คุรุสภามอบ “ดอกกล้วยไม้” แก่นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี ประชาสัมพันธ์การจัดงานวันครู ครั้งที่ 70 พ.ศ. 2569

เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2569 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มอบหมายให้ นายองอาจ วงษ์ประยูร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วย ดร.สุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ผศ.ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา ดร.สุดา สุขอ่ำ รองเลขาธิการคุรุสภา ผศ.ดร.พลรพี ทุมมาพันธ์ รองเลขาธิการคุรุสภา นำคณะนักเรียน ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ผู้บริหารและพนักงานเจ้าหน้าที่สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา เข้ามอบ “ดอกกล้วยไม้” ซึ่งเป็นดอกไม้ประจำวันครู แด่ นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีทุกท่าน ณ ทำเนียบรัฐบาล เพื่อประชาสัมพันธ์การจัดงานวันครู ครั้งที่ 70 พ.ศ. 2569 ที่จะจัดขึ้นพร้อมกันในวันศุกร์ที่ 16 มกราคม 2569 ณ หอประชุมคุรุสภา สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ และหน่วยจัดงานวันครูทั่วประเทศ เป็นการสร้างความภาคภูมิใจแก่ผู้ประกอบวิชาชีพครู รณรงค์ให้นักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไป ระลึกถึงพระคุณครู เห็นความสำคัญของครูและวิชาชีพทางการศึกษา และได้ร่วมกิจกรรมงานวันครู

นายองอาจ กล่าวว่า การเข้ามอบดอกกล้วยไม้ในครั้งนี้ มี คณะนักเรียน ครู และผู้บริหารสถานศึกษา จากสถานศึกษา 3 แห่ง ประกอบด้วย โรงเรียนพิบูลประชาสรรค์ โรงเรียนสตรีศรีสุริโยทัย และโรงเรียนอนุบาลสามเสน เป็นผู้แทนผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา เข้ามอบดอกกล้วยไม้ให้แด่ นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี ซึ่งดอกกล้วยไม้ ถูกกำหนดให้เป็นดอกไม้ประจำวันครู โดยคณะกรรมการจัดงานวันครู พ.ศ. 2539 เนื่องจากเห็นว่าธรรมชาติของดอกกล้วยไม้ มีลักษณะคล้ายคลึงกับงานจัดการศึกษาและสภาพชีวิตครู กล้วยไม้แต่ละช่อจะผลิตดอกให้เราได้ชื่นชม ต้องใช้เวลานานและต้องการดูแลเอาใจใส่ไม่น้อย เช่นเดียวกับครูแต่ละคน กว่าจะสั่งสอนเคี่ยวเข็ญศิษย์คนแล้วคนเล่า ให้มีความเจริญงอกงามก้าวหน้าในชีวิตได้ ก็ต้องใช้เวลาอบรมสั่งสอนมิใช่น้อยเช่นกัน

สำหรับการจัดงานวันครู ในวันที่ 16 มกราคม 2569 เป็นการจัดงานวันครู ครั้งที่ 70 กระทรวงศึกษาธิการ โดยคุรุสภา องค์กรหลัก และองค์กรในกำกับ จัดขึ้นในหัวข้อ “พระผู้ทรงเป็นแม่และครูแห่งแผ่นดิน” เพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และส่งเสริมยกย่องเชิดชูเกียรติผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาที่ประกอบคุณงามความดีหรือทำคุณประโยชน์ต่อวงการศึกษาให้เป็นที่ประจักษ์แก่สาธารณชน และเป็นแบบอย่างให้เยาวชนรุ่นหลังได้ยึดถือปฏิบัติตาม โดยจัดพร้อมกันทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาคทั่วประเทศ ในรูปแบบผสมผสาน ทั้ง Onsite และ Online และ ได้กราบเรียนเชิญนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธี ในวันที่ 16 มกราคม 2569 เวลา 09.00 น. ณ หอประชุมคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ และกิจกรรมภายในงาน ประกอบด้วย พิธีทำบุญตักบาตร พิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศแด่ครูผู้วายชนม์ พิธีทำบุญเพื่อความเป็นสิริมงคล พิธีน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้

พิธีบูชาบูรพาจารย์และระลึกถึงพระคุณบูรพาจารย์ พิธีคารวะครูอาวุโส พิธีมอบรางวัล และการปาฐกถาพิเศษ หม่อมหลวงปิ่น มาลากุล ครั้งที่ 8 เป็นต้น และจะมีการถ่ายทอดสด พร้อมล่ามภาษามือ ผ่านสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (NBT) และสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย รวมทั้งผ่านช่องทางออนไลน์ยูทูป และแฟนเพจเฟซบุ๊กคุรุสภา เพื่อให้ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา นักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชนทั่วไป สามารถรับชมพิธีการงานวันครูไปพร้อมกันทั่วประเทศ

สำหรับส่วนภูมิภาคจัดขึ้นตามที่หน่วยจัดงานวันครูแต่ละจังหวัดกำหนด ซึ่งนอกจากรูปแบบการจัดงานหลักแล้ว จะมีการจัดกิจกรรมสัปดาห์วันครู ระหว่างวันที่ 11-17 มกราคม 2569 เพื่อส่งเสริมสามัคคีธรรมระหว่างครู และความเข้าใจอันดีระหว่างครูกับประชาชน ดังนี้

  1. กิจกรรมสาธารณประโยชน์ หรือ จิตอาสา
  2. การกำหนดคำขวัญวันครูเป็นคำขวัญประจำสถานศึกษา ตลอดปี 2569 “หนึ่งคำขวัญ หนึ่งสถานศึกษา” เพื่อกระตุ้นให้เกิดความตระหนักในความสำคัญของวันครู และความภาคภูมิใจในความเป็นครู
  3. จัดชุมนุมครู เพื่อให้ครูทุกคนได้มีโอกาสกล่าวคำปฏิญาณตนต่อผู้ปกครอง และชุมชน เพื่อแสดงถึง
    การให้คำมั่นในการประกอบวิชาชีพ และการรับผิดชอบต่อเยาวชน และการศึกษาของชาติ
  4. จัดกิจกรรมครูเยี่ยมบ้านเด็ก และการเยี่ยมเยือนครูในสัปดาห์วันครู

กระทรวงศึกษาธิการ โดยสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ขอเชิญนักเรียน นิสิต นักศึกษา บุคลากรทางการศึกษา และประชาชนทุกท่านเข้าร่วมกิจกรรมงานวันครู ครั้งที่ 70 พ.ศ. 2569 ณ หอประชุมคุรุสภา สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา และหน่วยจัดงานวันครูทั่วประเทศ ทั้ง Onsite และ Online เพื่อน้อมจิตคาราวะ ระลึกถึงพระคุณครู และกลับไปคารวะครู เพื่อให้วันครูปีนี้ เป็นวันที่มีคุณค่า เปี่ยมด้วยความหมาย อบอวลด้วยความกตัญญูกตเวที และเป็นพลังใจสำคัญในการเชิดชูเกียรติคุณครู ผู้เป็นรากฐานแห่งการพัฒนาคนและพัฒนาชาติอย่างยั่งยืนต่อไป

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

“องอาจ”รับข้อเสนอสภานักเรียนปี 69 ชู 3 ประเด็นหลัก “ทำความดีเพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์” หนุนพัฒนาเยาวชนเป็นพลังของชาติ

เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2569 นายธนพัฒน์ เพชรจำรัส นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนปากพยูนพิทยาคาร ประธานสภานักเรียน ระดับประเทศ ประจำปี 2569 พร้อมด้วยสมาชิกสภานักเรียน ประจำปี 2569 ได้นำเสนอข้อคิดเห็นในการประชุมสภานักเรียนต่อ นายองอาจ วงษ์ประยูร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อนำเสนอให้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี รับทราบต่อไป โดยมี ดร.พิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) และผู้บริหารของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) เข้าร่วมรับฟัง ณ หอประชุมคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ

สำหรับข้อเสนอของสภานักเรียนในปีนี้ มีอยู่ 3 ประเด็นหลัก ซึ่งสภานักเรียนได้นำเสนอประเด็นที่อยากขอรับการสนับสนุน ดังนี้
1. การทำความดีเพื่อชาติ: เปลี่ยนอุดมการณ์สู่การปฏิบัติที่จับต้องได้ สภานักเรียนเล็งเห็นว่าเยาวชนในปัจจุบันมองเรื่องความรักชาติเป็นเรื่องเชิงอุดมการณ์ที่จับต้องยาก และมักขาดพื้นที่การมีส่วนร่วมที่เหมาะสมกับวัย จึงเสนอแนวคิด “TSC ทำความดีเพื่อชาติ” เพื่อปลูกฝังความเป็นพลเมืองคุณภาพ
2. การทำความดีเพื่อศาสนา: แนวคิด “ฮีลใจ” เชื่อมโยงหลักธรรมสู่ Gen Z เนื่องจากวิถีชีวิตคนรุ่นใหม่ผูกติดกับเทคโนโลยี ทำให้มองว่าศาสนาเป็นเรื่องไกลตัว สภานักเรียนจึงเสนอแนวคิด “TSC ทำความดีเพื่อศาสนา” โดยใช้หลักธรรมมาเป็นเครื่องมือในการ “ฮีลใจ” หรือดูแลเยียวยาความรู้สึกเพื่อให้เยาวชนมีพลังใจที่เข้มแข็ง
3. การทำความดีเพื่อสถาบันพระมหากษัตริย์: น้อมนำแนวพระราชดำริสู่การพัฒนาตนเอง สภานักเรียนมุ่งส่งเสริมให้เยาวชน Gen Z มีความเข้าใจในบทบาทของสถาบันพระมหากษัตริย์ผ่านประวัติศาสตร์และเนื้อหาบนโลกออนไลน์ที่น่าสนใจ โดยเสนอโครงการ “TSC ภักดีด้วยหัวใจ” เพื่อเชื่อมโยงความจงรักภักดีเข้ากับการพัฒนาตนเอง

ในโอกาสนี้ นายองอาจ  ได้กล่าวให้โอวาทแก่คณะสภานักเรียนระดับประเทศว่า ขอแสดงความชื่นชม โครงการสภานักเรียนที่ประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีการนำแนวทางตามข้อเสนอและข้อคิดเห็นสภานักเรียน ไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม เกิดการสร้างเครือข่าย การทำงานเป็นทีม และมีจิตอาสา เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาในด้านต่าง ๆ ทำให้เกิดความเข้มแข็งของสภานักเรียน ซึ่งเป็นหนึ่งพลังแห่งการพัฒนา และรัฐบาลได้ตระหนักถึงความสำคัญของนักเรียน ซึ่งจะเติบโตเป็นพลเมืองที่ดี จึงปรารถนาที่จะเห็นนักเรียนทุกคน ร่วมใจรักษาสถาบันชาติ ศาสนา ส่งเสริมระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีระเบียบวินัย ซื่อสัตย์สุจริต กตัญญูกตเวทีต่อผู้มีพระคุณ อนุรักษ์วัฒนธรรมอันดีงาม รู้จักประหยัด ใช้ชีวิตโดยยึดหลักความพอเพียง รับผิดชอบต่อสังคม เป็นกำลังร่วมกันพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้า

ทั้งนี้ กิจกรรมสภานักเรียนเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้นักเรียนได้ฝึกบทบาท หน้าที่ และความรับผิดชอบในฐานะพลเมืองของชาติ ตามวิถีประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ผ่านการมีส่วนร่วมอย่างสร้างสรรค์ ภายใต้กรอบระเบียบ กฎ กติกาของสังคม โดยการอบรมสัมมนาสภานักเรียน ประจำปี 2569 ได้ส่งเสริมให้นักเรียนร่วมกันวิเคราะห์และสังเคราะห์ประเด็นด้านชาติ ศาสนา และสถาบันพระมหากษัตริย์ จากบริบทของสถานศึกษา ชุมชน และสังคม เพื่อนำไปสู่การจัดทำข้อเสนอเชิงสร้างสรรค์ที่สะท้อนพลังความคิดของเยาวชนไทย อันเป็นรากฐานสำคัญในการปลูกฝังจิตสำนึกความรักชาติ ศรัทธาในศาสนา และความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ เพื่อการพัฒนาประเทศต่อไป

“ธรรมนัส”เปิดงานวันเด็กแห่งชาติ เน้นย้ำร่วมหล่อหลอมลูกหลานไทยสร้างอนาคตของชาติ ต้องรู้จักรากเหง้าประวัติศาสตร์ชาติไทย

เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2569 ที่กระทรวงศึกษาธิการ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีเปิดงานวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2569 โดยมี ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และ  ผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ เข้าร่วม  พร้อมกันนี้ได้มีเด็ก เยาวชน และผู้ปกครองจำนวนมากที่เข้าร่วมกิจกรรมแจกของขวัญของรางวัลที่จัดโดยส่วนราชการ หน่วยงาน รัฐและเอกชน ณ บริเวณโดยรอบภายในกระทรวงศึกษาธิการ

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวในการเปิดงานวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2569 ว่า วันนี้ถือว่าเป็นวันสำคัญอย่างยิ่งที่มีการจัดงานทุกจังหวัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่กระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งเป็นกระทรวงที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง เป็นอนาคตของชาติ เพราะดูแลลูกหลาน เป็นพ่อพิมพ์แม่พิมพ์ของชาติที่จะหล่อหลอมลูกหลานให้เป็นกำลังหลักของประเทศชาติ เราจะต้องดูแลลูกหลานให้ดี เพราะเขาจะต้องเป็นเสาหลักของบ้านเมือง บ้านนี้เมืองนี้อยู่ได้ด้วยเสาหลัก จะขาดเสาใดเสาหนึ่งไม่ได้ นั่นคือ สถาบันชาติ ศาสนา และ สถาบันพระมหากษัตริย์ ดังนั้นลูกหลานในอนาคตสิ่งสำคัญที่สุดกระทรวงศึกษาธิการจะต้องไม่ลืมว่า เราเป็นคนไทยในแผ่นดินสยาม แผ่นดินประเทศไทยทั้ง 77 จังหวัด เราอยู่ได้เพราะเรามีความรักสามัคคี เรามีพระมหากษัตริย์ ซึ่งทรงเป็นพระประมุขของประเทศที่คนไทยยึดเป็นศูนย์รวมจิตใจ เพราะฉะนั้นถือว่าวันนี้เป็นวันดีที่เราจะต้องมาพูดคุยว่าเราจะรักษาสิ่งดีดีในฐานะที่เป็นกระทรวงหล่อหลอมลูกหลานอย่างไร

“สิ่งสำคัญที่สุด รัฐบาลตระหนักว่าเด็กและเยาวชนเป็นกำลังสำคัญของชาติในอนาคต เพราะฉะนั้นสิ่งที่เป็นรากเหง้าของคนไทย หลักสูตรสำคัญ ๆ ที่ผมมักจะหารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการและรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ คือ หลักสูตรเดิม ๆ ที่ดีอยู่แล้ว จะต้องให้คงอยู่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของศีลธรรม หน้าที่พลเมือง ประวัติศาสตร์ ซึ่งเป็นหลักสูตรสำคัญ เราเป็นคนไทยจะต้องรู้จักรากเหง้า ต้องรู้ว่าประวัติศาสตร์ชาติไทยเป็นมาอย่างไร”รองนายกฯกล่าวและว่า ขอให้พวกเราทุกจังหวัดที่จัดงานวันนี้ร่วมกันร่วมกันสร้างอนาคตของประเทศไทยคือการสร้างลูกหลานของเราให้มีพื้นฐานที่ดี

ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการ เป็นเจ้าภาพหลักในการจัดงานวันเด็กแห่งชาติมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ ปี 2498 ปีนี้เป็นปีที่ 71 โดยได้รับความร่วมมือจากหน่วยราชการ ภาครัฐและเอกชนทั่วประเทศ รวมถึงพื้นที่ชายแดนที่ได้มีการจัดส่งของขวัญไปมอบให้แก่เด็กและเยาชนเพื่อให้น้อง ๆ มีความสุขในวันเด็กแห่งชาติ สำหรับปีนี้การจัดงานในพื้นที่กระทรวงศึกษาธิการจะแบ่งเป็น 4 โซน ได้แก่ โซนที่ 1 แสงแห่งปัญญา โซนที่ 2 ห้องทดลองโลกสร้างสรรค์ โซนที่ 3 พอเพียง สร้างสุข โซนที่ 4 บ้านเล็กในป่าใหญ่ โดยทุกโซนจะมีกิจกรรมที่สอดคล้องกับพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในทุกซุ้มกิจกรรมด้วย

 

ศธ.จัดงานวันครู ครั้งที่ 70 เทิดพระเกียรติ “พระผู้ทรงเป็นแม่และครูแห่งแผ่นดิน”

วันที่ 9 มกราคม 2569 ที่ห้องประชุมบุณยเกตุ อาคารหอประชุมคุรุสภา สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ จัดงานแถลงข่าวการจัดงานวันครู ครั้งที่ 70 พ.ศ. 2569 โดย ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มอบหมายให้ นายองอาจ วงษ์ประยูร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการจัดงานวันครู เป็นประธานแถลงข่าว ดร.สุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วย ผศ.ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา ร่วมแถลงข่าว ซึ่งก่อนเริ่มการแถลงข่าวผู้เข้าร่วมงานทุกคนยืนสงบนิ่ง เพื่อรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้แด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เป็นเวลา 93 วินาที จากนั้น รมช.ศธ.ได้มอบรางวัลให้แก่ทีมผู้ชนะการประกวดสปอตโทรทัศน์วันครู ประจำปี 2569 จำนวน 6 รางวั

นายองอาจ วงษ์ประยูร รมช.ศธ. กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญต่อครูและวิชาชีพครูเสมอมา ารจัดงานวันครู ประจำปี พ.ศ.2569 นี้ เป็นการจัดงานครั้งที่ 70 กระทรวงศึกษาธิการ โดยคุรุสภา องค์กรหลัก และองค์กรในกำกับ วมกันจัดในหัวข้อ “พระผู้ทรงเป็นแม่และครูแห่งแผ่นดิน” เพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และส่งเสริมยกย่องเชิดชูเกียรติผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาที่ประกอบคุณงามความดี หรือทำคุณประโยชน์ต่อวงการศึกษา ให้เป็นที่ประจักษ์แก่สาธารณชน และเป็นแบบอย่างให้เยาวชนรุ่นหลังได้ยึดถือปฏิบัติตาม โดยจัดพร้อมกันทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาคทั่วประเทศ ในรูปแบบผสมผสาน ทั้ง Onsite และ Online ซึ่งกิจกรรมในส่วนกลาง ได้กราบเรียนเชิญนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีวันที่ 16มกราคม 2569 เวลา 09.00 น. ณ หอประชุมคุรุสภากระทรวงศึกษาธิการ โดยมีการถ่ายทอดสด พร้อมมีล่ามภาษามือ ผ่านสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย(NBT) และสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย รวมทั้งผ่านช่องทางออนไลน์ยูทูป และแฟนเพจเฟซบุ๊กคุรุสภา เพื่อให้ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา นักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชนทั่วไป สามารถรับชมพิธีการงานวันครูไปพร้อมกันทั่วประเทศ

มช.ศธ. กล่าวต่อไปว่า กระทรวงศึกษาธิการ มีนโยบายที่ให้ความสำคัญกับครู เพื่อร่วมมือกันจัดการศึกษาอย่างมีคุณภาพ ภายใต้แนวคิด “เรียนดี มีคุณธรรม โดยมุ่งพัฒนาคุณภาพครูและการยกระดับคุณภาพชีวิตของครู ปรับลดภาระงานที่ไม่จำเป็น แก้ปัญหาหนี้สิน ปรับปรุงระบบสวัสดิการครูและบุคลากรทางการศึกษาเพื่อเสริมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดี ปรับปรุงสถานศึกษาให้มีความพร้อมในการจัดการเรียนการสอน และสร้างความปลอดภัยในสถานศึกษาอย่างรอบด้าน เป็นต้น ซึ่งจะเห็นได้ว่าผู้ที่มีส่วนสำคัญมากที่สุดก็คือ ครู ผู้ซึ่งจะนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม เป็นแนวหน้าที่ใกล้ชิดผู้เรียนมากที่สุด ดังนั้น ครู คือผู้ที่เป็นหัวใจของการพัฒนาการศึกษาไทยอย่างแท้จริ

งานวันครู ครั้งที่ 70 ครั้งนี้ ให้ความสำคัญสูงสุดในการเทิดพระเกียรติพระองค์ท่าน และยกย่องเชิดชูเกียรติผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา วันที่ 16 มกราคม ครูควรมีความสุขที่สุด จึงขอให้ศิษย์ทุกคนร่วมกัน น้อมจิตคารวะ และระลึกถึงพระคุณครู ร่วมทำกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อสถานศึกษา ชุมชน และท้องถิ่น ที่จัดขึ้นโดยคุรุสภา และหน่วยจัดงานวันครูทั่วประเทศ ” รมช.ศธ. กล่าว

ดร.สุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการกล่าวว่า รูปแบบงานวันครู วันที่ 16 มกราคม 2569 ส่วนกลาง จัด ณ บริเวณหอประชุมคุรุสภา มีกิจกรรมทั้งภาคเช้าและภาคบ่าย ประกอบด้วย พิธีทำบุญตักบาตร พิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศถวายเป็นพระราชกุศแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศแด่ครูผู้วายชนม์ พิธีทำบุญเพื่อความเป็นสิริมงคล พิธีน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ พิธีบูชาบูรพาจารย์และระลึกถึงพระคุณบูรพาจารย์ พิธีคารวะครูอาวุโส พิธีมอบรางวัล และการปาฐกถาพิเศษ หม่อมหลวงปิ่น มาลากุล ครั้งที่ 8 เป็นต้น สำหรับส่วนภูมิภาคจัดขึ้นที่หน่วยจัดงานวันครูแต่ละจังหวัด ก็จะจัดกิจกรรมสัปดาห์วันครู ระหว่างวันที่ 11-17 มกราคม 2569 เพื่อส่งเสริมสามัคคีธรรมระหว่างครูและกับประชาชน ดังนี้1. กิจกรรสาธารณประโยชน์ หรือ จิตอาสา 2. การกำหนดคำขวัญวันครู เป็นคำขวัญประจำสถานศึกษา ตลอดปี 2569 “หนึ่งคำขวัญ  หนึ่งสถานศึกษา” เพื่อกระตุ้นให้เกิดความตระหนักในความสำคัญของวันครู และความภาคภูมิใจในความเป็นครู 3. จัดชุมนุมครู เพื่อให้ครูทุกคนได้มีโอกาสกล่าวคำปฏิญาณตนต่อผู้ปกครอง และชุมชน เพื่อแสดงถึงการให้คำมั่นในการประกอบวิชาชีพ และการรับผิดชอบต่อเยาวชน และการศึกษาของชาติ และ 4.จัดกิจกรรมครูเยี่ยมบ้านเด็ก การเยี่ยมเยือนครูในสัปดาห์วันครู

