สกร. เปิดผลสำรวจ “คนไทยกับหน้าที่พลเมืองและประชาธิปไตย” เสียงสะท้อนกว่า 1.36 ล้านคน เพื่อการยกระดับคุณภาพชีวิตทุกครัวเรือน

เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2569 กรมส่งเสริมการเรียนรู้ กระทรวงศึกษาธิการ ได้เปิดเผยผลการดำเนินงาน “โครงการส่งเสริมหน้าที่พลเมืองที่ดีและประชาธิปไตยในสังคมไทย” ซึ่งดำเนินการระหว่างเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2568 ถึงมกราคม พ.ศ. 2569 ครอบคลุมพื้นที่กว่า 7,400 ตำบลทั่วประเทศ โดยมีการเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงสถิติจากประชาชนรวมทั้งสิ้น 1,362,902 คน นับเป็นหนึ่งในฐานข้อมูลด้านพฤติกรรมและทัศนคติของพลเมืองที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และสะท้อนภาพรวมของการตื่นตัวทางการเมืองของสังคมไทยได้อย่างชัดเจน

ทั้งนี้ ในการดำเนินงานในระยะแรก ซึ่งจัดเก็บข้อมูลเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2568 จากกลุ่มตัวอย่าง 7,451 คน พบว่า ผู้ตอบแบบประเมินส่วนใหญ่เป็นเพศหญิงจำนวน 4,631 คน คิดเป็นร้อยละ 62.15 รองลงมาเป็นเพศชาย 2,729 คน คิดเป็นร้อยละ 36.63 และเพศสภาพอื่น 91 คน คิดเป็นร้อยละ 1.22 โดยกลุ่มอายุที่มีจำนวนมากที่สุดคือช่วงอายุ 36–45 ปี จำนวน 2,390 คน หรือร้อยละ 32.08 รองลงมาคือช่วงอายุ 26–35 ปี จำนวน 1,846 คน คิดเป็นร้อยละ 24.78 และช่วงอายุ 46–59 ปี จำนวน 1,597 คน คิดเป็นร้อยละ 21.43 ขณะที่กลุ่มอายุ 18–25 ปี มีจำนวน 1,007 คน และกลุ่มอายุ 60 ปีขึ้นไป จำนวน 611 คน

ด้านระดับการศึกษา พบว่าผู้ตอบส่วนใหญ่จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย จำนวน 2,918 คน คิดเป็นร้อยละ 39.16 รองลงมาคือมัธยมศึกษาตอนต้น จำนวน 2,122 คน คิดเป็นร้อยละ 28.48 และประถมศึกษาหรือต่ำกว่า จำนวน 991 คน คิดเป็นร้อยละ 13.30 ขณะที่ผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีมีจำนวน 792 คน อนุปริญญา 578 คน และสูงกว่าปริญญาตรี 50 คน ส่วนด้านอาชีพ พบว่ากลุ่มใหญ่ที่สุดคือเกษตรกรหรือประมง จำนวน 2,651 คน คิดเป็นร้อยละ 35.58 รองลงมาคือแรงงานหรือรับจ้างทั่วไป 1,468 คน คิดเป็นร้อยละ 19.70 และผู้ประกอบอาชีพอิสระหรือเจ้าของธุรกิจ 1,063 คน คิดเป็นร้อยละ 14.27

เมื่อสอบถามถึงแหล่งรับข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการเลือกตั้ง พบว่าประชาชนรับข้อมูลจากโซเชียลมีเดียมากที่สุด จำนวน 4,767 คน คิดเป็นร้อยละ 63.98 รองลงมาคือบุคคลในชุมชน เช่น ผู้นำ ครู หรืออาสาสมัคร จำนวน 4,361 คน คิดเป็นร้อยละ 58.53 และป้ายประชาสัมพันธ์หรือรถแห่ จำนวน 4,345 คน คิดเป็นร้อยละ 58.31 ขณะที่โทรทัศน์และวิทยุมีจำนวน 2,511 คน

สำหรับประเด็นการไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ส.ส. พบว่าผู้ตอบแบบประเมินถึง 7,194 คน หรือร้อยละ 96.55 ระบุว่าจะไปใช้สิทธิ ขณะที่ผู้ไม่ไปใช้สิทธิมีเพียง 96 คน และผู้ที่ยังไม่แน่ใจ 10 คน สะท้อนให้เห็นถึงระดับความตื่นตัวทางการเมืองของประชาชนในระดับสูงมาก ขณะเดียวกัน ประเด็นที่ประชาชนต้องการให้ภาครัฐเร่งแก้ไขมากที่สุด ได้แก่ ด้านเศรษฐกิจ จำนวน 5,707 คน คิดเป็นร้อยละ 76.59 รองลงมาคือด้านเกษตรกรรม 3,837 คน ด้านสังคม 3,125 คน ด้านสุขภาพ 1,302 คน ด้านการศึกษา 1,253 คน และด้านความมั่นคงและสิ่งแวดล้อมตามลำดับ

สำหรับในระยะที่สอง ซึ่งเป็นการประเมินในวงกว้างระหว่างวันที่ 14–17 มกราคม 2569 มีผู้ตอบแบบประเมินจำนวนถึง 1,362,902 คน โดยเป็นเพศหญิง 717,132 คน เพศชาย 598,714 คน และเพศสภาพอื่น 31,264 คน กลุ่มอายุที่มีจำนวนมากที่สุดยังคงเป็นช่วง 36–45 ปี จำนวน 387,934 คน รองลงมาคือ 46–59 ปี จำนวน 318,914 คน และ 26–35 ปี จำนวน 262,844 คน ขณะที่กลุ่มอาชีพหลักยังคงเป็นเกษตรกรและประมง จำนวน 460,254 คน รองลงมาคือแรงงานรับจ้าง 393,274 คน และผู้ประกอบธุรกิจส่วนตัว 156,848 คน พบว่า

ด้านฐานะทางเศรษฐกิจ พบว่าผู้มีรายได้ต่อเดือน 5,000–9,999 บาท มีจำนวนมากที่สุด 375,357 คน รองลงมาคือรายได้ 10,000–14,999 บาท จำนวน 306,167 คน และผู้มีรายได้น้อยกว่า 5,000 บาท จำนวน 187,481 คน โดยมีผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐถึง 536,293 คน สะท้อนให้เห็นถึงโครงสร้างประชากรฐานรากที่เป็นกลุ่มเป้าหมายสำคัญของการพัฒนาพลเมือง

ด้านความรู้เรื่องสิทธิและหน้าที่ พบว่าผู้ตอบแบบประเมินมีความรู้ในระดับมากและมากที่สุดรวมกันถึง 778,209 คน หรือกว่าร้อยละ 57 ขณะที่ผู้ที่มีความรู้ในระดับปานกลางมีจำนวน 472,536 คน และมีเพียงส่วนน้อยที่มีความรู้ในระดับต่ำ ทั้งนี้ แนวโน้มการไปใช้สิทธิเลือกตั้งยังคงอยู่ในระดับสูง โดยมีผู้ยืนยันว่าจะไปใช้สิทธิถึง 1,274,821 คน หรือร้อยละ 93.54

ข้อมูลยังสะท้อนบทบาทของพลเมืองในมิติที่กว้างขึ้น โดยประชาชนกว่าครึ่งระบุว่าตนเองมีบทบาทเป็นแบบอย่างที่ดีในสังคม รองลงมาคือการชักชวนคนรอบข้างให้มีส่วนร่วมทางการเมือง การรณรงค์ประชาสัมพันธ์ และการเป็นอาสาสมัครในชุมชน ขณะที่ปัจจัยในการเลือกผู้แทน พบว่าประชาชนให้ความสำคัญกับนโยบายและแนวคิดมากที่สุด รองลงมาคือผลงานและประสบการณ์ โดยคุณลักษณะที่ต้องการเห็นในผู้แทนคือความเข้าใจปัญหาพื้นที่ ความซื่อสัตย์สุจริต และการมีผลงานที่เป็นรูปธรรม

อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลทั้งหมดสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การเป็นพลเมืองของคนไทยในปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการใช้สิทธิเลือกตั้งเท่านั้น แต่ขยายไปสู่บทบาทเชิงสังคม การมีส่วนร่วมในชุมชน และการตื่นรู้ทางประชาธิปไตยอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันประชาชนยังคาดหวังให้ระบบการเมืองสามารถตอบโจทย์ปัญหาปากท้อง เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตได้อย่างแท้จริง

กรมส่งเสริมการเรียนรู้ระบุว่า ผลการดำเนินโครงการครั้งนี้ถือเป็นฐานข้อมูลสำคัญในการกำหนดทิศทางการพัฒนานโยบายด้านการส่งเสริมพลเมืองในอนาคต โดยชี้ให้เห็นว่าประชาชนต้องการประชาธิปไตยที่จับต้องได้ ต้องการการเมืองที่เชื่อมโยงกับชีวิตจริง และต้องการการเรียนรู้เรื่องสิทธิ หน้าที่ และความรับผิดชอบอย่างต่อเนื่อง หากสามารถนำข้อมูลชุดนี้ไปต่อยอดเชิงนโยบายได้อย่างเป็นระบบ จะช่วยให้ประชาธิปไตยไทยหยั่งรากลึกในสังคม และเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาวต่อไป

ทั้งนี้ อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ระบุว่า ผลสำรวจครั้งนี้ไม่ใช่เพียงตัวเลขทางการเมือง แต่คือ “เสียงของประชาชน” ที่สะท้อนความต้องการยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างรอบด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจ เกษตร สุขภาพ สังคม และการศึกษา ซึ่งเป็นรากฐานความมั่นคงของทุกครัวเรือน โดย สกร. จะนำข้อมูลดังกล่าวมาใช้เป็นฐานเชิงนโยบายในการออกแบบการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับชีวิตจริง เสริมทักษะอาชีพ การเงิน และดิจิทัล ควบคู่กับการสร้างความเข้าใจเรื่องสิทธิและหน้าที่ เพื่อพัฒนาประชาชนให้เป็น “พลเมืองคุณภาพ” พร้อมย้ำว่า บทบาทของ สกร. ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการรณรงค์ให้ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง แต่คือการเสริมสร้าง “สมรรถนะพลเมือง” ให้รู้เท่าทัน ใช้สิทธิอย่างรับผิดชอบ และร่วมสร้างสังคมสุจริตโปร่งใส อันเป็นหัวใจของประชาธิปไตย ตามเจตนารมณ์พระราชบัญญัติส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. 2566 เพื่อให้ประชาธิปไตยไทยเติบโตอย่างมั่นคงบนฐานคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชนอย่างยั่งยืน

เริ่มแล้ว!โรงเรียนคาทอลิกสังฆมณฑลราชบุรี กาญจนบุรี และสมุทรสงคราม12 แห่ง ร่วมมือ พว.ผนึกกำลังพลิกโฉมการศึกษาไทย “พัฒนานวัตกรรมครู สู่นวัตกรรมผู้เรียน”

เมื่อวันที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2569 ณ หอประชุมเซนต์ปอล โรงเรียนดรุณาราชบุรี จังหวัดราชบุรี ได้มีพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) เรื่องการพลิกโฉมคุณภาพการศึกษาไทย ด้วยการพัฒนานวัตกรรมครูสู่นวัตกรรมผู้เรียน โดยเป็นโครงการความร่วมมือทางวิชาการระหว่าง โรงเรียนในสังกัดสังฆมณฑลราชบุรี ซึ่งในวันนี้มีโรงเรียนในจังหวัดราชบุรี กาญจนบุรี และจังหวัดสมุทรสงคราม จำนวน 12 โรงเรียน ร่วมลงนามกับ สถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.)  โดยมี ดร.ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์ ประธานกรรมการบริหารสถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) นายไพศาล โรจน์สราญรมย์ รองประธานกรรมการบริหารฯ บาทหลวง ผศ.ดร.อภิสิทธิ์ กฤษเจริญ ผู้อำนวยการฝ่ายอบรมศึกษาสังฆมณฑลราชบุรี บาทหลวง ดร.สมเกียรติ จูรอด ผู้อำนวยการศูนย์วิชาการโรงเรียนในสังกัดสังฆมณฑลราชบุรี ตลอดจนผู้อำนวยการและผู้บริหารโรงเรียนในสังกัดสังฆมณฑราชบุรี คณะครูผู้รับผิดชอบด้านบริหารงานวิชาการ บุคลากรทางการศึกษา และเจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง มาร่วมเป็นสักขีพยานโดยพร้อมเพรียงกัน

บาทหลวง ผศ.ดร.อภิสิทธิ์ กฤษเจริญ ผู้อำนวยการฝ่ายอบรมศึกษาสังฆมณฑลราชบุรี กล่าวถึงจุดประสงค์และที่มาของการทำบันทึกความเข้าใจ (MOU) ความร่วมมือทางวิชาการครั้งนี้ ว่า  เกิดจากแนวคิดร่วมกันของผู้บริหารโรงเรียนในสังกัดสังฆมณฑลราชบุรี ที่เห็นตรงกันว่าการบริหารจัดการศึกษาไทยในยุคปัจจุบันของโรงเรียนเอกชน เต็มไปด้วยความท้าทายและความเสี่ยง ทั้งด้านจำนวนนักเรียนที่ลดลง ด้านความผันผวนทางเศรษฐกิจ รวมถึงพิษภัยของสื่อโซเชียล และที่สำคัญ คือ การพัฒนาสมรรถนะและกระบวนทัศน์การจัดการเรียนรู้ให้กับผู้เรียนยุคปัจจุบัน ซึ่งที่ผ่านมาหลายโรงเรียนได้ขยับปรับเปลี่ยนตนเองแล้ว รวมถึงโรงเรียนดรุณาราชบุรี ที่ถูกยกให้เป็นต้นแบบของการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning ในยุค Ai ดังนั้น หากโรงเรียนในสังกัดสังฆมณฑลราชบุรี ซึ่งมีสถานศึกษาในการกำกับดูแลทั้งหมด 17 แห่ง ได้ผนึกกำลังเพื่อขับเคลื่อนสถานศึกษาไปด้วยกัน โดยมีสถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) ผ่านทาง ดร.ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์ ประธานกรรมการบริหารสถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ และทีมงาน คอยดูแลสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในเบื้องต้นมีโรงเรียนในสังกัดสังฆมณฑลราชบุรี จำนวน 12 แห่ง ได้มาลงนามความร่วมมือทางวิชาการร่วมกับสถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) ในวันนี้ ได้แก่ โรงเรียนดรุณาราชบุรี โรงเรียนดรุณาราชบุรีวิเทศศึกษา โรงเรียนเรืองวิทย์พระหฤทัย โรงเรียนดำเนินวิทยา โรงเรียนวันทามารีอาราชบุรี โรงเรียนเทพินทร์พิทยา โรงเรียนวังตาลวิทยา โรงเรียนเทพวิทยา โรงเรียนอนุชนศึกษา โรงเรียนวีรศิลป์ โรงเรียนดรุณากาญจนบุรี และ โรงเรียนสารสาสน์วิเทศสมุทรสงคราม

บาทหลวง ผศ.ดร.อภิสิทธิ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า การจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps มีผลต่อการเรียนรู้ของเด็กไทยอย่างมาก เห็นได้จากความสำเร็จของโรงเรียนดรุณาราชบุรี ที่ใช้รูปแบบการเรียนรู้แบบ Active Learning ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps เมื่อ 3 ปีที่ผ่านมา ปรากฏว่าเด็กสามารถคิดได้ในเชิงระบบการคิดชั้นสูง คิดเป็นกระบวนการได้ สามารถนำไปใช้กับวิชาอะไรก็ได้ และสิ่งที่ตามมาก็คือเด็กคิดเป็น แก้ปัญหาได้ สามารถอยู่ในสังคมได้  แต่ทั้งนี้ปัจจัยที่สำคัญคือต้องเปลี่ยน Mind Set ของครูก่อน ซึ่งตอนนี้ครูเริ่มเข้าใจรูปแบบการเรียนรู้แบบ Active Learning GPAS 5 Steps คืออะไรแล้ว ครูสามารถสร้างแผนการเรียนรู้ สร้างนวัตกรรม ต่างจากเดิมที่สอนแบบ Passive Learning ครูลดการสอนที่เป็นแบบ Talk and Chalk เป็น Active มากขึ้น และเด็กก็มีความสนุก เรียนรู้ได้มากขึ้น เพราะเด็กได้กระบวนการคิด ที่สามารถเรียนวิชาไหนก็ได้ และเรียนอย่างมีความสุข ตามสโลแกนของโรงเรียน คือ สถานศึกษาแห่งความสุข

