“ประเสริฐ” ย้ำธรรมาภิบาลบริหารบุคคลในพื้นที่ คัดเลือกบุคลากรโปร่งใสไร้ผลประโยชน์ เป้าหมาย คือ ครูมีความสุข นักเรียนมีอนาคตที่สดใส 

เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ  เป็นประธานเปิดโครงการพัฒนา อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษา “กิจกรรมเสริมสร้างความรู้การบริหารงานบุคคล” เพื่อยกระดับธรรมาภิบาลในการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาทั้ง 8 เขตในจังหวัดนครราชสีมา โดยมีผู้เข้าร่วมกว่า 230 คน ณ ห้องประชุมเขาใหญ่ สพป.นครราชสีมา เขต 4 โดย รมว.ศึกษาธิการ กล่าวเน้นย้ำถึงนโยบายสำคัญ 2 ด้านต่อ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯ ว่า การคัดเลือกบุคลากรที่มีคุณภาพผ่านกระบวนการที่เข้มข้น และการสอบคัดเลือกที่โปร่งใสและยุติธรรม โดยประกาศชัดเจนว่าจะไม่ยินยอมให้มีการทุจริตหรือรับผลประโยชน์ในกระทรวงโดยเด็ดขาด โดยเฉพาะในการเปิดสอบครูผู้ช่วยที่กำลังจะมีขึ้น ซึ่งได้วางมาตรการป้องกันและตรวจสอบอย่างรอบคอบเพื่อให้ได้บุคลากรที่มีคุณภาพอย่างแท้จริง

นายประเสริฐ กล่าวต่อไปว่า สำหรับนโยบายเร่งด่วนด้านความปลอดภัย โดยจัดสรรงบประมาณปี 2569–2570 เพื่อเร่งซ่อมแซมอาคารเรียนและระบบไฟฟ้าที่เสื่อมสภาพ ควบคู่กับการจัดตั้งศูนย์พิทักษ์สิทธิ์เพื่อดูแลบุคลากรและนักเรียน พร้อมมอบ รมช.ศึกษาธิการ เป็นผู้รับผิดชอบหลัก พร้อมลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโรงเรียนแบบไม่แจ้งล่วงหน้า เพื่อรับทราบปัญหาและให้ความช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที ส่วนประเด็นชุดลูกเสือขอย้ำว่า ไม่จำเป็นต้องซื้อชุดเต็มรูปแบบ เพียงหมวกและผ้าพันคอสวมทับชุดนักเรียนหรือชุดพละก็เพียงพอ เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครอง ยกเว้นลูกเสือกองเกียรติยศที่ต้องแต่งกายตามระเบียบ พร้อมเดินหน้าโครงการ Smart Room ที่นำ AI มาช่วยจัดการเรียนการสอน และแนวคิด Cloud Kitchen หรือครัวกลาง เพื่อให้ครูมีเวลาอยู่กับห้องเรียนได้อย่างเต็มที่

ทั้งนี้ รมว.ศึกษาธิการและคณะยังได้เยี่ยมชมนิทรรศการผลงานนวัตกรรมทางการศึกษา และติดตามความเรียบร้อยของการรับสมัครสอบครูผู้ช่วย เพื่อกำชับให้กระบวนการสรรหาเป็นไปด้วยความบริสุทธิ์และปราศจากการทุจริตในทุกขั้นตอน โดยมุ่งหวังให้ อ.ก.ค.ศ. ทุกเขตพื้นที่เป็น “กลไกขับเคลื่อนคุณภาพ” ในเชิงยุทธศาสตร์ที่ตอบโจทย์การพัฒนาการศึกษาในแต่ละพื้นที่อย่างแท้จริง เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายสำคัญที่ว่า “ครูมีความสุข นักเรียนมีอนาคตที่สดใส” อย่างยั่งยืน​​​​​​​​​​​​​​​​

งบฯ ศธ.ใครได้ ใครเสียกันแน่?

