ได้ชื่อแล้วแต่ยังไม่จบ

หยอก หยอก วันที่ 27 กรกฎาคม 2568 คอลัมน์ที่ข้าราชการเทาเทาไม่อยากเข้าใกล้*** โลกนี้สอนให้รู้ว่าจริงใจกับใครไป ใช่ว่าเขาจะจริงใจกลับ ต่อหน้ามะพลับ ลับหลังตะโก … ต่อหน้าทำเป็นดี แต่พอลับหลังก็นินทาหรือหาทางใส่ร้าย หน้าไหว้หลังหลอก … อันนี้ไม่รู้ว่าเข้าใคร ดูกันไปยาว ๆ *** ในนามประชาชนชาวไทย ขอแสดงความอาลัยอย่างสุดซึ้งต่อการจากไปของวีรบุรุษทหารกล้าจากเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา ในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี ศรีสะเกษ บุรีรัมย์ และ สุรินทร์ ซึ่งเป็นบ้านเกิดของ หยอก หยอก เอง ก็ขอส่งกำลังใจไปถึงกำลังพลที่เสียชีวิต ท่านได้จากไปในขณะปฏิบัติหน้าที่อันทรงเกียรติ เพื่อปกป้องอธิปไตยและความมั่นคงของชาติอย่างแท้จริง การอุทิศตนและเสียสละของท่านจะถูกจารึกไว้ในความทรงจำของพวกเราตลอดไป ขอให้ดวงวิญญาณของวีรบุรุษผู้กล้าไปสู่สุคติ รวมถึงประชาชน เด็กผู้บริสุทธิ์ที่เสียชีวิตกับเหตุการณ์ครั้งนี้ด้วย …***ทันที ที่เกิดเหตุการณ์ขึ้น รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ ทั้ง ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เสมา 1 พร้อมด้วย เสมา 2 และ เสมา 3 ดร.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ และ นายเทวัญ ลิปตพัลลภ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ก็วางงานในกระทรวงศึกษาธิการ ต่างลงพื้นที่เพื่อเข้าไปช่วยเหลือพี่น้องประชาชน นักเรียน ตามภาระงานที่กำกับดูแล ซึ่งก็ถือว่าช่วยประชาชนที่ได้รับผลกระทบได้มากเลยทีเดียว … หยอก หยอก ขอชื่มชมรัฐมนตรีทั้ง 3 ท่าน นับถือ นับถือ *** เข้าโหมดเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายแทนตำแหน่งเกษียณอายุราชการกันดีกว่า…ทันที่ ที่ “อาจารย์แหม่ม” ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ประกาศว่าจะเสนอรายชื่อเข้าคณะรัฐมนตรี(ครม.)แทนว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.)ระดับ 11 ที่จะเกษียณอายุราชการในอีก 2 เดือนข้างหน้าในวันอังคารที่จะถึงนี้ กลิ่นอายของนักวิ่งก็สตาร์ททันที เพราะไม่แค่เพียงตำแหน่งเลขาธิการ กพฐ.เท่านั้น ยังพ่วงมาด้วยตำแหน่งรองเลขาธิการ กพฐ. 2 ตำแหน่ง แทน นายพัฒนะ พัฒนทวีดล และ ดร.ธีร์ ภวังคนันท์ ระดับ10 ที่จะเกษียณอายุราชการไปพร้อมกันกับ เลขาธิการ กพฐ. … เพราะสพฐ.เป็นหน่วยงานใหญ่ที่ใคร ๆ ก็อยากจะเข้ามาบริหารงาน *** นอกจากนี้ยังมีตำแหน่งศึกษาธิการภาค ระดับ 10 อีก 12 ตำแหน่ง รองเลขาธิการสภาการศึกษา ระดับ 10 อีก 1 ตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการ ศธ. ระดับ10 อีก 5 ตำแหน่ง และ รองปลัด ศธ.ระดับ10 อีก 1 ตำแหน่ง … โอ้โหวววว! ก็เท่ากับว่า บริหารระดับสูงว่างครั้งนี้ถึง 22 ตำแหน่ง เลยหรอ…เนี่ยยย..โอแม่เจ้า มิน่า….*** แต่ ตำแหน่งที่ต้องจับตามองที่สุดคือ ตำแหน่งบริหารในสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.)ที่ทุกครั้งเมื่อถึงฤดูกาลโยกย้าย ใครที่มีสิทธิ์ก็ต้องอยู่ไม่เป็นสุข คนที่อยู่ในตำแหน่งก็ต้องรักษาเก้าอี้ไว้จนกว่าจะเกษียณ(นั่งทับอะไรกันอยู่ก็ไม่รู้ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน หยอก ไม่รู้ ไม่รู้)เอาละนะ…ณ เวลานี้ ย้ำนะ ว่า ณ เวลานี้ คนที่มีโอกาสจะมานั่งตำแหน่งเลขาธิการ กพฐ.แทน ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา มีหลายคน เรื่องมีอยู่ว่า มีชื่อ 3 ดอกเตอร์คนเก่งของศธ. ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ดร.พิเชฐ โพธิ์ภักดี รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และ ดร.ธนู ขวัญเดช เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา(ก.ค.ศ.) ให้ “อาจารย์แหม่ม” เลือก และ อาจารย์แหม่ม ก็เลือกแล้ว …เป็น”ผู้ชาย” ซึ่งก็น่าจะรู้กันมากแล้ว เพราะเขาปิดกันให้ “แซด”แต่ถ้าใครยังไม่รู้ก็ถามมาหลังไมค์5555 …..บอกไว้ก่อนนะ คอลัมน์นี้ หยอกเขียนวันที่ 27 กรกฎาคม 2568 ยังมีเวลาอีก 1 วัน ที่คนหลุดโผยังมีโอกาสอยู่ เพราะมีบางคนยังสู้อยู่ แต่จะมีการเปลี่ยนโผหรือไม่ ก็ขึ้นกับผู้มีอำนาจแล้วล่ะ หยอก หยอก ก็เป็นแค่ผู้บอกทาง แต่ก็ยังเชื่อว่า “พรรคกล้าธรรม”จะไม่ให้ใครมากดดัน แค่ชื่อ “ธรรมนัส พรหมเผ่า”กับ “นฤมล ภิญโญสินวัฒน์” แล้วหยอกยัง..อึ้งเลย สัมผัสลีลาการทำงานแล้วก็ไม่ธรรมดา อย่าปรามาศ..เด้อ…น่าจะไม่เหมือนพรรคอื่นที่รับปากแล้ว เปลี่ยนชื่อก่อนเข้า ครม.เพียงไม่กี่นาที…555 จะเรียกว่ายังไงดี? ขออย่างเดียวก่อนตัดสินใจเลือกใครไม่ว่าตำแหน่งไหน อย่าให้คนการศึกษาเขาร้อง “ยี้” มันจะเสียชื่อพรรคได้…น่อ.. *** ปรับโหมดมาตำแหน่งรองเลขาธิการ กพฐ.กันหน่อย…แว่วมาว่าอาจจะเสนอชื่อไปพร้อม ๆ กันกับเลขาธิการ กพฐ.คนใหม่ ที่สามารถแต่งตั้งได้ถูกต้องตามระเบียบกฎหมายข้อบังคับ คือ การสไลด์ จาก 10 ไป10 ที่คาดว่าจะมาจากผู้ตรวจราชการ ศธ.1 หรือ 2 คน ส่วนอีก 1 คนที่ยังครองตำแหน่งบริหารต้นอยู่ ก็ต้องเข้าสู่กระบวนการสรรหาบริหารสูงให้ถูกต้องตามระเบียบก่อน ไม่งั้นถูกร้องเรียนตายว่าข้ามขั้นตอน(ประเด็นนี้หยอกเป็นห่วงนะ) ก็รอไปก่อนนะจ๊ะ อายุก็ยังน้อย แถมเพิ่งขึ้นบริหารต้นยังนานไม่ถึงปีเลย รออีกนิดหนึ่งถ้าไม่เกิดอุบัติเหตุอะไรขึ้นมาเสียก่อนก็คงได้ขึ้นแน่นอน….5555…ท้ายสุด อยากฝาก “พรรคกล้าธรรม”ว่าท่านรู้จัก กระทรวงปราบเซียนนี้ ดีแค่ไหน? จะกล้าทำ อะไรที่ใครคาดไม่ถึงแค่ไหน…เอวัง …***

