สกร.เตือนระวังมิจฉาชีพแอบอ้างเป็นทีมงาน รมว.ศธ.เรียกผลประโยชน์หลายเรื่อง

เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 เพจประชาสัมพันธ์ กรมส่งเสริมการเรียนรู้ ได้มีประกาศแจ้งเตือนเฝ้าระวังพฤติการณ์แอบอ้างว่า

กรณีมีบุคคลแอบอ้างชื่อ “ดร.มิตร” ระบุว่าเป็นทีมงานของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ โทรศัพท์ติดต่อผู้บริหารหน่วยงานในสังกัด สกร. เพื่อจูงใจเรื่องการจัดสรรงบประมาณเหลือจ่ายประจำปี สำหรับจัดซื้อหนังสือและสื่อการเรียนรู้เข้าห้องสมุดประชาชนระดับอำเภอ โดยมีการเสนอรายชื่อบริษัทและรายการสื่อการเรียนรู้ให้นั้น

เพื่อให้การดำเนินงานของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) เป็นไปด้วยความโปร่งใส และป้องกัน ความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากกลุ่มมิจฉาชีพ จึงขอแจ้งเตือนให้ทุกหน่วยงานและสถานศึกษาในสังกัดเพิ่ม ความระมัดระวังจากการแอบอ้างตัวตนอ้างว่าเป็นทีมงานหรือคนใกล้ชิดของผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงฯ การยื่นข้อเสนอเพื่อจูงใจ การชี้นำการจัดซื้อ โดยมีการระบุชื่อรายการหนังสือและสื่อการเรียนรู้พร้อมราคาไว้ล่วงหน้า

ทั้งนี้ขอให้ทุกท่านตรวจสอบข้อมูล หากได้รับการติดต่อในลักษณะดังกล่าว ขอให้ตรวจสอบโดยตรงกับช่องทางสื่อสารอย่างเป็นทางการของกรมฯ ก่อนดำเนินการใด ๆ การจัดซื้อจัดจ้างทุกประเภทต้องเป็นไปตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐอย่างเคร่งครัด

กรมส่งเสริมการเรียนรู้ ขอยืนยันว่าการจัดสรรงบประมาณทุกประเภทมีขั้นตอนตามระเบียบราชการ ที่ชัดเจนและไม่มีนโยบายในการให้บุคคลภายนอกมาชี้นำการจัดซื้อจัดจ้างในลักษณะนี้

จึงแจ้งมาเพื่อโปรดทราบและถือปฏิบัติโดยเคร่งครัด หากพบเห็นพฤติการณ์ที่น่าสงสัย โปรดแจ้งให้กรมฯ ทราบทันที

 

สกร.เข้าพบองคมนตรีเดินหน้าช่วยเด็กหลุดระบบ ผ่าน Credit Bank และสายอาชีพ สร้างโอกาสคืนสู่การเรียนรู้

เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) มอบหมายให้ ดร.โยฑิน สมโนนนท์ รองอธิบดี สกร.เข้าพบ พลเอก ไพบูลย์ คุ้มฉายา องคมนตรี ณ สำนักงานองคมนตรี ทำเนียบองคมนตรี พระราชอุทยานสราญรมย์ เพื่อนำเสนอแนวทางการดำเนินงานด้านการช่วยเหลือเด็กและเยาวชนที่หลุดจากระบบการศึกษา ให้สามารถกลับเข้าสู่ระบบการเรียนรู้และมีอาชีพอย่างยั่งยืน

ดร.โยฑิน กล่าวว่า การเข้าพบครั้งนี้ได้รายงานความร่วมมือระหว่าง สกร.กับ สถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน ในการพัฒนาการศึกษาและอาชีพให้แก่เยาวชน ผ่านระบบสะสมหน่วยกิต (Credit Bank) และการจัดการเรียนสายอาชีพควบคู่การศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เรียนสามารถเรียนต่อ ควบคู่กับการพัฒนาทักษะอาชีพที่ตอบโจทย์การมีงานทำในอนาคต พร้อมกันนี้ยังได้นำเสนอรูปแบบการเรียนรู้ 3 ขั้นตอน ได้แก่ การวางแผนการเรียน การพัฒนาทักษะวิชาชีพสมัยใหม่ และการพัฒนาทักษะชีวิต เพื่อให้ผู้เรียนสามารถสำเร็จการศึกษา มีทักษะอาชีพ และใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างมีคุณภาพ

รองอธิบดี สกร. กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ยังได้รายงานผลการช่วยเหลือนักเรียนที่หลุดจากระบบการศึกษาในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี โดยเฉพาะโรงเรียนในโครงการกองทุนการศึกษา ซึ่งสามารถติดตามและช่วยเหลือผู้เรียนได้ประมาณ 42 คน รวมถึงสะท้อนปัญหาสำคัญของเด็กและเยาวชนที่หลุดจากระบบการศึกษา ทั้งด้านการเรียน ครอบครัว เศรษฐกิจ และสังคม พร้อมแนวทางการส่งต่อเข้าสู่การศึกษาทางเลือกของ สกร. ทั้งนี้ ได้ชี้แจงแผนการลงพื้นที่รับสมัครและติดตามผู้เรียนในจังหวัดกาญจนบุรี เพื่อให้เด็กและเยาวชนกลับเข้าสู่ระบบการศึกษา และได้รับการพัฒนาทักษะอาชีพอย่างต่อเนื่องด้วย

