“เสมา 1” ชื่นชม สกลนคร-นครพนม-มุกดาหาร นำนโยบายสู่การปฏิบัติได้ผลดี ฝากการบ้านใหม่ไปลับคมเพิ่มประสิทธิภาพงานให้ดีขึ้นไปอีก

เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2568 พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วยนายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการและผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงศึกษาธิการ  ลงพื้นที่ตรวจราชการและติดตามการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาล/นโยบายการศึกษา และข้อสั่งการ ของ รมว.ศึกษาธิการและ รมช.ศึกษาธิการ ในการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ครั้งที่ 2/2568 กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตอนบน 2 (จังหวัดสกลนคร นครพนม และมุกดาหาร)

โดย พล...เพิ่มพูน ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมหัวหน้าส่วนราชการด้านการศึกษาของ จังหวัดสกลนคร นครพนมและมุกดาหาร ที่โรงเรียนนครพนมวิทยาคม และตรวจเยี่ยมโรงเรียนปิยะมหาราชาลัย ว่า จากการประชุมหัวหน้าส่วนราชการ ได้รับฟังรายงานผลการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาล นโยบายกระทรวง และนโยบายรัฐมนตรี พบว่า ทั้ง 3จังหวัด ภาพรวม ถือว่าทำงานได้ดีไม่ว่าจะเป็น การแก้ปัญหาบุหรี่ไฟฟ้า ยาเสพติด เด็กหลุดจากระบบการศึกษา  การเตรียมความพร้อมการยกระดับคุณภาพการศึกษาทั้งการสอบพิซ่าและโอเน็ต  อย่างไรก็ตามฝากเรื่องของการเพิ่มสมรรถนะของครูและนักเรียน โดยได้ขอให้ทุกคนไปดูสมรรถนะของตัวเองว่ายังมีอะไรที่ไม่คมบ้าง เพราะเชื่อว่าทุกคนเป็นเหมือนมีดที่เหล็กดีอยู่แล้ว แต่ก็จะต้องลับถึงจะคมดังนั้นจึงให้ไปดูไปทบทวนการทำงานให้ดีขึ้นและมีคุณภาพและมีประสิทธิภาพมากขึ้นส่วนเรื่องข้อสั่งการนั้น ว่าที่ร้อยตรีธนุ วงษ์จินดาเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.)ได้เน้นย้ำในที่ประชุมไปแล้ว คือเรื่อง การสำรวจความเสียหายของโรงเรียนอันเนื่องมาจากวาตภัยและอุบัติภัยต่างๆ ที่เกิดขึ้น โดยย้ำให้โรงเรียนเร่งสำรวจความเสียหายแล้วส่งเรื่องขึ้นมาเพื่อดำเนินการจัดสรรงบประมาณซ่อมแซมต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อให้ทันการเปิดภาคเรียนในเดือนพฤษภาคมที่จะถึงนี้

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวต่อไปว่า ส่วนการตรวจเยี่ยมโรงเรียนปิยะมหาราชาลัยนั้นทราบว่า โรงเรียนนี้เป็นโรงเรียนเก่าแก่มีศิษย์เก่าเคยเป็นรัฐมนตรีกระทรวงว่าการกระทรวงศึกษาธิการ คือ พลเอกมานะ รัตนโกเศศ และคนที่มีชื่อเสียงและทำคุณประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติอีกหลายคน การมาเยี่ยมเยียนครั้งนี้ก็เป็นการให้กำลังใจและต้องการให้มีการแบ่งปัน ทรัพยากรและบุคลากร ไปช่วยดูแลโรงเรียนอื่นๆ ที่คุณภาพอาจจะเป็นรองอยู่ เพื่อช่วยยกคุณภาพโรงเรียนเหล่านั้นขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นระดับมัธยมศึกษาหรือประถมศึกษา ทั้งในลักษณะของพี่สอนน้อง เพื่อนช่วยเพื่อน หรือครูช่วยครู ซึ่งจะทำให้เกิดมิติในการแลกเปลี่ยนและจะทำให้การศึกษาในภาพรวมดีขึ้นได้ ทั้งนี้ที่ผ่านมาตนจะเน้นย้ำมาตลอดในเรื่องการสร้างเครือข่าย การใช้ทรัพยากรร่วมกัน ใครมีอะไรก็แบ่งปันกัน ซึ่งโรงเรียนปิยะมหาราชาลัยนี้ถือไปโรงเรียนหนึ่งที่มีการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง รวมถึงมีศิษย์เก่าเข้ามาช่วยดูแลโรงเรียน ซึ่งถือเป็นต้นแบบให้กับโรงเรียนอื่นๆได้ นอกจากโรงเรียนสวนกุหลาบที่เป็นตัวอย่างที่ดีแล้ว  โรงเรียนปิยะมหาราชาลัยก็เป็นอีกตัวอย่างเช่นกัน

โรงเรียนปิยะมหาราชาลัยเปรียบเหมือนโรงเรียนสวนกุหลาบที่อยู่นครพนม เพราะศิษย์เก่ามีความกตัญญูต่อโรงเรียน โดยมาดูแลโรงเรียน นอกจาก เรื่องวิชาการที่สอนให้เด็กเป็นคนเก่งและดีแล้ว ยังสอนให้เป็นคนที่มีความกตัญญูโดยเฉพาะกตัญญูต่อสถานศึกษาและต่อประเทศ ดังนั้นถ้าสามารถกระจายค่านิยม ความดีนี้ไปยังโรงเรียนอื่นๆได้ทั้งในจังหวัดนครพนมและทั่วประเทศจะยิ่งเป็นการดี ซึ่งเรื่องนี้ก็เป็นสอดคล้องกับนโยบายของรัฐมนตรีที่ส่งเสริมให้เด็กกลับมาพัฒนาท้องถิ่นของตัวเองและยังสอดคล้องกับนโยบายของพรรคภูมิใจไทยที่ส่งเสริมให้คนกลับไปพัฒนาท้องถิ่นของตนเอง ซึ่งถ้าทำได้ทั้งประเทศจะเป็นเรื่องที่น่ายิรดีอย่างพล...เพิ่มพูน กล่าวว่า