“เสมา3” ร่วมบริจาคโลหิตสำรองไว้ช่วยเหลือทหารและประชาชนในยามวิกฤต พร้อมร่วมคำปฏิญาณ ลูกเสือไทยพร้อมเคียงข้างประชาชนทุกสถานการณ์

เมื่อวันที่ 26 ก.ค. ที่จังหวัดนครราชสีมา  นายเทวัญ ลิปตพัลลภ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ร่วมแสดงพลังแห่งความเสียสละในกิจกรรมบริจาคโลหิตเพื่อสำรองให้แก่โรงพยาบาลในพื้นที่ชายแดน 4 จังหวัด ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ปะทะบริเวณแนวชายแดนไทย – กัมพูชา เพื่อส่งต่อพลังแห่งความช่วยเหลือแก่ผู้ได้รับบาดเจ็บ เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงาน และประชาชนที่ยังคงต้องการการดูแลอย่างต่อเนื่อง โดยมีลูกเสือ บุคลากรทางการลูกเสือ และประชาชนในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา และพื้นที่ใกล้เคียง กว่า 200 คน ร่วมบริจาคโลหิต ณ ศูนย์การค้าเทอร์มินอล 21 โคราช

โดยนายเทวัญ กล่าวว่า การบริจาคโลหิตในวันนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งบทบาทสำคัญของขบวนการลูกเสือไทยในการช่วยเหลือสังคมในยามวิกฤต เพื่อเป็นการช่วยชีวิตเพื่อนมนุษย์ แสดงออกถึงการมีจิตอาสาและความเสียสละ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการเป็นลูกเสือ ที่พร้อมจะบำเพ็ญประโยชน์ต่อผู้อื่นอย่างแท้จริง ในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการและลูกเสือไทย ขอเชิญชวนลูกเสือ บุคลากรทางการลูกเสือ และพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ ร่วมกันบริจาคโลหิตเพื่อสำรองไว้ให้กับโรงพยาบาลในพื้นที่ชายแดน 4 จังหวัด รวมถึงคลังโลหิตกลาง เพื่อให้พร้อมรองรับเหตุฉุกเฉินและช่วยชีวิตผู้ที่กำลังเผชิญความทุกข์ยากจากสถานการณ์นี้ อย่างไรก็ตาม นอกจากการบริจาคโลหิต สำนักงานลูกเสือแห่งชาติยังคงเดินหน้าในการให้ความช่วยเหลือในหลายมิติ โดยเฉพาะการใช้ “ค่ายลูกเสือ” ในจังหวัดศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ จันทบุรี และจังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงกับการปะทะ  ให้เป็นศูนย์พักพิงชั่วคราวสำหรับประชาชนผู้ประสบภัย มีการจัดเตรียมความพร้อมทั้งในด้านสถานที่ ความปลอดภัย อาหาร และสิ่งของจำเป็นสำหรับการดำรงชีวิต ซึ่งอาคารสถานที่สามารถรองรับประชาชนทั้งที่พักภายในอาคารได้ประมาณ 2,000 คน และลานกางเต็นท์ได้ประมาณ 5,000 คน พร้อมดำเนินการประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ความช่วยเหลือ โดยมี “ลูกเสือจิตอาสา” คอยดูแลอย่างเต็มกำลัง

รมช.ศึกษาธิการ กล่าวว่า ขณะเดียวกัน สำนักงานลูกเสือแห่งชาติยังได้จัดเตรียมถุงยังชีพ เพื่อนำไปแจกจ่ายให้แก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจาก “พายุวิภา” ซึ่งส่งผลให้หลายพื้นที่ทางภาคเหนือประสบปัญหาน้ำท่วมอย่างหนัก โดยเน้นการส่งมอบผ่านเครือข่ายลูกเสือในพื้นที่ เพื่อให้สามารถเข้าถึงประชาชนได้อย่างรวดเร็วและตรงจุด ซึ่งการดำเนินการทั้งหมดนี้สะท้อนถึงบทบาทของลูกเสือไทย ที่ไม่เพียงแต่เป็นผู้ให้ความรู้ ความเข้มแข็งแก่เยาวชน แต่ยังเป็นกลไกในการร่วมดูแลสังคมในยามวิกฤตตามคำปฏิญาณ “ลูกเสือพร้อมช่วยเหลือผู้อื่นทุกเมื่อ และทำตนให้เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นทุกวัน” และยังคงเดินหน้าสนับสนุนและอยู่เคียงข้างประชาชนในทุกสถานการณ์ เพื่อสร้างสังคมไทยที่เข้มแข็งด้วยพลังของลูกเสือไทย ต่อไป

อาชีวะปฐมนิเทศผู้เรียนพิการ พัฒนาศักยภาพและเสริมสร้างทักษะชีวิต เตรียม ความพร้อมสู่โลกอาชีพ  

เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2568 นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.)มอบหมายให้ นายอัศวิน ข่มอาวุธ ผู้อำนวยการสำนักมาตรฐานการอาชีวศึกษาและวิชาชีพ เป็นประธานปิดการสัมมนาเชิงปฏิบัติการการพัฒนาศักยภาพและเสริมสร้างทักษะชีวิตสำหรับผู้เรียนพิการ สู่การเปลี่ยนผ่าน (ปฐมนิเทศนักศึกษาพิการ ประจำปีการศึกษา 2568) พร้อมมอบประกาศนียบัตรอบรมและติดเข็มต้อนรับสู่การเป็นนักศึกษาอาชีวศึกษา โดยการสัมมนานี้จัดระหว่างวันที่ 23 – 25 กรกฎาคม 2568 ณ เดอะไพน์ รีสอร์ท จังหวัดปทุมธานี

นายยศพล กล่าวว่า การปฐมนิเทศนักศึกษาพิการ ประจำปีการศึกษา 2568 ในครั้งนี้ จัดขึ้นเพื่อพัฒนาทักษะชีวิตของผู้เรียนพิการในการศึกษาแบบเรียนรวม ฝึกทักษะการดำรงชีวิตร่วมกับผู้อื่นในสังคม เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนผ่านในอนาคต และได้รับสิทธิ์ในการเข้าถึงกิจกรรมต่าง ๆ เหมือนผู้เรียนปกติ รวมถึงการเสริมสร้างภาพลักษณ์ด้านการสนับสนุนและให้โอกาสทางการศึกษาที่เสมอภาคเท่าเทียมแก่ผู้เรียนพิการ ลดความเหลื่อมล้ำ ตามนโนบายของกระทรวงศึกษาธิการ โดยมีนักศึกษาผู้พิการทางการเคลื่อนไหวหรือทางร่างกาย /ทางการได้ยินหรือสื่อความหมาย / ทางสติปัญญา /และทางการเรียนรู้ ระดับ ปวส. จำนวน 165 คน จาก 9 สถานศึกษาเฉพาะทางคนพิการทั้งภาครัฐและเอกชน ได้แก่ วิทยาลัยสารพัดช่างสุรินทร์ 14 คน วิทยาลัยเทคนิคบางแสน 19 คน วิทยาลัยสารพัดช่างอุดรธานี 19 คน วิทยาลัยอาชีวศึกษาลำปาง 17 คน วิทยาลัยสารพัดช่างเชียงใหม่ 10 คน วิทยาลัยการอาชีพพุทธมณฑล 20 คน วิทยาลัยบริหารธุรกิจและการท่องเที่ยวนครราชสีมา 12 คน วิทยาลัยเทคโนโลยีดอนบอสโก 33 คน และวิทยาลัยเทคโนโลยีพระมหาไถ่ พัทยา 21 คน เข้าร่วม โดยมีการจัดสิ่งอำนวยความสะดวก เช่น ล่ามภาษามือ พื้นที่ปลอดภัย และการดูแลเฉพาะบุคคล ซึ่งกิจกรรม ประกอบด้วยกิจกรรมกลุ่มสัมพันธ์ การเสวนาจากสถานประกอบการ ได้แก่ คาเฟ่อเมซอน สยามมิชลิน บริษัท เซ็นทรัล เรสตรองกรุ๊ป โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล บริษัทภัทรอุตสาหกรรม จำกัด และบริษัท KPMG Thailand เพื่อสร้างแรงบันดาลใจสำหรับผู้เรียนพิการใน การวางเป้าหมายชีวิตการทำงานเมื่อสำเร็จการศึกษา การให้ความรู้แนวทางการส่งเสริมการมีงานทำ การจ้างงานคนพิการ ช่องทางและโอกาสการมีงานทำ การให้ความรู้เกี่ยวกับสิทธิคนพิการที่พึงได้รับจากภาครัฐ โดยมูลนิธินวัตกรรมทางสังคม กิจกรรมกลุ่มสันทนาการ ตลอดจนการให้ความรู้ด้านสุขภาพ เพศศึกษา สารเสพติด การรู้เท่าทันสื่อ ฝึกทักษะการดำรงชีวิตและทักษะการอยู่ร่วมกันในสังคม รวมทั้งการแชร์ประสบการณ์ชีวิตการทำงานในสถานประกอบการของรุ่นพี่ศิษย์เก่าคนพิการ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้แก่รุ่นน้อง

เลขาธิการ กอศ. กล่าวว่า ตลอดระยะเวลา 3 วันของการสัมมนาผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้มีโอกาสเรียนรู้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ฝึกฝนทักษะที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต และสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์ซึ่งล้วนเป็นองค์ประกอบสำคัญในการเตรียมความพร้อมสู่การศึกษา และการประกอบอาชีพในอนาคต และได้รับข้อมูลและแนวคิดจากสถานประกอบการในการรับคนพิการเข้าทำงาน กิจกรรมเพื่อพัฒนาทักษะการใช้ชีวิตในสังคมส่วนรวมทำให้ผู้เรียนพิการมีความมั่นใจและเปิดใจเรียนรู้ร่วมกับผู้อื่น รวมถึงการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ สร้างความผูกพันร่วมกันระหว่างผู้เรียนพิการต่อไป

 

 

กสศ.ร่วมภาคี 4 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา เปิดศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้เด็กและเยาวชนฯที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์สู้รบฯ สร้างพื้นที่ปลอดภัย – ป้องกันปัญหาภาวะเครียดจากเหตุการณ์รุนแรง และภาวะ Learning Loss นักวิชาการกังวลทิ้งบาดแผลทางใจระยะยาว แนะระดมพื้นที่และกิจกรรมเพื่อดูแลฟื้นฟูจิตใจ

ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต รวมถึงการปิดโรงเรียนในพื้นที่เสี่ยง และการอพยพเด็ก ผู้สูงอายุ และประชาชนไปยังศูนย์พักพิงชั่วคราวนั้น กสศ.มีความห่วงใยอย่างยิ่ง โดยเฉพาะผลกระทบต่อเด็กและเยาวชนด้านภาวะการเรียนรู้และพัฒนาการถดถอย (Learning Loss) เพื่อบรรเทาผลกระทบดังกล่าว กสศ. จึงร่วมกับภาคีเครือข่ายในพื้นที่ 4 จังหวัดชายแดน ได้แก่ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ และบุรีรัมย์ ประกอบด้วย มหาวิทยาลัยอุบลธราชธานี มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี สภาเด็กและเยาวชนเทศบาลนครอุบลราชธานี มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ สภาเด็กและเยาวชนเทศบาลนครศรีสะเกษ  มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ สภาเด็กและเยาวชนเทศบาลนครสุรินทร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์  มูลนิธิปัญญากัลป์  และกลุ่มอาสาสมัครการเรียนรู้ หุ้นส่วนการศึกษา กลุ่มอาจารย์ นักศึกษา เยาวชน ภาคประชาสังคม จัดตั้ง ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อเด็กที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์สู้รบ” เพื่อเป็นพื้นที่ฟื้นฟูจิตใจและจัดการเรียนรู้ทดแทนให้กับเด็กที่ต้องหยุดเรียน