โอกาสนี้ พลเอก ไพบูลย์ คุ้มฉายา องคมนตรี ได้ให้ข้อเสนอแนะสำคัญแก่ สกร.ในการจัดทำระบบฐานข้อมูลนักเรียนของจังหวัดกาญจนบุรี การติดตามและช่วยเหลือเด็กที่หลุดจากระบบการศึกษา โดยเฉพาะกลุ่มเด็กยากจน เด็กที่มีปัญหาครอบครัว และเด็กที่มีปัญหาด้านการเรียน ตลอดจนการรวบรวมข้อมูลหลักสูตรวิชาชีพที่จำเป็น ทั้งสาขาวิชาช่างและหลักสูตรอาชีพภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.)กับ สกร.โดยได้มอบหมายให้สำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดกาญจนบุรี ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อขับเคลื่อนการช่วยเหลือเด็กและเยาวชนให้เข้าถึงโอกาสทางการศึกษาอย่างทั่วถึงและยั่งยืนต่อไป

ครม.ตั้งข้าราชการการเมือง “ยุทธพงศ์”ที่ปรึกษา รมว.ศธ. “วัลลภ”เลขานุการ รมว.ศธ. “ภาควัต”ผู้ช่วยเลขานุการ รมว.ศธ. “ลิณธิภรณ์”ผู้ช่วย รมต.ประจำ ศธ.

เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งสำคัญ ทั้งในส่วนข้าราชการประจำ ข้าราชการการเมือง และกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี รวม 15 รายการ ครอบคลุมหลายกระทรวง ดังนี้

ครม.อนุมัติแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญระดับทรงคุณวุฒิ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ โดยแต่งตั้ง นางศิริลักษณ์ มีมาก รองอธิบดีกรมกิจการเด็กและเยาวชน ให้ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาวิชาการพัฒนาสังคม (นักวิเคราะห์นโยบายและแผนทรงคุณวุฒิ) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป หลังมีคุณสมบัติครบถ้วนและตำแหน่งว่างจากการเกษียณอายุราชการ

กระทรวงศึกษาธิการ ครม.เห็นชอบแต่งตั้ง นายอิทธิกร ช่างสากล ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวง ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาด้านเทคโนโลยีระบบสารสนเทศ (นักวิชาการศึกษาทรงคุณวุฒิ) สำนักงานปลัดกระทรวงกระทรวงศึกษาธิการ ตั้งแต่วันที่ 6 สิงหาคม 2568  ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ครม.อนุมัติบรรจุ นายประมา ศาสตระรุจิ ผู้มีความรู้ความสามารถและความชำนาญงานสูง เข้ารับราชการในตำแหน่งที่ปรึกษาด้านระบบวิจัย สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.)

กระทรวงการต่างประเทศ ครม.เห็นชอบแต่งตั้ง นายต่อ ศรลัมพ์ กงสุลใหญ่ ณ นครลอสแอนเจลิส สหรัฐอเมริกา ขึ้นดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงย่างกุ้ง สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง

กระทรวงแรงงาน มีการแต่งตั้งข้าราชการระดับบริหารสูง 2 ราย ได้แก่ นายมงคล สงคราม และ นายวิชิต อินทรเจริญ รองอธิบดีกรมการจัดหางาน ขึ้นดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวงแรงงาน

ในส่วนข้าราชการการเมือง กระทรวงศึกษาธิการ ครม.แต่งตั้ง 3 ราย ได้แก่ นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร เป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายวัลลภ รุจิรากร เป็นเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และ นายภาควัต ศรีสุรพล เป็นผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

กระทรวงวัฒนธรรม ครม.ยังอนุมัติแต่งตั้งผู้รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม จำนวน 2 ราย ได้แก่ ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม มีผลตั้งแต่วันที่ 12 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป

สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี มีการแต่งตั้งข้าราชการการเมืองเพิ่มเติม 4 ราย ได้แก่ ร.อ.หญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร เป็นรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี  พล.ต.ต. ไพศาล วงศ์วัชรมงคล นายเสฏฐนันท์ ราฟาเอล เตชะวิบูลย์ และ ธนากร รัตนากร ดำรงตำแหน่งกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี ประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี

กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา แต่งตั้ง นางสาวประเมิน รักนาค เป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และ นายพัสกร รังสิวัฒนศักดิ์ เป็นเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

กระทรวงคมนาคม แต่งตั้ง นายษฐา ขาวขำ เป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม

กระทรวงวัฒนธรรม แต่งตั้ง นายปารเมศ โพธารากุล เป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม และ น.ส.สรัสนันท์ อรรณนพพร เป็นเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม

นอกจากนี้ ครม.ยังเห็นชอบแต่งตั้งกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี รวม 6 ราย ได้แก่ นายอัฏฐพล ลัดใหม่กุลวัฒน์  นายวรพรต แก้ววิจิตร นายชนก จันทาทอง น.ส.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์  นายเอกภพ เพียรพิเศษ และ นายสุรชาติ ชาญประดิษฐ์  รวมถึงแต่งตั้ง น.ส.พลอยลภัสร์ สิงห์โตทอง และ นายอรรถยุทธ์ ศรีสมุทร ดำรงตำแหน่งกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี ประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี โดยทั้งหมดมีผลตั้งแต่วันที่ 12 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป

สกู๊ปพิเศษ***เปิดงบฯลูกเสือแห่งชาติ เงินถึงเด็ก หรือจบที่พิธีการ

ภายใต้กระทรวงศึกษาธิการ มีหน่วยงานหนึ่งที่ถึงแม้จะไม่ใช่หน่วยงานใหญ่ เท่าองค์กรหลักอย่างสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน( สพฐ.) หรือ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) หรือ กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ที่ดูแลผู้เรียนจำนวนมาก แต่ก็เป็นหน่วยงานที่มีเครือข่ายและมีความเกี่ยวข้องกับผู้เรียนและบุคลากรจำนวนมาก ซึ่งอาจจะมากกว่าองค์กรหลักๆ เสียอีก นั่นคือ  สำนักงานลูกเสือแห่งชาติ เพราะหน่วยงานนี้ ดูแลทั้งค่ายลูกเสือ การฝึกอบรม บุคลากร เครื่องแบบ กิจกรรม และการพัฒนาหลักสูตร ซึ่งเป็นพื้นที่ใช้งบประมาณจำนวนมาก แต่ตรวจสอบได้ยากในสายตาสาธารณะ

วันนี้ Focusnews จะมาชวนคุยบางเรื่องที่น่าสนใจ เรื่องแรก เป็นเรื่องของงบประมาณ “กิจกรรม” สูง แต่ผลลัพธ์เชิงคุณภาพจับต้องยาก สำนักงานลูกเสือแห่งชาติยังคงขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์และโครงการฝึกอบรมลูกเสือทั่วประเทศ รวมถึงการพัฒนาหลักสูตรและค่ายลูกเสือ  แต่จุดที่น่าจับตาคือ งบประมาณประเภทนี้มักอยู่ในรูปแบบ การอบรม สัมมนา เข้าค่าย พัฒนาศักยภาพประชุมเชิงปฏิบัติการ การเดินทางราชการ ซึ่งเป็น “งบอ่อน” ที่ตรวจสอบผลสัมฤทธิ์จริงได้ยาก

เรื่องที่ 2  โครงสร้าง “ค่ายลูกเสือ” อาจกลายเป็นพื้นที่ใช้งบซ้ำซ้อน ในแผนปฏิบัติการของสำนักงานลูกเสือแห่งชาติ มีภารกิจด้าน • กำกับค่ายลูกเสือ  • พัฒนาค่าย  • ตรวจสอบการบริหารงบประมาณค่ายลูกเสือ  แต่ปัญหาคือประเทศไทยมีค่ายลูกเสือจำนวนมาก กระจายทั้งส่วนกลาง เขตพื้นที่ และโรงเรียน คำถามคือ  • ค่ายใดใช้งานจริง  • ค่ายใดแทบไม่มีเด็กเข้าใช้ • มีงบซ่อมบำรุงซ้ำซ้อนหรือไม่  • รายได้จากการเช่าค่ายเข้าสู่ระบบครบหรือเปล่า   เพราะในอดีต “ค่ายลูกเสือ” เคยถูกมองว่าเป็นพื้นที่สีเทาเรื่อง  • ค่าเช่า  • ค่าปรับปรุง  • ค่าจัดกิจกรรม  • การจัดซื้อวัสดุ โดยเฉพาะในระดับจังหวัดและเขตพื้นที่

เรื่องที่ 3 งบประมาณที่เกี่ยวกับ “เครื่องแบบ-หลักสูตร-ระเบียบใหม่” อาจเป็นตลาดใหญ่   ที่ สำนักงานลูกเสือแห่งชาติกำลังเดินหน้าปรับกฎหมายและเครื่องแบบลูกเสือหลายรายการ  ประเด็นนี้น่าจับตาเพราะทุกครั้งที่มีการเปลี่ยน • เครื่องแบบ  • หลักสูตร  • คู่มือ  • เครื่องหมาย  • อุปกรณ์  ก็จะเกิด “ตลาดใหม่” ทันที และผู้ได้ประโยชน์อาจไม่ใช่เด็ก แต่เป็น • ผู้ผลิตชุด • โรงงานปัก  • ร้านอุปกรณ์ • ผู้จัดพิมพ์คู่มือ ทำให้เกิดคำถามว่า การปรับหลักสูตรจำเป็นจริงหรือไม่ หรือเป็นการ “รีเซ็ตตลาด” รอบใหม่

เรื่องที่ 4 ลูกเสือยุคใหม่ VS ความจริงในโรงเรียน แม้ฝ่ายบริหารพยายามผลักภาพ “ลูกเสือยุคดิจิทัล” ผ่านแอปและกิจกรรมใหม่ ๆ  แต่ในความจริง โรงเรียนจำนวนมากยังสะท้อนว่า • ขาดครูผู้กำกับลูกเสือ  • ขาดงบกิจกรรมจริง  • เด็กมองกิจกรรมลูกเสือเป็นภาระ  • โรงเรียนจำนวนมากทำเพียงให้ครบหลักสูตร ซึ่งนี่คือช่องว่างระหว่าง “ภาพนโยบาย” กับ “หน้างานจริง”และเรื่องที่ 5  จุดเสี่ยงที่สุด คือ “งบประมาณที่กระจายทั่วประเทศ” สำนักงานลูกเสือแห่งชาติอาจไม่ใช่หน่วยงบฯแสนล้าน แต่มีลักษณะสำคัญคือ “งบฯกระจายตัว” หมายถึง  • เบิกหลายพื้นที่  • หลายหน่วย  • หลายค่าย  • หลายกิจกรรม ซึ่งลักษณะนี้ตรวจสอบยากกว่างบฯก้อนใหญ่เสียอีก และหากไม่มีระบบเปิดเผยข้อมูลเชิงรุก ทั้งรายชื่อโครงการ  ราคากลาง  ผู้รับจ้าง  ผลสัมฤทธิ์ รวมถึงจำนวนผู้เข้าร่วมจริง ก็อาจกลายเป็น “งบฯเงียบ” ที่สังคมไม่ค่อยจับตา

