให้ระบบการประกันคุณภาพการศึกษาของไทยมีความทันสมัย คล่องตัว และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น พร้อมก้าวข้ามบทบาทจาก “ผู้ประเมิน” ไปสู่การเป็น “หุ้นส่วนการพัฒนาคุณภาพการศึกษา” ที่ร่วมขับเคลื่อนอนาคตการศึกษาไทยอย่างแท้จริง.

“อัมพร” ชงตั้ง กมธ. รื้อระบบจ้างเหมาภาครัฐ หลังลูกจ้าง สพฐ. หลุดคุ้มครองทั้งระบบ

ที่รัฐสภา เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2569 ดร.อัมพร พินะสา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อดีตเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.) ได้ร่วมอภิปรายในญัตติขอให้ตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการจัดระบบคุ้มครองสิทธิและสวัสดิการแรงงาน โดย ดร.อัมพรได้หยิบยกประเด็นความเดือดร้อนของลูกจ้างชั่วคราวในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ขึ้นมาเป็นกรณีตัวอย่างที่สะท้อนถึงความล้มเหลวในการดูแลบุคลากรภาครัฐ โดยระบุว่า จากนโยบายการลดอัตรากำลังคนภาครัฐของคณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ( คปร.) ส่งผลให้ตำแหน่ง “นักการภารโรง” และ “ครูธุรการ” ถูกปรับเปลี่ยนจากลูกจ้างประจำมาเป็นลูกจ้างชั่วคราว และซ้ำร้ายที่สุดคือการถูกปรับมาสู่ระบบ “จ้างเหมาบริการ” ตามพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 ตั้งแต่ปี 2566 เป็นต้นมา ทำให้คนเหล่านี้หลุดออกจากระบบประกันสังคมและการคุ้มครองตามกฎหมายแรงงานทันที

ดร.อัมพร กล่าวอีกว่า คนเหล่านี้ทำงานสารพัดประโยชน์ ภารโรงทำทั้งงานไม้ งานปูน ขับรถรับส่งนักเรียน ยันเฝ้าโรงเรียนตอนกลางคืน ส่วนธุรการก็ต้องช่วยสอนตอนครูไม่อยู่ แต่สวัสดิการพื้นฐานอย่างการลา หรือการรักษาพยาบาลยามเจ็บป่วยกลับไม่มีใครดูแล ทั้งที่บางคนทำงานรับใช้รัฐมานานถึง 17-18 ปี นอกจากนี้ยังกล่าวถึงความเดือดร้อนของลูกจ้างกลุ่มนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อคุณภาพการศึกษาของชาติ เพราะเมื่อคนทำงานขาดขวัญกำลังใจ ย่อมกระทบถึงการดูแลเด็กนักเรียน จึงขอวิงวอนให้ความเห็นชอบในการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ เพื่อเข้ามาสะสางปัญหาและจัดระบบสวัสดิการให้แก่ลูกจ้างของรัฐอย่างแท้จริง และเพื่อให้คำว่า “คืนครูให้นักเรียน” เกิดขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน

“ประเสริฐ”อยากเห็นอาชีวะไทย แข็งแรง ก้าวหน้า สร้างงาน สร้างอาชีพให้ระบบเศรษฐกิจไทย

เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2569 ที่ ห้องประชุม  5 สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา  นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มอบนโยบาย ก่อนเข้าสู่วาระการประชุมคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ครั้งที่ 4/2569   โดย นายประเสริฐ  กล่าวว่า รู้สึกยินดีที่ได้พบกับทุกท่าน และได้เห็นทุกท่านแนะนำตัวแล้วก็ภูมิใจ ทุกท่านก็เป็นผู้มีความรู้ความสามารถ และขอบคุทุกท่าน ที่ “สร้างงาน สร้างอาชีพให้กับระบบเศรษฐกิจไทย” กระทรวงศึกษาธิการเป็นกระทรวงสำคัญ  สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาเป็นหน่วยงานขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ทราบว่ามีการประชุมบอร์ดอาชีวศึกษา  จึงอยากจะขอเข้าร่วมประชุมด้วย ก็ได้มาพบปะกัน พร้อมที่จะทำงานรับใช้ ประสานงานกับทุกท่านและยินดีเป็นอย่างยิ่ง ทุกเรื่องต้องเรียนว่า วันนี้อยากจะร่วมงานกับท่านเพราะคิดว่าวันนี้เรามีความท้าทายหลายอย่างที่เกิดขึ้น

เรื่องแรก โครงสร้างด้านกำลังคนยังไม่สอดคล้องกับเศรษฐกิจ ปัจจุบันมีนักเรียนสามัญ ต่ออาชีพ 70 : 30 เป้าหมายกำลังคนอยู่ที่ 45 : 55 หมายถึงเราผลิตคนตรงกับความต้องการกับระบบเศรษฐกิจหรือไม่อย่างไร  สมัยเป็นรองนายกรัฐมนตรี และเป็นคณะกรรมการ EEC ความต้องการกำลังคนเป็น 50,000 คนต่อปีในระดับปวช. และปวส. และพบว่าช่างอุตสาหกรรมและแรงงานไทยยังมีทักษะไม่สูงนี่คือความท้าทายแรก

