อาชีวะ จับมือ สมาคมส่งเสริมผ้าไหมฯ ดัน “ผ้าไหมไทย” สู่เวทีโลก ชู Soft Power สร้างเศรษฐกิจสร้างสรรค์

ที่สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.)วันที่ 7 พ.ค.2569 ได้จัดพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือ (MOU) กับสมาคมส่งเสริมผ้าไหมและวัฒนธรรมไทย เพื่อยกระดับและพัฒนาการจัดการอาชีวศึกษาด้านศิลปะและการออกแบบแฟชั่น โดยมุ่งผลักดัน “ผ้าไหมไทย” และงานออกแบบเครื่องแต่งกายไทยสู่ระดับสากล พร้อมสร้างกำลังคนสายอาชีพคุณภาพสูงรองรับอุตสาหกรรมแฟชั่นและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศ

โดย นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(กอศ.)ได้มอบหมายให้ นายราตรีสวัสดิ์ ธนานันต์ ที่ปรึกษาด้านมาตรฐานอาชีวศึกษาช่างอุตสาหกรรม สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(สอศ.) ร่วมลงนามความร่วมมือฯ ทั้งนี้ นายราตรีสวัสดิ์ กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้มีเป้าหมายบูรณาการศิลปวัฒนธรรมไทยเข้ากับการเรียนการสอนสายอาชีพ โดยเฉพาะศาสตร์ด้านการออกแบบแฟชั่นและพัสตราภรณ์ ซึ่ง สอศ. มองว่า “ผ้าไหมไทย” ไม่ใช่เพียงมรดกทางวัฒนธรรม แต่เป็นหนึ่งใน Soft Power สำคัญของประเทศ ที่สามารถต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและสร้างชื่อเสียงในระดับนานาชาติได้ ซึ่งสอศ.และสมาคมส่งเสริมผ้าไหมและวัฒนธรรมไทย จะร่วมกันเปิดโอกาสให้นักเรียน นักศึกษา และครูอาชีวศึกษา ได้พัฒนาทักษะการออกแบบและตัดเย็บเครื่องแต่งกายมาตรฐานสากล โดยเฉพาะการออกแบบชุดประจำชาติและแฟชั่นร่วมสมัยจากผ้าไหมไทย เพื่อสร้างนักออกแบบรุ่นใหม่และผู้ประกอบการสายแฟชั่นที่มีศักยภาพแข่งขันในตลาดโลก

“ความร่วมมือดังกล่าวยังมุ่งยกระดับอาชีวศึกษาไทยให้เป็นศูนย์กลางด้านการออกแบบแฟชั่นและพัสตราภรณ์ในระดับภูมิภาค พร้อมปลุกความภาคภูมิใจในทุนวัฒนธรรมไทย และผลักดันอุตสาหกรรมผ้าไหมไทยให้เป็นที่รู้จักในฐานะนวัตกรรมสร้างสรรค์ที่มีเอกลักษณ์ระดับโลก และถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการเชื่อมโยงการศึกษาเข้ากับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนากำลังคนสายอาชีพให้ตอบโจทย์อุตสาหกรรมแห่งอนาคต ควบคู่กับการอนุรักษ์และต่อยอดภูมิปัญญาไทยอย่างยั่งยืน

สำหรับ โครงการ “มหกรรมผ้าไหม ไหมไทยสู่เส้นทางโลก”ได้เดินหน้าขับเคลื่อนต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 2553 เพื่อยกระดับผ้าไหมไทยสู่เวทีนานาชาติ พร้อมสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคการศึกษา และภาคเอกชน โดยเฉพาะการผลักดันบทบาทของอาชีวศึกษาให้เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนากำลังคนด้านแฟชั่น สิ่งทอ และการออกแบบเชิงสร้างสรรค์ โดยในแรกของการดำเนินงาน มุ่งสร้างการรับรู้และวางรากฐานเชิงนโยบาย ผ่านกิจกรรมจัดนิทรรศการและแฟชั่นโชว์ผ้าไหมไทย รวมถึงการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกับนานาประเทศ ก่อนขยายบทบาทสู่อาชีวศึกษาในช่วงปี 2556–2558 เปิดโอกาสให้ครูและนักเรียน นักศึกษา เข้าร่วมกิจกรรมและแสดงผลงานอย่างต่อเนื่อง

ต่อมาในช่วงปี 2559–2562 ได้ยกระดับสู่ “ไหมไทยสู่เส้นทางโลกของอาชีวศึกษา” อย่างเป็นระบบ คัดเลือกสถานศึกษาที่มีศักยภาพทั่วประเทศเข้าร่วมพัฒนาผลงานสู่ระดับสากล ทั้งด้านแฟชั่นโชว์ นิทรรศการ และความร่วมมือกับต่างประเทศ จนถึงที่ปัจจุบัน ได้มีการพัฒนาโครงการให้เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และ Soft Power ของประเทศไทย โดยใช้องค์ความรู้ด้านแฟชั่น เทคโนโลยีสิ่งทอ และนวัตกรรม เข้ามายกระดับผ้าไหมไทยให้ร่วมสมัย สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้มากขึ้น นอกจากนี้ ยังเป็นการยกระดับการเรียนการสอนสายอาชีพ ผ่านการบูรณาการกับภาคอุตสาหกรรมจริง เปิดพื้นที่ให้นักเรียน นักศึกษา ได้เรียนรู้จากประสบการณ์ตรง และพัฒนาทักษะสู่การเป็นผู้ประกอบการรุ่นใหม่ โดยมีแนวทางความร่วมมือใน 4 ด้านสำคัญ ได้แก่ 1. พัฒนาหลักสูตรด้านสิ่งทอและแฟชั่น เชื่อมโยงศิลปะ เทคโนโลยี และภูมิปัญญาผ้าไหมไทย 2. พัฒนากำลังคน ยกระดับทักษะครู นักเรียน นักศึกษา ให้ตอบโจทย์อุตสาหกรรมแฟชั่นและนวัตกรรม 3. ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ผ้าไหม ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ ควบคู่แนวคิดเศรษฐกิจสีเขียวและความยั่งยืน และ 4. ผลักดันอัตลักษณ์ “ผ้าไหมไทย” สู่ Soft Power ระดับโลก ผ่านนิทรรศการ แฟชั่นโชว์ และเวทีนานาชาติ ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวยังให้ความสำคัญกับการสร้างเครือข่ายธุรกิจและพัฒนาผู้ประกอบการรุ่นใหม่ เพื่อเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ผ้าไหมไทย สร้างรายได้ให้ชุมชน และต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่เศรษฐกิจยุคใหม่อย่างยั่งยืน โดยปีนี้จะมีการจัดงานเดินเฟชั่นผ้าไหมไทย ที่หอประชุมกองทัพเรือ ในวันที่ 6 มิถุนายน 2569

“สกร. – กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน” ร่วมยกระดับทักษะอาชีพคนไทย เชื่อมการเรียนรู้สู่การมีงานทำ เดินหน้า Learn to Earn อย่างเป็นรูปธรรม