ดร.ไกรยส กล่าวว่า ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อเด็ก ฯ แห่งนี้จะเป็นการสร้างพื้นที่ปลอดภัย (Safe Space) สำหรับเด็กและเยาวชนที่ต้องเผชิญภาวะความเครียด ความกลัว  ความวิตกกังวลจากเหตุการณ์ โดยเน้นกิจกรรมการเรียนรู้ยืดหยุ่นเพื่อฟื้นฟูเยียวยาจิตใจ ป้องกันภาวะการเรียนรู้ถดถอย  ส่งเสริมทักษะชีวิต สร้างความเข้าใจของเด็กๆ ต่อสถานการณ์ เพื่อบรรเทาผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต โดยดำเนินงานร่วมกับครูอาสา โรงเรียน  มหาวิทยาลัย และหน่วยงานในพื้นที่ นอกจากชั้นเรียนขนาดเล็กและกิจกรรมสร้างสรรค์ ศูนย์ฯ ยังจัดให้มีการดูแลจิตใจและให้คำปรึกษาเบื้องต้นสำหรับเด็กที่อาจเผชิญกับความกลัว ความเศร้า หรือความไม่มั่นคง พร้อมเชื่อมโยงการช่วยเหลือเพิ่มเติมจากเครือข่ายหากพบปัญหาซับซ้อนในด้านอื่น ๆ

“โดยเฉพาะภาวะเครียดจากเหตุการณ์รุนแรง (Post-traumatic Stress Disorder) หรือ PTSD จากการที่เด็กและเยาวชนจำนวนมากเผชิญกับผลกระทบกระเทือนจิตใจ ส่งผลต่อการเรียนรู้และพัฒนาการของพวกเขา ที่ต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่ปลอดภัย และภาวะ PTSD ยังเป็นปัจจัยหนึ่งสามารถทำให้เด็กและเยาวชนมีปัญหาด้านอารมณ์ สังคม และการเรียนรู้ อาจนำไปสู่การหลุดออกจากระบบการศึกษา แม้สถานการณ์ยังไม่แน่นอน แต่เราต้องเร่งสร้างพื้นที่ปลอดภัยที่เด็ก ๆ ได้เรียน เล่น และรู้สึกมั่นคงต่อเนื่อง” ดร.ไกรยส กล่าว

ขณะนี้ เครือข่ายอาสาสมัครได้ลงพื้นที่สำรวจความต้องการและจำเป็นเร่งด่วนในแต่ละศูนย์อพยพฯ ของทั้ง 4 จังหวัด เช่น สื่อการเรียนการสอน อุปกรณ์จำเป็นต่าง ๆ และร่วมออกแบบกิจกรรมให้เหมาะสมกับบริบท เช่น ดนตรีบำบัด กิจกรรมสร้างความเข้าใจสถานการณ์ สร้างความสัมพันธ์ และส่งเสริมจินตนาการ โดยศูนย์ฯ จะตั้งใกล้พื้นที่พักพิงชั่วคราว พร้อมแผนขยายความช่วยเหลือไปยังพื้นที่อื่น ๆ เพื่อไม่ให้เด็กคนใดต้องเสียโอกาสจากความขัดแย้ง หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม Call center กสศ. โทรศัพท์ : 02-079-5475

รศ.ดร.ประจวบ จันทร์หมื่น ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ เปิดเผยว่า
จากการลงพื้นที่ศูนย์อพยพ 4 จุดในจังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งได้รับผลกระทบจากกรณีพิพาทบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา พบว่า หลังเหตุการณ์ในช่วงเช้าวันที่ 24 กรกฎาคม โรงเรียนหลายแห่งต้องปิดอย่างไม่มีกำหนด ส่วนประชาชนจำนวนมากจำเป็นต้องอพยพไปอาศัยในศูนย์พักพิงชั่วคราว โดยคาดการณ์ไม่ได้เลยว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไรต่อไป ซึ่งถึงตรงนี้นับว่าทุกคนในพื้นที่ชายแดนล้วนได้รับผลกระทบจากสงคราม โดยเฉพาะถ้าพูดถึงเด็ก ๆ ที่แม้ไม่ได้แสดงออกทางพฤติกรรมให้เห็น แต่ลึกลงไปในการรับรู้ของเด็กเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ มีโอกาสมากที่จะทิ้งร่องรอยไว้ในความทรงจำระยะยาว  ในบางพื้นที่เช่นที่อำเภอโนนคูณ เป็นเรื่องดีที่มีหน่วยงานที่เข้าใจเกี่ยวกับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับเด็ก จึงมีทีมงานเข้าไปดูแลจัดกิจกรรมเพื่อให้เด็ก ๆ ได้ผ่อนคลาย เช่น วาดภาพหรือเล่นเกมต่าง ๆ ส่วนที่อำเภอกันทรารมย์ที่มีจำนวนเด็กถึง 111 คน จากคนในศูนย์พักพิงราว 400 คน นอกจากยังต้องการการดูแลช่วยเหลือที่เหมาะสมสำหรับเด็กแล้ว ก็ยังต้องการสิ่งของจำเป็น เช่น ผ้าอ้อมสำเร็จรูป สำหรับเด็กเล็กจำนวนมาก

“สิ่งหนึ่งที่บอกได้ว่าเด็กจะเจอแน่ ๆ คือความตกใจ เพราะเหตุการณ์นี้กำลังเปลี่ยนชีวิตประจำวันของเขา ทั้งการนอน
การกิน การเล่น หรือการไปโรงเรียน นั่นจะทำให้เกิดความกังวลหรือความเครียดสะสมระดับลึก ซึ่งในวันข้างหน้าอาจกลายเป็นบาดแผลที่จะทิ้งร่องรอยไว้ในความทรงจำระยะยาว ดังนั้นสิ่งที่จำเป็นสำหรับเด็กตอนนี้ คือการดูแลเอาใจใส่ ซึ่งเครือข่ายคณะทำงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ เช่น สถาบันอุดมศึกษา สกร. รวมถึงมูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็ก หรือ กสศ. เราคุยกันว่าจะลงพื้นที่ไปหาเด็ก ๆ ไปเล่น ไปพูดคุยกับเขา คือเรามองว่าในภัยพิบัติใดก็ตาม เด็ก ๆ คือผู้ที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุด จึงจำเป็นมาก ๆ ที่ต้องมีพื้นที่และกิจกรรมเพื่อดูแลฟื้นฟูจิตใจ” ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ กล่าว