จากข้อสังเกตที่ว่า ทำให้เกิดความน่าสนใจว่าในช่วงที่กระทรวงศึกษาธิการกำลังชูแนวทาง  ลดภาระครู  ลดความเหลื่อมล้ำ ดึงเด็กกลับเข้าสู่ระบบการศึกษา  ทำให้กิจการลูกเสือจะถูกตั้งคำถามขึ้นมาทันทีว่า “ตอบโจทย์การศึกษาใหม่จริงหรือไม่” เพราะถ้ายังใช้งบฯกับพิธีการ เครื่องแบบ และระบบราชการมากเกินไป ก็อาจถูกมองว่าเป็น “โครงสร้างเก่า” ที่ใช้งบฯสูง แต่ไม่ทันโลก แต่หากปรับให้ลูกเสือเป็นพื้นที่สร้าง วินัยดิจิทัล  ทักษะชีวิต ภาวะผู้นำ  การรับมือภัยพิบัติ รวมถึงจิตอาสาให้เกิดขึ้นได้จริง ก็จะกลายเป็นเครื่องมือพัฒนาเยาวชนที่ทรงพลังได้แน่นอน

สพฐ.เร่งช่วยเหลือโรงเรียนประสบภัย พร้อมเตรียมมาตรการรับเปิดเทอมทั้งลดภาระผู้ปกครองและวิกฤตพลังงาน

  

เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 ดร.พิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) มอบหมายให้ ดร.วิษณุ ทรัพย์สมบัติ รองเลขาธิการ กพฐ. เป็นประธานการประชุมผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ครั้งที่ 17/2569 เพื่อติดตามความก้าวหน้าและขับเคลื่อนนโยบายสำคัญด้านการพัฒนาคุณภาพการศึกษา โดยมี นางภัทรวรรณ ภัทรบวรวุฒิ รองเลขาธิการ กพฐ. พร้อมด้วย ดร.อรุณี จิรมหาศาล และ ดร.อาทิตยา ปัญญา ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ. เข้าร่วมประชุม ร่วมกับผู้อำนวยการสำนักต่าง ๆ และบุคลากรของ สพฐ. ณ ห้องประชุม สพฐ. 1 อาคาร สพฐ. 4 ชั้น 2 กระทรวงศึกษาธิการ และผ่านระบบออนไลน์


ดร.วิษณุ กล่าวว่า ในที่ประชุมได้มีการเน้นย้ำตามข้อสั่งการของนายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ที่มอบหมายให้ สพฐ. เร่งติดตามและช่วยเหลือโรงเรียนที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ โดยให้โรงเรียนตั้งคณะกรรมการตรวจสอบความเสียหาย ก่อนเสนอเรื่องผ่านสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามายัง สพฐ. เพื่อดำเนินการช่วยเหลืออย่างเป็นระบบ และที่ประชุมยังได้เตรียมสรุปผลการดำเนินงานการขับเคลื่อนมาตรการต้อนรับเปิดภาคเรียน ลดภาระผู้ปกครอง และรับมือวิกฤตพลังงาน ผ่านแนวปฏิบัติและข้อสั่งการต่อเนื่อง  เพื่อเสนอที่ประชุมผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการในรูปแบบคลิป 3 นาที แสดงทั้งกระบวนการ มาตรการลดค่าใช้จ่ายของโรงเรียน และผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม รวมถึงรายงานผลงานสำคัญของ สพฐ. เพื่อสะท้อนการขับเคลื่อนนโยบายสู่การปฏิบัติจริง

รองเลขาธิการ กพฐ. กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ ยังได้รายงานความก้าวหน้าการ เตรียมจัดพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวม 18 หน่วยงาน เพื่อขับเคลื่อนนโยบายความปลอดภัยและสร้างพื้นที่สร้างสรรค์ในสถานศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม ในวันที่ 15 พฤษภาคมนี้ โดยการทำ MOU ครั้งนี้มุ่งส่งเสริมการป้องกัน ดูแล ช่วยเหลือ และคุ้มครองนักเรียน ครูและบุคลากรทางการศึกษา ควบคู่กับการสร้างพื้นที่การเรียนรู้ที่ช่วยพัฒนาทักษะชีวิต สุขภาวะ และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของผู้เรียน ผ่านการบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน พร้อมพัฒนาระบบข้อมูลสารสนเทศเพื่อใช้ติดตาม ขยายผล และยกระดับการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สถานศึกษาปลอดภัยและเป็นพื้นที่สร้างสรรค์อย่างแท้จริง