ผศ.ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา กล่าวว่า คุรุสภาได้เตรียมมอบของขวัญวันครู โดยเปิดอบรมการบริหารจัดการองค์ความรู้เพื่อพัฒนาความลุ่มลึกทางวิชาชีพ เพื่อให้ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาได้รับการส่งเสริม สนับสนุน เผยแพร่และแลกเปลี่ยนเรียนรู้องค์ความรู้ในรูปแบบต่างๆ  จำนวน 8,000 คน , สนับสนุนทุนอุดหนุนโครงการพัฒนาผู้ประกอบวิชาชีพครูตามพระราชดำริสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี แก่ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา จำนวน 70 คนๆ ละ 28,500 บาท รวมจำนวนเงินทั้งสิ้น 1,995,500 บาท และในวันที่ 16 มกราคม 2569 จะ Kick off เปิดระบบใบอนุญาตประกอบวิชาชีพโฉมใหม่ที่ได้พัฒนาขึ้น เพื่อให้ผู้ประกอบวิชาชีพครูทุกท่านสามารถเข้าใช้บริการได้อย่างสะดวกสบาย ทุกที่ ทุกเวลา นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมทางวิชาการในรูปแบบการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ผ่านการเสวนา นิทรรศการและการอบรมหลักสูตรออนไลน์อีกมากมาย ผ่านทาhttps://wankru.ksp.or.th/ ระหว่างวันที่ 16 มกราคม – 30 เมษายน 2569 เป็นต้น คุรุสภาขอเชิญชวน นักเรียน นิสิต นักศึกษา บุคลากรทางการศึกษา และประชาชนทุกท่านเข้าร่วมกิจกรรมงานวันครู กลับไปคารวะครูของทุกท่านด้วยตนเอง หรือร่วมเขียนการ์ดคาราวะครู ส่งบัตรคาราวะครูออนไลน์ ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ของคุรุสภา เพื่อให้วันครูปีนี้ เป็นวันที่มีคุณค่า เปี่ยมด้วยความหมาย อบอวลด้วยความกตัญญูกตเวที และเป็นพลังใจสำคัญในการเชิดชูเกียรติคุณครู ผู้เป็นรากฐานแห่งการพัฒนาคนและพัฒนาชาติอย่างยั่งยืนต่อไป.

สพฐ. เชื่อมั่นสภานักเรียนปลูกฝังพลังสามัคคีในระบอบประชาธิปไตย

เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2569 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มอบหมายให้ ดร.พิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เป็นประธานเปิดการอบรมสัมมนาสภานักเรียนระดับประเทศ ประจำปี 2569 สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ภายใต้แนวคิด “สภานักเรียน สพฐ. สานต่อแนวทางที่สร้างสรรค์ เรียนรู้อย่างเท่าทัน มุ่งมั่นพัฒนาประชาธิปไตย” ณ ห้องประชุมแกรนด์ โรงแรมเดอะพาลาสโซ กรุงเทพมหานคร โดยมีตัวแทนสภานักเรียนจากทั่วประเทศเข้าร่วม 82 คน ประกอบด้วยนักเรียนระดับมัธยมศึกษาปีที่ 4–5 จำนวน 78 คน และนักเรียนจากสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ 4 คน รวมถึงผู้บริหาร สพฐ. ผู้บริหารการศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษา ครูที่ปรึกษาสภานักเรียน คณะกรรมการดำเนินโครงการ และรุ่นพี่สภานักเรียนระดับประเทศ รวมกว่า 200 คน

ดร.พิเชฐ กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการ โดย ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.ศึกษาธิการ ให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพเด็กและเยาวชน ซึ่งโครงการอบรมสัมมนาสภานักเรียนของ สพฐ. ถือเป็นกลไกสำคัญในการปลูกฝังความคิด ทักษะชีวิต ความสามัคคี และพื้นฐานการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เพื่อเตรียมเยาวชนให้เติบโตเป็นกำลังสำคัญของประเทศ และยังเป็นการเน้นย้ำให้นักเรียนตระหนักถึงบทบาทหน้าที่ของการเป็นพลเมืองที่ดี ยึดหลักคารวธรรม สามัคคีธรรม และปัญญาธรรม ควบคู่กับจิตอาสา การพัฒนาตนเอง และการดำเนินชีวิตตามหลักธรรมาภิบาล

“กระทรวงศึกษาธิการ และ สพฐ. เชื่อมั่นว่า สภานักเรียนจะมีบทบาทสำคัญในการมีส่วนร่วมบริหารจัดการโรงเรียน ดูแลและสอดส่องช่วยเหลือเพื่อนนักเรียนให้ห่างไกลจากภัยต่าง ๆ ทำหน้าที่เป็นตัวกลางเชื่อมโยงระหว่างนักเรียนกับครูและผู้บริหาร พร้อมปลูกฝังการเป็นพลเมืองดีของประเทศ โดยจะสนับสนุนผ่านการมอบนโยบายและแนวทางการดำเนินงานสภานักเรียนให้เข้มแข็งทั่วถึงทุกโรงเรียน รวมทั้งจัดเวทีเปิดโอกาสให้ตัวแทนสภานักเรียนได้นำเสนอข้อเสนอเชิงนโยบายต่อผู้บริหารระดับสูงอย่างต่อเนื่อง” เลขาธิการ กพฐ. กล่าว

สำหรับการอบรมสัมมนาสภานักเรียนระดับประเทศ ประจำปี 2569 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 8–10 มกราคม 2569 มีกิจกรรมหลากหลาย อาทิ สภานักเรียนกับความเป็นพลเมืองในระบอบประชาธิปไตย การเรียนรู้เพื่อการมีงานทำ กิจกรรมเสริมสร้างการทำงานเป็นทีมและการสร้างเครือข่าย รวมถึงการเลือกตั้งคณะกรรมการสภานักเรียนระดับประเทศ ประจำปี พ.ศ. 2569 โดยได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานและบุคลากรที่เกี่ยวข้องเป็นอย่างดียิ่ง เพื่อร่วมกันพัฒนาเยาวชนไทยให้มีคุณภาพและเป็นพลังสำคัญของสังคมในอนาคต

สกร.พลิกโฉมศูนย์วิทย์ฯ ทั่วประเทศ มุ่งลดความเหลื่อมล้ำเด็กขาดโอกาส – เด็กนักเรียน ตชด. เร่งผลักดัน Credit Bank ขับเคลื่อนการเรียนรู้ตลอดชีวิตสู่ทุกครัวเรือน

วันที่ 7 มกราคม 2569 ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) เป็นประธานการประชุมพิจารณาแนวทางการขับเคลื่อนงานส่งเสริมการเรียนรู้ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ของกลุ่มศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา โดยมีผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ และศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาทั่วประเทศเข้าร่วม ณ ห้องประชุมนิเชต สุนทรพิทักษ์ ชั้น 10 อาคารธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ โดย อธิบดี สกร. เปิดเผยทิศทางการบริหารและพัฒนาศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาทั้ง 20 แห่งทั่วประเทศ โดยย้ำบทบาทสำคัญในการเป็นที่พึ่งทางการศึกษาและยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. 2566 แม้แต่ละศูนย์จะมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ตั้งแต่ศูนย์ที่มีความทันสมัยและได้รับความนิยมสูง ไปจนถึงศูนย์ที่มีพื้นที่กว้างขวางและศักยภาพเชิงพื้นที่ เป้าหมายสำคัญคือการยกระดับทุกศูนย์ให้มีความพร้อม เท่าเทียม ทันสมัย และตอบโจทย์ผู้ใช้งานจริง ทั้งด้านพื้นที่ นิทรรศการ และกิจกรรมการเรียนรู้

ในมิติการจัดการเรียนรู้ อธิบดี สกร. กล่าวว่า “กุญแจสำคัญ” คือการเชื่อมโยงเนื้อหาของศูนย์วิทยาศาสตร์ให้เป็น หน่วยการเรียนรู้ที่เทียบโอนได้จริง โดยให้ศึกษานิเทศก์ทำหน้าที่ถอดองค์ความรู้ (Content) ให้สอดคล้องกับตัวชี้วัดของหลักสูตร ผู้เรียนที่เข้ามาเรียนรู้จะสามารถนำผลการเรียนรู้ไป เทียบโอน ลดชั่วโมงเรียนในห้องเรียน พร้อมเดินหน้าจัดทำระบบเก็บข้อมูลการเข้าชม (Data) และการรับรองการเรียนรู้ในรูปแบบ Learning Passport เพื่อสะสมหน่วยกิตในระบบ ธนาคารหน่วยกิต (Credit Bank) สร้างแรงจูงใจในการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต

ขณะเดียวกัน สกร. ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับ กลุ่มเด็กที่ขาดโอกาสและพลาดโอกาส โดยเฉพาะเด็กนักเรียนในโรงเรียนขนาดเล็ก โรงเรียนขยายโอกาส และโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) ได้ประสานความร่วมมือกับกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน เพื่อจัดกิจกรรมพาเด็กจากพื้นที่ชายแดนเข้าศึกษาดูงานในศูนย์วิทยาศาสตร์ พร้อมกำชับให้ศูนย์วิทย์ฯ ทั่วประเทศมุ่งเป้ากลุ่มโรงเรียนขนาดเล็ก จัดทำใบงานในรูปแบบ วัดสมรรถนะ (Competency-based) แทนการท่องจำ และขยายผลการเรียนรู้ไปสู่สุขภาวะและอาชีพ นอกจากนี้ ยังเตรียมบูรณาการองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์กับ ภูมิปัญญาท้องถิ่นและอาชีพชุมชน อาทิ โครงการ Sweet Heritage การฟื้นฟูวัฒนธรรมขนมพื้นถิ่น เชื่อมโยงเรื่องราวชุมชนกับวิทยาศาสตร์และการอนุรักษ์อาหารดั้งเดิม เพื่อยกระดับทักษะอาชีพและสร้างรายได้อย่างยั่งยืน

ดร.เกศทิพย์ ย้ำว่า  สกร. กำลังได้รับความสนใจจากหลายหน่วยงาน อาทิ กสศ. และหน่วยงานด้านการศึกษาทางไกล ที่ต้องการนำหลักสูตรของ สกร. ไปใช้ในโครงการ Thailand Zero Dropout ซึ่งเป้าหมายของเราไม่ใช่การหารายได้แข่งกับใคร แต่คือการทำให้ สกร. อยู่ในใจของทุกครัวเรือน สร้างสังคมที่รักการเรียนรู้ และนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้จริง

อธิบดี สกร. กล่าวอีกว่า สำหรับแนวทางการทำงานร่วมกันระหว่างศูนย์วิทยาศาสตร์และโรงเรียน ตชด. นั้น ได้เสนอให้ขยับจากการดำเนินงานแบบกระจัดกระจาย สู่การสร้าง พลังร่วมระดับประเทศ ผ่านการจัดทำเป็น แคมเปญ ต้อนรับเดือนกุมภาพันธ์ ด้วยการปล่อย “คาราวานความรู้” พร้อมกันทั่วประเทศ และจัดทำปฏิทินการดำเนินงานที่ชัดเจนครอบคลุมทุกพื้นที่ แม้ช่วงเวลาปฏิบัติการในแต่ละจังหวัดจะแตกต่างกัน แต่ต้องเห็นภาพรวมเดียวกันทั้งประเทศ เพื่อให้การต่อยอดครั้งนี้ไม่ใช่เพียงกิจกรรมชั่วคราว หากเป็น การเปลี่ยนแปลงทางการศึกษาที่จับต้องได้ และส่งผลเชิงบวกต่อเด็กและเยาวชนในพื้นที่ห่างไกลอย่างแท้จริง

“อาจารย์แหม่ม” นำเด็กและเยาวชนดีเด่นจากทั่วประเทศ เข้าเยี่ยมคารวะนายกฯ พร้อมมอบรางวัลเชิดชูเกียรติเนื่องในวันเด็กแห่งชาติ 2569 และย้ำเด็ก ๆ ให้คำนึงถึงหน้าที่พลเมืองภายใต้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2569 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นำเด็กและเยาวชนดีเด่น และเด็กและเยาวชนที่นำชื่อเสียงมาสู่ประเทศชาติ จากทุกสังกัดทั่วประเทศ เข้าเยี่ยมคารวะและรับโอวาทจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล พร้อมรับโล่รางวัลจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เนื่องในวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2569 โดยมีนายองอาจ วงษ์ประยูร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายบุญสิงห์ วรินทร์รักษ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ เข้าร่วม

นายอนุทิน ได้กล่าวต้อนรับเด็กและเยาวชนด้วยความยินดี พร้อมขอบคุณรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการที่ได้นำลูกหลานเยาวชนคนเก่งจากทั่วประเทศมาพบปะในครั้งนี้ พร้อมระบุว่า นับเป็นโอกาสพิเศษและเป็นครั้งแรกในรัฐบาลชุดนี้ที่ได้ต้อนรับเด็กและเยาวชนเป็นจำนวนมากเช่นนี้ พร้อมขอให้เด็กและเยาวชนทุกคนเก็บเกี่ยวประสบการณ์ ความประทับใจ และใช้วันนี้เป็นแรงบันดาลใจในการกำหนดเป้าหมายชีวิตในอนาคต

ขณะที่ ศ.ดร.นฤมล กล่าวให้โอวาทแก่เด็ก ๆ ว่า ทุกคน ได้คำนึงถึงหน้าที่พลเมืองที่สำคัญของตัวเอง ภายใต้การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เพราะเราต้องเติบโตมาเป็นผู้ที่จะสร้างอนาคตให้กับประเทศไทย พร้อมกับมีความเท่าทันสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปในยุคปัจจุบัน เช่น สื่อ เทคโนโลยี ที่เข้ามาอิทธิพลต่อการใช้ชีวิตของเราในทุก ๆ วัน ขอให้ใช้อย่างมีสติ ใช้เพื่อเรียนรู้นอกห้องเรียน โดยให้วิเคราะห์คัดกรองข้อมูลบนสื่อเหล่านี้ด้วย จึงจะะเกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาตนเอง ส่วนเรื่องใดที่ส่งผลกระทบจิตใจ ขอให้คุยปรึกษากับครอบครัว พ่อแม่ผู้ปกครอง พี่น้อง ตลอดจนครูและเพื่อน ก่อนที่จะเชื่อ ChatGPT ทั้งหมด เช่นเดียวกับ ศธ. ที่ได้รณรงค์ถึงการสร้างความตระหนักรู้เรื่อง AI ในการเรียนรู้ของผู้เรียนอย่างเท่าทันด้วย

“การมอบรางวัลในวันนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการจัดงานฉลองวันเด็กแห่งชาติ ปี 2569 ขอชื่นชมพวกเราทุกคน ณ ที่แห่งนี้ และ ณ หอประชุมคุรุสภา ทุกคนเปรียบเสมือน “cream of the crop” เป็นสุดยอดที่ผ่านการคัดกรองมาแล้วว่า เป็นเด็กที่มีคุณภาพ ไม่ว่าจะเป็น ด้านวิชาการ ด้านดนตรี ศิลปะ ด้านกีฬา หรือด้านศิลปวัฒนธรรม ก็ขอให้เราภูมิใจที่มารับรางวัลและพบปะกับนายกรัฐมนตรีในวันนี้ และเราต้องไม่ลืมผู้ที่มีส่วนช่วยส่งเสริมให้เราประสบความสำเร็จด้วย ไม่ว่าจะเป็น พ่อแม่ คุณครู เพื่อนร่วมทีม เป็นต้น และอาจารย์ขอแสดงความยินดีกับพวกเราทุกคนอีกครั้ง ขอให้พวกเราเติบโตขึ้นมาเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศไทย เพราะเราก็สร้างอนาคตให้กับประเทศไทยได้ด้วยมือของเรา” รมว.ศึกษาธิการกล่าว

ทั้งนี้ รมว.ศึกษาธิการยังได้กล่าวเชิญชวนเด็ก ๆ ร่วมกิจกรรมวันเด็กแห่งชาติ ในวันเสาร์ที่ 10 มกราคมนี้ ทั้งนั่งเก้าอี้ท่านนายกรัฐมนตรี ที่ทำเนียบรัฐบาล และร่วมกิจกรรมสุดสร้างสรรค์ พร้อมของรางวัลกว่า 100,000 ชิ้น ไว้รอน้อง ๆ หนู ๆ ทุกคน สำหรับเด็กและเยาวชนที่ได้รับการคัดเลือกในปีนี้ ผ่านกระบวนการพิจารณาจากส่วนราชการและหน่วยงานต่าง ๆ รวม 17 หน่วยงาน โดยคัดเลือกจากเด็กและเยาวชนที่มีความประพฤติดี เรียนดี มีความซื่อสัตย์ ขยัน อดทน ประหยัด กตัญญูต่อพ่อแม่และผู้ปกครอง สามารถพึ่งพาตนเอง และอุทิศตนเพื่อส่วนรวม รวมถึงเด็กและเยาวชนที่นำชื่อเสียงมาสู่ประเทศชาติใน 5 ด้าน ได้แก่ ด้านวิชาการ ด้านศิลปวัฒนธรรมและดนตรี ด้านทักษะฝีมือวิชาชีพ ด้านกีฬาและนันทนาการ และด้านศีลธรรม คุณธรรมและจริยธรรม