หยอก หยอก วันที่ 8 พฤษภาคม 2569 *** ไม่มีใครจำทุกคนที่ “สำเร็จ” แต่คนที่เป็น “แสงเล็ก ๆ” ให้ใครในวันที่มืดที่สุด คนแบบนั้น ไม่มีใครลืม *** เป็นเวลานานนับเดือนแล้วที่ หยอก หยอก นิ่ง จน FC สงสัย เพราะมีเรื่องราวในกระทรวงศึกษาธิการ เยอะแยะ มากมายหลายเรื่อง แต่หยอก หยอก เลือกที่จะนิ่งดีกว่า เข้าตำรา พูดไปสองไพเบี้ย นิ่งเสียตำลึงทอง … แต่ก็ดันมีเรื่องขัดใจทำให้ตบะแตก นิ่งต่อไปไม่ได้แล้ว ก็ข่าว “ไอ้โม่ง!จ้องงาบงบฯ ศธ.” จนต้องลุกขึ้นมาสืบกันหน่อยแล้วว่า ข่าวนี้มีที่มายังไง แล้วก็ถึงบางอ้อ…อย่างนี้นี่เอง… ปล่อยข่าวมั่วจนทำให้คนเข้าใจผิด สุดท้ายดูท่าไอ้โม่งที่ถูกอ้างถึงน่าจะเป็นแพะมากกว่า … เพราะเรื่องการเจาะหางบประมาณก็รู้ ๆ กันอยู่แล้ว ว่า ไม่ว่าใครมากระทรวงไหน เข้าไปถึงเรื่องแรกที่ต้องทำ คือ เรียกดูแผนและงบประมาณ เพื่อจะได้บริหารตามนโยบายของพรรค เมื่อเข้ามาแล้วยังไงก็ต้องได้  โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเป็นพรรคเดียวเบ็ดเสร็จก็หวานเจี๊ยบ มากน้อยแล้วแต่โครงการ ใครอยู่นานปีสองปีก็ได้เป็นกอบเป็นกำ อยู่ไม่ถึงปีก็ได้ลดหลั่นลงไป … เรื่องแบบนี้ไม่ใช่เพิ่งเกิด การเมืองเขาก็รู้กัน *** ดังนั้น งบประมาณที่รออนุมัติระหว่างช่วงคาบเกี่ยวการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล ฝ่ายการเมืองก็ต้องคุยกันให้จบ อย่าทำให้ข้าราชการอยู่ในสถานการณ์ มึน งง … เก็บเงินทอนกันไม่จบ พอไม่ได้ดั่งใจก็โทษปี่ โทษกลอง ปล่อยข่าวไปทั่ว มั่วไปหมด … คงไม่ต้องจับต้นชนปลายกันหรอก นะ เพราะจะเกิดอาการงงในงง 555 *** ว่าแต่เรื่องนี้คนทำน่าจะรู้ตัวดี อย่าให้ หยอก หยอก ต้องชี้เป้า…เนาะ? ว่ากันว่า มีการนำงบประมาณต่อเนื่องของการเปลี่ยนผ่านรัฐบาลโดยโครงการที่ยังไม่จบ เอางบฯมาแลกเพื่อขึ้นตำแหน่ง พอได้ตำแหน่ง งบฯไม่ผ่านการอนุมัติตามกระบวนการจนมาถึงรัฐบาลใหม่จะขอเจรจาเพราะเก็บยังไม่หมด แต่ยุคใหม่ไม่เจรจาด้วย งานนี้เดินต่อไม่ได้ … จึงเป็นที่มาของข่าว “ขบวนการงาบงบฯ ศธ. 555 *** วันนี้ต้องยอมรับว่า “ประเสริฐ จันทรรวงทอง” เจ้าของรหัสเสมา 1 แห่งวังจันทรเกษมคนปัจจุบัน แรก ๆ ก็คิดว่าเป็น “ลุงเสริฐ”คนรุ่นเก่าตกยุค  แต่ลืมไปว่า ทั่นเคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ดีอี)มาแล้ว  ก็ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ทั่นจะรู้เรื่องเทคโนโลยีในโลกยุคปัจจุบันไม่แพ้คนรุ่นใหม่แน่นอน แถมสู้ไมค์ตอบคำถามไม่สะดุด … แบบนี้สิ ถึงจะเรียกว่า ผู้ใหญ่ใจดีตัวจริง.. ขอบอก *** นับถอยหลังอีก 4 เดือน ผู้บริหารระดับสูงลิ่วของกระทรวงศึกษาธิการ 2 คนจะเกษียณอายุราชการแล้ว นั่น คือ ดร.สุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และ ยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา … แว่วว่า ตอนนี้หัวกะไดพรรคสีแดงนี่ไม่ใช่แค่ไม่แห้ง  แถมมีฝุ่นตลบฟุ้งไปทั่ว เพราะบรรดาตัวเต็ง ตัวตึง ทั้งในแท่งและนอกแท่งนับนิ้วแล้ว 2 มืออาจจะไม่พอ กำลังต่อสู้ประลองกำลังกันอย่างดุเดือด เส้นใครจะแข็งกว่ากันรอดูกันไป แต่ในสถานการณ์แบบนี้จะมีนักตกเบ็ด ก็ต้องระวังตัวกันนะจ๊ะนักวิ่งทั้งหลาย *** อ้อ…กระแสหนึ่งก็บอกว่าจะมีการหมุนระดับ 11 ก่อน แล้วค่อยขยับตัวเต็งระดับ 10 ขึ้นไป 2 ตำแหน่ง … ล่าสุดตัวเต็งระดับ 10 ที่จะขึ้น 11 ทั้ง 2 คน ก็ยังนอนใจไม่ได้ เพราะสถานการณ์เปลี่ยนได้ทุกวินาที พลิกไปพลิกมาอย่าประมาทกัน นะจ๊ะนะจ๊ะ … ตัวอย่างในอดีตมีให้เห็นเยอะจ้า *** จะไม่พูดถึงก็ไม่ได้ขอแตะหน่อย ๆ ละกัน กับการที่ รมช.กอล์ฟ  “อัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์” เสมา 2 ที่ลุกขึ้นมาเขย่าวงการหนังสือเรียนของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ สั่งตรวจสอบการจัดซื้อหนังสือเรียน ที่ถูกร้องเรียนว่า ไม่มีคุณภาพ ล้าสมัย ตกยุค สวนทางกับราคา … ไม่รู้ว่า เสมา 2 ไปสวมหัวใจสิงห์มาจากไหน ถึงกล้าเข้าไปทุบหม้อข้าวของขาใหญ่ในทันทีที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลกรมส่งเสริมการเรียนรู้ หรือ สกร. … ถ้าทำเพื่อประโยชน์ของผู้เรียนที่เป็นกลุ่มด้อยโอกาส พลาดโอกาส และ ขาดโอกาสอย่างจริงใจ ก็ขอชื่นชมอย่างจริงจัง … หยอก จะรอดูผลงานเด้อจ้า *** ก่อนจบขออีกซักเรื่อง .. มีพรายแอบมากระซิบนิทานให้ฟังเรื่องนึง ว่า สกสค.จังหวัดหนึ่งทางภาคอีสาน ไปหาเงินจากแหล่งทุนไหนซักแห่งไปให้ครูที่เป็นหนี้สหกรณ์ออมทรัพย์ แต่จ่ายหนี้ไม่ไหว กู้ แล้วให้โอนหนี้มาไว้ที่ สกสค.จังหวัด … เป็นเหมือนการซื้อหนี้ … ก็ไม่ทราบว่า เรื่องแบบนี้จะทำได้มั้ย แล้วเป็นการช่วยแก้หนี้ครูยังไง เพราะครูก็ยังต้องมาจ่ายหนี้ สกสค.อยู่ดี แต่ที่ลือกันให้แซดไม่ใช่ประเด็นซื้อหนี้ … แต่เป็นเรื่องฟอกเงินมากกว่า … จริง เท็จ แค่ไหน หยอกบอกได้แค่ ไม่รู้ ไม่รู้ … เพราะเป็นนิทาน 555 ***

อว.จับมือสถาบัน MIT สหรัฐฯ ผลักดัน “AHA Thailand” ดึงมหาวิทยาลัยและกลุ่ม Tech Startup ร่วมขับเคลื่อนประเทศ พร้อมลุยโครงการ “Learning Lab” สร้างกระบวนการเรียนรู้ – ใช้ AI ให้คนทุกช่วงวัยก่อนต่อยอดไปสู่นโยบาย “แพลตฟอร์มการเรียนรู้กลาง”ระดับชาติ  

เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) เสวนาเรื่อง AI: The Invisible Architect of Future Industry เพื่อแลกเปลี่ยนนโยบายและแนวทางการผลักดันอุตสาหกรรมเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์(AI) พร้อมด้วย ดร.พัทน์ ภัทรนุธาพร นักวิทยาศาสตร์ นักเทคโนโลยี MIT Media Lab ผู้เชี่ยวชาญด้าน Human-AI Interaction จัดโดยสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIAโดยมีนายดนุพร ปุณณกันต์ ผู้ช่วย รมต.ประจำ อว. นายศึกษิษฎ์ ศรีจอมขวัญ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง นายฉัตริน จันทร์หอม เลขานุการ รมว.อว. และ ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผอ.NIA และสมาคมสตาร์ตอัปในสาขาที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี เข้าร่วม ที่ NIA

