สอศ. เปิดรับสมัครการแข่งขันอาชีวศึกษาเพชรยอดมงกุฎ ครั้งที่ 2 ประจำปี 2569 ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้าฯ พร้อมทุนการศึกษากว่า 1แสนบาท

เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2569 นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) กำหนดจัดการแข่งขันอาชีวศึกษาเพชรยอดมงกุฎ ครั้งที่ 2 ประจำปี 2569 ในวันที่ 1 มีนาคม 2569 ณ วิทยาลัยการอาชีวศึกษาปทุมธานี ชิงถ้วยรางวัลพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และทุนการศึกษาสมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี ประธานมูลนิธิร่มฉัตร และสถาบันขงจื่อเส้นทางสายไหมทางทะเล รวมกว่า 100,000 บาท โดยเปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2569 เพื่อเฟ้นหานักเรียน นักศึกษาอาชีวศึกษาที่มีความรู้ ความสามารถ และทักษะวิชาชีพโดดเด่น ทั้งนี้ ได้มอบหมายให้ นายณรงค์ชัย เจริญรุจิทรัพย์ รองเลขาธิการ กอศ. ประชุมเตรียมความพร้อมการจัดการแข่งขันฯ

เลขาธิการ กอศ. กล่าวว่า การแข่งขันอาชีวศึกษาเพชรยอดมงกุฎ ครั้งที่ 2 ประจำปี 2569 มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพผู้เรียนอาชีวศึกษา ทั้งด้านทักษะวิชาชีพ ทักษะอนาคต และการเรียนรู้ภาษาจีน สร้างแรงบันดาลใจในการเรียนสายอาชีพ ตลอดจนเชื่อมโยงการผลิตและพัฒนากำลังคนให้สอดคล้องกับความต้องการของประเทศ พร้อมบูรณาการความร่วมมือทางวิชาการและวัฒนธรรมระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีน ผ่านการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และภาษา

สำหรับการแข่งขันในครั้งนี้ เปิดโอกาสให้นักเรียน นักศึกษาอาชีวศึกษา ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) และระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ปีการศึกษา 2568 จากสถานศึกษาสังกัด สอศ. ทั่วประเทศ ทั้งภาครัฐและเอกชน เข้าร่วม โดยแบ่งการแข่งขันออกเป็น 6 สาขาวิชาชีพ ได้แก่ 1. สาขาการซ่อมบำรุงทางรถไฟ (ระบบขนส่งทางราง) 2. สาขารถยนต์พลังงานใหม่ (ยานยนต์ไฟฟ้า) 3. สาขาหุ่นยนต์อัจฉริยะ (เมคคาทรอนิกส์–หุ่นยนต์) 4. สาขาโลจิสติกส์ 5. สาขาการท่องเที่ยวและการโรงแรม และ 6. สาขาคอมพิวเตอร์กราฟิก

โดยผู้ร่วมเข้าแข่งขันจะต้องเข้ารับการทดสอบความรู้และความสามารถตามสาขาวิชาที่สมัคร ควบคู่กับการทดสอบความรู้ด้านภาษาจีน และภายในงานยังมีการจัดนิทรรศการการจัดการเรียนการสอนอาชีวศึกษาที่เกี่ยวข้องกับทักษะภาษาจีน เพื่อเปิดมุมมองการเรียนรู้สู่สากล ทั้งนี้ การแข่งขันครั้งนี้จัดขึ้นร่วมกับภาคีเครือข่าย ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา มูลนิธิร่มฉัตร สถาบันขงจื่อเส้นทางสายไหมทางทะเล สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา ฝ่ายการศึกษา สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย และศูนย์แลกเปลี่ยนและส่งเสริมความร่วมมือด้านภาษาจีนระหว่างประเทศ สำนักงานกรุงเทพฯ ผู้สนใจสามารถศึกษารายละเอียดหลักเกณฑ์ วิธีการสมัคร และเงื่อนไขการแข่งขัน ได้ทางเว็บไซต์ https://www.iveb.ac.th/th/news_and_activities/news_release?id=519

“เกศทิพย์”ส่งเจ้าหน้าที่เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย ลงพื้นที่โคราช ช่วยเหลือดูแล นักศึกษาถูกอนาจาร ระหว่างเข้าค่ายพร้อมประสานตำรวจตามตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมาย

เมื่อวันที่ 7 ก.พ.2569 ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) เปิดเผยว่า จากกรณีนักศึกษา สกร. ถูกล่วงละเมิดในลักษณะลวนลามอนาจาร ระหว่างการเข้าค่าย ณ จังหวัดนครราชสีมา สกร.ขอแสดงความเสียใจอย่างยิ่งต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและขอส่งกำลังใจไปยังนักศึกษาผู้เสียหายและครอบครัว พร้อมยืนยันว่า สกร.ให้ความสำคัญสูงสุดต่อความปลอดภัย สิทธิ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้เรียนทุกคน โดยได้เร่งดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างรอบด้าน เพื่อมิให้เกิดกรณีเช่นนี้ขึ้นอีก และจะดำเนินการเรื่องนี้ด้วยความโปร่งใส และขณะนี้ได้ประสานทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด เพื่อให้เกิดความปลอดภัยและเป็นธรรมแก่ผู้เสียหาย พร้อมสนับสนุนข้อมูลและให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างเต็มที่ เพื่อเร่งติดตามตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมายโดยเร็ว และได้เสริมสร้างความเข้มงวดของมาตรการคุ้มครองผู้เรียนให้รัดกุมยิ่งขึ้น