รศ.ดร.ประจวบ กล่าวว่า หลังลงพื้นที่ศูนย์อพยพทั้ง 4 แห่ง คณะทำงานจะนำข้อมูลกลับมาเพื่อออกแบบกิจกรรม และวางแผนการดูแลที่ครอบคลุมเด็กในทุกช่วงวัย ทุกสภาวะอาการ และไม่เพียงเด็ก ๆ เท่านั้น หากการรับฟังปัญหาและช่วยอำนวยความสะดวกให้กับครูและโรงเรียนในพื้นที่ก็ถือเป็นความสำคัญเร่งด่วนเช่นกัน โดยเท่าที่คุยกับครูในพื้นที่ ทุกคนต่างกังวลว่าสถานการณ์อาจรุนแรงขึ้น และจะทำให้เด็กกลุ่มนี้ถูกตัดขาดจากการเรียนรู้ หรือบางคนอาจหลุดจากระบบการศึกษาไปเนื่องจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

 

“อาจารย์แหม่ม“ เยี่ยมเหยื่อระเบิดชายแดนไทย–กัมพูชา”จับมือ “มูลนิธิธรรมนัสฯ” สร้างบ้านใหม่ พร้อมมอบรถไถ รถมอเตอร์ไซค์

เมื่อวันนี้ 25 กรกฎาคม 2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และหัวหน้าพรรคกล้าธรรม(กธ.) เปิดเผยว่า ตนได้ร่วมมือกับมูลนิธิธรรมนัส พรหมเผ่า เตรียมดำเนินการสร้างบ้านใหม่ให้แก่ครอบครัวของนางสะทน กันภัย อายุ 63 ปี ซึ่งได้รับความสูญเสียอย่างหนักจากเหตุระเบิดบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา โดยสูญเสียหลานชาย เด็กชายน้ำโขง อายุ 8 ขวบ และหลานสาว ด.ญ.กิตติยา บุญแต่ง หรือ “น้องน้ำค้าง” ได้รับบาดเจ็บสาหัส รวมถึงบ้านพักอาศัยที่ได้รับความเสียหายทั้งหมด

โดย ศ.ดร.นฤมล ระบุว่า ความช่วยเหลือครั้งนี้ถือเป็นการเยียวยาเบื้องต้นทั้งทางกายและจิตใจให้กับครอบครัวผู้ประสบภัย ซึ่งเป็นประชาชนผู้บริสุทธิ์ ความสูญเสียที่เกิดขึ้นสูงเกินกว่าจะรับได้ ในส่วนกระทรวงศึกษาธิการ ตนได้ประสานหน่วยงานในพื้นที่เพื่อเข้าดูแลเยียวยาสภาพจิตใจของเด็กที่ได้รับผลกระทบ โดยจะจัดทีมครู นักจิตวิทยา และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่ให้การดูแลอย่างใกล้ชิด

“ดิฉันได้ไปเยี่ยมครอบครัวของคุณยายสะทน ไปให้กำลังใจ และหากมีเรื่องใดที่ติดขัดหรือต้องการก็ให้แจ้งมาได้เลย ซึ่งคุณยายได้ขอรถไถ รถมอเตอร์ไซค์และรถพ่วงข้าง รวมถึงอุปกรณ์เครื่องใช้ในบ้าน เนื่องจากเหตุความรุนแรงที่เกิดขึ้นเมื่อวาน โดยดิฉันและมูลนิธิธรรมนัสฯจะจัดหาให้ตามที่คุณยายร้องขอ“รมว.ศึกษาธิการกล่าว

 

“เทวัญ”สั่งเปิดค่ายลูกเสือ4จังหวัดเป็นศูนย์อพยพประชาชนพร้อมนำลูกเสือร่วมบริจาคโลหิต

เมื่อวันที่ 25 กรกฏาคม 2568 นายเทวัญ ลิปตพัลลภ  รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า จากเหตุการณ์ปะทะตามตะเข็บชายแดนไทย-กัมพูชา ที่จังหวัดสุรินทร์ ศรีสะเกษ อุบลราชธานี บุรีรัมย์ ทำให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 10 ราย และบาดเจ็บอีก 40 กว่าราย ทำให้มีพี่น้องประชาชนที่อยู่ตามแนวตะเข็บชายแดนต้องอพยพไปอยู่ในศูนย์พักพิงของจังหวัดต่าง ๆ ซึ่งจากการหารือกับ ดร.วรัท พฤกษาทวีกุล รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ทำหน้าที่เลขาธิการสำนักงานลูกเสือแห่งชาติ ซึ่งเรามีค่ายลูกเสือที่มีอยู่ทุกจังหวัดทั่วประเทศ โดยเฉพาะ 4 จังหวัดที่เกิดเหตุการณ์ ก็มีค่ายลูกเสือสามารถบรรจุคนได้ถึง 500-1,000 คน  จึงคิดว่าจะเอาค่ายลูกเสือที่อยู่ในจังหวัดดังกล่าวมาเป็นศูนย์พักพิงให้กับพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว โดยให้ย้ายมาเป็นที่หลบภัยและจะขอความร่วมมือจากลูกเสือจิตอาสาให้มาอยู่ในค่ายลูกเสือ มาทำอาหารให้ผู้พักพิงและดูแลเรื่องความปลอดภัยอำนวยความสะดวกทั้ง 4 ค่าย

นายเทวัญ กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ก็จะขอความร่วมมือลูกเสือที่มีความพร้อมทั่วประเทศให้มาบริจาคโลหิตสำรองไว้ในสถานการณ์ที่มีเหตุฉุกเฉิน ซึ่งในวันพรุ่งนี้(26 ก.ค.)ตนก็จะนำลูกเสือในจังหวัดนครราชสีมาไปบริจาคโลหิตและตนก็จะร่วมบริจาคโลหิตด้วย และอีกประเด็นหนึ่งก็คือวันนี้ประเทศไทยเกิดเหตุการณ์อุทกภัยในหลายจังหวัดทางภาคเหนือ ดังนั้นเราก็จะจัดถุงยังชีพในนามของสำนักงานลูกเสือแห่งชาติไปบริจาคให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบโดยจะมีทีมงานลูกเสือนำไปบริจาค

โรงเรียนพื้นที่เสี่ยงแนวปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา ปิดเรียนแล้ว 751 โรง พร้อมเปิดพื้นที่โรงเรียนที่ปลอดภัยเป็นที่พักพิงชั่วคราว

เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2568 ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่า จากเหตุการณ์ปะทะบริเวณพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต โดยมีนักเรียนรวมอยู่ด้วยนั้น ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้มีข้อสั่งการให้ดำเนินการเร่งเยียวยาโดยด่วน ทั้งในระยะสั้น (ภายใน 7–30 วัน) ป้องกันไม่ให้เด็กหลุดจากระบบการศึกษา และเยียวยาจิตใจในช่วงอพยพ รวมถึงในระยะยาว (ภายใน 3–12 เดือน) เพื่อฟื้นฟูโอกาสทางการศึกษาในเขตชายแดน และเตรียมความพร้อมหากเกิดเหตุซ้ำ ซึ่ง สพฐ. จะร่วมเยียวยาครอบครัวนักเรียนที่บาดเจ็บและเสียชีวิตจากเหตุการณ์ครั้งนี้ด้วย