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า AI มีความสำคัญมากกับอนาคตของประเทศไทย ดังนั้น โจทย์สำคัญของประเทศไทยในวันนี้คือการเร่งเตรียมความพร้อมในทุกมิติ เพื่อรองรับการเข้ามาของ AI อย่างเป็นระบบและสร้างให้คนไทยกล้าลุกขึ้นมาคิดและทำสิ่งใหม่ ๆ สิ่งที่เราต้องการไม่ใช่แค่เทคโนโลยีหรือทรัพยากร แต่คือ “ฮีโร่” และ “เรื่องราวที่สร้างแรงบันดาลใจ” ที่จะช่วยจุดประกายให้สังคมก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นใจ หากประเทศไทยเริ่มต้นอย่างจริงจังและต่อเนื่อง เชื่อว่าจะสามารถเห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมได้ภายใน 3–4 ปี

“AI ไม่ใช่เพียงเทคโนโลยีหนึ่งแขนง แต่เป็น “แกนหลัก” ที่เชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมสำคัญอื่น ๆ โดยเฉพาะด้านไบโอเทค การแพทย์หรือการพัฒนายา นอกจากนี้ การพัฒนา AI ยังส่งผลต่อเนื่องไปถึงอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ และการปรับเปลี่ยนโครงสร้างอุตสาหกรรมทั้งระบบ ดังนั้น ประเด็นสำคัญที่สุดจึงไม่ใช่แค่การพัฒนาเทคโนโลยี แต่คือ “การเตรียมคน” หรือทุนมนุษย์ให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เพื่อให้ทุกคนสามารถใช้ AI เป็นเครื่องมือในการพัฒนาตนเองและประเทศ ด้วยเหตุนี้ จึงมีการผลักดันแนวคิด “AI for All” เพื่อเปิดโอกาสให้คนไทยทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงและใช้ AI ได้อย่างทั่วถึง ไม่ว่าจะเป็นในด้านเศรษฐกิจ การศึกษา สาธารณสุขหรือการพัฒนาสังคม เพื่อให้ AI กลายเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศในทุกมิติอย่างแท้จริง” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว

รมว.อว. กล่าวว่า กระทรวง อว.จะร่วมมือกับสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (Massachusetts Institute of Technology – MIT) ประเทศสหรัฐฯ ใน 2 โครงการหลัก คือ 1.โครงการเชื่อมโยงงานวิจัยขั้นสูง (Advanced Research) ด้าน AI และมนุษย์ ระหว่างไทยกับ MIT เพื่อเตรียมผลักดันให้เกิด “ AHA Thailand” ขึ้นเป็นแกนกลางสำคัญในการดึงดูดมหาวิทยาลัยและกลุ่ม Tech Startup มาร่วมกันขับเคลื่อนประเทศ ทั้งในมิติของการพัฒนาทุนมนุษย์และวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี และ 2. โครงการ “Learning Lab” ที่ร่วมกับ Open AI เพื่อค้นหารูปแบบ AI ที่ตอบโจทย์การเรียนรู้ของเด็กไทยมากที่สุดเพื่อนำมาสร้างเป็นพิมพ์เขียว (Blueprint) ในการพัฒนาคนทุกช่วงวัย ตั้งแต่เด็ก วัยแรงงานที่ต้อง Reskill/Upskill ไปจนถึงผู้สูงวัยหลังเกษียณ ให้สามารถปรับตัวใช้เทคโนโลยีและกลับมาเป็นกำลังสำคัญในการเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) ให้กับประเทศได้ ซึ่งงานวิจัยด้านการศึกษาทั้งหมดนี้ จะเป็นรากฐานสำคัญในการต่อยอดไปสู่นโยบายและการสร้าง “แพลตฟอร์มการเรียนรู้กลาง” ระดับชาติต่อไป

ด้าน ดร.พัทน์ กล่าวว่า ทิศทางด้าน AI ที่สำคัญของประเทศไทยสามารถอธิบายได้ผ่าน 3 ทิศทางหลัก ทิศทางแรกคือการเปลี่ยนบทบาทของ AI จากเครื่องมืออัตโนมัติให้กลายเป็น “คู่หูทางปัญญา” หรือ Intelligence Augmentation (IA) ที่ช่วยเสริมศักยภาพของมนุษย์ แทนที่จะเข้ามาแทนที่ ขณะเดียวกัน AI ต้องถูกนำมาใช้เปิดมุมมองชีวิตให้กับเด็กและเยาวชน โดยเฉพาะกลุ่มด้อยโอกาส ผ่านการจำลองเส้นทางอนาคตที่หลากหลาย เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและเป้าหมายในชีวิต ทิศทางที่สองต้องพัฒนา AI ในลักษณะ “โค้ชทางความคิด” ที่ไม่ได้ทำหน้าที่ให้คำตอบโดยตรง แต่ช่วยตั้งคำถามเพื่อกระตุ้นการคิดวิเคราะห์ เสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางปัญญา และลดความเสี่ยงจากการถูกหลอกลวงในโลกดิจิทัล รวมถึงการนำ AI มาใช้ปลดล็อกข้อจำกัดของงานวิจัยไทยที่มักหยุดอยู่เพียงในระดับเอกสาร ให้สามารถต่อยอดสู่การใช้งานจริงได้มากขึ้นและสุดท้าย คือการยกระดับวัฒนธรรมไทยผ่านการบูรณาการเทคโนโลยีขั้นสูง ภายใต้แนวคิด Heritage + Technology + Art + Innovation (H.T.A.I.) ที่ผสานทุนทางวัฒนธรรมเข้ากับนวัตกรรมสมัยใหม่ ตัวอย่างเช่น การใช้ AI วิเคราะห์และต่อยอดท่าทางนาฏศิลป์ไทยอย่างโขน เพื่อสร้างสรรค์รูปแบบใหม่ที่ยังคงอัตลักษณ์ดั้งเดิมแต่ตอบโจทย์ยุคปัจจุบัน หรือการออกแบบการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงศิลปะกับเทคโนโลยี เช่น การให้เยาวชนเขียนโปรแกรมเพื่อควบคุมการเคลื่อนไหวของ AI ในการรำไทย ซึ่งไม่เพียงสร้างความเข้าใจเชิงลึกต่อศิลปะ แต่ยังช่วยขยายการรับรู้วัฒนธรรมไทยสู่สังคมดิจิทัลในวงกว้าง