อธิบดี สกร.กล่าวต่อไปว่า สกร.ได้ส่งทีมงานลงพื้นที่โดยเร่งด่วน นำโดย นางสาวเขนย นามชุ่ม ผู้อำนวยการกลุ่มพัฒนาระบบบริหาร สกร. ซึ่งเป็นผู้มีความรู้และประสบการณ์ด้านกฎหมายโดยตรง เพื่อเข้าไปดูแล ติดตามสถานการณ์ และประสานการดำเนินงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด พร้อมสนับสนุนการให้ความช่วยเหลือผู้เสียหายในทุกมิติอย่างเหมาะสม และได้จัดให้ครู เจ้าหน้าที่ติดตามดูแลนักศึกษาผู้เสียหายอย่างใกล้ชิด พร้อมประสานผู้ปกครองเพื่อการดูแลอย่างต่อเนื่อง รวมถึงเตรียมการสนับสนุนด้านจิตวิทยาและการฟื้นฟูสภาพจิตใจเพื่อให้ผู้เสียหายสามารถกลับสู่ภาวะปกติได้โดยเร็ว

“สกร.ได้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยเร่งด่วน โดยเน้นตรวจสอบมาตรการรักษาความปลอดภัยของสถานที่จัดกิจกรรม ระบบการกำกับดูแลของผู้ควบคุมค่าย ตลอดจนช่องว่างของระบบป้องกัน เพื่อกำหนดมาตรการเชิงรุกและยกระดับความเข้มงวดด้านความปลอดภัยให้ครอบคลุมทุกกิจกรรมของ สกร.ทั่วประเทศ ยืนยันว่า หากตรวจสอบพบว่าผู้กระทำผิดเกี่ยวข้องกับนักศึกษา หรือบุคลากรในสังกัด สกร. จะดำเนินการทางวินัยขั้นสูงสุดอย่างเด็ดขาด ควบคู่กับการดำเนินคดีอาญาโดยไม่มีข้อยกเว้น พร้อมรายงานความคืบหน้าให้กระทรวงศึกษาธิการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบอย่างต่อเนื่อง” อธิบดี สกร.กล่าวและว่า ทั้งนี้ สกร.ขอยืนยันเจตนารมณ์ในการยืนหยัดปกป้องสิทธิ ความปลอดภัย และศักดิ์ศรีของผู้เรียนทุกคน และจะเร่งยกระดับมาตรการป้องกันเหตุรุนแรงทุกรูปแบบให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อเสริมความเชื่อมั่นให้ผู้เรียน ผู้ปกครอง และสังคมว่า ทุกกิจกรรมของ สกร. จะได้รับการดูแลด้วยมาตรการคุ้มครองที่รัดกุมรอบด้าน และเหมาะสมยิ่งขึ้น

ปังไม่หยุด! นักศึกษา มทร.กรุงเทพ คว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 การประกวดคลิป TikTok

รศ.ดร.พิชัย จันทร์มณี อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล(มทร.)กรุงเทพ เปิดเผยว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้นักศึกษาสาขาวิชาการเงินและนวัตกรรมทางการเงิน คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ ได้เข้าร่วมประกวดจัดทำคลิป TikTok Contest “Campaign On Campus Season 2” ที่จัดขึ้นโดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ผลปรากฏว่านักศึกษา สาขาวิชาการเงินและนวัตกรรมทางการเงิน คณะบริหารธุรกิจ มทร.กรุงเทพ สามารถคว้ามาได้หลายรางวัล โดยนายชโนทัย ศรีคร้าม นักศึกษาชั้นปีที่ 3 ได้รองชนะเลิศอันดับ 2 ทุนการศึกษา 5,000 บาท ด้วยผลงาน https://vt.tiktok.com/ZS5cRB1oM/ ส่วนรางวัลชมเชย 1 รางวัล ทุนการศึกษา 1,000 บาท นาย อัครวิทย์ เนินยอด ด้วยผลงาน https://vt.tiktok.com/ZS5Gt2eSq/

รศ.ดร.พิชัย กล่าวต่อไปว่า สำหรับคลิปวิดีโอเหล่านี้ เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมที่ให้นักศึกษาที่เข้าร่วมโครงการแคมเปญแคมปัส สร้าง DNA ทุกเรื่องการเงิน จัดโดย สำนักงาน ก.ล.ต. โดยนำเนื้อหาที่ได้จากการเรียนรู้ในด้านการเงินการลงทุน มาออกแบบผลิตเป็นคลิปสั้น ส่งต่อความรู้ในสไตล์คนรุ่นใหม่ ทั้งนี้ตนเชื่อในศักยภาพของนักศึกษาทุกคน เพียงแต่เขาจะได้มีโอกาสได้แสดงศักยภาพที่แท้จริงหรือไม่ และจากผลงานในครั้งนี้แสดงว่า เด็ก มทร.กรุงเทพเก่งไม่แพ้ใคร

https://vt.tiktok.com/ZS5cRB1oM/

https://vt.tiktok.com/ZS5Gt2eSq/

 

 

 

