ศธ.ควง พม.ลุยลพบุรี! สั่งเด็ดขาด 3 มาตรการ คดีครูล่วงละเมิดเด็ก – เพิกถอนใบอนุญาตตลอดชีวิต เร่งเยียวยาภายใน 2 สัปดาห์

เมื่อวันที่  3 พฤษภาคม 2569 นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ลงพื้นที่พร้อมด้วย นายชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (ทปษ.รมว.พม.) นายวรวงศ์ วรปัญญา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย  นางสาวกาญจนาพร จิระพันธุ์วาณิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคภูมิใจไทย นางสาวลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ และคุณปารมี ไวจงเจริญ คณะทำงาน รมช.ศธ. และเจ้าหน้าที่จากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ลงพื้นที่จังหวัดลพบุรี เพื่อติดตามมาตรการความปลอดภัยในสถานศึกษา พร้อมชี้แจงความคืบหน้ากรณีอดีตครูโรงเรียนเอกชนล่วงละเมิดทางเพศนักเรียนเมื่อช่วงปี 2567 ซึ่งศาลได้พิพากษาจำคุกผู้กระทำผิดประมาณ 36 ปี และขณะนี้อยู่ระหว่างรับโทษในเรือนจำ โดยในการลงพื้นที่ครั้งนี้ มีญาติของผู้เสียหายเข้าร่วมพูดคุยและรับฟังการดำเนินงานด้วย

นายอัครนันท์ กล่าวย้ำว่า กระทรวงศึกษาธิการไม่ทอดทิ้งผู้เสียหาย โดยเดินหน้ากำหนด 3 มาตรการเร่งด่วน ได้แก่ 1. ประสานคุรุสภาเพิกถอนใบประกอบวิชาชีพครูตลอดชีวิต 2. สั่งการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) กำชับโรงเรียนต้นสังกัดดูแลเยียวยา พร้อมพิจารณามาตรการขั้นเด็ดขาด เช่น พักหรือเพิกถอนใบอนุญาตสถานศึกษา เป็นต้น และ 3. เร่งสรุปมาตรการเยียวยาครอบครัวผู้เสียหายภายใน 2 สัปดาห์ โดยยึดหลักความเป็นธรรม

ด้านนายชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.)กล่าวว่า พม.ได้จัดทีมสหวิชาชีพ ทั้งนักสังคมสงเคราะห์และนักจิตวิทยา ลงพื้นที่ดูแลฟื้นฟูสภาพจิตใจผู้เสียหายและครอบครัวอย่างใกล้ชิด พร้อมยืนยันการบูรณาการทำงานร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อยกระดับระบบคุ้มครองเด็กและป้องกันเหตุซ้ำ

ทั้งนี้ รมช.ศึกษาธิการ ยังเน้นย้ำชัดว่า “โรงเรียนต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัย” และกระทรวงศึกษาธิการจะติดตามความคืบหน้าด้วยตนเองอย่างต่อเนื่อง เพื่อคืนความเป็นธรรมให้ผู้เสียหาย และสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบการศึกษาไทย

ศธ.ยกระดับนโยบายลดภาระผู้ปกครอง สู่การปฏิบัติจริงทั่วประเทศ คุมราคาอุปกรณ์-คลายกฎเครื่องแบบ

เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2569 กระทรวงศึกษาธิการประกาศยกระดับนโยบาย “ลดภาระค่าใช้จ่ายผู้ปกครอง” อย่างเป็นรูปธรรม ครอบคลุมทุกสถานศึกษาทั่วประเทศ โดยไม่มีข้อยกเว้น พร้อมเร่งขับเคลื่อนจาก “ความร่วมมือ” สู่ “การปฏิบัติจริง” หลังพบว่ายังมีบางสถานศึกษาที่ยังไม่ดำเนินการตามแนวทางที่ได้ขอความร่วมมือไปก่อนหน้านี้

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโรงเรียนวัดอมรินทรารามว่า จากสถานการณ์ค่าครองชีพที่ยังอยู่ในระดับสูงและส่งผลกระทบต่อครัวเรือนทั่วประเทศ กระทรวงศึกษาธิการได้ให้ความสำคัญกับการ “ลดภาระผู้ปกครอง” มาอย่างต่อเนื่อง โดยก่อนหน้านี้ได้มีหนังสือขอความร่วมมือไปยังสถานศึกษาทั่วประเทศให้พิจารณาปรับลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น แต่จากการติดตามพบว่า ยังมีบางแห่งที่ไม่ได้นำนโยบายไปสู่การปฏิบัติจริง ทำให้ผู้ปกครองยังคงต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่าย หรือจำเป็นต้องติดตามสอบถามด้วยตนเอง

“กระทรวงศึกษาธิการเข้าใจดีว่าภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาคือหนึ่งในความกังวลหลักของผู้ปกครองในเวลานี้ เราไม่ต้องการให้ความร่วมมือเป็นเพียงแนวทางเชิงขอร้องอีกต่อไป แต่ต้องเกิดผลจริงในทุกโรงเรียนทั่วประเทศ”  รมว.ศึกษาธิการกล่าวและว่า ดังนั้น เพื่อให้การดำเนินงานเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม กระทรวงศึกษาธิการจึงออกประกาศเพิ่มเติม กำหนดมาตรการสำคัญ 2 ด้านหลัก พร้อมกำหนดแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน ดังนี้

มาตรการที่ 1: ลดค่าใช้จ่ายทันที ปรับระเบียบให้สอดคล้องสถานการณ์เศรษฐกิจ ยกระดับจากการ “ขอความร่วมมือ” เป็น “แนวทางปฏิบัติ” ที่ทุกสถานศึกษาต้องดำเนินการ โดยเน้นลดภาระค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น และเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับผู้ปกครองและนักเรียน ได้แก่ ชุดนักเรียน อนุโลมให้นักเรียนสามารถใช้ชุดเดิมได้ แม้เลื่อนชั้นหรือย้ายสถานศึกษา เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นซ้ำซ้อน ,ความยืดหยุ่นด้านการแต่งกาย ส่งเสริมให้สถานศึกษาพิจารณาเพิ่มวันสวมใส่ชุดพละหรือชุดสุภาพ เพื่อลดความจำเป็นในการจัดซื้อชุดใหม่ , ชุดลูกเสือ–เนตรนารี ไม่บังคับจัดซื้อชุดเต็มรูปแบบ โดยสามารถใช้เฉพาะผ้าผูกคอและหมวกร่วมกับชุดนักเรียนหรือชุดพละได้ , กระเป๋าและรองเท้า เปิดกว้างไม่จำกัดรูปแบบ ไม่จำเป็นต้องมีตราสถานศึกษา โดยคำนึงถึงความสุภาพ ความเหมาะสม และการใช้งานจริง , การปักชื่อเครื่องแบบนักเรียน ปรับจากการปักชื่อ–นามสกุลเต็ม เป็นการใช้อักษรย่อของสถานศึกษา เพื่อลดต้นทุน เพิ่มอายุการใช้งาน และสอดคล้องกับหลักการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) และการบริหารจัดการระดับสถานศึกษา มอบอำนาจให้ผู้อำนวยการสถานศึกษาออกแบบมาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติมตามบริบทของพื้นที่ โดยยึดประโยชน์สูงสุดของนักเรียนและผู้ปกครอง

