สพฐ.จับมือ ซีพีออลล์ 71โรงเรียนร่วมพัฒนาต่อยอดการศึกษาเพื่อความมั่นคงของชีวิต

เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2568 พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือ(MOU)โครงการ”โรงเรียนร่วมพัฒนา” (Partnership School Project) ระหว่าง นายปิยะวัฒน์ ฐิตะสัทธาวรกุล รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน)นายวิเชียร เนียมน้อม ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคโนโลยีปัญญาภิวัฒน์ ดร.ฉัชร์ภิมุก อภินันท์โชติสกุล ผู้อำนวยการกลยุทธ์การศึกษาและพัฒนาธุรกิจบริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ว่าที่ร้อยตรี ธนู วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานครเขต1(สพม.กท1)และสพม.กท2และผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากรุงเทพมหานคร โดยมีโรงเรียนร่วม MOU จำนวน 71 โรงเรียนในเขตกรุงเทพมหานคร

พลตำรวจเอก เพิ่มพูน กล่าวว่า พิธีลงนามบันทึกความเข้าใจในครั้งนี้  ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของความร่วมมือในรูปแบบการมีส่วนร่วมเพื่อการพัฒนาการศึกษาไทย ซึ่งเป็นการศึกษาเพื่อความมั่นคงของชีวิต เพราะถ้าเรารู้จัก ซีพี ออลล์ ก็จะนึกถึงกิจกรรมที่หลากหลาย เช่น ทำงาน หรือ ฝึกงานในเซเว่น ทำเบเกอรี่ แพคเกจจิ้ง (packaging)หรือการผลิตภัณฑ์ต่าง ซึ่งซีพี ออลล์ จะฝึกให้เด็กทำ อีกทั้งเด็กสามารถเรียนด้วยทำงานไปด้วย (Learn to Earn) เรียนรู้เพื่ออยู่รอด ตามนโยบายรัฐมนตรี อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการบันทึกความเข้าในครั้งนี้จะเป็นโรงเรียนในเขตกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นเมืองใหญ่ แต่ก็ยังพบความเหลื่อมล้ำทางการศึกษามีทั้งนักเรียนที่มีความพร้อมและนักเรียนที่ยังไม่มีความพร้อมด้านฐานะทางครอบครัว ดังนั้นความร่วมมือครั้งนี้ จะเข้าไปช่วยเติมเติมสิ่งที่เขาขาดได้

ว่าที่ร้อยตรี ธนุ กล่าวว่า ความร่วมมือในครั้งนี้เพื่อส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ในการจัดการศึกษาภายใต้หลักการ “การศึกษาเพื่อความเป็นเลิศ และ การศึกษาเพื่อความมั่นคงของชีวิต” โดยใช้แนวทางการทำงาน “จับมือไว้ แล้วไปด้วยกัน” โดยพลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศึกษาธิการ และนายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมช.ศึกษาธฺการ เกิดเป็นนวัตกรรมการบริหารและจัดการศึกษาอย่างมีส่วนร่วม ภายใต้การสนับสนุนทรัพยากรองค์ความรู้จากทุกภาคส่วน และเพื่อเป้าหมายสูงสุด คือ พัฒนาผู้เรียนให้ “ฉลาดรู้ ฉลาดคิด ฉลาดทำ” เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ ให้ “มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน

ด้านนายปิยะวัฒน์  กล่าวว่า เรามุ่งหวังและตั้งใจให้โครงการสำเร็จลุล่วงตามเป้าหมายทุกประการ บริษัทฯ ยินดีกับโครงการนี้ที่จะร่วมมือกับทุกโรงเรียนในเครือข่ายที่รับผิดชอบอย่างเต็มที่เราพร้อมที่จะปรับปรุงและพัฒนาหลักสูตรให้เท่าทันกับการประกอบการที่เปลี่ยนแปลงด้วยการสร้างอาชีพ ด้วยปณิธาน “สร้างเยาวชนสู่มืออาชีพ” เมื่อนักเรียนสำเร็จการศึกษาแล้วสามารถบรรจุทำงานได้ร้อยเปอร์เซ็นต์หรือศึกษาต่อเนื่อง เราพร้อมที่จะเป็นแหล่งเรียนรู้พัฒนาอาชีพและให้ความรู้ความสนใจทั้งในประเทศและขยายไปต่างประเทศ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าความร่วมมือครั้งนี้จะขยายตัวไปทั่วประเทศ นักเรียนสามารถทำงานไปด้วยเรียนไปด้วยได้ และเราพร้อมที่จะเป็นแหล่งเรียนรู้ด้วย