“สพฐ.ยังได้วางแผนติดตามและประเมินผลการบริหารจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประจำปีงบประมาณ 2569 ซึ่งมีการปรับลดและบูรณาการตัวชี้วัดจากเดิม 151 ตัวชี้วัด/ประเด็น เหลือเพียง 43 ตัวชี้วัด/ประเด็น ลดลงถึง 71.52% เพื่อลดภาระและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ทั้งนี้ จะมีการติดตามความก้าวหน้า พร้อมให้ข้อเสนอแนะและสนับสนุนการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง รวมถึงจัดทำข้อมูลสารสนเทศเพื่อใช้ในการวางแผนและบริหารจัดการ โดยกำหนดติดตามผล 3 รอบ ระหว่างเดือนมีนาคมถึงกันยายน เพื่อให้การขับเคลื่อนนโยบายและการดำเนินงานเกิดประสิทธิภาพสูงสุด และส่งผลเชิงบวกต่อผู้เรียนและสถานศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม”ดร.วิษณุกล่าว

“โฆษก ศธ.” นัดทีมสื่อสารทุกแท่ง ถกทิศทางประชาสัมพันธ์เชิงรุก สร้างความเชื่อมั่นสังคม รับเปิดเทอม

เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2569 นายตติยภัทร์ ปิติเศรษฐพันธุ์ โฆษกกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า ตนได้เรียกประชุมผู้ปฏิบัติงานด้านการสื่อสารของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อมอบนโยบายและกำหนดทิศทางการสื่อสารของกระทรวงศึกษาธิการ ภายหลังเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ โดยเน้นย้ำการทำงานด้านสื่อสารให้เป็นเอกภาพ เดินหน้าสื่อสารเชิงรุก สร้างความเชื่อมั่นต่อสังคมให้กับ ครู นักเรียน และผู้ปกครอง

โฆษก ศธ. กล่าวว่า การสื่อสารของกระทรวงศึกษาธิการจากนี้ต้องเป็น “หนึ่งเดียว” ทุกหน่วยงานต้องสนับสนุนภารกิจซึ่งกันและกัน พร้อมเดินหน้าสื่อสารนโยบายของกระทรวงอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนสามารถติดตาม ตรวจสอบ และมีส่วนร่วมกับการทำงานด้านการศึกษาได้มากขึ้น นอกจากนี้ ยังได้กำชับให้ทุกหน่วยงานเตรียมความพร้อมด้านการสื่อสารในภาวะวิกฤต โดยต้องมีระบบการทำงานที่ชัดเจน รวดเร็ว และรับผิดชอบอย่างมืออาชีพ รวมถึงปรับแนวทางการนำเสนอข่าวสารจาก “ข่าวราชการ” ไปสู่ “การเล่าเรื่อง” ที่เข้าถึงประชาชนมากขึ้น โดยเฉพาะการดึงเรื่องราวจากพื้นที่และสถานศึกษาทั่วประเทศมาถ่ายทอดสู่สังคม

“เป้าหมายสำคัญของการทำงานด้านสื่อสาร คือ การสร้างความเชื่อมั่นให้แก่สังคม โดยเฉพาะกลุ่มครู นักเรียน และผู้ปกครอง ให้สามารถเข้าถึง เข้าใจ และเชื่อมั่นต่อการดำเนินงานของกระทรวงศึกษาธิการ นอกจากนี้ที่ประชุมยังได้หารือถึงวาระเร่งด่วนสำคัญ อาทิ การเตรียมความพร้อมก่อนเปิดภาคเรียน ความปลอดภัยในสถานศึกษา รวมถึงการประชาสัมพันธ์ภารกิจของ “ศูนย์พิทักษ์สิทธิเสรีภาพและสวัสดิภาพนักเรียน-ครู” ซึ่งเตรียมเปิดดำเนินการอย่างเป็นทางการในเร็ว ๆ นี้ ตลอดจนการสื่อสารนโยบายการศึกษาไปยังผู้เรียนทุกกลุ่มอย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น”นายตติยภัทร์ กล่าว

ไทย-จีน ทวีภาคีขับเคลื่อนการศึกษา ลดความเหลื่อมล้ำระหว่างเมืองกับชนบทด้วยดิจิทัล

เมือวันที่ 10 พฤษภาคม 2569  นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้หารือทวิภาคีร่วมกับ นายหวย จิ้นเผิง (H.E. Mr. Huai Jinpeng) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ สาธารณรัฐประชาชนจีน ในโอกาสเดินทางไปเข้าร่วมการประชุมระดับโลกด้านการศึกษาดิจิทัล ประจำปี 2569 (2026 World Digital Education Conference : WDEC 2026) ณ สาธารณรัฐประชาชนจีน

นายประเสริฐ กล่าวชื่นชมการบริหารงานของรัฐมนตรีจีน ที่นำพื้นฐานด้านวิศวกรรมมาขับเคลื่อนการศึกษาอย่างเป็นระบบ โดยฝ่ายไทยได้เสนอนโยบายปฏิรูปการศึกษา 5 ด้านหลัก ที่เน้นการลดความเหลื่อมล้ำระหว่างเมืองและชนบท การปรับปรุงหลักสูตรด้วยดิจิทัล และการสร้างทักษะแห่งอนาคต เช่น AI, Coding และอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) พร้อมเน้นย้ำความประสงค์ที่จะขยายผลโครงการ Luban Workshop ไปยังภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วไทย เพื่อรองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมจีนในไทย รวมทั้งการพัฒนาประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางการเรียนภาษาจีนในอาเซียน พร้อมยกระดับมาตรฐานการสอบ HSK และพัฒนาศักยภาพครูไทยให้มีความเชี่ยวชาญสูงขึ้น

