มหิดลวิทยานุสรณ์ – มูลนิธิ สอวน.เปิดเวทีประลองปัญญาทางคณิตศาสตร์ระดับประเทศ “การแข่งขันคณิตศาสตร์โอลิมปิกระดับชาติ ครั้งที่ 23” คัดเลือกผู้แทนประเทศไทยสู่การแข่งขันระดับนานาชาติ

เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 ณ โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ จังหวัดนครปฐม ศ.กิตติคุณ นพ.จรัส สุวรรณเวลา รองประธานกรรมการบริหารมูลนิธิส่งเสริมโอลิมปิกวิชาการและพัฒนามาตรฐานวิทยาศาสตร์ศึกษาในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ (สอวน.)เป็นประธานในพิธีเปิดการแข่งขันคณิตศาสตร์โอลิมปิกระดับชาติ ครั้งที่ 23โดยมี รศ.ดร.พินิติ รตะนานุกูล เลขาธิการมูลนิธิ สอวน. ศ. ดร.อุษณีย์ ลีรวัฒน์ ประธานกรรมการวิชาการมูลนิธิ สอวน. วิชาคณิตศาสตร์ ศ.ดร.วิชาญ ลิ่วกีรติยุตกุล ประธานสาขาคณิตศาสตร์ สมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร ที่ปรึกษาคณะกรรมการโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ คณะกรรมการบริหารมูลนิธิ สอวน. พร้อมด้วย กรรมการกลางการแข่งขัน นักเรียนและอาจารย์ผู้ควบคุมทีม และแขกผู้มีเกียรติ ร่วมพิธีเปิดการแข่งขัน

ดร.กฤษณพงศ์ กล่าวต้อนรับแขกผู้มีเกียรติในนามประธานกรรมการโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ พร้อมเผยว่า “โรงเรียนมีความยินดีและภาคภูมิใจเป็น อย่างยิ่งที่ได้รับความไว้วางใจให้จัดการแข่งขันคณิตศาสตร์โอลิมปิกระดับชาติอีกครั้ง หลังจากที่เคย ได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2552 ในการแข่งขันคณิตศาสตร์โอลิมปิกระดับชาติ ครั้งที่ 6 การแข่งขันครั้งนี้ จึงอาจเปรียบเสมือนอีกหนึ่งเวทีแห่งโอกาส ที่ไม่เป็นเพียงแค่การแสดงศักยภาพทางวิชาการ แต่ยังเป็นการเชื่อมโยงและสานสัมพันธ์กลุ่มนักเรียน เยาวชนที่มีความรัก ความสนใจในเรื่องเดียวกัน จากหลากหลายพื้นที่ทั่วประเทศ มาพบปะแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ ทั้งด้านวิชาการและวัฒนธรรมระหว่างกัน”

รศ.ดร.พาสิทธิ์ หล่อธีรพงศ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ ในฐานะเจ้าภาพจัดการแข่งขัน กล่าวว่า การได้รับความไว้วางใจให้เป็นเจ้าภาพสาขาคณิตศาสตร์ในรอบ 17 ปี ถือเป็นความภาคภูมิใจ ของศูนย์ สอวน. โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปีนี้ ซึ่งเป็นปีที่โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ ครบรอบ 36 ปี แห่งการก่อตั้ง โรงเรียนจึงตั้งใจทำให้เวที TMO ครั้งนี้ เป็นการแข่งขันทางวิชาการ การเสริมสร้างมิตรภาพ และเครือข่ายของผู้มีความสามารถพิเศษทางคณิตศาสตร์ทั่วประเทศ การแข่งขันครั้งนี้ มีผู้แทนนักเรียนจาก 16 ศูนย์ สอวน. ทั่วประเทศ และ นักเรียนจากค่ายของสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมทั้งสิ้น 104 คน พร้อมด้วย อาจารย์ผู้ควบคุมทีม อีก 48 คน ที่จะมาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ร่วมกันตลอด 5 วันเต็ม

ศ.กิตติคุณ นพ.จรัส กล่าวในช่วงท้ายว่า ขณะนี้นักวิชาการทางด้านคณิตศาสตร์ในประเทศไทย ยังมีความขาดแคลนอยู่ไม่น้อย ฝากไว้เป็นหน้าที่ของนักเรียนที่เข้ามาได้รับการอบรม สำหรับการจัดการแข่งขันคณิตศาสตร์โอลิมปิกแห่งชาติ ครั้งที่ 23 นี้ นอกจากเป็นความร่วมมือระหว่างคณาจารย์ที่สอนคณิตศาสตร์แล้ว ยังเป็นความร่วมมือระหว่างองค์กรต่าง ๆ ที่มีศักยภาพ ที่มาช่วยพัฒนายกระดับมาตรฐานการศึกษาในสาขาวิชานี้ นับว่าเป็นกิจกรรมที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการพัฒนาการเรียนการสอนสาขาคณิตศาสตร์ของประเทศ แล้วยังเป็นการเตรียมความพร้อมให้นักเรียนไปแข่งขันด้านวิชาการในระดับนานาชาติต่อไป

 

“ประเสริฐ” เปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กร ศธ.ทำงานเป็นทีม เข็นร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ ขีดเส้น 2 ปี เห็นรูปร่าง ขณะที่ ส.บ.พ.หนุนยกระดับมาตรฐานวิชาชีพ

เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวถึงการจัดทำร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ว่า วันแรกที่ตนมาตำแหน่งได้ประกาศว่า จะสร้างสถาปัตยกรรมใหม่ เป็นภารกิจที่สำคัญของกระทรวงศึกษาธิการ ในภารกิจที่ 5  ซึ่งหมายถึงการทำ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ ซึ่งหลังจากที่รัฐบาลได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.)และ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) เห็นพ้องกันว่า พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติต้องได้รับการยกเครื่องใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทของโลกที่เปลี่ยนไป ภูมิรัฐศาสตร์โลกก็เปลี่ยนแปลงไป กฎหมายฉบับนี้ก็ต้องมีการปรับปรุงให้มีความเหมาะสมและทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลก ซึ่งตนคิดว่าถ้ากฎหมายฉบับนี้ออกมาแล้วจะเป็นโครงสร้างทางด้านการศึกษาใหม่ ทำให้เราสามารถตั้งตรงได้ ดังนั้นตอนนี้เราต้องเร่งทำแล้ว

