“ครูหญิง”หนุนประเมินภายนอกยกระดับโรงเรียนขนาดเล็ก ชู รร.วัดกู่คำ เป็นตัวอย่างการพัฒนาที่ดี 

เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2568 ผศ.ดร.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ  เป็นประธานเปิดกิจกรรมด้านการประเมินคุณภาพภายนอก พร้อมเยี่ยมชมโรงเรียนขยายโอกาส ที่สร้างโอกาสให้กับนักเรียน สู่การเป็น Learner Leader Innovator จากการนำผลการประเมินคุณภาพภายนอกมาปรับใช้ จัดโดยสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) หรือ สมศ. และเครือข่ายในพื้นที่

ผศ.ดร.ลิณธิภรณ์ กล่าวถึงบทบาทของ “การประเมิน” ว่า เป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาคุณภาพสถานศึกษา ช่วยให้เห็นทั้งจุดแข็ง จุดอ่อน และสามารถวางแผนพัฒนาได้อย่างเหมาะสม โดยเฉพาะโรงเรียนขนาดเล็กและโรงเรียนขยายโอกาส ที่มักเจอกับข้อจำกัดหลายด้าน จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนการประเมินที่ตรงกับบริบทจริง และ สมศ. จะต้องพัฒนาวิธีการประเมินต่อไปอย่างต่อเนื่อง ให้สอดคล้องกับเป้าหมายการลดภาระครูต่อไป

“โรงเรียนวัดกู่คำ เป็นตัวอย่างหนึ่งที่น่าสนใจ เพราะเคยมีข้อจำกัดเรื่องทรัพยากร แต่สามารถใช้ผลการประเมินเป็นเครื่องมือวางแผนพัฒนาอย่างเป็นระบบ จนเกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงบวก ทั้งในด้านผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียน และความเชื่อมั่นจากชุมชน ในส่วนของการประเมินไม่ต้องการให้เป็นแค่การให้คะแนน แต่ต้องเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้โรงเรียนได้มองเห็นตัวเอง แล้วนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นได้จริง โดยมีความตั้งใจที่จะผลักดันให้ทุกโรงเรียนพัฒนาไปสู่เป้าหมาย “ผู้เรียนตลอดชีวิต ผู้นำแห่งอนาคต นักนวัตกรรม” (Learner, Leader, Innovator) ผ่านกระบวนการเรียนรู้ที่ตอบโจทย์ความเปลี่ยนแปลงของโลก” รมช.ลิณธิภรณ์ กล่าวและว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้ต้องการเห็นถึงผลของการประเมินที่เด็กได้รับประโยชน์ และยังสะท้อนจุดยืนของกระทรวงศึกษาธิการที่ต้องการทำให้ “ระบบการศึกษาไทยเป็นพื้นที่แห่งโอกาส ความเท่าเทียม และแรงบันดาลใจ” โดยเน้นการสร้างคุณภาพจากรากฐาน พร้อมเดินหน้าสู่เป้าหมายตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี

ลมเปลี่ยนทิศ

หยอกหยอก วันที่ 31 ..2568***วันนี้ขอยกสุภาษิต คำว่ากลับลำในสำนวนไทยหมายถึง การเปลี่ยนแปลงความคิดหรือท่าทีอย่างกะทันหัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการกระทำที่ขัดแย้งกับสิ่งที่เคยพูดหรือทำมาก่อนหน้านี้ เปรียบได้กับการที่เรือลำหนึ่งกำลังแล่นไปในทิศทางหนึ่ง แล้วจู่ๆ ก็เปลี่ยนทิศทางกะทันหัน…***หยอกหยอก คอลัมน์ที่เอาความจริงมาหยอก*** ว่างมาสักพักแล้วสำหรับผู้ครองตำแหน่งผู้จัดการกองทุนส่งเสริมและพัฒนาการศึกษาสำหรับคนพิการภายใต้ สำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานข่าวล่ามาเงียบ ว่า ตอนนี้ได้คนมานั่งเก้าอี้ว่างนี้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็ต้องขอแสดงความยินดีกับผู้จัดการกองทุนส่งเสริมและพัฒนาการศึกษาสำหรับคนพิการ คนใหม่ ที่จะเข้ามาเริ่มงานในวันที่ 1 สิงหาคมนี้ … *** บางคนอาจจะว่าไม่แปลกที่จะให้ใครก็ได้ ที่มีความรู้ ความชำนาญ เฉพาะด้านรึไม่ก็ได้ข้ามห้วยมานั่งกำกับดูแลงานเฉพาะด้าน ถ้าคนคนนั้นมีความรู้เกี่ยวกับเรื่องการดูแลคนพิการ  แต่ที่ได้ข่าวแว่วว่ามาจากกรมสรรพากรพื้นที่จังหวัดทางภาคกลางที่กำลังจะเกษียณอายุราชการในอีกไม่กี่เดือนนี้ แถมยังมากันเป็นชุด ถูกทาบทามเข้ามาเป็นผู้จัดการกองทุนส่งเสริมและพัฒนาการศึกษาสำหรับคนพิการ ….สืบไปสืบมาท่าจะมีแบ็คใหญ่หนาปึ้ก 555 *** ยังพอมีเวลาหายใจอย่างน้อยอีกสัปดาห์  กับว่าที่เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานคนใหม่ที่จะมาแทน ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา ที่จะเกษียณอายุราชการในอีกไม่กี่เดือน แค่อาจารย์แหม่ม.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ เจ้ากระทรวงเสมา บอกว่าจะเอาชื่อเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)เห็นชอบ ในวันที่ 29 ..ที่ผ่านมาฝุ่นก็ตลบแล้ว แต่พอถึงเวลาไม่มีการเสนอรายชื่อเข้า ครม. งานนี้ก็ไม่ทราบว่าสะดุดตอใหญ่ขนาดไหน แว่วมาว่าคนหลุดโผสู้ไม่ถอยถึงขั้นเอาคนภายนอกเข้ามากดดันฝ่ายการเมืองผู้มีอำนาจกุมบังเหียนวังจันทร์เกษม ถ้าได้เข้ามาจริง เดาไม่ออกเลยว่าจะทำงานร่วมกันอย่างไร เมื่อฝ่ายการเมืองรู้ที่มาที่ไปจำใจต้องเลือกโหวว..น่าสงสารการศึกษาไทยตอนนี้ลมก็เปลี่ยนทิศ..อักษรย่อตัวเต็งเพิ่มขึ้นเป็นหางว่าว พลิกกลับไปกลับมา มีทั้งกระแสข่าวตั้งใหม่ ทั้งย้ายสลับเก้าอี้ระดับ11 ชิงไหวชิงพริบ สู้กันเต็มที่ งานนี้ไม่มีใครยอมกันแล้ว ผู้หลักผู้ใหญ่ผู้มีอำนาจโดนอ้างเอ่ยกันวุ่นไปหมดหยอกหยอก เคยยิงคำถามตรง กับ อาจารย์แหม่มว่า หนักใจกับการแต่งตั้งโยกย้ายผู้บริหารระดับสูงครั้งนี้หรือไม่ คำตอบฟังจากปากเจ้ากระทรวง คือไม่หนักใจค่ะ … 555 สั้น จบนะรอลุ้นต่อไป *** ข่าวการสอบครูผู้ช่วยรอบทั่วไป ประจำปี 2568 ของ สพฐ ที่จะจัดสอบในเดือนสิงหาคมนี้ แต่มีข้อเรียกร้องให้เลื่อนการสอบออกไปในบางพื้นที่ ก็ได้ข้อสรุปจาก ว่าที่ร้อยตรีธนุว่า สพฐ.ได้สำรวจแล้ว มี 2 จังหวัด ใน 7 จังหวัดที่เป็นจุดเสี่ยง ที่อยู่ใกล้ศูนย์อพยพ คือสพป.สุรินทร์ เขต 2 จึงให้ย้ายสนามสอบมาที่อำเภอเมืองสุรินทร์ และ สพป.บุรีรัมย์ เขต2 ให้ย้ายสนามสอบมาที่อำเภอกระสัง ซึ่งเป็นพื้นที่ปลอดภัยเป็นอันว่า เป็นการย้ายสนามสอบเท่านั้น ไม่ได้เลื่อนสอบเด้อ เดี๋ยวจะกระทบกับการเรียนการสอนของเด็กไปกันใหญ่ …***กระแสการเรียกร้องการบริหารงานในกรมส่งเสริมการเรียนรู้ หรือสกร.ยังคงได้ยินกันอย่างต่อเนื่องใน2-3 ปีนี้ เรื่องไหนจริง เรื่องไหนเท็จ หยอกหยอก ไม่กล้าฟันธง แต่อยากฝากเรื่องหนึ่งขอให้ ผศ.ดร. ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการครูหญิงที่กำกับดูแล เข้ามาดูเรื่องการจัดซื้อหนังสือของสกร.หน่อย เพราะข่าวว่ามาเฟียจากสำนักพิมพ์ใหญ่ที่หากินกับ สกร.นานแล้ว เขาทำอะไรหยอกหยอก ก็แค่บอกทาง***ทิ้งท้ายด้วยข่าวองค์การค้าของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา(สกสค.)ที่ตอนนี้ถูกจัดหนักทั้งเรื่องคดีความในชั้นศาล ทั้งเรื่องที่อยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(...)กรรมมาธิการการศึกษา วุฒิสภา  กรมบัญชีกลาง และล่าสุดเจ้าหน้าที่ ที่ถูกไล่ออกเมื่อ 5 ปีที่แล้วได้พากรมบังคับคดีบุกไปถึงองค์การค้าฯเพื่ออายัดทรัพย์สินที่องค์การค้าฯ เพราะแพ้คดีต้องจ่าย 20 ล้านบาทให้กับพนักงาน 14 คน และจะตามมาอีกเป็น 100 คน งานนี้ไม่อยากคิดเลยว่าองค์การค้า สกสค.มาถึงจุดนี้ได้อย่างไร? เอาล่ะวันนี้ พอหอมปาก หอมคอ ก่อน***

ดร.อรรถพล แนะ โค้งสุดท้าย PISA2025 ต้องเตรียมความพร้อมผู้เรียนเข้าสู่การสอบPISA เน้นการสร้างบรรยากาศที่ดีภายในสถานศึกษา

ดร.อรรถพล สังขวาสี อดีตปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวถึงการประเมินนักเรียนนานาชาติ หรือ  PISA ว่า ถือเป็นการทดสอบสำคัญที่ทั่วโลกให้การยอมรับ และทุกประเทศใช้เป็นมาตรฐานในการพัฒนาระบบการศึกษาของตนเอง ความสำคัญของการทดสอบ PISA นอกเหนือจากเป็นข้อมูลที่สะท้อนให้เห็นถึงคุณภาพผู้เรียนและคุณภาพของระบบการศึกษาของประเทศไทยแล้ว ยังเป็นตัวชี้วัดที่สำคัญที่ปรากฏอยู่ในดัชนีชี้วัดในระดับนานาชาติจำนวนมาก ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสามารถทางการแข่งขันทางการศึกษาของประเทศไทยได้เป็นอย่างดี ดังนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกระทรวงศึกษาธิการต้องเตรียมความพร้อมอย่างเต็มความสามารถสำหรับการทดสอบPISA 2025 ที่กำลังจะมาถึงในเดือนสิงหาคม

