มทร.ธัญบุรี รวมพลังจิตอาสาประดิษฐ์ “โคมประทีปปทุมา” 993 ดวง รังสรรค์ศิลป์น้อมศรัทธาบำเพ็ญกุศลสตมวาร ครบ 100 วัน สวรรคต สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

ผู้บริหาร คณาจารย์ บุคลากร พร้อมด้วยศิษย์เก่าและศิษย์ปัจจุบัน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (มทร.ธัญบุรี) ร่วมสืบสานพระราชปณิธานด้านศิลปวัฒนธรรม บูรณาการพลังจิตอาสาประดิษฐ์ “โคมประทีปปทุมาน้อมศรัทธาองค์อัคราภิรักษศิลปิน” จำนวน 993 ดวง เพื่อใช้ในพิธีบำเพ็ญกุศลสตมวาร 100 วัน แห่งการสวรรคต สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พลังแห่งความจงรักภักดีผ่านงานศิลปประดิษฐ์ ณ คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ โดยความร่วมมือระหว่างสาขาวิชานวัตกรรมศิลปประดิษฐ์สร้างสรรค์ องค์การนักศึกษา สภานักศึกษา และสโมสรนักศึกษาจากทุกคณะ ซึ่งเป็นการรวมตัวกันเพื่อรังสรรค์ผลงานศิลปประดิษฐ์เชิงพิธีกรรมที่มีความประณีตและเปี่ยมด้วยความหมายเชิงสัญลักษณ์
รศ.ดร.สมหมาย ผิวสอาด อธิการบดี มทร.ธัญบุรี เปิดเผยว่า ในวันเสาร์ที่ 31 มกราคม 2569 เป็นวันครบรอบ 100 วัน แห่งการสวรรคตของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทาง มทร.ธัญบุรี ตระหนักถึงพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทย โดยเฉพาะในฐานะที่ทรงเป็น อัคราภิรักษศิลปิน ผู้ทรงอุปถัมภ์และทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมของชาติ การประดิษฐ์โคมประทีปปทุมาจำนวน 993 ดวงในครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงแค่การสร้างสรรค์วัตถุ แต่คือการหลอมรวมจิตใจของชาวราชมงคลธัญบุรี ทั้งผู้บริหาร ครูอาจารย์ และศิษย์เก่า-ศิษย์ปัจจุบัน เพื่อถ่ายทอดความกตัญญูกตเวทีและความอาลัยรัก ผ่านแสงประทีปที่จะส่องสว่างเพื่อน้อมส่งบุญกุศลตามแบบแผนขนบธรรมเนียมประเพณีไทยอันงดงาม
ผศ.วิจิตร สนหอม อาจารย์ประจำสาขาวิชานวัตกรรมศิลปประดิษฐ์สร้างสรรค์ หัวหน้าสาขาวิชาคหกรรมศาสตร์ เผยว่า ผลงานนี้มีความเหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับใช้ใน พิธีถวายความอาลัย งานศาสนพิธี การจัดแสดงงานศิลปประดิษฐ์เชิงวัฒนธรรม มีแนวคิดที่สอดคล้องกับมิติ พิธีกรรม–ศรัทธา–การเชิดชูพระเกียรติ “บัวควีนสิริกิติ์” ซึ่งสะท้อนการยกย่องพระเกียรติคุณด้วยความเหมาะสมทั้งด้านสัญลักษณ์และความหมายทางวัฒนธรรม ซึ่งโคมประทีปปทุมาน้อมศรัทธาองค์อัคราภิรักษศิลปิน 993 ดวง เลข 9 ตัวแรก สื่อถึง พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหิตลาธิเบศรรามาธิบดีจักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราชบรมนาถบพิตร ในหลวงรัชกาลที่ 9 ซึ่งเป็นพระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นศูนย์รวมจิตใจของปวงชนชาวไทย และเป็นสัญลักษณ์ของ ความเป็นมงคล ที่ถูกใช้ในงานพิธีกรรมไทยอย่าง แพร่หลาย เลข 93 ตัวถัดมา สื่อถึง พระชนมายุ 93 พรรษา ของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในรัชกาลที่ 9 จึงทำให้จำนวน 993 จึงไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขบอกปริมาณ แต่คือ รหัสเชิงสัญลักษณ์  ที่หลอมรวมความหมายของการถวายความเคารพและการเทิดพระเกียรติเข้าไว้ด้วยกันอย่างลุ่มลึก ทุกดวงประทีปที่สว่างไสวเปรียบเสมือนดวงจิตของพสกนิกรที่น้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของทั้งสองพระองค์
นายปรัญญา พันธุ์ประเสริฐ นักศึกษาสาขาอุตสาหกรรมการบริการการบิน คณะศิลปศาสตร์ เล่าว่า ตนตั้งใจใช้เวลาว่างจากการเรียนมาช่วยสนับสนุนงานส่วนรวมเพื่อสร้างคุณค่าให้กับตนเองและมหาวิทยาลัย โดยรู้สึกภาคภูมิใจและปลาบปลื้มใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในของการประดิษฐ์โคมประทีป 1 ใน 993 ดวง เพื่อใช้ในพิธีสำคัญน้อมรำลึกถึงสมเด็จพระพันปีหลวง ซึ่งการก้าวข้ามจากศาสตร์ด้านการบินมาสู่งานประณีตศิลป์ในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการฝึกทักษะใหม่ แต่ยังเป็นการแสดงออกถึงความจงรักภักดีและภาพลักษณ์นักศึกษายุคใหม่ที่มีจิตสาธารณะ
นางสาวพัชรพร นันทโกวัฒน์ นักศึกษาสาขาเศรษฐศาสตร์ คณะบริหารธุรกิจ เล่าว่า โคมประทีปที่ประดิษฐ์ขั้นตอนการทำมีความยากง่ายสลับกันไป ด้วยไม่ได้มีพื้นฐานในงานประดิษฐ์ ส่วนที่ยากที่สุดคือการนำกลีบดอกไม้ทั้ง 12 กลีบ มาประกอบกันให้เป็นดอกบัว รู้สึกดีใจและเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ร่วมทำ โคมประทีปน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณสมเด็จพระพันปีหลวง
นายอภิสิทธิ์ สิทธิวิธี นักศึกษาสาขาสถาปัตยกรรมภายใน คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ เล่าว่า การได้เปลี่ยนบทบาทจากผู้พบเห็นมาเป็นผู้ลงมือประดิษฐ์ด้วยตนเอง ทำให้ได้เรียนรู้กระบวนการทำงานศิลป์ที่ละเอียดอ่อนและช่วยในการฝึกสมาธิได้เป็นอย่างดี ซึ่งเป็นทักษะสำคัญที่สามารถนำไปปรับใช้กับการเรียนสถาปัตยกรรมได้ในอนาคต โดยตนรู้สึกยินดีที่ได้ใช้ความสามารถเชิงช่างมาร่วมทำประโยชน์ในฐานะจิตอาสา เพื่อถวายความจงรักภักดีและน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระพันปีหลวง
นายณัฐภัทร หม่องพรม และนายพีรพัฒน์  ต้านศัตรู นักศึกษาสาขาวิชานวัตกรรมศิลปประดิษฐ์สร้างสรรค์  คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ เล่าว่า มีโอกาสมาช่วยเป็นวิทยากรกับอาจารย์  โดยมีคณาจารย์ และเจ้าหน้าที่ ของสาขาวิชาคหกรรมศาสตร์  รวมเป็นวิทยากรและผู้ถ่ายทอดองค์ความรู้ในการร่วมประดิษฐ์ในครั้งนี้ เป็นโอกาสสำคัญที่ได้เปลี่ยนบทบาทจากผู้เรียนสู่การเป็นผู้ถ่ายทอด โดยเริ่มสอนตั้งแต่พื้นฐานการดัดลวดไปจนถึงการประกอบโคมประทีปที่ประณีต ซึ่งนอกจากจะได้ใช้ทักษะวิชาชีพมารังสรรค์ผลงานถวายความอาลัยน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณสมเด็จพระพันปีหลวงแล้ว ยังเป็นการพิสูจน์ศักยภาพของตนเองในการถ่ายทอดความรู้สู่ผู้อื่น นับเป็นการบ่มเพาะจิตสาธารณะและการเป็นแบบอย่างที่ดีในการสืบสานศิลปวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าในฐานะบัณฑิตคุณภาพของมหาวิทยาลัย
พลังแห่งจิตอาสาในการรังสรรค์ โคมประทีปปทุมา ทั้ง 993 ดวงนี้ จึงไม่ได้เป็นเพียงการสืบสานงานประณีตศิลป์ตามแบบแผนประเพณีเท่านั้น แต่ยังเป็นประจักษ์พยานที่สะท้อนถึงอัตลักษณ์ของชาวราชมงคลธัญบุรี ในการเป็นสถาบันการศึกษาที่หล่อหลอม บัณฑิตนักปฏิบัติ ผู้เพียบพร้อมด้วยทักษะวิชาชีพและจิตสาธารณะที่ โคมประทีปปทุมาที่รังสรรค์ จึงเป็นดั่งสัญลักษณ์แห่งความกตัญญูกตเวทีและความจงรักภักดีที่รวมใจเป็นหนึ่ง เพื่อเชิดชูพระเกียรติคุณของอัคราภิรักษศิลปิน ให้สถิตอยู่ในดวงใจของพสกนิกรและคนรุ่นหลังตราบนานเท่านาน
ชลธิชา ศรีอุบล ฝ่ายข่าวกองประชาสัมพันธ์ มทร.ธัญบุรี รายงาน