“ขณะนี้ โรงเรียนดรุณาราชบุรี ได้นำรู้แบบการเรียนรู้แบบ Active Learning มาสอนตั้งแต่ชั้นเด็กเล็ก เพราะคิดว่าถ้าหากมาสอนตอนเด็กโตก็จะช้าเกินไป ต้องปูพื้นสอนตั้งแต่สมองเด็กกำลังพัฒนาไล่ขึ้นมาจนเป็นเด็กโต ขณะที่ครูได้คิดนวัตกรรมรออยู่แล้ว การพัฒนากระบวนการคิดของเด็กก็จะเกิดอย่างต่อเนื่อง”บาทหลวงอภิสิทธิ์ กล่าว

ด้าน ดร.ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์ ประธานกรรมการบริหารสถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.)อดีตกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา กล่าวว่า จากการศึกษาและวิจัยของทางสถาบันฯ รวมถึงการได้ไปศึกษาดูงานการศึกษาของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ทำให้เข้าใจอย่างชัดเจนว่า การที่จะสามารถพลิกโฉมคุณภาพการศึกษาไทยได้นั้น จะต้องทำร่วมกันแบบองค์รวม อาศัยกระบวนการพัฒนานวัตกรรมของครูผู้สอน เพื่อนำสู่การสร้างนวัตกรรมของผู้เรียน ผ่านการปรับเปลี่ยนการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ (Active Learning) ควบคู่กับการจัดการเรียนรู้ที่พัฒนาสมรรถนะของผู้เรียน ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps ภายใต้หลักสูตรอิงมาตรฐานของกระทรวงศึกษาธิการ เมื่อดำเนินการดังนี้แล้วผู้เรียนจึงจะเกิดผลการเรียนรู้ จากการลงมือทำเป็นผลงาน และนวัตกรรม จนเกิดความคิดรวบยอดสามารถนำหลักการไปใช้ในทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ และด้วยกระบวนการเรียนรู้เดียวกัน ที่สามารถนำไปใช้เรียนรู้เรื่องต่าง ๆ ได้ในชีวิต ที่สำคัญแนวคิดและหลักการนี้สามารถทำได้จริง ซึ่งผมได้พิสูจน์มาแล้ว โดยใช้เวลา 3 ปีการศึกษา ที่โรงเรียนดรุณาราชบุรีแห่งนี้ ซึ่งทีมผู้บริหารโรงเรียนได้เปิดใจและร่วมมืออย่างเต็มที่ จนทำให้โรงเรียนดรุณาราชบุรีกลายเป็นโรงเรียนต้นแบบการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps

“ปัจจุบันการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps ได้มีการขยายผลไปยังโรงเรียนอื่นๆ ในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.)และโรงเรียนเอกชนในสังกัดสังฆมณฑลราชบุรี  ผมจึงมั่นใจว่าหากทุกโรงเรียนในประเทศไทยร่วมมือกันอย่างจริงจังเช่นเดียวกันนี้ การพลิกโฉมการศึกษาไทยด้วยการพัฒนานวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ของครู สู่การสร้างนวัตกรรมผู้เรียนจะเกิดผลเป็นรูปธรรม และจะก่อให้เกิดคุณูปการไม่เฉพาะกับการจัดการศึกษาในประเทศไทยเท่านั้น แต่จะยังประโยชน์ในการสร้างนวัตกรคุณภาพให้กับสังคมโลกได้อีกด้วย”ดร.ศักดิ์สิน กล่าว

สอศ.-เรามีฟู้ด จับมือพลิกโฉมอุตสาหกรรมธุรกิจและบริการอาหารสมรรถนะสูง ยกระดับทักษะสู่มาตรฐานสากล

เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2569 สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) และ บริษัท เรามีฟู้ด จำกัด โดย นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) และนายอภิภู กิตติวิทยากุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท เรามีฟู้ด จำกัด ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) มุ่งพัฒนาหลักสูตรคหกรรม การประกอบอาหารและเบเกอรี่ ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ สร้างกำลังคนสายอาชีพสมรรถนะสูง ป้อนสู่ตลาดแรงงานและขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ ณ ห้องประชุม 5 สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา

นายยศพล กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่าง สอศ. กับ บริษัท เรามีฟู้ด จำกัด หรือ มีลเมท (Mealmate) ในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญของการส่งเสริมการเรียนการสอนด้านอาหารและเบเกอรี่ในสถานศึกษาให้มีความทันสมัย ตามนโยบาย ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนอาชีวะมีทักษะสมรรถนะตอบโจทย์กับความต้องการของภาคประกอบการ โดย สอศ. มุ่งผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษาสมรรถนะสูง มีทักษะจริงในโลกการทำงาน ซึ่งอุตสาหกรรมอาหารและเบเกอรี่เป็นหนึ่งในกลุ่มธุรกิจที่มีศักยภาพการเติบโตสูง และต้องการบุคลากรที่เป็นมืออาชีพ การที่นักเรียน นักศึกษา และครูผู้สอนได้เรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญโดยตรง จะเป็นการยกระดับคุณภาพและมาตรฐานทักษะการเรียนการสอนอย่างเป็นรูปธรรม

เลขาธิการ กอศ. กล่าวต่อไปว่า สอศ. พร้อมสนับสนุนและผลักดันนักเรียน นักศึกษา ให้เกิดการเรียนรู้ ไม่ได้เพียงให้เด็กอาชีวะ “ทำได้” แต่สร้างความเชี่ยวชาญที่เข้าใจถึงนวัตกรรม ได้สัมผัสและเรียนรู้เทคโนโลยีสมัยใหม่ การดำเนินงานภายใต้ความร่วมมือนี้ยังครอบคลุมการพัฒนาในหลายมิติ ทั้งการยกระดับครูให้เท่าทันเทคโนโลยี ส่งเสริมการวิจัย เพื่อให้นักเรียน นักศึกษาสร้างนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจอาหารและเบเกอรี่ไทยในระดับสากล เป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ และเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างบุคลากรอาชีวศึกษาด้านอาหารและเบเกอรี่อย่างแท้จริง โดยความร่วมมือดังกล่าวได้นำร่องในวิทยาลัยอาชีวศึกษา 10 แห่ง และต่อยอดสู่ผู้เรียนในหลากหลายสาขา อาทิ สาขาฟู้ดไซน์ หรือวิทยาศาสตร์การอาหาร สาขาธุรกิจและบริการ สาขาการตลาด เป็นต้น

ด้านนายอภิภู กล่าวว่า บริษัทพร้อมนำจุดแข็งด้านการเป็นผู้ผลิตเนยแท้และเนยผสมคุณภาพสูง มาเติมเต็มทักษะด้านอาหารและเบเกอรี่ให้กับนักเรียน นักศึกษาอาชีวะ เพื่อให้พร้อมก้าวสู่การเป็นผู้ประกอบการหรือบุคลากรคุณภาพในอนาคต โดยเชื่อว่านี่คือจุดเริ่มต้นของความเป็นมืออาชีพ ซึ่ง “มีลเมท” พร้อมส่งต่อโนว์ฮาวที่มีให้ครูได้พัฒนาองค์ความรู้ และให้นักเรียน นักศึกษาอาชีวะเติบโตไปเป็นผู้ประกอบการ ทั้งด้านการบริหารจัดการและการใช้นวัตกรรม รวมถึงการพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนร่วมกัน เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมอาหารไทย มีลเมทพร้อมส่งต่อสูตรสำเร็จ ปั้นผู้ประกอบการอาชีวะรุ่นใหม่ที่มีคุณภาพให้เติบโตอย่างยั่งยืน