“ผมพูดเสมอว่าในปี 2029 องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD ได้กำหนดให้นำความรู้ด้าน ai เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการประเมิน เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้จะต้องมีการสร้างสถาปัตยกรรมใหม่ของวงการศึกษาไทย โดยต้องได้รับความร่วมมือจากชาวกระทรวงศึกษาธิการ ผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษา ทุกคน ที่เห็นความสำคัญและเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาและลงมือทำ โดยต้องแยกการศึกษา กับการเมืองออกจากกัน ผมถือว่าการศึกษาเป็นเรื่องของทุกคนไม่มีพรรคการเมือง ซึ่งผมได้เชิญทุกพรรคการเมืองมาช่วยกันดู ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ เพราะไม่ใช่เรื่องของพรรคใดพรรคหนึ่ง ไม่ใช่หน้าที่ของกระทรวงศึกษาธิการเพียงอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับทุกกระทรวง และที่สำคัญกระทรวงศึกษาธิการทำคนเดียวไม่ได้ การศึกษาต้องอาศัยความร่วมมือจากทุก ๆ คน เพราะผลสัมฤทธิ์นั้นไม่ได้เกิดขึ้นแค่ชั่วข้ามคืน บางเรื่องใช้เวลาสามเดือนบางเรื่องใช้เวลาหกเดือน พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ฉบับใหม่นี้ ผมตั้งใจจะไม่ให้เกินสองปี ต้องมีร่างใหม่เกิดขึ้นให้ได้ ถือเป็นความมุ่งมั่นตั้งใจที่ทีมการศึกษาของ ศธ.ตั้งใจที่จะทำให้ได้ โดยเปลี่ยนแนวคิดจากสี่องค์กรหลักของกระทรวงเป็นทีม หมายถึงการทำงานร่วมกันอย่างเป็นเอกภาพนั่นเอง” นายประเสริฐกล่าว

วันเดียวกัน นายเลอศักดิ์ รัชณาการ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 1 ฐานะนายกสมาคมผู้บริหารการศึกษาขั้นพื้นฐาน(แห่งประเทศไทย) หรือ ส.บ.พ. พร้อมด้วยผู้แทนสมาคมฯได้เข้ายื่นข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อการจัดทำร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ…. และการยกระดับมาตรฐานวิชาชีพทางการศึกษา ต่อ รมว.ศึกษาธิการ โดย นายเลอศักดิ์ กล่าวว่า ทางสมาคมฯ เห็นถึงความสำคัญของการขับเคลื่อนนโยบายการศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดทำร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ… รวมถึงการยกระดับมาตรฐานวิชาชีพทางการศึกษา เพื่อให้การบริหารจัดการระบบการศึกษามีความก้าวหน้า สอดคล้องกับบริบทการปฏิบัติงานจริง และสามารถแก้ไขปัญหาเชิงระบบได้อย่างมีประสิทธิภาพ สมาคมฯจึงได้รวบรวมศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลจากผู้ปฏิบัติงานในระดับเขตพื้นที่การศึกษาและสถานศึกษาทั่วประเทศ มาจัดทำเป็นข้อเสนอเชิงนโยบาย เพื่อเป็นข้อมูลสำคัญในการกำหนดทิศทางการปฏิรูปการศึกษาและการบริหารงานบุคคลของกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้แก่ระบบการจัดการศึกษาและยกระดับคุณภาพชีวิตของครูและบุคลากรทางการศึกษาอย่างยั่งยืน โดยสมาคมฯพร้อมที่จะสนับสนุนและให้ข้อมูลเชิงลึกเพิ่มเติมเพื่อขับเคลื่อนข้อเสนอให้เกิดผลเป็นรูปธรรมตามนโยบายของ รมว.ศึกษาธิการต่อไป

“ประเสริฐ”ผนึก 18 หน่วยงาน ปั้น “โรงเรียนปลอดภัย”รับมือ ยาเสพติด-บุหรี่ไฟฟ้า-ภัยไซเบอร์

เมื่อวันที่ 15 พ.ค.2569 ที่ หอประชุมคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ ได้มีพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ(MOU) “โรงเรียนปลอดภัย อุ่นใจในพื้นที่สร้างสรรค์” ร่วมกับ18 หน่วยงานภาครัฐและภาคีเครือข่าย ประกอบด้วย กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.)  กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(พม.) กระทรวงมหาดไทย(มท.) กระทรวงยุติธรรม(ยธ.)กระทรวงแรงงาน(รง.) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ดีอี) กระทรวงกลาโหม(กห.) กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (กก.) กระทรวงวัฒนธรรม(วธ.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์(กษ.) กระทรวงคมนาคม(คค.) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.)  สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(ส.ส.ส.) โดยมี นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธาน เพื่อบูรณาการความร่วมมือในการสร้าง “ระบบนิเวศทางการศึกษา”ที่ปลอดภัยในสถานศึกษารอบด้าน โดยมีผู้บริหารระดับสูง ข้าราชการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม

นายประเสริฐ กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.)ได้ขับเคลื่อนนโยบาย “โรงเรียนปลอดภัย อุ่นใจในพื้นที่สร้างสรรค์” โดยสาระสำคัญของการ MOU ครั้งนี้ คือ มุ่งเน้นการสร้างระบบความปลอดภัยในสถานศึกษาแบบ บูรณาการทั้งระบบ ครอบคลุมทั้งการป้องกัน ดูแล ช่วยเหลือ และคุ้มครองผู้เรียน ครูและบุคลากรทางการศึกษา จากภัยในทุกรูปแบบไม่ว่าจะเป็นความรุนแรง อุบัติเหตุ การละเมิดสิทธิ ปัญหาสุขภาพกายและจิตใจ ปัญหายาเสพติด บุหรี่ไฟฟ้า ตลอดจนภัยออนไลน์ และอาชญากรรมจากไซเบอร์ที่กำลังส่งผลกระทบต่อเด็กและเยาวชนไทยอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งมีการแนะนำระบบ “EduSafe School” ซึ่งเป็นระบบดูแลความปลอดภัยที่ใช้งานง่ายผ่านช็อตคัตบนโทรศัพท์มือถือ เพียงกดใช้งาน ระบบจะเชื่อมต่อกับ Google Earth พร้อมให้ผู้ใช้บันทึกเสียงแจ้งเหตุหรือขอความช่วยเหลือ ก่อนส่งข้อมูลเข้าสู่ศูนย์ช่วยเหลืออัตโนมัติตลอด 24 ชั่วโมง รองรับโรงเรียนสังกัด สพฐ. 29,005 แห่ง และนักเรียนกว่า 6 ล้านคน ทั้งนี้ เหตุอันตรายสามารถเกิดขึ้นได้ทุกที่ ไม่เฉพาะในโรงเรียน จึงถือเป็นการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยให้เด็กและเยาวชนไทยอย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ ยังมี “ศูนย์พิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ กระทรวงศึกษาธิการ” ที่ทำงานร่วมกับนักจิตวิทยาและนักกฎหมาย เพื่อดูแลเด็กที่ได้รับผลกระทบด้านร่างกายและจิตใจในลักษณะ One Stop Service แบบครบวงจรอีกด้วย