ดร. อรรถพล กล่าวว่า การเตรียมความพร้อมในการทดสอบ PISA ในช่วงโค้งสุดท้ายนี้จะต้องให้ความสำคัญกับ 2 ด้าน คือ 1. การเตรียมความพร้อมโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการสอบ อันประกอบด้วย คอมพิวเตอร์ สัญญาณอินเตอร์เน็ต ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมาก เนื่องจาก การทดสอบ PISA ในรอบนี้ เป็นครั้งแรกของประเทศไทยที่ต้องสอบในระบบออนไลน์ 100 % หากอุปกรณ์เครื่องมือไม่พร้อมแล้ว จะทำให้ผลการทดสอบคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงอย่างแน่นอน และ 2. การสร้างบรรยากาศที่เสริมพลังให้กับผู้เรียนกลุ่มเป้าหมายในทุกโรงเรียน เนื่องจากจุดอ่อนสำคัญของประเทศไทยอีกประการหนึ่ง คือ นักเรียนไทยไม่มีเป้าหมาย ความกระตือรือร้น และตั้งใจในการทำแบบทดสอบจำนวนมาก ดังนั้น โรงเรียนต้องกระตุ้นให้นักเรียนตั้งใจและมีสมาธิในการทำแบบทดสอบอย่างเต็มที่ เช่น เลื่อนกิจกรรมต่าง ของโรงเรียนที่จะทำให้นักเรียนวิตกกังวลออกไปก่อน เพื่อให้นักเรียนมีสมาธิกับการทำแบบทดสอบอย่างเต็มที่ นอกจากนี้ยังควรปรับสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการทดสอบอย่างเต็มที่ เช่น การเลือกเวลาทดสอบในช่วงเช้า การดูแลให้นักเรียนให้รับประทานอาหารก่อนให้สอบ เพื่อให้มีแรงกายและแรงใจในการสอบ มาตรการต่าง เหล่านี้ ล้วนเป็นเสียงสะท้อนจากรุ่นพี่นักเรียนที่ควรเข้ารับการมดสอบแล้วสะท้อนกลับให้ฝ่ายนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการได้รับทราบ ที่แม้ฝ่ายบริหารจะมองว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่เป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับนักเรียนที่มีประสบการณ์ในการทำแบบทดสอบ PISA มาแล้วทั้งสิ้น

ประเทศไทยเดิมพันภาพลักษณ์ทางการศึกษาของประเทศในอีก 4 ปีข้างหน้าไว้กับการทดสอบ PISA ในครั้งนี้ เนื่องจาก องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD)เปลี่ยนระยะเวลาในการทดสอบใหม่จากเดิมเว้นระยะห่าง 3 ปี มาเป็น4 ปี หากผลการทดสอบ PISA ครั้งนี้ไม่เป็นไปตามที่ทุกคนคาดหวัง ย่อมส่งผลกระทบต่อการวางแผนทางการศึกษาของประเทศไทยอย่างแน่นอน ดังนั้น แม้จะเหลือเวลาอีกไม่มาก แต่ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันทำให้ผลการทดสอบ PISA ของประเทศไทยให้ดีขึ้นเพื่อสร้างความมั่นใจในคุณภาพของคนไทยในมุมมองของต่างชาติ ซึ่งเป็นบทบาทที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งของ กระทรวงศึกษาธิการในการออกแบบอนาคตของประเทศไทยดร. อรรถพล

อ.แหม่ม อวยพรนักเรียนไทยลุยศึกคณิตคิดเร็วนานาชาติที่มาเลเซีย

เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มอบโอวาทและให้กำลังใจแก่นักเรียนไทยจำนวน 27 คน ก่อนออกเดินทางไปร่วมการแข่งขันคณิตศาสตร์และคณิตคิดเร็วนานาชาติ ณ ประเทศมาเลเซีย โดยมีผู้แทนจากสมาคมลูกคิดและคณิตศาสตร์นานาชาติ (ประเทศไทย) ครูผู้ฝึกสอน และผู้ปกครอง เข้าร่วมด้วย

ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า ตนเป็นหนึ่งในผู้ที่ชื่นชอบการฝึกฝนคณิตคิดเร็วตั้งแต่เยาว์วัย และเคยศึกษาวิชาคณิตศาสตร์เชิงประยุกต์ รวมถึงสถิติประกันภัยและการเงิน เชื่อมั่นว่าคณิตศาสตร์เป็นรากฐานของกระบวนการคิดที่มีตรรกะและเป็นระบบ ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ในหลายด้านของชีวิตและทุกวิชาชีพ พร้อมแสดงความยินดีและชื่นชมในความมุ่งมั่นของนักเรียนทุกคน ขอให้นักเรียนทุกคนประสบความสำเร็จในการแข่งขัน และได้รับประสบการณ์ที่มีคุณค่า หวังว่าการเดินทางครั้งนี้จะสร้างทั้งความภาคภูมิใจให้กับตนเอง ครอบครัว และประเทศชาติ รวมทั้งเป็นแรงบันดาลใจให้เยาวชนรุ่นใหม่ได้พัฒนาทักษะด้านคณิตศาสตร์ต่อไปอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ การแข่งขันคณิตศาสตร์และคณิตคิดเร็วนานาชาติ ประจำปี 2568 กำหนดจัดขึ้นในวันที่ 2 สิงหาคม ที่ประเทศมาเลเซีย โดยสมาคมลูกคิดและคณิตศาสตร์นานาชาติ (ประเทศไทย) ร่วมกับเครือข่ายจากนานาประเทศ เพื่อส่งเสริมศักยภาพทางคณิตศาสตร์ของเยาวชนในระดับสากล

ก.ค.ศ.ไฟเขียว สกร.ขยายเวลาใช้กรอบอัตรากำลังอีก 1 ปี พร้อมผ่านร่างหลักเกณฑ์คัดเลือกผู้บริหาร สกร.ประจำจังหวัด

เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2568 ผศ.ดร. ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ครั้งที่ 6/2568 โดยมี ดร. ธนู ขวัญเดช เลขาธิการ ก.ค.ศ. เป็นเลขานุการการประชุม โดย ผศ.ดร. ลิณธิภรณ์ กล่าวว่า ที่ประชุมได้มีการพิจารณาเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาและมีมติที่สำคัญ ดังนี้  1. อนุมัติ ขยายระยะเวลาการใช้กรอบอัตรากำลังข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา สังกัดกรมส่งเสริมการเรียนรู้(สกร.) เนื่องจาก ก.ค.ศ.ในคราวประชุมครั้งที่ 6/2567 เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2567 มีมติอนุมัติให้ สกร.ใช้กรอบอัตรากำลังข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งผู้บริหารการศึกษา ตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษา ตำแหน่งครู ตำแหน่งศึกษานิเทศก์ และตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค. (2) ตามที่ ก.ค.ศ. อนุมัติให้สำนักงาน กศน. (เดิม) จำนวน 4,598 อัตรา ไปกำหนดในหน่วยงานการศึกษา หรือสถานศึกษา แล้วแต่กรณี ไปพลางก่อน เป็นระยะเวลา 1 ปี  โดยครบระยะเวลาที่กำหนดวันที่ 26 มิถุนายน 2568 แต่ขณะนี้ สกร.อยู่ในระหว่างดำเนินการสรุปข้อมูลการสำรวจข้อมูลปริมาณงาน ภาระงาน และจำนวนตำแหน่งของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ของหน่วยงานการศึกษาและสถานศึกษาทุกแห่งทั่วประเทศ เนื่องจากข้อมูลมีจำนวนมากและมีความหลากหลาย จำเป็นต้องใช้ระยะเวลาในการตรวจสอบความถูกต้อง และวิเคราะห์อัตรากำลังอย่างรอบคอบ ก.ค.ศ. จึงมีมติอนุมัติให้ขยายระยะเวลาการใช้กรอบอัตรากำลังฯดังกล่าว ของ สกร. ออกไปอีกเป็นระยะเวลาไม่เกิน 1 ปี และให้ สกร. รายงานผลการประเมินผลสัมฤทธิ์ ตามตัวชี้วัดค่าเป้าหมายความสำเร็จที่ ก.พ.ร. มีมติเห็นชอบ ตามมติ ก.ค.ศ. อย่างเคร่งครัดต่อไป