ศธ.ห่วงภัยพายุฤดูร้อน แนะเฝ้าระวังใกล้ชิด ย้ำหากเกิดความเสียหายให้แจ้งทันที

เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2568  นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้แสดงความห่วงใยนักเรียน ผู้ปกครอง ครูและบุคลากรทางการศึกษาทั่วประเทศ เรื่องพายุฤดูร้อนบริเวณประเทศไทยตอนบน จากประกาศกรมอุตุนิยมวิทยา ที่อาจจะมีผลกระทบจากพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง ลูกเห็บ และฝนตกหนักบางแห่ง เสี่ยงน้ำท่วมฉับพลันในช่วงวันที่ 26-29 เมษายน นี้ โดยในช่วงที่หลายพื้นที่ของประเทศไทยกำลังเผชิญกับสภาพอากาศแปรปรวน โดยเฉพาะพายุฤดูร้อนที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในหลายจังหวัด จึงขอให้เฝ้าระวังและติดตามประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด เพื่อความปลอดภัยของทุกภาคส่วน

นายสิริพงศ์ กล่าวว่า โรงเรียนและสถานศึกษาในทุกสังกัดควรเตรียมมาตรการตามแผนเผชิญเหตุป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากลมกระโชกแรง ฝนตกหนัก หรือฟ้าผ่า โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีสิ่งปลูกสร้างเก่า หรือมีจุดเสี่ยงต่ออันตราย และซักซ้อมขั้นตอนการปฏิบัติในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉินจากพายุฤดูร้อนในช่วงเปิดภาคเรียนอยู่เสมอเพื่อสามารถตอบสนองและให้ความช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที หากโรงเรียนใดประสบความเสียหายจากพายุ ไม่ว่าจะเป็นอาคารเรียน ระบบไฟฟ้า หรือพื้นที่โดยรอบ ขอให้ แจ้งมายังต้นสังกัดโดยเร็วที่สุด เพื่อดำเนินการประเมินตามแผนเผชิญเหตุและจัดสรรความช่วยเหลือได้อย่างเหมาะสมและเร่งด่วน ไม่เพียงแต่ดูแลด้านกายภาพของโรงเรียน แต่ยังรวมไปถึงการสื่อสารกับผู้ปกครอง การให้ความรู้แก่นักเรียนในการป้องกันตนเอง และการซักซ้อมแผนเผชิญเหตุในระดับสถานศึกษา

“ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกัน ไม่ว่าจะเป็นครู ผู้บริหารสถานศึกษา หรือผู้ปกครอง เพื่อให้โรงเรียนเป็นพื้นที่ที่ปลอดภัยที่สุด ยังคงย้ำเสมอถึงความจำเป็นในการมีแผนเผชิญเหตุที่ชัดเจน ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการได้ผลักดันให้ทุกโรงเรียนปฏิบัติอย่างเคร่งครัด พร้อมทั้งจัดการรายงานความเสียหายให้เป็นระบบ สามารถรับมือกับภัยธรรมชาติในระยะยาว สิ่งสำคัญที่สุดคือชีวิตและความปลอดภัยของนักเรียน ครู และบุคลากรทุกคน ขอให้ทุกโรงเรียนคำนึงถึงเป็นอันดับแรก ช่วงนี้ครูบางคนอาจจะเข้าไปในโรงเรียนเพื่อความพร้อมก่อนเปิดเทอม ขอให้วางแผนการใช้เวลาและการเดินทางในช่วงนี้ อย่างระมัดระวัง หากสภาพอากาศไม่เอื้ออำนวย หรือมีความเสี่ยงที่จะเกิดความเสียหายกับสถานศึกษา ขอให้ครูพิจารณางดเข้าพื้นที่ชั่วคราวเพื่อความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินของตนเอง” โฆษก ศธ. กล่าว

9 มทร. พร้อมเดินหน้าสนองนโยบาย รมว.อว. มุ่งยกระดับอุดมศึกษาไทยAI for Education ต้องเกิด

เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2568 ที่ โรงแรมฮิลตัน หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ รศ.ดร.อุดมวิทย์ ไชยสกุลเกียรติ ประธานที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (ทปอ.มทร.) เปิดเผยว่า จากการประชุม ทปอ.มทร.ที่ประชุมได้มีการเสนอยุทธศาสตร์ 9 มทร. ในการรับสานต่อวิสัยทัศน์ของนางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) ในโอกาสมอบนโยบายการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ของกระทรวงฯ ในงานประชุมจัดทำแผนยุทธศาสตร์ 9 มทร. ซึ่งมีความพร้อมในการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของ รมว.อว. โดยเฉพาะแนวคิด “2 ลด 2 เพิ่ม” ที่มุ่งลดภาระค่าใช้จ่ายทางการศึกษา ลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงการศึกษา พร้อมเพิ่มทักษะและเพิ่มโอกาสในการเรียนรู้และการมีอาชีพที่มั่นคงสำหรับอนาคตของชาติ