สกร.พร้อมจัดสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐาน เริ่ม เม.ย.นี้

เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2568 นายธนากร ดอนเหนือ อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ได้ดำเนินการพัฒนาหลักสูตรการสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยอิงมาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัดเดียวกันกับหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2551 ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560 เสร็จแล้ว และได้นำเสนอหลักสูตรดังกล่าวให้สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เพื่อให้การรับรองและเป็นที่ยอมรับร่วมกัน ซึ่งทาง สอศ.ตอบกลับมาว่าไม่ติดใจเรื่องของการเทียบระดับ แต่ถ้าเป็นการสอบรายวิชาแล้วนำมาเทียบมีระบียบของ สอศ.รองรับอยู่แล้ว แต่เป็นอำนาจของสถานศึกษาที่มีข้อพิจารณาแตกต่างกัน จึงมีข้อเสนอแนะเพิ่มเติมว่าเพื่อให้การดำเนินงานราบรื่น ควรออกเป็นประกาศกระทรวงศึกษาธิการเรื่องเทียบหลักสูตรมารองรับ ขณะที่ สพฐ.ได้มีข้อเสนอแนะให้ปรับปรุงเนื้อหา เพื่อให้มีความรอบครอบรัดกุม ซึ่ง สกร.ก็ได้ดำเนินการปรับปรุงตามข้อเสนอแนะเรียบร้อยแล้ว และได้หารือกับ นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งได้ให้ข้อเสนอแนะมา 2 ข้อ คือ 1.ให้ สกร.จัดทำประกาศ ศธ.เรื่องการเทียบหลักสูตร เพื่อให้ พล.ต.อ. เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พิจารณาลงนามประกาศใช้ และ 2.ให้ สกร.มาวางแผนไทม์ไลน์ระยะเวลาการดำเนินงาน

อธิบดี สกร. กล่าวต่อไปว่า สกร.ได้ดำเนินการตามข้อแสนอแนะแบบคู่ขนานไปพร้อมๆกับการเตรียมเริ่มต้น (kick-off ) ดำเนินการเทียบระดับการศึกษา ด้วยวิธีการสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นครั้งแรกในเดือนเมษายน 2568 นี้ โดยมีขอบข่ายเนื้อหาจัดสอบใน 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ ดังนี้ 1. ภาษาไทย 2. คณิตศาสตร์ 3. วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 4. สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม 5. สุขศึกษาและพลศึกษา 6. ศิลปะ 7. การงานอาชีพ  และ 8. ภาษาต่างประเทศ ทั้งนี้ สำหรับระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย สามารถเลือกแผนการสอบได้ทั้งแผนทั่วไป และแผนวิทย์ – คณิต

“ สำหรับคุณสมบัติของผู้สมัคร ต้องเป็นนักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไปที่มีสัญชาติไทย ไม่จำกัดอายุ แต่ในกรณีอายุต่ำกว่า 20 ปี ต้องได้รับความยินยอมจากผู้ปกครอง , เป็นผู้มีคุณวุฒิในระดับการศึกษาที่ต่ำกว่าระดับที่ประสงค์จะขอสอบเทียบหนึ่งระดับ ยกเว้นขอสอบเทียบวัดระดับอยู่ในระดับประถมศึกษา การสมัครสามารถสมัครด้วยรูปแบบออนไลน์ได้ที่  http://ekas.dole.go.th หรือ ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอเมืองทุกจังหวัด และศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับเขตคลองเตย กรุงเทพฯ รวมทั้งสิ้น 77 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งเงื่อนไขในการรับวุฒิการศึกษาด้วยวิธีการสอบเทียบ คือ 1.ต้องสอบผ่านทั้ง 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ และ 2.เข้าร่วมสัมมนาวิชาการ เพื่อประเมินการอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียนการประเมินคุณลักษณะ อันพึงประสงค์ และผ่านกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ทั้งนี้ มั่นใจได้ว่าผู้ได้รับวุฒิการศึกษาด้วยวิธีการสอบเทียบ มีคุณภาพเช่นเดียวกับหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นที่ยอมรับ และสามารถนำไปใช้ประกอบอาชีพหรือศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้นได้ ” อธิบดี สกร.กล่าว

