ปิดโรงเรียนแล้วเกือบ 600 โรง ใน 4 จังหวัด “เสมา 1”ชวนยืนสงบนิ่งไว้อาลัยผู้เสียชีวิต เผยโรงเรียนตามแนวตะเข็บชายแดนเปิดพื้นที่เป็นศูนย์พักพิงแล้ว

เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2568 ที่ โรงเรียนราชวินิต ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้เชิญชวนผู้เข้าร่วมการประชุมชี้แจงทำความเข้าใจการเช่าใช้อุปกรณ์การเรียนการสอนภายใต้โครงการส่งเสริมการเรียนรู้ขั้นพื้นฐานทุกที่ทุกเวลา (Anywhere Anytime) ยืนสงบนิ่งเป็นเวลา 1 นาที เพื่อไว้อาลัยแก่ผู้เสียชีวิตจากเหตุปะทะบริเวณแนวชายแดนไทย-กัมพูชา โดย รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า หลังจากได้รับทราบรายงานจาก เลขาธิการ กพฐ.และปลัดกระทรวงศึกษาธิการแล้วรู้สึกใจ สะเทือนใจ หดหู่เป็นอย่างยิ่ง ไม่มีใครอยากให้เหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้น เราทุกคนหัวใจสลาย แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้ว ศธ.ก็จะทำหน้าที่ดูแลครอบครัวให้ดีที่สุด โดยจากรายงานล่าสุด ได้มีการสั่งปิดโรงเรียนไปแล้ว 582 โรง ใน 4 จังหวัด ศรีสะเกษ สุรินทร์ อุบลราชธานี และ บุรีรัมย์ มีนักเรียนเสียชีวิต 2 ราย ที่สุรินทร์กับศรีสะเกษ และมีนักเรียนบาดเจ็บ อีก 2 ราย

“ในนามของรัฐบาล กระทรวงศึกษาธิการ และ สพฐ. ขอแสดงความเสียใจไปยังครอบครัวของผู้เสียชีวิตและที่ได้รับบาดเจ็บรวมถึงพี่น้องประชาชนในพื้นที่ด้วย เราก็ไม่อยากเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นแต่เมื่อเกิดขึ้นแล้ว กระทรวงศึกษาธิการก็จะทำหน้าที่ของเราในการดูแลครอบครัวเด็กนักเรียนให้ดีที่สุด ส่วนที่เราสามารถทำได้ก็จะทำเต็มที่ สำหรับนักเรียนที่เสียชีวิตที่ปั้มน้ำมันนั้น น้องกำลังจะเดินทางกลับบ้าน ซึ่งทางโรงเรียนมีแนวปฏิบัติ 2 ทาง เช่น หากเกิดสงครามหรือมีการใช้อาวุธ แนวทางแรกให้นักเรียนหลบที่หลุมหลบภัยภายในโรงเรียน และเมื่อประเมินสถานการณ์แล้วว่าปลอดภัย ก็ให้นักเรียนกลับบ้านได้ แต่เหตุที่เด็กเสียชีวิตเนื่องจากเสียงปืนสงบแล้วและคิดว่าปลอดภัยแล้ว ผู้ปกครองก็มารับกำลังเดินทางกลับบ้านพอดี”รมว.ศึกษาธิการ กล่าว

ศ.ดร.นฤมล กล่าวต่อไปว่า โรงเรียนมีแผนเผชิญเหตุ มีการวางแผนเส้นทางกันไว้แล้ว ว่า เมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่สงบขึ้น จะต้องทำอะไรบ้าง ก็คงไม่มีใครคาดคิด และทางกองทัพเองก็ไม่คิดว่าทางกัมพูชาจะยิงเข้ามาก่อน อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ทางกองทัพภาคที่ 2 ก็ดูแลพื้นที่แล้ว ในส่วนของโรงเรียนที่ได้รับผลกระทบก็ให้ปิดโรงเรียน ส่วนโรงเรียนที่อยู่ไกลจากแนวตะเข็บชายแดน ก็พร้อมตั้งเป็นศูนย์พักพิงสำหรับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ได้เข้าไปพักแล้ว โดยบางโรงเรียนสามารถรองรับประชาชนได้ 2-3 พันคน ซึ่งก็จะให้มีการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนในพื้นที่เข้าพักพิงได้ สำหรับการช่วยเหลือนักเรียนที่เสียชีวิตและบาดเจ็บนั้น เลขาธิการ กพฐ. จะนำเงินจากกองทุน สพฐ.ไปช่วยเหลือเยียวยา ส่วนจะเปิดเรียนได้เมื่อไหร่นั้นก็ต้องติดตามสถานการจากฝ่ายความมั่นคงต่อไป แต่หากมีการปิดเรียนยาว ทาง สพฐ.ก็มีแผนสำรองในการจัดการเรียนการสอนให้นักเรียน โดยจะใช้แนวทางที่เคยใช้ในช่วงที่เกิดการแพร่ระบาดของโควิด 19