เรื่องที่ 2 ช่องว่างทางการศึกษาและทักษะโลกเปลี่ยนแปลงเร็ว ความรู้ใหม่ๆ เกิดขึ้นทุกวัน กำลังจะพูดที่การศึกษาที่ต้องปรับตัว เรามี พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2542 ที่ผ่านมา 27 ปี พ.ร.บ. มีการแก้ไขเป็นระยะ ๆ แต่ยังไม่ทันกลับเศรษฐกิจโลกหรือภูมิรัฐศาสตร์ที่เปลี่ยนแปลงไป  ตัวอย่างไม่มีการพูดถึงเรื่องทักษะในการเข้าไปทำงานในโรงงานและเอาทักษะเหล่านั้นมาแปลงเป็นผลผลิต เพื่อจะเป็นหน่วยกิต
โอนทักษะเหล่านั้นมาเป็นหน่วยกิตสะสมในธนาคารหน่วยกิต อันนี้อาจจะเกี่ยวกับท่านทั้งหลายด้วย
ก็เป็นเรื่องที่กำลังท้าทาย และได้มีโอกาสพบปะกับนักลงทุนประเทศจีนว่าจะมีรถยนต์ไฟฟ้าเกิดขึ้น
ที่จะมาจัดตั้งโรงงานใหม่ในไทย แต่สิ่งที่ต้องการก็คือกำลังคนยังไม่มี  สิ่งเหล่านี้ก็เลยเป็นโจทย์สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา  กระทรวงศึกษาก็ดีเราทุกคน เป็นโจทย์ของเราและคณะกรรมการอาชีวศึกษาด้วยในการผลิตกำลังคนได้เพียงพอกับภาคอุตสาหกรรมหรืออย่างไร

จากที่ดูข้อมูลมาเราผลิตครู ได้ปีหนึ่งประมาณ 50,000 คน แต่ความต้องการครูในระบบปีหนึ่ง ไม่เกิน 10,000 คน แต่เราขาดบุคลากรที่จะไปป้อนให้กับภาคเศรษฐกิจ

เรื่องที่ 3 เรื่องความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรมยังไม่เป็นระบบแบบไร้รอยต่อ แม้จะมีระบบทวิภาคีแต่ยังขาดมาตรฐานต่าง ๆ เป็นเรื่องที่ในอนาคตต้องเชิญบริษัทต่าง ๆ เข้ามาพูดคุยกันต้องปรึกษาว่าเราควรจะเริ่มต้นอย่างไรดีที่จะทำให้เรื่องงานบางแห่งฝึกงานไม่ตรงกับสาขา หรือใช้เป็นภาคแรงงาน

เรื่องที่ 4 ภาพลักษณ์อาชีวศึกษา เวลาการทำงาน เรื่องของอาชีวะเป็นเรื่องที่มีความสำคัญในต่างประเทศมาก เช่นในเยอรมัน ในยุโรป ในญี่ปุ่น แต่ในประเทศไทยกับมองอีกมุมหนึ่ง ในเรื่องนี้จริงๆ แล้วคนที่จบอาชีวะจบไปแล้วเงินเดือนควรสูงกว่าคนจบปริญญาตรีบางแผนกเสียด้วยซ้ำ การเรียนใช้เวลาเรียนน้อยกว่า โอกาสหางานทำได้มากกว่า แต่จะทำอย่างไรให้ค่านิยมหรือสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น ยกตัวอย่างช่างเชื่อมใต้น้ำซึ่งได้ข้อมูลจากกรมพัฒนาฝีมีอแรงงาน บริษัทจ้างเป็นรายชั่วโมง ชั่วโมงละ 4,000- 5,000 บาท เป็นกำลังแรงงานคุณภาพสูง
เป็นต้น  เป็นความท้าท้าย  จริงๆอาชีวะเป็นเรื่องสำคัญแต่ค่านิยมมุ่งไปแต่สายปริญญาอย่างนั้น  ทั้งนั้นทั้งที่เรียนอาชีวะออกมาได้เงิน เรียนก็ใช้เวลาน้อยกว่า

จากความท้าทายนี้ คิดว่าสิ่งที่เราจะพัฒนาคนจากคุณวุฒิ ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์  ท่านได้กำกับดูแล sector ด้านคนทั้งหมด กำกับดูแลกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และกระทรวงแรงงาน และให้ความสำคัญของทุนมนุษย์ (Human Capital) ในเรื่องนโยบาย 3 นโยบาย ที่เราคิดว่าจะขับเคลื่อนผ่านกลไกที่เรียกว่า Human Capital Super board ซึ่งจะเป็นบอร์ดที่บูรณาการและรองนายกรัฐมนตรีจะมานั่งเป็นประธาน รับผิดชอบตรงนี้และเกิดการวางแผนเพื่อบริหารงานบุคคล เรื่องการกำหนดมาตรฐานวิชาชีพ การสร้างแรงจูงใจให้ภาคเอกชนเข้ามาร่วมงาน เพราะฉะนั้นจึงเป็นการสร้างนโยบายขึ้นมา

นโยบายที่หนึ่ง  คือ “ได้งาน ได้เงิน ได้วุฒิ ให้เป็นมาตรฐาน” เพราะหัวใจของการเรียนรู้ของอาชีวะคือการปฏิบัติการเรียนรู้จากการทำงานจริง เพราะฉะนั้นเราจะพัฒนาระบบโดยอิงกับระบบ Dual System ของเยอรมัน ซึ่งเราได้มีกระบวนการศึกษาเพราะการศึกษาและนักศึกษาคือการลงทุนมนุษย์ที่สำคัญในอนาคตขององค์กร ในระบบนี้เราจะยืนอยู่กับ 3 เสาหลัก

เสาหลักที่ 1  ด้านมาตรฐานสมรรถนะด้านวิชาชีพ  เราจะจัดทำมาตรฐานกับหน่วยงานที่สำคัญหลายอย่างเช่นสภาอุตสาหกรรมฯ  สภาหอการค้า สมาคมวิชาชีพต่าง ๆ  เรายังมองว่ากลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายในปี
พ.ศ. 2570 จะต้องมีอย่างน้อย ครบ 10 สาขา