สอศ.จับมือ สมาคมความร่วมมือวิทย์ฯ ไทย-จีน ยกระดับอาชีวะสู่สากล ปูพรมพัฒนาคนรุ่นใหม่ป้อนตลาด EV- AI -เทคโนโลยีอาหาร

วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569 นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) จัดพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ กับสมาคมความร่วมมือวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและการศึกษาไทย–จีน โดยนายวัลลภ รัตนถาวร นายกสมาคม ร่วมลงนาม เพื่อสนับสนุนความร่วมมือด้านการอาชีวศึกษาไทย-จีน โดยมีนายราตรีสวัสดิ์ ธนานันท์ ที่ปรึกษาด้านมาตรฐานอาชีวศึกษาช่างอุตสาหกรรม สอศ. นายธนภัทร แสงจันทร์ ผู้อำนวยการสำนักความร่วมมือ สอศ. นางสาว Yunyun Wu อุปนายกสมาคมฯ นายอนุพงค์ มกรานุรักษ์ ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดอุดรธานี และผู้อำนวยการสถานศึกษา ผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ ห้องประชุม 5 ชั้น 1 สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา

เลขาธิการ กอศ. กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) มุ่งผลิตกำลังคนสมรรถนะสูงเพื่อเป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ปัจจุบันการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว การพัฒนากำลังคนไม่อาจดำเนินการได้โดยลำพังภายในประเทศ หากแต่จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศ ซึ่งประเทศจีนมีประสบการณ์และมีความก้าวหน้าอย่างโดดเด่นด้านการพัฒนาการอาชีวศึกษา ทั้งการเชื่อมโยงการเรียนการสอนกับภาคอุตสาหกรรม การยกระดับทักษะกำลังคนให้สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาประเทศ นับเป็นองค์ความรู้ที่มีคุณค่าต่อการพัฒนาการอาชีวศึกษาของไทย

“ตามนโยบาย ศ.ดร. นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษา มุ่งเน้นบุคลากรพัฒนาตามวิทยาการสมัยใหม่ ปลูกฝั่งการเรียนการสอนอาชีวศึกษาควบคู่ทักษะภาษาจีน ซึ่ง สอศ. ขานรับสู่การปฏิบัติ โดยการลงนามในครั้งนี้เป็นตามเจตนารมย์ของทั้งสองฝ่าย เชื่อมโยงการแลกเปลี่ยนบุคลากร นักเรียน นักศึกษา ทั้งด้านวิชาการ การฝึกอบรม การพัฒนาหลักสูตร รวมถึงการสนับสนุนสื่อการเรียนการสอน เสริมสร้างกิจกรรมสมรรถนะและทักษะภาษาจีนเพื่ออาชีพ บนพื้นฐานของมิตรภาพไทย-จีน เพื่อพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษาที่มีคุณภาพ เปิดโอกาสให้นักเรียน นักศึกษาอาชีวศึกษาเข้าถึงการเรียนรู้ระดับนานาชาติ เพิ่มโอกาสสร้างความก้าวหน้าทางอาชีพในอนาคต และเกิดผลลัพธ์เป็นรูปธรรมอย่างยั่งยืน“ เลขาธิการ กอศ. กล่าว

สำหรับกรอบความร่วมมือ สอศ. และสมาคมฯ จะมุ่งเน้นการพัฒนาทักษะนำร่อง ได้แก่ สาขาเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า (EV) ให้ความรู้เกี่ยวกับระบบขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า-เทคโนโลยีแบตเตอรี่ และการซ่อมบำรุงขั้นสูง สาขาปัญญาประดิษฐ์และดิจิทัล (AI & Digital Technology) การผลิตอัตโนมัติ วิเคราะห์ข้อมูล และระบบ Chatbot สำหรับอุตสาหกรรมและการบริการ และสาขาเทคโนโลยีอาหาร (Food Technology) ในการนำนวัตกรรมการแปรรูปความปลอดภัยทางอาหาร และเทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัย เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปในพื้นที่ ทั้งนี้ ครอบคลุมสาขาอื่นๆ ที่เป็นความต้องการของทั้งสองฝ่าย รวมถึงจัดตั้งศูนย์ฝึกอบรมภาษาจีน (เฉพาะด้านเทคนิค) และบูรณการหลักสูตรระยะสั้น ระยะยาว และหลักสูตรร่วม โดยจะนำร่องในสถานศึกษาที่มีความพร้อมเพื่อเป็นฐานในการปฏิบัติงานจริง

 

สกร.จับมือ ตชด.สร้างโอกาสทางการเรียนรู้ตลอดชีวิต นักเรียน ตชด.กว่าหมื่นคน ด้วยโครงการ “เติมรัก เติมรู้ สู่เยาวชนกลุ่มเป้าหมาย” 

เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569 กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) จัดกิจกรรม Kick off และแถลงข่าวเปิดโครงการ “เติมรัก เติมรู้ สู่เยาวชนกลุ่มเป้าหมาย” เพื่อขับเคลื่อนนโยบายการสร้างโอกาสทางการเรียนรู้ตลอดชีวิตด้าน วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม มุ่งเปิดโอกาสให้เยาวชนที่ขาดแคลนและด้อยโอกาส โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกลและชายแดน สามารถเข้าถึงแหล่งเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม ควบคู่กับการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และเสริมสร้างแรงบันดาลใจแก่เยาวชน โดยมี ดร.สุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ  พล.ต.ท.รุ่งโรจน์ ฐากูรปุณยสิริ ผู้บัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน (ผบช.ตชด.) พล.ต.ต.เจนณรงค์ สมเสถียร ผู้บังคับการอำนวยการตำรวจตระเวนชายแดน (ผบก.อก.บช.ตชด.) และ ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดี สกร.  ร่วมแถลงข่าวเปิดโครงการฯ  ณ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ (ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ)

ดร.เกศทิพย์ กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการ โดย สกร. ได้กำหนดนโยบายสำคัญในการขับเคลื่อนการสร้างโอกาสทางการเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยมุ่งเน้นการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม มาเป็นเครื่องมือหลักในการพัฒนาเยาวชนทุกกลุ่มอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม โดยเฉพาะเยาวชนที่ขาดแคลนและด้อยโอกาสในพื้นที่ห่างไกลและพื้นที่ชายแดน เพื่อช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ของประเทศให้เข้มแข็ง โครงการ “เติมรัก เติมรู้ สู่เยาวชนกลุ่มเป้าหมาย” จัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นกลไกสำคัญในการนำแหล่งเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ไปสู่เยาวชนผ่านกระบวนการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ (Active Learning) โดยมีกิจกรรมสำคัญ ได้แก่ การชมนิทรรศการทางวิทยาศาสตร์ การทดลอง การฝึกทักษะ และการชมการแสดงท้องฟ้าจำลอง ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างทั้งความรู้ ความเข้าใจ กระตุ้นความใฝ่รู้ สร้างแรงบันดาลใจ และปลูกฝังนิสัยรักการเรียนรู้ อันเป็นทักษะสำคัญสำหรับศตวรรษที่ 21 ทั้งนี้ เพื่อให้การดำเนินงานสอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียนอย่างแท้จริง สกร. ได้บูรณาการความร่วมมือกับ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ (ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ) และเครือข่าย ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา รวม 19 แห่งทั่วประเทศ เพื่อร่วมกันออกแบบกิจกรรมที่หลากหลายและเหมาะสมกับบริบทของแต่ละพื้นที่

สำหรับกิจกรรมพิเศษ “เติมรัก เติมรู้ สู่น้อง ตชด.” ซึ่งจัดขึ้นในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นเดือนแห่งความรัก มีวัตถุประสงค์เพื่อมอบทั้งความรู้และกำลังใจแก่กลุ่มนักเรียนโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน ให้มีความเชื่อมั่นในศักยภาพของตนเองและมองเห็นโอกาสในการพัฒนาต่อยอดการเรียนรู้ในอนาคต โดยคาดว่าจะมีนักเรียนโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนจากพื้นที่รับผิดชอบของศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาทั่วประเทศ เข้าร่วมกิจกรรมไม่น้อยกว่า 10,000 คน

พล.ต.ท.รุ่งโรจน์ กล่าวว่า มีความยินดีและภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้เห็นเยาวชนของเราจากพื้นที่ห่างไกลและพื้นที่ชายแดน ได้มีโอกาสเดินทางมาสัมผัสประสบการณ์ ณ แหล่งเรียนรู้ที่ทันสมัยภายใต้โครงการ “เติมรัก เติมรู้ สู่เยาวชนกลุ่มเป้าหมาย” กิจกรรมในครั้งนี้ ถือเป็นการ “เปิดประตูสู่โลกกว้าง” ที่จะช่วยให้นักเรียน ตชด. ทุกคนได้มองเห็นศักยภาพที่ซ่อนอยู่ในตัวเอง และได้เห็นความก้าวหน้าของโลกในปัจจุบันอย่างใกล้ชิด

พล.ต.ต.เจนณรงค์ กล่าวว่า กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดนตระหนักถึงความสำคัญในการพัฒนาคุณภาพชีวิตและโอกาสทางการศึกษาของนักเรียนในโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล ทุรกันดาร และขาดแคลนทรัพยากรด้านการเรียนรู้ โดยเฉพาะในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การเข้าร่วมโครงการฯ ครั้งนี้จึงถือเป็นก้าวสำคัญในการเปิดโลกทัศน์และสร้างโอกาสให้นักเรียน ตชด. ได้เข้าถึงแหล่งเรียนรู้ที่ทันสมัยผ่านกิจกรรมเชิงประสบการณ์ พร้อมทั้งช่วยเสริมสร้างความภาคภูมิใจและกำลังใจให้แก่เยาวชนในพื้นที่ห่างไกล

ด้าน ดร.สุเทพ กล่าวถึงความสำคัญของโครงการฯ พร้อมให้โอวาทแก่ผู้เข้าร่วมงาน และบอกเล่าความรู้สึกในฐานะที่เป็น ศิษย์เก่าโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน ว่า จากประสบการณ์ในอดีตที่เคยมีโอกาสไปทัศนศึกษาที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของแรงบันดาลใจและความฝันในวัยเยาว์ สะท้อนให้เห็นว่า การทัศนศึกษาไม่ใช่เพียงการมาเที่ยวชม แต่เป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างแรงจูงใจ และช่วยให้เด็ก ๆ มองเห็นอนาคตของตนเองได้ชัดเจนขึ้น

“พระราชดำรัสของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่มีพระราชดำรัสชื่นชมกิจกรรมการนำเด็กเข้าชมศูนย์วิทยาศาสตร์และท้องฟ้าจำลอง และทรงเน้นย้ำว่า ควรดำเนินการเช่นนี้ให้ครอบคลุมทุกจังหวัดที่มีศูนย์วิทยาศาสตร์ โดยขยายโอกาสให้ทั่วถึง ทั้งนักเรียนในสังกัด ตชด. และนักเรียนในสังกัด สพฐ. ที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการพร้อมน้อมรับสนองพระราชดำรัส เพื่อให้เด็กทุกคนได้รับโอกาสในการเปิดโลกทัศน์อย่างเท่าเทียม”ปลัดกระทรวงศึกษาธิการกล่าว

ทั้งนี้ โครงการ “เติมรัก เติมรู้ สู่เยาวชนกลุ่มเป้าหมาย” นับเป็นการเปิดประตูแห่งการเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมครั้งสำคัญ อีกทั้งยังเป็น “ของขวัญอันล้ำค่า” ในเดือนแห่งความรักที่กระทรวงศึกษาธิการ และกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) มอบให้แก่เด็กและเยาวชนในพื้นที่ห่างไกล พร้อมเชื่อมั่นว่าความร่วมมือระหว่าง สกร. และกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดนในครั้งนี้ จะเป็นหมุดหมายสำคัญในการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างยั่งยืน และช่วยจุดประกายความฝันของเยาวชน ตชด. กว่า 10,000 คน ให้เติบโตเป็นพลังสำคัญในการพัฒนาท้องถิ่นและประเทศชาติต่อไป

เรื่องวุ่น ๆ ในวังจันทร์

หยอก หยอก วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569***สิ่งสำคัญที่ลืมไม่ได้ คือ ความสุขที่ไม่สร้างความเดือดร้อนให้แก่ตัวเอง และผู้อื่นทั้งปัจจุบันและในอนาคต *** มี FC หลายคนบ่นคิดถึง หยอก หยอก พักนี้ทำไมเงียบ … หรือ เป็นเพราะกลัวใคร..กลัวอะไร ถึงไม่มีเรื่องในวังจันทรเกษมมาเล่าสู่กันฟังเลย…หยอก ยอมรับว่า…จริง…กลัว…เพราะบางเรื่องลึก ซ่อนเงื่อน บางเรื่องมีความละเอียดอ่อน ก็ต้องรูดซิปปากไว้ …*** ว่าแล้วก็เริ่มเรื่องเบา ๆ กันก่อน … ณ ตอนนี้ข่าวดังในแวดวงการศึกษาเห็นจะเป็นเรื่องของครูพอลล่า หรือ ครูปอ ที่ทำงานการเงินของโรงเรียนสันกำแพง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.)เชียงใหม่ ที่ตัดสินใจจบชีวิตตัวเอง แต่ด้วยเหตุใดยังไม่มีข้อสรุป ข้อเท็จจริงคืออะไรไม่มีใครรู้จริงนอกจากเจ้าตัว มีแต่ว่ากันว่าเพราะปัญหาเรื่องเงินโรงเรียน ซึ่งก็ไม่ควรด่วนสรุป รอผลจากคณะกรรมการสืบสวนก่อนน่าจะเป็นธรรมที่สุด … และล่าสุด สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.)มีคำสั่งให้ ผู้อำนวยการโรงเรียนสันกำแพง ไปช่วยราชการที่ สพม.เชียงใหม่ ในระหว่างที่มีการสืบสวนข้อเท็จจริง ทั้งนี้เพื่อให้การสอบสวนเป็นไปอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม ไม่มีข้อครหา และเพื่อความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย … และการให้ออกจากพื้นที่ก็ไม่ได้หมายความว่า ผอ.โรงเรียนผิด แต่เพื่อความโปร่งใส ยุติธรรม และไม่มายุ่งเกี่ยวกับหลักฐาน…เข้าใจตรงกันนะ *** หยอก หยอก บอกเลยว่าเรื่องแบบนี้ไม่ได้เกิดที่โรงเรียนสันกำแพงแห่งเดียว แต่เกิดขึ้นในลักษณะแบบนี้อีกหลายแห่ง เพียงแต่ไม่เป็นข่าวมาให้เห็น โดยเฉพาะโรงเรียนขนาดใหญ่ที่มี ชุมชุน ผู้ปกครอง ภาคีเครือข่ายให้การสนับสนุน…แบบนี้ จิตสำนึกต้องมาแล้วล่ะ *** ช่วงนี้งานเข้า สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(สอศ.)นอกจากจะมีเรื่องเรียกสอบเอกสารดำเนินการจัดซื้อครุภัณฑ์โครงการภายใต้แผนฟื้นฟูเศรษฐกิจระยะที่2:ไทยเข้มแข็ง 2555 ประจำปี 2553 จำนวน 32 กล่อง สูญหาย ตั้งแต่ปี 2554 แล้ว ล่าสุดยังมีเรื่องร้องเรียนการจัดซื้อครุภัณฑ์อาชีวศึกษา ปี 2569 ว่ามีการฮั้วประมูล และเรื่องการกำหนดสเปกครุภัณฑ์ ว่า มีการล็อกสเปกเอื้อพรรคพวก โดยบริษัทนี้ ได้เดินสายร้องเรียนทุกวิทยาลัยกว่า 200 แห่งทั่วประเทศที่มีการจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งบริษัทที่ร้องเรียน อุทธรณ์ ฟ้องร้อง ก็ไม่ใช่ใครอื่นไกล ก็เป็นบริษัทที่เคยทำมาค้าขายกันมาตั้งเป็นสิบ ๆ ปีแล้วนั่นเอง แต่งานนี้ต้นสายปลายเหตุคืออะไร ก็สืบกันเอาเองนะ หยอก หยอก เล่าให้ฟังได้แค่นี้ เบื้องลึกเบื้องหลัง ต้องไปสืบกันเอาเองเนอะ…เกิดเหตุการณ์แบบนี้ก็สงสารแต่เด็กที่ต้องรอใช้เครื่องมือในการฝึกปฏิบัติ จะไปเอาครุภัณฑ์ที่ไหนมาฝึก…วิทยาลัยบางแห่งก็ไม่กล้าจัดซื้อ เพราะมีตัวอย่างจากโครงการ SP2 มาแล้ว ใครจะกล้าเสี่ยง…เอ้อ…ผลประโยชน์ไม่เข้าใคร ออกใครจริง ๆ *** ปิดรับสมัครแล้วตั้งแต่วันที่ 4 ก.พ.2569 สำหรับการคัดเลือกข้าราชการพลเรือนสามัญเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับต้น ในสายงานบริหาร สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ รวม 14 ตำแหน่ง ได้แก่ รองศึกษาธิการภาค ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.) ผู้ช่วยเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.)ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.)และ รองเลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) แต่ก็ยังไม่สามารถประกาศรายชื่อผู้มีคุณสมบัติเข้ารับการสัมภาษณ์ได้ เนื่องจากมีผู้สมัครรายหนึ่งในสังกัด สพฐ.ขาดคุณสมบัติ ยังไม่ได้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนัก แต่เคยนั่งอยู่สำนักลอย ซึ่งได้ทำเรื่องขอเทียบตำแหน่งไปยังสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน(ก.พ.)แล้ว ตอนนี้ก็ยังไม่ได้รับคำตอบ ก็ต้องรอคำตอบจาก ก.พ.ก่อน ถึงจะประกาศผู้มีคุณสมบัติเข้าสู่กระบวนการสัมภาษณ์ได้ … เอาจริง ๆ นะ จะช้าหรือเร็ว และถึงแม้จะเป็นอำนาจของหัวหน้าส่วนราชการที่เป็นผู้คัดเลือก แต่สุดท้ายก็ต้องมีใบสั่งอยู่ดี … งานนี้ไม่พ้นต้องดูผลงานหลังเลือกตั้ง .. 555 เรื่องแบบนี้ หยอก หยอก ไม่พูดเยอะ…เจ็บคอ…***