สำหรับผู้ที่สนใจศึกษาต่อสายอาชีวศึกษา สามารถติดต่อสอบถามสถานศึกษาสังกัด สอศ. ได้ที่ https://www.vec.go.th/th-th/หน่วยงานในสังกัด/สถานศึกษาในสังกัดสอศ/สถานศึกษาอาชีวศึกษารัฐบาล.aspx

 

ครม.ไฟเขียวขยายเวลา พ.ร.บ.พื้นที่นวัตกรรมฯ ไปอีก 7 ปี เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาอย่างต่อเนื่อง

เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2569 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรึว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยผลการประชุมคณะรัฐมนตรีของวันอังคารที่ 20 ธันวาคม 2569 ว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบร่างพระราชกฤษฎีกาขยายเวลาใช้บังคับพระราชบัญญัติพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา พ.ศ. 2562 พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอ ซึ่งถือเป็นความต่อเนื่องในการดำเนินการของพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุด

ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า เนื่องจากพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) พื้นที่นวัตกรรมการศึกษา พ.ศ. 2562 จะสิ้นผลใช้บังคับในวันที่ 30 เมษายน 2569 จึงจำเป็นต้องตราพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) ขยายเวลาใช้บังคับ พ.ร.บ. พื้นที่นวัตกรรมการศึกษาฯ ซึ่งทางคณะกรรมการนโยบายพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา ได้มีมติเห็นชอบขยายเวลาใช้บังคับ พ.ร.บ.ดังกล่าว ออกไปอีก 7 ปี พร้อมได้ร่าง พ.ร.ฎ. และดำเนินการรับฟังความคิดเห็น ทั้งทางระบบอิเล็กทรอนิกส์ผ่านระบบกลางทางกฎหมาย การรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง การจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ และเผยแพร่ผลการรับฟังความคิดเห็นต่อสาธารณะ เรียบร้อยแล้ว

“การขยายเวลาใช้บังคับ พ.ร.บ.พื้นที่นวัตกรรมการศึกษา พ.ศ. 2562 พ.ศ. …. ออกไปอีก 7 ปี ก็เพื่อประโยชน์ในการส่งเสริมให้มีการพัฒนาการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน และให้รัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ได้ร่วมกันพัฒนาคุณภาพและประสิทธิภาพ และลดความเหลื่อมล้ำในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานได้อย่างแท้จริง ซึ่งที่ผ่านมา มีการจัดตั้งพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาไปแล้วทั้งสิ้น 20 แห่ง โดยจัดตั้งในปี 2562 จำนวน 8 จังหวัด ได้แก่ ศรีสะเกษ เชียงใหม่ ระยอง กาญจนบุรี สตูล และจังหวัดชายแดนภาคใต้ (นราธิวาส ปัตตานี ยะลา) ส่วนในปี 2565 จัดตั้งอีก 11 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพฯ กระบี่ จันทบุรี ตราด ภูเก็ต แม่ฮ่องสอน สงขลา สระแก้ว สุโขทัย สุราษฎร์ธานี และอุบลราชธานี และปี 2567 จัดตั้งอีก 1 แห่ง ที่จังหวัดบุรีรัมย์”ศ.ดร.นฤมล กล่าว

สพฐ.ห่วงปัญหาฝุ่น PM 2.5 หวั่นกระทบสุขภาพนักเรียนและครู กำชับสถานศึกษาเดินตามมาตรการป้องกันแก้ไขเคร่งครัด 

เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2569 ดร.พิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.) มอบหมายให้ ดร.พิเชฐร์ วันทอง รองเลขาธิการ กพฐ. เป็นประธานการประชุมผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) ครั้งที่ 3/2569 โดยมี ดร.วิษณุ ทรัพย์สมบัติ, นางภัทริยาวรรณ พันธุ์น้อย รองเลขาธิการ กพฐ. พร้อมผู้อำนวยการสำนักต่าง ๆ และบุคลากรของ สพฐ. ร่วมประชุม ณ ห้องประชุม สพฐ. 1 อาคาร สพฐ. 4 ชั้น 2 กระทรวงศึกษาธิการ และผ่านระบบออนไลน์

ดร.พิเชฐร์ กล่าวว่า ที่ประชุมได้หารือในประเด็นสำคัญ คือ ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5) ที่กำลังหนาแน่นขึ้นในหลายพื้นที่ โดย สพฐ. มีความห่วงใยสุขภาพของนักเรียน ครูและบุคลากรทางการศึกษา จึงได้สั่งการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาแจ้งสถานศึกษาในสังกัด ให้ดำเนินการตามมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5) อย่างเคร่งครัด ทั้งมาตรการเร่งด่วนและระยะยาว โดยเน้นให้ความรู้ สร้างความเข้าใจกับนักเรียนและผู้ปกครอง พร้อมติดตามคุณภาพอากาศรายวันผ่านเว็บไซต์และแอปฯ Air4Thai ของกรมควบคุมมลพิษ รวมถึงกำหนดแนวปฏิบัติตามระดับคุณภาพอากาศ ตั้งแต่เกณฑ์ดีจนถึงเกินมาตรฐาน โดยปรับกิจกรรมการเรียนการสอนให้เหมาะสม ลดหรือยกเลิกกิจกรรมกลางแจ้งในพื้นที่เสี่ยง ให้ความสำคัญกับการดูแลเด็กเล็กและนักเรียนกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้ป่วยโรคหัวใจและระบบทางเดินหายใจ อย่างใกล้ชิด และพิจารณาเปิด–ปิดสถานศึกษาตามระเบียบ เพื่อคุ้มครองสุขภาพนักเรียนเป็นสำคัญ พร้อมกันนี้ สพฐ. ยังเน้นการประชาสัมพันธ์องค์ความรู้ด้านการป้องกันฝุ่นผ่านสื่อออนไลน์
ควบคู่มาตรการระยะยาว เช่น รณรงค์ลดการใช้รถส่วนตัว เพิ่มพื้นที่สีเขียว และบูรณาการความร่วมมือกับชุมชน เพื่อสร้างความตระหนักรู้และปกป้องสุขภาพนักเรียนอย่างยั่งยืนในทุกพื้นที่

นอกจากนี้ ที่ประชุมได้หารือเรื่องการทบทวนและสร้างแนวทางการลดภาระงานครู ที่เชื่อมโยงกับนโยบายระยะเร่งด่วน (QUICK WIN) ของ สพฐ. ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยมีแนวทาง 3 ด้านคือ สนับสนุนและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอย่างเป็นระบบ เพื่อลดภาระงานด้านเอกสารและการประเมิน, ลดการรายงานข้อมูลที่ซ้ำซ้อน โดยบูรณาการระบบสารสนเทศ และลดภาระการประเมินของสถานศึกษา โดยประเมินเฉพาะวัตถุประสงค์ที่ต้องการวัดประเมินผล หรือประเมินเฉพาะโรงเรียนที่เป็นกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งภายในเดือนมกราคม 2569 สพฐ. จะประกาศแนวทางลดภาระครูฯ เพื่อใช้เป็นกรอบดำเนินงาน จากนั้นจะมีการติดตามการขับเคลื่อนการลดภาระงานครู ทั้งการลงพื้นที่ถอดบทเรียนสถานศึกษาที่มีวิธีการปฏิบัติที่ดี มีการติดตามและประเมินผลระดับคุณภาพตามตัวชี้วัด และสรุปผลการดำเนินงานต่อไป