เสาหลักที่ 2 คือชั่วโมงการฝึกงานมาตรฐาน  ซึ่งจะต้องขอฝากเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา
มีการกำหนดชัดเจน นักศึกษาในระดับ ปวส. จะต้องมีชั่วโมงฝึกงานที่สถานประกอบการจริง ตามสัดส่วน
ที่เหมาะสม และมีครูฝึก และจะต้องมี mentor (ที่ปรึกษา) กับสถานประกอบการ และการติดตาม

เสาหลักที่ 3  คือแรงจูงใจให้ภาคเอกชนเข้าร่วม และจะผลักดัน ผ่าน Human Capital ซึ่งจะต้องวางกรอบนโยบายแรกเกี่ยวกับ เรื่องของ ทำงานและได้เงินด้วย

นโยบายที่สอง  ปฏิรูปหลักสูตรให้ทันโลกและเทคโนโลยี  เรื่องอุตสาหกรรมและเรื่องการศึกษาต้องก้าวหน้าไปพร้อมๆกันเรื่องของหลักสูตร เรื่องของเทคโนโลยีเรื่องของ ai เรื่องของโรบอต เรื่องของวิชาการ ความรู้ใหม่ๆ
ที่เกิดขึ้นทุกวัน สาขาใหม่ๆ ก็เกิดขึ้น ฉะนั้นแล้ว ในสาขาที่จำเป็นของตลาดแรงงาน EV  เทคโนโลยีดิจิทัล สมาร์ทโลจิสติกส์ เรื่องต่าง ๆ  เหล่านี้  จะทำการปรับปรุงหลักสูตรให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนเป็นรวดเร็ว
ของภาคอุตสาหกรรม  ก็จะต้องมีการพัฒนาหลักสูตร

นโยบายที่สาม  การสร้างเส้นทางอาชีพที่ชัดเจนและการยกระดับภาพลักษณ์อาชีวะ ต้องทำให้อาชีวะไม่ใช่อาชีพทางเลือกแต่เป็นอาชีพแห่งความสำเร็จ

นายประเสริฐ กล่าวอีกว่า ขอฝาก เลขาธิการ กอศ. เลขาธิการ สพฐ. ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และฝ่ายวิชาการ ในเรื่องของ Credit Bank ผู้จบปวส. อยากให้เทียบโอนหน่วยกิต หรือชั่วโมงเรียน ที่ผ่านมาตรฐานสู่ระดับปริญญาตรีได้ทันที โดยไม่ต้องเรียนซ้ำชั้นในภาควิชาที่เคยผ่านมาแล้ว จะได้เป็นการเปิดโอกาสให้นักเรียนอาชีวะสามารถนำทักษะหรือความรู้เหล่านี้มาแปลงเป็นคุณวุฒิได้ อันนี้เป็นนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการที่อยากให้เกิดขึ้น โดยสรุปทุกประเทศ อาชีวะเป็นกำลังการสร้างบ้านสร้างเมือง หากมีข้อแนะนำอะไรส่งผ่านมายังเลขาธิการ กอศ. และผ่านจากคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (บอร์ด) นี้มาทางกระทรวงพร้อมที่จะซัพพอร์ตนโยบาย อำนวยความสะดวก และทำงานร่วมกันเดินหน้าไปพร้อมกัน

 

ปลดล็อกการศึกษาใต้! ศธ.เปิดโต๊ะใหญ่ ฟังปอเนาะ–ตาดีกา ดันเทียบวุฒิเร็ว สร้างทีมเดียวทั้งระบบ

เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2569 นายประเสริฐ  จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) ประชุมหารือแนวทางการพัฒนาการศึกษาเอกชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ร่วมกับ นายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ และ ผู้แทนสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ กลุ่มโรงเรียนเอกชนภาคใต้ ได้แก่  สมาคมสมาพันธ์โรงเรียนเอกชนภาคใต้ สมาคมสถาบันศึกษาปอเนาะ 5 จังหวัดชายแดนใต้ มูลนิธิศูนย์ประสานงานตาดีกาจังหวัดชายแดนภาคใต้ และกรรมการอิสลามประจำจังหวัดปัตตานี พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

นายประเสริฐ เปิดเผยภายหลังการประชุมว่า ที่ประชุมมีข้อสรุปร่วมกันดังนี้ 1.เห็นพร้องต้องกันว่า ภารกิจด้านการศึกษาเป็นภารกิจที่มีความสำคัญยิ่ง โดยเฉพาะในเขตพื้นที่5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งภารกิจในการจัดการการศึกษา เป็นเรื่องหลักของศธ. โดยเฉพาะอย่างยิ่งการยกระดับคุณภาพการศึกษาให้มีคุณภาพ 2.ที่ประชุมมีการรับฟังข้อเสนอแนะที่สร้างสรรค์และเป็นประโยชน์กับทุกภาคส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการยกระดับคุณภาพการศึกษา ทั้งนักเรียน ครูเอกชน ครูปอเนาะ และครูตาดีกา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเทียบโอนหลักสูตร วุฒิการศึกษา ซึ่งต้องทำให้มีความรวดเร็ว  การอบรมให้ความรู้ครูและนักเรียน รวมถึงการแก้ไขปัญหาและการอัพเกรดหลักสูตรให้สอดคล้องกับบริบทของสังคมใน 3. กระทรวงศึกษาธิการยินดีสนับสนุนงบประมาณตามความเหมาะสมและเป็นธรรมเพื่อส่งเสริมคุณภาพและมาตรฐานในด้านการศึกษาแก่กลุ่มจังหวัดต่างๆ 4. เพื่อให้มีการพัฒนาการศึกษาอย่างมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ควรจัดให้เกิดการมีส่วนร่วมอย่างเป็นระบบผ่านการจัดตั้งบอร์ดการศึกษา ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ การเข้าไปมีส่วนร่วมในการประสานงานกับหน่วยงาน เช่น มีการเสนอให้ตั้งผู้ช่วยเลขาธิการศอ.บต. ด้านการศึกษา ซึ่งเดิมไม่มีตำแหน่งนี้ และ 5.การหารือครั้งนี้ ได้รับข้อเสนอที่ดีอย่างยิ่งจากโรงเรียนชุมชน โรงเรียนปอเนาะ โรงเรียนตาดีกา และโรงเรียนในพื้นที่ว่า วันนี้มีการพัฒนาหลายอย่างและเยาวชนในพื้นที่ถือว่าเป็นเยาวชนที่มีศักยภาพ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการใช้ภาษาที่ใช้หลายภาษาถึงเป็นเอกลักษณ์ทำให้เห็นถึงคุณภาพด้านการศึกษาส่วนหนึ่ง และสุดท้าย ขอขอบคุณทุกภาคที่เกี่ยวข้องในการมาแชร์ข้อมูล ขอให้ทุกคนที่อยู่ในที่ประชุมแห่งนี้และคนในวงการศึกษาอยู่ในบ้านหลังเดียวกัน อยู่ในทีมการพัฒนาการศึกษาทีมเดียวกัน กระทรวงศึกษาธิการเปิดกว้างและรับฟังความคิดเห็นจากภาคส่วน