นายธนากร กล่าวด้วยว่า การเทียบระดับการศึกษา ด้วยวิธีการสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐาน มีเป้าหมายสำคัญเพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ ได้ทุกที่ทุกเวลา ไม่จำเป็นต้องเรียนแต่ในห้องเรียนเท่านั้น โดยเชื่อว่าทุกคนสามารถมีวุฒิการศึกษาขั้นพื้นฐานได้ และเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลในเรื่องการพัฒนาระบบการศึกษาที่ยืดหยุ่น ทั้งในระบบ นอกระบบ ตามอัธยาศัย และการเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยเข้ามาสนับสนุน และสอดคล้องกับนโยบายการจัดการศึกษาของ พล.ต.อ. เพิ่มพูน ในด้านการลดภาระนักเรียนและผู้ปกครอง รวมถึงนโยบายการจัดการศึกษาที่เท่าเทียม พัฒนาคนไทยทุกคนในทุกช่วงวัย ให้ผู้เรียน “ฉลาดรู้ ฉลาดคิด ฉลาดทำ” พัฒนา ส่งเสริม และสร้างความเสมอภาคเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ เพิ่มคุณภาพการศึกษา.

เสมา 1 เอาจริง ลงนามประกาศมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของบุหรี่ไฟฟ้า กำชับปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด

เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2568 พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า ได้ลงนามในประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง มาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของบุหรี่ไฟฟ้า ลงวันที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2568 โดยระบุว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของบุหรี่ไฟฟ้ามีความรุนแรงมากขึ้น ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและอารมณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มของนักเรียนและนักศึกษา ซึ่งในคราวประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2567 คณะรัฐมนตรีเห็นขอบตามที่นายกรัฐมนตรีเสนอ มอบหมายให้กระทรวงสาธารณสุขร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กำหนดมาตรการป้องกันการเข้าถึงและใช้บุหรี่ไฟฟ้าในสถานศึกษาทุกระดับ

ด้วยปัจจุบันบุหรี่ไฟฟ้าถือเป็นสินค้าต้องห้ามในการนำเข้ามาในราชอาณาจักร ตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง กำหนดให้บารากู่และบารากู่ไฟฟ้าหรือบุหรี่ไฟฟ้าเป็นสินค้าที่ต้องห้ามในการนำเข้ามาในราชอาณาจักร พ.ศ. 2557 รวมทั้งบุคคลที่มีไว้ในครอบครองหรือรับไว้ซึ่งบุหรี่ไฟฟ้าถือว่ามีความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 และเพื่อให้สอดคล้องกับประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง กำหนดประเภทหรือชื่อของสถานที่สาธารณะ สถานที่ทำงาน และยานพาหนะ ให้ส่วนหนึ่งส่วนใดหรือทั้งหมดของสถานที่และยานพาหนะ เป็นเขตปลอดบุหรี่หรือเขตสูบบุหรี่ในเขตปลอดบุหรี่ พ.ศ. 2561

ดังนั้น เพื่อให้การป้องกันการเข้าถึงและการใช้บุหรี่ไฟฟ้าในสถานศึกษาและสถานที่ทำงานในพื้นที่บริเวณส่วนราชการในสังกัดและองค์กรในกำกับกระทรวงศึกษาธิการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. 2546 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการจึงประกาศกำหนดมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของบุหรี่ไฟฟ้า ดังนี้