นอกจากนี้ กระทรวงศึกษาธิการยังได้จัดพิธีมอบเกียรติบัตรให้แก่เด็กและเยาวชนที่นำชื่อเสียงมาสู่ประเทศชาติ ที่ผ่านเกณฑ์การคัดเลือกจากสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ จำนวน 2,833 คน โดยรับมอบจากปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ณ หอประชุมคุรุสภา เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้เด็กและเยาวชนได้ทำความดีอย่างต่อเนื่อง เป็นแบบอย่างที่ดีแก่สังคม และตระหนักถึงบทบาทสำคัญของตนเองในฐานะกำลังหลักของประเทศ โดย การจัดกิจกรรมเนื่องในวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2569 เป็นไปตามเจตนารมณ์ในการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ ความสามัคคี และการมีส่วนร่วมของเยาวชน ตามคำขวัญวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2569 ที่นายกรัฐมนตรีมอบให้ไว้ว่า “รักชาติไทย ใส่ใจโลก”

สพฐ.ส่งนิติกรลงพื้นที่สืบสวนกรณีครูบี๋ พบมีมูลตั้งกรรมการสอบวินัยแล้ว ย้ำครูที่รู้เห็นเป็นใจมีสิทธิ์โดนด้วย

เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2569 ดร.พิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) มอบหมายให้ ดร.พิเชฐร์ วันทอง รองเลขาธิการ กพฐ. เป็นผู้แทนรับเรื่องร้องเรียนกรณีข้าราชการครูรายหนึ่งถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดวินัยร้ายแรง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเกียรติศักดิ์และชื่อเสียงของวิชาชีพครู และเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในสื่อสังคมออนไลน์ในขณะนี้ โดย ดร.พิเชฐร์ กล่าวว่า สพฐ.ไม่ได้นิ่งนอนใจกับกรณีดังกล่าว ได้ส่งนิติกรลงพื้นที่สืบสวนข้อเท็จจริงแล้วพบว่าเรื่องนี้มีมูลความจริง จึงได้มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยอย่างร้ายแรงแล้ว โดยจะดำเนินการสอบสวนให้แล้วเสร็จโดยเร็ว หากพบว่าข้าราชการครูรายดังกล่าวกระทำผิดวินัยในเรื่องอื่นนอกจากนี้ หรือมีข้าราชการครูคนใดมีส่วนร่วมกระทำการในเรื่องดังกล่าวด้วย ให้คณะกรรมการฯรายงานมายัง สพฐ.โดยเร็ว เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป ทั้งนี้หากผู้ถูกกล่าวหาประสงค์จะร้องทุกข์คำสั่งที่ออกมาสามารถร้องทุกข์ต่อ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษาได้ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้ง

“อย่างไรก็ตาม เลขาธิการ กพฐ.ได้กำชับให้ดำเนินการด้วยความยุติธรรมกับทุกฝ่าย อย่างโปร่งใสและรอบคอบ พร้อมทั้งเน้นย้ำกำชับไปยังสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและสถานศึกษาในสังกัดทุกแห่ง ให้กำกับติดตามความประพฤติของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาให้ปฏิบัติหน้าที่โดยยึดถือหลักคุณธรรมจริยธรรม จรรยาบรรณวิชาชีพครูเป็นสำคัญ เพราะข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ต้องเป็นแบบอย่างที่ดีของนักเรียนและเยาวชน เพื่อสังคมที่มีคุณภาพต่อไป” รองเลขาธิการ กพฐ. กล่าว

อธิบดี สกร.เดินหน้าสร้างภูมิคุ้มกันไซเบอร์ให้ประชาชนและผู้เรียนทั่วประเทศ จับมือเครือข่ายยกระดับความรู้ผู้เรียนใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีสร้างรายได้ได้จริง

เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2569 ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) และคณะหารือร่วมกับ พลอากาศตรี อมร ชมเชย เลขาธิการคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์สำหรับภาคประชาชนและผู้เรียนในสังกัด สกร. ให้สามารถเข้าถึงความรู้ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตในสังคมดิจิทัลอย่างปลอดภัย ณ ห้องประชุมชั้น 7  ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ กรมส่งเสริมการเรียนรู้ โดย ดร.เกศทิพย์ เปิดเผยภายหลังการประชุมว่า ที่ประชุมเห็นพ้องร่วมกันในการผลักดันองค์ความรู้ด้านไซเบอร์เข้าสู่ระบบการเรียนรู้ของ สกร. โดยมีแนวทางสำคัญ ได้แก่ การนำเนื้อหาด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ที่ได้จัดทำไว้ มาปรับปรุงและพัฒนาเป็นรายวิชาเลือกสำหรับปีการศึกษา 2568 ให้สามารถสะสมหน่วยกิตในระบบ Credit Bank เพื่อเพิ่มโอกาสในการเทียบโอนความรู้และเร่งรัดการจบการศึกษาให้แก่ผู้เรียน

อธิบดี สกร.กล่าวต่อไปว่า  สกร. และ สกมช.จะจัดตั้งคณะทำงานร่วม เพื่อพัฒนาและปรับปรุงหลักสูตรให้มีความทันสมัย เหมาะสมกับบริบทของผู้เรียนทุกช่วงวัย โดยเพิ่มชั่วโมงการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับเกณฑ์หน่วยกิต ใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย ลดความซับซ้อนของศัพท์เทคนิค และมุ่งเน้นการเรียนรู้จากสถานการณ์จริง เช่น การป้องกันภัยจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ การหลอกลวงทางออนไลน์ และการรับมือกับการกลั่นแกล้งบนโลกดิจิทัล โดยรูปแบบการจัดการเรียนรู้นั้น ที่ประชุมได้วางแผนกระจายความรู้ผ่านสื่อที่หลากหลาย ทั้งระบบออนไลน์ โดยนำเนื้อหาขึ้นแพลตฟอร์ม DOLEdemy เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงได้ฟรีทั่วประเทศ การใช้สื่อบอร์ดเกมด้านไซเบอร์เพื่อเสริมการเรียนรู้เชิงปฏิบัติในศูนย์การเรียนรู้ และการจัดทำสื่อออฟไลน์ในรูปแบบ USB Drive สำหรับพื้นที่ห่างไกลหรือพื้นที่ที่สัญญาณอินเทอร์เน็ตยังไม่เสถียร

“สำหรับผู้เรียนที่สนใจให้ต่อยอดสู่การเป็น “นักไซเบอร์” ก็จะมีแนวทางส่งเสริมผ่านหลักสูตรออนไลน์ในระดับต่าง ๆ รวมถึงการเปิดโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมและการแข่งขันด้านไซเบอร์ โดยผู้ผ่านการอบรมจะได้รับประกาศนียบัตรเพื่อนำไปใช้เป็นส่วนหนึ่งของแฟ้มสะสมผลงานในอนาคตด้วย สำหรับการดำเนินงานในระยะต่อไป ที่ประชุมมีแผนเริ่มโครงการนำร่องในภาคเรียนหน้า โดยคัดเลือกสถานศึกษาใน 18 โซนทั่วประเทศ เพื่อทดลองรูปแบบการจัดการเรียนรู้ (Sandbox) และพัฒนาครูต้นแบบด้านไซเบอร์ เพื่อขยายผลสู่ระดับพื้นที่อย่างเป็นระบบ”ดร.เกศทิพย์ กล่าวและว่า ความร่วมมือครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการสร้าง “ภูมิคุ้มกันดิจิทัล” ให้กับประชาชน เปลี่ยนองค์ความรู้ด้านไซเบอร์จากเรื่องเทคนิคที่ซับซ้อน ให้กลายเป็นทักษะจำเป็นในการใช้ชีวิตประจำวันอย่างรู้เท่าทันและปลอดภัยในยุคดิจิทัลต่อไป