สอศ.เฝ้าระวังเหตุปะทะแนวชายแดนไทย-กัมพูชา พร้อมปิดเรียน เตรียมพื้นที่ปลอดภัย-แผนอพยพ

­เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2568  นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) เปิดเผยว่าจากสถานการณ์ความตึงเครียดที่เกิดขึ้นบริเวณแนวชายแดนไทย-กัมพูชาจากเหตุการณ์ปะทะกันบริเวณพื้นที่ปราสาทตาเมือน อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ ซึ่งมีวิทยาลัยการอาชีพสังขะ จังหวัดสุรินทร์ และวิทยาลัยเทคนิคกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษได้รับผลกระทบแล้ว ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้แสดงความห่วงใยต่อครูและบุคลากรทางการศึกษา นักเรียน นักศึกษา ประชาชน ในพื้นที่ชายแดนทั่วประเทศ

เลขาธิการ กอศ. กล่าวว่า สอศ.ได้สั่งการไปยังผู้อำนวยการสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดในพื้นที่ให้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยให้ความสำคัญสูงสุดต่อชีวิตและสวัสดิภาพของครู บุคลากร นักเรียน นักศึกษา และประชาชน ต้องมาก่อน และให้สถานศึกษาในพื้นที่แนวชายแดนเตรียมแผนรองรับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการแจ้งเตือน การจัดหาพื้นที่ปลอดภัย วางมาตรการรักษาความปลอดภัย โดยมีแนวทางให้อำนาจผู้อำนวยการการสั่งปิดสถานศึกษา 7 วัน และอำนวยความสะดวกด้านสถานที่ให้กับประชาชน รวมถึงการประสานงานกับฝ่ายปกครอง ทหาร ตำรวจ และหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ทันทีเพื่อความปลอดภัย โดยขณะนี้ได้เปิดวิทยาลัยการอาชีพสังขะ และวิทยาลัยเทคนิคกันทรลักษ์ เป็นพื้นที่พักพิงผู้ประสบภัยแล้ว

ทั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา จะติดตามสถานการณ์ร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการและหน่วยงานด้านความมั่นคงอย่างต่อเนื่อง พร้อมแจ้งสถานศึกษาทุกแห่งทราบทันทีหากมีคำแนะนำหรือคำสั่งเพิ่มเติมจากทางราชการ

 

“เทวัญ”สั่งสแกนค่ายลูกเสือ ฟื้นชีวิตกิจการลูกเสือไทย

­เมื่อวันที่ 24 ก.ค.2568 นายเทวัญ ลิปตพัลลภ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 22 ก.ค. ที่ผ่านมา ตนได้ประชุมร่วมกับสำนักงานลูกเสือแห่งชาติ (สลช.)และ สำนักการลูกเสือ ยุวกาชาดและกิจการนักเรียน โดยได้รับทราบรายงานการขับเคลื่อนกิจการลูกเสือไทย พร้อมทั้งมอบนโยบาย ไปว่า เนื่องจากปัจจุบันประเทศไทยมีลูกเสือ เนตรนารี ยุวกาชาด ประเภทต่าง ๆ รวมเกือบ 2 ล้านคน แต่ประชาชนไม่ค่อยรู้ว่าวันนี้เรายังมีลูกเสืออยู่ ทั้งที่เป็นหน่วยงานที่มีความสำคัญมากในการฝึกฝนความมีระเบียบวินัย การฝึกทักษะการเอาตัวรอด และการช่วยเหลือคนอื่นในสังคม รวมถึงการบำเพ็ญตนเพื่อประโยชน์สาธารณะ ตนจึงอยากทำให้ลูกเสือเป็นที่รู้จักของประชาชนมากขึ้น หรือทำให้กิจการลูกเสือกลับมามีชีวิตอีกครั้งโดยใช้ภารกิจของการลูกเสือ โดยเฉพาะการบำเพ็ญตนเพื่อประโยชน์สาธารณะ จะทำอย่างไรให้ลูกเสือเป็นที่พึ่งของพี่น้องประชาชนได้ เช่น กรณีเกิดภัยต่าง ๆ โดยเฉพาะเหตุการณ์น้ำท่วมในขณะนี้ จะต้องได้เห็นลูกเสือออกมาช่วยเหลือพี่น้องประชาชน เป็นต้น