มาตรการที่ 2: จัดหาอุปกรณ์การเรียน “ราคาควบคุม” เพิ่มทางเลือก ลดค่าใช้จ่ายจริง กระทรวงศึกษาธิการมอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) เป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินการจัดหาและกระจาย หนังสือเรียน แบบเรียน เครื่องเขียน อุปกรณ์การเรียนที่จำเป็น ในราคาควบคุม เพื่อให้ผู้ปกครองสามารถเข้าถึงอุปกรณ์การเรียนที่มีคุณภาพในราคาที่เหมาะสม และมีทางเลือกที่ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายได้อย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ให้เข้มมาตรการติดตามผล เน้น “ทุกโรงเรียนต้องเกิดผลจริง”เพื่อให้มั่นใจว่านโยบายดังกล่าวจะถูกนำไปปฏิบัติอย่างครบถ้วน กระทรวงศึกษาธิการจะดำเนินการติดตามอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง ผ่านกลไกสำคัญ ได้แก่ การลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสถานศึกษาโดยรัฐมนตรีและผู้บริหารระดับสูง การรายงานผลจากหัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ การเปิดช่องทางรับฟังเสียงสะท้อนจากผู้ปกครองโดยตรง หากพบว่าสถานศึกษาใดยังไม่ดำเนินการตามนโยบาย กระทรวงศึกษาธิการจะเร่งเข้าไปหารือ แก้ไข และกำกับติดตามอย่างใกล้ชิดในทันที

นายประเสริฐ กล่าวย้ำว่า มาตรการเหล่านี้ไม่ใช่เพียงนโยบาย แต่เป็นความตั้งใจของกระทรวงศึกษาธิการที่จะลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครองอย่างแท้จริง ในช่วงเวลาที่ทุกครอบครัวกำลังเผชิญความท้าทายทางเศรษฐกิจ เราจะทำให้ผู้ปกครองมั่นใจว่า ระบบการศึกษาจะไม่สร้างภาระเพิ่มเติม แต่

สกร.ลุยล้างบางระบบหนังสือเรียน! แยก 2 หลักสูตร สแกนทั้งประเทศ ตรวจราคา-แหล่งซื้อ-คุณภาพ โปร่งใสทุกขั้นตอน

กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ชี้แจงกรณีมีข้อสังเกตเกี่ยวกับหนังสือเรียนและสื่อการเรียนรู้ของหน่วยงานว่า กรมฯ รับฟังทุกข้อห่วงใยจากสังคมด้วยความเคารพ และไม่ได้นิ่งนอนใจต่อประเด็นดังกล่าว ดำเนินการสำรวจและรวบรวมข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการจัดซื้อ การจัดหา การได้รับ และการใช้หนังสือเรียนของสถานศึกษาในสังกัดทั่วประเทศเรียบร้อยแล้ว เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ครบถ้วน ถูกต้อง โปร่งใส ตรวจสอบได้ และยึดประโยชน์ของผู้เรียนและประชาชนเป็นสำคัญ

ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ กล่าวว่า หนังสือเรียนและสื่อการเรียนรู้เป็นเครื่องมือสำคัญในการจัด ส่งเสริม และสนับสนุนการเรียนรู้ของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มผู้เรียนที่พลาดโอกาส ขาดโอกาส หรืออยู่นอกระบบโรงเรียน ซึ่งสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. 2566 ที่มุ่งให้ประชาชนทุกช่วงวัยเข้าถึงโอกาสทางการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง มีคุณภาพ และสามารถนำความรู้ไปใช้พัฒนาตนเอง อาชีพ ชุมชน และสังคมได้จริง

ทั้งนี้ จากข้อสั่งการของนายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ที่ได้แสดงจุดยืนอย่างชัดเจนว่า ได้รับทราบถึงปัญหาที่เกิดขึ้นแล้ว และได้ให้ความสำคัญกับการปรับปรุงหลักสูตร รวมถึงหนังสือเรียนมาอย่างต่อเนื่อง โดยให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงในประเด็นดังกล่าว พร้อมแสวงหาแนวทางแก้ไขอย่างเร่งด่วน เพื่อให้เกิดความชัดเจน โปร่งใส และเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย โดยเฉพาะการให้ สกร. ดำเนินการ 3 เรื่องสำคัญ คือ ชี้แจงข้อเท็จจริงและเหตุผลการใช้หลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ซึ่งใช้มาเป็นระยะเวลานาน ตั้งคณะกรรมการประเมินมาตรฐานหนังสือเรียนโดยมีผู้ทรงคุณวุฒิจากหน่วยงานภายนอกเข้าร่วมเป็นกรรมการ และตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานที่เรียนในพื้นที่ฝั่งธนบุรี

อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ กล่าวเพิ่มเติมว่า สกร. ขอบคุณทุกเสียงสะท้อนจากสังคม โดยยืนยันว่าการดำเนินงานครั้งนี้จะยึดหลักข้อเท็จจริง ไม่สรุปผลล่วงหน้า และใช้ข้อมูลจริง เอกสารหลักฐาน รวมถึงผลการใช้จริงจากพื้นที่เป็นฐานในการทบทวน ปรับปรุง และยกระดับระบบการจัดหาและพัฒนาสื่อการเรียนรู้ ให้เกิดความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้เรียน