ดร.เกศทิพย์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ สกร.ยังได้หารือร่วมกับผู้แทนจากบริษัท Sea (ประเทศไทย) เพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือโครงการ Play to Learn & Shopee Learn to Sell  โดยในการประชุมครั้งนี้ คุณพุทธวรรณ สุภัทรนันท์ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร บริษัท Sea (ประเทศไทย) พร้อมคณะ ได้นำเสนอความก้าวหน้าของโครงการ และร่วมพิจารณากรอบเวลาการดำเนินงาน รายละเอียดกิจกรรม ตลอดจนการเตรียมจัดพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อสร้างความร่วมมืออย่างเป็นทางการต่อไป

“เราต้องให้ความสำคัญในเรื่องของความรวดเร็วและความเป็นรูปธรรมในการดำเนินงาน เพื่อให้กลุ่มเป้าหมาย ทั้งครู ผู้เรียน และชุมชน ได้รับโอกาสในการพัฒนาทักษะด้านการเงิน ดิจิทัล และอีคอมเมิร์ซอย่างทันท่วงที  โครงการนี้สามารถต่อยอดการเรียนรู้จาก “การเล่น” ไปสู่ “การสร้างรายได้จริง” ผ่านแพลตฟอร์ม Shopee อันจะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตและการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน ความร่วมมือดังกล่าวนับเป็นอีกก้าวสำคัญของ สกร. ในการบูรณาการภาคเอกชนด้านเทคโนโลยีและอีคอมเมิร์ซ เข้ากับการจัดการเรียนรู้ตลอดชีวิต ตอบโจทย์นโยบาย “เรียนรู้เพื่อสร้างอาชีพ” และการพัฒนาทักษะแห่งอนาคตให้แก่ประชาชนทุกช่วงวัยอย่างแท้จริง”อธิบดี สกร.กล่าว

 

สุดเจ๋ง! เด็กอาชีวะกวาดรางวัลการแข่งขันแกะสลักหิมะนานาชาติ 2026 ณ เมืองฮาร์บิน สาธารณรัฐประชาชนจีน วอศ.เชียงราย – วอศ.เสาวภา คว้าชนะเลิศอันดับ 1 ทั้งคู่

เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2569 นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) เปิดเผยว่า ปีนี้มีทีมนักศึกษาอาชีวศึกษา จำนวน 4 ทีม ได้แก่ ทีมวิทยาลัยอาชีวศึกษาเชียงราย วิทยาลัยอาชีวศึกษาสระบุรี วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี และวิทยาลัยอาชีวศึกษาเสาวภา ที่เดินทางไปเข้าร่วมการแข่งขันแกะสลักหิมะนานาชาติ 2026 18th International Collegiate Snow Sculpture Contest (ICSSC 2026) ซึ่งจัดโดย Harbin Engineering University (HEU) และ China-Harbin International Ice and Snow Festival ร่วมสนับสนุนและเป็นเจ้าภาพจัดงาน ระหว่างวันที่ 4 – 7 มกราคม 2569 ณ เมือง Harbin สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยการแข่งขันในครั้งนี้ มีทีมเข้าร่วมการแข่งขันทั้งหมด 46 ทีม จาก 9 ประเทศ ได้แก่ จีน อังกฤษ ไทย โปรตุเกส สวิตเซอร์แลนด์ มาเก๊า ฮ่องกง มาเลเซีย และยูเครน ซึ่งผลปรากฏว่า ทีมนักศึกษาวิทยาลัยอาชีวศึกษาเชียงราย และวิทยาลัยอาชีวศึกษาเสาวภา ชนะเลิศได้รับรางวัลที่ 1 ส่วนทีมวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี ได้รับรางวัลที่ 2 และวิทยาลัยอาชีวศึกษาสระบุรี ได้รับรางวัลที่ 3 โดยทั้ง 4 ทีมได้รับรางวัลพร้อมประกาศนียบัตร

รางวัลที่ 1

ทีมวิทยาลัยอาชีวศึกษาเชียงราย ซึ่งประกอบด้วยนักศึกษาชั้น ปวช.3 สาขาวิชาวิจิตรศิลป์ ได้แก่ นางสาวจิรปรียา ยานะนวล นางสาวกัลยาภรณ์ ไชยชมพล นางสาวมริสา แบแจกู่ นางสาวฐิรกาญจน์ สิริพิบูลธรรม โดยมี ครูผู้ควบคุม ได้แก่ นายพงษ์พิสิฐ ขันจันทร์แสง และ นางสาวศุภรัตน์ หาญศึก ชื่อผลงาน ปลากัดที่เบ่งบานในแดนหิมะ เริ่มต้นจากแรงบันดาลใจใน “ปลากัดไทย” สัญลักษณ์ของความงดงาม ความแข็งแกร่ง และจิตวิญญาณนักสู้ของคนไทย ปลากัดทั้ง สี่ตัว ถูกออกแบบให้ ว่ายวนรอบลูกโลก ลดหลั่นกันเป็นลำดับ เปรียบเสมือนกระบวนการเติบโตทางปัญญาตามแนวคิด “บัวสี่เหล่า” ในพระพุทธศาสนาจากผู้ที่ยังไม่พร้อมรับแสงแห่งปัญญา จนถึงผู้ที่พร้อมเบ่งบานและเข้าถึงความตื่นรู้ ปลากัดตัวแรกสะท้อน บัวใต้น้ำ ผู้ที่ยังต้องดิ้นรนต่อสู้เพื่อเรียนรู้และเข้าใจโลก ปลากัดตัวที่สองสื่อถึง บัวปริ่มน้ำ ผู้ที่เริ่มเปิดใจรับโอกาสและพร้อมจะพัฒนา ปลากัดตัวที่สามแทน บัวพ้นน้ำ ผู้ที่มองเห็นเส้นทางแห่งปัญญาได้อย่างชัดเจน ปลากัดตัวที่สี่คือ บัวที่จะบานในวันรุ่งขึ้น ผู้ที่พร้อมเบ่งบานเต็มศักยภาพ ก้าวสู่ความสำเร็จด้วยความงดงามภายใน

การจัดลำดับการว่ายของปลากัดทั้งสี่จึงไม่เพียงเป็นสัญลักษณ์ของการพัฒนาความรู้ แต่ยังสะท้อน “การฟันฝ่า” เส้นทางชีวิตอันเปี่ยมความพยายาม เหมือนปลากัดที่ต้องต่อสู้เพื่อรอด เติบโต และเปล่งประกายด้วยตัวของมันเอง ดอกบัวที่กึ่งกลางองค์ประกอบจึงกลายเป็นศูนย์รวมของการงอกงามทางสติปัญญา ขณะที่ ลูกโลกด้านหลัง แทนเป้าหมายสำคัญในการพัฒนา คือการก้าวออกไปสู่สายตาของโลกด้วยคุณค่า ความคิดสร้างสรรค์ และอัตลักษณ์แบบไทย เมื่อสัญลักษณ์ปลากัด บัว และลูกโลก ได้ผสานเข้ากับ “หิมะ” ซึ่งเป็นวัสดุหลักในการแข่งขันครั้งนี้ หิมะจึงไม่ใช่เพียงสภาพแวดล้อมอันเยือกเย็น หากแต่เป็น ความท้าทายใหม่ และในขณะเดียวกันก็เป็น พื้นที่แห่งโอกาสใหม่ เพราะงานแกะสลักหิมะต้องการความประณีต ความอดทน และสมาธิ เหมือนเส้นทางของผู้เรียนที่ต้องใช้ปัญญา ความพยายาม และความกล้าฝัน เพื่อก้าวข้ามข้อจำกัดและเติบโตในทุกสถานการณ์ ดังนั้น ผลงานนี้จึงเป็นภาพแทนของการเดินทางจาก “ผู้เรียนรู้” สู่ “ผู้เบ่งบาน” ที่พร้อมนำความเป็นไทยออกสู่เวทีนานาชาติด้วยความภาคภูมิใจ “สร้างฝันด้วยหิมะ จุดประกายอนาคตด้วยสติปัญญา”