ด้าน ดร.วรัท พฤกษาทวีกุล รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ทำหน้าที่เลขาธิการสำนักงานลูกเสือแห่งชาติ กล่าวว่า สำนักงานลูกเสือแห่งชาติ มีหน้าที่ดำเนินการตามนโยบายของคณะกรรมการบริหารลูกเสือแห่งชาติ ดูแลเรื่องบทบาทของลูกเสือ ค่ายลูกเสือ การฝึกอบรมลูกเสือและบุคลากรการลูกเสือ การพัฒนาหลักสูตรการฝึกอบรมลูกเสือ การบริหารจัดการทรัพย์สินต่าง ๆ ของลูกเสือ เป็นต้น สำหรับค่ายลูกเสือในประเทศไทยปัจจุบันมี 81 ค่าย ในจำนวนนี้อยู่ในกำกับดูแลของ สลช. 4 ค่าย ได้แก่ ค่ายลูกเสือวชิราวุธ จ.ชลบุรี ค่ายหลวงบ้านไร่ จ.ราชบุรี ค่ายลูกเสือไทยเฉลิมพระเกียรติ จ.ตรัง และ ค่ายลูกเสือรัตรสาร จ.สงขลา ส่วน 77 แห่ง อยู่ในกำกับดูแลของจังหวัดและเขตพื้นที่การศึกษา

เลขาธิการ สลช. กล่าวว่า ปัญหาที่พบส่วนใหญ่ คือ ค่ายลูกเสือถูกปล่อยปละละเลยมานาน บางแห่งตั้งอยู่บนพื้นที่ของกรมธนารักษ์ บางแห่งก็อยู่บนพื้นที่ของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ซึ่งเป็นพื้นที่ของคนอื่นไม่ใช่พื้นที่ของ สลช. เอง เพราะฉะนั้นการดูแลก็จะมีข้อจำกัดในการจัดสรรงบประมาณ ดังนั้นการที่ รมช.ศึกษาธิการ มีนโยบายให้ยกระดับค่ายลูกเสือที่ยังพอใช้ได้อยู่ให้กลับมาใช้งานได้ และดูแลพัฒนาค่ายลูกเสือที่มีอยู่ให้สามารถใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่ง สลช.กำลังดำเนินการโดยตั้งทีมสำรวจลงไปดูว่า แต่ละค่ายมีประวัติศาสตร์อย่างไร ตั้งมากี่ปี เพื่อหาแนวทางเข้าไปดูแล พัฒนา ให้กลับมาใช้ประโยชน์ได้ต่อไป อย่างไรก็ตามเท่าที่ได้ข้อมูลเบื้องต้นเกินครึ่งมีสภาพเสื่อมโทรม ไม่ได้รับการดูแล ซึ่งก็คงต้องเสนองบประมาณ พัฒนาค่ายลูกเสือและระดมทรัพยากร โดยแต่ละจังหวัดต้องเสนอแผนพัฒนาค่ายมาให้ สลช.พิจารณาต่อไป

 

ศธ.สั่งปิดโรงเรียนชายแดนสุรินทร์ หลังเหตุปะทะไทย-กัมพูชา กำชับ สพฐ. ติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด พร้อมเปิดศูนย์พักพิง วางแผนหลบภัยดูแลนักเรียน

เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2568  ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า ได้รับรายงานสถานการณ์ความไม่สงบจากเหตุปะทะกันระหว่างกำลังความมั่นคงบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ใกล้พื้นที่ปราสาทตาเมือนธม อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงเช้าวันเดียวกัน โดยเหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของนักเรียนและบุคลากรทางการศึกษาในพื้นที่

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า ตนได้สั่งการให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมประสานงานกับหน่วยงานด้านความมั่นคงในพื้นที่ และได้มีคำสั่ง ปิดโรงเรียนทุกแห่งในบริเวณที่เกิดเหตุการปะทะเป็นการชั่วคราว เพื่อความปลอดภัยของนักเรียน ครู และเจ้าหน้าที่