วันที่ 6 พฤษภาคม 2569 กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) และกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือทางวิชาการด้านการพัฒนาฝีมือแรงงาน ณ ห้องประชุมชั้น 6 อาคาร DSD กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เพื่อบูรณาการความร่วมมือในการพัฒนาทักษะอาชีพของประชาชน เชื่อมโยงการเรียนรู้ การฝึกอบรม การทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงาน และระบบสะสมหน่วยกิต (Credit Bank) ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานและการเรียนรู้ตลอดชีวิต โดย ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดี สกร. พร้อมด้วย ดร.รุ่งอรุณ ไสยโสภณ รองอธิบดี สกร. นายภูมิศักดิ์ ภูมิเขียว รักษาการผู้อำนวยการกองส่งเสริมและพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ และ คณะผู้บริหาร บุคลากร สกร.เข้าร่วมพิธีและประชุมหารือแนวทางการขับเคลื่อนความร่วมมือร่วมกันกับ นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน นายสมชาติ สุภารี รองอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน นางสาวปิยพร กิตติเวช ผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบหน้าที่ของรัฐ สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ผู้บริหารและบุคลากรของกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน

ดร.เกศทิพย์ กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้มีเป้าหมายสำคัญในการยกระดับหลักสูตรอาชีพให้สอดคล้องกับมาตรฐานฝีมือแรงงานและบริบทของพื้นที่ โดยเชื่อมโยงกระบวนการเรียนรู้ตั้งแต่การพัฒนาหลักสูตร การเตรียมความพร้อมผู้เรียน การฝึกอบรมพัฒนาทักษะ การทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงาน ไปจนถึงการมีงานทำและสร้างรายได้อย่างยั่งยืน ภายใต้นโยบาย “Learn to Earn” ที่มุ่งให้ประชาชนสามารถเรียนรู้ควบคู่กับการสร้างรายได้จริง ถือเป็น “โอกาสของโอกาส” ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการขับเคลื่อนภารกิจตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. 2566 โดย สกร. ต้องการภาคีเครือข่ายที่เข้มแข็งในการร่วมสร้างโอกาสให้ผู้เรียนและประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มผู้จบการศึกษาภาคบังคับซึ่งเป็นกำลังสำคัญของครอบครัว ให้สามารถเข้าถึงตลาดแรงงานผ่านการพัฒนาทักษะจากผู้เชี่ยวชาญด้านฝีมือแรงงาน

อธิบดี สกร. กล่าวต่อไปว่า สกร.ให้ความสำคัญกับการนำประสบการณ์และผลการเรียนรู้เข้าสู่ระบบธนาคารหน่วยกิต (Credit Bank) เพื่อช่วยลดระยะเวลาในการศึกษา แต่ยังคงยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ โดยเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้รับการพัฒนาทักษะทั้งในรูปแบบ Reskill, Upskill และ New Skill ผ่านผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน พร้อมการรับรองมาตรฐานด้วยใบประกาศนียบัตร (Certificate) ที่สามารถนำไปต่อยอดอาชีพได้จริง

“มาตรฐานการเรียนรู้จะไม่ลดลง แต่จะยิ่งเพิ่มสูงขึ้น เพราะประชาชนไม่ได้เรียนน้อยลง เพียงแต่เปลี่ยนรูปแบบการเรียนรู้ให้ตอบโจทย์ชีวิตและการทำงานมากขึ้น สกร. พร้อมทำหน้าที่เป็น ‘สะพานเชื่อม’ ที่เข้มแข็ง เพื่อพาประชาชนไปสู่การมีงานทำ มีรายได้ และมีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน” ดร.เกศทิพย์ กล่าว

ด้าน นายสมาสภ์ กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้เป็นการบูรณาการเพื่อสร้างโอกาสทางอาชีพให้แก่เยาวชนและประชาชนที่ขาดโอกาสทางการศึกษา โดยมุ่งพัฒนาทักษะที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน ตามนโยบาย “เรียนได้งบ จบได้งาน” ของกระทรวงแรงงาน พร้อมสนับสนุนทั้งหลักสูตร ครูฝึก มาตรฐานฝีมือแรงงาน และเครือข่ายสถานประกอบกิจการ เพื่อให้ผู้เรียนสามารถเชื่อมต่อสู่การมีงานทำหรือประกอบอาชีพได้จริง

ทั้งนี้ ทั้งสองหน่วยงานเห็นพ้องร่วมกันว่า ความร่วมมือดังกล่าวจะเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนากำลังคนของประเทศอย่างเป็นระบบ ผ่านการเชื่อมโยงการศึกษา การฝึกอบรม การรับรองสมรรถนะ และการเทียบโอนผลการเรียนรู้ เพื่อสร้างโอกาส ลดความเหลื่อมล้ำ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนทุกช่วงวัยอย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป

“อ.เชน”ชูโมเดลแก้ปัญหา PM2.5 แบบ “เข้าใจพื้นที่”ผสานเทคโนโลยี-ภูมิปัญญาชาวบ้าน ยืนยันผลักดัน พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ คืนอากาศสะอาดระยะยาว

เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2569 ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เข้าร่วมการเสวนาแลกเปลี่ยนความเห็นในงาน “ผนึกกำลังหาทางออกวิกฤตฝุ่น PM 2.5 – การคุ้มครองสิทธิและก้าวต่อไปของกฎหมายอากาศสะอาด” จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ณ โรงแรมรามาการ์เด้นส์ โดยมีตัวแทนจากหลายมิติเข้าร่วม ได้แก่ นายพฤ โอ่โดเชา แกนนำเครือข่ายกะเหรี่ยงภาคเหนือ, ดร.เจน ชาญณรงค์ ประธานสภาลมหายใจกรุงเทพ, นางสาวปริศนา พรหมมา สภาลมหายใจเชียงใหม่ และนายสมบัติ บุญงามอนงค์ ผู้อำนวยการมูลนิธิกระจกเงา

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า วิกฤตฝุ่น PM 2.5 คือภารกิจเร่งด่วนที่รัฐบาลมุ่งมั่นจัดการทั้งระบบ จากการลงพื้นที่ภาคเหนืออย่างต่อเนื่อง ทำให้เห็นชัดว่าการแก้ปัญหาจะใช้สูตรสำเร็จเดียวไม่ได้ แต่ต้องตั้งอยู่บนความเข้าใจบริบทพื้นที่อย่างแท้จริง การรับฟังเสียงจากพี่น้องที่อยู่หน้างานจึงเป็นหัวใจสำคัญ เพราะมีหลายมิติที่ “ข้อมูลตัวเลข” เพียงอย่างเดียวบอกเราไม่ได้ เวทีนี้จึงเป็นโอกาสดีที่จะได้เห็นภาพปัญหาที่สอดคล้องกับความจริงในปัจจุบัน

รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.อว. กล่าวว่า วันนี้เรามีศักยภาพในการใช้เทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อวิเคราะห์จุดความร้อนและแหล่งกำเนิดฝุ่นได้อย่างแม่นยำ แต่เครื่องมือเหล่านี้จะทรงพลังที่สุดเมื่อนำมา ผนึกกำลังกับองค์ความรู้และวิถีชีวิตของคนในพื้นที่ เพื่อออกแบบการแก้ปัญหาที่ตรงเป้าและยั่งยืน โดยรัฐบาลได้นำแนวคิด “Circular Economy” มาเป็นแกนหลัก เริ่มนำร่องในพื้นที่ภาคเหนือตอนบนเพื่อเปลี่ยนภาระให้กลายเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ ควบคู่ไปกับการเคารพภูมิปัญญาและวิถีชุมชน เพื่อให้เกิดการเติบโตที่สมดุลทั้งมิติสิ่งแวดล้อมและปากท้องของประชาชน

“การแก้ปัญหานี้ต้องก้าวข้ามเงื่อนไขทางการเมืองเพื่อมุ่งไปที่ความเดือดร้อนของประชาชนเป็นสำคัญ  ผมขอโอกาสพิสูจน์ความตั้งใจจริงในการแก้ปัญหานี้ โดยพร้อมเปิดรับและบูรณาการข้อมูลจากทุกภาคส่วน แม้ที่ผ่านมาอาจมีความไม่มั่นใจในการสื่อสารกับภาครัฐ แต่ตนเชื่อมั่นว่าหากเราแบ่งปันข้อมูลและทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด จะทำให้การบังคับใช้กฎหมายและการตัดสินใจเชิงนโยบายมีความแม่นยำและเป็นธรรมกับทุกฝ่ายมากขึ้น”ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวและว่า ขอย้ำว่ายังยืนยันในการขับเคลื่อนนโยบายต่อเนื่อง ทั้งการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น และการผลักดัน พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) เพื่อเป็นเครื่องมือสำคัญในการปกป้องสิทธิในอากาศสะอาดของประชาชนในระยะยาว

ด้านนายสมบัติ กล่าวว่า จากประสบการณ์การทำงานร่วมกับกลุ่มชาติพันธุ์กว่า 70% โดยเฉพาะในจังหวัดเชียงราย พบว่าแต่ละพื้นที่ต้องการชุดคำสั่งและการจัดการที่ต่างกันตามสภาพภูมิประเทศ ซึ่งเชียงรายถือเป็นตัวอย่างที่สามารถลดการเผาได้อย่างมีนัยสำคัญในปีที่ผ่านมา

“สถานการณ์ไฟป่าปีนี้รุนแรงจากปัจจัยสภาพอากาศที่แห้งแล้งจัด หากไฟลุกลามเกินขีดความสามารถ กลไกรัฐที่มีอยู่ยังรองรับได้เพียงระดับหนึ่งเท่านั้น โดยนายสมบัติเสนอให้เกิดเสริมศักยภาพ “หน่วยดับไฟมืออาชีพ” ในทุกพื้นที่ และลงทุนกับระบบป้องกันอย่างจริงจัง ควบคู่ไปกับการบริหารจัดการการใช้ไฟในภาคเกษตรอย่างมีระบบ รวมถึงการเตรียมความพร้อมก่อนเข้าฤดูไฟ เช่น แนวกันไฟและแหล่งน้ำสำรอง โดยต้องให้ชุมชนเป็นฐานหลักในการจัดการ เพราะหากขาดการมีส่วนร่วมและการยอมรับจากคนในพื้นที่ รัฐบาลย่อมไม่สามารถแก้ปัญหานี้ได้อย่างยั่งยืนแน่นอน”นายสมบัติกล่าว

แม่ร้อง “ศธ.”ลูกกระดูกแขนหัก ผ่าตัด-กายภาพกว่า 5 เดือน โรงเรียนเอกชนปัดรับผิดชอบ เยียวยาแค่ 1 หมื่น ทั้งที่ค่าเทอมปีละ 2 แสน

ที่กระทรวงศึกษาธิการ วันที่ 6 พฤษภาคม 2569 นางดาวิกา ธัญญาวุฒิ ผู้ปกครองนักเรียนชายชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 รายหนึ่ง พร้อมด้วย ทนายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ประธานมูลนิธิรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรม เดินทางเข้ายื่นหนังสือร้องเรียนต่อรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อขอความเป็นธรรมกรณีบุตรชายได้รับบาดเจ็บสาหัสจากเหตุเล่นกันภายในโรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่งในจังหวัดชลบุรี ตั้งแต่วันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 จนกระดูกแขนหัก ต้องเข้ารับการผ่าตัด ใส่เหล็กดาม และกายภาพบำบัดต่อเนื่องนานกว่า 5 เดือน โดยมีค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาลประมาณ 200,000 บาท แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่ได้รับการเยียวยาหรือข้อสรุปที่ชัดเจนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

นางสาวดาวิกา กล่าวว่า หลังเกิดเหตุ โรงเรียนแจ้งว่าเป็นเพียงการเล่นกันของนักเรียน และระบุว่าไม่ใช่ความรับผิดชอบของโรงเรียน ให้ไปพูดคุยกับคู่กรณีเอง แต่คู่กรณีเป็นชาวต่างชาติ ทำให้ไม่สามารถติดต่อหรือพูดคุยได้โดยตรง จึงพยายามขอให้โรงเรียนช่วยประสานงาน แต่ก็ไม่ได้รับความร่วมมือ อีกทั้งโรงเรียนยังไม่มีกล้องวงจรปิดภายในโรงเรียน จึงทำให้ครอบครัวรู้สึกว่าโรงเรียนไม่มีมาตรการด้านความปลอดภัยเพียงพอ

ผู้ปกครองระบุอีกว่า แม้จะจ่ายค่าเทอมปีละเกือบ 200,000 บาท แต่สามารถเบิกประกันอุบัติเหตุของโรงเรียนได้เพียง 10,000 บาท ขณะที่ตลอดระยะเวลาการรักษา ทางโรงเรียนไม่เคยเข้าเยี่ยมหรือแสดงความรับผิดชอบใด ๆ นอกจากนี้ ลูกชายยังได้รับผลกระทบทางการเรียนและสภาพจิตใจ ไม่สามารถทำกิจกรรมร่วมกับเพื่อนได้ตามปกติ จนสุดท้ายครอบครัวจึงได้ตัดสินใจย้ายลูกออกจากโรงเรียนทั้ง 2 คน และเด็กยังติด “เอฟ”มาด้วย อย่างไรก็ตาม ผู้ปกครองเคยยื่นเรื่องร้องเรียนต่อ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน(สช.)และได้รับแจ้งว่าได้ส่งเรื่องต่อไปยังสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดชลบุรี ซึ่งเป็นผู้ออกใบอนุญาตจัดตั้งโรงเรียน และกำกับดูแลโรงเรียนเอกชนในพื้นที่ แต่ผ่านมากว่า 3 เดือน กลับยังไม่มีความคืบหน้าหรือคำตอบที่ชัดเจน มีเพียงการแจ้งให้ “รอตามขั้นตอน”