2.เห็นชอบ (ร่าง) หลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสำนักงาน สกร.ประจำจังหวัด รองผู้อำนวยการสำนักงานสกร.กรุงเทพมหานคร ผู้อำนวยการสำนักงาน สกร.ประจำจังหวัด และผู้อำนวยการสำนักงานสกร.ประจำกรุงเทพมหานคร  สืบเนื่องจากการประกาศใช้พระราชบัญญัติส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. 2566 ประกอบกับ ก.ค.ศ. กำหนดมาตรฐานตำแหน่งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาใหม่ (ว19/2567) ส่งผลให้คุณสมบัติเฉพาะสาหรับตำแหน่งของตำแหน่งต่าง ๆ ในแต่ละสายงานเปลี่ยนแปลงไป ดังนั้น เพื่อให้หน่วยการศึกษามีผู้บริหารการศึกษาที่สามารถบริหาร จัดการศึกษาให้สอดคล้องกับบริบทของส่วนราชการที่เปลี่ยนแปลงไป และสามารถขับเคลื่อนนโยบายกระทรวงศึกษาธิการไปสู่การปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในอันที่จะส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษาและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อทางราชการ จึงเห็นควรปรับปรุงหลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกฯ ตำแหน่งในสายงานบริหารการศึกษา สังกัด สกร. แต่เนื่องจากปัจจุบัน สกร.อยู่ระหว่างดำเนินการจัดทำข้อมูลเพื่อขอกำหนดกรอบอัตรากำลังใหม่ให้สอดคล้องกับภาระงานตามประกาศกรมส่งเสริมการเรียนรู้ และ ตำแหน่งรองผู้อำนวยการสำนักงาน สกร.ประจำจังหวัด และรองผู้อำนวยการสำนักงานสกร.ประจำกรุงเทพมหานคร ไม่ได้ถูกกำหนดไว้ในพระราชบัญญัติ ส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. 2566 จึงเห็นควรกำหนดเงื่อนไขในการดำเนินการคัดเลือกฯ ตำแหน่งรองผู้อำนวยการ สกร.ประจำจังหวัด และรองผู้อำนวยการสำนักงานสกร.ประจำกรุงเทพมหานคร ว่า การดำเนินการคัดเลือกฯ ตำแหน่งเหล่านี้จะดำเนินการได้ “เมื่อ ก.ค.ศ. มีมติกำหนดกรอบอัตรากำลังในหน่วยงานการศึกษาและสถานศึกษา สังกัดกรมส่งเสริมการเรียนรู้ แล้ว” ทั้งนี้ ให้ยกเลิกหลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสำนักงาน กศน. จังหวัด/กรุงเทพมหานคร และผู้อำนวยการ สำนักงาน กศน. จังหวัด/กรุงเทพมหานคร ตามหนังสือสำนักงาน ก.ค.ศ. ที่ ศธ 0206.6/29 ลงวันที่ 29 ตุลาคม 2564

ผศ.ดร.ลินธิภรณ์ กล่าวต่อไปว่า ที่ประชุมได้เห็นชอบในหลักการ การตัดโอนตำแหน่งและอัตราเงินเดือนข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา มากำหนดเป็นตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค. (2) ในโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย จำนวน 18 แห่ง แห่งละ 36 ตำแหน่ง รวม 648 ตำแหน่ง ซึ่งต้องใช้ค่าตอบแทนเฉลี่ย ในการกำหนดตำแหน่งเป็นเงิน 22,176,000บาท โดยมีเงื่อนไขว่าการกำหนดตำแหน่งดังกล่าวต้องอยู่ภายใต้งบประมาณที่ได้รับและไม่ทำให้งบประมาณรายจ่ายด้านบุคคลเพิ่มสูงขึ้น ต่อมา สพฐ. ขอตัดโอนตำแหน่งและอัตราเงินเดือน ตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษา จากผลการจัดสรรคืนอัตราว่าง จากผลการเกษียณอายุราชการของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ในสถานศึกษาที่มีนักเรียนต่ำกว่า 120 คน และเป็นโรงเรียนยุบเลิกหรือรวมที่ปัจจุบันไม่มีนักเรียนแล้ว ในงบประมาณ พ.ศ. 2562 – 2567 จำนวน 394 ตำแหน่ง รวมค่าตอบแทนเฉลี่ยเป็นเงิน 22,543,690 บาท มากำหนด

ซึ่ง ก.ค.ศ. พิจารณาแล้ว เห็นชอบให้ตัดโอนตำแหน่งและอัตราเงินเดือนข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษา จากอัตราว่างผลการเกษียณอายุราชการ ซึ่งเป็นอัตราว่างจากผลการเกษียณอายุราชการ เมื่อสิ้นปีงบประมาณ พ.ศ. 2562 – 2567 มากำหนดเป็นตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค. (2) ในโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย จำนวน 18 แห่งได้ รวมทั้งสิ้น 621 ตำแหน่ง แบ่งเป็น ในโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย จำนวน 9 แห่ง แห่งละ 35 ตำแหน่ง และในโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย จำนวนอีก 9 แห่ง แห่งละ 34 ตำแหน่ง คิดเป็นค่าตอบแทนเฉลี่ยของตำแหน่ง รวมเป็นเงิน 21,259,080 บาท โดยมีเงื่อนไขว่าการตัดโอนตำแหน่ง และอัตราเงินเดือน ตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษาดังกล่าว จะต้องไม่ส่งผลกระทบต่อการบริหารในสถานศึกษา ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวต้องไม่เป็นการเพิ่มหรือกระทบต่อภาระงบประมาณรายจ่ายด้านบุคคล ตามบัญชีรายละเอียดการตัดโอนตำแหน่งและอัตราเงินเดือนฯ