ก.ค.ศ. ไฟเขียวปรับเงินเพิ่มตำแหน่งพัสดุสร้างแรงจูงใจ ยกระดับความโปร่งใสการบริหารงบประมาณ

เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2569 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ครั้งที่ 1/2569 ว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบ (ร่าง) ระเบียบ ก.ค.ศ. ว่าด้วยเงินเพิ่มสำหรับตำแหน่งที่มีเหตุพิเศษ ตำแหน่งด้านพัสดุ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. …. เพื่อให้สอดคล้องกับระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยเงินเพิ่มสำหรับตำแหน่งที่มีเหตุพิเศษ ตำแหน่งด้านพัสดุ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2567 ที่ประกาศใช้ไปเมื่อวันที่ 4 กันยายน 2567 เพื่อให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค. (2) ซึ่งได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเจ้าพนักงานพัสดุ และตำแหน่งนักวิชาการพัสดุ ที่ปฏิบัติงานเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างหรือการบริหารพัสดุในตำแหน่งเจ้าหน้าที่ หรือหัวหน้าเจ้าหน้าที่ ที่ผ่านการอบรมหลักสูตรมาตรฐานวิชาชีพด้านการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐตามที่กรมบัญชีกลางกำหนด และสอดคล้องกับมาตรฐานตำแหน่งเจ้าพนักงานพัสดุ และนักวิชาการพัสดุ ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบงานจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุในลักษณะเดียวกับข้าราชการพลเรือน ให้ได้รับเงินเพิ่มสำหรับตำแหน่งที่มีเหตุพิเศษตามระเบียบนี้

“การปรับปรุงระเบียบครั้งนี้มีเป้าหมายสำคัญเพื่อไม่ให้เกิดความเหลื่อมล้ำด้านสิทธิประโยชน์ของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษากับข้าราชการประเภทอื่น โดยเป็นการกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการพิจารณาจ่ายเงินเพิ่มสำหรับตำแหน่งที่มีเหตุพิเศษให้แก่ผู้ดำรงตำแหน่งเจ้าพนักงานพัสดุ และนักวิชาการพัสดุอย่างชัดเจน”รมว.ศึกษาธิการกล่าว

ด้าน ดร.ธนู ขวัญเดช เลขาธิการ ก.ค.ศ. กล่าวว่า ระเบียบดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจแก่ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ที่ปฏิบัติงานด้านการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุ ซึ่งเป็นงานที่ต้องอาศัยความรู้ ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน มีความรับผิดชอบสูง และความเสี่ยงสูงเนื่องจากต้องปฏิบัติงานในการใช้จ่ายงบประมาณของแผ่นดิน โดยเงินเพิ่มสำหรับตำแหน่งที่มีเหตุพิเศษนี้จะจ่ายเพิ่มเติมจากเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่ง ในอัตรา 2,000 – 6,000 บาท ต่อเดือนตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนด ถือเป็นเงินเพิ่มรายเดือนพิเศษเพิ่มเติมสำหรับข้าราชการที่ทำงานด้านพัสดุ และผ่านการอบรมในหลักสูตรที่กรมบัญชีกลางกำหนด รวมถึงต้องมีคุณสมบัติครบถ้วนตามระเบียบด้วย ซึ่งภายหลังจาก ก.ค.ศ. เห็นชอบแล้ว จะนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบและประกาศใช้ต่อไป

นอกจากนี้ที่ประชุม ก.ค.ศ. ยังมีมติเห็นชอบการปรับปรุงหลักเกณฑ์การคัดเลือก ผอ. และรอง ผอ. สำนักงานการศึกษาเอกชนอำเภอและจังหวัด ในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ เห็นชอบแต่งตั้ง อ.ก.ค.ศ. วิสามัญเพื่อพิจารณารางวัลจากผลงานเชิงประจักษ์ซึ่งส่งผลต่อการยกระดับคุณภาพการศึกษา เป็นผู้พิจารณากลั่นกรองรางวัลเชิงประจักษ์ เพื่อให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาสามารถนำมาใช้ในการขอมีหรือเลื่อนวิทยะฐานะตาม ว1/2569 นอกจากนี้ที่ประชุมยังได้มอบหมายให้ สพฐ. และ สำนักงาน ก.ค.ศ. หารือร่วมกันเพื่อพิจารณาทบทวนหลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย กรณีที่มีความจำเป็นหรือมีเหตุพิเศษ สังกัด สพฐ. ก่อนนำเสนอให้ ก.ค.ศ. พิจารณาต่อไป