ด้าน ทนายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ กล่าวว่า แม้กรณีดังกล่าวจะเป็นเรื่องเด็กทะเลาะกัน แต่ถือเป็นปัญหาใหญ่ที่สะท้อนถึงมาตรการความปลอดภัยของสถานศึกษา โดยเฉพาะเมื่อเด็กได้รับบาดเจ็บรุนแรงถึงขั้นกระดูกหัก แต่โรงเรียนกลับรับผิดชอบเพียงค่าประกัน 10,000 บาท ทั้งที่เก็บค่าเทอมสูงเกือบ 200,000 บาทต่อปี

“วันนี้เรามาขอความเป็นธรรม อยากถามว่าสถานศึกษาจะรับผิดชอบอย่างไร หากโรงเรียนไม่รับผิดชอบ กระทรวงศึกษาธิการจะช่วยเยียวยาแทนได้หรือไม่ เพราะเรื่องเด็กเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและส่งผลต่ออนาคต แต่ทุกครั้งที่ผู้ปกครองออกมาทวงถาม กลับกลายเป็นฝ่ายต้องย้ายลูกหนีออกจากโรงเรียนเอง ซึ่งไม่เป็นธรรมต่อเด็กและผู้ปกครอง” ทนายรณณรงค์ กล่าว พร้อมเรียกร้องให้ กระทรวงศึกษาธิการ ออกมาตรการคุ้มครองผู้ปกครองและนักเรียนในกรณีเกิดอุบัติเหตุหรือข้อพิพาทภายในโรงเรียน เพื่อไม่ให้เด็กต้องสูญเสียโอกาสทางการศึกษา หรือถูกกดดันจนต้องย้ายออกจากสถานศึกษาเดิม ทั้งที่เป็นผู้เสียหายในเหตุการณ์ดังกล่าว

ด้านนายมณฑล ภาคสุวรรณ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (กช.) กล่าวว่า หลังจากได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้ปกครองแล้ว  สช.ไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้มีการตรวจสอบข้อมูล แต่การดำเนินการต้องมีกระบวนการ เพราะการแก้ปัญหาต่าง ๆ ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ซึ่งเมื่อได้รับทราบข้อเท็จจริงแล้วจะเร่งรัดให้โรงเรียนชี้แจงและตรวจสอบข้อเท็จจริงอีกครั้งภายใน  2 สัปดาห์ อย่างไรก็ตามเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่จังหวัดชลบุรี สช.จะต้องประสานกับทางศึกษาธิการจังหวัดชลบุรีในฐานะผู้อนุญาตจัดตั้งโรงเรียนในจังหวัด และกำกับดูแลโรงเรียนเอกชนในพื้นที่ เพื่อเข้าไปตรวจสอบด้วย

“เรื่องนี้ต้องดูข้อมูลเชิงลึกอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งสช.จะเร่งดำเนินการให้ได้ข้อยุติโดยเร็วที่สุด ผมยืนยันว่าจะให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย  ที่สำคัญเรื่องความปลอดภัยในสถานศึกษาเป็นนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ ที่นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และนายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เน้นย้ำ ว่า ผู้เรียน ครู และบุคลากรทุกคนจะต้องได้รับการปกป้อง ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการก็กำลังดำเนินการจัดตั้งศูนย์พิทักษ์สิทธิและเสรีภาพนักเรียนและบุคลากรทางการศึกษา อยู่”นายมณฑลกล่าว

อว.รับเรื่องเร่งประสานสภาวิชาชีพพร้อมให้ ม.เนชั่น ชี้แจงข้อเท็จจริง หลังกลุ่มผู้ปกครองนักศึกษาคณะทันตแพทย์ร้องเรียน

เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 ที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) นายสมบัติ รุ่งรัศมี ผู้อำนวยการกองยกระดับคุณภาพการจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษา รักษาการที่ปรึกษาด้านพัฒนาการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม พร้อมด้วย น.ส.เบญจาภา มุสิกะสินธุ์ ผู้อำนวยการกองกลาง สำนักงานปลัดกระทรวง อว.ได้รับมอบหมายจาก ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัด อว.ให้เป็นผู้แทนรับหนังสือร้องเรียนจากตัวแทนผู้ปกครองนักศึกษาคณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเนชั่น จังหวัดลำปางกรณีหลักสูตรไม่ได้รับการรับรองจากทันตแพทยสภา ส่งผลกระทบต่อนักศึกษา โดย นายสมบัติ กล่าวว่า อว. มีความห่วงใยต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นอย่างยิ่ง โดยขณะนี้ได้ประสานงานในเบื้องต้นกับสภาวิชาชีพเพื่อรวบรวมข้อมูลข้อเท็จจริง พร้อมมีหนังสือถึงมหาวิทยาลัยเพื่อให้ชี้แจงข้อเท็จจจริงกรณีดังกล่าวและเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมภายในสัปดาห์นี้

“ขอให้ความมั่นใจกับนักศึกษาและผู้ปกครองว่า อว.จะร่วมมือกับสภาวิชาชีพอย่างใกล้ชิด เพื่อหาแนวทางเยียวยาที่เหมาะสม อาทิ การจัดการเรียนการสอนหรือการฝึกปฏิบัติเพิ่มเติมให้เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานวิชาชีพ รวมถึงหากคำชี้แจงของมหาวิทยาลัยยังไม่ชัดเจนเพียงพอ อาจเสนอแต่งตั้งคณะกรรมการลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงเชิงลึกรวมทั้งจัดการหารือร่วม 3 ฝ่าย ระหว่าง อว. สภาวิชาชีพและมหาวิทยาลัย เพื่อหาข้อยุติที่เป็นธรรมและคุ้มครองสิทธิของนักศึกษาอย่างถึงที่สุด” นายสมบัติกล่าว

ด้านตัวแทนผู้ปกครอง กล่าวว่า การเดินทางมาครั้งนี้เป็นการรวมตัวของผู้ปกครองนักศึกษาจำนวน 19 ราย จาก 4 ชั้นปี (ปีที่ 2–5) ที่ได้รับผลกระทบ โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ นักศึกษาที่ยังคงศึกษาอยู่ โดยเฉพาะชั้นปีที่ 4 และ 5 และนักศึกษาที่ตัดสินใจลาออกหลังทราบว่าหลักสูตรไม่ได้รับการรับรอง

ตัวแทนผู้ปกครองระบุว่าเหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบต่ออนาคตทางการศึกษาและก่อให้เกิดภาระค่าใช้จ่ายจำนวนมาก ขอให้ อว.เร่งสร้างความชัดเจนเกี่ยวกับสถานะการรับรองหลักสูตร รวมถึงกำหนดแนวทางเยียวยา เช่น การคืนค่าเล่าเรียน ค่าอุปกรณ์และการสนับสนุนการย้ายไปศึกษาต่อในสถาบันอื่น