สำหรับข้อสังเกตเกี่ยวกับการใช้หลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 นั้น สกร. ขอเรียนชี้แจงว่า การใช้หลักสูตรดังกล่าวในบางส่วน มิใช่การยึดติดกับหลักสูตรเดิม หรือการใช้หลักสูตรเก่าแทนหลักสูตรใหม่ หากแต่เป็นการบริหารจัดการในช่วงเปลี่ยนผ่าน เพื่อคุ้มครองสิทธิและความต่อเนื่องทางการศึกษาของผู้เรียนที่ได้ขึ้นทะเบียนหรืออยู่ระหว่างการเรียนตามหลักสูตรเดิม ให้สามารถสะสมผลการเรียน เทียบโอน วัดและประเมินผล และสำเร็จการศึกษาได้อย่างมีมาตรฐาน โดยไม่ถูกกระทบจากการเปลี่ยนผ่านหลักสูตร เนื่องจากการลงทะเบียนเรียนของนักศึกษา สกร. มีลักษณะการจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่นตามบริบทและความพร้อมของผู้เรียนเพราะ สกร.คำนึงถึงความจำเป็นนักศึกษาที่ไม่สามารถเรียนได้เต็มเวลาของหลักสูตร ที่สำคัญ สกร. ได้มีการประเมินหลักสูตร พ.ศ. 2551 อย่างเป็นระบบแล้ว โดยใช้รูปแบบการประเมินซิปโมเดล หรือ CIPP Model ครอบคลุมด้านบริบท ด้านปัจจัยนำเข้า ด้านกระบวนการ และด้านผลผลิต เพื่อพิจารณาความเหมาะสมของหลักสูตร การนำหลักสูตรไปใช้จริง คุณภาพผู้เรียน และแนวทางการพัฒนาหลักสูตรในระยะต่อไป ซึ่งผลการประเมินดังกล่าวเป็นฐานสำคัญในการจัดทำหลักสูตรส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อคุณวุฒิตามระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2567 ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. 2566 ดังนั้น หลักสูตร 2551 จึงเป็นหลักสูตรฐานเดิมที่ต้องบริหารเพื่อคุ้มครองผู้เรียนเดิม ส่วนหลักสูตร 2567 คือหลักสูตรฐานใหม่ที่ใช้ขับเคลื่อนภารกิจของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ในระยะต่อไป การดำเนินการทั้งสองส่วนจึงเป็นกระบวนการเปลี่ยนผ่านอย่างมีระบบ มีข้อมูลรองรับ และไม่ทิ้งผู้เรียนไว้กลางทาง

สำหรับการสำรวจข้อมูลที่ได้ดำเนินการแล้วนั้น สถานศึกษาได้รายงานข้อมูลการซื้อหนังสือและสื่อการเรียนรู้ รายภาคเรียน วิชา ชื่อหนังสือ ราคาต่อเล่ม จำนวน และบริษัทที่ซื้อ รวมถึงวิธีการจัดซื้อ และประเภทงบประมาณ นอกจากยังได้แยก พิจารณา 2 หลักสูตร ได้แก่
1. หลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551
2. หลักสูตรส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อคุณวุฒิตามระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2567

การแยกข้อมูลดังกล่าว จะช่วยให้สามารถจำแนกข้อเท็จจริงระหว่างสื่อที่ใช้ในช่วงเปลี่ยนผ่านจากหลักสูตรเดิม กับสื่อที่พัฒนาสำหรับหลักสูตรใหม่ได้อย่างชัดเจน

ทั้งนี้ การบริหารจัดการสื่อในช่วงเปลี่ยนผ่าน กรมฯ จะคำนึงถึงสิทธิ ความต่อเนื่อง และโอกาสทางการศึกษาของผู้เรียนที่กำลังศึกษาในหลักสูตรเดิม ควบคู่กับการเร่งพัฒนาหนังสือเรียน สื่อดิจิทัล คลังสื่อการเรียนรู้ และเครื่องมือสนับสนุนครู ให้สอดคล้องกับหลักสูตร พ.ศ. 2567 ซึ่งมุ่งเน้นสมรรถนะผู้เรียน การเชื่อมโยงกับชีวิตจริง อาชีพ เทคโนโลยี และบริบทของสังคมปัจจุบัน
ในการชี้แจงประเด็นดังกล่าว กรมฯ เห็นว่าจำเป็นต้องอธิบายข้อเท็จจริงโดยยึดลำดับเวลาอย่างชัดเจนว่า หลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 เป็นฐานหลักสูตรเดิมที่ยังต้องบริหารจัดการเพื่อคุ้มครองสิทธิและความต่อเนื่องทางการศึกษาของผู้เรียนเดิม แต่หนังสือเรียนและสื่อการเรียนรู้ที่ใช้ประกอบหลักสูตรดังกล่าวมิได้หยุดนิ่งอยู่ที่ปี 2551 หรือเป็นหนังสือชุดเดียวที่ไม่มีการดำเนินการเพิ่มเติม

จากข้อมูลใบอนุญาตให้ใช้หนังสือเรียน กศน. หลักสูตร 2551 ตลอดหลักสูตร พบว่า หนังสือเรียนรายวิชาบังคับมีปีที่ได้รับอนุญาตให้ใช้หลายช่วงเวลา เช่น ปี 2555 ปี 2556 ปี 2563 ปี 2564 และปี 2565 ขณะที่หนังสือเรียนรายวิชาเลือกมีข้อมูลในหลายช่วงเวลาเช่นกัน เช่น ปี 2559 ปี 2563 ปี 2564 และปี 2565 สะท้อนให้เห็นว่า แม้หลักสูตร 2551 จะเป็นฐานหลักสูตรเดิม แต่หนังสือเรียนและสื่อการเรียนรู้ที่ใช้ประกอบหลักสูตรมีการพิจารณาอนุญาตให้ใช้ตามช่วงเวลา มิใช่การใช้หนังสือชุดเดิมตั้งแต่ปี 2551 โดยไม่มีการดำเนินการใดเพิ่มเติม

นอกจากนี้ ในปี 2560 สำนักงาน กศน. ในขณะนั้น ได้มีหนังสือแจ้งสำนักพิมพ์เอกชนให้ทบทวนและแก้ไขข้อมูลในหนังสือเรียนที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ชาติไทย พระมหากษัตริย์ และสถาบันพระมหากษัตริย์ เพื่อให้สำนักพิมพ์ตรวจสอบความถูกต้อง ความเหมาะสม และความเป็นปัจจุบันของเนื้อหาก่อนจัดพิมพ์จำหน่ายให้สถานศึกษา พร้อมกำหนดแนวทางการแก้ไขประกอบอย่างชัดเจน กรณีดังกล่าวสะท้อนว่า หน่วยงานให้ความสำคัญกับความถูกต้องของเนื้อหา และมีการแจ้งให้ผู้เกี่ยวข้องดำเนินการแก้ไขเมื่อพบประเด็นที่ควรปรับให้เหมาะสมกับข้อเท็จจริงและบริบทของเวลา