เลขาธิการ กพฐ.กล่าวต่อไปว่า ล่าสุดได้รับรายงานจากนางรัตติกร ทองเนตร ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) ศรีสะเกษ ยโสธร ว่า หลังเกิดเหตุปะทะทางสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ได้ให้โรงเรียนในสังกัดที่ติดขอบชายแดนไทย-กัมพูชา ทำการอพยพนักเรียนและปิดการเรียนการสอนอย่างเร่งด่วน พร้อมกำชับสถานศึกษาในสังกัดทุกแห่งให้สอดส่องความปลอดภัยของนักเรียน และดำเนินการตามแผนเผชิญเหตุที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้สั่งการกำชับไว้

นอกจากนี้ได้รับรายงานจากพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ ณ วันที่ 24 กรกฎาคม 2568 เวลา 18.00 น.ว่า มีโรงเรียนในสังกัด สพฐ. ปิดเรียนแล้ว จำนวน 751 โรงเรียน ได้แก่ สพป.อุบลราชธานี เขต 5 ปิด 95 โรงเรียน สพม.อุบลราชธานี อำนาจเจริญ ปิด 4 โรงเรียน สพป.ศรีสะเกษ เขต 3 ปิด 45 โรงเรียน สพป.ศรีสะเกษ เขต 4 ปิด 132 โรงเรียน สพม.ศรีสะเกษ ปิด 12 โรงเรียน สพป.บุรีรัมย์ เขต 2 ปิด 47 โรงเรียน สพป.บุรีรัมย์ เขต 3 ปิด 34 โรงเรียน สพม.บุรีรัมย์ ปิด 4 โรงเรียน สพป.สุรินทร์ เขต 3 ปิด 233 โรงเรียน สพม.สุรินทร์ ปิด 25 โรงเรียน สพป.สระแก้ว เขต 1 ปิด 27 โรงเรียน สพป.สระแก้ว เขต 2 ปิด 71 โรงเรียน สพม.สระแก้ว ปิด 7 โรงเรียน และสพป.จันทบุรี เขต 2 ปิด 15 โรงเรียน

“ผู้บริหาร สพฐ. และผู้บริหาร สพท. จะลงพื้นที่ประเมินสถานการณ์อย่างเร่งด่วน โดยประชุมหารือเพื่อแจ้งแนวปฏิบัติการจัดการเรียนการสอนหลังจากนี้ ตลอดจนแจ้งให้ผู้ปกครองรับทราบในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งก่อนหน้านี้ สพฐ. ได้แจ้งกำชับ สพท. และสถานศึกษาทุกแห่งในเขตพื้นที่จังหวัดแนวชายแดนไทย-กัมพูชา จำนวน 7 จังหวัด ได้แก่ ตราด จันทบุรี สระแก้ว อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ และบุรีรัมย์ ให้เตรียมวางแผนหารูปแบบการจัดการศึกษาร่วมกับคุณครูและผู้ปกครอง เพื่อให้เหมาะสมกับนักเรียน และให้ดำเนินการตามแผนเผชิญเหตุและแนวปฏิบัติอย่างเคร่งครัด พร้อมเฝ้าระวังผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว และเตรียมพร้อมใช้พื้นที่ของโรงเรียนที่ปลอดภัยเป็นศูนย์พักพิงหรือให้ความช่วยเหลือชั่วคราวแก่ประชาชนในพื้นที่ต่อไป” เลขาธิการ กพฐ. กล่าว

“ผู้เรียน สกร.มีเกียรติมีศักดิ์ศรี ไม่ใช่เรียนเพราะความจำเป็น” ดร.หญิง เดินหน้ามอบนโยบาย เรียน สกร.อย่างมีคุณภาพ มีอาชีพ มีงานทำ มีรายได้

เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2568 ที่ ห้องประชุมบรรจง ชูสกุลชาติ ชั้น 6 กรมส่งเสริมการเรียนรู้  ผศ.ดร.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมรับมอบนโยบายการขับเคลื่อนงานของกรมส่งเสริมการเรียนรู้(สกร.)ประจำปี 2568  โดย ผศ.ดร.ลิณธิภรณ์ กล่าวว่า อยากให้ผู้เรียนที่เรียนกับ สกร.มีเกียรติมีศักดิ์ศรี ไม่ใช่เรียนเพราะความจำเป็น แต่เรียนแล้วทำให้ชีวิตดีขึ้นจริง ๆ โดยได้รับโจทย์มาเรื่องคุณภาพมาตรฐานการจัดการเรียนรู้ของ สกร. ทำให้อยากลบคำว่า เรียน สกร.บางทียังอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ เพราะจากที่ได้ลงพื้นที่ได้เห็นการจัดการเรียนการสอนของ สกร.แล้ว คิดว่าเรื่องนี้ไม่เป็นความจริง  เพราะฉะนั้นอยากทำให้คนที่มาเรียนกับ สกร.อย่างน้อยต้องได้พื้นฐานอ่านออกเขียนได้ได้จริง ๆ  และอีกประเด็นคือ อยากให้ผู้เรียนมีอาชีพ มีรายได้ ดังนั้นหลักสูตรอาชีพที่จะนำมาสอนอยากให้เป็นหลักสูตรใหม่ ๆ ที่สามารถสร้างรายได้ได้จริง เช่น หลักสูตรเกี่ยวกับการป้องกันภัยทางไซเบอร์ ซึ่งจะสามารถกำจัดหรือป้องกันสแกมเมอร์ได้  หรือ อาจจะเป็นหลักสูตรที่เกิดจากความร่วมมือกับหน่วยงานอื่น ๆ เพื่อตอบโจทย์การมีงานทำ อย่างการสร้างแอปพลิเคชันแนะนำตัวสำหรับผู้เรียนที่จะออกไปประกอบอาชีพจริง เป็นต้น

