เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2568 ที่ โรงเรียนราชวินิต ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้เชิญชวนผู้เข้าร่วมการประชุมชี้แจงทำความเข้าใจการเช่าใช้อุปกรณ์การเรียนการสอนภายใต้โครงการส่งเสริมการเรียนรู้ขั้นพื้นฐานทุกที่ทุกเวลา (Anywhere Anytime) ยืนสงบนิ่งเป็นเวลา 1 นาที เพื่อไว้อาลัยแก่ผู้เสียชีวิตจากเหตุปะทะบริเวณแนวชายแดนไทย-กัมพูชา โดย รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า หลังจากได้รับทราบรายงานจาก เลขาธิการ กพฐ.และปลัดกระทรวงศึกษาธิการแล้วรู้สึกใจ สะเทือนใจ หดหู่เป็นอย่างยิ่ง ไม่มีใครอยากให้เหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้น เราทุกคนหัวใจสลาย แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้ว ศธ.ก็จะทำหน้าที่ดูแลครอบครัวให้ดีที่สุด โดยจากรายงานล่าสุด ได้มีการสั่งปิดโรงเรียนไปแล้ว 582 โรง ใน 4 จังหวัด ศรีสะเกษ สุรินทร์ อุบลราชธานี และ บุรีรัมย์ มีนักเรียนเสียชีวิต 2 ราย ที่สุรินทร์กับศรีสะเกษ และมีนักเรียนบาดเจ็บ อีก 2 ราย
“ในนามของรัฐบาล กระทรวงศึกษาธิการ และ สพฐ. ขอแสดงความเสียใจไปยังครอบครัวของผู้เสียชีวิตและที่ได้รับบาดเจ็บรวมถึงพี่น้องประชาชนในพื้นที่ด้วย เราก็ไม่อยากเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นแต่เมื่อเกิดขึ้นแล้ว กระทรวงศึกษาธิการก็จะทำหน้าที่ของเราในการดูแลครอบครัวเด็กนักเรียนให้ดีที่สุด ส่วนที่เราสามารถทำได้ก็จะทำเต็มที่ สำหรับนักเรียนที่เสียชีวิตที่ปั้มน้ำมันนั้น น้องกำลังจะเดินทางกลับบ้าน ซึ่งทางโรงเรียนมีแนวปฏิบัติ 2 ทาง เช่น หากเกิดสงครามหรือมีการใช้อาวุธ แนวทางแรกให้นักเรียนหลบที่หลุมหลบภัยภายในโรงเรียน และเมื่อประเมินสถานการณ์แล้วว่าปลอดภัย ก็ให้นักเรียนกลับบ้านได้ แต่เหตุที่เด็กเสียชีวิตเนื่องจากเสียงปืนสงบแล้วและคิดว่าปลอดภัยแล้ว ผู้ปกครองก็มารับกำลังเดินทางกลับบ้านพอดี”รมว.ศึกษาธิการ กล่าว
ศ.ดร.นฤมล กล่าวต่อไปว่า โรงเรียนมีแผนเผชิญเหตุ มีการวางแผนเส้นทางกันไว้แล้ว ว่า เมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่สงบขึ้น จะต้องทำอะไรบ้าง ก็คงไม่มีใครคาดคิด และทางกองทัพเองก็ไม่คิดว่าทางกัมพูชาจะยิงเข้ามาก่อน อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ทางกองทัพภาคที่ 2 ก็ดูแลพื้นที่แล้ว ในส่วนของโรงเรียนที่ได้รับผลกระทบก็ให้ปิดโรงเรียน ส่วนโรงเรียนที่อยู่ไกลจากแนวตะเข็บชายแดน ก็พร้อมตั้งเป็นศูนย์พักพิงสำหรับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ได้เข้าไปพักแล้ว โดยบางโรงเรียนสามารถรองรับประชาชนได้ 2-3 พันคน ซึ่งก็จะให้มีการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนในพื้นที่เข้าพักพิงได้ สำหรับการช่วยเหลือนักเรียนที่เสียชีวิตและบาดเจ็บนั้น เลขาธิการ กพฐ. จะนำเงินจากกองทุน สพฐ.ไปช่วยเหลือเยียวยา ส่วนจะเปิดเรียนได้เมื่อไหร่นั้นก็ต้องติดตามสถานการจากฝ่ายความมั่นคงต่อไป แต่หากมีการปิดเรียนยาว ทาง สพฐ.ก็มีแผนสำรองในการจัดการเรียนการสอนให้นักเรียน โดยจะใช้แนวทางที่เคยใช้ในช่วงที่เกิดการแพร่ระบาดของโควิด 19





เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2568 นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์พายุ ‘วิภา’ ที่เคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทย และส่งผลกระทบต่อสถานศึกษาและประชาชนในหลายพื้นที่ ซึ่งศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้แสดงความห่วงใยต่อครูและบุคลากรทางการศึกษา นักเรียน นักศึกษา และประชาชน ได้กำชับให้ทุกภาคส่วนของกระทรวงศึกษาธิการเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว กำชับเฝ้าระวัง และเตรียมพร้อมช่วยเหลือ โดยคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นสำคัญ
เลขาธิการ กอศ. กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ได้สั่งการให้เฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ตามข้อห่วงใย รมว.ศึกษาธิการ และเตรียมมาตรการรองรับเพื่อความปลอดภัย ให้สถานศึกษาในพื้นที่เสี่ยงภัยเตรียมความพร้อมรับมือพายุอย่างเคร่งครัด โดยให้ความสำคัญกับการอพยพนักเรียน นักศึกษา ครูและบุคลากรไปยังพื้นที่ปลอดภัยหากสถานการณ์เลวร้ายลง และประสานกับหน่วยงานในพื้นที่ เช่น นายอำเภอ และสมาชิกสภาจังหวัด (สจ.) ส่วนในพื้นที่ที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบหนักขอให้พิจารณาการประกาศหยุดเรียนหรือปรับรูปแบบการเรียนการสอนตามความเหมาะสม เพื่อความปลอดภัยของทุกคน พร้อมเฝ้าระวังและติดตามข่าวสารจากกรมอุตุนิยมวิทยา
นายยศพล กล่าวว่า นอกจากนี้ สอศ. ได้เตรียมศูนย์อาชีวะช่วยประชาชน (Fix It Center) เพื่อให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบเมื่อสถานการณ์คลี่คลาย โดยให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูความเสียหายที่เกิดขึ้นกับโรงเรียน สถานศึกษาเพื่อให้การจัดการเรียนการสอนสามารถกลับมาดำเนินการได้โดยเร็วที่สุด โดยให้ทุกสถานศึกษาติดตามสถานการณ์ และรายงานกลับมายังส่วนกลาง ซึ่ง พร้อมสนับสนุนการดำเนินงานในพื้นที่ทั้งด้านทรัพยากร เครื่องมือ วัสดุอุปกรณ์ หรือบุคลากรเพิ่มเติมตามความจำเป็น เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนอย่างเร่งด่วน
เลขาธิการ กพฐ. กล่าวต่อไปว่า สำหรับเรื่องนโยบายการลดภาระครูตามนโยบายของ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.ศึกษาธิการ นั้น ในวันนี้ ตนได้มอบหมายให้ นายพัฒนะ พัฒนทวีดล รองเลขาธิการ กพฐ. ไปจัดทำประกาศ สพฐ. เรื่องรายการที่ครูไม่ต้องรายงาน จำนวน 52 รายการ ซึ่งจะเป็นการลดภาระครูได้อย่างเป็นรูปธรรมจับต้องได้ โดยจะออกประกาศเพื่อให้เกิดผลในทางปฏิบัติได้ภายในสัปดาห์นี้ ส่วนตัวชี้วัดและการประเมินการรับการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ (Integrity and Transparency Assessment : ITA ) ซึ่งโรงเรียนต้องดำเนินการ ถึงแม้ที่ผ่านมาจะมีการปรับลดตัวชี้วัดที่กำหนดไว้จาก 28 ตัวชี้วัด เหลือ 17 ตัวชี้วัดแล้ว แต่ก็มีเสียงสะท้อนค่อนข้างมากว่าภาระมาก จึงได้สั่งการให้มีการประเมิน ITA เฉพาะโรงเรียนคุณภาพ และ โรงเรียนระดับมัธยมศึกษา เหลือประมาณ 1,000 กว่าโรงเท่านั้น และในระยะยาวจะมีการประสานกับสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.)เพื่อลดตัวชี้วัดลงอีก