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนา “พื้นที่สร้างสรรค์” ภายในสถานศึกษา ผ่านกิจกรรมด้านศิลปะ ดนตรี กีฬา นันทนาการ และการพัฒนาทักษะชีวิต เพื่อเปิดพื้นที่ให้เด็กและเยาวชน ได้ใช้เวลาว่างอย่างสร้างสรรค์ พัฒนาศักยภาพของตนเอง และแสดงออกอย่างเหมาะสม ภายใต้สภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและส่งเสริมสุขภาวะที่ดีทั้งร่างกายและจิตใจ โดยภายใต้กรอบความร่วมมือแต่ละหน่วยงานจะเข้ามามีบทบาทเฉพาะด้านตามความเชี่ยวชาญ เช่น สธ. จะสนับสนุนการคัดกรองสุขภาพกายและสุขภาพจิตของผู้เรียน รวมถึงการอบรมการปฐมพยาบาลและสุขภาพจิตเบื้องต้นแก่บุคลากรทางการศึกษา ดีอีจะร่วมผลักดันการรู้เท่าทันดิจิทัลและความปลอดภัยไซเบอร์ เพื่อรับมือปัญหาการกลั่นแกล้งออนไลน์ และภัยทางอินเทอร์เน็ตในกลุ่มเยาวชน สตช. ดูแลความปลอดภัยและป้องกันอาชญากรรม ยาเสพติด และความรุนแรงในสถานศึกษา พร้อมสนับสนุนโครงการ D.A.R.E. เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้เด็กและเยาวชน  สำนักงาน ป.ป.ส.จะสนับสนุนมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด รวมถึงระบบเฝ้าระวัง คัดกรอง และส่งต่อผู้เรียนกลุ่มเสี่ยงเข้าสู่กระบวนการดูแลอย่างเหมาะสม ส่วน คค.จะเข้ามาสนับสนุนมาตรฐานความปลอดภัยด้านการเดินทางของนักเรียน ทั้งรถรับส่งนักเรียนและการเดินทางไปทัศนศึกษา รวมถึงการรณรงค์เรื่องวินัยจราจรและการสวมหมวกนิรภัย ขณะที่ กก.จะสนับสนุนกิจกรรมกีฬาและนันทนาการเพื่อเสริมสร้างสุขภาพ วินัย และทักษะการใช้ชีวิตของผู้เรียน  วธ.จะร่วมส่งเสริมการใช้ศิลปวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น ในการสร้างพื้นที่สร้างสรรค์ในโรงเรียน ส่วน กสศ. จะสนับสนุนผู้เรียนด้อยโอกาสและกลุ่มเปราะบาง เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และป้องกันไม่ให้เด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา เป็นต้น

“การสร้าง “โรงเรียนปลอดภัย” ไม่ใช่หน้าที่ของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่เป็นภารกิจร่วมของทุกภาคส่วนในสังคม ที่ต้องร่วมกันสร้างสภาพแวดล้อมแห่งการเรียนรู้ที่ปลอดภัย อบอุ่น และสร้างสรรค์ เพื่อให้เด็กไทยเติบโตอย่างมีคุณภาพ มีทักษะชีวิต มีภูมิคุ้มกันต่อความเสี่ยงรอบด้าน สามารถพัฒนาศักยภาพของตนเองได้อย่างเต็มที่ในโลกยุคใหม่ และก้าวเดินอย่างมั่นคงสู่อนาคตที่ดีต่อไป”นายประเสริฐกล่าว

“ประเสริฐ” ยันไม่นิ่งนอนใจ ขอหาข้อมูลก่อนออกมาตรการใช้มือถือในโรงเรียน

เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ให้สัมภาษณ์กรณีครูยึดโทรศัพท์นักเรียนว่า ได้มอบให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) และ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน(สช.) ตรวจสอบรายละเอียดอยู่ เมื่อได้ข้อมูลเบื้องต้นแล้วให้รีบรายงานเข้ามา อย่างก็ตามเรื่องการใช้โทรศัพท์ในสถานศึกษานั้น กระทรวงศึกษาธิการมีการพูดคุยกันอยู่ เพราะมีทั้งที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับการให้เด็กใช้มือถือในโรงเรียน เนื่องจากขณะนี้หลายประเทศมีการเก็บโทรศัพท์คือห้ามนักเรียนใช้ในโรงเรียนหรือในห้องเรียนแล้ว เพราะมองว่าเด็กจะไม่มีสมาธิในการเรียน ขณะที่อีกฝ่ายมองว่า การให้เด็กพกโทรศัพท์ผู้ปกครองจะสามารถติดต่อเด็กได้ทันที หรือการเรียนบางวิชาก็จำเป็นต้องใช้โทรศัพท์เพื่อการค้นคว้า ซึ่งถือว่ามีเหตุผลทั้ง 2 ฝ่าย อย่างไรก็ตามกระทรวงศึกษาธิการก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ ขอทำเวิร์คชอปหาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนจะมีมาตรการที่เหมาะสม และไม่ให้รู้สึกว่าเกิดความเสียหาย อย่างไรก็ตาม หากตรวจสอบแล้วพบว่าครูมีพฤติกรรมอย่างที่เป็นข่าว ก็ถือว่าครูทำไม่ถูก

