
เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2568 พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วยนายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการและผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงศึกษาธิการ ลงพื้นที่ตรวจราชการและติดตามการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาล/นโยบายการศึกษา และข้อสั่งการ ของ รมว.ศึกษาธิการและ รมช.ศึกษาธิการ ในการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ครั้งที่ 2/2568ณ กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตอนบน 2 (จังหวัดสกลนคร นครพนม และมุกดาหาร)
โดย พล.ต.อ.เพิ่มพูน ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมหัวหน้าส่วนราชการด้านการศึกษาของ จังหวัดสกลนคร นครพนมและมุกดาหาร ที่โรงเรียนนครพนมวิทยาคม และตรวจเยี่ยมโรงเรียนปิยะมหาราชาลัย ว่า จากการประชุมหัวหน้าส่วนราชการ ได้รับฟังรายงานผลการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาล นโยบายกระทรวง และนโยบายรัฐมนตรี พบว่า ทั้ง 3จังหวัด ภาพรวม ถือว่าทำงานได้ดีไม่ว่าจะเป็น การแก้ปัญหาบุหรี่ไฟฟ้า ยาเสพติด เด็กหลุดจากระบบการศึกษา การเตรียมความพร้อมการยกระดับคุณภาพการศึกษาทั้งการสอบพิซ่าและโอเน็ต อย่างไรก็ตามฝากเรื่องของการเพิ่มสมรรถนะของครูและนักเรียน โดยได้ขอให้ทุกคนไปดูสมรรถนะของตัวเองว่ายังมีอะไรที่ไม่คมบ้าง เพราะเชื่อว่าทุกคนเป็นเหมือนมีดที่เหล็กดีอยู่แล้ว แต่ก็จะต้องลับถึงจะคมดังนั้นจึงให้ไปดูไปทบทวนการทำงานให้ดีขึ้นและมีคุณภาพและมีประสิทธิภาพมากขึ้นส่วนเรื่องข้อสั่งการนั้น ว่าที่ร้อยตรีธนุ วงษ์จินดาเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.)ได้เน้นย้ำในที่ประชุมไปแล้ว คือเรื่อง การสำรวจความเสียหายของโรงเรียนอันเนื่องมาจากวาตภัยและอุบัติภัยต่างๆ ที่เกิดขึ้น โดยย้ำให้โรงเรียนเร่งสำรวจความเสียหายแล้วส่งเรื่องขึ้นมาเพื่อดำเนินการจัดสรรงบประมาณซ่อมแซมต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อให้ทันการเปิดภาคเรียนในเดือนพฤษภาคมที่จะถึงนี้
รมว.ศึกษาธิการ กล่าวต่อไปว่า ส่วนการตรวจเยี่ยมโรงเรียนปิยะมหาราชาลัยนั้นทราบว่า โรงเรียนนี้เป็นโรงเรียนเก่าแก่มีศิษย์เก่าเคยเป็นรัฐมนตรีกระทรวงว่าการกระทรวงศึกษาธิการ คือ พลเอกมานะ รัตนโกเศศ และคนที่มีชื่อเสียงและทำคุณประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติอีกหลายคน การมาเยี่ยมเยียนครั้งนี้ก็เป็นการให้กำลังใจและต้องการให้มีการแบ่งปัน ทรัพยากรและบุคลากร ไปช่วยดูแลโรงเรียนอื่นๆ ที่คุณภาพอาจจะเป็นรองอยู่ เพื่อช่วยยกคุณภาพโรงเรียนเหล่านั้นขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นระดับมัธยมศึกษาหรือประถมศึกษา ทั้งในลักษณะของพี่สอนน้อง เพื่อนช่วยเพื่อน หรือครูช่วยครู