“หัวใจสำคัญของความร่วมมืออีกด้านคือ การนำ “Soft Power” ซึ่งเป็นจุดแข็งของไทย มาทำงานร่วมกับ “Hard Technology” อย่าง AI เพื่อเติมเต็มศักยภาพซึ่งกันและกัน เราไม่ได้มองแค่การอนุรักษ์วัฒนธรรม แต่เรามุ่งเน้นที่การพัฒนาและต่อยอด ตัวอย่างที่ชัดเจนคือการใช้ AI เข้ามาวิเคราะห์และทำความเข้าใจศิลปะการแสดง “โขน” ในเชิงลึก ซึ่งโปรเจกต์นี้จะเป็นต้นแบบสำคัญในการแปลงมรดกทางวัฒนธรรมให้กลายเป็นสินทรัพย์แห่งอนาคต และพร้อมจะขยายผลไปยังศิลปวัฒนธรรมแขนงอื่นๆ ต่อไป เพราะเป้าหมายหลักของเราคือต้องทำให้ AI เป็น “เพื่อน” ที่เข้ามาช่วยสนับสนุนการทำงาน ไม่ใช่ปล่อยให้ AI กลายเป็นสิ่งที่เข้ามาดิสรัป (Disrupt) หรือทำลายล้างเรา” ดร.พัทน์ กล่าว

“ประเสริฐ” นั่งหัวโต๊ะ เดินหน้าผลักดัน พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ขีดเส้นเดือน พ.ค.ได้เห็นหน้าตา

เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมรับฟังความคิดเห็นเพื่อขับเคลื่อนร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. …. โดยมี ดร.สุเทพ  แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ  รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการสภาการศึกษา  ดร.พิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.)  นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(กอศ.), และมีผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จากพรรคการเมืองต่าง ๆ  เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุมราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ

นายประเสริฐ กล่าวภายหลังการประชุมว่า วันนี้ได้เชิญผู้แทนจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง มาร่วมเวิร์กชอปและหารือร่วมกัน มีทั้งผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ  ผู้แทนจาก วุฒิสภา ส.ส. ตัวแทนพรรคการเมืองทุกพรรค ทั้งฝ่ายรัฐบาล และฝ่ายค้าน และองค์กรที่เกี่ยวข้อง เช่น การศึกษาเอกชน  การศึกษาพิเศษ และนักวิชาการ รวมถึงมีการประชุมผ่านระบบออนไลน์ด้วย เพื่อรับฟังความคิดเห็น และเปิดโอกาสให้คนที่มาประชุมไม่ทันวันนี้ สามารถนำเสนอข้อความที่เป็นเอกสารเข้ามาได้ในช่วงเวลาที่กำหนด ทั้งนี้ แต่เดิมเราได้กำหนดกรอบไว้ 3 ทางเลือก คือ 1 ยืนยันร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ… ซึ่งเคยเข้า ครม.ไปแล้ว แต่มีเหตุ ต้องหยุดการพิจารณา เนื่องจากยุบสภา  ทางเลือกที่ 2 คือ นำ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ  2542 มาแก้ไขปรับปรุงใหม่ และ ทางเลือกที่ 3 ยกร่าง พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ ขึ้นมาใหม่  ซึ่งแต่ละแนวทางก็มีข้อดีและข้อเสียที่แตกต่างกัน โดยวันนี้จะเปิดโอกาสให้เสนอทางเลือกอื่น ๆ เพิ่มได้อีกด้วย

“วันนี้เป็นการรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน  ซึ่งในที่ประชุมมีหลายคนเสนอให้มีการตั้งกรรมการชุดพิเศษ เพื่อเร่งขับเคลื่อน พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ เนื่องจากมีการดำเนินการมานานหลายปีแล้ว และทุกคนก็อยากเห็น พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ ฉบับใหม่  ที่เป็น พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติที่มีความพร้อม  ซึ่งหวังว่าจะดำเนินการให้แล้วเสร็จได้ในรัฐบาลนี้  แต่ก็ต้องได้สาระสำคัญที่ตรงกับความต้องการของผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด” รมว.ศึกษาธิการ กล่าวและว่า คณะทำงานจะต้องเร่งสรุปข้อคิดเห็นในวันนี้ และรอข้อคิดเห็นบางส่วนที่ยังมาไม่ถึงด้วย รวมถึงรอดูด้วยว่าจะมีข้อเสนอที่เป็นทางเลือกที่ 4 เพิ่มอีกหรือไม่ โดยจะพยายามให้ได้ข้อสรุป ภายในเดือนพฤษภาคมนี้ เพื่อจะได้เห็นว่า  พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติจะหน้าตาเป็นอย่างไร  ซึ่งวันนี้ที่ประชุมก็เห็นพ้องตรงกันว่าอยากเห็น พ.ร.บ.การศึกษาคลอดออกมาเร็วที่สุด และภายใต้คุณภาพที่ดีที่สุด อย่างไรก็ตามตนได้เสนอในที่ประชุมว่า ถ้ากฎหมายฉบับนี้เข้าสภาฯ ขอให้มีการทำงานคู่ขนานกันในการที่จะพิจารณาทั้งในรูปแบบของกรรมาธิการ และกรรมการพิเศษ โดยจะต้องมีการหารือกันในประเด็นที่มีความสำคัญในวงเล็กก่อน  เพื่อให้การทำงานในวงใหญ่ง่ายขึ้น

 

กยศ.จัดอบรมออนไลน์เตรียมความพร้อมสำหรับสถานศึกษาในการใช้งานระบบการให้กู้ยืม ปีการศึกษา 2569

กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ขอเชิญสถานศึกษาระดับอาชีวศึกษา และอุดมศึกษา เข้าร่วมอบรมการใช้งานระบบการให้กู้ยืม ปีการศึกษา 2569 ในรูปแบบออนไลน์ เพื่อเตรียมความพร้อมในการยื่นความประสงค์ขอกู้ยืมเงินเพื่อการศึกษาให้เป็นไปอย่างถูกต้อง รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ

กยศ.แจ้งว่าได้จัดอบรมการเตรียมความพร้อมการให้กู้ยืม ปีการศึกษา 2569 ในรูปแบบออนไลน์ให้กับสถานศึกษาทั่วประเทศที่ร่วมดำเนินงานกับ กยศ. ในการให้เงินกู้ยืมเพื่อแนะนำการใช้งานระบบที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานของสถานศึกษา ประกอบด้วย ระบบยื่นความประสงค์ขอกู้ยืม (Pre-Approve) สำหรับผู้กู้ยืมเงินรายใหม่ ระบบบริหารจัดการเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาของสถานศึกษา และระบบกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาแบบดิจิทัล (DSL) เพื่อให้ผู้ปฏิบัติงานของสถานศึกษาสามารถใช้งานระบบได้อย่างถูกต้องและเข้าใจขั้นตอนการดำเนินงานในปีการศึกษา 2569 โดยมีกำหนดการอบรม ดังนี้
– ระดับอาชีวศึกษา วันศุกร์ที่ 8 พฤษภาคม 2569 เวลา 13.30 – 16.30 น. และวันอังคารที่ 19 พฤษภาคม 256 เวลา 09.00 – 12.00 น.
– ระดับอุดมศึกษา วันพุธที่ 20 พฤษภาคม 2569 เวลา 09.00 – 12.00 น. และวันพฤหัสบดีที่ 21 พฤษภาคม 2569 เวลา 09.00-12.00 น.