ส่วนกรณีการกระทบกระทั่งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา จะส่งผลกระทบกับการเรียนการสอนของนักเรียนบริเวณชายแดนหรือไม่ รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า จากการตรวจสอบจากข่าว ในพื้นที่ยังขอให้พี่น้องประชาชนบริเวณชายแดนใช้ชีวิตปกติอยู่ ซึ่งหมายถึงโรงเรียนด้วย แต่กระทรวงศึกษาธิการก็ไม่ได้วางใจ และ เลขาธิการ กพฐ.ก็ได้มอบให้เขตพื้นที่การศึกษาดูแลเรื่องนี้อย่างใกล้ชิดอยู่

“ประเสริฐ”สั่งรื้อโครงการซ้ำซ้อน ลดชิ้นงานครู ใช้เทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพ

เมื่อวันที่ 14 พ.ค.2569 นายตติยภัทร์ ปิติเศรษฐพันธุ์ โฆษกกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) กล่าวภายหลังการประชุมผู้บริหารระดับสูง ศธ.ที่มี นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธาน และนายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และผู้บริหารองค์กรหลัก ศธ.เข้าร่วมประชุม เพื่อติดตามงานตามนโยบาย 5 ด้านของ ศธ. โดยเฉพาะการเดินหน้านโยบาย “ลดภาระงานครู” อย่างจริงจัง รับเปิดภาคเรียนปีการศึกษา 2569 โดย กำชับทุกหน่วยงานเร่งดำเนินการให้เห็นผลเป็นรูปธรรมภายในปีนี้ พร้อมมอบหมายให้ นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ติดตามการดำเนินงานอย่างใกล้ชิด

นาย ประเสริฐ กล่าวว่า นอกจากการติดตามงานตามปกติแล้ว ที่ประชุมยังได้พิจารณาเรื่องสำคัญ 2 เรื่องคือ นโยบายควิกวิน 5 ด้าน ซึ่งจะเร่งดำเนินการให้เป็นรูปธรรม โดยในวันที่ 27 พ.ค.นี้ ตนได้สั่งให้ทำข้อสรุป เพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติให้กับครู นักเรียน และบุคลากรทางการศึกษา ว่า ศธ.ต้องการอย่างไร เช่น การลดภาระครู ลดความเหลื่อมล้ำ ความปลอดภัย มีเรื่องอะไรบ้าง เป็นต้น และเรื่องงบประมาณ สืบเนื่องจากพระราชกำหนดกู้เงิน 400,000 ล้านบาทของรัฐบาลมีผลบังคับใช้แล้ว ซึ่งมีอยู่ 2 ก้อน คือ ก้อนแรก 2 แสนล้าน แก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน และอีก 2 แสนล้าน ที่เกี่ยวข้อกับกระทรวงศึกษาธิการ คือการนำเงินมาใช้ ทำเรื่องความยั่งยืนของประเทศ การเปลี่ยนแปลงต่างๆ เพื่อให้เกิดการแข่งขันในระยะยาว ซึ่ง ศธ.จะขอเงินจำนวนนี้ด้วย เพื่อมาพัฒนาการเรียนการสอน ทั้งนี้ ทุกหน่วยงานจะต้องรายงานผลอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งจำนวนโครงการที่ปรับลด จำนวนชิ้นงานที่ลดลง และเวลาการทำงานของครูที่สามารถลดได้ โดยให้นำเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI เข้ามาช่วยงานด้านเอกสาร เพื่อให้เห็นผลลัพธ์ชัดเจนภายในปี 2569

นายตติยภัทร์ กล่าวว่า รมว.ศึกษาธิการได้เน้นย้ำ 2 มาตรการสำคัญ ได้แก่ การทบทวนและปรับลดโครงการหรือภารกิจที่ซ้ำซ้อน ลดงานเอกสารและขั้นตอนที่ไม่จำเป็น เพื่อคืนเวลาให้ครูได้ทำหน้าที่ดูแลนักเรียนและจัดการเรียนการสอนได้เต็มที่ รวมถึงผลักดันการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI เข้ามาช่วยงานด้านเอกสาร รายงาน และธุรการ เพื่อลดภาระงานและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของครู นอกจากนี้ นายอัครนันท์ ยังรายงานต่อที่ประชุมว่า จากการลงพื้นที่พบครูทั่วประเทศ พบเสียงสะท้อนตรงกันว่าครูจำนวนมากยังต้องใช้เวลาไปกับงานเอกสารและงานโครงการจำนวนมาก จึงจำเป็นต้องเร่งปรับระบบการทำงานให้คล่องตัวขึ้น เพื่อให้ครูมีเวลาพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอนและดูแลนักเรียนได้อย่างเต็มศักยภาพ ดังนั้น สิ่งแรกที่ ศธ.ถือเป็นนโยบายสำคัญและเร่งด่วน คือการลดภาระครู ที่จะต้องเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษา และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่

โฆษกศธ.กล่าวต่อไปว่า ส่วนกรณีที่ รมว.ศึกษาธิการ ประกาศมาตรการลดภาระผู้ปกครอง โดยเรื่องการแต่งชุดลุกเสือ เนตรนารี เป็นหนึ่งในมาตรการ ที่ระบุว่า ไม่บังคับซื้อชุดใหม่หรือแบบเต็มยศ ให้ใช้เพียงผ้าผูกคอและหมวกได้ ขณะที่มีการตั้งข้อสังเกตว่า โรงเรียนหลายแห่งยังให้นักเรียนต้องแต่งชุดเต็มยศอยู่ ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากในสังคมออนไลน์  ว่าเป็นการลดภาระผู้ปกครองอย่างไร เรื่องนี้ ดร.วรัท พฤกษาทวีกุล รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวถึงแนวปฏิบัติการแต่งชุดลูกเสือ เนตรนารี ว่า ตามกฎหมายกำหนดว่าลูกเสือต้องแต่งเครื่องแบบ แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นขณะนี้ คือ เรื่องของวิกฤตเศรษฐกิจที่ส่งผลกระทบต่อผู้ปกครอง จึงมีการเรียกร้องให้ผ่อนปรนการแต่งเครื่องแบบลูกเสือ ขณะที่โรงเรียนอีกส่วนหนึ่งก็มีความพร้อมที่จะแต่งเครื่องแบบลูกเสือ ไม่มีปัญหาเรื่องเครื่องแบบ  อย่างไรก็ตามปีที่ผ่านมา สำนักงานลูกเสือแห่งชาติ(สลช.)ได้มีหนังสือซักซ้อมแจ้งไปยังโรงเรียนตั้งแต่ปีที่ผ่านมา เพื่อซักซ้อมถึงการแต่งกายชุดลูกเสือ เนตรนารี การจัดกิจกรรมฝึกอบรมลูกเสือในโรงเรียน ว่า อนุโลมให้ใช้เครื่องแบบลำลองในการฝึกอบรมในโรงเรียนได้ รวมถึงการอยู่ค่ายพักแรม กิจกรรมเดินทางไกล หรือกิจกรรมในชุมชน โดยเครื่องแบบลำลอง คือ ผ้าผูกคอ และหมวกลูกเสือแต่ละประเภทเพื่อแสดงความเป็นลูกเสือเท่านั้น ส่วนชุดที่สวมอาจจะเป็น ชุดนักเรียน ชุดกีฬา หรือ ชุดอะไรก็ได้ที่โรงเรียนกำหนด ซึ่งจากที่สั่งการไปตั้งแต่ปีที่ผ่านมาโรงเรียนก็เข้าใจและดำเนินการตามที่ สลช.สั่งการ  ส่วนการแก้ไขกฎกระทรวงว่าด้วยเครื่องแบบลูกเสือนั้น ขณะนี้อยู่ในขั้นการพิจารณาร่วมกันของ สลช.กับ คณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งยังไม่แล้วเสร็จ แต่คาดว่าจะแล้วเสร็จในเร็ว ๆ นี้ และทันใช้ในภาคเรียนต่อไปแน่นอน