ทั้งนี้ ได้มอบหมายให้สำนักงาน ก.ค.ศ. เสนอข้อมูลที่ ก.ค.ศ. เห็นชอบไปยังคณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ (คปร.) เพื่อขออนุมัตินำตำแหน่ง ผู้บริหารสถานศึกษา ซึ่งเป็นอัตราว่างจากผลการเกษียณอายุราชการ เมื่อสิ้นปีงบประมาณ พ.ศ. 2562 – 2567 ที่ได้รับการจัดสรรคืนจาก ก.ค.ศ. แล้ว จำนวน 371 ตำแหน่ง ซึ่งไม่สามารถจัดลงในสถานศึกษาได้ตามเงื่อนไขของ คปร. เนื่องจากโรงเรียนยุบเลิกและโรงเรียนรวม และในปัจจุบันไม่มีนักเรียนแล้ว ไปกำหนดเป็นตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค. (2) ตามกรอบอัตรากำลังที่ ก.ค.ศ. กำหนด ในโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย ต่อไป

นอกจากนี้ ที่ประชุมได้เห็นชอบ (ร่าง) หลักเกณฑ์และวิธีการเตรียมความพร้อมและพัฒนาอย่างเข้ม ตำแหน่งครูผู้ช่วย สืบเนื่องจากหลักเกณฑ์และวิธีการเตรียมความพร้อมและพัฒนาอย่างเข้ม ตำแหน่งครูผู้ช่วย ตาม ว 19/2561 และแบบประเมินการเตรียมความพร้อมและพัฒนาอย่างเข้ม ตำแหน่งครูผู้ช่วย ว 26/2561 ได้ใช้บังคับมาเป็นระยะเวลากว่า 6 ปี ซึ่งอาจไม่สอดคล้องกับสภาวการณ์ของการจัดการศึกษาในปัจจุบัน ประกอบกับ ก.ค.ศ. ได้กำหนดมาตรฐานตำแหน่งของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาใหม่ ตาม ว 19/2567

ดังนั้น สำนักงาน ก.ค.ศ. จึงได้สำรวจข้อมูลเพื่อพัฒนาปรับปรุงหลักเกณฑ์และวิธีการฯ และแบบประเมินฯ ผ่านแบบสอบถามออนไลน์ และการลงพื้นที่เพื่อเก็บข้อมูลภาคสนาม และได้จัดทำ (ร่าง) หลักเกณฑ์และวิธีการเตรียมความพร้อมและพัฒนาอย่างเข้ม ตำแหน่งครูผู้ช่วย ซึ่ง ก.ค.ศ. มีมติเห็นชอบ (ร่าง) หลักเกณฑ์ฯ ดังกล่าว ซึ่งประกอบด้วย 1) แนวปฏิบัติเกี่ยวกับการนับระยะเวลาการเตรียมความพร้อมและพัฒนาอย่างเข้ม ตำแหน่งครูผู้ช่วย 2) หลักสูตรการเตรียมความพร้อมและพัฒนาอย่างเข้ม ตำแหน่งครูผู้ช่วย และ 3) แบบบันทึกการประเมินการเตรียมความพร้อมและพัฒนาอย่างเข้ม ตำแหน่งครูผู้ช่วย โดยสรุปสาระสำคัญได้ ดังนี้

  1. ครูผู้ช่วย ต้องเข้ารับการเตรียมความพร้อมและพัฒนาอย่างเข้มในสถานศึกษาเป็นเวลาสองปี โดยมีการประเมินทุกหกเดือน รวม 4 ครั้ง โดยกำหนดหลักสูตรการเตรียมความพร้อมและพัฒนาอย่างเข้ม ซึ่งประกอบด้วย ด้านวิชาชีพ ด้านสังคม และด้านคุณลักษณะส่วนบุคคล
  1. ให้มีคณะกรรมการเตรียมความพร้อมและพัฒนาอย่างเข้ม จำนวน 3 คน ประกอบด้วย 1) ผู้อำนวยการสถานศึกษาหรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย เป็นประธานกรรมการ 2) ศึกษานิเทศก์ หรือผู้ทรงคุณวุฒิ เป็นกรรมการ และ 3) ครูในสถานศึกษา เป็นกรรมการและเลขานุการ
  1. กรณีครูผู้ช่วยมีผลการประเมินในครั้งใดต่ำกว่าเกณฑ์การประเมินให้สามารถโต้แย้งแสดงหลักฐานภายใน 5 วันทำการ เพื่อให้คณะกรรมการพิจารณาทบทวนผลการประเมินได้

กรณีครูผู้ช่วยมีผลการประเมินผ่านเกณฑ์การประเมินเมื่อครบกำหนด 2 ปี และ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา หรือ อ.ก.ค.ศ. ที่ ก.ค.ศ. ตั้ง พิจารณาอนุมัติผลการประเมินแล้ว ให้ผู้มีอำนาจตามมาตรา 53 ออกคำสั่งแต่งตั้งครูผู้ช่วยผู้นั้นดำรงตำแหน่งครูในวันถัดจากวันครบกำหนดการเตรียมความพร้อมและพัฒนาอย่างเข้ม

ในส่วนของแนวปฏิบัติการนับระยะเวลาเตรียมความพร้อมฯ กำหนดการนับระยะเวลาในกรณีต่าง ๆ เช่น การลา การไปช่วยราชการในสถานศึกษาอื่น การได้รับการบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งครูผู้ช่วยตามบัญชี ผู้สอบแข่งขันได้ เป็นต้น