“การหารือวันนี้ เป็นบรรยากาศแห่งการสร้างสรรค์และมีความอบอุ่น ถือเป็นโอกาสอันดีในการทำงานร่วมกัน เราได้ยินทั้ง ปอเนาะ ตาดีกา พูดเรื่องการทำงานร่วมกับการศึกษาขั้นพื้นฐานกับ อาชีวะ และ กรมส่งเสริมการเรียนรู้(สกร.) รวมถึงการเทียบหลักสูตรการเรียนรู้ ซึ่งจะเป็นความร่วมมือในอนาคต วันนี้ทุกหน่วยงานของกระทรวงศึกษาธิการเข้ามาร่วมกันรับฟังปัญหาเพื่อวางแนวทางแก้ไขร่วมกัน”นายประเสริฐ กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า ได้มีการพูดคุยถึงประเด็นปัญหาเรื่องการบ่มเพาะเยาวชนที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งหรือไม่ นายประเสริฐ กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน(สช.) ได้ตรวจสอบข้อมูลแล้วไม่พบปัญหาและยังไม่เคยมีรายงานในเรื่องนี้  ทั้งนี้การทำความเข้าใจโดยการสื่อสารข้อมูลให้ตรงกันถือเป็นเรื่องสำคัญ เพราะการแชร์ข้อมูลที่บิดเบือนทำให้เกิดความขัดแย้ง ดังนั้นต่อไปนี้จะมีการทำงานร่วมกัน โดย ทาง สช.ได้มอบหมายให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นหัวหน้าทีมในการบูรณาการการทำงาน และมีข้อเสนอให้ตั้งผู้ช่วยเลขาธิการ ศอ.บต.  บูรณาการงานด้านการศึกษา เพื่อให้เกิดการประสานงานที่รวดเร็วยิ่งขึ้น ตรงนี้เป็นข้อเสนอของทางโรงเรียนเอกชน ปอเนาะและตาดีกา ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการ และ ศอ.บต.เองก็ไม่ขัดข้อง สช.พร้อมที่จะจัดเจ้าหน้าที่เข้าไปช่วยดำเนินการ

นายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร เลขาธิการ ศอ.บต. กล่าวว่า จากการหารือในวันนี้จะนำไปสู่การดำเนินการที่เป็นรูปธรรม ซึ่งทาง ศอ.บต.ยินดีที่จะให้ตรวจสอบ เปิดเผย โปร่งใส เมื่อสิ้นข้อสงสัยจะได้มีการพัฒนาอย่างจริงจัง เพราะสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นก็ไม่ได้ส่งผลดีต่อเยาวชน ศอ.บต.พร้อมที่จะเป็นตัวกลางสร้างความเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นทางบวกหรือทางลบก็ขอให้มาพิสูจน์กัน โดยที่ประชุมจะมีการตั้งคณะทำงานขึ้นมาชุดหนึ่งเรียกว่าบอร์ดการศึกษาโดยคัดเลือกบุคคลที่มีส่วนร่วมในพื้นที่ทั้งหมดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาเป็นคณะทำงาน

นายขดดะรี บินเซ็น นายกสมาคมสมาพันธ์โรงเรียนเอกชนภาคใต้ กล่าวว่า จากการหารือทำให้มีความรู้สึกสบายใจ ทำให้เห็นแนวทางการ พัฒนาเพราะพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้มีบริบทไม่เหมือนกับพื้นที่อื่น และเท่าที่หารือก็ได้รับความร่วมมือจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คิดว่าในอนาคตปัญหาที่เกิดขึ้นน่าจะดับได้ โดยขอให้มีองค์กรช่วยสกรีนภาพต่างๆก่อนที่จะขยายไปสู่สังคมข้างนอก

เคาะงบฯ 70 ศธ.ขอกว่า 4.39 แสนล้าน เน้นลดเหลื่อมล้ำ-ผลิตคนตรงตลาดแรงงาน

เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานประชุมผู้บริหารระดับสูงกระทรวงศึกษาธิการ ว่า ที่ประชุมได้พิจารณากลั่นกรองคำของบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 ของกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.)  โดย ศธ.จัดทำคำของบฯในวงเงิน 439,283.1261 ล้านบาท แบ่งเป็น งบบุคลากร 240,995.9132 ล้านบาท คิดเป็น  54.84% งบดำเนินงาน 26,048.3607 ล้านบาท คิดเป็น  5.93% งบลงทุน 48,242.3607 ล้านบาท คิดเป็น 10.98% งบอุดหนุน 104,999.7087 ล้านบาท คิดเป็น 23.90% และงบรายจ่ายอื่น 18,996.4986 คิดเป็น 4.32%  ซึ่งการจัดทำคำของบฯครั้งนี้อยู่ภายใต้กรอบวงเงินที่รัฐบาลกำหนด คือ ให้เพิ่มจากปีที่ผ่านมาไม่เกิน 20 % โดยปี 2569 ศธ.ได้รับงบฯประมาณ 340,000 ล้านบาท