สพฐ.ส่งหนังสือด่วนที่สุด! ถึงทุกเขตพื้นที่ฯ กำกับสถานศึกษาถือปฏิบัติตามประกาศฯ 7 มาตรการ ลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครองนักเรียนในสถานการณ์วิกฤตพลังงาน ปีการศึกษา 2569

ดร.พิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆนี้ ตนได้มีหนังสือด่วนที่สุด ถึงผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทุกเขตทั่วประเทศ ให้แจ้งสถานศึกษาในสังกัดทราบถึง ” ประกาศสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นพื้นฐาน (สพฐ.) เรื่อง มาตรการลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครองนักเรียนในสถานการณ์วิกฤตพลังงาน ปีการศึกษา 2569” และ ให้ถือปฏิบัติ โดยสามารถดำเนินการได้ตามบริบทของสถานศึกษา เพื่อเป็นการช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ปกครองนักเรียนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตพลังงาน และขอให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทุกแห่ง ส่งเสริม สนับสนุน กำกับ และติดตาม การดำเนินงานของสถานศึกษาให้เป็นไปตามประกาศนี้อย่างมีประสิทธิภาพ

“ 7 มาตรการ ลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครองนักเรียนในสถานการณ์วิกฤตพลังงาน ปีการศึกษา 2569 มีสาระสำคัญที่ยังคงให้สถานศึกษาในสังกัดทุกแห่งดำเนินการจัดการเรียนการสอนตามปกติอย่างมีคุณภาพ โดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของผู้เรียนเป็นสำคัญ เพื่อไม่ให้กระทบต่อคุณภาพการศึกษาและพัฒนาการของผู้เรียนในทุกระดับ เพื่อให้ผู้เรียนทุกคนได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างทั่วถึงและเสมอภาค โดยมีแนวปฏิบัติตามประกาศ สพฐ.ดังนี้ 1.ให้สถานศึกษาพิจารณาลดหรือผ่อนผันการเก็บเงินบำรุงการศึกษา เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครองนักเรียน 2.ให้สถานศึกษาพิจารณายกเว้นหรือผ่อนผันการแต่งเครื่องแบบนักเรียน ลูกเสือ เนตรนารี ยุวกาชาด ผู้บำเพ็ญประโยชน์ หรือเครื่องแต่งกายอื่นๆ ได้ตามความเหมาะสมกับบริบทของสถานศึกษา 3.ให้สถานศึกษาพิจารณาลดหรืองดการใช้วัสดุ อุปกรณ์การเรียน ที่เพิ่มภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครองนักเรียน 4.ให้สถานศึกษาพิจารณาลดหรืองดการจัดซื้อหนังสือเสริมหลักสูตรนอกเหนือจาก 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ ที่เป็นการเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครองนักเรียน 5.ให้ลดหรืองดการจัดกิจกรรมที่ต้องเรียกเก็บเงินเพิ่มจากผู้ปกครองนักเรียน 6.ให้ลดหรืองดการมอบหมายให้นักเรียนจัดทำชิ้นงาน หรือโครงงาน ที่เป็นการเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครองนักเรียน และ 7.ให้สถานศึกษาประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อการบริหารจัดการศึกษาและการจัดการเรียนการสอน”

ประกาศ สพฐ.ฉบับนี้ ให้ผู้อำนวยการสถานศึกษาสามารถออกมาตรการลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครองนักเรียนเพิ่มเติม ตามความเหมาะสมและบริบทของสถานศึกษาได้ เช่น ชุดนักเรียน อนุโลมให้นักเรียนสามารถใช้ชุดเดิมได้แม้เลื่อนชั้น หรือ ย้ายสถานศึกษา เพิ่มวันสวมใส่ชุดพละ ชุดสุภาพ ไม่บังคับจัดซื้อชุดลูกเสือ-เนตรนารีเต็มรูปแบบ โดยใช้เฉพาะผ้าผูกคอและหมวกร่วมกับชุดนักเรียนหรือชุดพละได้ กระเป๋าเปิดกว้างไม่จำกัดรูปแบบ ไม่ต้องมีตราโรงเรียน ออกแบบและจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ไม่จัดเก็บเงินเพิ่ม มอบหมายงานเป็นกลุ่ม จัดการเรียนการสอนแบบบูรณาการกลุ่มสาระ ติดตามผลการเรียนผ่านระบบดิจิทัล ยื่นเอกสาร-ส่งงานผ่านระบบออนไลน์ เป็นต้น.