นายหวย จิ้นเผิง ได้แสดงความชื่นชมในประสบการณ์ด้านเศรษฐกิจดิจิทัลของรัฐมนตรีไทย พร้อมเน้นย้ำว่า AI และเทคโนโลยีสมัยใหม่ คือหัวใจสำคัญของการปฏิวัติอุตสาหกรรม ช่วยสร้างบุคลากรคุณภาพสูง รวมทั้งยินดีแบ่งปันโมเดลความสำเร็จด้านอาชีวะของมหาวิทยาลัย Shenzhen Polytechnic University ที่ร่วมมือกับภาคเอกชนใหญ่ อาทิ Huawei, BYD และ Tencent เพื่อสร้างบุคลากรให้ตรงจุด พร้อมเสนอให้ทั้งสองประเทศจัดทำกรอบความร่วมมือแบบรัฐต่อรัฐ (G2G) เพื่อประสานงานระหว่างหน่วยงานระดับกรมให้ชัดเจน รวมทั้งการทำ MOU ด้าน AI พร้อมสนับสนุนด้านการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมด้วย

‘อัครนันท์’สวมหมวก ผอ.ศูนย์พิทักษ์ฯ ลุยปิดจ๊อบปัญหาครูล่วงละเมิดนักเรียนที่ลพบุรี ย้ำไม่ทอดทิ้งเด็ก 

เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2569  นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ  พร้อมด้วย ดร.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ ครูจวง ปารมี ไวจงเจริญ ดร.รวีภัทร์ จิรศักดิ์วัฒนา คณะทำงาน รมช.ศึกษาธิการ ผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ นายวรวงศ์ วรปัญญา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จังหวัดลพบุรี พรรคเพื่อไทย และ เจ้าหน้าที่สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดลพบุรี ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้ากรณีอดีตครูโรงเรียนเอกชนจังหวัดลพบุรีล่วงละเมิดทางเพศนักเรียน เพื่อหาข้อสรุปและปิดจ๊อบปัญหาที่ค้างคามานานกว่า 2 ปี ให้จบสิ้นภายในเวลาเพียง 1 สัปดาห์ หลังจากที่ได้ลงพื้นที่ติดตามด้วยตนเองเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคมที่ผ่านมา

​นายอัครนันท์ เปิดเผยว่า จากการรับฟังความทุกข์ใจของครอบครัวผู้เสียหายที่ต้องเผชิญความกังวลมาอย่างยาวนาน ตนมองว่าเงินเยียวยาเพียงอย่างเดียวไม่สามารถเทียบได้กับความเสียหายทางจิตใจที่เด็กได้รับ เมื่อโรงเรียนเกิดข้อบกพร่องในการปกป้องเด็ก กระทรวงศึกษาธิการในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลจะต้องทำหน้าที่เป็น “ร่ม” ให้กับครอบครัวแทนโรงเรียน โดยตนได้สั่งการให้ สช. ปรับปรุงมาตรการตรวจสอบจรรยาบรรณครูอย่างเข้มข้น และกำชับให้ทุกโรงเรียนติดตั้งกล้องวงจรปิดในมุมอับเพื่อป้องกันเหตุอย่างเด็ดขาด

​”ผมยอมรับว่าที่ผ่านมากระทรวงฯ อาจมีความหละหลวมในการสั่งการ แต่ต่อจากนี้เราจะเปลี่ยนใหม่ทั้งหมด โดยในวันที่ 18 พฤษภาคมนี้ ผมจะเปิด ‘ศูนย์พิทักษ์สิทธิเสรีภาพและสวัสดิภาพ’ อย่างเป็นทางการ เพื่อบูรณาการการทำงานของทุกหน่วยงานภายในกระทรวงฯ เข้าด้วยกัน ขอยืนยันว่าเราจะไม่ทอดทิ้งเด็ก และจะติดตามการเยียวยาสภาพจิตใจร่วมกับ พม. อย่างต่อเนื่องจนกว่าน้องจะกลับมาเข้มแข็ง” รมช.ศึกษาธิการกล่าวและว่า สำหรับกลไกของศูนย์พิทักษ์สิทธิฯ ที่กำลังจะเกิดขึ้น ตนได้วางระบบการทำงานไว้ 3 มิติหลัก เพื่อไม่ให้เกิดประวัติศาสตร์ซ้ำรอย ได้แก่ 1. ระบบป้องกันการเกิดเหตุ โดยการสร้างความตระหนักรู้ให้บุคลากรเคารพสิทธิเด็ก เลิกใช้ระบบอำนาจนิยมในโรงเรียน รวมทั้งวางระบบแนะแนวดูแลสุขภาพจิตที่มีประสิทธิภาพ 2. ระบบรับแจ้งเหตุที่ทันสมัย โดยจะนำเทคโนโลยีและแพลตฟอร์มอย่าง Traffy Fondue มาใช้เพื่อให้เด็กและผู้ปกครองร้องเรียนตรงมายังศูนย์ฯ ได้ทันที ลดปัญหาการไกล่เกลี่ยหรือปิดข่าวกันเองภายในโรงเรียน และ 3. ระบบการเยียวยา ทั้งด้านร่างกายและจิตใจอย่างจริงจัง