“ดิฉันได้กำชับให้โรงเรียนในเขตชายแดนจัดเตรียมแผนรับมืออย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะการเตรียมหลุมหลบภัย หรือพื้นที่ปลอดภัยสำหรับนักเรียน รวมถึงสั่งการให้จัดตั้งศูนย์พักพิงชั่วคราวในพื้นที่ปลอดภัย เพื่อรองรับนักเรียนและครอบครัวที่อาจต้องอพยพออกจากพื้นที่เสี่ยง” ศ.ดร.นฤมล กล่าว

ทั้งนี้ กระทรวงศึกษาธิการจะประเมินสถานการณ์ร่วมกับหน่วยงานความมั่นคงอย่างต่อเนื่อง และจะพิจารณาเปิดเรียนตามปกติเมื่อสถานการณ์คลี่คลาย เพื่อไม่ให้กระทบต่อการจัดการเรียนการสอนของนักเรียนในระยะยาว

“ยศพล” สั่งสถานศึกษาเฝ้าระวังรับมือพายุวิภา พร้อมเตรียม “Fix It Center” ช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ

เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2568 นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์พายุ ‘วิภา’ ที่เคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทย และส่งผลกระทบต่อสถานศึกษาและประชาชนในหลายพื้นที่ ซึ่งศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้แสดงความห่วงใยต่อครูและบุคลากรทางการศึกษา นักเรียน นักศึกษา และประชาชน ได้กำชับให้ทุกภาคส่วนของกระทรวงศึกษาธิการเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว กำชับเฝ้าระวัง และเตรียมพร้อมช่วยเหลือ โดยคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นสำคัญ

เลขาธิการ กอศ. กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ได้สั่งการให้เฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ตามข้อห่วงใย รมว.ศึกษาธิการ และเตรียมมาตรการรองรับเพื่อความปลอดภัย ให้สถานศึกษาในพื้นที่เสี่ยงภัยเตรียมความพร้อมรับมือพายุอย่างเคร่งครัด โดยให้ความสำคัญกับการอพยพนักเรียน นักศึกษา ครูและบุคลากรไปยังพื้นที่ปลอดภัยหากสถานการณ์เลวร้ายลง และประสานกับหน่วยงานในพื้นที่ เช่น นายอำเภอ และสมาชิกสภาจังหวัด (สจ.) ส่วนในพื้นที่ที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบหนักขอให้พิจารณาการประกาศหยุดเรียนหรือปรับรูปแบบการเรียนการสอนตามความเหมาะสม เพื่อความปลอดภัยของทุกคน พร้อมเฝ้าระวังและติดตามข่าวสารจากกรมอุตุนิยมวิทยา

นายยศพล กล่าวว่า นอกจากนี้ สอศ. ได้เตรียมศูนย์อาชีวะช่วยประชาชน (Fix It Center) เพื่อให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบเมื่อสถานการณ์คลี่คลาย โดยให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูความเสียหายที่เกิดขึ้นกับโรงเรียน สถานศึกษาเพื่อให้การจัดการเรียนการสอนสามารถกลับมาดำเนินการได้โดยเร็วที่สุด โดยให้ทุกสถานศึกษาติดตามสถานการณ์ และรายงานกลับมายังส่วนกลาง ซึ่ง พร้อมสนับสนุนการดำเนินงานในพื้นที่ทั้งด้านทรัพยากร เครื่องมือ วัสดุอุปกรณ์ หรือบุคลากรเพิ่มเติมตามความจำเป็น เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนอย่างเร่งด่วน

สพฐ. รับโจทย์ อาจารย์แหม่มลดภาระครู 52รายการครูไม่ต้องรายงาน พร้อม ลดตัวชี้วัดITA

เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2568 ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน( สพฐ.) ครั้งที่ 27/2568  ว่า ที่ประชุมได้ติดตาม การรายงานเกี่ยวกับการเคลื่อนตัวของพายุโซนร้อนกำลังแรง “วิภา” โดยได้กำชับให้ทุกเขตพื้นที่การศึกษาและทุกโรงเรียนที่คาดว่าพายุจะผ่านได้เฝ้าติดตามสถานการณ์ จัดทำแผนเผชิญเหตุ และเตรียมความพร้อม ดูแล ช่วยเหลือนักเรียน/ครู/โรงเรียน ตามมาตรการเฝ้าระวังและป้องกันอุทกภัยของ สพฐ.  พร้อมทั้งให้ตัดแต่งต้นไม้รอบ ๆ โรงเรียนเพื่อไม่ให้ต้านลม และหากเกิดน้ำท่วมก็ต้องรีบประสานการไฟฟ้าตัดระบบไฟทันที และหากน้ำเข้าบริเวณโรงเรียนก็ให้สั่งปิดโรงเรียนทันที ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยของนักเรียนครูและบุคลากร รวมถึงที่พักพิงหากจำเป็นต้องมีการเคลื่อนย้าย และถุงยังชีพเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนด้วย เมื่อน้ำลดทางเขตพื้นที่ก็ต้องลงสำรวจความเสียหายและดำเนินการช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบภัย และสถานศึกษาในพื้นที่เพื่อให้กลับสู่สถานการณ์ปกติโดยเร็วที่สุด เลขาธิการ กพฐ. กล่าวต่อไปว่า สำหรับเรื่องนโยบายการลดภาระครูตามนโยบายของ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.ศึกษาธิการ  นั้น ในวันนี้ ตนได้มอบหมายให้ นายพัฒนะ พัฒนทวีดล รองเลขาธิการ กพฐ. ไปจัดทำประกาศ สพฐ. เรื่องรายการที่ครูไม่ต้องรายงาน จำนวน 52 รายการ ซึ่งจะเป็นการลดภาระครูได้อย่างเป็นรูปธรรมจับต้องได้ โดยจะออกประกาศเพื่อให้เกิดผลในทางปฏิบัติได้ภายในสัปดาห์นี้  ส่วนตัวชี้วัดและการประเมินการรับการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ (Integrity and Transparency Assessment : ITA ) ซึ่งโรงเรียนต้องดำเนินการ ถึงแม้ที่ผ่านมาจะมีการปรับลดตัวชี้วัดที่กำหนดไว้จาก 28 ตัวชี้วัด เหลือ 17 ตัวชี้วัดแล้ว แต่ก็มีเสียงสะท้อนค่อนข้างมากว่าภาระมาก จึงได้สั่งการให้มีการประเมิน ITA เฉพาะโรงเรียนคุณภาพ และ โรงเรียนระดับมัธยมศึกษา เหลือประมาณ 1,000 กว่าโรงเท่านั้น และในระยะยาวจะมีการประสานกับสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.)เพื่อลดตัวชี้วัดลงอีก

“นอกจากนี้การลดภาระครูและบุคลากรทางการศึกษาในส่วนของโครงการต่าง  ๆ ผมได้มอบให้ผู้อำนวยการสำนักงานที่เกี่ยวข้องไปพิจารณาว่ามีโครงการใดที่จะปรับลดลงได้ ซึ่งเบื้องต้นสามารถปรับลดลงได้บ้างแล้ว คือ โครงการในภาพรวมของ สพฐ. ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 เป็นโครงการตามแผนปฏิบัติการฯ จำนวน 114 โครงการ สามารถลดภาระตามแนวทาง 6ล ของสพฐ.ด้  80 โครงการ และยกเลิกการรายงาน ได้ 52 โครงการ”เลขาธิการ กพฐ.กล่าว

อังคารหน้า ลุ้นซี11ศธ.เข้าครม.

เมื่อวันที่ 22 ก.ค.2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.)กล่าวถึงการเสนอแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการกระทรวงศึกษาธิการ แทนว่าที่ร้อยตรีธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.)(ระดับ11) ที่จะเกษียณอายุราชการสิ้นเดือนกันยายน 2568 นี้ ว่า ถ้าเป็นไปได้ในการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)ในวันอังคารหน้าก็อยากจะเสนอชื่อแต่งตั้งเลขาธิการ กพฐ.เลย เพื่อจะได้แต่งตั้งระดับ10 ให้ทำงานต่อเนื่อง เพราะตอนนี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ก็ได้เสนอชื่อแต่งตั้งไปแล้ว อย่างไรก็ตามตอนนี้ยังไม่มีใครอยู่ในใจและไม่มีตั๋วช้าง อาจจะดูความอาวุโสและประสบการณ์ควบคู่กันไป และต้องสอบถามผู้ที่รับผิดชอบและท่านอื่น ๆ ด้วย

นอกจากนี้ ศ.ดร.นฤมล ยังได้กล่าวถึงการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) วันนี้ ว่า นายจุลพันธุ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ได้ฝากทุกกระทรวง ให้ช่วยเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณ ซึ่งตนได้ส่งตัวเลขการใช้จ่ายของกระทรวงศึกษาธิการให้ที่ประชุมดูแล้ว ส่วนโครงการส่งเสริมการเรียนรู้ขั้นพื้นฐานทุกที่ทุกเวลา(Anywhere Anytime)จะดำเนินการต่ออย่างไร ต้องหารือกับ ว่าที่ร้อยตรีธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.)