“บุหรี่ไฟฟ้า”ทะลักขายในออนไลน์ 83 ช่องทาง ลามหนักเด็กไทยสูบพุ่งเกือบล้านคน เครือข่ายเยาวชนยื่น 4 ข้อเสนอถึง “อัครนันท์” ดันสถานศึกษาปลอดบุหรี่ไฟฟ้า 100%

ที่กระทรวงศึกษาธิการ — วันที่ 14 พ.ค.2569 เครือข่ายเยาวชนลดปัจจัยเสี่ยง เครือข่ายครอบครัวปลอดบุหรี่ เครือข่ายสื่อสร้างสรรค์ และภาคีเครือข่ายด้านเด็กและเยาวชนกว่า 60 คน รวมตัวเข้าพบ นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อแสดงจุดยืนผลักดัน “สถานศึกษาปลอดบุหรี่ไฟฟ้า 100%” พร้อมยื่น 4 ข้อเสนอเร่งด่วนปกป้องเด็กและเยาวชนไทยจากภัยบุหรี่ไฟฟ้า หลังสถานการณ์ระบาดในกลุ่มนักเรียน-นักศึกษาน่าวิตก โดยเฉพาะการขายผ่านออนไลน์ที่เข้าถึงง่าย รวดเร็ว และแพร่กระจายหนักผ่านโซเชียลมีเดีย

นางฐาณิชชา ลิ้มพานิช ประธานเครือข่ายครอบครัวปลอดบุหรี่ เปิดเผยว่า ข้อมูลการสำรวจการบริโภคยาสูบของเยาวชนไทย (GYTS) ปี 2565 ของกรมควบคุมโรค พบว่า เด็กอายุ 13-15 ปี ใช้บุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นถึง 5.3 เท่า จาก 3.3% ในปี 2558 เป็น 17.6% ในปี 2565 ขณะที่ข้อมูลสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี 2567 พบผู้สูบบุหรี่ไฟฟ้าในประเทศไทยเพิ่มจาก 78,742 คน ในปี 2564 เป็น 900,459 คน ในปี 2567 หรือเพิ่มขึ้นกว่า 11 เท่า สะท้อนปัญหาที่กำลังรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว ถึงแม้ว่าภาครัฐจะมีมาตรการเข้มงวด และมีกฎหมายห้ามนำเข้า ครอบครอง และจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าอย่างชัดเจน แต่ปัญหาสำคัญยังอยู่ที่ “ตลาดออนไลน์” ซึ่งยังเป็นช่องโหว่ใหญ่ที่ทำให้เด็กและเยาวชนเข้าถึงได้ง่าย โดยเฉพาะการขายผ่านเว็บไซต์ แอปพลิเคชัน และโซเชียลมีเดีย

ด้าน น.ส.ศุภัทรา ภาแก้ว ผู้ประสานงานเครือข่ายเยาวชนลดปัจจัยเสี่ยง กล่าวว่า จากผลเฝ้าระวังของสถาบันยุวทัศน์แห่งประเทศไทยและภาคีเครือข่าย ในช่วงไตรมาสแรกปี 2569 พบการขายบุหรี่ไฟฟ้าผ่านออนไลน์มากถึง 83 ช่องทาง แบ่งเป็นเว็บไซต์ 54 ช่องทาง และบัญชีผ่านแอปพลิเคชันอีก 29 บัญชี นอกจากนี้ ยังพบการโฆษณาผ่านกลุ่มปิดบนเฟซบุ๊ก 44.8% ผ่าน X หรือ Twitter 34.5% และ Instagram 20.7% โดยใช้ Micro Influencers สร้างภาพลักษณ์เชิงบวกให้บุหรี่ไฟฟ้า พร้อมบริการจัดส่งถึงบ้านภายใน 180 นาที

ขณะที่ นายบดินทร์ชัย บุญปก แกนนำเครือข่ายเยาวชนลดปัจจัยเสี่ยง และอดีตผู้เคยใช้บุหรี่ไฟฟ้าจนเสียโอกาสสอบเข้ารับราชการตำรวจจากปัญหาสุขภาพ กล่าวว่า เนื่องในวันงดสูบบุหรี่โลก วันที่ 31 พฤษภาคม นี้ ทางเครือข่ายขอยื่นข้อเสนอ 4 ข้อสำคัญต่อกระทรวงศึกษาธิการ ได้แก่ สนับสนุนมาตรการสถานศึกษาปลอดบุหรี่ไฟฟ้า 100% ให้ทุกโรงเรียนใช้วันปฐมนิเทศและประชุมผู้ปกครองสร้างความรู้เท่าทันพิษภัยบุหรี่ไฟฟ้า ส่งเสริมบทบาทผู้ปกครองและชุมชนร่วมกันเฝ้าระวัง รวมถึงยืนยันให้บุหรี่ไฟฟ้ายังคงเป็นสิ่งผิดกฎหมายต่อไป เพื่อปกป้องเด็กและเยาวชนไทยจากการตกเป็น นักสูบหน้าใหม่ ในอนาคต

นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รมช.ศึกษาธิการ กล่าวภายหลังรับหนังสือจาก แกนนำเครือข่ายเยาวชนลดปัจจัยเสี่ยงว่า จากการได้รับฟังรายงาน ได้มองเห็นโทษภัยของบุหรี่ไฟฟ้าอย่างมาก และจากที่ตนได้รับมอบหมายจากนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการให้ดูแล ศูนย์พิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ กระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งจะดูเรื่องความปลอดภัยต่าง ๆ ของเด็ก เยาวชนและบุคลากรทางการศึกษา ขอยืนยันว่าจะทำให้พื้นที่ของเด็กและเยาวชนเป็นที่เซฟโซนที่ไม่ใช่แค่เรื่องของจิตใจแต่รวมถึงเรื่องของสุขภาพด้วย โดยหลังจากนี้กระทรวงศึกษาธิการจะออกแนวมาตรการให้ครูช่วยปรามเรื่องของบุหรี่ไฟฟ้าด้วย และให้ทุกโรงเรียนสามารถใช้มาตรการเด็ดขาดได้ เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องผิดกฎหมายเกี่ยวข้องกับสุขภาพของเด็กและเยาวชน ซึ่งเราจะไม่ปล่อยไว้ ยืนยันว่ากระทรวงศึกษาธิการจะเข้มงวดเรื่องนี้ให้มากขึ้น โดยตนจะประสานกับทาง สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) สำนักนายกรัฐมนตรี และ กระทรวงพาณิชย์ รวมถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจให้ช่วยดูแลเรื่องนี้อย่างเข้มงวด