กยศ. ขอเชิญชวนสถานศึกษาลงทะเบียนและเข้าร่วมอบรมตามวันและเวลาที่กำหนดเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการดำเนินงานด้านการกู้ยืมเงินเพื่อการศึกษาในปีการศึกษา 2569 ทั้งนี้ สถานศึกษาที่ลงทะเบียนเข้าร่วมอบรมเรียบร้อยแล้ว กยศ. จะดำเนินการยืนยันการเข้าร่วมอบรม พร้อมแจ้ง Link สำหรับเข้าอบรมผ่านทาง E-mail ที่ได้ระบุไว้ในการลงทะเบียน สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.studentloan.or.th

‘อัครนันท์’ นั่ง ผอ.ศูนย์พิทักษ์สิทธิเสรีภาพนักเรียน-ครู  ย้ำ โรงเรียนต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัย   

เมื่อวันที่ 7 พ.ค.2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศึกษาธิการ มีคำสั่งกระทรวงศึกษาธิการที่ 324/2569 เรื่องจัดตั้งศูนย์พิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ กระทรวงศึกษาธิการ

โดยระบุว่า ตามที่ รมว.ศึกษาธิการ มอบนโยบายให้แก่ส่วนราชการในสังกัด และองค์กรในกำกับของกระทรวงศึกษาธิการ มุ่งเน้นการพิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ ให้แก่นักเรียน นักศึกษา ครู และบุคลากรทางการศึกษา เพื่อให้โรงเรียนและสถานศึกษาเป็น “พื้นที่ปลอดภัย” อย่างแท้จริง และกำหนดให้มีการจัดตั้งศูนย์พิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ เพื่อเป็นศูนย์กลางข้อมูลระหว่างนักกฎหมาย นักจิตวิทยา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

เพื่อให้การดำเนินงานพิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ ให้แก่นักเรียน นักศึกษา ครู และบุคลากรทางการศึกษา เป็นไปด้วยความเรียบร้อย และบรรลุผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ.2546 จึงดำเนินการดังนี้

1.จัดตั้ง “ศูนย์พิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ กระทรวงศึกษาธิการ” มีหน้าที่หลักในการบริหารจัดการ เพื่อพิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ เสริมสร้างความปลอดภัยและสวัสดิภาพ ให้แก่นักเรียน นักศึกษา ครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยมีหน้าที่และอำนาจ ดังนี้

– จัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายและแผนยุทธศาสตร์ เพื่อพิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ เสริมสร้างความปลอดภัยและสวัสดิภาพ ให้แก่นักเรียน นักศึกษา ครู และบุคลากรทางการศึกษา สังกัด กระทรวงศึกษาธิการ

– เป็นศูนย์กลางขับเคลื่อนข้อมูลเกี่ยวกับการพิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ และบูรณาการ ความร่วมมือกับนักกฎหมาย นักจิตวิทยา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

– ดำเนินการเกี่ยวกับการพิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ เสริมสร้างความปลอดภัยและสวัสดิภาพให้แก่นักเรียน นักศึกษา ครู และบุคลากรทางการศึกษา สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมสร้างการรับรู้ความเข้าใจให้แก่ประชาชนทั่วไป

– ปฏิบัติงานร่วมกับหน่วยงานหรือบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องตามที่ได้รับมอบหมาย

2.ให้มีผู้อำนวยการศูนย์พิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ กระทรวงศึกษาธิการ รองผอ.ศูนย์พิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ กระทรวงศึกษาธิการ และคณะทำงานคณะหนึ่งเรียกว่า “คณะทำงานดำเนินงานพิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ กระทรวงศึกษาธิการ” โดยมีองค์ประกอบ หน้าที่และอำนาจ ดังนี้

มอบหมายให้ นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รมช.ศึกษาธิการ เป็นผู้อำนวยการศูนย์พิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ กระทรวงศึกษาธิการ และปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นรองผู้อำนวยการศูนย์ฯ

ส่วนคณะทำงาน ประกอบด้วย เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน , เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา , เลขาธิการสภาการศึกษา , อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ , เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน , เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครู , เลขาธิการคุรุสภา

คณะทำงานยังมี น.ส.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ , นายปารมี ไวจงเจริญ , นายรวีภัทร์ จิรศักดิ์วัฒนา , ผู้แทนกรมสุขภาพจิต , ผู้แทนกรมกิจการเด็กและเยาวชน เป็นต้น

สกร. จับมือกองทัพบก หนุนทหารกองประจำการ “เรียนจบไว มีวุฒิติดตัว” เมื่อปลดประจำการ

เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2569 ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ให้การต้อนรับ พลตรี จิรวุฒิ ตันชัชวาล ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาและบริหารกำลังพล กรมกำลังพลทหารบก และคณะ ในโอกาสเข้าหารือแนวทางขยายเวลาการรับสมัครนักศึกษาใหม่ เพื่อเปิดโอกาสให้ทหารกองประจำการสามารถสมัครเรียนได้เพิ่มมากขึ้น พร้อมเตรียมความพร้อมด้านเอกสารประกอบการสมัคร โดยมี นางพุทธชาต ทองกร ที่ปรึกษาอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ดร.รุ่งอรุณ ไสยโสภณ และ ดร.โยฑิน สมโนนนท์ รองอธิบดี สกร. ผู้บริหารส่วนกลาง ผู้อำนวยการสถาบันการศึกษาทางไกล และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ ห้องประชุมหม่อมหลวงมานิจ ชุมสาย ชั้น 1 สำนักความสัมพันธ์ต่างประเทศ