ขณะเดียวกัน สำนักงาน กศน. ในขณะนั้น ยังได้ดำเนินการติดตามผลการใช้สื่อและศึกษาสภาพความต้องการในการใช้สื่อจากพื้นที่จริง โดยรายงานผลการศึกษาสภาพและความต้องการในการใช้สื่อเพื่อการจัดการเรียนรู้ตามหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 เอกสารวิชาการลำดับที่ 1/2564 ระบุว่า มีการเก็บข้อมูลจากสถานศึกษาที่จัดการเรียนรู้นอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยมีแบบสอบถามจากสถานศึกษาตอบกลับ 844 แห่ง และเมื่อตรวจสอบความสมบูรณ์ของข้อมูลแล้วใช้วิเคราะห์ได้ 431 แห่ง แสดงให้เห็นว่า หน่วยงานเคยรับฟังข้อมูลจากผู้ใช้สื่อในพื้นที่จริง เพื่อประกอบการพัฒนาสื่อให้สอดคล้องกับบริบทของผู้เรียนและสถานศึกษา

อย่างไรก็ตาม กรมฯ เห็นว่าการดำเนินงานในระยะต่อไปจำเป็นต้องยกระดับระบบกำกับดูแลหนังสือเรียนและสื่อการเรียนรู้ให้ครอบคลุมมากขึ้น จากเดิมที่มุ่งพิจารณาความสอดคล้องของเนื้อหากับหลักสูตร การอนุญาตให้ใช้หนังสือเรียน และการรับฟังผลการใช้สื่อจากสถานศึกษา ไปสู่การกำหนดแนวทางกลางเพิ่มเติมในด้านมาตรฐานราคา มาตรฐานรูปเล่ม คุณภาพการผลิต ความเหมาะสมของรูปแบบหนังสือ แหล่งจัดหา วิธีการจัดซื้อ และความคุ้มค่าต่อผู้เรียนและงบประมาณของรัฐ

 

ดังนั้น การสำรวจหนังสือเรียนทั่วประเทศในครั้งนี้ จึงมิใช่เพียงการรวบรวมรายชื่อหนังสือเท่านั้น แต่เป็นการจัดทำฐานข้อมูลเพื่อแยกให้ชัดว่า หนังสือและสื่อรายการใดใช้กับหลักสูตรเดิม พ.ศ. 2551 รายการใดใช้กับหลักสูตรใหม่ พ.ศ. 2567 ได้รับอนุญาตให้ใช้ในช่วงเวลาใด จัดหาจากแหล่งใด ราคาต่อเล่มเท่าใด รูปเล่มและคุณภาพการผลิตเหมาะสมหรือไม่ และมีผลการใช้จริงในพื้นที่อย่างไร เพื่อให้การทบทวนและยกระดับหนังสือเรียนของ สกร. ดำเนินไปบนฐานข้อมูลจริง โปร่งใส ตรวจสอบได้ และนำไปสู่การกำหนดมาตรการกลางด้านคุณภาพเนื้อหา ราคา รูปเล่ม การจัดหา และการติดตามผลการใช้สื่อ ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้เรียน

เพื่อให้การดำเนินการตามข้อสั่งการของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในประเด็นการตั้งคณะกรรมการประเมินมาตรฐานหนังสือของ สกร. เป็นไปอย่างรอบคอบ โปร่งใส มีผู้ทรงคุณวุฒิจากหน่วยงานภายนอกเข้าร่วม
กรมส่งเสริมการเรียนรู้ได้ดำเนินการออกคำสั่งที่เกี่ยวข้องอย่างเร่งด่วน จำนวน 2 คำสั่ง ได้แก่
1. คำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการประเมินมาตรฐานและแก้ปัญหาคุณภาพหนังสือเรียน
2. คำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการติดตามและประเมินสื่อหนังสือเรียนที่ใช้ในการจัดการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานและการเรียนรู้เพื่อคุณวุฒิตามระดับของสถานศึกษาสังกัดกรมส่งเสริมการเรียนรู้
โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิจากหน่วยงานภายนอกเข้าร่วมเป็นกรรมการ เพื่อประเมินคุณภาพ ความถูกต้อง ความเหมาะสม และความสอดคล้องของสื่อกับหลักสูตร รวมทั้งติดตามผลการใช้สื่อในการจัดการเรียนรู้จากพื้นที่จริง เพื่อนำข้อมูลไปใช้ปรับปรุงหนังสือเรียนและสื่อการเรียนรู้อย่างเป็นรูปธรรม

ทั้งนี้ กรมฯ จะใช้ผลการดำเนินงานของคณะกรรมการดังกล่าว ประกอบกับข้อมูลการสำรวจหนังสือเรียนทั่วประเทศ เพื่อจัดทำข้อสรุปและข้อเสนอเชิงระบบเสนอต่อผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการตามข้อสั่งการต่อไป

ในระยะเร่งด่วน กรมฯ ได้ดำเนินการ 5 เรื่องสำคัญ ดังนี้
1. สำรวจข้อมูลหนังสือและสื่อการเรียนรู้ทั่วประเทศ แยกตาม 2 หลักสูตรอย่างชัดเจน
2. รวบรวมและตรวจสอบข้อมูลแหล่งจัดหา ราคา งบประมาณ วิธีการจัดซื้อ และเอกสารหลักฐาน
3. ดำเนินการตามคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการ เพื่อศึกษา แก้ปัญหา ติดตาม และประเมินมาตรฐานหนังสือเรียนและสื่อการเรียนรู้
4. ประเมินผลการใช้จริงจากผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกร่วมพิจารณา
5. ทบทวนรายการสื่อเดิม และจัดทำแนวทางบริหารช่วงเปลี่ยนผ่านสู่หลักสูตรใหม่โดยไม่กระทบสิทธิผู้เรียน ควบคู่กับการพัฒนาหนังสือเรียน สื่อดิจิทัล และเครื่องมือสนับสนุนครู ให้สอดคล้องกับบริบทโลกยุคปัจจุบัน

นอกจากนี้ กรมฯ ยังรับทราบข้อห่วงใยเกี่ยวกับสถานที่เรียนและสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ในบางพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่ฝั่งธนบุรี ซึ่งมีข้อสั่งการให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงว่ามีการเช่าพื้นที่ของเอกชนหรือใช้พื้นที่ภายในวัดเพื่อจัดการเรียนรู้หรือไม่ อย่างไร ทั้งนี้ อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ได้มอบหมายรองอธิบดีที่รับผิดชอบดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง ลงพื้นที่หรือประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามความเหมาะสม เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วน และนำไปกำหนดแนวทางสนับสนุนหรือแก้ไขปัญหา โดยคำนึงถึงความปลอดภัย ความเหมาะสมของสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ และประโยชน์ของผู้เรียนเป็นสำคัญ