“การที่บุหรี่ไฟฟ้าเข้าถึงเด็กและเยาวชน ทำให้ส่งผลกระทบหลายอย่าง สุขภาพก็เป็นสิ่งสำคัญมากคนที่ไม่สูบบุหรี่ไฟฟ้าก็ต้องได้รับผลกระทบไปด้วย สถานศึกษาซึ่งถือเป็นพื้นที่เซฟโซนจะต้องไม่ปล่อยผ่าน ขอให้ทุกท่านสบายใจได้กระทรวงศึกษาธิการจะเข้มงวดกับเรื่องนี้ ทุกโรงเรียนก็ต้องเข้มงวดกับเรื่องนี้ และขอย้ำกับผู้ปกครองว่า บุหรี่ไฟฟ้าเป็นสิ่งผิดกฎหมาย ถ้าไม่ดูแลลูกหลานเมื่อกระทำผิด ผู้ปกครองก็ต้องรับผิดชอบ”นายอัครนันท์กล่าว

คณะบริหารธุรกิจ มทร.กรุงเทพ จับมือ TGBC เดินหน้าพัฒนาหลักสูตรรัฐ- เอกชน ยกระดับเส้นทางการศึกษายุคดิจิทัล ปลื้มนักศึกษาคณะบริหารธุรกิจ คว้าทุนสอบ CISA จากตลาดหลักทรัพย์ฯ

รศ.ดร.พิชัย จันทร์มณี อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.)กรุงเทพ เปิดเผยว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ คณะบริหารธุรกิจ มทร.กรุงเทพ นำโดย ผศ.ชูพรรค แพงไธสง รองคณบดีฝ่ายวิชาการ พร้อมด้วย ผศ.ดร.นิติรัฐ มาลีวัตร รองคณบดีฝ่ายบริหาร และนายแวววิเชียร ม่วงคง เจ้าหน้าที่ชำนาญการฝ่ายวิชาการ ได้เข้าพบดร.ปรารถนา ศรีสุข ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคโนโลยีไทยโกลบอลบริหารธุรกิจ (TGBC) เพื่อหารือเกี่ยวกับแนวทางการจัดทำหลักสูตรความร่วมมือภาครัฐและเอกชน (Public-Private Partnership) อย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นการหารือเพื่อแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์และวางกรอบความร่วมมือทางวิชาการ ทั้งในระดับปริญญาตรีและระดับบัณฑิตศึกษา โดยเน้นการเชื่อมโยงศักยภาพของทั้งสองสถาบัน เพื่อสร้างเส้นทางการศึกษาแบบไร้รอยต่อจากระดับสายอาชีพสู่ระดับอุดมศึกษา ที่จะรองรับความต้องการของตลาดแรงงานในยุคดิจิทัล
ด้านผศ.ชูพรรค กล่าวว่า วิทยาลัยเทคโนโลยีไทยโกลบอลบริหารธุรกิจ มีความโดดเด่นด้านการจัดการเรียนการสอนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ( ปวช.) และประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) โดยเฉพาะหลักสูตร English Program (EP) และสาขาวิชาภาษาต่างประเทศธุรกิจ (Foreign Language Business) ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาวิชาการของคณะบริหารธุรกิจ ทั้งด้านเทคโนโลยีดิจิทัล การสร้างธุรกิจ และการสื่อสารข้ามวัฒนธรรม ดังนั้นความร่วมมือครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการพัฒนาความร่วมมือทางวิชาการระหว่างสถาบัน เพื่อร่วมกันออกแบบโมเดลการพัฒนานักศึกษา การเพิ่มโอกาสทางการศึกษาและการวิจัย ตลอดจนการผลิตบัณฑิตที่มีศักยภาพ พร้อมรองรับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศในอนาคตต

ผศ.ชูพรรค กล่าวต่อว่า เมื่อช่วงต้นเดือนพ.ค.ที่ผ่านมานักศึกษาคณะบริหารธุรกิจ มทร.กรุงเทพ โดยนายสหพัฒน์ กิตติเมธาวัฒน์ และนายพรชัย ขำทับ นักศึกษาจากสาขาวิชาการเงินและนวัตกรรมทางการเงิน ยังได้รับทุนสอบหลักสูตร CISA ระดับ Foundation Knowledge (คุณวุฒิ AISA) ภายใต้โครงการ New Breed Capital Market Financial Professionals 2026 ซึ่งทุนดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจาก ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อส่งเสริมองค์ความรู้พื้นฐานด้านการเงินและการลงทุน รวมถึงพัฒนาศักยภาพนักศึกษาให้ก้าวสู่มาตรฐานวิชาชีพในตลาดทุนอย่างมีคุณภาพ ซึ่งความสำเร็จครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นและศักยภาพของนักศึกษา ในการพัฒนาตนเองสู่สายอาชีพด้านการเงินและการลงทุนในอนาคต อีกทั้งยังแสดงให้เห็นถึงคุณภาพการจัดการศึกษาของคณะบริหารธุรกิจในการผลิตบัณฑิตที่มีความพร้อมทั้งด้านวิชาการและวิชาชีพ สามารถแข่งขันได้ในระดับมาตรฐานตลาดทุน ทางมหาวิทยาลัยขอส่งกำลังใจให้นักศึกษาทั้งสองประสบความสำเร็จในการสอบ และนำองค์ความรู้ไปต่อยอดสู่เส้นทางวิชาชีพด้านการเงินและการลงทุนได้อย่างมั่นคงต่อไป.

“เสมา1”ปักหมุดหางโจว ดึง Smart Campus ปฏิรูปโรงเรียน เน้นปลอดภัย ชู AI ดูแลเด็ก-ปั้นนวัตกรรุ่นจิ๋ว

เมื่อวันที่ 13 พ.ค.2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศึกษาธิการ)เปิดเผยว่า ตนได้นำ คณะผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการศึกษาดูงานโรงเรียนต้นแบบ ณ นครหางโจว สาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างเข้าร่วมการประชุม World Digital Education Conference 2026 (WDEC 2026) เพื่อศึกษานวัตกรรมการศึกษาระดับโลก เพื่อเตรียมนำมาปรับใช้ยกระดับโรงเรียนไทยสู่ยุคดิจิทัลเต็มรูปแบบ โดยได้นำทีมผู้บริหารไปดูงานที่ โรงเรียนอนุบาลต้าหัว ซึ่งเป็นต้นแบบสำคัญด้าน Smart Campus โดยใช้ระบบ AI วิเคราะห์สุขภาพและดูแลความปลอดภัยของเด็กเป็นรายบุคคล ขณะที่โรงเรียนประถมศึกษา Information Harbor ได้ร่วมมือกับภาคเอกชนพัฒนาเทคโนโลยีการเรียนรู้สมัยใหม่ ทั้งระบบ 3D และ Laser Printing เพื่อฝึกทักษะวิศวกรรมตั้งแต่ระดับประถมศึกษา จนเด็กชั้น ป.3 สามารถสร้างโมเดลรถยนต์ได้จริง