ประธาน ทปอ.มทร. กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ มทร.ทั้ง 9 แห่ง เรายังพร้อมที่จะผลักดันนโยบายสำคัญอื่นๆ เช่น ระบบ National Credit Bank ที่ช่วยให้ผู้เรียนสามารถสะสมหน่วยกิตอย่างยืดหยุ่น และการจัดตั้งแพลตฟอร์ม Skills Future Thailand ที่มีเป้าหมายในการส่งเสริมทักษะอาชีพที่จำเป็นในยุคปัจจุบัน โดยได้รับแรงบันดาลใจจากโครงการ SkillsFuture ของประเทศสิงคโปร์ ซึ่งเน้นการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) ผ่านระบบคูปองฝึกอบรมที่ประชาชนสามารถใช้พัฒนาทักษะตนเองในสาขาที่ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน สำหรับประเทศไทย โครงการนี้จะมีการรวบรวมและจัดระเบียบข้อมูลทักษะ (Skill Mapping) ของนักศึกษาและประชาชนทั่วไป เพื่อให้สามารถเลือกพัฒนาในทักษะที่จำเป็นต่อการประกอบอาชีพจริง อาทิ ทักษะดิจิทัล ทักษะอุตสาหกรรมสมัยใหม่ และทักษะผู้ประกอบการ พร้อมสนับสนุนด้วยระบบ Skill Transcript ที่ช่วยบันทึกและแสดงผลความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านของแต่ละบุคคล ซึ่งเป็นการยกระดับคุณภาพการศึกษาของไทยให้สามารถแข่งขันได้ในระดับนานาชาติ

“ขอย้ำว่า มทร.ทั้ง  9 แห่ง จะร่วมกันสานต่อนโยบายของรมว.อว. ที่ว่า  AI for Education มุ่งเน้นให้คนไทยสามารถ “ใช้ AI ได้” และ “สร้าง AI เป็น” อย่างมีประสิทธิภาพและจริยธรรม พร้อมผลักดันมหาวิทยาลัยไทยก้าวสู่ “AI University” และ “Education 6.0” อย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการวางระบบหลักสูตรและความร่วมมือกับภาคเอกชน โดยมีเป้าหมายให้บัณฑิตไทยร้อยละ 90 มีความรู้พื้นฐานด้าน AI และร้อยละ 50 มีทักษะการใช้ AI อย่างแท้จริง ภายในปีที่ 2 ของการศึกษา พร้อมตั้งเป้าผลิตบุคลากรด้าน AI ให้ได้อย่างน้อย 30,000 คน ภายใน 3 ปี ครอบคลุมตั้งแต่ระดับผู้เชี่ยวชาญ (AI Professional) วิศวกร (AI Engineer) จนถึงผู้เริ่มต้น (AI Beginners)ในการพัฒนา AI University โดยเราจะนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ในการเรียนการสอน ซึ่งเป็นการเตรียมความพร้อมของนักศึกษาไทยให้มี AI literacy สามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีได้อย่างชาญฉลาด และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการประกอบอาชีพในโลกยุคใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ” รศ.ดร.อุดมวิทย์ กล่าวและว่า เชื่อมั่นว่าวิสัยทัศน์และนโยบายที่มีเป้าหมายและแนวทางที่ชัดเจนของ รมว.อว. จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้ระบบอุดมศึกษาไทยสามารถก้าวสู่ความเป็นเลิศในระดับสากล และมีส่วนสำคัญในการสร้างบุคลากรที่มีคุณภาพและศักยภาพสูงสุดให้กับประเทศชาติอย่างแท้จริง

 

“ครูเอ​” ปลื้ม มีผู้สนใจแห่สมัครสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐานครั้งแรก ทะลุ1,000ราย เดินหน้าสอบรอบ 2-3 คาดว่าจะทะลุ3,000 รายแน่นอน

วันที่ 25 เมษายน​ 2568  นายสุรศักดิ์​ พันธ์​เจริญ​วรกุล​ รัฐมนตรี​ช่วยว่าการ​กระทรวง​ศึกษาธิการ​  กล่าวว่า​ ขณะนี้ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดี​ ที่กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) จะมีการนำการสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐาน​ กลับมาให้ผู้สนใจได้เข้าร่วมสอบ​อีกครั้ง โดยทางสกร.จะมีการดำเนินการสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐาน​เป็นครั้งที่​1 ในวันเสาร์​ที่​ 26​ เมษายน​ และวันอาทิตย์ที่ 27 เมษายน นี้ โดยทาง​ สกร. จะร่วมกับสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) ดำเนินการสอบเทียบฯ ดังนั้นจึงขอเป็นกำลังใจให้ผู้เข้าสอบทุกท่านประสบความสำเร็จตามที่ตั้งใจ​ และขอให้ผู้เข้าทดสอบเตรียมตัวให้พร้อมกับการสอบในครั้งนี้​ อย่างไรก็ตามสำหรับผู้ที่สนใจสอบเทียบฯ  แต่เตรียมเอกสารหรือสมัครไม่ทันในรอบแรก​ ก็ไม่ต้องเสียใจ​ เพราะทาง​ สกร.จะมีการเปิดให้สอบเทียบอีก​ โดยมีแผนการรับสมัคร ครั้งที่ 2 ผู้สนใจลงทะเบียนจองสิทธิ สถานศึกษาตรวจสอบเอกสารรับขึ้นทะเบียนและลงทะเบียนสอบเป็นรายวิชา ระหว่างวันที่ 13-19 พฤษภาคม 2568 ประกาศและตรวจสอบข้อมูลรายชื่อผู้มีสิทธิสอบวันที่ 23 พฤษภาคม 2568 จัดสอบในวันที่ 31 พฤษภาคม-1 มิถุนายน 2568 ประกาศผลสอบวันที่ 13 มิถุนายน 2568 และ แผนการรับสมัคร ครั้งที่ 3 ผู้สนใจลงทะเบียนจองสิทธิ สถานศึกษาตรวจสอบเอกสารรับขึ้นทะเบียนและลงทะเบียนสอบเป็นรายวิชา ระหว่างวันที่ 16-23 มิถุนายน 2568 ประกาศและตรวจสอบข้อมูลรายชื่อผู้มีสิทธิ์สอบวันที่ 26 มิถุนายน 2568 จัดสอบในวันที่ 5-6 กรกฎาคม 2568 ประกาศผลสอบวันที่ 18 กรกฎาคม 2568