ข้อมูลที่ได้รับจากการสำรวจ จะถูกจัดทำเป็นฐานข้อมูลกลางของกรม เพื่อใช้ประกอบการรายงานต่อผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ การชี้แจงต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และการกำหนดนโยบายพัฒนาระบบสื่อการเรียนรู้ของ สกร. บนพื้นฐานข้อมูลที่ถูกต้องและตรวจสอบได้ โดยกรมฯ จะเร่งสรุปผลเบื้องต้นและแนวทางดำเนินการในระยะเร่งด่วน เพื่อนำเสนอผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการตามขั้นตอนต่อไป

กรมส่งเสริมการเรียนรู้ยืนยันว่า ทุกข้อห่วงใยจากสังคมจะถูกนำเข้าสู่กระบวนการพิจารณาอย่างเป็นระบบ โดยอาศัยข้อมูลจริงและหลักฐานเชิงประจักษ์ ไม่สรุปผลล่วงหน้า และดำเนินการอย่างตรงไปตรงมา โปร่งใส และตรวจสอบได้ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้เรียนและประชาชน และสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบการเรียนรู้ตลอดชีวิตของประเทศอย่างยั่งยืน

“รีแบรนด์ สกร.ทั้งประเทศ! ดันห้องสมุดเป็น Co-working Space พลิกการเรียนรู้ยุคใหม่”

เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) ลงพื้นที่อำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ เพื่อตรวจเยี่ยมสถานศึกษาที่ได้รับผลกระทบจากวาตภัย พร้อมติดตามการดำเนินงานของศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) จังหวัดศรีสะเกษ อย่างใกล้ชิด ท่ามกลางภารกิจเร่งด่วนฟื้นฟูความเสียหายและยกระดับคุณภาพการศึกษาในพื้นที่

รมช.ศึกษาธิการ กล่าวไปว่า จากการลงพื้นที่ โรงเรียนขุขันธ์วิทยา ซึ่งได้รับความเสียหายจากพายุ ตนได้สั่งการให้เร่งจัดสรรงบฉุกเฉินเพื่อซ่อมแซมอาคารเรียนให้แล้วเสร็จก่อนเปิดภาคเรียน เพื่อความปลอดภัยของนักเรียนและครู พร้อมกันนี้ได้แนะนำให้โรงเรียนจัดทำคำของบประมาณปี 2571 เพื่อก่อสร้างอาคารเรียนหลังใหม่ทดแทนในระยะยาว นอกจากนี้ ยังเตรียมสนับสนุนรถยนต์จากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จำนวน 1 คัน เพื่อช่วยเหลือนักเรียนที่ขาดแคลน พี่อยู่ห่างไกลได้เดินทาง เพื่อลดอุปสรรคในการเข้าถึงการศึกษา

“โรงเรียนขุขันธ์ ซึ่งเป็นโรงเรียนขนาดใหญ่พิเศษ มีนักเรียนมากถึง 3,674 คน พบปัญหาโครงสร้างพื้นฐานไม่เพียงพอ โดยเฉพาะโรงอาหารที่รองรับได้เพียง 900 คน ส่งผลให้เกิดความแออัดอย่างหนักในช่วงเวลาอาหารกลางวัน ผมจึงได้มอบแนวทางให้จัดทำแผนของบลงทุนปี 2571 เพื่อก่อสร้างโรงอาหารแห่งใหม่ให้เพียงพอ รองรับนักเรียนจำนวนมากได้อย่างเหมาะสม“ นายอัครนันท์ กล่าวและว่า ขอชื่นชมโครงการ “พี่ดูแลน้อง” ของโรงเรียน ที่สร้างระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนแบบเครือข่ายภายในสถานศึกษา เสริมความปลอดภัยและสร้างวินัยในกลุ่มนักเรียน ถือเป็น “โมเดลต้นแบบ” ที่มีศักยภาพ และควรขยายผลไปยังโรงเรียนอื่นในสังกัด สพฐ. ทั่วประเทศ

นอกจากนี้ รมช. ศึกษาธิการ ยังได้ติดตามการดำเนินงานของ ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ จังหวัดศรีสะเกษ โดยรับทราบปัญหาข้อจำกัดด้านอาคารสถานที่และทรัพยากร จึงเตรียมผลักดันงบลงทุนเพื่อก่อสร้างอาคาร สกร. ระดับอำเภอราษีไศลแห่งใหม่ รวมถึงงบซ่อมแซมอาคาร ศกร. ระดับตำบลในพื้นที่ชายแดน อาทิ อ.กันทรลักษ์ อ.ขุนหาญ และ อ.ภูสิงห์ เพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐานการเรียนรู้ให้เข้มแข็ง รวมถึงการ “รีแบรนด์” ห้องสมุดประชาชนทั่วประเทศให้เป็น Co-working Space รองรับผู้เรียน มาใช้ประโยชน์ในพื้นที่ นอกจากนี้นายอัครนันท์ ยังกล่าวย้ำว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้มุ่งเน้นการทำงานเชิงรุก โดยไม่ต้องการให้โรงเรียนเตรียมการต้อนรับที่เป็นภาระ “ขอเพียงน้ำเปล่าแก้วเดียวก็พอ” สะท้อนนโยบายสำคัญของกระทรวงศึกษาธิการในยุคปัจจุบัน คือ “ลดภาระครู” ผ่านการยกเลิกโครงการที่ซ้ำซ้อน คืนเวลาให้ครูได้ทำหน้าที่หลักในการสอนและพัฒนาผู้เรียนอย่างเต็มศักยภาพ

“ผมตั้งใจมารับฟังปัญหาจริงในพื้นที่ เพื่อหาทางออกร่วมกัน เพราะโอกาสทางการศึกษาต้องเข้าถึงทุกคน สะท้อนทิศทางเชิงรุกของกระทรวงศึกษาธิการในการเร่งฟื้นฟูสถานศึกษา ควบคู่กับการวางแผนระยะยาว ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน บุคลากร และคุณภาพการเรียนรู้ เพื่อยกระดับการศึกษาไทยให้ตอบโจทย์ความเปลี่ยนการเปลี่ยนแปลงของโลกในอนาคต

“ประเสริฐ”ชูกรรมการสถานศึกษามีความสำคัญต่อคุณภาพของสถานศึกษา

เมื่อวันที่  30 เมษายน 2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดการประชุมสัมมนาวิชาการ เรื่อง “ฉากทัศน์การศึกษาไทย ในยุคสังคมโลกเปลี่ยน” (Scenarios of Thai Education in an Era of Global Transformation) พร้อมมอบโล่ประกาศเกียรติคุณดีเด่น ประจำปี 2568 กว่า 1,360 คน ณ โรงแรมสุนีย์แกรนด์ อุบลราชธานี โดยมี นายณรงค์ เทพเสนา ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี คณะผู้บริหารระดับสูง กระทรวงศึกษาธิการเข้าร่วม