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการจะนำโมเดลดังกล่าวมาศึกษาและวิเคราะห์ เพื่อพัฒนาโรงเรียนไทยให้ทันสมัย สอดรับกับโลกยุค AI และเศรษฐกิจดิจิทัล โดยเน้นทั้งความปลอดภัย การเรียนรู้เชิงนวัตกรรม และการสร้างทักษะแห่งอนาคตให้เด็กไทย โดยเป้าหมายของเราคือการสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ที่ปลอดภัยและเท่าทันโลก พร้อมปั้นเยาวชนไทยให้เป็นนวัตกรที่มีศักยภาพในศตวรรษที่ 21 โดยการศึกษาดูงานครั้งนี้จะสะท้อนทิศทางใหม่ของการศึกษาไทย ที่มุ่งเน้นการนำเทคโนโลยี AI และ Smart Education มายกระดับคุณภาพโรงเรียน ลดช่องว่างทางการศึกษา และเตรียมกำลังคนรองรับอุตสาหกรรมอนาคต

สพฐ.เปิดรับสมัครครูแกนนำเข้าอบรม 3 หลักสูตรใช้ AI เป็นเครื่องมือวิเคราะห์-ประเมินผล-ผลักดันทุกศักยภาพของผู้เรียนรายบุคคล

ดร.วิษณุ ทรัพย์สมบัติ รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการารศึกษาชั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กำลังเร่งขับเคลื่อนและขยายผลในการนำเทคโนโลยีดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ ( AI ) มาเป็นเครื่องมือในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน ครูสามารถใช้เครื่องมือ AI เป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาเด็ก ทำให้เด็กได้รับการพัฒนาตามศักยภาพรายบุคคล โดยวันที่ 20 พฤษภาคม วันที่ 27 พฤษภาคม และ วันที่ 4 มิถุนายน 2569 นี้ สำนักทดสอบทางการศึกษา สพฐ.จะจัดประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านการประเมินเพื่อพัฒนาศักยภาพผู้เรียนรายบุคคล โดยการใช้สารสนเทศทางการประเมินและเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ด้วยรูปแบบออนไลน์ จำนวน 3 หลักสูตร 4 โมดูล ซึ่งเป็นการอบรมฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย ใช้เวลาวันเสาร์-อาทิตย์ หรือเวลาที่นอกเหนือจากการเรียนการสอน เพื่อไม่ดึงครูออกนอกชั้นเรียน โดยการอบรมเริ่มจากครูแกนนำซึ่งเป็นครูฝ่ายวิชาการของโรงเรียน ในทุกเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ ประมาณ 500 คนก่อน เพื่อให้ครูแกนนำไปประยุกต์ใช้จริง และรายงานผลมาให้ สพฐ.ทราบว่า หลังใช้ AI เป็นผู้ช่วยแล้ว สามารถดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่ ส่วนระยะต่อไปจะขยายผลจัดอบรมโดยเปิดรับสมัครตามความสมัครใจของครู รวมถึงศึกษานิเทศก์ด้วย

  สพฐ.มีเป้าหมายว่า ครูที่ผ่านการอบรมจะสามารถอ่านและใช้ผลข้อมูลสารสนเทศทางการประเมินระดับชาติ เพื่อการวางแผนการพัฒนาการศึกษา การให้ข้อมูลย้อนกลับ (feedback) สามารถประยุกต์ใช้ AI เป็นเครื่องมือช่วยในการทำงานของครู ใช้เครื่องมือ AI เป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาเด็ก เด็กได้รับการพัฒนาตามศักยภาพรายบุคคลโดยครูใช้ผลการประเมินไปวางแผนออกแบบการพัฒนาผู้เรียน จัดกระบวนการเรียมรู้ของผู้เรียนรายบุคคล การวัดและประเมินผลที่สนับสนุนการจัดการเรียนรู้ที่ตอบสนองความแตกต่างระหว่างบุคคล ซึ่งจะทำให้มีคุณภาพทั้งวหลักสูตร กระบวนการเรียนรู้ และวิธีวัดและประเมินผลที่ไม่ใช่แค่การตัดสิน แต่เป็นการผลักดันทุกศักยภาพของผู้เรียนรองเลขาธิการ กพฐ.กล่าว

ด้าน นายชนาธิป ทุ้ยแป ผู้อำนวยการสำนักทดสอบทางการศึกษา สพฐ.กล่าวว่า ครูแกนนำสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมการอบรมได้ตั้งแต่บัดนี้ถึงวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 ผ่านทาง URL: https://forms.gle/Gxya2XK739yyPDUy7 ใน 3 หลักสูตรดังนี้ หลักสูตรที่ 1 การนำผลการประเมินคุณภาพผู้เรียนระดับชาติไปใช้เพื่อการพัฒนาการเรียนรู้ โดยใช้ AI วิเคาระห์ ประมวลผล และนำเสนอข้อมูล อบรมวันที่ 20 พฤษภาคม 2569 เวลา 8.30-16.00 น. หลักสูตรที่ 2 การประเมินเพื่อการพัฒนาการเรียนรู้ โดยใช้ AI สร้างเครื่องมือและให้ข้อมูลป้อนกลับ อบรมวันที่ 27 พฤษภาคม 2569 เวลา 8.30-16.00 น. และ หลักสูตรที่ 3 การวัดและประเมินผลที่สนับสนุนการจัดการเรียนรู้ การพัฒนาที่ตอบสนองความแตกต่างระหว่างบุคคล โดยใช้ GENT AI อบรมวันที่ 4 มิถุนายน 2569 เวลา 8.30-16.00 น. ซึ่งทั้ง 3 หลักสูตรอบรมผ่านระบบ Zoom หลังอบรมเสร็จต้องทำงานส่ง และจะได้รับเกียรติบัตร ทั้งนี้ การอบรมระยะต่อไปจะเป็นการเรียนรู้จากแพลตฟอร์ม หลักสูตรละ 6 ชั่วโมง อยู่ที่ไหนก็เข้าอบรมได้ Anywhere Anytime.