รมช.ศึกษาธิการ กล่าวว่า การสร้างโอกาสให้ผู้เรียน สกร.ได้เรียนต่อต่างประเทศเป็นอีกเรื่องที่อยากให้เกิด ไม่ใช่แค่เด็กในระบบเท่านั้นที่จะมีโอกาสหรือมีทางเลือก โดยคิดว่า สกร.น่าจะร่วมมือกับสำนักงานส่งเสริมวัฒนธรรมสร้างสรรค์ THACCA (ทักก้า) ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐบาลไทย ภายใต้การกำกับดูแลโดยตรงของนายกรัฐมนตรีในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมซอฟต์พาวเวอร์ของประเทศไทย โดยเราอาจจะคัดเด็กที่ฉายแววส่งต่อให้ทักก้าปั้นต่อ เพื่อให้เด็ก สกร.มีโอกาสได้เรียนรู้มากขึ้น  นอกจากนี้อยากทำให้ห้องสมุดภายใต้การดูแลของ สกร.กลับมามีชีวิต เป็นพื้นที่เปิดของการเรียนรู้มากขึ้น โดยสามารถใช้เป็นพื้นที่สำหรับการพัฒนาการฝึกอบรมต่าง ๆ ให้ประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น  และคิดว่าจะต้องนำเทคโนโลยีมาใช้กับห้องสมุดให้มากขึ้นด้วย ทั้งการใช้อีบุ๊ก การนำหนังสือ best seller มาให้บริการในห้องสมุดให้หลากหลายมากขึ้น ถึงแม้จะมีห้องสมุดบางแห่งที่ดำเนินการอยู่แล้วเนื่องจากมีงบฯที่จะทำได้ แต่ยอมรับว่าส่วนใหญ่ก็ยังมีข้อจำกัด ดังนั้นก็อาจจะให้เริ่มเป็นโครงการนำร่องในส่วนกลางไปก่อน

“นอกจากนี้ยังมีเรื่องการดูแลจิตใจผู้เรียน สกร.ด้วย เพราะดิฉันทำโครงการเยียวยาใจครูฟื้นฟูใจเด็ก มาก่อน เมื่อมารับตำแหน่งรมช.ศึกษาธิการ และได้ดูแล สกร.ก็พบว่า เด็ก สกร.มีปัญหาด้านสุขภาพจิตค่อนข้างมาก เพราะมาจากครอบครัวที่ไม่พร้อมทำให้ไม่มีโอกาสเรียนในระบบ ต้องทำงานไปด้วย เรียนไปด้วย ทำให้เด็กมีความเครียด มีความกดดันสูง จึงมองว่าการฟื้นฟูจิตใจเด็กร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข จะเป็นแนวทางที่เป็นประโยชน์แก่ผู้เรียนและครูของ สกร.ทั้งนี้ได้มีการหารือเบื้องต้นกับ รมว.สาธารณสุขแล้ว” ผศ.ดร.ลิณธิภรณ์กล่าวและว่า สำหรับศูนย์การเรียนในต่างประเทศ ซึ่งเป็นศูนย์การเรียนสำหรับเด็กไทยในต่างประเทศ เพื่อให้เด็กไทยที่เกิดหรือเติบโตในต่างประเทศได้เรียนรู้ภาษาไทย วัฒนธรรมไทย ก็ยังส่งเสริมต่อไป

ส่วนเรื่องการสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐาน หรือ การสอบเทียบ ของ สกร.นั้น รมช.ศึกษาธิการ กล่าวว่า เป็นการกลับมาทำใหม่และได้เปิดสอบไปแล้ว 2 รอบ ผ่านระบบออนไลน์ มีคนเข้าสอบ 2 รอบ รวมกว่า  3,400 คน โดยสอบผ่านรวม 2 ครั้ง 20 คน นั้น มองว่าเรื่องนี้เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้การเรียนของ สกร.มีคุณภาพ เพราะจัดสอบโดยหน่วยงานกลาง คือ สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ(องค์การมหาชน) หรือ สทศ. อย่างไรก็ตามมีการพูดคุยในเบื้องต้น ไม่อยากให้ใช้มาตรฐานการศึกษาระบบปิดมาวัด ผู้เรียน สกร.เหมือนเอาผลโอเน็ตไปเทียบกับการประเมินพิซา ซึ่งกระบวนการประเมินเป็นคนละระบบกัน เพราะฉะนั้น ไม่ใช่ว่า สกร.จะสอนแบบไม่มีคุณภาพ ถ้าเรามุ่งเรื่องพื้นฐานก่อน อย่างน้อยต้องการันตีว่าอ่านออกเขียนได้ ใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน ทักษะภาษาต้องมี ซึ่งเป็นมาตรฐานพื้นฐานที่ไม่ว่าเรียนที่ไหนก็ต้องมี เพราะฉะนั้น สกร.ก็ต้องทำได้ และสิ่งที่ สกร.ควรมีนอกเหนือจากคนอื่น คือ การพัฒนาการเรียนรู้ควบคู่ไปกับภาคประชาชน มีการอบรมหลักสูตรส่งเสริมอาชีพและรายได้ของประชาชน

 

“นฤมล”เป็นประธานพิธีเจริญพระพุทธมนต์-พิธีถวายสัตย์ปฏิญาณฯ เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2568

เมื่อเวลา 7.00 น. วันที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานพิธีเจริญพระพุทธมนต์ และถวายสัตย์ปฏิญาณเพื่อเป็นข้าราชการที่ดีและพลังของแผ่นดิน พร้อมลงนามถวายพระพร ในงานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2568 ณ หอประชุมคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ โดยมี ผศ.ดร.ลินธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายเทวัญ ลิปตพัลลภ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ ผู้บริหารองค์กรหลักและหน่วยงานในกำกับ ข้าราชการ และบุคลากรทางการศึกษา เข้าร่วมพิธีฯ

โดย ศ.ดร.นฤมล เป็นประธานพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณเพื่อเป็นข้าราชการที่ดีและพลังของแผ่นดิน โดยนำบรรดาผู้บริหาร ข้าราชการ และบุคลากรทางการศึกษาในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวถวายสัตย์ปฏิญาณเพื่อเป็นข้าราชการที่ดีและพลังของแผ่นดิน สนองพระมหากรุณาธิคุณ

“ข้าพระพุทธเจ้า ศาสตราจารย์ นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในนามของผู้บริหาร ข้าราชการ และบุคลากรทางการศึกษา ในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ล้วนมีความปลาบปลื้ม ปีติเป็นล้นพ้นที่ได้มาร่วมกันแสดงความจงรักภักดี และถวายสัตย์ปฏิญาณ เพื่อเป็นข้าราชการที่ดีและพลังของแผ่นดิน เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม พุทธศักราช 2568 นี้

ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ต่างสำนึกในพระเมตตาและพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท ได้ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ ด้วยพระราชวิริยอุตสาหะ ทรงดำรงพระองค์ เป็นแบบอย่าง แก่ข้าราชการทั้งปวง ในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อประโยชน์สุข แห่งปวงประชาและความวัฒนาสถาพรของประเทศ พระบรมราโชวาทที่พระราชทานแก่ข้าราชการในโอกาสต่าง ๆ ล้วนสร้างความสำนึกในหน้าที่และความรับผิดชอบ ในการปฏิบัติงานเพื่อแผ่นดิน ด้วยความเที่ยงธรรม และสุจริต ซึ่งปวงข้าพระพุทธเจ้า จักได้น้อมนำมาประพฤติปฏิบัติตาม ให้เกิดผลสัมฤทธิ์ เพื่อสนองพระราชปณิธาน ของใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท ด้วยความจงรักภักดีสืบไป