สพฐ.งัด 7 มาตรการสู้วิกฤตพลังงาน! ผ่อนผันค่าบำรุงการศึกษา-ยืดหยุ่นเครื่องแบบ เบรกค่าใช้จ่ายผู้ปกครอง ย้ำ “ไม่ใช้สูตรเดียวทั้งประเทศ” กันเด็กหลุดระบบ

เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) โดย ดร.พิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.)เปิดเผยภายหลังการประชุมผู้บริหารระดับสูงของ สพฐ. ว่า ที่ประชุมได้หารือและกำหนดแนวทางขับเคลื่อนนโยบาย “ลดภาระค่าใช้จ่ายผู้ปกครอง” ภายใต้สถานการณ์วิกฤตพลังงานและค่าครองชีพที่ยังอยู่ในระดับสูง โดยยึดนโยบายของ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นกรอบสำคัญในการปฏิบัติ โดยในปีการศึกษา 2569 สถานศึกษาในสังกัด สพฐ.ทุกแห่ง ต้องยังคงจัดการเรียนการสอนตามปกติ เพื่อรักษาคุณภาพการศึกษา ควบคู่กับการลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างโอกาสให้เด็กทุกคนเข้าถึงการเรียนรู้ได้อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ สพฐ.ได้กำหนดแนวทางปฏิบัติให้โรงเรียนทั่วประเทศดำเนินการอย่างยืดหยุ่นตามบริบทพื้นที่ 7มาตรการ ดังนี้ 1. คงการเรียนปกติ ไม่ลดคุณภาพแม้เผชิญวิกฤตค่าใช้จ่าย โรงเรียนต้องจัดการเรียนการสอนอย่างมีคุณภาพ เพื่อไม่ให้เด็กเสียโอกาสทางการศึกษา2. ผ่อนผัน-ลดค่าบำรุงการศึกษา เปิดช่องให้โรงเรียนพิจารณาลด หรือผ่อนผันค่าบำรุงตามความจำเป็น เพื่อลดภาระโดยตรงแก่ผู้ปกครอง ยืดหยุ่นเครื่องแบบนักเรียน โดยเฉพาะเครื่องแบบลูกเสือ-เนตรนารี ยุวกาชาด และชุดกิจกรรมต่าง ๆ สามารถยกเว้นหรือผ่อนปรนได้ตามความเหมาะสม 3 ลดการใช้วัสดุอุปกรณ์สิ้นเปลือง โรงเรียนต้องพิจารณางดหรือปรับลดการใช้อุปกรณ์การเรียนที่สร้างภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม 4.ให้สถานศึกษาพิจารณาลด หรืองดการซื้อหนังสือเสริมหลักสูตร เช่นแบบฝึกหัดที่นอกเหนือที่กำหนดไว้ใน8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ เพื่อลดภาระผู้ปกครอง 5.ให้งดหรือลดการจัดกิจกรรมที่เรียกเก็บเงินเก็บเงินเพิ่มเติมจากผู้ปกครอง 6.ลดงาน-ลดโครงงานที่ต้องใช้เงินครูต้องพิจารณามอบหมายงานที่ไม่สร้างภาระค่าใช้จ่าย และ 7. ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลแทน

“แนวทางดังกล่าวไม่ใช่มาตรการแบบบังคับตายตัว แต่เป็นการ “ขอความร่วมมือ” และเปิดโอกาสให้ ผู้อำนวยการโรงเรียนสามารถออกมาตรการเพิ่มเติมได้เองตามบริบทของแต่ละพื้นที่สอดคล้องกับแนวนโยบายของรัฐมนตรีว่าการ ศธ. ที่ระบุชัดว่าจะไม่ตัดเสื้อตัวเดียวให้ทั้งประเทศใส่เหมือนกัน โดยสพฐ.จะออกหนังสือเวียนแจ้งทุกหน่วยงานในสังกัด พร้อมกำชับให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษา บุคลากรทางการศึกษา ในพื้นที่ร่วมกัน กำกับ ติดตาม และสนับสนุน การดำเนินงานให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ใช่เป็นเพียงนโยบายบนกระดาษ”ดร.พิเชฐ กล่าวและว่า อย่างไรก็ตาม ในส่วนการผ่อนผันเงินค่าบำรุงการศึกษา ให้โรงเรียนพิจารณาตามความเหมาะสม เข้าใจว่า บางโรงเรียนก็ยังมีความจำเป็นต้องเก็บค่าบำรุงการศึกษา  แต่อะไรที่พอลดผ่อนผันได้ ก็ขอให้ตระหนักเน้นการมีส่วนร่วมเพื่อให้ผู้ปกครองได้มีความสบายใจ ส่งลูกหลานมาเรียน ไม่อยากให้มีเด็กหลุดจากระบบการศึกษา ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าว เป็นการขอความร่วมมือ สพฐ. ไม่อยากให้เป็นการบังคับ การดำเนินการขอให้ดูตามบริบทแต่ละพื้นที่ ซึ่งตนเชื่อมั่นในตัวผู้อำนวยการโรงเรียน และผู้อำนวยการเขตพื้นที่ฯ ว่าจะสามารถบริหารจัดการได้ตามความเหมาะสม

“ประเสริฐ” เปิดเวทีนวัตกรรมการศึกษา กทม. ชู All For Education ลดเหลื่อมล้ำ ปั้นผู้เรียน DNA ใหม่ รับโลกเปลี่ยน

เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดการประชุมวิชาการนวัตกรรมการศึกษาของสถานศึกษาในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษากรุงเทพมหานคร ประจำปี 2569 (Bangkok Education Innovation Symposium 2026) ณ ห้องประชุมบางกอก อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 โดยมี ดร.สุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงศึกษาธิการ และผู้แทนหน่วยงานทางการศึกษาจากพื้นที่กรุงเทพมหานครเข้าร่วมกว่า 700 คนเข้าร่วม

นายประเสริฐ กล่าวว่า การจัดประชุมครั้งนี้ถือเป็น “เวทีรวมพลังนวัตกรรมการศึกษา” ที่เปิดโอกาสให้สถานศึกษานำร่องได้แสดงศักยภาพและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างกัน เพื่อนำไปสู่การยกระดับคุณภาพการศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีเป้าหมายสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และสร้างโอกาสการเข้าถึงการเรียนรู้ที่เท่าเทียมสำหรับผู้เรียนทุกคน ส่วนแนวคิด “All For Education” หรือ “ทุกภาคส่วนเพื่อการศึกษา” ก็เป็นหัวใจของการปฏิรูปการศึกษาไทยในยุคปัจจุบัน โดยต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นนักเรียน ครู ผู้ปกครอง ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ในการทำงานร่วมกันในฐานะ “ทีมเดียวกัน” เพื่อผลักดันระบบการศึกษาให้ตอบโจทย์โลกยุคใหม่