ด่วน!สพฐ.สั่งย้าย ผอ.รร.สันกำแพง ช่วยราชการ สพม.เชียงใหม่ เปิดทางกรรมการสืบสวนฯทำงานเต็มที่

เมื่อวันที่ 4 ก.พ.2569 จากกรณีครูสาวตัดสินใจจบชีวิตตนเอง หลังจากถูก ผอ.โรงเรียนเรียกพบ โดยมีเบาะแสเบื้องต้นว่า “ครูสาว” รายนี้ได้รับหน้าที่ดูแลด้านการเงินของโรงเรียนแห่งหนึ่งใน จ.เชียงใหม่  โดยคนรักของครูสาวยืนยันว่า เธอไม่ได้มีโรคทางจิตเวชหรือซึมเศร้าแต่อย่างใด นั้น สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้แต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงแล้ว โดย เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569 ดร.พิเชฐร์ วันทอง รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่า สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) เชียงใหม่ ได้มีคำสั่งให้ ผู้อำนวยการโรงเรียนสันกำแพง ไปช่วยราชการที่ สพม.เชียงใหม่ ในระหว่างที่มีการสืบสวนข้อเท็จจริง ทั้งนี้เพื่อให้การสอบสวนเป็นไปอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม ไม่มีข้อครหา คาดว่าจะได้ข้อสรุปเบื้องต้นภายใน 7 วัน อย่างไรก็ตาม เนื่องจากกรณีนี้เป็นเรื่องสำคัญ ซึ่ง ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และดร.พิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการกพฐ. กำชับให้ดำเนินการสืบสวนข้อเท็จจริงให้กระจ่างโดยเร็ว เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

“เกศทิพย์” เตรียมรับรางวัล ศิษย์เก่าดีเด่น ม.มหิดล

ขอแสดงความยินดีกับ ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ได้รับคัดเลือกเป็นศิษย์เก่าดีเด่น Mahidol University Alumni Awards 2026

ตามที่ มหาวิทยาลัยมหิดล โดยกองกิจการนักศึกษา ได้จัดโครงการศิษย์เก่าดีเด่นและศิษย์เก่ารุ่นใหม่ดีเด่นเนื่องในโอกาสครบรอบ 57 ปี วันพระราชทานนาม 138 ปี มหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติและเผยแพร่ประวัติรวมถึงผลงานของผู้ได้รับการคัดเลือกให้เป็นที่รับทราบของสังคม และเป็นต้นแบบให้แก่นักศึกษามหาวิทยาลัยมหิดลต่อไป

ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยมหิดล มีกำหนดจัดพิธีมอบโล่รางวัลเชิดซูเกียรติให้แก่ผู้ได้รับการคัดเลือกในงานคืนสู่เหย้า เรามหิดล : MU Blue Night ครั้งที่ 9 วันที่ 2 มีนาคม พ.ศ.2569 ณ มหิดลสิทธาคาร มหาวิทยาลัยมหิดล

ก.ค.ศ.ไฟเขียวให้กลับมาใช้ ว 18 ย้ายครูก่อนรอปรับระบบ TRS ให้เสถียร ขณะที่ ผอ.โรงเรียนไม่เข้าระบบตามกำหนดถือว่าเห็นชอบตามคำขอย้ายของครู

เมื่อวันที่ 4 ก.พ.2569 ดร.ธนู  ขวัญเดช เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) เปิดเผยว่า ตามที่คณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) มีมติชะลอการพิจารณา ย้ายครู ผ่านระบบ TRS (Teacher Rotation System) ไว้ก่อน เพื่อปรับปรุงระบบให้มีความสมบูรณ์และมีความยืดหยุ่นมากขึ้น นั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างขอแปรงบประมาณ เนื่องจากตอนที่ตนเข้ามารับตำแหน่งสำนักงาน ก.ค.ศ.ได้เขียนคำขอไว้หมดแล้ว จึงไม่มีงบฯมาดำเนินการในเรื่องนี้ อย่างไรก็ตาม เพื่อให้การย้ายครูเดินหน้าต่อไปได้ ระหว่างนี้ให้กลับไปใช้ ว18/2565 หลักเกณฑ์และวิธีการย้ายข้าราชการครูและบุคคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครู สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ไปพลางก่อน  ซึ่งคาดว่าจะดำเนินการได้แล้วเสร็จภายใน 1 ปี  ทั้งนี้ การย้ายผ่านระบบ TRS  กำหนดไว้ 2 รอบ/ปี รอบแรก เริ่มตั้งแต่เดือนมกราคมถึงมีนาคม  และรอบที่สองระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงกันยายน  ซึ่งผู้ที่ยื่นขอย้ายในปี 2568 จึงไม่มีการค้างท่อ และได้ดำเนินการพิจารณาคำขอย้ายเรียบร้อยแล้ว

“การย้ายครูด้วยนระบบTRS  เป็นระบบที่ดี เพียงแต่ ระบบอาจจะยังไม่เสถียร และยังพบปัญหาข้อบกพร่องหลายส่วน อาทิ การอนุมัติจากผู้บริหารสถานศึกษา มีความล่าช้า เนื่องจากเป็นการยื่นขอย้ายผ่านระบบTRS  หากผู้บริหารสถานศึกษา ไม่เข้าระบบเพื่ออนุมัติคำขอย้าย รายชื่อก็จะไม่ถูกส่งไปยังสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ทำให้เกิดข้อร้องเรียน ดังนั้น เพื่อไม่ให้เกิดปัญหา ก.ค.ศ.จึงต้องมาปรับระบบใหม่ โดยอาจจะกำหนดระยะเวลา หากผู้บริหารสถานศึกษา(ผู้อำนวยการโรงเรียน) ไม่เข้ามาอนุมัติหรือไม่อนุมัติ คำขอย้ายภายในระยะเวลาที่กำหนด ให้ถือว่า เห็นชอบโดยอัตโนมัติ และให้ส่งรายชื่อไปที่เขตพื้นที่ฯพิจารณาทันที โดยผู้อำนวยการสถานศึกษาไม่สามารถมีข้อโต้แย้งได้ในภายหลัง”เลขาธิการ ก.ค.ศ.กล่าว

ดร.ธนู กล่าวอีกว่า การจัดทำระบบดังกล่าวที่จะนำมาใช้กับครูทั่วประเทศ จำเป็นต้องใช้งบประมาณ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดหางบประมาณ เพื่อนำมาแปรงบใช้ในการปรับระบบ และการจัดทำระบบTRS ครั้งที่ผ่านมา ไม่ได้มีการรับฟังความคิดเห็นผู้มีส่วนได้ ส่วนเสีย แต่นำมาใช้ทันที จึงพบว่า มีทั้งผู้ที่เห็นด้วย และเห็นต่าง ซึ่งคงต้องรับฟังทั้งสองส่วน เพื่อทำให้ตัวระบบมีความเสถียร รวมถึงแก้ปัญหาในเรื่องของการย้ายต่อเนื่อง ซึ่งระบบTRS  อาจจะยังไม่ตอบโจทย์  เช่น เมื่อมีการย้ายเกิดขึ้น ส่งผลให้มีตำแหน่งว่าง แต่ระบบTRS กำหนดให้ต้องประกาศตำแหน่งว่างในรอบถัดไป จึงจะเปิดให้ยื่นขอย้ายได้ ทำให้โรงเรียนมีปัญหาเรื่องบุคลากร ไม่สามารถย้ายเข้าต่อเนื่องได้ทันที แต่ การใช้ ว18 สามารถ ขอย้ายต่อเนื่องได้ทันที ดังนั้น จึงคิดว่า ต้องแก้ในส่วนนี้เพื่อให้การย้ายเกิดความต่อเนื่อง ไม่มีปัญหาเรื่องขาดแคลนบุคคลากรด้วย