สพฐ.เดินหน้ายกระดับคุณภาพชีวิตครู “ปรับ-ลด-ปลดหนี้”แก้ปัญหาหนี้สินครู ลดภาระหนี้ เพิ่มสภาพคล่อง

เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2569 ดร.พิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.) เป็นประธานการประชุมผู้บริหาร สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) ครั้งที่ 4/2569 โดยมี ดร.พิเชฐร์ วันทอง รองเลขาธิการ กพฐ. ดร.วิษณุ ทรัพย์สมบัติ รองเลขาธิการ กพฐ. ร่วมประชุม พร้อมผู้อำนวยการสำนักต่าง ๆ และบุคลากรของ สพฐ. เข้าร่วม ณ ห้องประชุม สพฐ. 1 อาคาร สพฐ. 4 ชั้น 2 กระทรวงศึกษาธิการ และผ่านระบบออนไลน์

โดยที่ประชุมได้หารือในประเด็นสำคัญที่มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตครู การจัดการศึกษา และเสริมศักยภาพบุคลากรทางการศึกษาอย่างเป็นระบบ อาทิ การแก้ไขปัญหาหนี้สินครู สพฐ. ได้เดินหน้าช่วยลดภาระหนี้ เพิ่มสภาพคล่อง และฟื้นฟูคุณภาพชีวิตครูและบุคลากรทางการศึกษาอย่างต่อเนื่อง โดยสามารถแก้ไขหนี้ในระบบแล้ว 196 ราย คิดเป็นมูลค่าหนี้กว่า 235 ล้านบาท และอยู่ระหว่างการเจรจาปรับโครงสร้างหนี้กับสถาบันการเงินอีก 422 ราย มูลค่าหนี้ประมาณ 160 ล้านบาท พร้อมขับเคลื่อนแนวทาง “ปรับ-ลด-ปลดหนี้” ที่สอดคล้องกับปัญหาหนี้ของครูแต่ละราย เพื่อคืนศักดิ์ศรี คุณภาพชีวิต และอนาคตที่ดีแก่ครูในระยะยาว

ขณะเดียวกัน สพฐ. ได้เดินหน้าโครงการพัฒนาก่อนแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งศึกษานิเทศก์ สังกัด สพฐ. ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ครอบคลุมศึกษานิเทศก์ 374 คน โดยมุ่งเสริมสร้างคุณลักษณะ ความรู้ ทักษะการนิเทศ การโค้ชและพี่เลี้ยง การจัดการเรียนรู้เชิงรุก รวมถึงการพัฒนา Hard Skill และ Soft Skill ผ่านการพัฒนา 3 ระยะ ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ – มีนาคม 2569 ทั้งในรูปแบบออนไลน์ ภาคปฏิบัติงานจริง และการอบรมแบบเข้มข้น เพื่อสร้างศึกษานิเทศก์มืออาชีพที่พร้อมขับเคลื่อนคุณภาพการศึกษาไทยอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ ที่ประชุมได้รายงานความคืบหน้าการขยายเวลาใช้บังคับพระราชบัญญัติพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา พ.ศ. 2562 หลังคณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกา เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2569 ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา คาดว่าจะประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษาและมีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาเกิดนวัตกรรมการศึกษากว่า 6,375 รูปแบบ มีสถานศึกษานำร่องใน 20 พื้นที่ รวมกว่า 1,755 แห่ง และได้รับความเห็นชอบจากผู้เกี่ยวข้องส่วนใหญ่ให้ขยายระยะเวลาออกไปอีก 7 ปี เพื่อให้เกิดผลลัพธ์เชิงระบบอย่างครบวงจร

“ธรรมนัส–นฤมล”ฟังเสียงครู นักเรียนเชียงรายเดินหน้า 1 อำเภอ 1 โรงเรียนคุณภาพ ต่อเนื่อง พร้อมหนุนชุมชนปลูกวานิลลา

เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2569 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี กำกับดูแลกระทรวงศึกษาธิการ และ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วย ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้สกร.) ลงพื้นที่ตรวจราชการ ณ จังหวัดเชียงราย เพื่อติดตามการดำเนินงานและรับฟังสภาพปัญหาจริงในการบริหารจัดการศึกษา จากผู้บริหารสถานศึกษา ครู และบุคลากรทางการศึกษาในพื้นที่ โดยเน้นย้ำเจตนารมณ์สำคัญว่า การลงพื้นที่ไม่ใช่เพียงพิธีการ แต่ต้องการมารับฟัง เสียงสะท้อนจากคนหน้างาน เพื่อให้ผู้บริหารส่วนกลางและพื้นที่ทำงานเป็นเนื้อเดียวกัน และนำปัญหาอุปสรรคกลับไปแก้ไขให้ตรงจุดที่สุด

โดย ศ.ดร.นฤมล ได้เปิดเวทีรับฟังเสียงสะท้อนจากห้องเรียน ณ โรงเรียนเชียงของวิทยาคม โดยตัวแทนนักเรียนได้เปิดใจสะท้อนความต้องการที่ส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพชีวิต ทั้งการยกระดับมาตรฐานโรงอาหารและโภชนาการเพื่อให้ได้รับสารอาหารที่ครบถ้วน การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานและเส้นทางสัญจรให้มีความปลอดภัยเพื่อสร้างความมั่นใจในมาตรฐานของโรงเรียนใกล้บ้าน ตลอดจนการให้ความสำคัญกับเรื่องสุขภาพจิต ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญของความพร้อมในการเรียนรู้ โดยรัฐมนตรีทั้งสองท่านได้รับฟังด้วยความตั้งใจและยืนยันที่จะนำทุกข้อเสนอแนะไปขับเคลื่อนให้เกิดผลเป็นรูปธรรม เพื่อให้นักเรียนมีความสุขทั้งกายและใจ พร้อมเติบโตเป็นกำลังสำคัญของชาติ

ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า จากการลงพื้นที่รับฟังปัญหา พบว่าหลายพื้นที่มีวิกฤตขาดแคลนผู้บริหารสถานศึกษา เช่นที่จังหวัดนครสวรรค์เปิดรับสมัคร ผอ.โรงเรียน กว่า 20 ตำแหน่ง แต่ไม่มีผู้สมัครที่มีคุณสมบัติครบถ้วน เนื่องจากเกณฑ์เดิมกำหนดสเปกไว้สูงเกินความจำเป็น ศธ.จึงเตรียมหารือกับ คณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา(ก.ค.ศ.)เพื่อรื้อเกณฑ์การคัดเลือก ผอ.สถานศึกษา ให้สอดคล้องกับบริบทความเป็นจริง เพื่อให้โรงเรียนมีผู้นำเข้ามาบริหารงานได้ทันที ไม่เกิดภาวะสุญญากาศ ส่วนของความก้าวหน้าวิชาชีพครู ก็เข้าใจถึงความทุกข์ใจของครูเรื่องการประเมินวิทยฐานะ (PA) ที่เดิมเน้นแต่งานวิจัยและผู้ประเมินอาจไม่เข้าใจบริบทหน้างาน ขณะนี้ ก.ค.ศ. กำลังเร่งปรับปรุงกฎระเบียบเพื่อ “เพิ่มทางเลือกเป็น 3 ช่องทาง” ให้ครูได้เลือกตามความถนัด ได้แก่ 1. สายวิชาการ เน้นงานวิจัย 2. สายอาชีวะ ปฏิบัติ เน้นนวัตกรรม สิ่งประดิษฐ์ หรือซอฟต์แวร์ที่ภาคอุตสาหกรรมนำไปใช้ได้จริง และ 3. สายผลสัมฤทธิ์ เน้นรางวัล (Awards) จากเวทีระดับชาติหรือนานาชาติที่ ก.ค.ศ. รับรอง ซึ่งเกณฑ์เรื่องการใช้รางวัลนี้ คาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จ ไม่เกินเดือนพฤษภาคมนี้ และ เพื่อเป็นการคืนครูสู่ห้องเรียนอย่างแท้จริง ก.ค.ศ.ได้อนุมัติคืนอัตรากำลังสายสนับสนุน (ครูธุรการ/นักการภารโรง) มาแล้วกว่า 2,000 อัตรา โดยจะใช้วิธีทยอยจัดสรรคืนให้กับโรงเรียนที่ขาดแคลน เพื่อให้ครูไม่ต้องแบกรับภาระงานการเงินหรือพัสดุ นอกจากนี้ ยังเตรียม ปลดล็อกความก้าวหน้าให้กับศึกษานิเทศก์ซึ่งเปรียบเสมือนครูของครู ให้สามารถเติบโตในสายงานได้ง่ายขึ้น โดย สพฐ. กำลังเร่งศึกษาแนวทางแก้ระเบียบเพื่อไม่ให้ศึกษานิเทศก์ต้องเป็นผู้ปิดทองหลังพระอีกต่อไป

สำหรับประเด็นการพัฒนาคุณภาพการศึกษาในพื้นที่จังหวัดเชียงรายนั้น รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า เห็นด้วยกับข้อเสนอของพื้นที่และยืนยันที่จะขับเคลื่อนนโยบาย “1 อำเภอ 1 โรงเรียนคุณภาพ” อย่างต่อเนื่อง เพื่อแก้ปัญหาการจราจรในตัวเมืองและลดความเหลื่อมล้ำ ให้เด็กได้เรียนโรงเรียนดีใกล้บ้าน ส่วนข้อเสนอเรื่องงบประมาณซ่อมแซมอาคารสถานที่ เช่น กรณีรั้วโรงเรียนพัง ได้ฝากข้อคิดให้ผู้บริหารสถานศึกษาช่วยกันจัดลำดับความสำคัญและบริหารจัดการงบประมาณที่มีอยู่อย่างคุ้มค่าที่สุด เนื่องจากงบประมาณภาพรวมของประเทศมีจำกัด

“วันนี้ผู้บริหารส่วนกลางและพื้นที่ต้องคุยกันให้เป็นเนื้อเดียวกัน ไม่แยกส่วนกันทำงานเหมือนในอดีต ก.ค.ศ. เองก็เริ่มเข้าใจและพร้อมผ่อนปรนกฎระเบียบต่างๆ เพื่อปลดล็อกอุปสรรคให้พี่น้องครู ขอให้มั่นใจว่า ศธ. ยุคนี้ พร้อมรับฟังและแก้ไขทุกปัญหา เพื่อให้ครูมีความสุขและส่งต่อคุณภาพที่ดีที่สุดไปสู่ลูกหลานของเรา” รมว.ศึกษาธิการ กล่าว

ทั้งนี้ภายหลังการมอบนโยบาย รองนายกฯและ รมว.ศึกษาธิการ พร้อมคณะได้เดินเยี่ยมชมบูธนิทรรศการทางการศึกษาและผลิตภัณฑ์ชุมชน ซึ่งจัดแสดงโดยส่วนการศึกษาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและสถานศึกษาในพื้นที่ สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพการจัดการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงกับภูมิปัญญาท้องถิ่นได้อย่างน่าชื่นชม จากนั้นได้เดินทางไปเยี่ยมชมการดำเนินงานของ “ห้องสมุดประชาชนตำบลแม่สรวย” ซึ่งถือเป็นแหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิตที่สำคัญของชุมชน พร้อมทั้งลงพื้นที่ติดตามกิจกรรมทางการศึกษาและเยี่ยมชม “ศูนย์ฝึกวิชาชีพราษฎรบริเวณชายแดน” เพื่อดูงานด้านการส่งเสริมทักษะอาชีพให้กับประชาชนในพื้นที่ห่างไกล โดย ศ.ดร.นฤมล ได้ให้กำลังใจและชื่นชมความทุ่มเทของบุคลากรที่ช่วยสร้างโอกาสทางการศึกษาในพื้นที่ชายขอบได้อย่างเข้มแข็ง

จากนั้น รมว.ศึกษาธิการ ได้ร่วมกิจกรรม โครงการส่งเสริมและพัฒนาทักษะอาชีพของนักศึกษา ปีงบประมาณ 2569 ของกลุ่มศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอลุ่มน้ำลาว ณ ศูนย์การเรียนรู้ระดับตำบลแม่สรวย จังหวัดเชียงราย ประกอบด้วยเครือข่ายศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) หลายพื้นที่ ได้แก่ กลุ่มลุ่มน้ำลาว สกร.อำเภอแม่สรวย, ป่าแดด, พาน, แม่ลาว และเวียงป่าเป้า กลุ่มลุ่มน้ำโขง สกร.อำเภอแม่จัน, แม่ฟ้าหลวง และศูนย์ฝึกและพัฒนาอาชีพราษฎรไทยบริเวณชายแดนเชียงราย โดย กล่าวขอบคุณ สกร.ทุกแห่งที่มีบทบาทสำคัญในการช่วยเหลือเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษา ให้กลับเข้าสู่การเรียนรู้ จนมุ่งสู่เป้าหมาย “Zero Dropout” ลดจำนวนผู้หลุดจากระบบการศึกษาให้เป็นศูนย์ ซึ่งการเรียนในปัจจุบันต้องควบคู่กับการมองอนาคตด้านอาชีพ ไม่ใช่เพียงเรียนต่อโดยไม่รู้ทิศทางการทำงาน และ ขอเป็นกำลังใจให้กับน้องน้องทุกคนให้ประสบความสำเร็จในการเรียน และอย่าได้ทิ้งการเรียนไป เพราะรัฐบาลและกระทรวงศึกษาพร้อมที่จะดูแลทุกคนอย่างเต็มที่

ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า ตนมีแนวคิดการส่งเสริมการปลูกวานิลลาในพื้นที่เหมาะสม เพราะเป็นพืชที่ตลาดมีความต้องการสูง ทั้งในอุตสาหกรรมอาหาร เครื่องดื่ม และการแปรรูปต่าง ๆ จึงได้แนะแนวทางกับดร.เกศทิพย์ เพื่อประสานความร่วมมือกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ขอสนับสนุนพันธุ์พืชและองค์ความรู้ เพื่อนำมาถ่ายทอดความรู้ ให้การอบรมตั้งแต่เริ่มต้นกระบวนการปลูกและแปรรูปให้กับครอบครัวเด็ก ๆ ในพื้นที่ ซึ่งในอนาคตจะกลายเป็นอีกหนึ่งพืชเศรษฐกิจสำคัญของจังหวัดเชียงรายและสร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับประชาชนในพื้นที่ได้

ด่วน!อธิบดี สกร.รับทราบเหตุการณ์อุบัติเหตุที่ชัยภูมิ ส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่สืบสวนข้อเท็จจริง พร้อมสั่งการให้ ผอ.สกร.จังหวัดชัยภูมิ รับผิดชอบดูแลผู้บาดเจ็บอย่างใกล้ชิด ชดใช้ค่าเสียหาย เยียวยาอย่างเหมาะสม พร้อมยืนยันว่าจะให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายอย่างเท่าเทียม ถูกต้องตามหลักมนุษยธรรม

เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2569 ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้(สกร.)เปิดเผยว่า จากกรณีที่ปรากฏเป็นข่าวเกี่ยวกับเหตุการณ์อุบัติเหตุทางรถยนต์ซึ่งเกี่ยวข้องกับผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดชัยภูมิ กรมส่งเสริมการเรียนรู้ขอชี้แจงต่อสาธารณชนด้วยความห่วงใยและด้วยความเคารพต่อกระบวนการยุติธรรมว่า บุคลากรของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ทุกคน ไม่ว่าดำรงตำแหน่งใด ล้วนอยู่ภายใต้กฎหมาย กฎระเบียบ และกติกาของบ้านเมืองเช่นเดียวกันอย่างเสมอภาคและเท่าเทียม อย่างไรก็ตาม ขณะนี้เรื่องได้เข้าสู่กระบวนการตามกฎหมายแล้ว กรมส่งเสริมการเรียนรู้ขอยืนยันในหลักการว่า จะไม่แทรกแซงหรือก้าวล่วงการทำหน้าที่ของพนักงานสอบสวนหรือหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม และขอให้การดำเนินการเป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมายอย่างโปร่งใสและเป็นธรรมที่สุด ทั้งนี้ บุคลากรของกรมทุกคนพร้อมให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ต่อเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง

อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ กล่าวต่อไปว่า ทั้งนี้ จากข้อมูลที่ได้รับรายงาน ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดชัยภูมิแสดงความพร้อมที่จะเข้าสู่กระบวนการของกฎหมาย และยินดีรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตามควรแก่กรณี กรมส่งเสริมการเรียนรู้ในฐานะหน่วยงานต้นสังกัด ขอเรียนยืนยันว่าจะให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายอย่างเท่าเทียม ไม่ลำเอียง และจะไม่ยินยอมให้มีการแทรกแซงใด ๆ ต่อกระบวนการพิจารณาโดยเด็ดขาด เพื่อให้สังคมเกิดความเชื่อมั่นในความโปร่งใสและความถูกต้องของการดำเนินงานภาครัฐ โดยในส่วนของการดำเนินการทางราชการ ตนได้มอบหมายให้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการลงพื้นที่สืบสวนข้อเท็จจริงแล้วทันทีที่ได้รับทราบเหตุการณ์ เพื่อรวบรวมข้อมูล ข้อเท็จจริง และพฤติการณ์ที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้าน พร้อมทั้งพิจารณาว่ามีการกระทำที่เข้าข่ายความผิดทางวินัยหรือไม่ และเป็นกรณีวินัยอย่างร้ายแรงหรือไม่ร้ายแรง หากปรากฏว่ามีมูลอันควรกล่าวหา จะดำเนินการตามระเบียบของทางราชการอย่างเคร่งครัด โดยไม่มีการละเว้นหรือเลือกปฏิบัติแต่อย่างใด

“กรมส่งเสริมการเรียนรู้ให้ความสำคัญต่อหลักมนุษยธรรมและความรู้สึกของผู้ได้รับผลกระทบเป็นอย่างยิ่ง โดยได้กำชับให้ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดชัยภูมิเข้าไปดูแลผู้บาดเจ็บอย่างใกล้ชิด แสดงความรับผิดชอบในฐานะวิญญูชน รับฟังญาติและคู่กรณีด้วยความจริงใจ ลดความขัดแย้ง และให้ความร่วมมือในการเยียวยาอย่างเหมาะสม ทั้งนี้ การชดใช้ค่าเสียหายใด ๆ ให้เป็นไปตามข้อเท็จจริงและดุลยพินิจของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยยังไม่ควรให้คำมั่นล่วงหน้าก่อนมีข้อยุติที่ชัดเจน”ดร.เกศทิพย์ กล่าวและว่า สกร.ขอยืนยันอีกครั้งว่า ทุกการดำเนินการตั้งอยู่บนหลักของความถูกต้อง ความโปร่งใส ความรับผิดชอบ และความเป็นธรรม พร้อมยึดมั่นในหลักนิติธรรมและจริยธรรมของข้าราชการ พร้อมรักษาความเชื่อมั่นของประชาชนและภาพลักษณ์ที่ดีของหน่วยงานภาครัฐ

สพฐ.อัปเดตปฏิทินรับสมัครนักเรียนปี 69

ดร.พิเชฐร์ วันทอง รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.)ลงนามในประกาศสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เรื่อง แก้ไขเพิ่มเติมนโยบายและแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการรับนักเรียน สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ปีการศึกษา 2569 (ฉบับที่ 2) โดยมีการเลื่อนวันรับสมัครนักเรียนออกไป 1 วัน จากเดิมที่กำหนดให้เริ่มรับสมัครนักเรียนบางกลุ่มตั้งแต่วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 แต่ปรากฎว่า วันดังกล่าวตรงกับวันที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)กำหนดให้เป็นวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สพฐ.จึงได้กำหนดวันรับสมัครนักเรียนใหม่ ดังนี้

สกร.พร้อมแล้ว จัดประชุมวิชาการโครงการสร้างป่า สร้างรายได้ ตามพระราชดำริฯ “13 ปี พระเมตตา สร้างป่า สร้างรายได้ สร้างถิ่นไทยให้เข้มแข็ง”มุ่งสืบสานพระราชปณิธานการอนุรักษ์ป่าต้นน้ำ สู่การสร้างความเข้มแข็งให้ป่าและชุมชนอย่างยั่งยืน

เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2569 ณ ห้องประชุมบรรจง ชูสกุลชาติ ชั้น 6 กรมส่งเสริมการเรียนรู้ ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) เป็นประธานในพิธีแถลงข่าวการจัดประชุมวิชาการ“โครงการสร้างป่า สร้างรายได้ ตามพระราชดำริ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ประจำปี 2569”ภายใต้แนวคิด “13 ปี พระเมตตา สร้างป่า  สร้างรายได้ สร้างถิ่นไทยให้เข้มแข็ง”ระหว่างวันที่ 30 – 31 มกราคม 2569 ณ ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติ เฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา ฯ ตำบลช้างเผือก อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่