“สำหรับการเปิดรับสมัครและรับขึ้นทะเบียนสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐาน ด้วยระบบดิจิทัล (Digital Testing) ครั้งที่ 1 ระหว่าง วันที่ 4-10 เมษายน 2568 ที่ผ่านมา มีจำนวนผู้สมัครระดับประถมศึกษา ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น และระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย รวม 3 ระดับ ทั้งสิ้น 1,896 คน จำแนกเป็น ระดับประถมศึกษา จำนวน 120 คน ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น จำนวน 560 คน และระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย จำนวน 1,216 คน ยอดสมัครรวมดังกล่าว ถือว่ามากกว่าแผนที่คาดการณ์ไว้ว่าการเปิดสอบเทียบฯ ในการสอบ 3 ครั้งแรก จะมีผู้สมัครรวมไม่ต่ำกว่า 3,000 คน เพราะครั้งแรกมีผู้สมัครเข้าสอบเทียบระดับถึง 1,896 คนแล้ว”รมช.สุรศักดิ์​ กล่าว

สอศ.เสริมแทคติกงานประชาสัมพันธ์สถานศึกษา สร้างภาพลักษณ์การศึกษาสายอาชีพ

เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2568 นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(กอศ.) เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการ “How To: Content Senior Idol รุ่นที่ 1” โดยมีบุคลากรด้านประชาสัมพันธ์จากสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศคึกษา จำนวน 40 คน เข้าร่วม จัดขึ้นระหว่างวันที่ 24 – 25 เมษายน 2568 ณ โรงแรมอเวย์ บางกอกริเวอร์ไซด์ คีน กรุงเทพมหานคร โดยนายยศพล กล่าวว่า การสื่อสารเกิดขึ้นทุกวินาที งานประชาสัมพันธ์ไม่ใช่เพียงแค่ การบอกเล่า แต่คือ กลยุทธ์ ที่สามารถสร้างแรงบันดาลใจ สร้างภาพลักษณ์ และสร้างความเข้าใจให้เกิดขึ้นอย่างมีเป้าหมาย หนึ่งในกลยุทธ์สำคัญคือ การเล่าเรื่องของศิษย์เก่า ซึ่งเป็นภาพสะท้อนความสำเร็จ และเป็นตัวแทนของการเรียนอาชีวศึกษาได้อย่างชัดเจน ผ่านการถ่ายทอดเรื่องราวได้อย่างตรงใจ และสามารถเปลี่ยนมุมมองของสังคมที่มีต่ออาชีวศึกษาได้

เลขาธิการ กอศ. กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) จึงยกระดับงานประชาสัมพันธ์ให้เป็นมากกว่างานสนับสนุน แต่เป็นเครื่องมือเชิงนโยบาย ที่สามารถขับเคลื่อนทัศนคติ สร้างแรงบันดาลใจ และสร้างความภาคภูมิใจในเส้นทางสายอาชีพ โดยเฉพาะในบริบทของการเรียนอาชีวศึกษา ซึ่งต้องอาศัยการสื่อสารอย่างสร้างสรรค์ เพื่อเปลี่ยนทัศนคติและผลักดันโอกาสให้กับผู้ที่สนใจอย่างแท้จริงให้เยาวชนเห็นคุณค่าและศักยภาพของสายอาชีพ โดยเนื้อหาครอบคลุมทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ อาทิ การเล่าเรื่องที่ทรงพลัง (Powerful Storytelling) โดย คุณทัตชญา ศุภธัญสถิต “ฝน MonterFon” ครีเอทีฟ มือทอง คร่ำหวอดในวงการกว่า 10 ปี เทคนิคการสร้างคอนเทนต์ โดยทีมแผนกดิจิทัลกราฟฟิก จากวิทยาลัยเทคนิคโพธาราม และศิษย์เก่าที่ประสบความสำเร็จ นายปิติพงษ์ เสลาลักษณ์ “ปอม” หนึ่งในผู้สร้างเพจหัวกรวย ที่มีผู้ติดตามกว่า 4.1 ล้าน รวมถึงการเลือกช่องทางสื่อสารให้ตรงกลุ่มเป้าหมาย การใช้เทคโนโลยีและเครื่องมือออนไลน์ การวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมาย และวัดผลความสำเร็จ

”ทุกท่านคือฟันเฟืองในการช่วยผลิตกำลังคนอาชีวศึกษา ช่วยกันประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ ซึ่งทุกท่านที่เข้าร่วมจะรับกระบวนการการสร้างคอนเทนต์ว้าว ๆ และแนวคิดใหม่ที่จะเปลี่ยนบทบาทให้เป็นผู้ขับเคลื่อนภาพลักษณ์ของสถานศึกษาอย่างแท้จริง การอบรมครั้งนี้จัดขึ้นโดยสำนักอำนวยการ กลุ่มประชาสัมพันธ์ ร่วมกับวิทยาลัยพณิชยการธนบุรี เป้าหมายเพื่อพัฒนาทักษะการผลิตคอนเทนต์ที่มีคุณภาพ ถ่ายทอดเรื่องราวของศิษย์เก่าในมุมมองที่น่าสนใจ และเชื่อมโยงให้เกิดเครือข่ายประชาสัมพันธ์อาชีวศึกษาที่แข็งแกร่งและยั่งยืน”นายยศพลกล่าว

 สอศ.จับมือจีนยกระดับนักศึกษาไทยฝึกประสบการณ์วิชาชีพนักเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า 

นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(กอศ.) เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ผลักดันโครงการฝึกประสบการณ์วิชาชีพ “EV สู่ภาคปฏิบัติอาชีวะอาสา” สอดคล้องกับนโยบายของพลตำรวจเอกเพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ด้านการพัฒนาทักษะที่ใช้ประโยชน์ได้ในชีวิตจริง (Learn to Earn) และการพัฒนาทักษะอาชีพที่จำเป็นแก่โลกอนาคต (Future Skill) ภายใต้เป้าหมาย “การศึกษาเพื่อความเป็นเลิศและการศึกษาเพื่อความมั่นคงยั่งยืน” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 22 – 29 เมษายน 2568 โดย สอศ. ร่วมกับ Chongqing Technology and Business Institute มุ่งสร้างบุคลากรที่มีความรู้เฉพาะทางด้านเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าตามนโยบายการรับรองมาตรฐานวิชาชีพ (Skill Certificate) และยังได้รับความร่วมมือจากวิทยาลัยวิศวกรรมฉงชิ่ง วิทยาลัยเยาวชนฉงชิ่ง วิทยาลัยอุตสาหกรรมฉงชิ่ง และมหาวิทยาลัยอาชีวศึกษาเซินเจิ้น เป็นวิทยากรถ่ายทอดความรู้

เลขาธิการ กอศ. กล่าวต่อไปว่า ผู้เข้าร่วมโครงการคัดเลือกนักศึกษา 50 คนจากผู้เข้าอบรมออนไลน์ 1,200 คนทั่วประเทศ ด้วยเกณฑ์เวลาเข้าเรียน 60% และคะแนนสอบ 40% คัดเลือกผู้มีคะแนนสูงสุดภาคละ 10 คน โดยนักศึกษาจะได้รับการอบรม 5 วิชาหลัก ได้แก่ ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับระบบหลักของรถยนต์พลังงานไฟฟ้า เทคโนโลยีแบตเตอรี่และระบบชาร์จ ระบบควบคุมไฟฟ้าและมอเตอร์ ระบบจัดเก็บพลังงาน และการวิเคราะห์ปัญหาและความปลอดภัยในการทำงาน พร้อมศึกษาดูงานที่บริษัท Changan จำกัด บริษัทผลิตรถยนต์ไฟฟ้าชั้นนำที่มีกิจการในประเทศไทย ทั้งนี้ เพื่อรองรับแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของรถยนต์ไฟฟ้าและยกระดับคุณภาพอาชีวศึกษาไทยให้ทัดเทียมนานาชาติ ผู้ที่สนใจเข้าร่วมโครงการในครั้งถัดไป สามารถติดตามได้ในช่องทางการสื่อสารของสอศ. ต่อไป

ทั้งนี้ เลขาธิการ กอศ.ได้มอบหมายให้ ดร.ธนภัทร แสงจันทร์ ผู้อำนวยการสำนักความร่วมมือ เป็นผู้แทนร่วมพิธีเปิดโครงการที่เมืองฉงชิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน และแสดงความขอบคุณต่อ Mr. Tian Ying ผู้อำนวยการ Chongqing Technology and Business Institute ที่ให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ เพื่อยกระดับคุณภาพอาชีวศึกษาไทยให้ทัดเทียมนานาชาติ

สกร.เผยยอดสมัครสอบเทียบความรู้ขั้นพื้นฐาน ด้วยระบบดิจิทัล ครั้งที่ 1 ประถม-ม.ต้น ม.ปลาย รวมเกือบ 2 พันคน

นายธนากร ดอนเหนือ อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้  เปิดเผยว่า จากการที่กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ได้เปิดรับสมัครและรับขึ้นทะเบียนสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐาน ด้วยระบบดิจิทัล (Digital Testing) ครั้งที่ 1 ระหว่าง วันที่ 4 – 10 เมษายน 2568 ที่ผ่านมา มีจำนวนผู้สมัครระดับประถมศึกษา ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น และระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย รวม 3 ระดับ ทั้งสิ้น 1,896 คน จำแนกเป็น ระดับประถมศึกษา จำนวน 120 คน ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น จำนวน 560 คน และ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย จำนวน 1,216 คน ยอดสมัครรวมดังกล่าวถือว่า มากกว่าแผนที่คาดการณ์ไว้ว่าการเปิดสอบเทียบฯใน 3 ครั้งแรก จะมีผู้สมัครรวมไม่ต่ำกว่า 3,000 คน  ซึ่ง สกร.ได้กำชับให้ผู้ปฏิบัติงานตรวจสอบเอกสารคุณสมบัติของผู้สมัครอย่างเข้มงวด ถูกต้องก่อนประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์เข้ารับการทดสอบ ผ่านระบบออนไลน์ที่ http://ekas.dole.go.th ในวันที่ 18 เมษายน ที่ผ่านมา โดยผู้สมัครต้องลงทะเบียนเพื่อจองสิทธิ์ผ่านระบบออนไลน์ก่อน และมายืนยันสิทธิ ณ สนามสอบที่ลงทะเบียนไว้ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบ และลงทะเบียนในระบบลงทะเบียนให้ ซึ่งผู้สมัครต้องเป็นผู้มีเอกสารพร้อม คุณสมบัติครบถ้วนเท่านั้น ถึงให้ยืนยันการลงทะเบียนผ่านระบบได้ และ ในวันเสาร์ที่ 26 เมษายน และวันอาทิตย์ที่ 27 เมษายนนี้ สกร.จะร่วมกับสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) ดำเนินการสอบเทียบฯ จึงขอให้ผู้เข้าทดสอบเตรียมตัวให้พร้อม

อธิบดี สกร. กล่าวต่อไปว่า การเปิดรับสมัครสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐาน ครั้งที่ 1 นี้ ปัญหาและอุปสรรคที่พบในการสมัคร คือ ในช่วงแรกผู้สมัครไม่เข้าใจกระบวนการและขั้นตอนในการสมัคร ซึ่ง สกร.ได้มีการจัดทำคู่มือการลงทะเบียน ทำแบนเนอร์หรือป้ายวิธีการลงทะเบียนไว้บนเว็บไซต์ และมอบหมายให้กรมส่งเสริมการเรียนรู้ส่วนกลาง ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอเมืองทุกจังหวัดทั่วประเทศ และศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับเขตลองเตย กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นศูนย์รับสมัคร ตั้งคณะทำงานเพื่อประสานงานการลงทะเบียน จึงทำให้ปัญหาการลงทะเบียนลดลง