สำหรับหลักสูตรการเตรียมความพร้อมและพัฒนาอย่างเข้มฯ ประกอบด้วย 3 ด้าน คือ ด้านวิชาชีพ ด้านสังคม และด้านคุณลักษณะส่วนบุคคล ซึ่งการประเมินในแต่ละด้าน ผลการประเมินใช้เกณฑ์ผ่านหรือไม่ผ่าน โดยครูผู้ช่วยต้องมีผลการประเมินผ่านจากกรรมการทุกคน ในการประเมินทุก 6 เดือน รวม 4 ครั้ง ใน 2 ปี

ทั้งนี้ ให้ยกเลิกหลักเกณฑ์และวิธีการเตรียมความพร้อมและพัฒนาอย่างเข้ม ตำแหน่งครูผู้ช่วย ตาม ว 19/2561 และแบบประเมินการเตรียมความพร้อมและพัฒนาอย่างเข้ม ตำแหน่งครูผู้ช่วย ว 26/2561

นอกจากนี้ มีการ อนุมัติ ย้ายและแต่งตั้งย้ายและแต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ให้ดำรงตำแหน่งและวิทยฐานะเดิม ในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาแห่งใหม่ จำนวน 3 ราย  , อนุมัติ บรรจุและแต่งตั้งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ผู้ได้รับการคัดเลือกซึ่งขั้นบัญชีรอการบรรจุ ให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 3 ราย และ อนุมัติ ย้ายและแต่งตั้งย้ายและแต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ให้ดำรงตำแหน่งและวิทยฐานะเดิม ในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาแห่งใหม่ จำนวน 3 ราย

 

“เทวัญ” ย้ำจรรยาบรรณครูต้องสูงกว่าวิชาชีพอื่น ครูต้องเป็นตัวอย่างของเด็ก

เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2568 นายเทวัญ ลิปตพัลลภ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานประชุมคณะกรรมการคุรุสภา ครั้งที่ 8/2568 โดย นายเทวัญ กล่าวว่า ที่ประชุมมีการพิจารณาและมีมติที่สำคัญ ดังนี้  การรับรองปริญญาและประกาศนียบัตรทางการศึกษา และเปลี่ยนแปลงรายละเอียดการรับรองปริญญาและประกาศนียบัตรทางการศึกษาของสถาบันอุดมศึกษาที่คุรุสภาให้การรับรองแล้ว ได้แก่  1) ให้การรับรองปริญญาและประกาศนียบัตรทางการศึกษา จำนวน 5 แห่ง รวม 5 หลักสูตร  1. ปริญญาตรีทางการศึกษา (หลักสูตร 4 ปี) จำนวน 2 หลักสูตร ประกอบด้วย   มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์ และ มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม  2. ปริญญาโททางการศึกษา (วิชาชีพครู) จำนวน 1 หลักสูตร ได้แก่ มหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่ และ 3. ปริญญาโททางการศึกษา (วิชาชีพบริหารการศึกษา) จำนวน 2 หลักสูตร ประกอบด้วย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ พื้นที่ศาลายา และ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ พื้นที่วิทยาเขตวังไกลกังวล   2) ให้เปลี่ยนแปลงรายละเอียดปริญญาและประกาศนียบัตรทางการศึกษา ที่คุรุสภาให้การรับรองแล้ว  โดยเปลี่ยนแปลงแผนการรับนักศึกษา จำนวน 5 แห่ง รวมจำนวน 10 หลักสูตร ดังนี้ ปริญญาตรีทางการศึกษา (หลักสูตร 4 ปี) จำนวน 9 หลักสูตร ประกอบด้วย  มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี   มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา และ   สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ วิทยาลัยนาฏศิลปร้อยเอ็ด  ปริญญาโททางการศึกษา (วิชาชีพบริหารการศึกษา) จำนวน 1 หลักสูตร ได้แก่  มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตนครสวรรค์

รมช.ศึกษาธิการ กล่าวต่อไปว่า ที่ประชุมได้เห็นชอบการรับรองผลการทดสอบและประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครู ด้านการปฏิบัติงานและการปฏิบัติตน ตามมาตรฐานวิชาชีพครู ครั้งที่ 7/2568 ของผู้ผ่านเกณฑ์การทดสอบและประเมินฯ จำนวน 1,646 คน โดยเป็นผู้ที่อยู่ระหว่างศึกษาในหลักสูตรปริญญาและประกาศนียบัตรทางการศึกษา ประกอบด้วย 1) หลักสูตรปริญญาตรีทางการศึกษา จำนวน 1,405 คน 2) หลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครู จำนวน 59 คน และ 3) หลักสูตรปริญญาโททางการศึกษา (วิชาชีพครู) จำนวน 182 คน นอกจากนี้ได้เห็นชอบการรับรองผลการเทียบเคียงผลการทดสอบและประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครู ด้านความรู้และประสบการณ์วิชาชีพ ตามมาตรฐานวิชาชีพครู ครั้งที่ 2/2568 กลุ่มวิชาภาษาอังกฤษ จำนวน 4 ราย   เห็นชอบผลการทดสอบและประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครู ด้านความรู้และประสบการณ์วิชาชีพ ตามมาตรฐานวิชาชีพครู รายวิชาครู ครั้งที่ 1 ระบบกระดาษ ประจำปี พ.ศ. 2568 จำนวน 15,911 คน

“สำหรับเรื่องของจรรยาบรรณครู นั้น ที่ประชุมได้มีการพุดคุยกันบ้าง ซึ่งผมได้กำชับเรื่องของระเบียบวินัยและเรื่องของความเป็นครูที่ต้องมีมาตรฐานสูงกว่าวิชาชีพอื่น เนื่องจากครูมีหน้าที่สอนเด็ก ก็ต้องประพฤติปฏิบัติตนให้เป็นตัวอย่างของเด็ก” นายเทวัญกล่าว

“เสมา1”ห่วงสุขภาพจิตครู-บุคลากร-นักเรียน-ผู้ปกครองในพื้นที่จัดนักจิตวิทยาช่วยฟื้นฟู