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวต่อไปว่า การพิจารณาคำของบฯวันนี้เป็นการพิจารณาเพื่อความรอบคอบอีกครั้งก่อนที่จะเสนอให้สำนักงบฯ พิจารณาในวันที่ 1 พฤษภาคม โดยได้พิจารณาส่วนที่มีความซ้ำซ้อน และติดตามว่าได้นำนโยบายในการขับเคลื่อน 5 ภารกิจตามนโยบายกระทรวงใส่ไว้ครบถ้วนหรือไม่ ทั้งนี้เพื่อตอบโจทย์นโยบายรัฐบาลที่ได้แถลงต่อรัฐสภา ที่มีเป้าหมายคือการสร้างพลเมืองที่มีคุณภาพ และตอบโจทย์บริบทของโลก ของสังคมและเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งการผลิตบุคลากรต้องตรงกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจและตลาดแรงงาน ที่สำคัญต้องเป็นการสร้างทุนมนุษย์ที่มีประสิทธิภาพ คิดเป็น วิเคราะห์เป็นเพื่อพัฒนาประเทศ นอกจากนี้ในคำของบฯส่วนใหญ่เป็นงบต่อเนื่อง โดยเฉพาะการแก้ปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำ งบอาหารกลางวันที่ขอเพิ่มกว่า 1,000 ล้านบาทเนื่องจากนักเรียนยังได้รับไม่ครบ รวมถึงงบอุดหนุนรายหัวที่จะมีการปรับสูตร เป็นต้น

“เราเข้าใจถึงสถานการณ์ของประเทศและวิกฤตพลังงาน แต่ทั้งหมดนี้ก็ขอเพิ่มไม่มากยังอยู่ในกรอบที่รัฐบาลให้มา ซึ่งเราต้องชี้แจงความจำเป็นต่อสำนักงบฯ และสภาฯอีกครั้ง” นายประเสริฐกล่าว

สกสค.จับมือ ก.พาณิชย์ ลดค่าครองชีพผู้ปกครองเปิด 1,000 จุดชายขอบขายสินค้าราคาถูก

เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2569 ดร.พีระพันธ์ เหมะรัต เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.)เปิดเผยว่า กระทรวงศึกษาธิการ โดยสำนักงาน สกสค.ร่วมกับกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ จัดทำ “โครงการไทยช่วยไทย”ซึ่งเป็นนโยบายรัฐบาลเพื่อช่วยเหลือผู้ปกครองและนักเรียน ในการลดภาระค่าครองชีพ ผ่านการจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคและอุปกรณ์การเรียนในสถานศึกษา จำนวน 1,000 จุดทั่วประเทศ โดยโครงการดังกล่าวมุ่งเน้นไปยังโรงเรียนในพื้นที่ชายขอบและพื้นที่เข้าถึงยาก โดยจะเริ่มดำเนินการหลังเปิดภาคเรียน และต่อเนื่องไปจนถึงเดือนกันยายน 2569 ซึ่งในระยะแรกจะเปิดพร้อมกัน 77 จังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งคาดว่าจะมีจุดจำหน่ายประมาณ 100–200 จุด

ดร.พีระพันธ์ กล่าวต่อไปว่า สินค้าที่นำมาจำหน่ายจะครอบคลุมทั้งของใช้จำเป็นในชีวิตประจำวัน เช่น ข้าวสาร น้ำมัน ไข่ไก่ รวมถึงเครื่องครัว ส่วนสินค้าขององค์การค้าสกสค.ก็จะมีอุปกรณ์การเรียน เช่น ชุดนักเรียน สมุด ดินสอ และสื่อการเรียนการสอน สำหรับครู เพื่อช่วยลดภาระครู และค่าใช้จ่ายของผู้ปกครองในช่วงเปิดเทอม ขณะเดียวกัน องค์การค้าของ สกสค. ยังได้จัดโปรโมชั่นจำหน่ายชุดนักเรียนผ่านช่องทางออนไลน์ของศึกษาภัณฑ์พาณิชย์ ระหว่างวันที่ 20 เมษายน ถึง 31 พฤษภาคม 2569 โดยลดราคาสูงสุด 10–50% เพื่อเพิ่มทางเลือกให้ผู้ปกครองทั่วประเทศสามารถเข้าถึงสินค้าในราคาประหยัดด้วย

“โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายรัฐบาล ภายใต้การขับเคลื่อนของนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ที่มุ่งลดภาระครูและผู้ปกครอง พร้อมสนับสนุนสื่อการเรียนการสอนให้มีราคาถูกลง 30–40% นอกจากนี้ ยังมีมาตรการดูแลสวัสดิการครู ทั้งการจัดบริการด้านสุขภาพผ่านโรงพยาบาลครู และการเตรียมหอพักครูราคาประหยัดในกรุงเทพฯ โดยหอพักครูเฟสที่ 2 จะเปิดให้บริการได้ในปี 2570 นี้”ดร.พีระพันธ์ กล่าวและว่า สำหรับปีงบประมาณ 2570 สำนักงานสกสค.ได้ยื่นคำของบประมาณ 200 ล้านบาท  ซึ่งรวมถึงงบต่อเนื่อง และงบประมาณสนับสนุนโครงการต่าง ๆ รวมอยู่ด้วย