นายธนากร กล่าวอีกว่า สำหรับนักเรียน นักศึกษา และประชาชน ที่สนใจสอบเทีบยฯ แต่มาสมัครและรับขึ้นทะเบียนสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐานไม่ทันใน ครั้งที่ 1 สามารถเตรียมเอกสารหลักฐานและหลักฐานมาสมัครในการเปิดสอบเทียบฯ ครั้งต่อไปได้ โดย สกร.มีแผนจัดสอบเทียบฯ ครั้งที่ 2 และ ครั้งที่ 3 ดังนี้  แผนการรับสมัคร ครั้งที่ 2 ผู้สนใจลงทะเบียนจองสิทธิ์ สถานศึกษาตรวจสอบเอกสารรับขึ้นทะเบียนและลงทะเบียนสอบเป็นรายวิชา ระหว่างวันที่ 13 -19 พฤษภาคม 2568 ประกาศและตรวจสอบข้อมูลรายชื่อผู้มีสิทธิ์สอบวันที่ 23 พฤษภาคม 2568 จัดสอบในวันที่ 31 พฤษภาคม – 1 มิถุนายน 2568 ประกาศผลสอบวันที่ 13 มิถุนายน 2568 และ แผนการสมัคร ครั้งที่ 3 ผู้สนใจลงทะเบียนจองสิทธิ์ สถานศึกษาตรวจสอบเอกสารรับขึ้นทะเบียนและลงทะเบียนสอบเป็นรายวิชา ระหว่างวันที่ 16 – 23 มิถุนายน 2568 ประกาศและตรวจสอบข้อมูลรายชื่อผู้มีสิทธิ์สอบวันที่ 26 มิถุนายน 2568 จัดสอบในวันที่ 5 – 6 กรกฎาคม 2568 ประกาศผลสอบวันที่ 18 กรกฎาคม 2568

“ข้าวแช่ ตำรับอาชีวะเสาวภา”เมนูชื่นใจ ต่อยอด Soft Power ไทยสู่เวทีโลก สร้างผู้เรียนให้เป็นผู้ประกอบการยุคใหม่

การจัดการเรียนการสอนสายอาชีวศึกษาในปัจจุบัน ได้พัฒนาไปไกลกว่าการฝึกทักษะเฉพาะทางแบบเดิม แต่เป็นการสร้าง “นักปฏิบัติ” ที่มีความรู้รอบด้าน คิดเป็น ทำเป็น และพร้อมต่อยอดองค์ความรู้ให้ทันกับโลกที่เปลี่ยนแปลง อาชีวศึกษาจึงเป็นกลไกหลักในการผลิตกำลังคนรุ่นใหม่ ที่สามารถเชื่อมโยงทักษะอาชีพเข้ากับอัตลักษณ์ความเป็นไทย และตอบโจทย์เศรษฐกิจสร้างสรรค์ได้อย่างเป็นรูปธรรม หนึ่งในกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพสูง คือ กลุ่มอาหารและโภชนาการ ซึ่งไม่เพียงสร้างอาชีพ แต่ยังต่อยอดเป็น “Soft Power” ที่ผลักดันประเทศสู่เวทีโลก

นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ได้กำหนดแนวทางการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนให้ตอบโจทย์เศรษฐกิจยุคใหม่ และวิถีชีวิตของคนรุ่นใหม่ โดยมุ่งผลิตกำลังคนที่มีสมรรถนะสูง มีความคิดสร้างสรรค์ และสามารถคิดเป็น ทำเป็น และเป็นผู้ประกอบการได้จริง ซึ่งการเรียนอาชีวศึกษาคือการเรียนรู้จริง ลงมือปฏิบัติจริง เป็นอาชีวศึกษายุคใหม่ ผู้เรียนต้องสามารถนำความรู้มาใช้ต่อยอด พัฒนาผลิตภัณฑ์หรือบริการที่เชื่อมโยงกับบริบทของสังคมและเศรษฐกิจ เป็นผู้ประกอบการที่ตอบโจทย์การพัฒนาประเทศ มีสมรรถนะเทียบเท่าสากล

นายรังสรรค์ บางรักน้อย ผู้อำนวยการวิทยาลัยอาชีวศึกษาเสาวภา กล่าวถึงข้าวแช่ ตำรับอาชีวะเสาวภา ว่า วิทยาลัยฯ เมนูคลายร้อนที่สืบสานตำนานอาหารไทย โดยนางสาวรมิดา พรหมสุเนตร
ครูแผนกวิชาอาหารและโภชนาการ และนายพุฒิพงศ์ กัลยาณศีล นางสาว ภัทรียา เจริญสุข นักศึกษา ปวส.2 และนางสาวธนัญญา เกตุรัตน์ นักศึกษา ปวช. 3 แผนกอาหารและโภชนาการ ร่วมจัดทำเมนูข้าวแช่ ตำรับอาชีวะเสาวภา