สพฐ.เดินหน้าขับเคลื่อนหลักสูตรใหม่ ป.4–6 ยกระดับมัธยมศึกษา เตรียมผู้เรียนสู่ชีวิตจริง พร้อมขับเคลื่อนการศึกษาอย่างยั่งยืน

เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 ดร.พิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นประธานการประชุมผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน( สพฐ.) ครั้งที่ 5/2569 โดยมี ดร.พิเชฐร์ วันทอง, ดร.วิษณุ ทรัพย์สมบัติ, นางภัทรวรรณ ภัทรบวรวุฒิ รองเลขาธิการ กพฐ. ร่วมประชุม พร้อมผู้อำนวยการสำนักต่าง ๆ และบุคลากรของ สพฐ. เข้าร่วม ณ ห้องประชุม สพฐ. 1 อาคาร สพฐ. 4 ชั้น 2 กระทรวงศึกษาธิการ และผ่านระบบออนไลน์

ดร.พิเชฐ กล่าวว่า ที่ประชุมได้พิจารณาการขับเคลื่อนหลักสูตรการศึกษาประถมศึกษาตอนปลาย (ชั้น ป.4–6) พ.ศ. 2568 ซึ่งเป็นช่วงต่อยอดจากการวางรากฐานในระดับ ป.1–3 สู่การประยุกต์ใช้ความรู้เพื่อการดำเนินชีวิต โดยมุ่งพัฒนาผู้เรียนให้สามารถใช้ทักษะการอ่าน การเขียน และการคิดคำนวณในการเรียนรู้และจัดการข้อมูลในชีวิตประจำวัน พร้อมสร้างพื้นฐานความเป็นพลเมืองที่รู้เท่าทันในทุกมิติ โดยหลักสูตรฯ ระดับ ป.4–6 มุ่งพัฒนาสมรรถนะสำคัญ 7 ด้าน ครอบคลุมภาษาและการสื่อสาร คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ สิ่งแวดล้อมและเทคโนโลยี สังคมและความเป็นพลเมือง เศรษฐกิจและการเงิน สุขภาพกายและสุขภาวะจิต รวมถึงศิลปะและวัฒนธรรม ควบคู่คุณลักษณะอันพึงประสงค์ อาทิ รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ซื่อสัตย์สุจริต มีวินัย อยู่อย่างพอเพียง และมีจิตสาธารณะ อย่างไรก็ตาม สำหรับการนำหลักสูตรไปใช้ในปีการศึกษา 2569 จะเริ่มในโรงเรียนที่มีความพร้อมและสมัครใจ ได้แก่ โรงเรียนกลุ่มวิจัย 231 แห่ง โรงเรียนกลุ่มเครือข่ายเดิม 4,152 แห่ง และโรงเรียนกลุ่มเครือข่ายใหม่ โดยเริ่มใช้ตั้งแต่ภาคเรียนที่ 1/2569 เป็นต้นไป

เลขาธิการ กพฐ.กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้หารือการยกระดับคุณภาพการศึกษาโรงเรียนมัธยมศึกษา ผ่านการบูรณาการการประกันคุณภาพ มาตรฐานสากล และหลักสูตรสถานศึกษา โดยเฉพาะหลักสูตรเพื่อเตรียมสู่อาชีพ เพื่อให้ผู้เรียนค้นหาความสนใจ ความถนัด และวางแผนเส้นทางการเรียนรู้และอาชีพได้อย่างเหมาะสม สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน ซึ่งการขับเคลื่อนดังกล่าวจะดำเนินการร่วมกันระหว่างสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและเครือข่ายส่งเสริมประสิทธิภาพการจัดการศึกษามัธยมศึกษาจังหวัดอย่างเป็นรูปธรรม โดยในปี 2569 จะมีการจัดสรรงบประมาณ การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การนิเทศติดตาม และการสรุปผลเพื่อนำไปพัฒนาต่อยอดอย่างต่อเนื่อง

และในโอกาสเดียวกัน สพฐ. ได้รับมอบเสื้อนักเรียนจำนวน 10,000 ตัว ที่ผลิตจากขวดพลาสติกรีไซเคิล ภายใต้โครงการ “ลดทิ้ง สร้างค่า AXTRA Zero Waste” โดยได้รับความอนุเคราะห์จากมูลนิธิสานอนาคตการศึกษา คอนเน็กซ์อีดี และบริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) เพื่อส่งต่อไปยังโรงเรียนในสังกัด 100 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งนอกจากจะช่วยบรรเทาภาระผู้ปกครองแล้ว ยังเป็นการปลูกฝังจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อมแก่เด็กและเยาวชน สอดคล้องกับนโยบายการจัดการศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ทั้งนี้ สพฐ. เชื่อมั่นว่าการขับเคลื่อนนโยบายและความร่วมมือในครั้งนี้ จะเป็นพลังสำคัญในการยกระดับคุณภาพการศึกษาไทย พัฒนาคุณภาพชีวิตของเด็กและเยาวชน และสร้างสังคมที่ยั่งยืนในระยะยาวต่อไป