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวต่อไปว่า ในยุคที่โลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจากเทคโนโลยีและองค์ความรู้ใหม่ การศึกษาไม่สามารถยึดติดกับรูปแบบเดิมได้อีกต่อไป จำเป็นต้องมีความยืดหยุ่น ปรับตัว และสร้างนวัตกรรมการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงกับชีวิตจริง เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้เป็น “พลเมือง DNA ใหม่” ที่มีทักษะคิดวิเคราะห์ เรียนรู้ตลอดชีวิต และสามารถแข่งขันในระดับสากลได้

ด้าน ดร. สุเทพ กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้สะท้อนทิศทางสำคัญของกระทรวงศึกษาธิการในการ “กระจายอำนาจ” สู่พื้นที่ โดยเปิดโอกาสให้สถานศึกษาและหน่วยงานในระดับพื้นที่มีอิสระในการออกแบบและพัฒนานวัตกรรมการเรียนการสอนที่สอดคล้องกับบริบทของตนเองมากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับคุณภาพผู้เรียนอย่างแท้จริง โดยการดำเนินงานในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาจะอาศัยความร่วมมือแบบบูรณาการจากหลายภาคส่วน ทั้งหน่วยงานภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เพื่อร่วมกันพัฒนารูปแบบการจัดการศึกษาใหม่ ๆ ที่ตอบสนองต่อความต้องการของผู้เรียนและสังคมในแต่ละพื้นที่

ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ยังระบุอีกว่า กระทรวงศึกษาธิการมีแผนขยายผลการดำเนินงานพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาไปยัง 20 จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ และยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนในระยะยาว

สำหรับกิจกรรมภายในงาน ประกอบด้วย การเสวนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากกรณีศึกษาที่ประสบความสำเร็จ การนำเสนอผลงานนวัตกรรมของสถานศึกษาในรูปแบบโปสเตอร์และคลิปวิดีโอ เวิร์กช็อปเชิงปฏิบัติการ “CBA Lab” ด้านการออกแบบเครื่องมือวัดและประเมินผลการเรียนรู้ รวมถึงนิทรรศการแสดงผลงานของโรงเรียนนำร่องในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งสะท้อนภาพความก้าวหน้าของการพัฒนานวัตกรรมการศึกษาไทยในระดับพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม การจัดงานครั้งนี้จึงไม่เพียงเป็นเวทีวิชาการ แต่ยังเป็น “จุดเชื่อมต่อ” ของความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ที่จะร่วมกันขับเคลื่อนการศึกษาไทยให้ก้าวทันโลก และสร้างโอกาสที่เท่าเทียมให้กับผู้เรียนทุกคนอย่างยั่งยืน

ปลัด อว.ย้ำหลักสูตรทันตแพทยศาสตรบัณฑิต หลักสูตรใหม่ 62 ม.เนชั่น ผ่านเกณฑ์ อว. แต่ “การรับรองวิชาชีพ“ เป็นอำนาจสภาวิชาชีพ เร่งคุ้มครองสิทธิผู้เรียนให้เข้าสอบขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเป็นรายบุคคลได้

เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2569 ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยกรณีหลักสูตรทันตแพทย์ของมหาวิทยาลัยเนชั่นที่ถูกเพิกถอนการรับรองจากสภาวิชาชีพ ว่า หลักสูตรดังกล่าวเป็นหลักสูตรใหม่ ปี พ.ศ.2562 โดย ม.เนชั่นได้เริ่มรับนักศึกษารุ่นแรกในปี 2563 ซึ่งในส่วนของกระทรวง อว.ได้ดำเนินการพิจารณาตามกรอบกฎหมายและมาตรฐานหลักสูตรที่กำหนด ซึ่งหลักสูตรดังกล่าวถือว่าเป็นไปตามมาตรฐานของ อว. แต่ในส่วนการรับรองในระดับ “วิชาชีพ” เป็นอีกกระบวนการหนึ่งที่อยู่ในอำนาจของสภาวิชาชีพโดยเฉพาะ ซึ่งต้องเป็นผู้พิจารณาว่าหลักสูตรดังกล่าวเป็นไปตามมาตรฐานวิชาชีพหรือไม่ โดยรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาตรา 40 กำหนดให้สภาวิชาชีพไม่เข้ามาก้าวก่ายการจัดการศึกษา ส่งผลให้มาตรฐานหลักสูตรของกระทรวง อว. และมาตรฐานของสภาวิชาชีพเป็นคนละส่วนกัน

ปลัด อว. กล่าวต่อไปว่า ที่ผ่านมา อว.ตระหนักถึงช่องว่างดังกล่าว โดยเฉพาะในหลักสูตรสายวิชาชีพ จึงได้ส่งเสริมให้มหาวิทยาลัยนำหลักสูตรไปผ่านการรับรองจากสภาวิชาชีพก่อนยื่นขอรับรองมาตรฐานหลักสูตรจาก อว. เพื่อป้องกันปัญหาในภายหลัง อย่างไรก็ดีมีบางกรณีที่มหาวิทยาลัยอ้างข้อกฎหมายตามรัฐธรรมนูญ ทำให้ อว.ต้องพิจารณารับรองตามเกณฑ์ก่อน แม้หลักสูตรนั้นอาจยังไม่ได้รับการรับรองจากสภาวิชาชีพก็ตาม โดย อว.ได้กำชับให้มหาวิทยาลัยต้องแจ้งข้อมูลดังกล่าวแก่นักศึกษาล่วงหน้า เพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้เรียน

“สำหรับกรณีมหาวิทยาลัยเนชั่น ในช่วงปี 2563 มหาวิทยาลัยได้แจ้งว่าหลักสูตรดังกล่าวได้รับการรับรองจากทั้งอว.และสภาวิชาชีพแล้ว จึงไม่มีข้อกังวลในขณะนั้น กระทั่งต่อมาสภาวิชาชีพมีคำสั่งเพิกถอนการรับรองย้อนหลังถึงปี 2563 ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่ต้องเร่งหาทางแก้ไขร่วมกัน อย่างไรก็ตามแม้ขณะนี้หลักสูตรจะไม่ได้รับการรับรองจากสภาวิชาชีพ แต่นักศึกษายังสามารถเข้าสอบเพื่อขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเป็นรายบุคคลกับสภาวิชาชีพได้“ ศ.ดร.ศุภชัย กล่าวและว่า อว.จะเร่งประสานงานกับสภาวิชาชีพ เพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาร่วมกัน รวมถึงป้องกันไม่ให้เกิดกรณีลักษณะเดียวกันในสาขาวิชาชีพอื่น นอกจากนี้ จะตรวจสอบข้อเท็จจริงกับมหาวิทยาลัยเนชั่นเพิ่มเติม ว่าได้มีการแจ้งนักศึกษาอย่างชัดเจนตั้งแต่ต้นหรือไม่ว่าหลักสูตรยังไม่ได้รับการรับรองจากสภาวิชาชีพ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและคุ้มครองสิทธิของผู้เรียนอย่างสูงสุดต่อไป