เมื่อเวลา 09.30 น.วันที่ 30 ก.ค.2568 ที่กระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.)ได้ทำพิธีปล่อยขบวนคาราวานช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบชายแดนไทย-กัมพูชา และผู้ประสบอุทกภัยพายุวิภา ณ.สวนวันครู อาคาร สพฐ.1 โดยมี ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธาน ทั้งนี้ ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า ที่น่าเป็นห่วงมากที่สุดตอนนี้ก็คือ เรื่องสุขภาพจิตของ ครู นักเรียน บุคลากรทางการศึกษา และผู้ปกครอง ที่อยู่ในพื้นที่ปะทะไทย-กัมพูชา ที่ยังไม่สามารถกลับเข้าบ้านเรือนได้ โดยขณะนี้ทางกระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(พม.)ก็ได้ส่งเจ้าหน้าที่ลงไปยังศูนย์พักพิงต่าง ๆ แล้ว ส่วนกระทรวงศึกษาธิการก็ได้ส่งนักจิตวิทยาที่ประจำในเขตพื้นที่การศึกษาเข้าไปด้วยเช่นกัน  ซึ่งอาจารย์เองก็ได้แต่มีความหวังว่าเหตุการณ์จะสงบสุขโดยเร็ว ส่วนเรื่องการเรียนการสอนส่วนใหญ่นักเรียนกับครูก็อยู่ในศูนย์พักพิงเดียวกัน ก็จะมีการช่วยเหลือในเรื่องการเรียนการสอนได้ในระดับหนึ่ง และเมื่อวานนี้ตนก็ได้พูดคุยกับรัฐมนตรีกระทรวงที่เกี่ยวข้องขอให้สนับสนุนอุปกรณ์กีฬาให้เด็กได้มีกิจกรรมเพิ่มเติมในศูนย์พักพิงด้วย

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวต่อไปว่า สำหรับที่มีกระแสข่าวให้เลื่อนสอบครูผู้ช่วยรอบทั่วไปของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.)ประจำปี 2568 ในเดือนสิงหาคมนั้น ได้หารือกับ ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.)ทราบว่ามีข้อเรียกร้องว่าอยากให้เลื่อนออกไปบางส่วน แต่บางส่วนก็เกรงว่าจะล่าช้าออกไปรวมทั้งมาตรฐานของข้อสอบด้วย

ว่าที่ร้อยตรีธนุ กล่าวว่า สพฐ.ได้สำรวจแล้ว มี 2 จังหวัด ใน 7 จังหวัดที่เป็นจุดเสี่ยง ที่อยู่ใกล้ศูนย์อพยพ คือสุรินทร์เขต2 จึงให้ย้ายสนามสอบมาที่อำเภอเมืองสุรินทร์ และที่บุรีรัมย์เขต2 ก็ให้ย้ายสนามสอบมาที่อำเภอกระสังข์ ซึ่งเป็นพื้นที่ปลอดภัย ทั้งนี้เป็นการย้ายสนามสอบเท่านั้น เป็นการสอบพร้อมกันทั่วประเทศ ไม่ใช่เลื่อนวันสอบ เพราะตอนนี้โรงเรียนยังขาดครูจำนวนมาก ถ้าปล่อยไปนานก็จะกระทบกับการเรียนการสอนของเด็ก

มทร.กรุงเทพ จับมือพันธมิตร พัฒนา “Aerospace Valley” ยกระดับไทยสู่ศูนย์กลางอุตสาหกรรมการบินและอวกาศในภูมิภาค

รศ.ดร.พิชัย จันทร์มณี อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล(มทร.)กรุงเทพ เปิดเผยว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ มทร.กรุงเทพ ได้ร่วมพิธีลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือในการพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจความสามารถพิเศษต้นแบบ “Aerospace Valley” กับพันธมิตรหลัก ได้แก่ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กลุ่มอุตสาหกรรมการบินและอวกาศ)  คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และ บริษัท ไอซีไอเค นวัตกรรมและการสร้างสรรค์ความรู้ จำกัด โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับโครงสร้างเขตเศรษฐกิจเฉพาะทางด้านเทคโนโลยีการบินและอวกาศ เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรม S-Curve และ New S-Curve

รศ.ดร.พิชัย กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้มีวัตถุประสงค์หลัก คือ การพัฒนาเขตเศรษฐกิจ “Aerospace Valley” สู่ศูนย์กลางด้าน Aviation & Aerospace Hub แห่งภูมิภาค การส่งเสริมการวิจัย นวัตกรรม และการเรียนรู้ตลอดชีวิตด้านอุตสาหกรรมการบินและอวกาศ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในระดับนักศึกษา บุคลากรสายวิชาการ และแรงงานฝีมือ เพื่อรองรับตลาดแรงงานในอนาคต และเชื่อมโยงภาคการศึกษา รัฐ และเอกชน ผ่านแนวคิด “One-Stop-Integration” โดย มทร.กรุงเทพ มีบทบาทในการพัฒนาแผนยุทธศาสตร์ด้านการสร้างกำลังคนในอุตสาหกรรมการบินและอวกาศ พัฒนาหลักสูตรต้นแบบ ทั้งในระบบปริญญา (Degree) และนอกระบบ (Non-Degree) รวมถึงยกระดับสิ่งอำนวยความสะดวก เช่น ห้องทดลอง อาคารปฏิบัติการ และศูนย์เทคโนโลยีขั้นสูง ให้ตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรม

“ความร่วมมือนี้มีระยะเวลาเริ่มต้น 2 ปี โดยเปิดโอกาสในการขยายระยะเวลาตามความเห็นชอบร่วมกันของทุกฝ่าย และความเข้าใจร่วมกันฉบับนี้ยังส่งเสริมให้เกิดโครงการย่อยด้านการพัฒนานวัตกรรม การลงทุน และกิจกรรมการเรียนรู้ในเขต Sandbox เฉพาะทางของอุตสาหกรรมการบินและอวกาศในอนาคต ดังนั้นการลงนามความร่วมมือครั้งนี้จึงนับเป็นก้าวสำคัญของมหาวิทยาลัยฯ ในการมีบทบาทเชิงรุกสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งอนาคต และสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนให้กับประเทศ”รศ.ดร.พิชัยกล่าว