นางสาวรมิดา พรหมสุเนตร ครูแผนกวิชาอาหารและโภชนาการ กล่าวว่า ข้าวแช่ว่า เป็นอาหารว่างชั้นสูงเพราะเป็นอาหารที่มีความปราณีต มีรายละเอียดและใช้ระยะเวลาในการทำ ส่วนตำรับอาชีวะเสาวภา คือ การรังสรรค์อาหารด้วยวัตถุดิบที่มาจากแหล่งผลิต และปรุงด้วยความปราณีต มีรสชาติดั้งเดิม โดยเครื่องเคียง ประกอบไปด้วย
ข้าวหุง – ที่นำข้าวหอมมะลิเก่ามาหุง เพราะเมล็ดข้าวไม่แข็งกระด้าง และไม่นุ่มเกินไป น้ำลอยดอกมะลิ – ต้มน้ำเดือดทิ้งไว้จนเย็น นำไปอบควันเทียน ใส่ดอกมะลิ เพิ่มกลิ่นหอม
เคล็ดลับน้ำข้าวแช่ คือ ใช้ดอกกระดังงารนไฟที่กระเปาะ แล้วนำแช่ในน้ำ และอบขวัญเทียนกับน้ำเพิ่มความหอม
ลูกกะปิ – ทำจากเนื้อปลาย่าง (ปลาช่อน หรือปลาดุก), ตะไคร้, กระชาย, หัวหอม, กะปิ และหัวกะทิ ปั้นเป็นลูกกลม ๆ ขนาดพอดีคำ นำไปชุบไข่ผสมแป้งสาลี และทอดให้สุกกรอบ
หอมแดงยัดไส้ – ทำจากเนื้อปลาย่าง (ปลาช่อน) โขลกกับเครื่องสมุนไพร นำไปปั้นก้อนเล็ก ๆ ยัดใส่ในหัวหอมแดงที่คว้านเนื้อตรงกลางออก นำไปชุบไข่ผสมแป้งสาลี และทอดให้สุกกรอบ
ลูกไข่เค็ม – ไข่แดงเค็ม ที่นำมาปั้นก้อนกลมเล็ก ๆ นำไปชุบไข่ผสมแป้งสาลี และทอดให้สุกกรอบ
หมูฝอย หรือเนื้อฝอย – ที่ผ่านการปรุงรส ฉีกเป็นฝอย เอาไปทอดกับน้ำตาล จนได้รสชาติหวาน
ไชโป้วผัดหวาน – ไชโป้วเส้นเล็กผัดกับน้ำตาลโตนด ให้รสชาติหวาน-เค็ม
พริกหยวกสอดไส้ – เนื้อกุ้ง หรือเนื้อหมูติดมันสับละเอียด ปรุงรส และนึ่งจนสุก นำไปห่อด้วยพริกหยวก และไข่ฝอยโรยกรอบ
ปลาช่อนฉาบน้ำตาล – เนื้อปลาช่อนหั่นชิ้น นำไปทอด พัก แล้วกับผัดสามเกลอ น้ำตาลมะพร้าวจนละลาย แล้วนำมาฉาบกับเครื่องปรุงน้ำตาลที่เตรียมไว้ ให้รสชาติหวานนำ เค็มตาม
ปลายี่สนผัดหวาน – เนื้อปลานึ่ง นำไปโขลกให้ละเอียด ไปผัดกับสามเกลอให้แห้ง ปรุงรสด้วยนำ้ตาลมะพร้าว เกลือ ให้รสชาติ หวานเค็ม
เครื่องแนม – ผัก และผลไม้ต่าง ๆ เช่น กระชาย, แตงกวา, มะม่วงเปรี้ยว, ต้นหอมแกะสลัก

นางสาวธนัญญา เกตุรัตน์ (น้องเฟรม) นักศึกษา ปวช.3 สาขาอาหารและโภชนาการ แนะนำวิธีการรับประทาน โดยให้เริ่มรับประทานด้วยเครื่องเคียงคาว เช่น ลูกกะปิ หอมแดงสอดไส้ ลูกไข่เค็ม หมูฝอย หรือเนื้อฝอย ไชโป้วผัดหวาน พริกหยวกสอดไส้ จากนั้นให้สลับมารับประทานข้าวแช่ ซึ่งจะทำให้รสชาติของเครื่องเคียงคาวนั้นผสมผสานเข้ากันกับความสดชื่นของข้าวแช่ได้อย่างลงตัว

น้องเฟรม ยังบอกอีกว่า ที่วิทยาลัยอาชีวศึกษาเสาวภา ไม่ได้มีแค่การเรียนการสอนด้านอาหารเท่านั้น แต่ยังมีการฝึกทำ เช่น ขนมช่อม่วง ขนมเรไร หรือส้มฉุน ที่เป็นขนมว่างแบบไทย ๆ อีกด้วย
สำหรับน้อง ๆ ที่ชื่นชอบการทำอาหาร ที่นี่เปิดสอนทั้งระดับ ปวช. ปวส. และปริญญาตรี เรียนทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ ติดต่อสามารถสอบถามได้ที่ วิทยาลัยอาชีวศึกษาเสาวภา หรือ www.swbvc.ac.th

 

“เสมา2” มอบ สลช.ออกแนวปฏิบัติยกเว้นใส่ชุดลูกเสือ-เนตรนารี ระหว่างรอแก้กฏหมายฯเพื่อลดภาระผู้ปกครอง ขณะที่ สกร.จัดสอบเทียบระดับครั้งแรกในรอบ 10 ปี วันที่ 26-27 เม.ย.นี้