Focusnews วิเคราะห์ลึก: “ล้างวงจรหนังสือเรียน สกร.” จุดเปลี่ยนหรือแค่กระแส? เมื่อ อัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ เปิดเกมตรวจสอบทั้งระบบ

เรื่องคุณภาพหนังสือเรียน ถ้าจะพูดกันตรง ๆ ไม่ใช่เรื่องใหม่ เป็นปัญหาที่สั่งสมมานาน เป็นปัญหาที่แก้ไม่ตก ไม่มีใครแก้ได้ เป็นเรื่องของการสมยอม หลับหูหลับตานั่งทับปัญหา ปล่อยให้มันผ่านไป เพราะถึงอย่างไรเด็ก ๆ จำเป็นต้องใช้หนังสือในการเรียน ถ้าไม่มีประเด็นสาหัสจริง ๆ เรื่องก็จะเงียบไม่มีการแก้ไข

แต่คราวนี้อาจจะไม่ใช่ เพราะประเด็น “หนังสือเรียนตกยุค” ในระบบการศึกษานอกโรงเรียน หรือ กรมส่งเสริมการเรียนรู้(สกร.)ในปัจจุบัน ได้ถูกยกระดับจากเสียงสะท้อนในพื้นที่ สู่การตรวจสอบเชิงโครงสร้างระดับประเทศ เมื่อ อัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ รัฐมนตรีหนุ่มน้อยจากค่ายเพื่อไทย ซึ่งเคยประกาศไว้ว่า ตนเองเป็นผลผลิตจากการศึกษานอกโรงเรียน หรือ กศน.ในอดีต ที่หมายมั่นปั้นมือว่าจะขอให้พ่อใหญ่ “ประเสริฐ จันทรรวงทอง” มอบหมายให้ดูแลงาน ของ สกร. ซึ่งเมื่อได้รับมอบหมายตามที่ขอ ด้วยความที่พอจะรู้อะไรมาบ้าง  ก็ได้สั่งการให้ สกร.เร่งสำรวจข้อมูลการจัดหาหนังสือเรียนและสื่อการเรียนรู้ในสถานศึกษาทั่วประเทศอย่างละเอียด ครอบคลุมทั้งแหล่งจัดซื้อ ราคา และผลการใช้งานจริง การขยับครั้งนี้มีเป้าหมายชัดเจนในการสร้าง “ความโปร่งใส” และทบทวนความคุ้มค่าของงบประมาณด้านสื่อการเรียนรู้ ท่ามกลางข้อสังเกตที่สะสมมานานว่า ระบบจัดซื้อหนังสือเรียนบางส่วนอาจยังไม่สอดคล้องกับบริบทการเรียนรู้ยุคใหม่

การจัดซื้อหนังสือเรียนของ สกร.ที่ผ่านมา ถูกตั้งคำถามจากสังคมอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่แค่ “ราคาแพง” หรือ “เนื้อหาล้าสมัย” แต่ลึกไปกว่านั้นคือ “กระบวนการจัดซื้อที่เอื้อให้เกิดความไม่โปร่งใส” และอาจเปิดช่องให้เกิด “วงจรผลประโยชน์”ที่ต้องจับตา ไม่ว่าจะเรื่อง การล็อกสเปกหนังสือบางชุดให้มีลักษณะเฉพาะ จนแทบไม่มีคู่แข่ง เนื้อหา/รูปแบบผูกกับสำนักพิมพ์บางราย   หรือ เรื่องราคาไม่สัมพันธ์กับคุณภาพ  เนื้อหาล้าสมัย แต่ราคาสูงโดด ไม่มีระบบเปรียบเทียบราคากลางแบบเปิดเผย  หรือ การวนซื้อซ้ำเจ้าเดิม สำนักพิมพ์รายเดิมจัดซื้อจัดจ้างกันหลายสมัยจนเป็นเจ้าประจำผูกขาดต่อเนื่องหลายปี ไม่เปิดโอกาสให้ผู้ผลิตรายใหม่เข้ามาแข่งขัน  รวมถึงกระบวนการคัดเลือกที่ไม่เปิดเผยรายละเอียด TOR เกณฑ์คัดเลือกไม่โปร่งใส ประชาชนหรือครูไม่สามารถตรวจสอบได้จนเกิด“พื้นที่สีเทา” และ ที่สำคัญผู้ใช้จริง “ไม่มีเสียง” คือ ครูและผู้เรียนไม่ได้มีส่วนร่วมเลือกหนังสือ หนังสือบางชุด“ใช้ไม่ได้จริง” แต่ยังถูกซื้อ ซึ่งเป็นการสะท้อนปัญหาเชิงระบบ

หลังจากได้รับคำสั่ง สกร.โดย ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดี สกร. ก็ได้เดินหน้าตรวจสอบเชิงลึก โดยมุ่งเน้นการตรวจสอบ 4 ประเด็นหลัก ได้แก่ – แหล่งที่มาของการจัดซื้อโครงสร้างราคาและความคุ้มค่ารูปแบบการคัดเลือกหนังสือผลการใช้งานจริงในห้องเรียน ซึ่งข้อมูลดังกล่าวจะถูกนำมาวิเคราะห์เพื่อกำหนดแนวทางปรับปรุงระบบให้มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และตอบโจทย์การเรียนรู้ในยุคปัจจุบัน

อย่างที่บอก ปัญหานี้ไม่ใช่เพิ่งเกิด เป็นปัญหาหมักหมมมานาน หากต้องการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน จำเป็นต้องดำเนินการควบคู่กันในหลายมิติ การเปิดเผยข้อมูลการจัดซื้ออย่างโปร่งใสต้องมี  การกำหนดราคากลางที่เหมาะสมต้องมา  การส่งเสริมการแข่งขันอย่างเป็นธรรมและการสนับสนุนสื่อการเรียนรู้ทางเลือกต้องทำได้  ที่สำคัญคือ ต้องให้อำนาจสถานศึกษาในการตัดสินใจเลือกใช้สื่อการเรียนรู้ เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทของผู้เรียนอย่างแท้จริง  และอีกสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม แม้สิ่งที่พูดมาจะมุ่งไปที่ประเด็นกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง แต่ผลกระทบส่งถึงผู้เรียนโดยตรง ทั้งในด้านคุณภาพการเรียนรู้ และโอกาสในการเข้าถึงเนื้อหาที่ทันสมัย ขณะเดียวกัน ผู้ปกครองและภาครัฐยังต้องแบกรับค่าใช้จ่ายที่อาจสูงเกินความจำเป็น หากระบบขาดการตรวจสอบและปรับปรุงอย่างจริงจัง