ในโอกาสอันเป็นมงคลยิ่งนี้ ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ขอตั้งจิตอธิษฐานด้วยความจงรักภักดี ขออานุภาพแห่งคุณพระศรีรัตนตรัย และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสากล อีกทั้งพลานุภาพแห่งองค์พระสยามเทวาธิราช โปรดอภิบาลและดลบันดาล ประทานชัยมงคลให้ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท ทรงพระเจริญ พร้อมด้วยสิริสวัสดิ์พิพัฒนมงคล ทรงพระเกษมสำราญ พระบรมเดชานุภาพและพระบารมีเกริกไกรแผ่ไพศาล สถิตเป็นมิ่งขวัญ ปกเกล้าเหล่าพสกนิกร ตราบกาลนาน

ข้าพระพุทธเจ้า ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต นำบรรดาผู้บริหาร ข้าราชการ และบุคลากรทางการศึกษาในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวถวายสัตย์ปฏิญาณเพื่อเป็นข้าราชการที่ดี และพลังของแผ่นดิน สนองพระมหากรุณาธิคุณ ดังต่อไปนี้

“ข้าพระพุทธเจ้า ศาสตราจารย์ นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ ขอถวายสัตย์ปฏิญาณว่า จะประพฤติปฏิบัติตนเป็นข้าราชการที่ดี และพลังของแผ่นดิน มีความซื่อสัตย์สุจริต เจริญรอยตามเบื้องพระยุคลบาท มุ่งมั่นแน่วแน่ แก้ไขปัญหาของประเทศชาติและประชาชน สร้างสรรค์คุณประโยชน์แก่แผ่นดิน และดำเนินชีวิตโดยยึดมั่น ในหลักธรรมคำสอนแห่งศาสนา ตามแนวทางในพระบรมราโชวาทตลอดไป”

ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ

จากนั้นเวลา 10.30 น.  ผศ.ดร.ลินธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้ร่วมกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2568 ของกรมส่งเสริมการเรียนรู้  ณ บริเวณ ศูนย์การเรียนรู้วังจันทรเกษม กระทรวงศึกษาธิการ

“นฤมล”ไฟเขียวเดินหน้าโครงการ Anywhere Anytime ดึงงบฯให้เขตพื้นที่ฯจัดซื้อจัดจ้างเอง

เมื่อวันที่ 24 ก.ค.2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.)กล่าวระหว่างการให้นโยบายสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขึ้นพื้นฐาน(สพฐ.)เพื่อทำความเข้าใจการเช่าใช้อุปกรณ์การเรียนการสอนภายใต้โครงการส่งเสริมการเรียนรู้ขั้นพื้นฐานทุกที่ทุกเวลา (Anywhere Anytime)ณ หอประชุมโรงเรียนราชวินิต กรุงเทพมหานคร โดยมีผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษา และผู้อำนวยการกลุ่มบริหารงานการเงินและสินทรัพย์ เข้าร่วมฟังเพื่อทำความเข้าใจการเช่าใช้อุปกรณ์ในโครงการดังกล่าวให้กับโรงเรียนคุณภาพและโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาที่เปิดการเรียนการสอนระดับมัธยมศึกษา ปีที่ 4-6 จำนวน 1018 แห่ง สำหรับเช่าใช้อุปกรณ์การเรียนการสอนสำหรับครูและนักเรียน ว่า โครงการดี ๆ ที่กระทรวงศึกษาธิการทำอยู่ ก็อยากสานต่อโดยเฉพาะโครงการที่เข้าถึงเครื่องมือ เครื่องใช้อุปกรณ์การเรียนการสอนที่สามารถถ่ายทอดความรู้ให้กับเด็กให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ก็จะสนับสนุนโครงการเหล่านี้ต่อไปเพื่อให้มีการยกระดับคุณภาพทางการศึกษาและช่วยให้ครูสามารถที่จะเติมศักยภาพให้กับตัวเองและเด็กได้ดีมากยิ่งขึ้น รวมไปถึงสิ่งที่หวังว่าจะเกิดขึ้นคือความเท่าเทียมในการเข้าถึงการศึกษา ซึ่งไม่ใช่โรงเรียนอย่างเดียว แต่เป็นความเข้าถึงความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงดิจิตอลเทคโนโลยีทั้งหลายที่มาช่วยในการขยายความรู้ทางการศึกษา

ศ.ดร.นฤมล กล่าวต่อไปว่า อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้เราได้รับความคิดเห็นข้อเสนอแนะจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และสมาชิกสภาผู้แทนราษฏร ว่า อยากให้ดำเนินโครงการด้วยความโปร่งใส และเป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบข้อบังคับเพื่อเป็นประโยชน์แก่ทุกๆคน ทั้งนี้เพื่อปกป้องทุกคนที่จะมาทำงานจัดซื้อจัดจ้าง ให้มีความปลอดภัยจากความเสี่ยงต่างๆในขั้นตอนกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง จึงทำให้เกิดการจัดประชุมในวันนี้ขึ้นเพื่อที่จะมาซักซ้อมความเข้าใจให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 ซึ่งข้อเป็นเรื่องดีที่จะกระจายอำนาจให้เขตพื้นที่การศึกษาดำเนินการจัดซื้อจัดจ้าง ดีต่อการเข้าไปบำรุงรักษาหากอุปกรณ์เกิดการชำรุดเพราะระยะเวลาเช่าซื้อตั้ง 5 ปี ไม่ต้องส่งมาที่ส่วนกลาง

สำหรับการเช่าใช้อุปกรณ์การเรียนการสอน สำหรับครูและนักเรียนภายใต้โครงการส่งเสริมการเรียนรู้ขั้นพื้นฐานทุกที่ทุกเวลา (Anywhere Anytime)กลุ่มเป้าหมาย โรงเรียนคุณภาพและโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา ที่จัดการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย จำนวน 1018 โรงเรียน ผูกพันงบประมาณ 2568-2574 จำนวน 617,250 เครื่อง งบประมาณ 14,647,342,500 บาท แบ่งเป็นอุปกรณ์การเรียนการสอนสำหรับนักเรียน 13,232,963,310 บาท อุปกรณ์การเรียนการสอนสำหรับครู 1,414,379,190 บาท ส่วนปีงบประมาณ 2568 โครงการเช่าซื้ออุปกรณ์ฯได้รับจัดสรรงบประมาณ จำนวน 1,221,276,400 บาท สำหรับการเช่าใช้อุปกรณ์ฯ ระยะเวลา 5 เดือน