เมื่อวันที่ 23 เม.ย. 68 นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยภายหลังการประชุมประสานภารกิจกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.)ว่า ตามที่คณะรัฐมนตรี(ครม.)เมื่อคราวประชุมเมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2568 ได้มีมติเห็นชอบหลักการร่างกฎกระทรวงว่าด้วยเครื่องแบบและการแต่งกายลูกเสือ พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอ ประกอบด้วย 1. เครื่องแบบปกติ 2. เครื่องแบบปฏิบัติการ และ 3. เครื่องแบบลำลอง ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างกระบวนการตรวจพิจารณาตามขั้นตอนของกฎหมาย ดังนั้น เพื่อให้สถานศึกษาและผู้ปกครองก่อนเปิดภาคเรียน เพื่อมีแนวปฏิบัติที่ชัดเจนก่อนเปิดภาคเรียน  ในระหว่างการรอการประกาศใช้กฎกระทรวงฉบับใหม่ ที่ประชุมจึงมอบหมายให้สำนักงานลูกเสือแห่งชาติ ดำเนินการแจ้งแนวปฏิบัติการแต่งกายเครื่องแบบลูกเสือ เนตรนารี ในสถานศึกษา เพื่อเป็นการลดภาระค่าใช้จ่ายของนักเรียนและผู้ปกครองเกี่ยวกับเครื่องแบบของลูกเสือ เนตรนารี ให้เหมาะสมกับบริบททางสังคมและเศรษฐกิจในปัจจุบัน รวมทั้งสภาพภูมิอากาศของประเทศ ตลอดจนการจัดกิจกรรมฝึกอบรมลูกเสือที่ยืดหยุ่น เป็นประโยชน์ต่อนักเรียน โดยระหว่างรอแก้กฎหมายกระทรวงศึกษาธิการ จะมอบหมายให้ ดร.วรัท พฤกษาทวีกุล รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ทำหน้าที่เลขาธิการสำนักงานลูกเสือแห่งชาติ(สลช.)ใช้อำนาจเลขาธิการ สลช.ประกาศยกเว้นการใส่ชุดเครื่องแบบลูกเสือชั่วคราวไว้ก่อน เพื่อลดภาระผู้ปกครองในภาวะเศรษฐกิจและสภาพอากาศปัจจุบัน ผู้ปกครองยังไม่ต้องเตรียมซื้อชุดลูกเสือ เนตรนารี ให้ลูกหลานในตอนนี้ ทั้งนี้ให้เป็นไปตามบริบทของโรงเรียน โดยนักเรียนสามารถใช้ชุดลำลองมีแค่ผ้าพันคอลูกเสือก็เป็นลูกเสือ เนตรนารี สามารถเข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ของโรงเรียนได้

รมช.ศึกษาธิการ กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ที่ประชุมยังได้รับรายงาน จากกรมส่งเสริมการเรียนรู้(สกร.)ว่า สกร.และสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สทศ.ได้ดำเนินงานสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐาน ครั้งแรก ในรอบหลาย 10 ปี  ซึ่งจะมีการสอบในวันที่ 26-27 เมษายน นี้ เพื่อเปิดโอกาสให้นักเรียนมีทางเลือกตามเส้นทางของตนเอง  ซึ่งทราบว่ามีนักเรียนเข้าลงทะเบียนสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐานด้วยระบบดิจิทัล (Digital Testing) ทั้งระดับประถม ม.ต้น ม.ปลาย  ตั้งแต่วันที่ 4 – 10 เมษายน 2568 จำนวน 1,894 คน จำแนกเป็นระดับประถมศึกษา 120 คน ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น 560 คน และระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย 1,214 คน

สพฐ.สั่งโรงเรียนเตรียมแผนเผชิญเหตุรับมือความปลอดภัยทุกมิติตลอดเปิดภาคเรียน

เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2568 นายพัฒนะ พัฒนทวีดล รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ครั้งที่ 15/2568  ว่า  ที่ประชุมได้ย้ำมาตรการเตรียมความพร้อมการเปิดภาคเรียนที่ 1/2568 โดย ในด้านความปลอดภัยของสถานศึกษา ให้คำนึงถึงสวัสดิภาพของนักเรียน ตั้งแต่เดินทางออกจากบ้านเข้าสู่ประตูรั้วโรงเรียนจนออกจากโรงเรียนเดินทางถึงบ้านพักนักเรียน และ เสริมสร้างโอกาสในการเรียนรู้และสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่เด็กนักเรียน เช่น กิจกรรมเยี่ยมบ้านนักเรียน 100%  การสอนซ่อมเสริม/ชดเชย เสริมทักษะเพิ่มเติมให้กับนักเรียน กิจกรรมแนะแนว (Coaching) เป็นต้น

รองเลขาธิการ กพฐ. กล่าวต่อไปว่า ขณะเดียวกันให้มีการประสานเครือข่ายและสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานในระดับจังหวัด อำเภอ ตำบล ชุมชน หมู่บ้าน ที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมกันดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยของสถานศึกษา ตามความจำเป็นและเหมาะสม นอกจากนี้ให้มีการจัดสนับสนุนค่าใช้จ่าย โดยใช้งบเงินอุดหนุนค่าใช้จ่ายในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 5 รายการ ได้แก่ ค่าจัดการเรียนการสอน ค่าหนังสือเรียน ค่าอุปกรณ์การเรียน ค่าเครื่องแบบนักเรียน และค่ากิจกรรมพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ให้แก่นักเรียนทุกคนทันก่อนเปิดภาคเรียน ที่สำคัญให้มีการเตรียมการเรื่องแผนเผชิญเหตุ โดยต้องมีขั้นตอนการปฏิบัติเมื่อเกิดเหตุในสถานศึกษา มี 3 ขั้นตอน คือ ก่อนเกิดภัย ขณะเกิดภัย และหลังเกิดภัย ซึ่งได้มีการเน้นย้ำกับผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษาทุกเขตให้ประชาสัมพันธ์ไปยังโรงเรียนในความดูแลของตนเองให้เตรียมการให้พร้อมเรื่องแผนเผชิญเหตุ  รวมถึงเตรียมการดูแลความพร้อมของอาคารสถานที่รองรับภัยธรรมชาติที่อาจจะเกิดขึ้นทั้งพายุ ฝน น้ำท่วม และ ตัดแต่งกิ่งไม้ ต้นไม้แห้งที่อาจจะหักลงมาก่อให้เกิดอันตรายแก่เด็กและบุคลากรได้ด้วย

ด้านนายธีร์ ภวังคนันท์ รองเลขาธิการ กพฐ. กล่าวว่า ปีการศึกษา 2568 สพฐ.ยังคงดำเนินการควบคุมเรื่องของบุหรี่ไฟฟ้าอย่างเข้มข้นต่อไป โดยเฉพาะช่วงเปิดเทอมจะอยู่ในช่วงสัปดาห์รณรงค์งดสูบบุหรี่โลก สพฐ.ก็จะมีกิจกรรมรณรงค์เพื่อให้เด็กและเยาวชนรับทราบถึงโทษของบุหรี่ไฟฟ้าและร่วมต่อต้านด้วย