ดร.เกศทิพย์ กล่าวว่า การหารือครั้งนี้เป็นอีกก้าวสำคัญของความร่วมมือระหว่าง สกร.และกรมกำลังพลทหารบก ในการยกระดับโอกาสทางการศึกษาของทหารกองประจำการ เพื่อให้สามารถพัฒนาคุณวุฒิทางการศึกษา ควบคู่กับการพัฒนาทักษะชีวิตและวิชาชีพ โดยเฉพาะการขับเคลื่อนนโยบาย “1 ปี 1 วุฒิ” ที่มุ่งสร้างโอกาสให้ผู้เรียนสามารถเรียนจบได้เร็วขึ้น และนำคุณวุฒิไปต่อยอดเส้นทางอาชีพในอนาคตได้จริง โดย สกร. และกรมกำลังพลทหารบก ได้หารือถึงแนวทางจัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ในระดับกรม เพื่อให้การดำเนินงานมีความคล่องตัว รวดเร็ว และเห็นผลเป็นรูปธรรม สอดคล้องกับนโยบายของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ที่ต้องการให้หน่วยงานขับเคลื่อนงานเชิงประจักษ์และเกิดประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริง

อธิบดี สกร. กล่าวต่อไปว่า สกร.ได้นำหลักสูตรการฝึกทหารใหม่ของกองทัพบก ซึ่งใช้ระยะเวลาประมาณ 2 เดือน หรือกว่า 300 ชั่วโมง มาวิเคราะห์และเทียบโอนกับรายวิชาของ สกร. เพื่อลดความซ้ำซ้อนในการเรียน โดยแบ่งระดับการเทียบโอนออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่ ระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษาตอนต้น และมัธยมศึกษาตอนปลาย เพื่อให้สอดคล้องกับพื้นฐานทางการศึกษาของทหารแต่ละคน และช่วยลดระยะเวลาในการศึกษาได้อย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ยังได้ปรับรูปแบบการจัดการเรียนรู้จากหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2551 ซึ่งใช้เวลาเรียนประมาณ 2 ปี มาเป็น “หลักสูตรส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อคุณวุฒิตามระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2567” ที่ออกแบบให้ยืดหยุ่นและสอดคล้องกับบริบทชีวิตของผู้เรียนมากขึ้น โดยเฉพาะทหารกองประจำการที่มีระยะเวลารับราชการจำกัด

“เป้าหมายคือให้ทหารที่มีวุฒิต่ำกว่าเกณฑ์ เช่น ยังไม่จบประถม หรือ ม.ต้น สามารถยกระดับการศึกษาได้ต่อเนื่องถึง 3 ระดับ ภายในระยะเวลา 3 ปี หากสมัครอยู่ต่อ ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสในการสอบคัดเลือกเป็นนายสิบ และไม่เสียโอกาสในการก้าวหน้าทางอาชีพหลังปลดประจำการ” อธิบดี สกร. กล่าวและว่า ทั้งนี้ สกร.เตรียมจัดประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อจัดทำรายละเอียดหลักสูตรและระบบสนับสนุนการเรียนรู้สำหรับทหารกองประจำการ ระหว่างวันที่ 9 – 10 พฤษภาคม 2569 พร้อมประกาศพื้นที่นำร่อง 13 จังหวัด ในพื้นที่กองทัพภาคที่ 1 เพื่อขับเคลื่อนระบบ “1 ปี 1 วุฒิ” สำหรับทหารโดยเฉพาะ เพื่อให้ทหารได้รับประโยชน์สูงสุดและมีคุณวุฒิการศึกษาติดตัวกลับไปพัฒนาคุณภาพชีวิตใน อนาคต เพราะ เป้าหมายสูงสุด คือการสร้างคนดีที่มีคุณภาพกลับคืนสู่สังคม และมีคุณวุฒิการศึกษาที่สูงขึ้น เพื่อสร้างอนาคตที่มั่นคงให้กับทหารกองประจำการทุกคน นอกจากนี้ สกร.มีแนวทางเชื่อมโยงฐานข้อมูลกับสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อให้ครูและเจ้าหน้าที่สามารถตรวจสอบวุฒิการศึกษาเดิมของผู้สมัครผ่านเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก ช่วยลดขั้นตอนการใช้เอกสาร กระดาษ และเพิ่มความรวดเร็วในการรับสมัคร โดยคำนึงถึงการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) อย่างเคร่งครัดด้วย

ด้าน พลตรี จิรวุฒิ กล่าวว่า กองทัพบกเห็นความสำคัญของการศึกษาในฐานะเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของกำลังพล โดยเฉพาะทหารกองประจำการที่ยังมีข้อจำกัดด้านโอกาสทางการศึกษา ซึ่งปัจจุบันทหารใหม่จะเข้ารายงานตัวปีละ 2 ผลัด คือวันที่ 1 พฤษภาคม และ 1 พฤศจิกายน และต้องเข้ารับการฝึกทหารใหม่ต่อเนื่องเป็นเวลา 2 เดือน ทำให้ช่วงเวลาเปิดรับสมัครเรียนของ สกร. ซึ่งอยู่ระหว่างวันที่ 1 – 15 พฤษภาคม และ 1 – 15 พฤศจิกายน เป็นช่วงเวลาที่ทหารยังไม่พร้อมทั้งด้านเอกสารและการตัดสินใจสมัครเรียน จึงได้เสนอให้มีการขยายระยะเวลารับสมัคร และผ่อนปรนการยื่นเอกสารหลักฐานในช่วงแรก เพื่อให้ทหารสามารถเข้าสู่ระบบการศึกษาได้มากขึ้น พร้อมทั้งเสนอให้มีการติดตามผลการเรียนเป็นรายภาคเรียน เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ในการศึกษาอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ

พลตรี จิรวุฒิ กล่าวอีกว่า ที่ประชุมยังได้หารือถึงแนวทางส่งเสริมให้ทหารกองประจำการที่ยังไม่จบการศึกษาภาคบังคับในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ได้เข้าสู่ระบบการศึกษาอย่างทั่วถึง เพื่อเติมเต็มคุณภาพชีวิตและสอดคล้องกับหน้าที่ตามกฎหมาย ตลอดจนการพัฒนาระบบวัดและประเมินผลให้เหมาะสมกับหลักสูตรเฉพาะสำหรับทหารกองประจำการ

เปิดการสื่อสารยุคใหม่ ตั้ง “ตติยภัทร์“รับบทแม่ทัพโฆษก

เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) มีคำสั่งที่ ศธ. 270/2569 ลงวันที่ 6 พฤษภาคม 2569 แต่งตั้ง “นายตติยภัทร์ ปิติเศรษฐพันธุ์” ดำรงตำแหน่งโฆษกกระทรวงศึกษาธิการ ฝ่ายการเมือง เพื่อทำหน้าที่ขับเคลื่อนการสื่อสารนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ สร้างความเข้าใจที่ถูกต้องต่อสาธารณชน และยกระดับการประชาสัมพันธ์เชิงรุกของ ศธ. ให้เข้าถึงประชาชนมากยิ่งขึ้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การแต่งตั้งครั้งนี้มีเป้าหมายสำคัญในการเสริมประสิทธิภาพด้านการสื่อสารองค์กร การชี้แจงนโยบายรัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการต่อสังคมอย่างรวดเร็ว ทันสถานการณ์ และเป็นเอกภาพ โดยเฉพาะในช่วงที่กระทรวงศึกษาธิการเร่งขับเคลื่อนนโยบายสำคัญหลายด้าน อาทิ การลดภาระครู ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา การพัฒนาทักษะแห่งอนาคต และการยกระดับคุณภาพการศึกษาไทยให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่

นอกจากนี้ ยังเป็นการเพิ่มช่องทางการสื่อสารระหว่างกระทรวงศึกษาธิการกับประชาชน ผ่านการประชาสัมพันธ์เชิงรุก เพื่อสร้างการรับรู้ ความเข้าใจ และความเชื่อมั่นต่อการดำเนินงานของกระทรวงศึกษาธิการในทุกมิติอีกด้วย

มทร.กรุงเทพ ปลื้มผลงานทีมวิจัยส่งนวัตกรรมเทคโนโลยีพร้อมใช้ช่วยชาวไร่อ้อย ลดต้นทุนค่าปุ๋ย ลดมลพิษให้สิ่งแวดล้อม แถมมีรายได้เพิ่ม

รศ.ดร.พิชัย จันทร์มณี อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.)กรุงเทพ เปิดเผยว่า มทร.กรุงเทพมีความโดดเด่นด้านการวิจัยพัฒนาหลากหลายสาขา โดยเฉพาะปุ๋ยชีวภาพและเครื่องจักรเกษตรเพื่อลดต้นทุน ซึ่งคณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม และ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มทร.กรุงเทพ ได้พัฒนาเครื่องแปรสภาพขยะอินทรีย์เป็นปุ๋ย และการวิจัยปุ๋ยหมักอินทรีย์ชีวภาพ เพื่อเป็นทางเลือกแทนปุ๋ยเคมีราคาแพง ซึ่งถือเป็นไฮไลท์หนึ่งของงานด้านปุ๋ยของ มทร.กรุงเทพ โดย ผศ.ชนิดา ป้อมเสน อาจารย์คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม ได้ทำโครงการวิจัยเรื่อง “การพัฒนาชุมชนไร่อ้อยในอำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี ด้วยเทคโนโลยีพร้อมใช้และนวัตกรรมที่เหมาะสม เพื่อยกระดับเศรษฐกิจชุมชนภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจฐานชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว (BCG Economy) ได้ทำวิจัยปุ๋ยชีวภาพจากวัสดุในท้องถิ่น เพื่อลดต้นทุนปุ๋ยแพงให้เกษตรกรเครื่องแปรสภาพขยะเป็นปุ๋ย


ผศ.ชนิดา กล่าวว่า ทีมวิจัย มทร.กรุงเทพ ได้ลงพื้นที่ที่อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ปลูกอ้อยเป็นอันดับ 2 ของจังหวัดสุพรรณบุรี คือ ปลูกอยู่แสนกว่าไร่ ทุกครั้งที่เก็บเกี่ยวแล้วจะมีวัสดุเหลือทิ้งที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์จำนวนมาก โดยเฉพาะใบอ้อยและชานอ้อย ซึ่งบางส่วนถูกปล่อยทิ้งในแปลง บางส่วนถูกจำหน่ายในราคาต่ำ หรือถูกกำจัดด้วยวิธีการเผา ส่งผลให้เกิดปัญหามลพิษทางอากาศและการสูญเสียทรัพยากรที่สามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้ จากการลงพื้นที่สอบถามความต้องการของชุมชน ทราบว่า รูปแบบการจัดการเศษใบอ้อยที่แตกต่างกันส่งผลต่อการเจริญเติบโตของอ้อยตอในฤดูถัดไป เกษตรกรบางแปลงที่ใช้รถตัดอ้อยจะมีเศษใบที่เหลืออยู่ในไร่ก็จะจัดการยาก แต่บางแปลงที่จ้างตัดแล้วเหลือเศษใบไว้ก็จะส่งผลต่อการเติบโตของอ้อยซึ่งจะไม่สม่ำเสมอ ส่วนแปลงที่ใช้รถตัดและเก็บใบไปด้วยอ้อยก็โตช้า เพราะไม่มีวัสดุคลุมดิน นักวิจัยก็เข้ามาช่วยแก้ปัญหาจัดการไร่อ้อยด้วยการใช้เครื่องม้วนใบอ้อยที่สามารถปรับระยะในการเก็บใบได้ ที่จากเดิมเก็บใบทั้ง 100% ร้อยก็เก็บ 50% เพื่อเหลือไว้คลุมดิน อีก 50% ก็เอาใบทำปุ๋ย ซึ่งสามารถลดต้นทุนค่าปุ๋ยได้ถึง 2 พันบาทต่อไร่ และไม่ต้องมีเศษวัสดุเหลือใช้ที่จะเป็นปัญหาให้เกษตรกร หรือเป็นมลพิษกับสิ่งแวดล้อม


“ปัญหา คือการจัดการวัสดุเหลือใช้หลังการเก็บเกี่ยว บางชุมชนแก้ปัญหาโดยการเผา ซึ่งก็จะเป็นปัญหากับสิ่งแวดล้อม เพราะฉะนั้นเราจึงเลือกเทคโนโลยีพร้อมใช้ที่เหมาะสมกับชุมชน เช่น เทคโนโลยีอัดก้อนใบอ้อยแบบม้วนกลมในการเก็บเกี่ยวของเกษตรกรแบบ 100% คือ ไม่เหลือใบอ้อยไว้คลุมดินเลย นักวิจัยก็ได้แนะนำเกษตรกรให้เก็บเกี่ยวใบอ้อย 50% เหลือทิ้งไว้ 50% เพื่อช่วยรักษาความชื้นในดิน ลดการสูญเสียน้ำ ซึ่งส่งผลต่อการเจริญเติบโตของอ้อยตอที่มีความสม่ำเสมอมากขึ้น ส่วนเทคโนโลยีที่สอง คือ กระบวนการทำปุ๋ยแบบไม่พลิกกลับกอง โดยเกษตรกรจะนำใบที่เก็บออกมา 50% มาทำปุ๋ย โดยใช้พลังงานแสงอาทิตย์หรือโซล่าเซลล์เติมอากาศให้ปุ๋ยแบบไม่พลิกกลับกอง และเทคโนโลยีที่สาม คือ เครื่องสับย่อยเศษอ้อยเหลือทิ้ง จากเดิมที่เกษตรกรอ้อยคั้นน้ำแล้วสุมกองเศษชานอ้อยไว้ทำให้เกิดเชื้อราและไม่เกิดประโยชน์ เทคโนโลยีนี้จะมาสับย่อยชานอ้อยแล้วเอามาทำปุ๋ยแบบไม่พลิกกลับกอง ซึ่งปุ๋ยนี้จะเป็นปุ๋ยที่ได้มาตรฐานของปุ๋ยอินทรีย์ เกษตรกรสามารถนำไปจำหน่ายให้เกษตรกรที่ปลูกพืชผักสวนครัวชนิดอื่นได้ เช่น มะเขือเทศ พริก ตันละ 4,000 บาท”ผศ.ชนิดา กล่าว


ผศ.ชนิดา กล่าวอีกว่า ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากการดำเนินโครงการสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของการนำแนวคิด BCG Economy มาประยุกต์ใช้ในระดับชุมชนอย่างมีประสิทธิภาพ เกษตรกรสามารถลดต้นทุนการผลิต เพิ่มรายได้จากการแปรรูปวัสดุเหลือใช้ และลดการเผาในพื้นที่ ซึ่งช่วยลดปัญหาฝุ่นละอองและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ขณะเดียวกันชุมชนยังเกิดการเรียนรู้และปรับเปลี่ยนแนวคิดด้านการจัดการทรัพยากรไปสู่การใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่าและยั่งยืน ความสำเร็จของโครงการไม่ได้เกิดขึ้นเพียงจากการพัฒนาเทคโนโลยีเท่านั้น แต่ยังเกิดจากความร่วมมือระหว่างนักวิจัยและชุมชนในพื้นที่ ซึ่งให้การสนับสนุน เปิดรับองค์ความรู้ใหม่ และร่วมทดลองปฏิบัติ เพื่อพัฒนาระบบการจัดการไร่อ้อยร่วมกันอย่างต่อเนื่อง ความภาคภูมิใจสำคัญของโครงการ คือ การที่เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และสามารถพึ่งพาตนเองได้มากขึ้นภายใต้แนวทางการพัฒนาที่เป็นมิตรต่อเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ตามหลักการของเศรษฐกิจ BCG ของประเทศไทย

“อรรถพล” เตือน Climate Change วิกฤตใหม่เขย่าการศึกษาไทย ชี้ไม่ใช่แค่ปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่กระทบ “ห้องเรียน-เด็ก-ครู-อนาคตประเทศ”

เมื่อวันที่ 7 พ.ค.2569 ดร.อรรถพล สังขวาสี อดีตปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า ปัญหา Climate Change หรือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ไม่ควรถูกมองเป็นเพียงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็น “ความเสี่ยงเชิงระบบ” ที่ส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพการศึกษา ความต่อเนื่องของการเรียนรู้ ความปลอดภัยของนักเรียน และความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา โดยเฉพาะในประเทศที่เผชิญภัยพิบัติรุนแรง ทั้งน้ำท่วม ภัยแล้ง คลื่นความร้อน และฝุ่นควัน

ดร.อรรถพล กล่าวว่า ปัจจุบันหลายประเทศทั่วโลกเริ่มได้รับผลกระทบจาก Climate Change ต่อระบบการศึกษาอย่างชัดเจน ทั้งการปิดโรงเรียน การเลื่อนเปิดภาคเรียน การลดเวลาเรียน อาคารเรียนเสียหาย รวมถึงปัญหาสุขภาพกายและสุขภาพจิตของผู้เรียน โดยข้อมูลปี 2024 ระบุว่า มีนักเรียนกว่า 242 ล้านคน ใน 85 ประเทศ ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้ว เช่น พายุ น้ำท่วม คลื่นความร้อน และภัยแล้ง และวันนี้ Climate Change ไม่ได้กระทบแค่สิ่งแวดล้อม แต่กระทบห้องเรียน กระทบเวลาเรียน กระทบครู กระทบเด็ก และกระทบอนาคตของประเทศ หากโรงเรียนเปิดไม่ได้อย่างปลอดภัย เด็กเดินทางมาเรียนไม่ได้ หรือครูไม่มีเครื่องมือรับมือ ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาจะยิ่งรุนแรงขึ้น

อดีตปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวต่อไปว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญความเสี่ยงด้านภูมิอากาศมากขึ้น ทั้งน้ำท่วมซ้ำซาก ความร้อนสูง ภัยแล้ง การกัดเซาะชายฝั่ง และฝุ่นควัน โดยเฉพาะโรงเรียนในพื้นที่ชนบท พื้นที่เสี่ยงภัย และโรงเรียนขนาดเล็ก ซึ่งมักขาดทรัพยากรในการป้องกันและฟื้นฟู ทั้งนี้ เหตุการณ์น้ำท่วมภาคใต้ปี 2568 ถือเป็นสัญญาณเตือนสำคัญ เพราะมีนักเรียนได้รับผลกระทบเกือบ 148,000 คน ครู 8,290 คน และโรงเรียนกว่า 1,090 แห่งได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ขณะที่หลายโรงเรียนยังขาดระบบน้ำสะอาด ระบบเตือนภัย และแผนรับมือภัยพิบัติที่ชัดเจน

“เสนอให้กระทรวงศึกษาธิการเร่งยกระดับ Climate Change เป็นวาระสำคัญของการบริหารการศึกษา โดยเร่งดำเนินการ 4 ด้านหลัก ได้แก่ การจัดทำแผนที่ความเสี่ยงของสถานศึกษาทั่วประเทศ การพัฒนาโรงเรียนให้เป็น Climate-resilient School การจัดทำแผนความต่อเนื่องทางการศึกษา (Education Continuity Plan) สำหรับทุกโรงเรียน และการบูรณาการเรื่อง Climate Change การลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ และการสร้างภูมิคุ้มกันทางจิตใจ เข้าไปในหลักสูตรและการพัฒนาครู เพราะการศึกษาต้องไม่รอให้เกิดวิกฤตขึ้นก่อนแล้วค่อยแก้ไข แต่ต้องออกแบบระบบให้พร้อมรับโลกใหม่ตั้งแต่วันนี้ เพราะ Climate Change คือบททดสอบสำคัญว่า ระบบการศึกษาจะสามารถปกป้องเด็ก ครู และโรงเรียนได้มากแค่ไหนในอนาคต” ดร.อรรถพล กล่าวทิ้งท้าย