​”เป้าหมายของผมคือการทำให้ศูนย์พิทักษ์สิทธิฯ แห่งนี้เป็นที่พึ่งที่มั่นคงและถาวร ใครก็ตามที่รังแกเด็กหรือละเมิดสิทธิเสรีภาพในสถานศึกษาจะต้องถูกลงโทษขั้นเด็ดขาด ผมจะลงมือเคลียร์ทุกความทุกข์ของประชาชนด้วยตัวเอง เพื่อให้สถานศึกษาเป็นพื้นที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับนักเรียน ครูและบุคลากรทางการศึกษาทุกคน” นายอัครนันท์ กล่าว

“อ.เชน” จับมือ “ครูกอล์ฟ” เปิดเวทีสานฝันเด็กทุน ODOS กว่า 2,445 คน ชูสร้าง “ช้างเผือก” สาย STEM ขับเคลื่อนอนาคตชาติ

​เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2569 นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ “ส่งเสริมเครือข่ายและการเตรียมความพร้อมก้าวสู่การศึกษาต่อของผู้มีสิทธิ์รับทุน ODOS ไปต่างประเทศ” ณ ห้องประชุมพูนทรัพย์ นพวงศ์ ณ อยุธยา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมี ดร.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ และครูจวง ปารมี ไวจงเจริญ ดร.รวีภัทร์ จิรศักดิ์วัฒนา ร่วมในพิธี และ ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ร่วมให้โอวาทผ่านระบบออนไลน์ (Zoom)

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า ขอแสดงความยินดีกับนักเรียนทุนทั้ง 2,445 คน สิ่งสำคัญของการไปศึกษาต่อต่างประเทศ นอกเหนือจากความเก่ง คือ การเป็นพลเมืองที่ดี ขอให้ทุกคนทำหน้าที่เสมือนทูตวัฒนธรรม นำเสน่ห์ความเป็นไทยไปเผยแพร่ พร้อมเรียนรู้วัฒนธรรมสากล สร้างเครือข่ายมิตรภาพด้วยการเป็น “ผู้ให้” และตั้งใจนำองค์ความรู้ระดับโลกกลับมาเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติต่อไป

​ด้าน นายอัครนันท์ กล่าวว่า ตนรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้มอบหมายให้ผมมาเปิดงาน มาพบปะเยาวชนกลุ่ม “ช้างเผือก” และความหวังของชาติในโครงการทุนการศึกษาเพื่อขยายโอกาสและพัฒนาประเทศ หรือ ทุน ODOS โครงการนี้ถือเป็นนโยบายสำคัญที่ผลักดันอย่างเต็มกำลังมาตั้งแต่รัฐบาลของอดีตนายกฯ แพทองธาร ชินวัตร เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและเพิ่มโอกาสให้เด็กไทยเข้าถึงการศึกษาในระดับสูง โดยเฉพาะสาขาเทคโนโลยีและ STEM

​”น้องๆ ทุกคนคือช้างเผือกที่รัฐบาลตั้งใจคัดเลือกมาอย่างดี ผลการเรียนที่ปรากฏนั้นน่าชื่นชมมาก เกือบทั้งหมดมีเกรดเฉลี่ยสูงกว่า 3.50 และมีถึงร้อยละ 60 ที่ได้เกรดสูงถึง 3.76 ขึ้นไป สิ่งนี้พิสูจน์ให้เห็นว่า แม้จะมาจากครอบครัวที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ แต่ความเหลื่อมล้ำทางรายได้ ไม่สามารถขวางความสามารถและสติปัญญาของเราได้ รัฐบาลมองเห็นพวกเราคือ เพชรที่รอการเปล่งประกาย และเป็นทุนมนุษย์ที่มีค่าที่สุด” รมช.ศธ. กล่าวและว่า ทุนนี้เป็นเหมือน หลักประกันโอกาส ที่รัฐบาลตั้งใจให้ทุกคนเดินหน้าพัฒนาศักยภาพตนเองอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะในเส้นทางสาย STEM (วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมแห่งอนาคตของไทย การรวมตัวกันในวันนี้ยังเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้าง เครือข่าย ODOS ที่เข้มแข็ง เกิดการเรียนรู้แบบไร้รอยต่อ โดยให้รุ่นพี่ช่วยส่งต่อแรงบันดาลใจและคำแนะนำให้รุ่นน้อง ก้าวข้ามช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงไปสู่ระดับที่สูงขึ้นได้อย่างมั่นคง ขอให้น้องๆ จงภาคภูมิใจในตัวเองและโอกาสที่ได้รับ พัฒนาตนเองตลอดเวลาเพื่อกลับมาสร้างโอกาสให้คนรุ่นหลัง และขอให้นึกเสมอว่าความรู้ที่ได้มาจะกลับมาช่วยพัฒนาชุมชนและประเทศชาติได้อย่างไร ซึ่งรัฐบาลพร้อมสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง

สกร.รุกทำความเข้าใจขับเคลื่อนหลักสูตรใหม่ เปลี่ยนวิธีจัดการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น เชื่อมโยงชีวิตจริง 

เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2569 ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) เป็นประธานการประชุมเชิงปฏิบัติการ “การเทียบโอนผลการเรียนเข้าสู่หลักสูตรส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อคุณวุฒิตามระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2567” ระหว่างวันที่ 9 – 10 พฤษภาคม 2569 ณ โรงแรมพักพิง อิงทาง บูติค โฮเทล จังหวัดนนทบุรี พร้อมถ่ายทอดสดผ่าน Facebook Live : ETV Channel ไปยังบุคลากร สกร. ทั่วประเทศ โดยมีคณะที่ปรึกษาอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ดร.รุ่งอรุณ ไสยโสภณ ดร.วัชรีวรรณ กันเดช และ ดร.โยฑิน สมโนนนท์ รองอธิบดี สกร. ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ผู้บริหารส่วนกลาง ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัด/กรุงเทพมหานคร ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอ/เขต ครู บุคลากร และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม

ดร.เกศทิพย์ กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการอบรมเพื่อสร้างความเข้าใจเชิงทฤษฎี แต่เป็น “การเรียนรู้เพื่อการปฏิบัติ” เพื่อเตรียมบุคลากรให้พร้อมทำหน้าที่เป็น “พี่เลี้ยง” และ “ผู้ถ่ายทอดความรู้” ในการขับเคลื่อนหลักสูตรใหม่ทั่วประเทศ โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการประกาศใข้หลักสูตรส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อคุณวุฒิตามระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2567 พร้อมกันทั่วประเทศในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2570 เป็นการปรับฐานความคิดร่วมกัน เพื่อให้ทุกคนเห็นภาพเป้าหมายเดียวกัน และเดินไปในทิศทางเดียวกัน หลักสูตรใหม่นี้ไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนวิธีเรียน แต่คือการเปลี่ยนวิธีคิดในการจัดการเรียนรู้ของ สกร. จากการจัดการศึกษาแบบเดิม ไปสู่การเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น เชื่อมโยงชีวิตจริง และตอบโจทย์ผู้เรียนในยุคใหม่

อธิบดี สกร. กล่าวต่อไปว่า หลักสูตรส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อคุณวุฒิตามระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2567 เป็นหลักสูตรฐานสมรรถนะ (Competency-based) ที่มุ่งเน้นการคิดเป็น การสื่อสาร การจัดการตนเอง และการเป็นพลเมือง แตกต่างจากหลักสูตรเดิมที่อิงมาตรฐานหรือตัวชี้วัด (Standard-based) โดยยึดแนวคิด New Skill – Reskill – Upskill และ Learn to Earn เพื่อให้ผู้เรียนสามารถประยุกต์ใช้ความรู้ สร้างสรรค์สิ่งใหม่ และพัฒนาคุณภาพชีวิตได้จริงในโลกยุคดิจิทัล ที่ผ่านมา สกร.ได้ทดลองนำร่องหลักสูตรดังกล่าวใน 10 จังหวัด เป็นระยะเวลา 1 ปี ก่อนขยายผลเพิ่มเติมอีก 12 จังหวัด รวมทั้งสิ้น 22 จังหวัด และ 1 สถาบันการศึกษาทางไกล เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนขยายใช้ทั่วประเทศในปี 2570

“จุดเด่นสำคัญของหลักสูตรใหม่ คือ ความยืดหยุ่นในการเทียบโอน โดยเฉพาะการเชื่อมโยงกับหน่วยทหาร 5 หน่วย และสถาบันการศึกษาทางไกล ในการนำผลการฝึกทหาร 300 ชั่วโมง มาเทียบเคียงสมรรถนะทางการศึกษา ทำให้ทหารกองประจำการสามารถใช้ผลการฝึกเทียบโอนเป็นวุฒิการศึกษาได้ทั้งระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษาตอนต้น และมัธยมศึกษาตอนปลาย ลดระยะเวลาการเรียน และเพิ่มโอกาสทางการศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ หลักสูตรใหม่ยังมุ่งแก้ปัญหาผู้เรียนหลุดจากระบบ ยกระดับผู้ที่ไม่มีวุฒิการศึกษาภาคบังคับ รวมถึงเปิดโอกาสให้ “วิทยากรภูมิปัญญา” และผู้มีทักษะเฉพาะด้าน สามารถเข้าสู่ระบบการรับรองคุณวุฒิผ่านกลไกการเทียบโอนและธนาคารหน่วยกิต (Credit Bank)”ดร.เกศทิพย์ กล่าวและว่า ผลจากการดำเนินงานในพื้นที่นำร่องพบแนวโน้มเชิงบวกอย่างชัดเจน ทั้งด้านการบริหารจัดการและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยหลายจังหวัดมีคะแนน N-NET สูงขึ้นเกินค่าเป้าหมายที่กำหนด สะท้อนว่าหลักสูตรฐานสมรรถนะช่วยให้ผู้เรียนมีเวลา “คิด วิเคราะห์ และลงมือทำ” มากขึ้น ส่งผลต่อคุณภาพการเรียนรู้โดยตรง

ด้าน ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ (ภาคประชาสังคม) กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และที่ปรึกษาอธิบดี สกร.กล่าวว่า การปฏิรูปครั้งนี้ถือเป็น โอกาสสำคัญของประเทศ ในการยกระดับคุณภาพชีวิตเด็กนอกระบบและลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ซึ่ง สกร.มีจุดเด่นในเรื่องของการเทียบโอน และมีจุดแข็งสำคัญคือการมีบุคลากรอยู่ทั่วทุกตำบล ซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายและสร้างโอกาสทางการศึกษาให้ประชาชนได้อย่างแท้จริง

ทั้งนี้ ที่ประชุมได้มอบหมายให้จังหวัดนำร่องทั้ง 22 จังหวัด และสถาบันการศึกษาทางไกล จัดทำข้อมูลรายวิชาและแนวทางการเทียบโอนเข้าสู่หลักสูตรส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อคุณวุฒิตามระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2567 เพื่อใช้เป็นต้นแบบในการขยายผลทั่วประเทศต่อไป