ที่ประชุมยังได้รับทราบการดำเนินการประเมินคุณภาพผู้เรียน ชั้น ป.1-ม.6 ปีการศึกษา 2568 และตารางการสอบ เริ่มตั้งแต่วันที่ 31 ม.ค. 2569 เป็นการสอบ O-NET ชั้น ป.6, วันที่ 1-7 และ 9 ก.พ. 2569 สอบ O-NET ชั้น ม.3, วันที่ 11 ก.พ. 2569 สอบ RT ชั้น ป.1, วันที่ 21-22 ก.พ. 2569 สอบ O-NET ชั้น ม.6 รอบ 1-2, วันที่ 25 ก.พ. 2569 สอบ NT ชั้น ป.3, วันที่ 28 ก.พ. และ 1 มี.ค. 2569 สอบ O-NET ชั้น ม.6 รอบ 3-4 และวันที่ 14 – 16 มี.ค. 2569 สอบ A-Level โดยที่ประชุมได้กำชับเน้นย้ำให้มีการตรวจติดตามและควบคุมการสอบในทุกระดับ ไม่ให้มีการนำข้อสอบไปเผยแพร่หรือขาย หรือกระทำการอื่นใดที่อาจก่อให้เกิดความเสียหาย เพื่อความโปร่งใส ยุติธรรม ตรวจสอบได้ และเป็นประโยชน์สูงสุดต่อผู้เรียนทุกคนอย่างเท่าเทียม

มทร.กรุงเทพ ครบรอบ 21 ปี ชู “2 ทศวรรษแห่งการสร้างสรรค์ : รากแก้วแห่งเทคโนโลยี สู่รากฐานที่มั่นคง”

รศ.ดร.พิชัย จันทร์มณี อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล(มทร.)กรุงเทพ กล่าวว่า วันที่ 18 มกราคม 2569 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ ได้จัดงานครบรอบ 21 ปี วันคล้ายวันสถาปนามหาวิทยาลัย ภายใต้แนวคิด “2 ทศวรรษแห่งการสร้างสรรค์ : รากแก้วแห่งเทคโนโลยี สู่รากฐานที่มั่นคง” โดยในช่วงเช้าได้มีพิธีบวงสรวงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำมหาวิทยาลัย สวดเจริญพระพุทธมนต์ และถวายสังฆทานแด่พระสงฆ์จำนวน 9 รูป เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ผู้บริหาร บุคลากร และนักศึกษาของมหาวิทยาลัย ซึ่งมีคณะผู้บริหาร บุคลากร และนักศึกษา เข้าร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียง ณ หอประชุมสำนักงานอธิการบดี มทร.กรุงเทพ

รศ.ดร.พิชัย กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้มีพิธีมอบโล่เกียรติยศ เพื่อเชิดชูเกียรติแก่บุคลากรดีเด่นและนักศึกษาดีเด่น รวม 22 ราย แบ่งเป็นด้านบริการ 14 ราย ประกอบด้วย 1.น.ส.พรทิพย์ สุขอร่าม 2.น.ส.ภิษาณี ขจรวงษ์ 3.นายสิทธิพงศ์ เวียงสันเทียะ 4.น.ส.อัจฉรา กาญจนหิรัญ5.น.ส.ธัญญ์นรี อุเทน 6.นายประทีป เกตุศิริ 7.น.ส.เพียรฤทัย มานุ้ย 8.นางณัฐยา ตันติ์ทวิสุทธิ์9.น.ส.อาจารีย์ บำารุศิลป์10.นายชนัลชัย ชนะไชย11.น.ส.ปราณีต ไม้สูงเนิน 12.นายศักดิ์ชัย จันทะแสง13.นางเพ็ญศรี ไชยศรีษะและ14.น.ส.เบญจมาศ รักกลางใจ ด้านวิจัย 1 ราย ผศ.วรรณิสา แก้วบ้านกรูดด้านวิชาการ 6 ราย 1.ผศ.วิโรจน์ เลิศธีระชาญชัย 2.รศ.ชัยณรงค์ วิเศษศักดิ์วิชัย 3.น.ส.อ้อยใจ เลิศล้า 4.นายกษิธัช นันทิวัธวิภา 5.ผศ.กฤษณา คงเลิศยศ และ6.นายสุพจน์ รัตนาพันธุ์ และด้านอนุรักษ์และส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม 1.นายภูมิภวิชญ์ ทิพย์ธีรเศวต และยังมีพิธีมอบทุนการศึกษา ประจำปีการศึกษา 2568 เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการศึกษาแก่นักศึกษาของมหาวิทยาลัย ซึ่งในปีนี้มีผู้สนับสนุนทุนการศึกษา จำนวน 70 ราย และมีนักศึกษาเข้ารับทุน 518 คน

 

สพฐ.เปิดปฏิทินประเมิน RT ป.1 – NT ป.3 ปีการศึกษา 68

ดร.พิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.) เปิดเผยว่า สำนักทดสอบทางการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) กำหนดให้มีการประเมินความสามารถด้านการอ่านของผู้เรียน (RT) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 และการประเมินคุณภาพผู้เรียน (NT) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3  ปีการศึกษา 2568 ดังนี้  การประเมินความสามารถด้านการอ่านของผู้เรียน (RT) ชั้น ป.1 ปีการศึกษา 2568 เป้าหมายการประเมิน RT เพื่อประเมินความสามารถด้านการอ่านออกเสียงและการอ่านรู้เรื่อง ด้วยการประเมินผ่านการทดสอบด้วยแบบทดสอบและการทดสอบภาคปฏิบัติ นำไปสู่การใช้ผลการประเมินเพื่อวางแผนแก้ไข ปรับปรุง พัฒนา และต่อยอดความสามารถด้านการอ่านของผู้เรียนรายบุคคล โดยกรอบการประเมิน RT ความสามารถอ่านรู้เรื่อง เกี่ยวกับการใช้คำ ประโยค และข้อความด้วยความเข้าใจความหมาย วิเคราะห์ และได้ข้อคิดในสิ่งที่อ่าน และความสามารถอ่านออกเสียงประเภทคำที่หลากหลาย และข้อความได้ถูกต้องตามหลักภาษาไทยโดยมีขอบข่ายสาระตามบัญชีคำพื้นฐาน ชั้น ป.1 และรวมทั้งคำและข้อความจากกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่น โดยจัดสอบ วันที่ 11 กุมภาพันธ์  2569 ประกาศผลสอบ วันที่ 25 มีนาคม 2569

เลขาธิการ กพฐ. กล่าวต่อไปว่า ส่วนการประเมินคุณภาพผู้เรียน (NT) ชั้น ป.3 ปีการศึกษา 2568 มีเป้าหมายการประเมิน NT เพื่อตรวจสอบความสามารถพื้นฐานในด้านการอ่าน การเขียน และการคิดคํานวณ ของผู้เรียนระดับชั้น ป.3 สะท้อนพัฒนาการและความก้าวหน้าของผู้เรียนที่ได้รับการพัฒนาตลอดช่วงชั้นที่ 1 และส่งต่อผลการประเมินให้กับคุณครูในชั้น ป. 4 เพื่อวางแผนพัฒนานักเรียนรายบุคคลในช่วงชั้นที่ 2 (ป.4-ป.6) ต่อไป ซึ่งกรอบการประเมิน NT ด้านที่ 1 ความสามารถด้านภาษาไทย : การอ่าน การเขียน การฟัง การดู การพูด ตามหลักการใช้ภาษาไทย ผ่านบริบททางภาษาที่หลากหลายในชีวิตจริง และด้านที่ 2 ความสามารถด้านคณิตศาสตร์ : การคิดคำนวณ เข้าใจ วิเคราะห์ และแก้ปัญหาสถานการณ์ในชีวิตจริงที่เชื่อมโยงกระบวนการทางคณิตศาสตร์ของจำนวน พีชคณิต การวัด เรขาคณิต สถิติ และความน่าจะเป็น ซึ่งจัดสอบ วันที่ 25 กุมภาพันธ์  2569 ประกาศผลสอบวันที่ 9 เมษายน 2569 

สกร. เปิดพื้นที่เรียนรู้ผ่านรสชาติ สร้างตำนานขนมไทยกว่า 140 ชนิด จาก 77 จังหวัด ในงาน “Sweet Heritage – สืบสานตำนานขนมไทย”

กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) สร้างมิติใหม่ของการเรียนรู้ผ่านวัฒนธรรม ด้วยการจัดงาน “Sweet Heritage – สืบสานตำนานขนมไทย” ระหว่างวันที่ 17–18 มกราคม 2569 ณ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ (ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ) เปิดพื้นที่ให้ประชาชนทุกช่วงวัยได้เรียนรู้คุณค่า อัตลักษณ์ และภูมิปัญญาไทย ผ่านขนมไทยโบราณและขนมพื้นถิ่นจากทั้ง 77 จังหวัด รวมกว่า 140 ชนิด โดยงานครั้งนี้มุ่งถ่ายทอดเรื่องราวของขนมไทยในฐานะมรดกทางวัฒนธรรมที่สะท้อนวิถีชีวิต ความเชื่อ และภูมิปัญญาท้องถิ่น พร้อมต่อยอดสู่การเป็น Soft Power ของประเทศ ผ่านกระบวนการเรียนรู้ที่สนุก อบอุ่น และมีชีวิตชีวา

ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้(สกร.) เปิดเผยว่า  งานนี้ผู้เข้าร่วมงานได้สัมผัสประสบการณ์เรียนรู้ครบทุกมิติ ทั้งการชม ชิม ลงมือทำ และฟังเรื่องเล่าจากผู้รู้ในพื้นที่ อาทิ ขนมงาโค ขนมหินฝนทอง ขนมต้มเขาควาย ฝามี ขนมคันหล่าว ขนมตดหมา และขนมไทยโบราณอีกจำนวนมากที่กำลังเลือนหายไปจากสังคม และได้ชื่นชมกับอัตลักษณ์ผ่านขนมกว่า 140 เมนู ซึ่งสะท้อนภูมิปัญญา วัฒนธรรม และความภาคภูมิใจของท้องถิ่นได้อย่างชัดเจน

“สิ่งที่ สกร. ทำในวันนี้ คือการทำให้สิ่งที่กำลังจะเลือนหายกลับมามีชีวิตอีกครั้ง ผ่านการเรียนรู้จากฐานวัฒนธรรมและชุมชน โครงการนี้ไม่ใช่เพียงการอนุรักษ์ขนมไทย แต่คือการสืบสานอารยปัญญาและสร้างคุณค่าให้กับการเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างแท้จริง”อธิบดี สกร.กล่าวและว่า ภายในงานยังมีกิจกรรมสาธิตการทำขนม การจัดแสดงศิลปะอาหาร การฝึกอาชีพเพื่อสร้างรายได้ การแสดงดนตรี และกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดทั้งวัน พร้อมจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์ใน 6 ภาษา ได้แก่ ไทย อังกฤษ จีน ญี่ปุ่น เกาหลี และเยอรมัน เพื่อเชิญชวนชาวต่างชาติร่วมสัมผัสเสน่ห์ขนมไทยในมิติใหม่

ด้าน คุณปริม จิตจรุงพร ประธานกรรมการบริหาร บริษัท แอ็ลไลด์ เม็ททัลส์ (ไทยแลนด์) จำกัด จาก The Food School Bangkok กล่าวว่า การยกระดับขนมไทยในปัจจุบันต้องให้ความสำคัญกับ “ประสบการณ์” และ “เรื่องราว” ควบคู่กับรสชาติ พร้อมเสนอแนวคิดการพัฒนาเป็นกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์ เช่น เทศกาลอาหารและศิลปะ (Art & Food Festival) เพื่อเชื่อมโยงวัฒนธรรมกับผู้บริโภครุ่นใหม่

นายอภิชาติ โชติแสงทอง ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ กล่าวว่า การเข้าร่วมงานในครั้งนี้เป็นการอนุรักษ์ขนมไทยที่ใกล้เลือนหาย พร้อมนำเสนอ “ขนมถั่วแปบไส้กุ้ง” ซึ่งเป็นขนมชาววังโบราณที่หาทานได้ยาก เพื่อสะท้อนคุณค่าทางวัฒนธรรมและต่อยอดสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์

ราชมงคลพระนครปักธง ก้าวสู่ทศวรรษที่ 3 ขึ้นแท่นมหา‘ลัยเทคโนโลยีชั้นนำระดับสากลแห่งนวัตกรรมเพื่อสุขภาวะเมือง ปี 2030

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร หรือ “ราชมงคลพระนคร” ก้าวเข้าสู่ทศวรรษที่ 3 ในปี 2569 ซึ่งเดินทางมาด้วยความมุ่งมั่นภายใต้วิสัยทัศน์ (Vision) ราชมงคลพระนคร มหาวิทยาลัยแห่งเทคโนโลยี นวัตกรรมและการบูรณาการ (RMUTP University of Technology, Innovation and Integration) สำหรับทศวรรษใหม่นี้อยู่ภายใต้การบริหารงานของ“ดร.ณัฐวรพล รัชสิริวัชรบุล” อธิการบดีราชมงคลพระนคร ซึ่งได้รับการไว้วางใจให้สานงานต่อเป็นวาระ 2 พร้อมประกาศเป้าหมายต่อประชาคมว่าจะนำพามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนครสู่การเป็นมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีชั้นนําระดับสากลแห่งนวัตกรรมเพื่อสุขภาวะเมือง ภายในปี 2030
การบริหารใน 4 ปีแรกนั้น ดร.ณัฐวรพล เล่าว่า ส่วนใหญ่จะเน้นไปกับเรื่องการปรับระบบการบริหารมหาวิทยาลัย การสร้างอัตลักษณ์ (Identity) บัณฑิตนักปฏิบัติ ใฝ่รู้ สู้งาน เชี่ยวชาญเทคโนโลยี มีคุณธรรม และปรับตัวได้เร็วตามสภาพที่เปลี่ยนแปลง การดูแลด้านขวัญและกำลังใจบุคลากร รวมถึงการเพิ่มสวัสดิการต่าง ๆ ซึ่งทำให้บุคลากรทำงานอย่างมีความสุขและมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น นอกจากนี้ได้จัดตั้งหน่วยงานใหม่ เช่น วิทยาลัยนานาชาติ สถาบันพัฒนานวัตกรรมยานยนต์แห่งอนาคต และศูนย์ประสานงานโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช อันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (อพ.สธ.) เป็นต้น

ส่วนการทำงานในวาระ 2 นั้น ดร.ณัฐวรพล บอกว่า จะทุ่มเทและขับเคลื่อนการทำงานต่าง ๆ ที่ตั้งเป้าไว้ให้บรรลุผลอย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยแผนการทำงานที่ครอบคลุมทุกส่วนงาน โดยระยะเวลา 4 ปีจากนี้ เริ่มด้วยการขับเคลื่อนสู่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีระดับสากลเป็นที่รู้จักในด้านการสร้างนวัตกรรมเพื่อสุขภาวะเมือง โดยพัฒนากำลังคนที่มีความรอบรู้ มีความสามารถในการปรับตัว พร้อมยกระดับการศึกษาสู่การเป็นสังคมเมืองสมัยใหม่ เพื่อรองรับการขยายตัวของความเป็นเมือง ขณะเดียวกันมหาวิทยาลัยจะเดินหน้าเข้าสู่มาตรฐานสากล ซึ่งตั้งเป้าไว้ว่าราชมงคลพระนครต้องติดอันดับ 1,000 ชั้นนำของโลก 200 ของ Asia และ 50 ของประเทศ  นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยต้องมีงบประมาณรายได้มากกว่างบประมาณแผ่นดิน และมีเงินสะสมเข้ามหาวิทยาลัยเพิ่มมากขึ้นทุกปี เพื่อเตรียมตัวให้พร้อมออกไปเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐหรือออกนอกระบบ

ดังนั้นงานวิจัยและงานบริการทางวิชาการ เป็นอีกหนึ่งภารกิจหลักของหน่วยงาน ที่ผลักดันให้นักวิจัยเข้าถึงแหล่งเงินทุน และจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา (สิทธิบัตร/อนุสิทธิบัตร/ลิขสิทธิ์) ซึ่งในปีงบประมาณ 2568 มีงานวิจัยที่ได้รับการจดทะเบียน จำนวน 262 ผลงาน แบ่งเป็น สิทธิบัตรการประดิษฐ์ 11 ผลงาน สิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ 167 ผลงาน อนุสิทธิบัตร 34 ผลงาน และจดแจ้งลิขสิทธิ์ 50 ผลงาน โดยผลงานเหล่านี้ถูกนำไปต่อยอดเชิงพาณิชย์และนำมาสู่รายได้ของมหาวิทยาลัยต่อไป อย่างไรก็ตามการที่จะไปถึงเป้าหมายได้นั้นสิ่งสำคัญ คือ การวางแผนงานที่ชัดเจน เพื่อเป็นทิศทางในการปฏิบัติงานให้บรรลุเป้าหมาย โดยกำหนดการทำงานไว้  6 ยุทธศาสตร์ 14 นโยบาย และ 43 แผนงาน