ทีมวิทยาลัยอาชีวศึกษาเสาวภา ประกอบด้วย นักศึกษาสาขาวิจิตรศิลป์ ได้แก่ น้องภูเขา นายอติคุณ ทวีวิไลศิริกุล ชั้นปวช.2 น้องกันดั้ม นายอภิโชค จันทนะ ชั้นปวช.3 น้องตัส นายฐิติรัตน์ แสงจิรัง ชั้นปวช.3 และ น้องแอ๋ม นางสาวปานรดา ทิพยจันทร์ ชั้นปวช.3 โดยมีครูผู้ควบคุม ได้แก่ นายศรชัย ชนะสุข และนายสุกฤษ สุธญพลาวุฒิ ชื่อผลงาน “เทพีแห่งชีวิต – ผู้ประทานน้ำ” ซึ่งประเทศไทยเป็นประเทศเขตร้อน ทำให้น้ำเป็นสิ่งจำเป็นต่อชีวิตและฝังรากลึกในประเพณี วัฒนธรรม และความเชื่อต่างๆ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน น้ำเป็นสิ่งจำเป็นต่อการอยู่รอดของสรรพสิ่งทั้งเล็กและใหญ่ เปรียบเสมือนมารดาผู้หล่อเลี้ยงชีวิต ดังนั้น น้ำจึงมีความสำคัญต่อการกำเนิดและการอยู่รอดของสิ่งมีชีวิตทั้งปวง สิ่งนี้ถูกนำเสนอผ่านงานศิลปะไทยร่วมสมัย ซึ่งมีลักษณะเด่นคือท่าทางอันสง่างามของสตรีผู้เป็นมารดา เพื่อแสดงถึงความเชื่อมโยงที่สำคัญระหว่างน้ำและการให้กำเนิดชีวิต ภาพแสดงให้เห็นสตรีคนหนึ่งกำลังบีบน้ำจากเส้นผมของเธอเพื่อหล่อเลี้ยงสิ่งมีชีวิตทั้งปวง

รางวัลที่ 2

ทีมวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี ประกอบด้วย นักศึกษาสาขาวิจิตรศิลป์ ได้แก่ “น้องมินนี่” นางสาวกมลชนก สุทธิคุณ ชั้นปวช. 2 “น้องหนูดี” นางสาวฐานวดี หรรษาพันธุ์ ชั้นปวช.2 “น้องทิว” นายเตวิชพศุตม์ พุทสะลา ชั้นปวช.2 และ“น้องไดมอนด์” นายณัชพล ญาวงศ์ ชั้นปวช.3   โดยมีครูผู้ควบคุม ได้แก่ นายสุระชาติ พละศักดิ์ และนายพิศิษฐ์ อู่ศิริกุลพาณิชย์ ชื่อผลงาน “มรดกแห่งบรรพการ: จุดประกายฝันใต้เงาหิมะ” นำเสนอพลังของ มรดกบรรพการด้านคณธรรมและความอุดมสมบูรณ์ ผ่านสัญลักษณ์ของ พระแม่โพสพ และ กวนอู ที่หลอมรวมเป็นรากฐานแห่งความมั่นคง เพื่อจุดประกายความฝันและพลักสร้างสรรค์ใหม่ ความเคลื่อนไหวของ ปลากัดไทย – จีน สื่อถึงพลังขับเคลื่อน ขณะที่ รวงข้าว แทนความอุดมสมบูรณ์ และ หางนกยูง แทนความรุ่งเรือง ทั้งหมดอยู่ภายใต้แนวคิด “ความฝันใต้เงาหิมะ” ซึ่งหมายถึงการเริ่มต้นใหม่ ความบริสุทธิ์ และความหวังในการสร้างอนาคตจากรากฐานอันทรงคุณค่าของอดีต

รางวัลที่ 3

ทีมวิทยาลัยอาชีวศึกษาสระบุรี ประกอบด้วย 1. “น้องแมค” นายกิตติพันธ์ คงชนบท ปวช ชั้นปีที่ 2 สาขาวิชาวิจิตร์ศิลป์ 2.”น้องวา” นายปฏิภาณ พลชารี ปวช ชั้นปีที่ 2 สาขาวิชาวิจิตร์ศิลป์ 3. “น้องวันชัย”นายวันชัยชนะ จ่าโนนสูง ปวช ชั้นปีที่ 2 สาขาวิชาวิจิตร์ศิลป์ 4. “น้องบีม” นายภัทรภูมิ เจียรนิมิต ปวส.ชั้นปีที่ 2 สาขาวิชาออกแบบนิเทศศิลป์ โดยครูผู้ควบคุม ได้แก่ นายวสันต์ เมฆฉาย และนายกิตติพล วิเชียรเชื้อ รองผอ.วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี ชื่อผลงาน “เมล็ดพันธุ์แห่งชีวิต” การศึกษาเปรียบเสมือนเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิต จุดเริ่มต้นเล็กๆ ที่จุดประกายการเดินทางแห่งการดำรงอยู่ของแต่ละคน เริ่มต้นด้วยเมล็ดพันธุ์แห่งปัญญาอันอ่อนน้อม ซึ่งค่อยๆ คลี่คลายและเบ่งบานผ่านการรวบรวมความรู้และการบ่มเพาะความเข้าใจ มันคือเมล็ดพันธุ์ที่หล่อเลี้ยงไม่เพียงแต่ตัวบุคคลเท่านั้น แต่ยังหล่อเลี้ยงโลกที่เบ่งบานอยู่รอบตัวพวกเขาด้วยภาพของเด็กที่เปิดหนังสือเป็นสัญลักษณ์ของความกล้าหาญของนักสำรวจรุ่นเยาว์ที่ก้าวเข้าสู่สิ่งที่ไม่รู้จัก ภายในหนังสือเพียงเล่มเดียวมีพลังที่จะเปิดโลกทัศน์ใหม่ ส่องสว่างโลกที่ซ่อนเร้น และโอบอุ้มหัวใจด้วยความหวังและความอัศจรรย์ เด็กคนนั้นกลายเป็นสัญลักษณ์ของความอยากรู้อยากเห็นอย่างแท้จริง ผู้ที่กล้าที่จะฝัน เมล็ดพันธุ์แห่งปัญญาเติบโตอย่างอ่อนโยน ได้รับการสนับสนุนจากพลังแห่งความอัศจรรย์ หน่ออ่อนค่อยๆ ขยายออกเป็นกิ่งก้านแห่งการเรียนรู้ ยื่นออกไปและขึ้นไปข้างบน จากรากที่แข็งแรงและหยั่งลึก สู่ยอดที่สง่างามและทะเยอทะยาน ลวดลายที่ไล่ระดับขึ้นไปสะท้อนถึงการเดินทางของมนุษยชาติ: การเรียนรู้จากจุดเริ่มต้นที่ต่ำต้อย การเอาชนะความท้าทายครั้งแล้วครั้งเล่า จนกระทั่งความรู้ผลิบานเป็นความแข็งแกร่งและความสำเร็จ อนาคตที่เบ่งบานนี้คือ “วันพรุ่งนี้” ที่เกิดขึ้นจากการเรียนรู้ตลอดชีวิต เส้นโค้งที่อ่อนโยนและพลิ้วไหวพาดผ่านชิ้นงานราวกับคลื่นแห่งพลังชีวิต สัญลักษณ์แห่งแรงบันดาลใจที่แพร่กระจายจากเด็กคนหนึ่งไปสู่โลกที่กว้างใหญ่ พวกมันจุดประกายความฝันที่ไม่ยอมจางหายไป และนำทางเราไปข้างหน้าด้วยความมุ่งมั่นอย่างเงียบๆ และด้วยคำมั่นสัญญาที่สร้างผลกระทบที่ยั่งยืนต่อมนุษยชาติไปไกลแสนไกล

ทั้งนี้ คณะมีกำหนดการเดินทางกลับในวันที่ 8 มกราคม 2569 เที่ยวบิน MU 8607 โดยจะเดินทางถึงประเทศไทย ในวันที่ 9 มกราคม 2569 เวลา 01.55 น.