ดร.เกศทิพย์ กล่าวว่า โครงการสร้างป่า สร้างรายได้ เกิดจากพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงห่วงใยในทรัพยากรป่าไม้ โดยเฉพาะพื้นที่ป่าต้นน้ำที่เสื่อมโทรมจากการถูกบุกรุกและทำไร่เลื่อนลอย โดยทรงมีพระราชดำรัส ณ ศูนย์ภูฟ้าพัฒนา จังหวัดน่าน เมื่อปี 2555 ความตอนหนึ่งว่า ป่านี้เป็นสมบัติของชุมชน ของชาติของเราของคนพื้นที่ เป็นของชาวบ้าน ต้องรักษาไว้เป็นของลูกหลาน ต้องปลูกป่าเลยให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ให้ชาวบ้านพยายามจะคิดหาพืชใหม่ที่มีราคาแพง แดดไม่กลัวระหว่างที่ปลูกให้ชาวบ้านมีรายได้จริงๆ…” จากการน้อมนำแนวทางดังกล่าว กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ได้บูรณาการร่วมกับกรมป่าไม้ และภาคีเครือข่าย ขับเคลื่อนโครงการมาตั้งแต่ปี 2556 โดยมีศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่าน เป็นหน่วยงานนำร่อง และขยายผลจนครอบคลุมพื้นที่ 5 จังหวัดสำคัญ ได้แก่ เชียงใหม่ น่าน ตาก แม่ฮ่องสอน และเลย รวม 38 อำเภอ ปัจจุบันมีเกษตรกรร่วมโครงการกว่า  62,000 ครัวเรือน โดยการจัดงานในปีนี้ สกร.ได้รับมอบหมายให้เป็นเจ้าภาพหลัก ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่สกร.จัดงานประชุมดังกล่าว เพื่อเทิดพระเกียรติและเผยแพร่พระราชกรณียกิจด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนิน เป็นองค์ประธานในการประชุม

 อธิบดี สกร. กล่าวว่า การจัดงานครั้งนี้มีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อเทิดพระเกียรติและเผยแพร่พระราชกรณียกิจ ด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติให้เป็นที่ประจักษ์แก่สาธารณชน พร้อมทั้งมุ่งเน้นการ สร้างองค์ความรู้และทักษะ ให้แก่เกษตรกรสมาชิกได้มีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในการปลูกและบำรุงรักษาไม้ป่าและไม้เศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ยังมุ่งหวังที่จะปลูกจิตสำนึกรักผืนป่า เพื่อให้ราษฎรสามารถอาศัยอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้อย่างเกื้อกูล โดยสามารถสร้างรายได้เสริมผ่านกระบวนการกลุ่มในระหว่างการดูแลรักษาป่า ควบคู่ไปกับการพัฒนาศักยภาพบุคลากร โดยเฉพาะครู สกร. ให้มีความพร้อมในการถ่ายทอดองค์ความรู้และจัดการเรียนรู้ตลอดชีวิตให้แก่กลุ่มเป้าหมายได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยมีหน่วยงานร่วมดำเนินการ ได้แก่ กรมป่าไม้ กรมการปกครอง และมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช รวมทั้งหน่วยงานสนับสนุนทั้งภาครัฐและเอกชน โดย สกร.มุ่งมั่นขับเคลื่อนโครงการนี้เพื่อสนองงานพระราชดำริอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มีความสุข และสามารถพึ่งพาตนเองได้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อป่าที่สมบูรณ์และชีวิตที่ดีขึ้นของประชาชนอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ การจัดประชุมวิชาการโครงการสร้างป่า สร้างรายได้ ตามพระราชดำริฯ ประจำปี 2569“13 ปี พระเมตตา สร้างป่า สร้างรายได้ สร้างถิ่นไทยให้เข้มแข็ง” ระหว่างวันที่ 30 – 31 มกราคม 2569 ในครั้งนี้ คาดว่ามีผู้จะมีผู้เข้าร่วมกว่า 850 คน ประกอบด้วยเกษตรกรจากพื้นที่ 5 จังหวัดเป้าหมาย ผู้บริหาร และครูสังกัดกรมส่งเสริมการเรียนรู้ โดยมุ่งหวังผลลัพธ์ให้ครูและเกษตรกรไม่เพียงแต่มีความรู้ในการอนุรักษ์ป่าเพื่อไม่ให้เกิดการบุกรุกพื้นที่ทำกินเพิ่มเติม แต่ยังต้องสามารถสร้างรายได้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงผ่านการจัดตั้งกลุ่มอาชีพที่เข้มแข็ง  กิจกรรมภายในงานประกอบด้วย วีดิทัศน์เทิดพระเกียรติ การนำเสนอผลงานของสมาชิกโครงการสร้างป่า สร้างรายได้ ที่มีแนวปฏิบัติที่ดี และครูที่ปฏิบัติงานที่ดี  เป็นต้นแบบ การเสวนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากสมาชิกโครงการ และหน่วยงานเอกชน  ตลอดจนการจัดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง นิทรรศการของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ กรมป่าไม้ หน่วยงานเอกชน และการจัดกาดนัด  พร้อมกันนี้ยังมีการนำเสนอและจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากโครงการสร้างป่า สร้างรายได้ ณ ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติ           7 รอบ พระชนมพรรษา ฯ จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างสมาชิกและหน่วยงานร่วม รวมทั้งเป็นการเผยแพร่พระราชกรณียกิจด้านการรักษาป่า ฟื้นฟูป่าขององค์ประธาน ให้เป็นที่ประจักษ์ โดยทั่วกัน

“อ.แหม่ม”ลงพื้นที่นครสวรรค์ฟังเสียงครู–ผู้บริหาร เดินหน้า พัฒนาสวัสดิการที่พัก–แก้หนี้ครูเชิงระบบ ยกระดับคุณภาพชีวิตครูและการศึกษาของประเทศ

เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2569 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ลงพื้นที่ตรวจราชการ ณ โรงเรียนอนุบาลแม่เปิน ตำบลแม่เปิน อำเภอแม่เปิน จังหวัดนครสวรรค์ โดยมีศึกษาธิการจังหวัดนครสวรรค์ พร้อมผู้บริหารทางการศึกษาในพื้นที่ให้การต้อนรับ และรายงานความก้าวหน้าการขับเคลื่อนนโยบายการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ รวมถึงสภาพปัญหา อุปสรรคในการบริหารจัดการศึกษา และข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในภาพรวมของจังหวัดนครสวรรค์ รวมถึงได้พบปะและรับฟังความคิดเห็นจากผู้บริหารสถานศึกษา ครู และบุคลากรทางการศึกษาในพื้นที่ พร้อมทั้งสื่อสารสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับทิศทางการดำเนินนโยบายด้านการศึกษา โดยเน้นย้ำว่า นโยบายของกระทรวงศึกษาธิการไม่ควรเป็นเพียงนโยบายที่มาจากฝ่ายบริหารส่วนกลางเท่านั้น แต่ควรสะท้อนเสียง ความต้องการ และบริบทการทำงานจริงของบุคลากรทางการศึกษาในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ

ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า ตั้งแต่เข้ารับตำแหน่ง ตนได้กำหนดแนวทางว่า กระทรวงศึกษาธิการจะได้เลือกการลงพื้นที่จริง รับฟังจริง และแก้ปัญหาจริง โดยเชิญผู้บริหารระดับสูงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมลงพื้นที่ในทุกภูมิภาค เพื่อรับฟังเสียงสะท้อนจากครู ผู้บริหารสถานศึกษา และผู้ปกครองอย่างรอบด้าน ซึ่งทำให้หลายประเด็นที่เป็นข้อกังวลและความทุกข์ใจของบุคลากรทางการศึกษา ได้รับการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม ประเด็นสำคัญคือ เรื่องการขอมีหรือเลื่อนวิทยฐานะ ซึ่งถือเป็นปัญหาที่พบในทุกพื้นที่ โดยครูและบุคลากรทางการศึกษาสะท้อนว่า กระบวนการประเมินที่ล่าช้าและไม่สอดคล้องกับบริบทการทำงานจริง ส่งผลกระทบต่อขวัญและกำลังใจของผู้ปฏิบัติงาน กระทรวงศึกษาธิการจึงได้ประสานกับคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ปรับปรุงระบบการคัดเลือกผู้ประเมิน ให้มีความเข้าใจบริบทของโรงเรียนและการทำงานในพื้นที่มากขึ้น รวมถึงจัดทำฐานข้อมูลผู้ประเมิน เพื่อให้การประเมินมีความเป็นธรรม โปร่งใส และสะท้อนคุณภาพการทำงานที่แท้จริง

นอกจากนี้ ที่ประชุม ก.ค.ศ. เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ยังได้เปิดทางเลือกในการขอมีหรือเลื่อนวิทยฐานะเพิ่มขึ้น จากเดิมที่เน้นเฉพาะงานวิจัย เป็น 3 ทางเลือก ได้แก่ งานวิจัย นวัตกรรมที่นำไปใช้ได้จริง และรางวัลระดับชาติหรือระดับนานาชาติที่ได้รับการรับรอง ซึ่งถือเป็นการสร้างแรงจูงใจและเปิดโอกาสให้ครูและบุคลากรทางการศึกษาได้แสดงศักยภาพตามความถนัดและบริบทของแต่ละสถานศึกษา โดยเฉพาะสถานศึกษาในสายอาชีวศึกษา ที่มีผลงานนวัตกรรมเชิงประจักษ์จำนวนมาก

“การปรับหลักเกณฑ์ดังกล่าวไม่ใช่การทำให้การได้วิทยฐานะเป็นเรื่องง่าย แต่เป็นการทำให้เกิด “ความเป็นธรรม” กับผู้ปฏิบัติงานอย่างแท้จริง พร้อมทั้งสร้างแรงจูงใจในการพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอน ซึ่งจะส่งผลดีต่อนักเรียน สถานศึกษา และระบบการศึกษาโดยรวมในระยะยาว” รมว.ศึกษาธิการ กล่าวและว่า สำหเรื่องสวัสดิการและคุณภาพชีวิตของครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยเฉพาะด้านที่พักอาศัย ที่ได้ลงพื้นที่หลายจังหวัดพร้อมกับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี พบว่าบ้านพักครูจำนวนมากอยู่ในสภาพทรุดโทรม ไม่เหมาะสมต่อการอยู่อาศัย จึงได้ประสานกับการเคหะ ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงพัฒนาความมั่นคงของมนุษย์ ร่วมมือกับ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.)ในการสำรวจและวางแผนปรับปรุงพัฒนาบ้านพักสวัสดิการครูให้มีความเหมาะสมและปลอดภัย

“สำหรับวาระสำคัญเรื่องการแก้ปัญหาหนี้สินครู ซึ่งเปรียบเสมือนโซ่ตรวนที่บั่นทอนขวัญและกำลังใจมาอย่างยาวนานนั้น ศธ. ได้วางแนวทางแก้ไขเชิงรุกด้วยมาตรการ ‘รวมหนี้’ มาไว้ที่จุดเดียวผ่านกลไกของ ‘สหกรณ์ออมทรัพย์กลาง’ เพื่อให้สามารถบริหารจัดการดอกเบี้ยให้อยู่ในอัตราต่ำ ช่วยลดภาระการผ่อนชำระต่อเดือนให้ครูมีสภาพคล่องคืนมา โดยเป้าหมายสูงสุดในอนาคต หากโมเดลการรวมหนี้นี้ประสบความสำเร็จเป็นรูปธรรม จะดำเนินการขยายผลยกระดับสู่การจัดตั้ง ‘ธนาคารเพื่อประชาชน’ เพื่อเป็นสถาบันการเงินทางเลือกใหม่ที่พึ่งพาได้จริง ซึ่งจะช่วยสร้างกลไกตลาดให้สถาบันการเงินอื่นต้องปรับลดดอกเบี้ยลงมาแข่งขัน อันจะเป็นประโยชน์สูงสุดต่อคุณภาพชีวิตของเพื่อนครูทุกคน” ศ.ดร.นฤมล กล่าว

“อ.แหม่ม” ฝากบอร์ดอาชีวะชุดใหม่เร่งพัฒนา ‘ครูอาชีวะ’ ยกระดับสวัสดิการความเป็นอยู่ ชูปรับหลักสูตร ตอบโจทย์อุตสาหกรรม–เทคโนโลยี ลงดูบริบทพื้นที่ก่อนกำหนดนโยบาย เพื่อขับเคลื่อนอาชีวศึกษาสู่สากล

เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2569 ที่สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.)ได้จัดประชุมคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(บอร์ด.สอศ.) ครั้งที่ 1/2569 และออนไลน์ ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ไปยังหน่วยงานและสถานศึกษาอาชีวศึกษาทั่วประเทศ โดยมี ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มอบนโยบายในการขับเคลื่อนการอาชีวศึกษา

ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า อาจารย์ขอฝากบอร์ด.สอศ.ชุดใหม่ ซึ่งเป็นเสมือนสุดยอดฝีมือ ที่มีความเชี่ยวชาญ ความรู้ และประสบการณ์ ครอบคลุมในหลาย ๆ มิติ ที่จะมาร่วมขับเคลื่อนและผลักดันอาชีวะให้นำพาประเทศไปสู่ระดับนานาชาติ  ทั้งนี้ที่ผ่านมาอาจารย์ได้มีโอกาสลงพื้นที่ไปพบปะน้อง ๆ นักเรียนนักศึกษาอาชีวะ ทำให้เห็นถึงความภาคภูมิใจของพวกเขาที่ได้เลือกเรียนสายอาชีวศึกษาในสาขาต่าง ๆ จะเห็นได้จากแววตาที่เป็นประกาย มีความหวังในเส้นทางอาชีพและอนาคตของตัวเอง จึงขอฝากให้ทุกท่านลงพื้นที่ไปดูบริบท ความต้องการแรงงาน และศักยภาพ ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานของแต่ละพื้นที่ที่มีความแตกต่างกัน มีอัตลักษณ์โดดเด่นกันคนละแบบ หากเป็นไปได้ขอให้ลงไปดูให้เห็นก่อนที่จะออกแนวทาง/นโยบายอะไรออกมา ก็จะช่วยให้อาชีวะนอกจากจะผลิตกำลังคนให้กับประเทศแล้ว ยังตอบโจทย์ความต้องการของชุมชน สังคม เป็นการสืบสานอัตลักษณ์ในแต่ละพื้นที่ได้ด้วย

ศ.ดร.นฤมล กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ก็ขอให้ร่วมกันผลักดันเรื่องสำคัญ ๆ ในหลายประเด็น ไม่ว่าจะเป็น บุคลากรที่จะเป็นต้นทางของการผลิตเด็กและเยาวชนของเราไปสู่โลกของการทำงาน จากเดิมที่เคยเน้นไปที่ตัวเด็กเพียงอย่างเดียว ขอให้ส่งเสริมครู อาจารย์ และบุคลากร ได้รับการพัฒนาทั้งด้านทักษะ สมรรถนะที่เท่าทันโลก รวมทั้งสวัสดิการเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการอาชีวศึกษา เช่น การพัฒนาทักษะต่าง ๆ การขอมีและเลื่อนวิทยฐานะ ที่สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ ที่ปรับเพิ่มทางเลือกการขอวิทยฐานะ เป็น 3 ช่องทาง คืองานวิจัย นวัตกรรม และรางวัลระดับชาติและระดับนานาชาติ ที่สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา( ก.ค.ศ.) รับรอง ซึ่งก็เห็นได้ชัดว่าครูอาชีวะได้ร่วมสร้างนวัตกรรม สิ่งประดิษฐ์ต่าง ๆ ที่สามารถนำไปใช้ได้จริงในการจัดการเรียนสอน ในภาคอุตสาหกรรม รวมทั้งฝึกเด็กและเยาวชนไปแข่งขันในเวทีระดับนานาชาติ จนได้รับรางวัลมาแล้วหลายรางวัล สมกับคำว่า “เด็กไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก” อย่างไรก็ตาม นอกจากการยกระดับครูและบุคลากรอาชีวศึกษา การปรับปรุงหลักสูตรให้ทันสมัยและตอบโจทย์ความต้องการของภาคอุตสาหกรรม และเท่าทันเทคโนโลยีใหม่ ๆ ด้วยการเรียนแบบ Active Learning เรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติจริงแล้ว ต้องเน้นให้พวกเขาได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ชาติไทยและความเป็นพลเมืองที่เข้มแข็ง เพื่อให้จบไปเป็นบัณฑิตที่มีความพร้อม ทั้งทักษะอาชีพและทักษะชีวิตที่สามารถนำไปใช้ในการทำงาน และสิ่งที่ละเลยไม่ได้คือ ขอฝากเด็กพิเศษ ที่เข้ามาเรียนกับอาชีวศึกษาด้วย ขอให้ช่วยกันส่งเสริมและพัฒนาทักษะความสามารถที่สอดคล้องกับทักษะที่เขามีอยู่ในตัวเอง เพื่อให้เขาหาเลี้ยงชีพเองได้อย่างสมศักดิ์ศรี และอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข

สพฐ. ชวนน้อง ม.6 สอนเสริม เติมความรู้ฟรี ก่อนสอบ A-Level

เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2569 ดร.วิษณุ ทรัพย์สมบัติ รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เปิดเผยว่า ตามที่ได้มีการกำหนดปฏิทินการสอบ TCAS69 เพื่อเข้าศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัย สพฐ. จึงได้จัดกิจกรรมส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการสอบ A-Level ในวันที่ 2 – 6 กุมภาพันธ์นี้ ผ่านระบบออนไลน์ และขอเชิญชวนสถานศึกษาและนักเรียนชั้น ม.6 ร่วมกิจกรรมฟรี โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ โดยเป้าหมายการจัดกิจกรรม เพื่อส่งเสริมการเรียนการสอนและการวัดประเมินผลที่หลากหลาย พัฒนาศักยภาพนักเรียนเป็นรายบุคคล ตามความถนัดและความสนใจ สู่การศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น และเป็นการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางการศึกษา ตามนโยบายของ ศ.ดร. นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน โดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาเป็นตัวช่วย ให้นักเรียนสามารถเรียนรู้ได้ทุกที่ทุกเวลา (Anywhere Anytime) และรับชมย้อนหลังได้ตามสะดวก ซึ่งการดำเนินงานครั้งนี้ นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการ กพฐ. ได้ส่งเสริมและสนับสนุนอย่างเต็มที่ เพราะนอกจากอำนวยความสะดวกให้นักเรียนทั่วประเทศ ยังเป็นส่วนสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำและเพิ่มโอกาสให้นักเรียนได้เตรียมความพร้อมเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัยได้อย่างมั่นใจ

“การเข้าร่วมกิจกรรมนี้ ให้ถือว่าเป็นเวลาเรียนปกติ ตามประกาศ สพฐ. เรื่อง การส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ของนักเรียนชั้น ม.6 เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการสอบวัดความรู้เชิงวิชาการ (A-Level) โดยติดตามชมได้ผ่านทาง OBEC Channel YouTube, Facebook หรือเว็บไซต์ของ สพฐ. สำหรับตารางการสอนเสริม เติมความรู้ เริ่มเวลา 9.00-16.00 น. วันที่ 2 ก.พ. ได้แก่ วิชาคณิตศาสตร์ประยุกต์ 1-2 โดยครูพี่แท็ป และวิทยาศาสตร์ประยุกต์ โดยครูพี่เฟรนด์ วันที่ 3 ก.พ. ได้แก่ วิชาภาษาอังกฤษ โดยครูพี่แนนนี่ วิชาภาษาไทยและวิชาสังคมศึกษา โดยอาจารย์ปิง วันที่ 4 กพ. ได้แก่ วิชาฟิสิกส์ โดยครูพี่เต้ย วิชาภาษาบาลี โดยครูพี่มอลลี่ และวิชาเคมี โดยครูพี่เคน วันที่ 5 ก.พ. ได้แก่ ภาษาฝรั่งเศส โดยครูพี่เก้า ภาษาจีน โดยครูพี่หนึ่ง ภาษาเยอรมัน โดยครูพี่กุ้ง และภาษาญี่ปุ่น โดยครูพี่โฮม และวันที่ 6 ก.พ. ได้แก่ ภาษาเกาหลี โดยครูตุ้ย ภาษาสเปน โดยครูพี่เบียร์ และวิชาชีววิทยา โดยครูพี่วิเวียน “รองเลขาธิการ กพฐ.กล่าว