“นฤมล” ส่งแรงใจให้ตัวแทนนักเรียนไทยสู้ศึกคณิตศาสตร์โลก PMWC 2025 ขอบคุณทุกฝ่ายสนันสนุนเด็ก ๆ สร้างชื่อเสียงบทเวทีนานาชาติ

เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2568 ที่ ห้องประชุมราชวัลลภ ชั้น 2 กระทรวงศึกษาธิการ  ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ  เป็นประธานและให้โอวาทคณะผู้แทนนักเรียนไทยที่เข้าร่วมการแข่งขันคณิตศาสตร์โลก ระดับประถมศึกษา ประจำปี พ.ศ. 2568 ในรายการ Po Leung Kuk 25th Primary Mathematics World Contest (PMWC 2025) จำนวน 12 คน และมอบเหรียญรางวัลพร้อมเกียรติบัตรให้แก่นักเรียนจากรายการแข่งขันในเวทีระดับนานาชาติอื่น ๆ จำนวน 81 คน รวมทั้งสิ้น 93 คน โดยมีว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) นายมณฑล ภาคสุวรรณ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (กช.) เข้าร่วม

โดย ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า ขอชื่นชมสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) ที่สนับสนุนโรงเรียนต่าง ๆ ให้พัฒนาการศึกษา เพิ่มศักยภาพของนักเรียนไทย ให้สามารถเข้าแข่งขันในระดับนานาชาติได้ ที่สำคัญกว่านั้นต้องขอบคุณคุณครูในทุกโรงเรียน โดยเฉพาะโรงเรียนมัธยมวัดนายโรง ที่ได้รับความไว้วางใจให้เป็นศูนย์สอบที่ได้มาตรฐาน ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ ขอขอบคุณผู้ปกครองที่เป็นกำลังเสริม ให้เด็ก ๆ สนใจวิชาต่าง ๆ ทั้งคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ คอมพิวเตอร์ ดนตรีและศิลปะ และขอขอบคุณภาคีเครือข่ายทั้งหมดและผู้สนับสนุนทุกท่าน ที่ช่วยกันผลักดันให้เกิดการสนับสนุนเด็ก ๆ ให้สามารถใช้ศักยภาพของตนอย่างเต็มที่จนแข่งขันได้รับรางวัลในระดับประเทศและระดับนานาชาติ ขอฝากทุกภาคส่วน ทั้ง สพฐ. สช. และสื่อมวลชน ในการประชาสัมพันธ์ผลงานความสำเร็จของน้อง ๆ เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้แก่เพื่อน ๆ นักเรียน ในการสร้างชื่อเสียงให้แก่ประเทศไทยต่อไป

“การได้รับรางวัลจากการแข่งขันเป็นอีกความสำเร็จหนึ่ง แต่ไม่ใช่ที่สุด การค้นหาตัวเองจนกว่าจะพบวิชาชีพที่ชอบและถนัดอาจจะใช้เวลา เพราะฉะนั้น เราต้องตั้งใจในการเรียนและการศึกษาหาความรู้ให้เต็มที่ ตามที่ผู้ปกครองและครูสนับสนุน แต่อนาคตส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับการตัดสินใจระหว่างทาง และไม่ว่านักเรียนจะเก่งทางด้านใดหรืออยากเรียนต่อในสาขาวิชาใด หากทุกคนมีความตั้งใจดีและมีจิตบริสุทธิ์ เชื่อว่าก็จะประสบความสำเร็จตามที่ตั้งใจแน่นอน และขอให้น้อง ๆ ที่กำลังจะไปแข่งขันที่สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามทั้ง 12 คน ทำหน้าที่ของตนให้เต็มที่และประสบความสำเร็จ ได้รับรางวัล และนำชื่อเสียงกลับมาให้แก่ตนเองและประเทศ”ศ.ดร.นฤมล กล่าว