โรงเรียนชายแดนในภาวะเสี่ยง : เมื่อห้องเรียนกลายเป็นเขตภัยสงคราม

ดร.อรรถพล สังขวาสี อดีตปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวถึงเหตุปะทะตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ว่า  ไม่ได้ส่งผลเฉพาะต่อความมั่นคงระดับประเทศเท่านั้น แต่เริ่มขยายวงเข้ามากระทบโดยตรงต่อสิทธิขั้นพื้นฐานของเด็กไทยจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดนจังหวัดสระแก้วและสุรินทร์ ที่มีโรงเรียนหลายแห่งต้องสั่งปิดฉุกเฉิน ครู นักเรียน และครอบครัวอพยพหนีภัยอย่างไม่ทันตั้งตัว ขณะที่บางชุมชนไม่มีแม้แต่โอกาสในการเตรียมความพร้อมรับมือ ความสูญเสียในสถานการณ์นี้ไม่ได้จำกัดเพียงอาคารเรียนที่อาจได้รับความเสียหาย หรือวันที่ขาดเรียนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความรู้สึก “ไม่ปลอดภัย” ที่ฝังลึกในใจของเด็ก ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญต่อการเรียนรู้และการพัฒนาศักยภาพของมนุษย์ในระยะยาว โรงเรียนซึ่งควรเป็นเขตปลอดภัย (Safe Zone) สำหรับทุกคน กลับกลายเป็นพื้นที่เสี่ยงภัยที่ไม่มีหลักประกันใดว่าจะปลอดภัยจริง

“แม้ไทยจะเป็นภาคีของอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก และได้ร่วมลงนามในหลักการ “Safe Schools Declaration” ที่ประกาศร่วมกันโดยนานาประเทศเพื่อคุ้มครองสถานศึกษาจากภัยสงคราม แต่ในทางปฏิบัติระบบการเตือนภัย การจัดการความต่อเนื่องทางการศึกษา (Education in Emergency : EiE ) และการเยียวยาทางจิตใจให้กับเด็กและครูยังแทบไม่มีอยู่จริง”ดร.อรรถพลกล่าวและว่า การปะทะตามแนวชายแดนคร้งนี้จึงไม่ใช่เพียงประเด็นด้านความมั่นคง แต่คือการทดสอบ “ขีดความสามารถของระบบการศึกษาไทย” ว่าจะยืดหยุ่น ทันสถานการณ์ และเห็นคุณค่าของความเป็นมนุษย์มากเพียงใด เมื่อมีเด็กต้องสูญเสียทั้งโอกาสในการเรียนรู้ และความรู้สึกมั่นคงในวัยเยาว์ไปพร้อมกัน

ดร.อรรถพล เสนอว่า ประเทศไทยน่าจะใช้โอกาสนี้ ทำแผนการศึกษาในภาวะฉุกเฉินตามกรอบของ EiE รวมทั้งกำหนด “ผู้รับผิดชอบ” ต่อการเรียนรู้และความปลอดภัยของเด็กเหล่านี้ในเวลาที่พวกเขาต้องการมากที่สุดให้ชัดเจน ไม่ใช่แค่เฉพาะแนวชายแดนไทย-กัมพูชา แต่แผนควรต้องรวมถึงแนวชายแดนทั่วประเทศ สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ และการจัดการศึกษาฉุกเฉินในภาวะวิกฤตอื่นด้วย อาทิ อุทกภัย และแผ่นดินไหว เป็นต้น

สกศ.เสนอแนวทางการจัดการศึกษาในพื้นที่ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา

เมื่อวันที่ 29 ก.ค.2568 รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการสภาการศึกษา กล่าวว่า สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา(สกศ.) มีความกังวลต่อสถานการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาที่ส่งผลกระทบต่อเด็กและเยาวชนเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะการปิดโรงเรียนไม่มีกำหนด ซึ่งกระทบต่อสิทธิการศึกษาของเด็ก สกศ.จึงได้ศึกษาแนวทางการจัดการศึกษาในพื้นที่ความขัดแย้งจากเวทีโลก หรือ การศึกษาในภาวะฉุกเฉิน(Education in Emergencies – EIE) ประเทศไทยควรใช้วิกฤตครั้งนี้เป็น “จุดเปลี่ยน” ในการวางรากฐานใหม่ ดังนี้ 1. การศึกษาในสถานการณ์ฉุกเฉินบูรณาการกับด้านความมั่นคงของชาติ มีกลไกประสานงานระหว่างกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงกลาโหม กระทรวงดิจิทัลฯ กระทรวงมหาดไทย และภาคประชาชน เพื่อจัดการศึกษาช่วงวิกฤต  2. ยกระดับเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาให้เท่าเทียมเข้าถึงได้ทุกคน โดยพัฒนา Education as a Service ผ่านระบบ cloud-based, open-source สำหรับทุกโรงเรียน และสนับสนุนระบบการเรียนรู้ทางไกลในชนบท เช่น Micro Learning Kits, Mobile Learning Centers 3. ออกแบบระบบการเรียนรู้แบบ Flexible Learning Ecosystem การเรียนรู้ที่ไม่ยึดติดกับห้องเรียน และส่งเสริมการเรียนรู้ผ่านชุมชน ศาสนสถาน ศูนย์สุขภาพ และพื้นที่พลเรือนปลอดภัยอื่น ๆ 4. ฟื้นฟูสภาพจิตใจและพัฒนา Soft Skills เด็กในพื้นที่เปราะบาง โดยบูรณาการหลักสูตรที่เน้น SEL (Social and Emotional Learning) พร้อมการเยียวยาทางใจและการปรับตัวกับความเปลี่ยนแปลง และควรจัดทีมแนะแนวและนักจิตวิทยาในพื้นที่ความขัดแย้งอย่างต่อเนื่อง 5. ติดตาม ประเมินผล และเรียนรู้จากทุกวิกฤตโดยสร้างระบบฐานข้อมูลแบบ real-time สำหรับโรงเรียนในพื้นที่เสี่ยง และ 6. ประเมินผลกระทบทางการศึกษาทุกครั้งที่เกิดเหตุรุนแรง เพื่อปรับแผนให้ทันสถานการณ์

เลขาธิการสภาการศึกษา กล่าวต่อไปว่า อย่างไรก็ตาม การศึกษา คือความหวังของชาติ และความหวังต้องไม่หยุดแม้ในภาวะสงคราม การจัดการศึกษาในพื้นที่่ความขัดแย้งจึงไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป แต่คือความจำเป็นและภารกิจเร่งด่วนของรัฐในการยืนยันว่าเด็กทุกคนมีสิทธิในการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าชีวิตจะอยู่ในสถานการณ์ใดก็ตาม