ซึ่งจะทำให้เกิดมิติในการแลกเปลี่ยนและจะทำให้การศึกษาในภาพรวมดีขึ้นได้ ทั้งนี้ที่ผ่านมาตนจะเน้นย้ำมาตลอดในเรื่องการสร้างเครือข่าย การใช้ทรัพยากรร่วมกัน ใครมีอะไรก็แบ่งปันกัน ซึ่งโรงเรียนปิยะมหาราชาลัยนี้ถือไปโรงเรียนหนึ่งที่มีการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง รวมถึงมีศิษย์เก่าเข้ามาช่วยดูแลโรงเรียน ซึ่งถือเป็นต้นแบบให้กับโรงเรียนอื่นๆได้ นอกจากโรงเรียนสวนกุหลาบที่เป็นตัวอย่างที่ดีแล้ว โรงเรียนปิยะมหาราชาลัยก็เป็นอีกตัวอย่างเช่นกัน
“โรงเรียนปิยะมหาราชาลัยเปรียบเหมือนโรงเรียนสวนกุหลาบที่อยู่นครพนม เพราะศิษย์เก่ามีความกตัญญูต่อโรงเรียน โดยมาดูแลโรงเรียน นอกจาก เรื่องวิชาการที่สอนให้เด็กเป็นคนเก่งและดีแล้ว ยังสอนให้เป็นคนที่มีความกตัญญูโดยเฉพาะกตัญญูต่อสถานศึกษาและต่อประเทศ ดังนั้นถ้าสามารถกระจายค่านิยม ความดีนี้ไปยังโรงเรียนอื่นๆได้ทั้งในจังหวัดนครพนมและทั่วประเทศจะยิ่งเป็นการดี ซึ่งเรื่องนี้ก็เป็นสอดคล้องกับนโยบายของรัฐมนตรีที่ส่งเสริมให้เด็กกลับมาพัฒนาท้องถิ่นของตัวเองและยังสอดคล้องกับนโยบายของพรรคภูมิใจไทยที่ส่งเสริมให้คนกลับไปพัฒนาท้องถิ่นของตนเอง ซึ่งถ้าทำได้ทั้งประเทศจะเป็นเรื่องที่น่ายิรดีอย่าง”พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าวว่า



เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2568 ที่ โรงแรมฮิลตัน หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ รศ.ดร.อุดมวิทย์ ไชยสกุลเกียรติ ประธานที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (ทปอ.มทร.) เปิดเผยว่า จากการประชุม ทปอ.มทร.ที่ประชุมได้มีการเสนอยุทธศาสตร์ 9 มทร. ในการรับสานต่อวิสัยทัศน์ของนางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) ในโอกาสมอบนโยบายการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ของกระทรวงฯ ในงานประชุมจัดทำแผนยุทธศาสตร์ 9 มทร. ซึ่งมีความพร้อมในการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของ รมว.อว. โดยเฉพาะแนวคิด “2 ลด 2 เพิ่ม” ที่มุ่งลดภาระค่าใช้จ่ายทางการศึกษา ลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงการศึกษา พร้อมเพิ่มทักษะและเพิ่มโอกาสในการเรียนรู้และการมีอาชีพที่มั่นคงสำหรับอนาคตของชาติ
ประธาน ทปอ.มทร. กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ มทร.ทั้ง 9 แห่ง เรายังพร้อมที่จะผลักดันนโยบายสำคัญอื่นๆ เช่น ระบบ National Credit Bank ที่ช่วยให้ผู้เรียนสามารถสะสมหน่วยกิตอย่างยืดหยุ่น และการจัดตั้งแพลตฟอร์ม Skills Future Thailand ที่มีเป้าหมายในการส่งเสริมทักษะอาชีพที่จำเป็นในยุคปัจจุบัน โดยได้รับแรงบันดาลใจจากโครงการ SkillsFuture ของประเทศสิงคโปร์ ซึ่งเน้นการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) ผ่านระบบคูปองฝึกอบรมที่ประชาชนสามารถใช้พัฒนาทักษะตนเองในสาขาที่ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน สำหรับประเทศไทย โครงการนี้จะมีการรวบรวมและจัดระเบียบข้อมูลทักษะ (Skill Mapping) ของนักศึกษาและประชาชนทั่วไป เพื่อให้สามารถเลือกพัฒนาในทักษะที่จำเป็นต่อการประกอบอาชีพจริง อาทิ ทักษะดิจิทัล ทักษะอุตสาหกรรมสมัยใหม่ และทักษะผู้ประกอบการ พร้อมสนับสนุนด้วยระบบ Skill Transcript ที่ช่วยบันทึกและแสดงผลความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านของแต่ละบุคคล ซึ่งเป็นการยกระดับคุณภาพการศึกษาของไทยให้สามารถแข่งขันได้ในระดับนานาชาติ

เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2568 นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(กอศ.) เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการ “How To: Content Senior Idol รุ่นที่ 1” โดยมีบุคลากรด้านประชาสัมพันธ์จากสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศคึกษา จำนวน 40 คน เข้าร่วม จัดขึ้นระหว่างวันที่ 24 – 25 เมษายน 2568 ณ โรงแรมอเวย์ บางกอกริเวอร์ไซด์ คีน กรุงเทพมหานคร โดยนายยศพล กล่าวว่า การสื่อสารเกิดขึ้นทุกวินาที งานประชาสัมพันธ์ไม่ใช่เพียงแค่ การบอกเล่า แต่คือ กลยุทธ์ ที่สามารถสร้างแรงบันดาลใจ สร้างภาพลักษณ์ และสร้างความเข้าใจให้เกิดขึ้นอย่างมีเป้าหมาย หนึ่งในกลยุทธ์สำคัญคือ การเล่าเรื่องของศิษย์เก่า ซึ่งเป็นภาพสะท้อนความสำเร็จ และเป็นตัวแทนของการเรียนอาชีวศึกษาได้อย่างชัดเจน ผ่านการถ่ายทอดเรื่องราวได้อย่างตรงใจ และสามารถเปลี่ยนมุมมองของสังคมที่มีต่ออาชีวศึกษาได้
”ทุกท่านคือฟันเฟืองในการช่วยผลิตกำลังคนอาชีวศึกษา ช่วยกันประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ ซึ่งทุกท่านที่เข้าร่วมจะรับกระบวนการการสร้างคอนเทนต์ว้าว ๆ และแนวคิดใหม่ที่จะเปลี่ยนบทบาทให้เป็นผู้ขับเคลื่อนภาพลักษณ์ของสถานศึกษาอย่างแท้จริง การอบรมครั้งนี้จัดขึ้นโดยสำนักอำนวยการ กลุ่มประชาสัมพันธ์ ร่วมกับวิทยาลัยพณิชยการธนบุรี เป้าหมายเพื่อพัฒนาทักษะการผลิตคอนเทนต์ที่มีคุณภาพ ถ่ายทอดเรื่องราวของศิษย์เก่าในมุมมองที่น่าสนใจ และเชื่อมโยงให้เกิดเครือข่ายประชาสัมพันธ์อาชีวศึกษาที่แข็งแกร่งและยั่งยืน”นายยศพลกล่าว
นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(กอศ.) เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ผลักดันโครงการฝึกประสบการณ์วิชาชีพ “EV สู่ภาคปฏิบัติอาชีวะอาสา” สอดคล้องกับนโยบายของพลตำรวจเอกเพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ด้านการพัฒนาทักษะที่ใช้ประโยชน์ได้ในชีวิตจริง (Learn to Earn) และการพัฒนาทักษะอาชีพที่จำเป็นแก่โลกอนาคต (Future Skill) ภายใต้เป้าหมาย “การศึกษาเพื่อความเป็นเลิศและการศึกษาเพื่อความมั่นคงยั่งยืน” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 22 – 29 เมษายน 2568 โดย สอศ. ร่วมกับ Chongqing Technology and Business Institute มุ่งสร้างบุคลากรที่มีความรู้เฉพาะทางด้านเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าตามนโยบายการรับรองมาตรฐานวิชาชีพ (Skill Certificate) และยังได้รับความร่วมมือจากวิทยาลัยวิศวกรรมฉงชิ่ง วิทยาลัยเยาวชนฉงชิ่ง วิทยาลัยอุตสาหกรรมฉงชิ่ง และมหาวิทยาลัยอาชีวศึกษาเซินเจิ้น เป็นวิทยากรถ่ายทอดความรู้