สถานศึกษาปลอดภัย สพฐ.พร้อมเปิดเทอม

ดร.พิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.) เปิดเผยถึงความพร้อมการเปิดภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2569 ว่า ปีนี้โรงเรียนในสังกัด สพฐ.ส่วนใหญ่จะเปิดภาคเรียน ในวันจันทร์ ที่ 18 พฤษภาคม มีบางส่วนเปิดวันที่ 14 หรือ 15 พฤษภาคม ซึ่งขณะนี้โรงเรียน สังกัด สพฐ.ทั่วประเทศ และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) กำลังดำเนินการสำรวจตรวจสอบสภาพระบบไฟฟ้า อุปกรณ์การเรียน สนามเด็กเล่นให้อยู่ในสภาพปลอดภัย ปรับปรุงซ่อมแซมห้องเรียน อาคารเรียน บ้านพักครู ให้พร้อมใช้งาน เพื่อให้เด็กและครู เปิดเทอมอย่างสุขกาย สบายใจ นักเรียนพร้อมที่จะเรียนรู้ มีความสุข

เลขาธิการ กพฐ.กล่าวต่อไปว่า ในสัปดาห์แรกของเดือนพฤษภาคมนี้ สพฐ. จะประชุมเวิร์กช็อป (Workshop) 5 ภารกิจหลักในการขับเคลื่อนนโยบายการศึกษา ของนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งในแต่ภารกิจหลัก จะมีประเด็นย่อยต่างๆ ที่ต้องมาระดมความคิดเห็น เพื่อวางระบบ และนำไปสู่การปฏิบัติให้ดีที่สุด โดย สพฐ.จะฟังเสียงผู้เกี่ยวข้องในทุกภาคส่วน เราไม่เน้นสั่งการจากส่วนกลาง แต่เน้นการมีส่วนร่วมจากผู้ที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ ประชาชน และองค์กรภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ซึ่งก็เป็นไปตามนโยบาย “All for Education” ทุกฝ่ายต้องมาช่วยการศึกษา

“ โรงเรียนต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัยอย่างแท้จริง เป็นเรื่องที่ สพฐ. จะดำเนินการควิกวิน (Quick Win) ทันที ในการเปิดภาคเรียนที่ 1/2569 โดยในวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 นี้ ที่หอประชุมคุรุสภา นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ จะมาเป็นประธานสักขีพยาน ในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) “ วางระบบความปลอดภัยนักเรียน ” ระหว่าง สพฐ.กระทรวงศึกษาธิการ กับ 18 หน่วยงาน อาทิ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงมหาดไทยกระทรวงยุติธรรม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงแรงงาน กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงกลาโหม กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงคมนาคม สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา  และกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ในการช่วยดูแลนักเรียน ดูแลโรงเรียนให้เป็นพื้นที่ปลอดภัย เชื่อมโยงการป้องกัน ส่งต่อ ดูแลสภาพกายและจิตใจ ตลอดจนสภาพแวดล้อม ซึ่งแต่ละหน่วยมีความตั้งใจดีมาก” เลขาธิการ กพฐ. กล่าว.

“อัครนันท์” ปลื้ม สกร.ปลุกชีวิตห้องสมุด ดันบอร์ดเกมการเงิน สร้างทักษะจริงให้ประชาชนทั่วประเทศ

เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2569 นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ร่วมพิธีมอบวุฒิบัตรแก่บุคลากรทางการศึกษา พร้อมมอบบอร์ดเกม “Wishlist จัดสรรเงิน เติมความฝัน” ภายใต้โครงการ “Play to Learn เล่นให้รู้” เพื่อขับเคลื่อนการสร้างทักษะทางการเงินผ่านเครือข่ายห้องสมุดประชาชนทั่วประเทศ ณ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ (ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ) กรุงเทพมหานคร

นายอัครนันท์ กล่าวชื่นชมการทำงานของ สกร. ที่สามารถ “พลิกบทบาทห้องสมุดประชาชน” จากพื้นที่เก็บหนังสือ สู่ “พื้นที่เรียนรู้ที่มีชีวิต” (Active Learning Space) ที่ตอบโจทย์โลกยุคใหม่ โดยนำนวัตกรรมบอร์ดเกมมาใช้เป็นสื่อการเรียนรู้ ทำให้เรื่องยากอย่าง “การวางแผนการเงิน” กลายเป็นเรื่องสนุก เข้าใจง่าย และเข้าถึงได้จริงสำหรับประชาชนทุกช่วงวัย

“กิจกรรม Play to Learn คือ ภาพสะท้อนของการปฏิรูปการเรียนรู้ในระดับพื้นที่อย่างแท้จริง บอร์ดเกมที่มอบให้วันนี้ จะเป็นอาวุธทางปัญญา สร้างภูมิคุ้มกันทางการเงินให้ประชาชน นอกจากนี้ ตัวผมเองก็เติบโตมากับห้องสมุด และยินดีที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการปลุกห้องสมุดให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง เพื่อเป็นที่เรียนรู้ เป็น Co-working Space ของประชาชน คนรุ่นใหม่ ที่ปลอดภัยและทันสมัยต่อไป” รมช.ศึกษาธิการ กล่าว

ด้าน ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดี สกร. กล่าวว่า สกร. พร้อมขยายผลโครงการ “Play to Learn” สู่ห้องสมุดประชาชนทั่วประเทศ พร้อมมุ่งพัฒนาบุคลากรให้เป็น “Learning Facilitator” หรือผู้อำนวยความสะดวกการเรียนรู้ เพื่อให้การใช้บอร์ดเกมเกิดประโยชน์สูงสุดต่อการสร้างวินัยทางการเงิน การออม และการใช้จ่ายในชีวิตจริงของประชาชน นอกจากนี้ สกร. มีความมุ่งมั่นเดินหน้าสู่การเรียนรู้ระดับ “World Class” ผ่านเครือข่ายความร่วมมือที่เข้มแข็ง เพื่อสร้างโอกาส สร้างอาชีพ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนไทยอย่างยั่งยืน