ดร.ณัฐวรพล ยังบอกว่า การบริหารงานประกอบด้วย 6 ยุทธศาสตร์ คือ 1.การยกระดับประสิทธิภาพการบริหารจัดการ การพัฒนานวัตกรรม และอันดับของมหาวิทยาลัยให้เป็นสากล 2.การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ให้มีทักษะที่สอดคล้องกับความต้องการในอนาคตและเข้าถึงได้ทุกกลุ่ม 3.การเสริมสร้างความเข้มแข็งทางการเงินของมหาวิทยาลัยอย่างยั่งยืน 4.การพัฒนากายภาพและสิ่งอำนวยความสะดวกให้สอดคล้องกับความคาดหวังของผู้มีส่วนได้เสีย 5.การกำหนดตำแหน่งการแข่งขันและการรับรู้ของสังคมให้สอดคล้องกับศักยภาพของมหาวิทยาลัย และ 6.การสร้างวัฒนธรรมองค์กรให้แข็งแกร่ง ปฏิบัติพันธกิจร่วมกับภาคอุตสาหกรรมและชุมชน รวมถึงการทำงานใต้ร่มพระบารมี

ดร.ณัฐวรพล กล่าวว่า ในปีการศึกษา 2569 ราชมงคลพระนครจะสนับสนุนการเรียนจบเร็วภายใน 3 ปีครึ่ง เพื่อให้นักศึกษาที่เก่งและมีศักยภาพสามารถเรียนจบได้เร็วขึ้น และรองรับสถานการณ์ของประเทศที่เข้าสู่สังคมสูงวัย คนในวัยทำงานลดลง โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่มีแนวโน้มต้องการศึกษาต่อในระบบที่มีความยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้น อีกทั้งช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของนักศึกษาและผู้ปกครอง ด้วยการประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายตลอดหลักสูตรไปได้ครึ่งปี และสามารถเข้าสู่ตลาดแรงงานได้เร็วกว่าประมาณ 6 เดือนถึง 1 ปี ซึ่งหมายถึงโอกาสในการสร้างรายได้และอาจสร้างความก้าวหน้าในอาชีพได้ก่อน ถึงแม้ว่าเวลาเรียนจะลดลง แต่ยังคงเน้นการเรียนทั้งภาคทฤษฎี โดยเฉพาะภาคปฏิบัติ เพื่อให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติจริง  และยังเปิดใช้ระบบธนาคารหน่วยกิต (Credit Bank) อย่างเป็นทางการ เพื่อเปิดโอกาสในการเรียนรู้ และการเทียบโอนความรู้จากหน่วยงานอื่น ทั้งหน่วยงานการศึกษาและหน่วยงานมาตรฐานวิชาชีพ ซึ่งทุกคนสามารถเข้าร่วมศึกษาต่อได้ ไม่จำกัดอายุ วุฒิการศึกษา และอาชีพด้วย

อธิการบดีราชมงคลพระนคร ย้ำว่าทีมราชมงคลพระนครพร้อม ร่วมใจ ! ก้าวต่อไป ! ให้สุดแรง! ปักธงเป็นมหาวิทยาลัยที่รับใช้สังคมด้วยนวัตกรรมเพื่อสุขภาวะเมือง ในโอกาสที่มหาวิทยาลัยมีอายุครบ 21 ปี เป็นขวบปีแรกของทศวรรษที่ 3

“ธรรมนัส”เปิดใจอยากสานต่องานการศึกษา รำลึกคำสอนของครูให้เป็นคนดี ชีวิตบางครั้งหลงทาง ดีบ้าง ไม่ดีบ้าง มีโอกาสต้องกลับใจเป็นคนดี วันนี้เลือกแล้วจะตอบแทนแผ่นดินในฐานะนักการเมือง

เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2569 ที่หอประชุมคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ  สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ได้จัดงานวันครู ครั้งที่ 70 ประจำปี 2569 ภายใต้แนวคิด “พระผู้ทรงเป็นแม่และครูแห่งแผ่นดิน” ซึ่งจัดทั้งในส่วนกลางและภูมิภาคพร้อมกันทั่วประเทศ ทั้งระบบ onsite และ online โดย ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่กำกับดูแลกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธาน  มี ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายองอาจ วงศ์ประยูร  รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ดร.สุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ดร.พิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(กอศ.) รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการสภาการศึกษา ผู้บริหารระดับสูงกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วย คณะกรรมการคุรุสภา คณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพครู คณะอนุกรรมการจัดงานวันครู ครูและบุคลากรทางการศึกษา และประชาชน เข้าร่วมพิธี

โดยมีกิจกรรมที่สำคัญประกอบด้วยพิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง  พิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศแด่ครูผู้วายชนม์ พิธีทำบุญเพื่อความเป็นสิริมงคล พิธีน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ โดยมีการฉายวีดิทัศน์เทิดพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และถวายสักการะพระฉายาลักษณ์จากนั้นกล่าวบทอาศิรวาท ด้วยการขับเสภาถวายความอาลัย โดย ผศ.ดร.นพคุณ สุดประเสริฐ เสร็จแล้วเป็นพิธีบูชาบูรพาจารย์และระลึกถึงพระคุณบูรพาจารย์ มีการอ่านโองการอัญเชิญบูรพาจารย์ โดย ดร.สุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และ สวดฉันท์ระลึกถึงพระคุณบูรพาจารย์ โดย นายธนากร ดอนเหนือ ครูอาวุโสนอกประจำการ เป็นผู้นำสวด  และมีการอัญเชิญพระคติธรรมจากสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก

ทั้งนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ส่งสารเนื่องในงานวันครูครั้งที่ 70 พ.ศ.2569 วันที่ 16 มกราคม 2569  ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวรายงานว่า กระทรวงศึกษาธิการ โดยสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา จัดงานวันครูขึ้นครั้งแรกเมื่อวันที่ 16 มกราคม 2500 และจัดอย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี การจัดงานวันครูปีนี้ เป็นการจัดงานวันครูครั้งที่ 70 มีวัตถุประสงค์เพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่อประกอบพิธีระลึกถึงพระคุณบูรพาจารย์เพื่อส่งเสริมสามัคคีธรรมระหว่างครู และความเข้าใจอันดีระหว่างครูกับประชาชน และเพื่อส่งเสริมยกย่องเชิดชูเกียรติผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาที่ประกอบคุณงามความดีหรือทำคุณประโยชน์ต่อวงการศึกษาให้เป็นที่ประจักษ์แก่สาธารณชน และเป็นแบบอย่างให้เยาวชนรุ่นหลังได้ยึดถือปฏิบัติตาม

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวต่อไปว่า การจัดงานวันครูปีนี้ ได้รับความร่วมมือจากสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด เป็นผู้นำหลักในการจัดงานวันครู ในส่วนภูมิภาค และสำนักการศึกษากรุงเทพมหานคร เป็นผู้นำหลักในการจัดงานวันครู ในกรุงเทพมหานคร สำหรับกิจกรรมหลักงานวันครู ประกอบด้วย การทำบุญตักบาตร พิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศ แด่ครูผู้วายชนม์ พิธีทำบุญเพื่อความเป็นสิริมงคล พิธีบูชาบูรพาจารย์และระลึกถึงพระคุณบูรพาจารย์ กิจกรรมเสวนา ทางวิชาการ การมอบรางวัล เพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติบุคคล และนิติบุคคลที่ สร้างคุณูปการต่อการศึกษาของชาติ และผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาที่สร้างผลงานที่ส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน และคุณภาพการศึกษาของประเทศ รวมทั้งการพัฒนาตนเองเพื่อเพิ่มพูนสมรรถนะทางวิชาชีพผ่านหลักสูตรออนไลน์