ด้าน ว่าที่ร้อยตรี ธนุ  กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการ โดย สพฐ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้ความสำคัญกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพ มุ่งสร้างโอกาสให้เด็กนักเรียนทุกคน ได้ค้นพบความชอบและความถนัด และจัดหาเวทีทั้งระดับประเทศและระดับนานาชาติให้นักเรียนไทยได้แสดงความสามารถ ด้วยเชื่อมั่นว่าการศึกษาไทยเด็กไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก โดยในปีการศึกษา 2567 – 2568 มีนักเรียนไทยเข้าร่วมการแข่งขันระดับนานาชาติด้านคณิตศาสตร์คอมพิวเตอร์การพัฒนาสิ่งประดิษฐ์นวัตกรรมการประกวดดนตรีและศิลปะ สามารถสร้างชื่อเสียงให้แก่ประเทศ ได้รับรางวัลรวมทั้งสิ้น 73 รายการ ซึ่งเป็นยืนยันถึงความสามารถของเด็กไทยที่เทียบเท่าระดับนานาชาติ นอกจากนี้ ยังมีนักเรียนที่ผ่านการคัดเลือกเป็นผู้แทนประเทศไทยเข้าร่วมการแข่งขันคณิตศาสตร์นานาชาติที่ ระหว่างวันที่ 14 – 19 สิงหาคม 2568 ณ สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม โดยได้รับความร่วมมือจากโรงเรียนมัธยมวัดนายโรงและโรงเรียนชลประทานวิทยา ที่ร่วมเป็นเจ้าภาพหลัก จัดสอบและประสานความร่วมมือกับองค์การนานาชาติ ตลอดจนผู้ปกครอง ครู และผู้บริหารสถานศึกษา ที่มีส่วนสำคัญในการส่งเสริมสนับสนุนและดูแลนักเรียนให้เตรียมความพร้อมในการแข่งขันครั้งนี้

“อาจารย์แหม่ม” ยังยิ้มได้ ไม่ตกใจประเด็นดราม่ากางเกงยีนส์ ไม่ทำให้เสียกำลังใจ เดินหน้าลงพื้นที่รับฟังปัญหาต่อไป

เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2568  ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ  ตอบคำถามประเด็นดราม่าใส่กางเกงยีนส์ลงพื้นที่ไปรับฟังปัญหาในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราชและสุราษฎร์ธานี เมื่อวันที่ 18 – 20 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ว่า  ไม่มีอะไรเลย เราไปลงพื้นที่กันครั้งแรกกับทางกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งก็ไม่ได้สั่งการอะไร โดยไปลงพื้นที่ในวันศุกร์ที่ 18 กรกฎาคม ซึ่งวันศุกร์ก็ไม่ได้มีดราม่าอะไร แต่พอวันเสาร์-อาทิตย์ เราก็แต่งตัวลงพื้นที่แบบวันเสาร์-อาทิตย์ ตามปกติเหมือนกับไป ครม.สัญจร ถ้าเป็นช่วงวันหยุดในการลงพื้นที่ก็จะใส่ให้มันคล่องตัว เพราะว่าต้องขึ้นรถ ขึ้นเครื่อง และมีการเดินหลายจุดด้วย แต่หลังจากมีประเด็นดราม่า ตนก็ได้หารือกับเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และปลัดกระทรวงศึกษาธิการ  เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา แล้วว่าครั้งต่อไปในการลงพื้นที่ถ้าเป็นวันหยุดราชการ ก็ให้ข้าราชการทั้งส่วนกลางและในพื้นที่ ครู นักเรียน แต่งกายชุดสุภาพได้ตามอัธยาศัย หรือ ชุดไปรเวทได้ ซึ่งก็ควรจะเป็นเช่นนั้น ก็ไม่ต้องเกร็ง เพราะว่าการไปลงพื้นที่ไม่ได้ไปแบบราชการ ตนอยากจะไปทราบปัญหาในพื้นที่ อาจจะฟังจากเด็ก ๆ ว่าเด็ก ๆ อยากจะให้ทางกระทรวงศึกษาฯสนับสนุนอะไร อย่างไรบ้าง ซึ่งจากที่เราได้ไปรับฟังจากหลาย ๆ โรงเรียน นักเรียนก็ขออุปกรณ์กีฬา ขอเครื่องมือเกี่ยวกับการทำเกษตรกรรม เพราะว่าเป็นอาชีพที่เขาสนใจ และอยากจะไปนั่งล้อมวงคุยกับครู ว่าเขามีปัญหาอะไร อย่างไร แต่เนื่องจากไม่ได้สั่งการอะไร ทางผู้บริหารทั้งหลายก็คงจะจัดเต็มเหมือนที่ผ่านมาว่ามีผู้บริหารจากกระทรวงลงมา เค้าก็เลยแต่งกายกันเต็มยศ ซึ่งตนก็ยังตกใจว่าทำไมวันหยุดเขาแต่งกายกันเต็มยศ