คุรุสภาพร้อมสอบวิชาครู26สนามสอบ-เปิดพิมพ์บัตรเข้าสอบฯ 30 เม.ย.นี้

ตามที่ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้ประกาศนโยบาย “ALL for Education” ปฏิรูปการศึกษา เพื่ออนาคตประเทศ ที่มุ่งยกระดับคุณภาพการศึกษาและให้ความสำคัญในการคัดกรองผู้ที่จะเข้าสู่วิชาชีพครู ให้มีคุณภาพ มีความรู้ ความสามารถที่เหมาะสม และพร้อมทำหน้าที่จัดการเรียนการสอนให้แก่ผู้เรียนอย่างแท้จริง นั้น

ผศ.ดร.อมลวรรณ  วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา กล่าวว่าคุรุสภารับนโยบายดังกล่าวลงสู่การปฏิบัติ โดยจะดำเนินการจัดการทดสอบด้านความรู้และประสบการณ์วิชาชีพ ตามมาตรฐานวิชาชีพครู วิชาครู ครั้งที่ 1 ระบบอิเล็กทรอนิกส์ ประจำปี พ.ศ. 2569 จำนวน 6 รอบ 26 สนามสอบทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 15 – 17 พฤษภาคม 2569 ซึ่งจะเปิดให้ผู้สมัครเข้ารับการทดสอบตรวจสอบรายชื่อและพิมพ์บัตรประจำตัวผู้มีสิทธิเข้ารับการทดสอบ ได้ตั้งแต่วันที่ 30 เมษายน 2569 เป็นต้นไป ผ่านเว็บไซต์ https://ksp2569-1.thaijobjob.com โดยเลือกเมนู พิมพ์บัตรประจำตัวสอบ เพื่อนำไปแสดงตนเข้ารับการทดสอบตามวัน เวลา และสนามสอบที่กำหนดจากนั้นเมื่อการดำเนินการเข้ารับการทดสอบเสร็จสิ้นแล้ว คุรุสภาจะประการายชื่อผู้ผ่านเกณฑ์การทดสอบในวันที่17 กรกฎาคม 2569 ผ่านทางเว็บไซต์ https://ksp2569-1.thaijobjob.com

​ การทดสอบด้านความรู้และประสบการณ์วิชาชีพตามมาตรฐานวิชาชีพครู วิชาครู ครั้งที่ 1 ระบบอิเล็กทรอนิกส์ ประจำปี พ.ศ. 2569 จะใช้แบบทดสอบทั้งภาษาไทย และภาษาอังกฤษ  ซึ่งผู้เข้ารับการทดสอบต้องปฏิบัติตามแนวปฏิบัติอย่างเคร่งครัด และขอให้ผู้เข้ารับการทดสอบ ตรวจสอบวัน เวลา สนามสอบ และห้องสอบที่กำหนด ก่อนวันที่จัดการทดสอบอย่างน้อย 3 วัน พร้อมกับเตรียมเอกสารหลักฐานการลงทะเบียน และการแสดงตนกับกรรมการคุมสอบประจำห้องสอบ ได้แก่ บัตรประจำตัวประชาชน หรือใบอนุญาตขับขี่ หรือหนังสือเดินทาง (Passport) และบัตรประจำตัวผู้มีสิทธิเข้ารับการทดสอบ กรณีไม่มีเอกสารหลักฐานดังกล่าว หรือข้อมูล หรือรูปถ่ายเอกสารหลักฐานดังกล่าวไม่ชัดเจน สามารถแสดงบัตรประจำตัวประชาชนผ่านแอปพลิเคชัน ThaID (Thai Digital Identity) หรือใบอนุญาตขับขี่ผ่านแอปพลิเคชัน DLT QR Licence ได้ สำหรับพระภิกษุสงฆ์สามารถใช้หนังสือสุทธิพระ หรือใบสุทธิแทนบัตรประจำตัวประชาชนได้ ชาวต่างด้าวหรือบุคคลไม่มีสัญชาติ ให้ใช้บัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย (บัตรชมพู) ที่กรมการปกครองออกให้แทนบัตรประจำตัวประชาชนได้ สำหรับชาวต่างประเทศ สามารถใช้หนังสือเดินทางแทนบัตรประจำตัวประชาชนได้ ทั้งนี้ เอกสารหลักฐานดังกล่าวต้องไม่หมดอายุ และมีข้อมูลและรูปถ่ายชัดเจน”

เลขาธิการคุรุสภา กล่าวด้วยว่า ผู้เข้ารับการทดสอบทุกคนต้องแต่งกายสุภาพเรียบร้อย สวมรองเท้าหุ้มส้น หรือรัดส้น ห้ามใส่เสื้อคลุม แจ็กเกต เสื้อแขนกุด เสื้อสายเดี่ยว เสื้อเกาะอก เสื้อยืด ชุดเดรสแขนกุด กางเกงขาสั้น กางเกงยีนส์ กระโปรยีนส์ ห้ามสวมใส่เครื่องประดับ และเครื่องรางของขลังทุกชนิด เช่น จิว ต่างหู สร้อยคอ แหวน กำไล นาฬิกา สายสิญจน์ พระเครื่อง ตะกรุด เป็นต้น ทั้งนี้ กรณีทาสีเล็บต้องมีสีสุภาพไม่มีการประดับใดผมยาวปิดหูต้องรวบผมให้เรียบร้อย กรณีเพศหญิงที่นับถือศาสนาอิสลามอนุญาตให้ใส่ฮีญาบสีสุภาพที่ใช้เข็มกลัดติดไว้ด้านหลังโดยไม่มีเครื่องประดับ สำหรับผู้ชายไม่อนุญาตให้สวมกะปิเยาะห์ และสำหรับผู้ที่มีการแสดงออกที่แตกต่างจากเพศโดยกำเนิด สามารถแต่งกายตามเพศที่แสดงออกในการเข้ารับการทดสอบได้

 ขอเน้นย้ำว่า ผู้เข้ารับการทดสอบต้องตรวจสอบวัน เวลา และสนามสอบ รวมถึงห้องสอบ ที่นั่งสอบ และวิชาที่สอบให้ถูกต้องก่อนเวลาสอบ และหากเข้าห้องสอบหรือนั่งสอบไม่ตรงที่นั่งตามประกาศ ผู้เข้ารับการทดสอบจะต้องกลับไปยังห้องสอบหรือที่นั่งสอบที่ถูกต้อง ภายใน 30 นาที นับจากเวลาที่กำหนดให้เริ่มทำการทดสอบ โดยจะไม่มีการทดเวลาสอบให้ กรณีตรวจสอบพบว่าผู้เข้ารับการทดสอบ เข้าห้องสอบหรือนั่งสอบไม่ถูกต้อง คุรุสภาขอสงวนสิทธิในการไม่ประกาศผลการทดสอบ และผู้เข้ารับการทดสอบไม่สามารถเรียกร้องสิทธิใด ๆ จากคุรุสภาได้ จึงขอให้ผู้เข้ารับการทดสอบทุกคนรักษาสิทธิและผลประโยชน์ของตนเอง พร้อมทั้งปฏิบัติข้อกำหนดในการเข้ารับการทดสอบอย่างเคร่งครัด เนื่องจากการสอบครั้งนี้คุรุสภาให้ความสำคัญในการจัดการทดสอบที่จะต้องเป็นไปตามมาตรฐานและคุณภาพตามที่กำหนดเพื่อมุ่งหวังที่จะคัดกรองผู้มีความรู้และมีความสามารถที่เหมาะสมให้เข้าสู่วิชาชีพครูอย่างแท้จริง ทั้งนี้ ผู้เข้ารับการทดสอบสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.ksp.or.th หรือสอบถามข้อมูลได้ที่ กลุ่มมาตรฐานการประกอบวิชาชีพเบอร์โทร. 02280 0048.” เลขาธิการคุรุสภากล่าว.

“พิเชฐ” ปฐมนิเทศ ขรก.ใหม่ แนะ 9 ข้อ เส้นทางสู่ความสำเร็จ

เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2569 ที่หอประชุมคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ มีการปฐมนิเทศข้าราชการใหม่ ของสำนักงานเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ดร.พิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวว่า ขอแสดงความยินดีกับทุกคนที่มารายงานตัวเลือกสถานที่ปฏิบัติงาน บรรจุเข้ารับราชการ เป็นบุคลากรทางการศึกษาอื่นมาตรา 38 ค.(2) รอบที่ 9 จำนวน 954 อัตรา การทำงานต้องมองอนาคต ทุกคนสามารถวางแผนเลือกเป้าหมายอนาคตของตัวเองได้ ตนขอฝากเส้นทางสู่ความสำเร็จในการทำงาน 9 ข้อ 1.ยึดหลักราชการ เป็นข้าราชการที่ดี บริหารจัดการให้เป็นไปตามหลัก ระเบียบ กฎหมาย 2.บูรณาการความร่วมมือ ทั้งภายในและภายนอก 3.ถือผู้เรียนเป็นสำคัญ ทำงานเพื่อนักเรียน เราพัฒนาครู เพื่อครูไปพัฒนาผู้เรียนให้เป็นคนเก่ง ดี มีความสุข 4.ก้าวทันเทคโนโลยี ใช้ได้ ใช้เป็น และใช้เทคโนโลยีให้คุ้มค่า 5.มีจิตอาสา ช่วยผู้อื่นโดยที่ไม่ต้องสั่ง เพื่อให้เด็กและโรงเรียนได้โอกาสดีที่สุด 6.พัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง ทั้งความรู้และตำแหน่ง 7.ยึดหลักคุณธรรมในการทำงาน 8.เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง และ 9.แสดงความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และขอฝากเรื่องการเป็นหนี้ ต้องระมัดระวังเรื่องการกู้เงิน ถ้าจะเป็นหนี้ต้องคิดให้ดีว่า ควรเป็นหนี้ที่มีประโยชน์มากน้อยเพียงใด เพราะปัญหาหนี้สินจะกระทบต่อการทำงาน ขวัญกำลังใจ และเป็นภาระในอนาคตได้

วันที่ 28–29 เมษายนนี้ สพฐ. เรียกผู้ผ่านการคัดเลือกเข้ารายงานตัวเพื่อเลือกสถานที่ปฏิบัติงาน และบรรจุเข้ารับราชการในตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค.(2) รอบที่ 9 จำนวน 954 อัตรา โดยกระจายบรรจุในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ ครอบคลุมตำแหน่งสำคัญ อาทิ นักจัดการงานทั่วไป นักวิเคราะห์นโยบายและแผน นักทรัพยากรบุคคล นิติกร นักวิชาการศึกษา เจ้าพนักงานธุรการ เจ้าพนักงานการเงินและบัญชี และเจ้าพนักงานพัสดุ เป็นต้น  ซึ่งบุคลากรเหล่านี้จะเป็นกำลังสำคัญในการสนับสนุนการจัดการศึกษา และร่วมขับเคลื่อนนโยบาย All for Education รวมถึงนโยบายการศึกษา 5 เรื่องหลักของ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ โดยเฉพาะการลดภาระงานครู ซึ่งปัจจุบันครูต้องรับภาระทั้งงานสอน งานเอกสาร และงานธุรการจำนวนมาก การมีบุคลากรสายสนับสนุนเข้ามาเพิ่มเติม จะช่วยให้ครูสามารถทุ่มเทเวลาให้กับการจัดการเรียนการสอนได้อย่างเต็มที่” เลขาธิการ กพฐ. กล่าว.