เลขาธิการ กอศ. กล่าวต่อไปว่า ผู้เข้าร่วมโครงการคัดเลือกนักศึกษา 50 คนจากผู้เข้าอบรมออนไลน์ 1,200 คนทั่วประเทศ ด้วยเกณฑ์เวลาเข้าเรียน 60% และคะแนนสอบ 40% คัดเลือกผู้มีคะแนนสูงสุดภาคละ 10 คน โดยนักศึกษาจะได้รับการอบรม 5 วิชาหลัก ได้แก่ ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับระบบหลักของรถยนต์พลังงานไฟฟ้า เทคโนโลยีแบตเตอรี่และระบบชาร์จ ระบบควบคุมไฟฟ้าและมอเตอร์ ระบบจัดเก็บพลังงาน และการวิเคราะห์ปัญหาและความปลอดภัยในการทำงาน พร้อมศึกษาดูงานที่บริษัท Changan จำกัด บริษัทผลิตรถยนต์ไฟฟ้าชั้นนำที่มีกิจการในประเทศไทย ทั้งนี้ เพื่อรองรับแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของรถยนต์ไฟฟ้าและยกระดับคุณภาพอาชีวศึกษาไทยให้ทัดเทียมนานาชาติ ผู้ที่สนใจเข้าร่วมโครงการในครั้งถัดไป สามารถติดตามได้ในช่องทางการสื่อสารของสอศ. ต่อไป

นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ได้กำหนดแนวทางการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนให้ตอบโจทย์เศรษฐกิจยุคใหม่ และวิถีชีวิตของคนรุ่นใหม่ โดยมุ่งผลิตกำลังคนที่มีสมรรถนะสูง มีความคิดสร้างสรรค์ และสามารถคิดเป็น ทำเป็น และเป็นผู้ประกอบการได้จริง ซึ่งการเรียนอาชีวศึกษาคือการเรียนรู้จริง ลงมือปฏิบัติจริง เป็นอาชีวศึกษายุคใหม่ ผู้เรียนต้องสามารถนำความรู้มาใช้ต่อยอด พัฒนาผลิตภัณฑ์หรือบริการที่เชื่อมโยงกับบริบทของสังคมและเศรษฐกิจ เป็นผู้ประกอบการที่ตอบโจทย์การพัฒนาประเทศ มีสมรรถนะเทียบเท่าสากล
นายรังสรรค์ บางรักน้อย ผู้อำนวยการวิทยาลัยอาชีวศึกษาเสาวภา กล่าวถึงข้าวแช่ ตำรับอาชีวะเสาวภา ว่า วิทยาลัยฯ เมนูคลายร้อนที่สืบสานตำนานอาหารไทย โดยนางสาวรมิดา พรหมสุเนตร
นางสาวรมิดา พรหมสุเนตร ครูแผนกวิชาอาหารและโภชนาการ กล่าวว่า ข้าวแช่ว่า เป็นอาหารว่างชั้นสูงเพราะเป็นอาหารที่มีความปราณีต มีรายละเอียดและใช้ระยะเวลาในการทำ ส่วนตำรับอาชีวะเสาวภา คือ การรังสรรค์อาหารด้วยวัตถุดิบที่มาจากแหล่งผลิต และปรุงด้วยความปราณีต มีรสชาติดั้งเดิม โดยเครื่องเคียง ประกอบไปด้วย
นางสาวธนัญญา เกตุรัตน์ (น้องเฟรม) นักศึกษา ปวช.3 สาขาอาหารและโภชนาการ แนะนำวิธีการรับประทาน โดยให้เริ่มรับประทานด้วยเครื่องเคียงคาว เช่น ลูกกะปิ หอมแดงสอดไส้ ลูกไข่เค็ม หมูฝอย หรือเนื้อฝอย ไชโป้วผัดหวาน พริกหยวกสอดไส้ จากนั้นให้สลับมารับประทานข้าวแช่ ซึ่งจะทำให้รสชาติของเครื่องเคียงคาวนั้นผสมผสานเข้ากันกับความสดชื่นของข้าวแช่ได้อย่างลงตัว