นายประเสริฐ กล่าวว่า จากการรับฟังรายงานแสดงให้เห็นว่า คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานของแต่ละโรงเรียนมีบทบาทสำคัญยิ่งต่อคุณภาพและความสำเร็จของสถานศึกษา ให้ความร่วมมือสนับสนุน ส่งเสริมและขับเคลื่อนการจัดการศึกษา ด้วยความเสียสละ อุทิศตน อย่างเต็มกำลังความสามารถ จึงเป็นผู้สมควรได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติ เข้ารับโล่ประกาศเกียรติคุณถึงคุณงามความดีที่มีต่อวงการศึกษา

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวต่อไปว่า กระทรวงศึกษาธิการ มี 5 ภารกิจเร่งด่วน ในการร่วมกับทุกภาคส่วนกู้วิกฤตทุนมนุษย์ เพื่อสร้าง DNA พลเมืองนักคิดวิเคราะห์และแก้ปัญหาได้ ได้แก่ คืนเวลาให้ครู คืนอนาคตให้เด็ก ด้วยโครงการ Work Smart ยุบรวมโครงการซ้ำซ้อน เตรียมนำร่องระบบ “ครัวกลาง” (Cloud Kitchen) ร่วมกับท้องถิ่น เพื่อไม่ให้ครูต้องทำหน้าที่แม่ครัวหรืองานจัดซื้อจัดจ้าง, รื้อสูตรลดความเหลื่อมล้ำด้านงบประมาณ โดยเตรียมยกเลิกการจัดสรรงบแบบเท่ากันแต่ไม่เป็นธรรม พร้อมผนึกกำลังดันโครงการ Thailand Zero Dropout และยกระดับทุน ODOS เพื่อรับประกันโอกาสที่เท่าเทียม นอกจากนี้ได้เตรียมผลักดันหลักสูตรฐานสมรรถนะและนโยบาย “AI for All” เพื่อสร้างความเป็นพลเมืองโลกของเด็กไทย และสำหรับการประเมิน PISA 2029 ด้วย และแน่นอนว่า เราให้ความสำคัญกับโรงเรียนต้องเป็น “พื้นที่ปลอดภัย” และในอนาคตจะตั้ง “ศูนย์พิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ” ปกป้องผู้เรียนและบุคลากรจากความรุนแรง รวมทั้ง การผลักดัน พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ฉบับใหม่ ให้เป็น “ธรรมนูญการศึกษา” เพื่อปลดล็อกหลักสูตรและคุ้มครองผู้เรียนอย่างยั่งยืนต่อไป

นายปรีชา จิตรสิงห์ นายกสมาคมกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานแห่งประเทศไทย กล่าวว่า สมาคมฯ ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2543 เพื่อส่งเสริมสนับสนุนการปฏิบัติงานของกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานของโรงเรียนที่ทันสมัยสู่มาตรฐานสากล สำหรับการประชุมทางวิชาการฯ ปี 2568 จัดขึ้นเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้เกี่ยวกับการจัดการศึกษา และยกย่องเชิดชูเกียรติบุคคลากรดีเด่น ประจำปี ประกอบด้วย ประธานคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน กรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน กรรมการและเลขานุการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ศึกษานิเทศก์ รองผู้อำนวยการสถานศึกษา และครูดีเด่น ตลอดจนเพื่อรายงานผลการดำเนินการของสมาคมฯ โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมทางวิชาการและประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2568 กว่า 1,800 คน

ไทย-ญี่ปุ่น ยกระดับความสัมพันธ์ “อาชีวะ-KOSEN” ดึง AI ช่วยลดภาระครู

เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วยผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ ให้การต้อนรับ นายโอซาตะ มากาโตะ เอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มแห่งประเทศญี่ปุ่นประจำประเทศไทย และคณะ ในโอกาสเข้าพบเพื่อยกระดับความร่วมมือทางการศึกษาไทย-ญี่ปุ่น และความสัมพันธ์ในโอกาสสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตครบรอบ 139 ปี ณ ห้องดำรงราชานุภาพ กระทรวงศึกษาธิการ

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า ได้นำเสนอนโยบายการศึกษา 5 ด้านของ ศธ. ที่แถลงต่อรัฐสภา ประกอบด้วย การนำ AI มาลดภาระงานธุรการให้ครูได้ทุ่มเทกับการสอนอย่างเต็มที่ โดยชูห้องปฏิบัติการปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI Lab ของญี่ปุ่นเป็นต้นแบบ การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ด้วยการปรับเพิ่มงบประมาณรายหัวสำหรับเด็กในพื้นที่ห่างไกล ตลอดจนการยกระดับหลักสูตรให้ตอบโจทย์ตลาดแรงงานและเศรษฐกิจยุคใหม่ สร้างโรงเรียนเป็นพื้นที่ปลอดภัยผ่านศูนย์พิทักษ์สิทธินักเรียนและบุคลากรทางการศึกษา ที่เปิดบริการตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมนักกฎหมายและนักจิตวิทยาประจำการ และการผลักดัน พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ ให้มีผลบังคับใช้ได้จริงในรัฐบาลชุดนี้

นอกจากนี้ รมว.ศธ. ยังได้เสนอแนวทางความร่วมมือในอนาคต 3 ด้าน ได้แก่ การขยายอาชีวศึกษาและสนับสนุนทุนฝึกงานในสถานประกอบการญี่ปุ่นทั้งในไทยและในญี่ปุ่น การเสริมความแข็งแกร่งโครงการ KOSEN เพื่อแลกเปลี่ยนนักเรียนและองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และการสนับสนุนครูอาสาสมัครญี่ปุ่นด้านภาษาและวิทยาศาสตร์ เพื่อพัฒนาศักยภาพโรงเรียนวิทยาศาสตร์ไทยอย่างครบวงจร

ด้านเอกอัครราชทูตญี่ปุ่น กล่าวว่า นโยบายของ รมว.ศึกษาธิการ มีความกว้างขวาง รอบด้าน และสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทยในการพัฒนาการศึกษาอย่างจริงจัง พร้อมแบ่งปันประสบการณ์ของญี่ปุ่นในหลายมิติ อาทิ การปฏิรูปนโยบายยกเว้นค่าเรียนระดับมัธยมปลายเพื่อบรรเทาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ การใช้ AI เสริมประสิทธิภาพและสร้างแรงบันดาลใจให้ครู ตลอดจนการแก้ปัญหาเด็กนอกระบบการศึกษา ซึ่งญี่ปุ่นเองก็เผชิญความท้าทายในประเด็นนี้เช่นกัน รวมถึงการสนับสนุนของสถานทูตญี่ปุ่นต่อมูลนิธิบ้านพระพรที่ดูแลเด็กไร้บ้านในไทย พร้อมยืนยันความพร้อมของญี่ปุ่นในการสนับสนุนไทยผ่านโครงการ JICA, Japan Foundation และ KOSEN พร้อมเปิดกว้างสำหรับโครงการความร่วมมือเพิ่มเติม เพื่อร่วมกันพัฒนาการศึกษาของทั้งสองประเทศต่อไป