“จากที่มีดราม่าก็ไม่ได้ตกใจ และไม่ทำให้เสียกำลังใจในการทำงาน ก็ฝากสื่อมวลชนทำความเข้าใจ ว่า เราน่าจะมาโฟกัสที่เนื้องาน เรื่องของการพัฒนาการศึกษาไทย การแต่งกายในวันหยุดเสาร์-อาทิตย์เป็นเรื่องปกติ ที่ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะแต่งได้ตามอัธยาศัย แต่เห็นมีบางทีก็ไปดราม่าว่าเป็นอภิสิทธิ์ชน แต่งได้คนเดียว ไม่ใช่ค่ะทุกคนแต่งได้หมด ซึ่งดิฉันก็ได้กำชับไปแล้วว่าขอให้ทุกคนแต่งได้ตามสบาย” รมว.ศึกษาธิการกล่าว

 

ก.ค.ศ.รับโจทย์”เสมา1”แยกประเมินวิทยฐานะครู พร้อมได้เฮ!31ก.ค.นี้ส่ง600อัตรา38ค(2)ให้โรงเรียนจุฬาภรณ์ฯ11แห่ง

เมื่อวันที่ 21 ก.ค.2568 ดร.ธนู ขวัญเดช เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา(ก.ค.ศ.)เปิดเผยกรณี ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.)มีแนวนโยบายการลดภาระครู และการขอมีและเลื่อนวิทยฐานะ เพื่อลดปัญหาด้านเศรษฐกิจ เพราะวิทยฐานะนอกจากจะเป็นตำแหน่งที่ทำให้เกิดความภาคภูมิใจในวิชาชีพแล้ว ยังทำให้มีรายได้เพิ่มช่วยลดค่าของชีพ แต่อาจจะต้องปรับหลักเกณฑ์การประเมินให้ตอบโจทย์ผู้ที่ถูกประเมิน เพื่อสร้างแรงจูงใจ ให้ทุกคน ให้มีความก้าวหน้าในอาชีพ โดยให้แยกการประเมินให้ชัดเจนแต่ละระดับ ว่า จากแนวความคิดของ รมว.ศึกษาธิการ ดังกล่าว สำนักงาน ก.ค.ศ.ได้นำมาเข้าที่ประชุมผู้บริหารและได้ข้อสรุปว่า เมื่อก่อนในระบบประเมินวิทยฐานะดิจิทัล(DPA)ของสำนักงาน ก.ค.ศ.กรรมการประเมินจะมาจากการรับสมัครตามคุณสมบัติแล้วมาวางในระบบ ซึ่งระบบจะวนสุ่มให้กรรมการเข้าไปประเมินมาอ่านผลงาน ดังนั้นในการประเมินครั้งต่อไปจะให้ส่วนราชการเสนอชื่อกรรมการประเมินมา เช่น สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.)ก็เสนอรายชื่อกรรมการประเมินทั้งระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษา สำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กรมส่งเสริมการเรียนรู้ ก็เสนอรายชื่อกรรมการประเมินมา ที่ สำนักงาน ก.ค.ศ.เพื่อมาลงถังใครถังมัน กรรมการประเมินระดับประถมศึกษาก็อ่านเฉพาะระดับประถมศึกษา กรรมการประเมินระดับมัธยมศึกษาก็อ่านเฉพาะระดับมัธยมศึกษา เป็นต้น ทั้งนี้กรรมการที่เลือกมาต้องเข้าใจการทำงานของแต่ละระดับด้วย

เลขาธิการ ก.ค.ศ.กล่าวต่อไปว่า สำหรับอัตราครูเกินเกณฑ์ กว่า 600 อัตรา เป็นมติ คณะรัฐมนตรี(ครม.)ให้จัดสรรในตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่น ตามมาตรา 38 ค.(2)บรรจุในโรงเรียนจุฬาภรณ์ราชวิทยาลัย ทั้ง 11 แห่ง ก่อน แต่ที่ผ่านมายังไม่มีการบรรจุอัตราดังกล่าว ก.ค.ศ.จึงได้มาดำเนินการโดยขณะนี้ผ่านอนุกรรมการวิสามัญที่เกี่ยวข้องเรียบร้อยแล้ว และจะนำเข้าที่ประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ. )ในวันที่ 31 กรกฎาคม นี้ ที่มี ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธาน เพื่อให้มีมติเห็นชอบ ให้จัดสรรอัตราตำแหน่งดังกล่าวนี้ต่อไป