ถึงเวลาหรือยังที่ สกร.ต้องลุกขึ้นมาตรวจสอบอย่างจริงจัง เลิกเสียทีลูบหน้าปะจมูก เพราะนี่อาจไม่ใช่แค่ “เช็กสต็อกหนังสือ” แต่มันคือ “โอกาสล้างระบบ” โดยเฉพาะเรื่อง การเปิดเผยแหล่งจัดซื้อ การเทียบราคาอย่างโปร่งใส การวัดผลการใช้งานจริง กล้าตัดสิ่งที่ไม่จำเป็น เพราะ “การเรียนรู้”ของประชาชน ไม่ควรถูกผูกกับ“ผลประโยชน์”ของใครบางคน

วันนี้ “หนังสือเรียนของสกร.”ไม่ได้ถูกตั้งคำถามแค่เรื่องคุณภาพ แต่กำลังถูกจ้องลึกไปว่า “โปร่งใสหรือเปล่า”

สกร.ขยายพื้นที่เพิ่ม 12 จังหวัดใช้หลักสูตรส่งเสริมการเรียนรู้ เพื่อคุณวุฒิตามระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน 2567 สร้างมาตรฐานการเรียนรู้อย่างเป็นระบบ 

เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2569 ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้(สกร.) เป็นประธานการประชุมผ่านระบบออนไลน์ Zoom Meeting ร่วมกับผู้บริหารส่วนกลาง ผู้บริหารหน่วยงานส่วนภูมิภาค และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประกาศจังหวัดเพิ่มเติมในการใช้หลักสูตรส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อคุณวุฒิตามระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2567 อีก 12 จังหวัด เพื่อรองรับทหารกองประจำการที่มีความพร้อมเข้าสู่กระบวนการเทียบโอนผลการเรียนรู้ตามหลักสูตรอย่างเป็นระบบ

อธิบดี สกร.กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้มุ่งติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานของจังหวัดนำร่องที่ใช้หลักสูตร พ.ศ. 2567 จำนวน 10 จังหวัด สถาบันการศึกษาทางไกล และหน่วยงานที่ดำเนินงานด้านการจัดการเรียนรู้สำหรับทหารกองประจำการ 12 จังหวัด ซึ่งเป็นพื้นที่เป้าหมายเพิ่มเติมสำหรับรองรับการใช้หลักสูตร พ.ศ.2567 ในการจัดการเรียนรู้ให้กับทหารกองประจำการ รวมทั้งสิ้น 23 หน่วยงาน โดยที่ประชุมได้ร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูลการดำเนินงาน ปัญหา อุปสรรค แนวทางการเทียบโอนผลการเรียนรู้ และความพร้อมของพื้นที่ในการขยายการใช้หลักสูตร พ.ศ. 2567 ไปยังจังหวัดเพิ่มเติม เพื่อให้การดำเนินงานมีทิศทางเดียวกัน เป็นไปตามมาตรฐาน และสามารถขับเคลื่อนได้อย่างเป็นรูปธรรม โดย หลักสูตรส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อคุณวุฒิตามระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน 2567 จะเป็นกลไกสำคัญของ สกร.ในการยกระดับการจัดการเรียนรู้ให้มีความยืดหยุ่น ทันสมัย และมุ่งเน้นผลลัพธ์ของผู้เรียนเป็นสำคัญ โดยเปิดโอกาสให้ผู้เรียนสามารถนำความรู้ ทักษะ ประสบการณ์เดิม และผลการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นจริง มาใช้ประกอบการเทียบโอนเข้าสู่กระบวนการเรียนรู้ตามหลักสูตร ภายใต้มาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ

ดร.เกศทิพย์ กล่าวว่า สำหรับการดำเนินงานในกลุ่มทหารกองประจำการ สกร.ให้ความสำคัญกับการออกแบบระบบการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับภารกิจ หน้าที่ และช่วงเวลาของผู้เรียน โดยใช้หลักสูตร พ.ศ. 2567 เป็นฐานในการจัดการเรียนรู้ การสะสมผลการเรียนรู้ และการเทียบโอนความรู้หรือประสบการณ์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ทหารกองประจำการสามารถมีเวลาไปพัฒนาตนเองระหว่างปฏิบัติหน้าที่ และนำไปสู่การยกระดับคุณวุฒิทางการศึกษาได้อย่างมีคุณภาพตามโครงการ “1 ปี 1 วุฒิ” ซึ่งการประกาศจังหวัดเพิ่มเติมเพื่อใช้หลักสูตร พ.ศ.2567 ต้องดำเนินการอย่างรอบคอบ มีข้อมูลรองรับ และคำนึงถึงความพร้อมของพื้นที่ ทั้งด้านบุคลากร ระบบการจัดการเรียนรู้ การวัดและประเมินผล การเทียบโอนผลการเรียนรู้ และการติดตามคุณภาพผู้เรียน เพื่อให้การขยายผลไม่เป็นเพียงการเพิ่มจำนวนพื้นที่ดำเนินงาน แต่เป็นการสร้างระบบการเรียนรู้ที่มีมาตรฐาน ชัดเจน ตรวจสอบย้อนกลับได้ และเกิดประโยชน์จริงต่อผู้เรียน

“จังหวัดนำร่องการใช้หลักสูตร พ.ศ. 2567 จำนวน 10 จังหวัด ได้แก่ สุโขทัย ลำปาง ร้อยเอ็ด หนองคาย ฉะเชิงเทรา จันทบุรี ปทุมธานี สุพรรณบุรี ภูเก็ต และชุมพร รวมทั้ง สถาบันการศึกษาทางไกล อีก 1 หน่วยงาน ส่วนจังหวัดที่ขยายพื้นที่เพิ่มเติม 12 จังหวัด ได้แก่ ประจวบคีรีขันธ์ ปราจีนบุรี ราชบุรี นครปฐม สระแก้ว ลพบุรี สระบุรี นครนายก ชลบุรี กาญจนบุรี กรุงเทพมหานคร และเพชรบุรี ซึ่งการเพิ่มพื้นที่ดำเนินงานอีก 12 จังหวัดในครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการขยายจำนวนพื้นที่ใช้หลักสูตรเท่านั้น แต่เป็นการวางระบบรองรับผู้เรียนกลุ่มทหารกองประจำการให้สามารถเข้าสู่กระบวนการเรียนรู้ การเทียบโอนผลการเรียนรู้ และการยกระดับคุณวุฒิทางการศึกษาได้อย่างมีทิศทางเดียวกัน โดยยึดหลักสูตร พ.ศ. 2567 เป็นฐานกลางในการกำหนดมาตรฐานการจัดการเรียนรู้ การวัดและประเมินผล และการรับรองผลลัพธ์ของผู้เรียน”อธิบดี สกร.กล่าวและว่า การประชุมครั้งนี้จึงเป็นอีกก้าวสำคัญของ สกรในการขับเคลื่อนหลักสูตร พ.ศ.2567 จากระดับนโยบายสู่การปฏิบัติจริงในพื้นที่ ตามเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ.ส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ.2566 ที่มุ่งส่งเสริม สนับสนุน และจัดการเรียนรู้ตลอดชีวิตให้ประชาชนทุกกลุ่มเข้าถึงการเรียนรู้ที่มีคุณภาพอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม