‘ก.ค.ศ.’แจงชัด!เพิ่มเงินตำแหน่งพัสดุ ให้เฉพาะกลุ่ม38ค.(2)ครู-ลูกจ้างหมดสิทธิ พร้อมรอลุ้น‘ก.พ.ร.’เคาะตัดโอน 2,000 อัตราทำธุรการ

เมื่อวันที่ 13 ก.พ.2569 ดร.ธนู  ขวัญเดช เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) เปิดเผยว่า ตามที่ ที่ประชุมก.ค.ศ.มีมติเห็นชอบร่างระเบียบ ก.ค.ศ. ว่าด้วยเงินเพิ่มสำหรับตำแหน่งที่มีเหตุพิเศษ ตำแหน่งด้านพัสดุ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. …. เพื่อให้สอดคล้องกับระเบียบกระทรวงการคลัง  นั้น ในการประชุม ก.ค.ศ.ครั้งที่ผ่านมา ได้มีมติดังกล่าว ซึ่งเป็นการเห็นชอบในหลักการ เพื่อเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้ความเห็นชอบ ก่อนมีผลบังคับใช้ โดย สำนักงาน ก.ค.ศ. ได้ปรับปรุงแก้ไขระเบียบให้สอดคล้องกับระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินเพิ่มสำหรับตำแหน่งที่มีเหตุพิเศษ ตำแหน่งด้านพัสดุ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2567 ที่ประกาศใช้ไปเมื่อวันที่ 4 กันยายน 2567 เพื่อให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค. (2) ซึ่งได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเจ้าหน้าที่พัสดุ และตำแหน่งนักวิชาการพัสดุ ที่ปฏิบัติงานเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างหรือการบริหารพัสดุในตำแหน่งเจ้าพนักงาน หรือหัวหน้าเจ้าหน้าที่ ที่ผ่านการอบรมหลักสูตรมาตรฐานวิชาชีพด้านการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐตามที่กรมบัญชีกลางกำหนด และสอดคล้องกับมาตรฐานตำแหน่งเจ้าพนักงานพัสดุ และนักวิชาการพัสดุ ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบงานจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุในลักษณะเดียวกับข้าราชการพลเรือน ให้ได้รับเงินเพิ่มสำหรับตำแหน่งที่มีเหตุพิเศษตามระเบียบดังกล่าว

ดร.ธนู กล่าวต่อไปว่า ระเบียบการเพิ่มเงินดังกล่าว จะมีผลกับข้าราชการการที่มีตำแหน่งด้านงานพัสดุ  จะเป็นเจ้าหน้าที่พัสดุ หรือ นักวิชาการพัสดุก็ได้แต่ต้องอยู่ในสายงานพัสดุ  และจะต้องผ่านการอบรมที่กระทรวงการคลังกำหนด ซึ่งปัจจุบันมีข้าราชการที่ทำหน้าที่ตำแหน่งด้านพัสดุโดยตรง ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) สำนักงานศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.)สำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้(สกร.) ประจำจังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กว่า 2,000 อัตรา ส่วนกรณีข้าราชการครู ที่ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่พัสดุด้วยจะได้รับการเพิ่มเงินในส่วนนี้หรือไม่นั้น ที่ประชุมก.ค.ศ. เคยหารือเรื่องดังกล่าวและมีมติให้หารือเรื่องดังกล่าวไปที่กระทรวงการคลัง ซึ่งทางกระทรวงการคลัง ได้ตอบกลับมาว่า ข้อกฎหมายไม่ได้เปิดช่องให้สามารถเพิ่มเงินในส่วนนี้ได้ เพราะฉะนั้น กลุ่มที่จะได้รับการเพิ่มเงินดังกล่าว คือ กลุ่ม 38 ค.(2) ซึ่งทำหน้าที่พัสดุเท่านั้น”ดร.ธนู กล่าว

“เรื่องนี้ ถือเป็นเงินเพิ่มรายเดือนพิเศษเพิ่มเติมสำหรับข้าราชการที่ทำงานด้านพัสดุ และผ่านการอบรมในหลักสูตรที่กรมบัญชีกลางกำหนด รวมถึงต้องมีคุณสมบัติครบถ้วนตามระเบียบของกระทรวงการคลัง ส่วนลูกจ้างอื่น ๆ ที่มาทำหน้าที่พัสดุ และงานธุรการเพื่อลดภาระครูนั้น ขึ้นอยู่กับ หน่วยงานต้นสังกัด ส่วนความคืบหน้าการตัดโอนตำแหน่งและอัตราเงินเดือนข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครู ที่เกินเกณฑ์ มาเปลี่ยนเป็นตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค. (2) ตำแหน่ง เจ้าพนักงานพัสดุปฏิบัติงาน/ชำนาญงาน และเจ้าพนักงานการเงินและบัญชีปฏิบัติงาน/ชำนาญงาน กว่า 2,000 ตำแหน่งนั้น ก.ค.ศ.ได้เสนอให้คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ(ก.พ.ร.)เพื่อทราบแล้ว ก่อนมีผลบังคับใช้ต่อไป

สพฐ. ส่งนิติกร ลงพื้นที่สืบหาข้อเท็จจริง ปมครูการเงิน รมควันฆ่าตัวตายในรถ ย้ำให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย

เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 ดร.พิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยว่า ตามที่ปรากฏข้อความทางสื่อสังคมออนไลน์เกี่ยวกับการเสียชีวิตของข้าราชการครูโรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ นั้น สพฐ.ไม่ได้นิ่งนอนใจ โดยมอบหมายให้ นายตฤณ ก้านดอกไม้ ผู้อำนวยการศูนย์บริหารความสุขและความปลอดภัย พร้อม นิติกร และคณะทำงาน ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยทันที

เลขาธิการ กพฐ.กล่าวต่อไปว่า ล่าสุด ได้รับรายงานจาก สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเชียงใหม่ (สพม.เชียงใหม่) ซึ่งเป็นต้นสังกัดของโรงเรียนดังกล่าว ได้ตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงแล้ว โดยจะรวบรวมข้อเท็จจริงจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้านครบถ้วน เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง และให้คณะกรรมการฯรายงานมายัง สพฐ.โดยเร็ว เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป

.”สพฐ. ขอแสดงความเสียใจแก่ครอบครัวของคุณครู และจะดำเนินการด้วยความยุติธรรมกับทุกฝ่าย อย่างโปร่งใสและรอบคอบ โดยจะไม่ปล่อยผ่านเรื่องดังกล่าวแน่นอน ทั้งนี้ สพฐ. มีความห่วงใยสวัสดิภาพของครูและบุคลากรทางการศึกษาทุกคน ที่ผ่านมาจึงได้พยายามลดภาระงานครูและสร้างขวัญกำลังใจให้แก่ครูในหลากหลายรูปแบบมาโดยตลอด หลังจากนี้เมื่อทราบผลการสืบสวนข้อเท็จจริงแล้ว จะดำเนินการตามขั้นตอนอย่างเร่งด่วนต่อไป” เลขาธิการ กพฐ. กล่าว

สพฐ. แจง เด็กต่างสัญชาติเข้าเรียนได้ ตามอนุสัญญาสิทธิเด็ก

เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) แจ้งว่า ตามที่มีการนำเสนอบนสื่อสังคมออนไลน์ กรณีประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง การรับนักเรียน นักศึกษาที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย พ.ศ. 2568 และมีเสียงสะท้อนถึงความกังวลในหลายประการ ท่ามกลางสถานการณ์ความไม่สงบบริเวณพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา และในพื้นที่ชายแดนอื่นๆ นั้น สพฐ. ขอเรียนว่า การรับนักเรียน นักศึกษาที่ไม่มีหลักฐานทางทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย เข้ารับบริการทางการศึกษานั้น กระทรวงศึกษาธิการ และ สพฐ. ได้ปฏิบัติตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (CRC) ซึ่งประเทศไทยเข้าร่วมเป็นภาคีสมาชิกมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2535 เป็นความร่วมมือที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล โดยข้อมูลปี 2019-2025 ระบุว่า มีรัฐภาคีเข้าร่วมถึง 196 ประเทศ ประกอบด้วยประเทศสมาชิกอาเซียนทั้ง 10 ประเทศ ได้แก่ ไทย, กัมพูชา, ลาว, พม่า, เวียดนาม, สิงคโปร์, มาเลเซีย, อินโดนีเซีย, บรูไน และฟิลิปปินส์ รวมถึงประเทศในภูมิภาคอื่น ๆ ทั้งประเทศมหาอำนาจและประเทศส่วนใหญ่ในเอเชีย, ยุโรป, แอฟริกา และอเมริกาใต้ เป็นต้น
.
ประกอบกับมีมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2548 ที่กำหนดให้กระทรวงศึกษาธิการ ขยายโอกาสทางการศึกษาแก่บุคคลที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย ซึ่งเดิมเคยกำหนดไว้เฉพาะบางกลุ่ม บางระดับการศึกษา เป็นการเปิดกว้างให้ทุกคนที่อาศัยอยู่ในประเทศสามารถเข้าเรียนได้
.
อีกทั้งตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา กำหนดให้เด็กที่อายุไม่เกิน 18 ปี ที่อยู่ในเขตอำนาจของรัฐไทย ต้องได้รับการคุ้มครองอย่างเท่าเทียมกัน โดยห้ามเลือกปฏิบัติ เพราะเหตุเชื้อชาติ สีผิว ภาษา ศาสนา ความคิดเห็นทางการเมือง ต้นกำเนิดทางชาติ ชาติพันธุ์ หรือสังคม ทรัพย์สิน ความทุพพลภาพ การเกิดหรือสถานะอื่น ๆ ของเด็ก ให้เด็กได้รับสิทธิการศึกษาขั้นพื้นฐาน 15 ปี อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพ รวมถึงการคุ้มครองเด็กให้ปลอดภัยจากความรุนแรงในโรงเรียน ซึ่งการให้นักเรียน นักศึกษาเหล่านั้นเข้าถึงการศึกษา จะส่งผลให้มีความเข้าใจ มีทัศนคติที่ดีต่อประเทศไทย ช่วยลดปัญหาสังคมและอาชญากรรม ความปลอดภัยทางสาธารณสุข แก้ไขปัญหาขาดแคลนแรงงาน สร้างความตระหนักรู้กตัญญูต่อแผ่นดิน ส่งเสริมความมั่นคงของชาติในระยะยาว
.
สำหรับประกาศฉบับล่าสุด พ.ศ. 2568 ได้มีการปรับปรุงจากประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง การรับนักเรียน นักศึกษาที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย พ.ศ. 2562 ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยเน้นให้สถานศึกษาใช้ระบบกำหนดรหัสประจำตัวผู้เรียนเพื่อเข้ารับบริการทางการศึกษา สำหรับผู้ไม่มีหลักฐานทางทะเบียนราษฎร (ระบบ G Code) กระทรวงศึกษาธิการ เพื่อใช้แสดงตนในการเข้ารับบริการทางการศึกษาเท่านั้น
.
ทั้งนี้ สพฐ. มีความห่วงใยเด็กและเยาวชนในทุกพื้นที่ของประเทศไทย ให้ได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานอย่างครบถ้วน ไม่ว่าเชื้อชาติไหน สัญชาติใด ซึ่งเป็นหลักปฏิบัติสากลที่เป็นไปตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก โดยไม่มีการทอดทิ้งหรือลิดรอนสิทธิของเด็กไทยแต่อย่างใด จึงได้กำชับหน่วยงานในสังกัดให้ดำเนินการรับนักเรียนที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย ให้เป็นไปตามระเบียบ/ประกาศ/แนวปฏิบัติของส่วนราชการ และข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ อย่างเคร่งครัด ขอให้ผู้ปกครองและประชาชนมั่นใจว่า จะไม่มีการดำเนินการอันใดที่กระทบกับสิทธิด้านการศึกษาของเด็กไทย และจะมุ่งเสริมสร้างสิทธิเด็กให้มีคุณภาพอย่างยั่งยืนต่อไป

คุรุสภาชวนศึกษาข้อบังคับใหม่ “มาตรฐานวิชาชีพครูการศึกษาพิเศษ พ.ศ.2568”

ผศ.ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา กล่าวว่า คุรุสภาได้ออกข้อบังคับคุรุสภาว่าด้วยมาตรฐานวิชาชีพครูการศึกษาพิเศษ พ.ศ. 2568 และมีผลบังคับใช้เรียบร้อยแล้ว ซึ่งการจัดทำข้อบังคับดังกล่าว เพื่อให้สอดคล้องกับยุคสมัยและบริบทการจัดการศึกษาพิเศษที่เปลี่ยนแปลงไป เป็นการยกระดับคุณภาพและกำหนดแนวทางสำหรับครูที่สอนนักเรียนที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษโดยเฉพาะ อีกทั้งเป็นการกำหนดมาตรฐานวิชาชีพให้ชัดเจนสำหรับครูการศึกษาพิเศษที่ครอบคลุมมาตรฐานความรู้และประสบการณ์วิชาชีพ มาตรฐานการปฏิบัติงาน และมาตรฐานการปฏิบัติตน เพื่อให้ครูการศึกษาพิเศษมีสมรรถนะที่เหมาะสมกับการจัดการเรียนรู้และดูแลนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษได้ดีและมีคุณภาพยิ่งขึ้น

ผศ.ดร.อมลวรรณ กล่าวต่อไปว่า สำหรับสาระสำคัญของข้อบังคับคุรุสภาว่าด้วยมาตรฐานวิชาชีพครูการศึกษาพิเศษ พ.ศ. 2568 ประกอบด้วยการกำหนดคุณวุฒิผู้ประกอบวิชาชีพครูการศึกษาพิเศษ ต้องมีคุณวุฒิปริญญาทางการศึกษาพิเศษ หรือเทียบเท่าที่คุรุสภารับรอง หรือมีวุฒิไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีและผ่านการอบรมที่คณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพรับรอง และในส่วนของมาตรฐานความรู้ จะต้องมีความรอบรู้และเข้าใจการเปลี่ยนแปลงบริบทของโลกและสังคม แนวคิดของการจัดการศึกษาพิเศษและแนวคิดปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มีจิตวิทยาพัฒนาการ จิตวิทยาการศึกษา จิตวิทยาการให้คำปรึกษา และจิตวิทยาการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับผู้เรียนที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ โดยคำนึงถึงสุขภาวะทางกายและจิตของผู้เรียนแต่ละบุคคลเป็นสำคัญ  หลักสูตรการจัดการศึกษาพิเศษ ศาสตร์การสอน การพัฒนาและการฟื้นฟูสมรรถภาพ  การสอนซ่อมเสริม  เทคโนโลยีดิจิทัลและเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวกในการจัดการเรียนรู้สำหรับผู้เรียนที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ มีการวัดประเมินผลการเรียนรู้และการวิจัยเพื่อแก้ปัญหา และการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล รวมทั้งมีการดำเนินงานประกันคุณภาพการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาพิเศษ ในส่วนมาตรฐานประสบการณ์วิชาชีพนั้นต้องผ่านการปฏิบัติการสอนในสถานศึกษาหรือหน่วยงานการศึกษา เพื่อพัฒนาผู้เรียนที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษตามหลักสูตรปริญญาทางการศึกษา เป็นเวลาไม่น้อยกว่าหนึ่งปี และผ่านเกณฑ์การประเมินการปฏิบัติการสอนตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการคุรุสภากำหนด

ผศ.ดร.อมลวรรณ กล่าวอีกว่า มาตรฐานการปฏิบัติงานมี 3 ส่วนสำคัญ คือการปฏิบัติหน้าที่ครู การจัดประสบการณ์เรียนรู้ และความสัมพันธ์กับผู้ปกครอง ครอบครัวของผู้เรียนที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษและผู้เรียนอื่น ชุมชน ฝ่ายต่าง ๆ ในสถานศึกษา หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และทีมสหวิชาชีพ ซึ่งการปฏิบัติหน้าที่ครูการศึกษาพิเศษนั้นจะต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยจิตวิญญาณความเป็นครู ส่งเสริมพัฒนาการ การเรียนรู้เอาใจใส่ สร้างแรงบันดาลใจและยอมรับความหลากหลายของผู้เรียนและมุ่งมั่นพัฒนาผู้เรียนทุกคนอย่างเสมอภาค ใฝ่เรียนรู้ พัฒนาตนเองและประพฤติปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นแบบอย่างที่ดี และการจัดประสบการณ์เรียนรู้ จะต้องมีส่วนร่วม
ในการพัฒนาส่งเสริมหลักสูตรสถานศึกษา ออกแบบและพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้ มีการจัดกิจกรรม ติดตาม กำกับ ดูแล ช่วยเหลือผู้เรียน และบูรณาการความรู้และศาสตร์การสอนเพื่อพัฒนาผู้เรียน และส่วนสุดท้ายในด้านความสัมพันธ์กับผู้ปกครอง ครอบครัวของผู้เรียนและผู้เกี่ยวข้อง เช่น การส่งเสริมความร่วมมือ สร้างเครือข่ายกับผู้ปกครอง เข้าถึงบริบทของชุมชน ส่งเสริมให้ชุมชนเข้าใจในผู้เรียนที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ ส่งเสริม อนุรักษณ์วัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น เป็นต้น

“อีกส่วนที่สำคัญคือด้านมาตรฐานการปฏิบัติตน โดยครูการศึกษาพิเศษทุกคนต้องมีมาตรฐานการปฏิบัติตนตามข้อบังคับคุรุสภา ว่าด้วยจรรยาบรรณของวิชาชีพ พ.ศ. 2556 ในการมีจรรยาบรรณต่อตนเอง วิชาชีพ ผู้รับบริการ ผู้ร่วมประกอบวิชาชีพ และสังคม ซึ่งจะต้องประพฤติตนตามจรรยาบรรณและแบบแผนพฤติกรรมตามจรรยาบรรณของวิชาชีพอย่างเคร่งครัด อย่างไรก็ตามข้อบังคับคุรุสภาว่าด้วยมาตรฐานวิชาชีพครูการศึกษาพิเศษ พ.ศ. 2568 ฉบับนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาวิชาชีพครูโดยคุรุสภา ที่กำหนดขึ้นเพื่อยกระดับการจัดการศึกษาให้กับผู้เรียนที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษและส่งเสริมให้ครูการศึกษาพิเศษมีสมรรถนะที่เหมาะสมกับการจัดการเรียนรู้ และดูแลนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษให้มีคุณภาพยิ่งขึ้น จึงขอเชิญชวนสถาบันการศึกษา ครูการศึกษาพิเศษ และผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน ศึกษารายละเอียดของข้อบังคับใหม่ฉบับนี้ เพื่อจะได้มีความเข้าใจและสามารถนำไปปรับปรุงหลักสูตรที่ใช้จัดการเรียนการสอน
ให้สอดคล้องกัน โดยสามารถเข้าศึกษาข้อมูลที่เว็บไซต์คุรุสภา www.ksp.or.th หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา สำนักมาตรฐานวิชาชีพ โทร. 0-2280-0048” ผศ.ดร.อมลวรรณ กล่าว.

เด็ก ศศช.สร้างชื่อ คว้ารางวัลภาพวาดยอดเยี่ยมระดับนานาชาติ จากผลงานกว่า 1.69 แสนภาพ

เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569  ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้(สกร.) เปิดเผยว่า ตนพร้อมด้วยผู้บริหารและคณะเจ้าหน้าที่ สกร.ได้เข้าร่วมพิธีมอบโล่และเกียรติบัตรรางวัลภาพวาดเด็กระดับนานาชาติ ณ พิพิธภัณฑ์ศิลปะ MOA ประเทศญี่ปุ่น พร้อมเข้าศึกษาดูงานด้านวิทยาศาสตร์เพื่อชีวิต ณ มูลนิธิ MOA สำนักงานใหญ่ ระหว่างวันที่ 29 มกราคม 2569 ถึง 3 กุมภาพันธ์ 2569 เพื่อนำองค์ความรู้และแนวทางมาพัฒนาต่อยอดการจัดกิจกรรมด้านการเรียนรู้ของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ โดยการร่วมงานครั้งนี้สิ่งที่น่ายินดี คือ เราได้นำนักเรียนจากศูนย์การเรียนชุมชนชาวไทยภูเขา ‘แม่ฟ้าหลวง’ หรือ ศศช. เดินทางมารับรางวัลอันทรงเกียรติ ซึ่งถือเป็นรางวัลสูงสุดของ MOA จากการประกวดภาพวาดระดับนานาชาติ ด้วย

อธิบดี สกร. กล่าวต่อไปว่า ความสำเร็จในครั้งนี้สืบเนื่องจากโครงการประกวดภาพวาดส่งเสริมวัฒนธรรมความสัมพันธ์ไทย–ญี่ปุ่น ครั้งที่ 20 ประจำปี 2568 ซึ่งศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ สังกัด สกร. ร่วมกับมูลนิธิเอ็มโอเอไทย จัดขึ้น ซึ่งได้มีการจัดพิธีประกาศผลและมอบรางวัลระดับประเทศ ณ ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ ไปก่อนหน้านี้ เพื่อคัดเลือกผลงานตัวแทนประเทศไทยเข้าสู่เวทีนานาชาติ โดย ผลงานที่ได้รับรางวัลในครั้งนี้ คือภาพวาดชื่อ “แสงแห่งรักใต้โคมไฟ” ของเด็กหญิงสุขพร มหาศาลเมธา นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จาก ศศช.บ้านมอตะหลั่ว อำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก ซึ่งสามารถคว้ารางวัลชนะเลิศระดับนานาชาติ รางวัลรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่น จากผลงานที่ส่งเข้าประกวดจากเด็กนักเรียนทั่วโลกกว่า 169,613 ผลงาน

“ภาพวาดที่ได้รับรางวัลในครั้งนี้ เป็นผลงานที่สะท้อนถึงความรู้สึกนึกคิดของนักเรียน และถ่ายทอดออกมาเป็นภาพที่แสดงให้เห็นถึงวิถีชีวิตและวัฒนธรรมอันงดงามที่ส่งต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่น โดยเฉพาะวัฒนธรรมการปล่อยโคมของไทย ซึ่งองค์ประกอบต่าง ๆ ในภาพมีความสวยงามและลงตัวจนเป็นที่ประจักษ์”อธิบดี สกร. กล่าวและว่า วันนี้ถือเป็นวันแห่งความภาคภูมิใจของกรมส่งเสริมการเรียนรู้เป็นอย่างยิ่ง และเป็นภาพสะท้อนชัดเจนว่า เด็กและเยาวชนในพื้นที่ห่างไกล หากได้รับโอกาสและการสนับสนุนที่เหมาะสม ก็สามารถพัฒนาศักยภาพและก้าวสู่เวทีระดับโลกได้อย่างสง่างาม

ด้าน ด.ญ.สุขพร มหาศาลเมธา เจ้าของผลงาน กล่าวว่า “หนูรู้สึกดีใจและตื่นเต้นมากที่ได้มารับรางวัลที่ประเทศญี่ปุ่น ไม่คิดว่าภาพวาดของหนูจะได้รางวัลใหญ่ขนาดนี้ เวลาที่หนูวาดภาพ หนูนึกถึงตอนที่ได้ปล่อยโคมกับพ่อแม่และครอบครัว แสงจากโคมไฟทำให้หนูรู้สึกอบอุ่น และอยากให้ทุกคนมีความสุขเหมือนกัน หนูอยากขอบคุณคุณครูและทุกคนที่ให้โอกาสหนูค่ะ”

ทั้งนี้ คณะกรรมการตัดสินได้ยกย่องผลงานชิ้นนี้ว่า สามารถถ่ายทอดบรรยากาศของโคมลอยยามค่ำคืนได้อย่างงดงาม อบอุ่น และเปี่ยมด้วยคุณค่าทางวัฒนธรรม สะท้อนความผูกพันในครอบครัวและจิตใจอันบริสุทธิ์ของเด็กได้อย่างลึกซึ้ง จนได้รับการยกย่องให้เป็นผลงานยอดเยี่ยมระดับนานาชาติประจำปีนี้

“ยศพล”นำทีม พี่อาชีวะให้น้อง สพฐ. มอบผ้าห่มต้านภัยหนาว จ.เพชรบูรณ์ เดินหน้าแนะแนวชวนเรียนสายอาชีพ

เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2569 นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายกระทรวงศึกษาธิการ นำองค์ความรู้และพลังจิตอาสาของนักเรียน นักศึกษาอาชีวศึกษา ลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชน ผ่านกิจกรรม “พี่อาชีวะให้น้อง สพฐ. อาชีวะอาสา ต้านภัยหนาว” ส่งต่อความอบอุ่นและโอกาสทางการศึกษา มอบผ้าห่มจำนวน 1,000 ผืน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนจากอากาศหนาวให้กับนักเรียนและประชาชนในพื้นที่จังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีสภาพอากาศหนาวเย็นตลอดทั้งปี และขณะนี้อุณหภูมิของประเทศไทยยังมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยมอบให้กับนักเรียนและประชาชนกลุ่มเปราะบางในพื้นที่ห่างไกล โรงเรียนบ้านหนองแม่นา 400 ผืน  มอบให้นักเรียนในพื้นที่ภูเขาสูง โรงเรียนบ้านเข็กน้อย อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ 400 ผืน และมอบให้แก่นักเรียน นักศึกษา วิทยาลัยเทคนิคเพชรบูรณ์ จำนวน 200 ผืน โดยผ้าห่มทั้งหมดเป็นผลงานการผลิตของนักเรียน นักศึกษา วิทยาลัยเทคนิคโพธาราม จ.ราชบุรี

เลขาธิการ กอศ. กล่าวต่อไปว่า  กิจกรรมดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงการช่วยเหลือด้านสวัสดิการ แต่บูรณาการการเรียนรู้ควบคู่กับการบริการสังคม พร้อมจัดตั้ง ศูนย์ซ่อมสร้างเพื่อชุมชน (Fix it Center) โดยสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดเพชรบูรณ์ ให้บริการซ่อมแซมเครื่องใช้ไฟฟ้า เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องรถจักรยานยนต์ และจัดแสดงผลงานการจัดการเรียนการสอน เพื่อแนะแนวการเรียนสายอาชีพให้แก่นักเรียนที่สนใจศึกษาต่อ ซึ่งการดำเนินงานดังกล่าวคือบทบาทของอาชีวศึกษาในการนำองค์ความรู้และทักษะวิชาชีพไปใช้ประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม เป็น Soft power ของอาชีวะ ทั้งการฝึกประสบการณ์จริง การพัฒนาทักษะอาชีพ และการปลูกฝังจิตสำนึกจิตอาสาให้กับนักเรียน นักศึกษา

นายยศพล กล่าวว่า นอกจากนี้ยังได้ลงพื้นที่ติดตามการขับเคลื่อนนโยบายอาชีวศึกษาในระดับสถานศึกษา สังกัดสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดเพชรบูรณ์ ได้แก่ วิทยาลัยการอาชีพวิเชียรบุรี วิทยาลัยเทคนิคเพชรบูรณ์ และวิทยาลัยสารพัดช่างเพชรบูรณ์ พร้อมรับฟังรายงานผลการดำเนินงาน และแลกเปลี่ยนข้อเสนอแนะกับผู้บริหารและคณะครู ซึ่งจากการติดตามพบว่า สถานศึกษาในพื้นที่สามารถขับเคลื่อนการจัดอาชีวศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ การจัดการเรียนการสอนระบบทวิภาคี ที่สอดคล้องกับความต้องการของภาคประกอบการ และผู้สำเร็จการศึกษาสามารถเข้าสู่การทำงานจริง เป็นกำลังคนสำคัญของสถานประกอบการในพื้นที่

“ผมได้ฝากสถานศึกษานำอัตลักษณ์ของตนเองมาสร้างความเข้มแข็ง ขับเคลื่อนการจัดอาชีวศึกษาให้สอดคล้องกับบริบทพื้นที่ เชื่อมโยงกับภาคอุตสาหกรรม และยกระดับคุณภาพกำลังคนอาชีวศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม สิ่งสำคัญการทำงานด้วยความสุข มีศรัทธา ความเชื่อมั่น ซื่อสัตย์ สุจริต และทำงานร่วมกันเป็นทีม โดย สอศ. พร้อมสนับสนุน ปลดล็อคเกณฑ์วิทยฐานะเพื่อความก้าวหน้าของครูและบุคลากร ทั้งนี้ ขอบคุณทุกท่านที่ร่วมขับเคลื่อนอาชีวศึกษาเพื่อพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน” นายยศพล กล่าว

กรมสมเด็จพระเทพฯทรงเป็นประธานเปิดการประชุมวิชาการโครงการสร้างป่า สร้างรายได้ ยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชน สร้างเศรษฐกิจฐานรากที่มั่นคงยั่งยืน

เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2569 สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงเป็นประธานเปิดการประชุมวิชาการโครงการสร้างป่า สร้างรายได้ ตามพระราชดำริ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ประจำปี 2569 ระหว่างวันที่ 30-31 มกราคม 2569 ณ ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติ เฉลิมพระเกียรติ ๗ รอบ พระชนมพรรษา ฯ ตำบลช้างเผือก อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ โดยมี ดร.สุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้(สกร.)ศ.นพ.ไกรสิทธิ์ ตันติศิรินทร์ ที่ปรึกษางานโครงการตามพระราชดำริ  ดร.สมเกียรติ ชอบผล ที่ปรึกษางานโครงการตามพระราชดำริ พ.อ.หญิง นันทพร วีรวัฒน์ ที่ปรึกษางานโครงการตามพระราชดำริ และนายนิกร ศิรโรจนานนท์ อธิบดีกรมป่าไม้ เฝ้าฯรับเสด็จ

ทั้งนี้ ดร. เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ทูลเกล้าฯ ถวายเอกสารการประชุมวิชาการโครงการสร้างป่า สร้างรายได้ ตามพระราชดำริ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ประจำปี 2569 จากนั้น ดร.สุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กราบบังคมทูลรายงานการจัดการประชุมวิชาการโครงการสร้างป่า สร้างรายได้ ตามพระราชดำริสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ประจำปี 2569และกราบบังคมทูลเบิกบุคคลต้นแบบ กลุ่มต้นแบบ นวัตกรรมต้นแบบ และผู้ปฏิบัติงานต้นแบบสร้างป่า สร้างรายได้ เข้ารับพระราชทานเข็มเชิดชูเกียรติ

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงมีพระราชดำรัสเปิดการประชุม ความตอนหนึ่งว่า “ข้าพเจ้ารู้สึกยินดี ที่ได้มาเปิดการประชุมวิชาการโครงการสร้างป่า สร้างรายได้ในวันนี้การประชุมวิชาการในครั้งนี้เป็นโอกาสในการแลกเปลี่ยน ประสบการณ์การเรียนรู้ เรื่องการรักษาป่าระหว่างกัน การดำเนินงานสร้างป่าสร้างรายได้ เป็นงานที่ต้องใช้ความรู้ความ เข้าใจ และการมีจิตสำนึก พร้อมทั้งต้องบูรณาการ การดำเนินงานร่วมกันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยใช้วิธีการที่จะทำให้ชาวบ้าน หรือชุมชนสามารถอยู่ร่วมกับป่าได้อย่างเกื้อกูลซึ่งกันและกัน การปลูกไม้ป่าและไม้เศรษฐกิจอย่างถูกหลักการยังช่วยฟื้นฟูป่า ลดรายจ่ายและเพิ่มรายได้ของครอบครัว อันจะทำให้ชาวบ้าน เกิดความรัก ความหวงแหน และช่วยกันดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติและป่าไม้ ในพื้นที่ของตนเอง”

หลังจากนั้นทรงทอดพระเนตรการนำเสนอวีดิทัศน์เทิดพระเกียรติ เรื่อง “13 ปี พระเมตตาสร้างป่า สร้างรายได้ สร้างถิ่นไทยให้เข้มแข็ง” และทรงทอดพระเนตรการนำเสนอแนวปฏิบัติที่ดีของบุคคลต้นแบบ กลุ่มต้นแบบ และผู้ปฏิบัติงานต้นแบบสร้างป่า สร้างรายได้ 3 ประเภท คือ 1) ด้านบุคคลต้นแบบ ได้แก่ นายวิลาศ วิเวกวนารมณ์ สมาชิกโครงการสร้างป่า สร้างรายได้ บ้านกิ่วโป่ง อำเภอกัลยาณิวัฒนา จังหวัดเชียงใหม่ นำเสนอเรื่อง“ศาสตร์พระราชาในแปลงสร้างป่า สร้างรายได้” นายวันชาติ บุษกรบริสุทธิ์ สมาชิกโครงการสร้างป่า สร้างรายได้ บ้านมูเซอหลังเมือง อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ นำเสนอเรื่อง “จากพ่อสู่ลูก กาแฟหลังเมือง” 2) ด้านกลุ่มต้นแบบ ได้แก่ นางสาวพเยาว์  สันติกรรม สมาชิกโครงการสร้างป่า สร้างรายได้ บ้านในสอย อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน จังหวัดแม่ฮ่องสอน นำเสนอเรื่อง“กลุ่มวิสาหกิจชุมชนสร้างป่า สร้างรายได้ บ้านในสอย” นายสายัณห์ มิ่งขวัญแจ่มเขต สมาชิกโครงการสร้างป่า สร้างรายได้ บ้านห้วยทรายเหลือง อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ นำเสนอเรื่อง “ด้วยเมล็ดพันธุ์แห่งความเมตตา กลุ่มสร้างป่า สร้างรายได้” 3) ผู้ปฏิบัติงานต้นแบบ ได้แก่ นายสมศักดิ์  โพธินา ครู ศศช. บ้านกิ่วสะแวกใหม่ อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ นำเสนอเรื่อง “คนสร้างป่า ป่าสร้างรายได้”

ต่อมาเป็นการแสดงเทิดพระเกียรติ “ป่าของแผ่นดิน ป่าของชีวิต” โดยผู้เรียนจาก ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ ต่อมาทรงเสด็จพระราชดำเนินไปห้องนิทรรศการ ทอดพระเนตร นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง นิทรรศการ “เรียนรู้เพื่อรักษ์ป่า สร้างคุณค่า สร้างรายได้”   นิทรรศการ “รักษ์ป่าเดิม เพิ่มป่าใหม่ สร้างป่า สร้างรายได้ สร้างไทยยั่งยืน” นิทรรศการการต่อยอดการสร้างรายได้ โดยเครือข่ายภาครัฐและภาคเอกชน ได้แก่ บริษัท คั้นกี่น้ำเต้าทอง จำกัด (นายชวน ธรรมสุริยะ)   บริษัท พนาพัฒน์ เฮลท์แคร์ จำกัด (นายสรวุฒิ บุญวรพัฒน์) บริษัท อุตสาหกรรมเครื่องหอมไทย-จีน จำกัด (ดร.บังอร เกียรติธนากร)  กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก (ดร. ภก. ปรีชา หนูทิม) ศูนย์นวัตกรรมสมุนไพรครบวงจร มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง  (รศ. ดร.ระวิวรรณ์ เจริญทรัพย์)  สมาคมกาแฟคัดพิเศษไทย (นายวิทยา ไพศาลศักดิ์) จากนั้น ทรงทอดพระเนตรกาดนัด “คัวฮอม สร้างป่า สร้างรายได้” และทรงฉายพระฉายาลักษณ์ร่วมกับคณะผู้บริหารและคณะทำงาน แล้วเสด็จพระราชดำเนินกลับ

ดร.เกศทิพย์ ให้สัมภาษณ์ภายหลังว่า โครงการสร้างป่า สร้างรายได้ ตามพระราชดำริ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เป็นโครงการที่ สกร.ร่วมกับกรมป่าไม้และภาคีเครือข่าย ส่งเสริมให้มีการปลูกป่าเต็มระดับ เพื่อให้ชาวบ้านอยู่กับป่าได้อย่างมั่นคง คือ ป่าอยู่กับเราได้ เราก็สร้างอาชีพและรายได้จากป่าได้ โดย สกร.มีการดำเนินการสร้างองค์ความรู้ที่เกิดจากการดำเนินการไปเป็นหลักสูตร จนเกิดเป็นผลผลิตที่ยั่งยืนสามารถสร้างรายได้ให้แก่ชาวบ้านและชุมชนได้อย่างมั่นคง และที่สำคัญป่าไม้จะยังคงอยู่กับชาวบ้านและชุมชนจากรุ่นสู่รุ่น

“สิ่งที่เห็นชัดเจนจากการดำเนินโครงการสร้างป่า สร้างรายได้ ของ สกร. คือ ความมุ่งมั่นในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนทุกครัวเรือน ให้มีความรู้ สามารถนำผลผลิตจากป่าที่ปลูกไปสู่การรวมกลุ่มเป็นวิสาหกิจชุมชน แปรรูปผลผลิตออกจำหน่ายเพื่อสร้างรายได้เข้ากลุ่ม ทำให้เด็กที่เติบโตขึ้นยังอยู่ในชุมชน อยู่กับครอบครัว และสร้างความมั่นคงในพื้นที่ของตนเองโดยมีป่าล้อมรอบ ไม่มีเขาหัวโล้น เป็นการสร้างเศรษฐกิจฐานรากที่มีความมั่นคง”อธิบดี สกร.กล่าว

นักศึกษาสาขาเทคโนโลยีสื่อดิจิทัลและสื่อสารมวลชน มทร.กรุงเทพ เจ๋งคว้ารางวัลชนะเลิศการผลิตคลิปสั้น (มีคลิป)

รศ.ดร.พิชัย จันทร์มณี อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล(มทร.)กรุงเทพ เปิดเผยว่า เมื่อช่วงปลายปี 2568 นักศึกษาสาขาเทคโนโลยีสื่อดิจิทัลและสื่อสารมวลชน คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ ได้สร้างความภาคภูมิใจให้แก่สถาบันและยังเป็นการสะท้อนพลังความคิดสร้างสรรค์ การทำงานเป็นทีมและการนำความรู้ด้านสื่อดิจิทัลไปใช้จริงได้อย่างมีคุณภาพ โดยได้รับรางวัลชนะเลิศจากโครงการประกวดผลิตคลิปสั้นแนะนำเรื่อง (Trailer)จากสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่ม 45 ในหัวข้อ “ปัญญาประดิษฐ์” ระดับนิสิตนักศึกษาระดับปริญญาตรี และนักศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.)และได้เข้ารับรางวัลเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2568 จากพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ ประธานองคมนตรี ที่สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา สำนักพระราชวัง สนามเสือป่า ถนนศรีอยุธยา เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร

รศ.ดร.พิชัย กล่าวต่อไปว่า สำหรับนักศึกษาที่เข้าร่วมในการผลิตสื่อวิดีโอครั้งนี้ประกอบด้วย น.ส.รัชฎาพร ตั้งวิเศษกุล ในฐานะผู้กำกับ น.ส.กัลยวรรธน์ กำแหงหาญ ผู้ช่วยผู้กำกับ น.ส.อารีรัตน์ ขาวคล้ายเงิน เขียนบท ส่วนนายปัญญากร เอี่ยมสังวาลย์, นายวงศธร ทองใบ, น.ส.ชนิกานต์ แซ่หม่วย,น.ส.พรนัชชา บุญมามาก, น.ส.ศศิยาดา เกิดแก้ว, น.ส.กชนิฐา นพเก้า และนายเตวิช มะเดื่อ นักแสดง ขณะที่นายพิพัฒน์ สังมณี กำกับภาพ นายสิรวิชญ์ คิมหะจันทร์ และนายธีรศักดิ์ กะลัมพะวณิช กล้อง น.ส.อัญชลี บำเพ็ญธรรม ผู้ช่วยกล้อง น.ส.สุจิรา ผ่องศรี ตัดต่อ นายกัมปนาท แพงเหล่า กำกับศิลป์ นายจิรทีป รัศมีแก้วออกแบบฉาก นายรังสิมันต์ เชียรตะคุ กำกับแสง นายธร พรทอง ควบคุมแสง นายธนิสร บุญเกิด บันทึกเสียงและ นายพุทธิพงศ์ ดงประถา บูมแมน ทั้งนี้สามารถรับชมผลงานได้ที่

 

 12 โรงเรียนคาทอลิก มั่นใจ Active Learning  GPAS 5 Steps ท้าทายทุกภาคส่วน พลิกโฉมการศึกษาไทยได้

เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2569 สถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.)  คณะซิสเตอร์จาก 12 โรงเรียนสังกัดคณะรักกางเขน แห่งจันทบุรี และ โรงเรียนภาคีเครือข่าย  ได้แก่ โรงเรียนเซนต์นิโกลาส (พิษณุโลก),โรงเรียนดรุโณทัย (ตรัง), โรงเรียนเทวรักษ์ (ปราจีนบุรี), โรงเรียนปัญจทรัพย์ (ดินแดง), โรงเรียนมารดานุสรณ์ (ตราด), โรงเรียนมารีวิทยากบินทร์บุรี, โรงเรียนมารีวิทยาปราจีนบุรี, โรงเรียนมารีวิทยาศรีมโหสถ, โรงเรียนยอแซฟพิจิตร, โรงเรียนยอแซฟวิทยา (จันทบุรี), โรงเรียนลัมแบรต์พิชญาลัย และโรงเรียนสตรีมารดาพิทักษ์  ได้ร่วมแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์ ร่วมวางแนวทางภายใต้แนวคิด “การพลิกโฉมคุณภาพการศึกษาไทยด้วยการพัฒนานวัตกรรมครูสู่นวัตกรรมผู้เรียน” มุ่งยกระดับห้องเรียนสู่มาตรฐานสากล และร่วมลงนามความร่วมมือทางวิชาการ MOU ยกระดับห้องเรียนคุณภาพด้วย GPAS 5 Steps โดย ดร.ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์ ประธานกรรมการบริหารสถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) อดีตกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา กล่าวถึงแนวทางนโยบายและทิศทางการศึกษา ว่า หัวใจสำคัญของการปฏิรูปการศึกษา คือ การปรับเปลี่ยนกระบวนการเรียนรู้ระดับห้องเรียน การนำกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps มาใช้ ซึ่งจะช่วยเปลี่ยนบทบาทครูให้เป็นผู้อำนวยความสะดวกในการสร้างความรู้ ส่งผลให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาสมรรถนะ   จนสร้างสรรค์นวัตกรรมได้ด้วยตนเอง (Active Learning) ซึ่งสอดคล้องกับแผนปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา

“ในโลกปัจจุบันภาคธุรกิจและประเทศเราต้องการคนที่มีความคิดสร้างสรรค์และมีศักยภาพรอบด้าน ซึ่งสิ่งนี้จะเกิดขึ้นได้ด้วยการเรียนแบบบูรณาการด้วยกระบวนการคิดขั้นสูง เพราะฉะนั้นเด็กต้องทำความเข้าใจในศาสตร์ทุกศาสตร์ผ่านกระบวนการคิด เพื่อให้ตกผลึกที่สมองแบบฝังลึก เมื่อไปทำกิจกรรมอะไรหลังจากนั้นการบูรณาการจะเกิดขึ้นได้เองจากความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในสมองโดยไม่รู้ตัว ทำให้เกิดเป็นชิ้นงานที่เหนือกว่าคนอื่น”ดร.ศักดิ์สินกล่าว

ดร.พิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.) กล่าวว่า ในการจัดการศึกษาเราอยากให้เด็กได้เรียนรู้  ได้ลงมือทำ และ ต้องอยู่กับคนอื่นได้  ที่สำคัญต้องเลือกอนาคตของตนเองได้ ซึ่งการจัดเกิดสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ได้ ครูจะต้องจัดการเรียนการสอนโดยใช้กระบวนการเรียนรู้แบบ Active Learning เป็นแนวทางการปฏิรูปการศึกษารูปแบบหนึ่ง เพื่อให้เด็กได้มีโอกาสคิด ได้ทำ ได้นำเสนอ ประเมิน และได้พัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องโดยมีครูเป็นโค้ช  ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.)ก็ได้ดำเนินการเรื่องนี้มาตามลำดับ เพราะ สพฐ.เห็นว่าเรื่องนี้มีความสำคัญ และการพัฒนาต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ไม่หยุดอยู่กับที่ การที่กลุ่มโรงเรียนคาทอลิกเห็นความสำคัญของการพัฒนานี้ก็คิดว่าเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่ง และถือเป็นความท้าทายที่จะสร้างความก้าวหน้าและความเข้มแข็งให้กับเด็กและโรงเรียน  ซึ่งตนมองว่าเป็นการเดินมาถูกทางแล้ว เพราะเป็นการเตรียมครูเพื่อนำไปสู่การเตรียมนักเรียนให้มีความรู้ ความเข้าใจ รวมถึงให้โอกาสเด็กมีส่วนร่วมในการทำงาน พัฒนานวัตกรรมที่จะต่อยอดไปในอนาคตได้ และสุดท้ายผลที่เกิดกับเด็ก คือ เด็กคิดเป็น ทำเป็น แก้ปัญหาเป็น

ซิสเตอร์ ดร.อัจฉรา สุขพิบูลย์ ผู้อำนวยการโรงเรียนมารีวิทยา ปราจีนบุรี กล่าวว่า การที่กลุ่มโรงเรียนสังกัดคณะรักกางเขน แห่งจันทบุรี ลงนาม MOU ร่วมกับ พว.วันนี้ ไม่ถือเป็นเรื่องใหม่ เพราะเมื่อ  15 ปี ที่ผ่านมา ได้เคยเซ็น MOU กับ พว.มาแล้ว ซึ่งขณะนั้น ดร.ศักดิ์สิน ก็พยายามพูดถึง GPAS  5 Steps มาตลอด และตลอดระยะเวลาที่พอช่วยเหลือกลุ่มโรงเรียนมา ทำให้วันนี้ทางกลุ่มโรงเรียนมีพื้นฐานเกี่ยวกับ Active Learning พอสมควรแล้ว ดังนั้นการ MOU ครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนโรงเรียนเอกชนสู่มาตรฐานสากล โดยเน้นการพัฒนาที่ตัวผู้เรียนเป็นสำคัญ เพื่อสร้างรากฐานที่เข้มแข็งให้กับระบบการศึกษาไทยอย่างยั่งยืน เชื่อว่าจะทำให้การดำเนินการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนมีพัฒนาการมากขึ้น และจะเห็นการเปลี่ยนแปลงชัดเจนขึ้น เพราะเด็กได้ลงมือทำ ได้เล่าเรื่อง ได้ค้นคว้า และวิจัย

“เท่าที่ทำมาก็เข้าใจดีว่า การสร้างคนต้องใช้เวลา เพราะฉะนั้นถ้าเราเริ่มต้นตั้งแต่ระดับปฐมวัย จนถึงชั้นสูงสุดของโรงเรียนและเด็กสามารถนำกระบวนการที่ได้ไปศึกษาต่อ หรือไปประกอบอาชีพ ซึ่งเป็นกระบวนการต่อเนื่องจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงแน่นอน ดังนั้นการปรับเปลี่ยนกระบวนการเรียนการสอนการเรียนรู้แบบ Active Learning ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps ถือเป็นความท้าทายทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าตัวผู้ปกครองที่ต้องยอมรับว่า เด็กจะต้องเล่นปนเรียน เรียนไปทำไป ซึ่งเป็นมิติใหม่ที่ไม่ใช่แค่เชิงวิชาการอย่างเดียว ขณะที่ครูก็ต้องปรับเปลี่ยนกระบวนการเรียนการสอน และตัวนักเรียนก็ต้องพัฒนาตัวเองจะปล่อยไปวัน ๆ ไม่ได้แล้ว ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะทำให้นักเรียนมีความสุขมากขึ้นเป็นความสุขที่ช่วยให้เด็กเกิดการเรียนรู้และพัฒนามากขึ้น”ซิสเตอร์ ดร.อัจฉรากล่าว

มทร.ธัญบุรี รวมพลังจิตอาสาประดิษฐ์ “โคมประทีปปทุมา” 993 ดวง รังสรรค์ศิลป์น้อมศรัทธาบำเพ็ญกุศลสตมวาร ครบ 100 วัน สวรรคต สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

ผู้บริหาร คณาจารย์ บุคลากร พร้อมด้วยศิษย์เก่าและศิษย์ปัจจุบัน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (มทร.ธัญบุรี) ร่วมสืบสานพระราชปณิธานด้านศิลปวัฒนธรรม บูรณาการพลังจิตอาสาประดิษฐ์ “โคมประทีปปทุมาน้อมศรัทธาองค์อัคราภิรักษศิลปิน” จำนวน 993 ดวง เพื่อใช้ในพิธีบำเพ็ญกุศลสตมวาร 100 วัน แห่งการสวรรคต สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พลังแห่งความจงรักภักดีผ่านงานศิลปประดิษฐ์ ณ คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ โดยความร่วมมือระหว่างสาขาวิชานวัตกรรมศิลปประดิษฐ์สร้างสรรค์ องค์การนักศึกษา สภานักศึกษา และสโมสรนักศึกษาจากทุกคณะ ซึ่งเป็นการรวมตัวกันเพื่อรังสรรค์ผลงานศิลปประดิษฐ์เชิงพิธีกรรมที่มีความประณีตและเปี่ยมด้วยความหมายเชิงสัญลักษณ์
รศ.ดร.สมหมาย ผิวสอาด อธิการบดี มทร.ธัญบุรี เปิดเผยว่า ในวันเสาร์ที่ 31 มกราคม 2569 เป็นวันครบรอบ 100 วัน แห่งการสวรรคตของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทาง มทร.ธัญบุรี ตระหนักถึงพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทย โดยเฉพาะในฐานะที่ทรงเป็น อัคราภิรักษศิลปิน ผู้ทรงอุปถัมภ์และทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมของชาติ การประดิษฐ์โคมประทีปปทุมาจำนวน 993 ดวงในครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงแค่การสร้างสรรค์วัตถุ แต่คือการหลอมรวมจิตใจของชาวราชมงคลธัญบุรี ทั้งผู้บริหาร ครูอาจารย์ และศิษย์เก่า-ศิษย์ปัจจุบัน เพื่อถ่ายทอดความกตัญญูกตเวทีและความอาลัยรัก ผ่านแสงประทีปที่จะส่องสว่างเพื่อน้อมส่งบุญกุศลตามแบบแผนขนบธรรมเนียมประเพณีไทยอันงดงาม
ผศ.วิจิตร สนหอม อาจารย์ประจำสาขาวิชานวัตกรรมศิลปประดิษฐ์สร้างสรรค์ หัวหน้าสาขาวิชาคหกรรมศาสตร์ เผยว่า ผลงานนี้มีความเหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับใช้ใน พิธีถวายความอาลัย งานศาสนพิธี การจัดแสดงงานศิลปประดิษฐ์เชิงวัฒนธรรม มีแนวคิดที่สอดคล้องกับมิติ พิธีกรรม–ศรัทธา–การเชิดชูพระเกียรติ “บัวควีนสิริกิติ์” ซึ่งสะท้อนการยกย่องพระเกียรติคุณด้วยความเหมาะสมทั้งด้านสัญลักษณ์และความหมายทางวัฒนธรรม ซึ่งโคมประทีปปทุมาน้อมศรัทธาองค์อัคราภิรักษศิลปิน 993 ดวง เลข 9 ตัวแรก สื่อถึง พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหิตลาธิเบศรรามาธิบดีจักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราชบรมนาถบพิตร ในหลวงรัชกาลที่ 9 ซึ่งเป็นพระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นศูนย์รวมจิตใจของปวงชนชาวไทย และเป็นสัญลักษณ์ของ ความเป็นมงคล ที่ถูกใช้ในงานพิธีกรรมไทยอย่าง แพร่หลาย เลข 93 ตัวถัดมา สื่อถึง พระชนมายุ 93 พรรษา ของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในรัชกาลที่ 9 จึงทำให้จำนวน 993 จึงไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขบอกปริมาณ แต่คือ รหัสเชิงสัญลักษณ์  ที่หลอมรวมความหมายของการถวายความเคารพและการเทิดพระเกียรติเข้าไว้ด้วยกันอย่างลุ่มลึก ทุกดวงประทีปที่สว่างไสวเปรียบเสมือนดวงจิตของพสกนิกรที่น้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของทั้งสองพระองค์
นายปรัญญา พันธุ์ประเสริฐ นักศึกษาสาขาอุตสาหกรรมการบริการการบิน คณะศิลปศาสตร์ เล่าว่า ตนตั้งใจใช้เวลาว่างจากการเรียนมาช่วยสนับสนุนงานส่วนรวมเพื่อสร้างคุณค่าให้กับตนเองและมหาวิทยาลัย โดยรู้สึกภาคภูมิใจและปลาบปลื้มใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในของการประดิษฐ์โคมประทีป 1 ใน 993 ดวง เพื่อใช้ในพิธีสำคัญน้อมรำลึกถึงสมเด็จพระพันปีหลวง ซึ่งการก้าวข้ามจากศาสตร์ด้านการบินมาสู่งานประณีตศิลป์ในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการฝึกทักษะใหม่ แต่ยังเป็นการแสดงออกถึงความจงรักภักดีและภาพลักษณ์นักศึกษายุคใหม่ที่มีจิตสาธารณะ
นางสาวพัชรพร นันทโกวัฒน์ นักศึกษาสาขาเศรษฐศาสตร์ คณะบริหารธุรกิจ เล่าว่า โคมประทีปที่ประดิษฐ์ขั้นตอนการทำมีความยากง่ายสลับกันไป ด้วยไม่ได้มีพื้นฐานในงานประดิษฐ์ ส่วนที่ยากที่สุดคือการนำกลีบดอกไม้ทั้ง 12 กลีบ มาประกอบกันให้เป็นดอกบัว รู้สึกดีใจและเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ร่วมทำ โคมประทีปน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณสมเด็จพระพันปีหลวง
นายอภิสิทธิ์ สิทธิวิธี นักศึกษาสาขาสถาปัตยกรรมภายใน คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ เล่าว่า การได้เปลี่ยนบทบาทจากผู้พบเห็นมาเป็นผู้ลงมือประดิษฐ์ด้วยตนเอง ทำให้ได้เรียนรู้กระบวนการทำงานศิลป์ที่ละเอียดอ่อนและช่วยในการฝึกสมาธิได้เป็นอย่างดี ซึ่งเป็นทักษะสำคัญที่สามารถนำไปปรับใช้กับการเรียนสถาปัตยกรรมได้ในอนาคต โดยตนรู้สึกยินดีที่ได้ใช้ความสามารถเชิงช่างมาร่วมทำประโยชน์ในฐานะจิตอาสา เพื่อถวายความจงรักภักดีและน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระพันปีหลวง
นายณัฐภัทร หม่องพรม และนายพีรพัฒน์  ต้านศัตรู นักศึกษาสาขาวิชานวัตกรรมศิลปประดิษฐ์สร้างสรรค์  คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ เล่าว่า มีโอกาสมาช่วยเป็นวิทยากรกับอาจารย์  โดยมีคณาจารย์ และเจ้าหน้าที่ ของสาขาวิชาคหกรรมศาสตร์  รวมเป็นวิทยากรและผู้ถ่ายทอดองค์ความรู้ในการร่วมประดิษฐ์ในครั้งนี้ เป็นโอกาสสำคัญที่ได้เปลี่ยนบทบาทจากผู้เรียนสู่การเป็นผู้ถ่ายทอด โดยเริ่มสอนตั้งแต่พื้นฐานการดัดลวดไปจนถึงการประกอบโคมประทีปที่ประณีต ซึ่งนอกจากจะได้ใช้ทักษะวิชาชีพมารังสรรค์ผลงานถวายความอาลัยน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณสมเด็จพระพันปีหลวงแล้ว ยังเป็นการพิสูจน์ศักยภาพของตนเองในการถ่ายทอดความรู้สู่ผู้อื่น นับเป็นการบ่มเพาะจิตสาธารณะและการเป็นแบบอย่างที่ดีในการสืบสานศิลปวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าในฐานะบัณฑิตคุณภาพของมหาวิทยาลัย
พลังแห่งจิตอาสาในการรังสรรค์ โคมประทีปปทุมา ทั้ง 993 ดวงนี้ จึงไม่ได้เป็นเพียงการสืบสานงานประณีตศิลป์ตามแบบแผนประเพณีเท่านั้น แต่ยังเป็นประจักษ์พยานที่สะท้อนถึงอัตลักษณ์ของชาวราชมงคลธัญบุรี ในการเป็นสถาบันการศึกษาที่หล่อหลอม บัณฑิตนักปฏิบัติ ผู้เพียบพร้อมด้วยทักษะวิชาชีพและจิตสาธารณะที่ โคมประทีปปทุมาที่รังสรรค์ จึงเป็นดั่งสัญลักษณ์แห่งความกตัญญูกตเวทีและความจงรักภักดีที่รวมใจเป็นหนึ่ง เพื่อเชิดชูพระเกียรติคุณของอัคราภิรักษศิลปิน ให้สถิตอยู่ในดวงใจของพสกนิกรและคนรุ่นหลังตราบนานเท่านาน
ชลธิชา ศรีอุบล ฝ่ายข่าวกองประชาสัมพันธ์ มทร.ธัญบุรี รายงาน