“อัครนันท์”ลุย 3 จังหวัด ดันงบ 14 ล้าน เร่งสร้างโรงเรียนพัง ขณะที่สุมตรวจห้องสมุด “สกร”พบหนังสือหลักสูตรเก่า สั่งแก้ไขทันที

เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2569 นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศึกษาธิการ) ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสถานศึกษาในพื้นที่จังหวัดชัยภูมิ นครราชสีมา และยโสธร เพื่อติดตามความเสียหายจากพายุฤดูร้อน พร้อมเร่งรัดการช่วยเหลือและยกระดับคุณภาพการศึกษาในพื้นที่ ทั้งนี้ นายอัครนันท์ กล่าวว่า จากการตรวจเยี่ยมโรงเรียนโนนหญ้าคาหนองสระพิทยาคม จ.ชัยภูมิ ซึ่งได้รับผลกระทบอย่างหนักจากพายุฤดูร้อน พบว่า อาคารเรียนแบบ ป.1 ฉ มีสภาพชำรุดแตกร้าว ไม่คุ้มค่าต่อการซ่อมแซม จึงได้สั่งการให้เร่งอนุมัติรื้อถอนทันที พร้อมให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาจัดทำคำของบประมาณเพื่อก่อสร้างอาคารใหม่ทดแทนโดยด่วน เพื่อความปลอดภัยของครูและนักเรียน พร้อมกันนี้ยังได้ชื่นชมโรงเรียนที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่โดดเด่น แม้จะมีนักเรียนเพียง 55 คน และครู 5 คน แต่เป็นอัตราส่วนครูต่อนักเรียนที่เหมาะสม (1:10) ส่งผลให้คะแนนสอบ O-NET สูงถึง 90 คะแนน ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการเตรียมนำโมเดลดังกล่าวไปขยายผลในโรงเรียนอื่นต่อไป

นอกจากนี้ รมช.ศึกษาธิการ ยังได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอบัวใหญ่ จ.นครราชสีมา แบบไม่แจ้งล่วงหน้า พบว่าหนังสือในห้องสมุดยังล้าสมัยยังเป็นหลักสูตรปี 2551 จึงสั่งการให้เร่งปรับปรุงให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่ จากนั้นก็ได้เดินทางไปยังพื้นที่ จ.ยโสธร เพื่อติดตามช่วยเหลือโรงเรียน 5 แห่งที่ได้รับผลกระทบจากพายุฤดูร้อน ซึ่งจะนำงบประมาณเหลือจ่ายจากส่วนกลางกว่า 1.88 ล้านบาท มาซ่อมแซมอาคารเรียนให้แล้วเสร็จทันเปิดภาคเรียน พร้อมกำชับให้งดใช้อาคารโรงเรียนอนุบาลยโสธรที่ชำรุดหนักเพื่อความปลอดภัย และเตรียมผลักดันคำของบประมาณปี 2570 วงเงิน 14 ล้านบาท เพื่อก่อสร้างอาคารเรียนใหม่จำนวน 18 ห้องเรียนมาทดแทน

“กระทรวงศึกษาธิการให้ความสำคัญกับ “ความปลอดภัย” เป็นอันดับแรกของสถานศึกษา และผมได้เตรียมเสนอของบประมาณปี 2570 เพิ่มอีก 4,000 ล้านบาท เพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนบุคลากร ยกระดับวิทยฐานะ และพัฒนาระบบการเรียนรู้ผ่านคอร์สออนไลน์ รวมถึงปรับห้องสมุดให้เป็น Co-working Space เพราะการศึกษาคือรากฐานของประเทศ”นายอัครนันท์ กล่าว

อาชีวะรุกสร้างธรรมาภิบาลในสถานศึกษา ต่อต้านทุจริต ประพฤติมิชอบ

เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2569 นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.)มอบหมายให้ นายณรงค์ชัย เจริญรุจิทรัพย์ รองเลขาธิการ กอศ. เป็นประธานเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการ “การประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 ของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา” ภายใต้โครงการเสริมสร้างคุณธรรม จริยธรรม และธรรมาภิบาลในสถานศึกษา แผนงานบูรณาการต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ ซึ่งจัดโดยกลุ่มงานจริยธรรมและวิทยาลัยการอาชีพนวมินทราชูทิศ ระหว่างวันที่ 30 เมษายน ถึง 2 พฤษภาคม 2569 ณ โรงแรมทาวน์ อิน ทาวน์ กรุงเทพมหานคร โดยมีคณะทำงานขับเคลื่อนการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐของสอศ. (ส่วนกลาง) และทีมงานวิทยาลัยการอาชีพนวมินทราชูทิศ เข้าร่วมการประชุมดังกล่าว

นายณรงค์ชัย เปิดเผยว่า การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจ สนับสนุน ส่งเสริม และสร้างความเข้มแข็งในการขับเคลื่อนการดำเนินงาน ด้านคุณธรรม จริยธรรมและธรรมภิบาลของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา และเตรียมความพร้อมสำหรับการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ หรือการประเมิน ITA ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา โดยมีเป้าหมายใน ปี พ.ศ.2570 ให้ทุกหน่วยงานต้องดำเนินการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสของหน่วยงานภาครัฐตามระเบียบที่สำนักงาน ป.ป.ช. กำหนด และต้องผ่านการประเมินในเกณฑ์ไม่น้อยกว่าร้อยละ 85 และผู้บริหารสูงสุด จะต้องแสดงเจตจำนงสุจริต และคำมั่นว่าจะปฏิบัติหน้าที่ และบริหารหน่วยงานอย่างซื่อสัตย์สุจริต โปร่งใส เป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล ประกอบกับนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการและนโยบายพัฒนา การอาชีวศึกษาของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาได้ให้ความสำคัญในการป้องกันและปราบปราม การทุจริต การบริหารโดยยึดถือนโยบายเรื่องความซื่อสัตย์สุจริตและการไม่เรียกรับหรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด

สำหรับกิจกรรมการประชุมครั้งนี้ ประกอบด้วย การอภิปราย เรื่อง การขับเคลื่อนการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ โดยวิทยากรจากศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการทุจริตกระทรวงศึกษาธิการ / การอภิปราย เรื่อง แนวทางการดำเนินการตามประมวลจริยธรรมข้าราชการและการดำรงตนให้อยู่ในวินัยของข้าราชการที่ดี โดยวิทยากรจากสำนักงาน ก.พ./ การอภิปราย เรื่อง แนวทางการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ (ITA) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยวิทยากรจากสำนักงาน ป.ป.ช. และสรุปแผนการดำเนินการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ (ITA) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ของสอศ. ตามตัวชี้วัด

ประเสริฐ” เดินหน้า 3 นโยบายใหญ่ ดัน STEM แก้เหลื่อมล้ำ-ดึงเด็กคืนห้องเรียน-คืนเวลาให้ครู ปักธงเรียนฟรีมีจริง

อุบลราชธานี – เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้ลงพื้นที่เขตตรวจราชการที่ 14 (อุบลราชธานี ศรีสะเกษ ยโสธร และอำนาจเจริญ) เป็นครั้งแรก และได้มอบนโยบายการศึกษาแก่ผู้บริหาร ครู และบุคลากรทางการศึกษา พร้อมย้ำทิศทาง “การศึกษาไทยต้องปรับตัวให้ทันโลก” ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยี เศรษฐกิจ และภูมิรัฐศาสตร์ โดย รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า  การพัฒนาเด็กและเยาวชนต้องมุ่งสู่การเป็น “พลเมืองโลก” ควบคู่กับการตอบโจทย์เศรษฐกิจใหม่ (S-Curve) โดยเน้นการจัดการเรียนรู้ด้านสะเต็มศึกษา (STEM) ตั้งแต่ระดับปฐมวัยถึงอาชีวศึกษา เพื่อสร้างกำลังคนที่มีทักษะรองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต นอกจากนี้ ยังได้ประกาศเดินหน้า 3 นโยบายสำคัญให้เกิดผลเป็นรูปธรรมในทุกระดับการศึกษา ได้แก่ โครงการ Zero Drop Out เพื่อนำเด็กที่หลุดจากระบบกลับเข้าสู่การศึกษาอย่างเหมาะสมตามศักยภาพ การขยายโครงการทุน ODOS ให้สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่อีสานใต้ เพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษาที่เท่าเทียม และโครงการ Work Smart ที่มุ่งลดภาระงานครู โดยปรับระบบตัวชี้วัดและลดงานที่ไม่จำเป็น เพื่อให้ครูสามารถทุ่มเทเวลาให้กับการสอนอย่างเต็มที่ เน้นการจัดการศึกษาที่สอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่ โดยเปรียบเสมือน “ช่างตัดเสื้อ” ที่ต้องออกแบบการศึกษาให้เหมาะสมกับความแตกต่างด้านภูมิศาสตร์ เศรษฐกิจ สังคม และทรัพยากรของแต่ละจังหวัด

“การศึกษาจะต้องเข้าถึงทุกคน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง เด็กพิการ และโรงเรียนที่ขาดแคลน เราจะทำให้ ‘เรียนฟรีมีจริง’ และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังแม้เพียงคนเดียว”นายประเสริฐ กล่าว

“ประเสริฐ” ชู 3 แนวทาง ยกระดับการศึกษาพิเศษ ย้ำจุดยืนไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังแม้เพียงคนเดียว

เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ลงพื้นตรวจเยี่ยมศูนย์การศึกษาพิเศษ เขตการศึกษา 10 จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งมีบทบาทในลักษณะศูนย์บริการช่วยเหลือระยะเเรกเริ่ม และเตรียมความพร้อมของคนพิการ 7 ประเภท เพื่อเข้าสู่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก โรงเรียนอนุบาล โรงเรียนเรียบร่วม โรงเรียนเฉพาะความพิการ ศูนย์เรียนเฉพาะความพิการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ปัจจุบันมีนักเรียน 1,088 คน แบบไป-กลับ และแบบอยู่ประจำ 7 ครอบครัว มีครู บุคลากร และพี่เลี้ยง รวม 204 คน ทั้งยังดูแลเด็กในหน่วยบริการนอกศูนย์ฯ ในเขต 1-5 รวม 27 หน่วย และเด็กที่รับบริการที่บ้าน ซึ่งมีความพิการรุนแรง ไม่สามารถเดินทางมารับบริการที่ศูนย์ฯ ได้อีกด้วย

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า จากการรับฟังรายงานถือเป็นเสียงสะท้อนในการจัดบริการให้กับเด็กพิเศษที่แท้จริง และถือเป็นงานต้องอาศัยความเสียสละ เพราะการดูแลเด็กเหล่านี้ ต้องให้การดูแลเป็นพิเศษและแตกต่างจากเด็กทั่วไป ซึ่งสิ่งที่ท่านได้สะท้อนเรื่องของงบประมาณที่เท่าเทียม ความเหลื่อมล้ำ การขาดแคลนบุคลากร 130 อัตรา ทั้งที่จริงๆ แล้ว สัดส่วนครู/พี่เลี้ยงต่อการดูแลเด็กบางคน แทบจะต้องตัวต่อตัวเสียด้วยซ้ำ จึงขอฝากเลขาธิการ กพฐ. เร่งหารือกับผู้เกี่ยวข้อง เพื่อดำเนินการให้เรื่องการเรียนฟรีไม่มีรายจ่าย ต้องเกิดขึ้นจริง

“วันนี้เดินทางมาที่นี่ เพื่อต้องการมาฟังเสียงของคนในพื้นที่ ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ขอยืนยันว่าจะเดินเคียงข้างกับทุกท่าน พร้อมสนับสนุนอย่างเต็มที่ เพื่อทำให้การศึกษา หรือการเรียนฟรีเกิดขึ้นจริงในทุกพื้นที่ของประเทศไทย ภายใต้แนวทางการทำงานใน 3 เรื่อง คือ เรื่องแรกคือการเข้าถึง เด็กทุกคนต้องได้รับการเข้าถึงบริการ ที่เป็นธรรม ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดก็ตาม เรื่องที่ 2 คือเรื่องคุณภาพ การสนับสนุนครู เครื่องมือเครื่องใช้ รวมไปถึง แผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล IEP (Individualized Education Program) ให้การเรียนรู้ตอบโจทย์เด็กแต่ละคนอย่างแท้จริง ซึ่งเรื่องนี้จะต้องมาทำความเข้าใจร่วมกันต่อไป และเรื่องสุดท้าย คือการมีส่วนร่วม โดยพยายามที่จะบูรณากาารการทำงานให้เกิดประโยชน์กับการศึกษาและการเรียนรู้สูงสุด เพื่อสร้างการศึกษาเพื่อความเท่าเทียม และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” นายประเสริฐกล่าว