“ตั้งแต่วันแรกที่รับตำแหน่ง รมว.ศึกษาธิการ และ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีฯที่กำกับดูแลกระทรวงศึกษาธิการ ก็ได้มอบนโยบายว่า หลายรัฐบาลที่ผ่านมาให้ความสำคัญกับการยกระดับการศึกษา แต่มักให้ความสำคัญเน้นที่ตัวเด็ก คือ ผู้เรียน และโครงสร้างพื้นฐาน อาคาร สถานที่ อุปกรณ์ ครุภัณฑ์ แต่ท่านอยากให้รัฐบาลนี้และกระทรวงศึกษาธิการให้ความสำคัญกับบุคลากรทางการศึกษา และ ครูผู้มีความสำคัญที่จะทำให้การศึกษาไทยยกระดับได้อย่างแท้จริง กระทรวงศึกษาธิการจึงได้รับนโยบายมาดำเนินการ ไม่ว่าจะเป็นการปรับเกณฑ์การขอวิทยฐานะ จนทุกวันนี้มีทางเลือกให้ครูขอวิทยฐานะได้  คือ การทำวิจัย การทำนวัตกรรมเชิงประจักษ์ และ การใช้รางวัลเชิงประจักษ์”รมว.ศึกษาธิการกล่าวและว่า เรื่องแรกเป็นเรื่องความก้าวหน้าของครู  เรื่องที่สองเป็นเรื่องสวัสดิการของครูที่ให้ความสำคัญกับบ้านพักครูที่ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนดำเนินงาน ซึ่งเราจะสานต่อให้ประสบความสำเร็จในทุกจังหวัด และ  เรื่องที่สามภาระหนี้สินครู ที่ได้ดำเนินการจัดตั้งสหกรณ์กลางเพื่อรวมหนี้จากสหกรณ์ออมทรัพย์ครูมาปรับโครงสร้างและลดดอกเบี้ยให้ครูมีภาระลดลง และได้มีกำลังใจทำงานเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาและดูแลลูกศิษย์อย่างเต็มสรรพกำลัง

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ในนามรัฐบาลและพี่น้องประชาชนชาวไทย ผมรู้สึกภาคภูมิใจและเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้ผมได้มาร่วมงานสำคัญยิ่งซึ่งเป็นการร่วมกันระลึกถึงพระคุณคุณครูในโอกาสครบรอบปีที่ 70 ประจำปีพุทธศักราช 2569 ภายใต้แนวคิด”พระผู้ทรงเป็นแม่และครูแห่งแผ่นดิน” ซึ่งคำว่า “แม่”และครูคือรากฐานสำคัญของชีวิตของมนุษย์ แม่คือผู้ให้กำเนิดและหล่อหลอมจิตใจ “ครู”ก็คือผู้ที่มีความสำคัญผู้ที่ประสิทธิ์ประสาทปัญญาและหล่อหลอมความคิด เมื่อสองคำมารวมกันเป็นหนึ่งประโยคในองค์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงเป็นแม่พิมพ์อันประเสริฐของปวงชนชาวไทย พระองค์ทรงมีพระเมตตา และ พระปรีชาญาณทรงยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้สามารถพึ่งพาตัวเองได้อย่างยั่งยืน

“ผมจบจากโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า และได้รับใช้ราชการในกรมทหารม้ารักษาพระองค์ ณ เวลานั้น ผมได้มีโอกาสตามเสด็จถวายอารักขาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ทั่วทุกภูมิภาค สิ่งที่ประจักษ์แก่สายตาและยังฝังอยู่ในหัวใจผม คือ พระองค์ทรงเป็นแม่ของแผ่นดินและเป็นครูของพี่น้องประชาชนชาวไทยทั้งแผ่นดิน สมกับที่กระทรวงศึกษาธิการเทิดพระเกียรติพระองค์ให้เป็นแม่และครูแห่งแผ่นดิน ผมเห็นพระองค์ท่านทรงตรากตรำทำงานสอนแม้กระทั่งผู้เป็นบิดามารดา เพื่อที่จะให้มีโอกาสได้มีอาชีพที่มีความมั่นคงและยั่งยืน”ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

รองนายกรัฐมนตรี กล่าวต่อไปว่า ครูคนแรกของผม คือ ครูศรีบุญ พรหมเผ่า ท่านจบจากโรงเรียนวัด ครูจะมาโรงเรียนตั้งแต่ตี5-6 โมงเช้า มาสอนลูกศิษย์ก่อนเคารพธงชาติให้คัดไทย เพื่อให้ได้ตัวอักษรภาษาไทยที่สวยงาม จนถึงทุกวันนี้ ก็มีคนชมผมว่าลายมือและลายเซ็นผมสวยมาก เพราะผมได้จากครูคนแรกของผม อย่างไรก็ตาม ในยุคปัจจุบันโลกเปลี่ยนแปลงไปมาก เราลืมสิ่งที่เราเคยปฏิบัติกันมาเราลืมพ่อแม่คนที่สอง เพราะความเจริญทางด้านนวัตกรรมเทคโนโลยีทำให้เราให้ความสำคัญ พ่อพิมพ์แม่พิมพ์น้อยลง ดังนั้น เมื่อผมได้มีโอกาสให้รับผิดชอบ 4 กระทรวง ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการก็เป็นหนึ่งในสี่ที่ผมรับผิดชอบ และเห็นว่า ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ ซึ่งเป็นอาจารย์สอนที่นิด้า ให้มาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เหมาะสมที่จะมากำกับดูแลกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมกับท่านองอาจ วงษ์ประยูร รมช.ศึกษาธิการ โดยเราให้ความสำคัญที่สุดคือครูต้องกินดี อยู่ดี บุคลากรทางการศึกษา ต้องสำคัญกว่านวัตกรรมที่เป็นเครื่องมือการสอน เพราะสิ่งเหล่านี้ไม่มีชีวิตจิตใจ มันสู้กับสิ่งที่มีชีวิตจิตใจสอนศิษย์ไม่ได้ และครูจะสอนศิษย์ได้ดีอย่างไรหากยังมีหนี้สิน และบ้านพักครูทรุดโทรมมีแต่ปลวกอยู่ ไม่มีความปลอดภัย จะมีกะจิตกะใจสอนลูกศิษย์ได้อย่างไร ดังนั้นผมจึงมีนโยบายให้กับผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการให้หันมาดูครู ต้องมีสวัสดิการที่อยู่อาศัยจะต้องปลอดภัยและอยู่ดีกินดี รวมถึงการดำรงชีพของครูด้วย

“วันนี้ผมดีใจมากที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ผมมาเป็นประธานพิธีเปิดงานวันครูถือว่าเป็นวันที่ผมอยากจะพูดและเปิดอกในสิ่งที่อยู่ในใจที่สะสมในใจมาโดยตลอด ผมอาจจะพูดเยอะ แต่ก็อยากจะพูดเพราะสิ่งที่อยู่ในใจมันมีเยอะและพูดจากใจว่าผมได้ดีทุกวันนี้เพราะผมมีครูที่ดีสอนผม สอนผมเป็น ธรรมนัส พรหมเผ่า ชีวิตบางครั้งหลงทางดีบ้าง ไม่ดีบ้าง แต่สิ่งที่ผมจำไว้ในสมองผมคือครูสอนให้เป็นคนดี มีโอกาสต้องกลับใจเป็นคนดี แล้ววันนี้ผมเลือกแล้วว่าผมจะตอบแทนแผ่นดินในฐานะเป็นนักการเมือง และถ้ามีโอกาสได้เข้ามา บริหารประเทศอีกครั้งผมก็จะเลือกคนดี ๆ มาทำงาน บางครั้งอาจจะมีเรื่องดุกันบ้างใจดีบ้างเป็นเรื่องปกติ แต่เราทั้งหมดใจเราคือเรารักเคารพอาชีพของการเป็นครู” ร.อ.ธรรมนัส กล่าวและว่า อย่างไรก็ตามหากมีโอกาสได้เป็นรัฐบาลก็อยากมาดูแลกระทรวงศึกษาธิการอีกครั้ง เพื่อมาสานต่องานที่ได้มอบนโยบายไว้ โดยเฉพาะพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติที่ยังค้างอยู่