1. สร้างความตระหนักรู้เท่าทันพิษภัยและโทษของบุหรี่ไฟฟ้าทั้งต่อสุขภาพร่างกายและโทษทางอาญาให้แก่นักเรียน นักศึกษา ข้าราชการ ครู บุคลากรทางการศึกษา ผู้บริหารทุกระดับ และเจ้าหน้าที่ อาทิ สอดแทรกเนื้อหาหรือหลักสูตรการเรียนการสอน กิจกรรม สื่อประซาสัมพันธ์ในรูปแบบต่าง ๆ
2. ให้ผู้รับผิดชอบสถานศึกษาหรือสถานที่ทำงาน จัดให้มีเครื่องหมายแสดงไว้ให้เห็นได้โดยชัดเจนว่าเป็นเขตปลอดบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า
3. ให้ผู้บังคับบัญชาทุกระดับชั้นสอดส่อง ดูแลหรือป้องกันมิให้นักเรียน นักศึกษา ข้าราชการครู บุคลากรทางการศึกษา และเจ้าหน้าที่ เข้าไปเกี่ยวข้องกับบุหรี่ไฟฟ้าทั้งการสูบ จำหน่าย มีไว้ในครอบครอง หรือสนับสนุนอย่างหนึ่งอย่างใด
4. หากมีกรณีตรวจพบ หรือมีการร้องเรียนกล่าวหา หรือกรณีเป็นที่สงสัยว่าข้าราชการ ครู บุคลากรทางการศึกษา ผู้บริหาร รวมทั้งเจ้าหน้าที่ผู้ใดเช้าไปเกี่ยวข้องกับบุหรี่ไฟฟ้า ให้ผู้บังคับบัญชาดำเนินการทางวินัยตามอำนาจหน้าที่ทันที

กระทรวงศึกษาธิการขอกำชับให้หัวหน้าส่วนราชการในสังกัดและองค์กรในกำกับกระทรวงศึกษาธิการ รวมทั้งผู้บังคับบัญชาทุกระดับชั้น ถือปฏิบัติตามมาตรการดังกล่าวอย่างเคร่งครัด

ยุคไก่ตัวเมียมาวิน

หยอก หยอก วันที่ 12 มีนาคม 2568 *** วันนี้ขอยกสุภาษิต “วัวสันหลังหวะ” คนที่มีความผิดติดตัวทําให้ต้องคอยหวาดระแวง ว่าเขาจะว่าตัวเอง *** มาเข้าเรื่องกันดีกว่า…งวดเข้ามาแล้วสำหรับการคัดเลือกผู้บริหารระดับต้น 9 ตำแหน่ง ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ. ผู้ช่วยเลขาธิการ กอศ. รองเลขาธิการ ก.ค.ศ. 2 ตำแหน่ง และ รองศึกษาธิการภาค อีก 5 ตำแหน่ง ที่รับสมัครกันไปเรียบร้อยแล้ว และ กำลังจะเข้าสู่กระบวนการประเมินความเหมาะสมกับตำแหน่ง หรือ สัมภาษณ์ ในอีกไม่กี่วันนี้ *** ใครมีสิทธิสมัครก็กระโดดขึ้นเวทีแข่งขันกันไปเรียบร้อยแล้ว รู้ทั้งรู้ว่าใครจะได้ แม้จะมีฝีมือดี แต่จะสู้คนมีของได้รึเปล่าก็ต้องลองสู้ไปก่อน … แต่ที่แน่ ๆ งานนี้ ธนากร ดอนเหนือ ประธานคณะกรรมการคัดเลือกข้าราชการ เพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับต้น สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ จะลอยตัว หรือจะปวดหัว คนเก่งจริงก็ยังมีความหวัง เพราะข่าวแว่วมาว่า “เสมา 1” พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ ได้ฝากข้อคิดไว้ว่า “การคัดเลือกคนที่จะมาทำงานใหญ่ สิ่งสำคัญที่สุดคือ คุณธรรม ต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกคน เพราะถ้าไม่มีความยุติธรรม และ คุณธรรม จะสร้างปัญหาในอนาคตได้ การเลือกคนไม่ใช่ถูกใจใครแล้วเอามาเลย แล้วก็ไม่ใช่ว่าคนนี้เป็นคนของใคร แต่ต้องเลือกคนที่มีผลงาน สามารถทำงานได้ รวมถึงความอาวุโส ถ้าอาวุโสแต่ทำงานไม่ได้ก็ไม่มีประโยชน์ … พูดมาขนาดนี้ชักอยากเห็นหน้าตา ผู้บริหารระดับต้นรุ่นใหม่แล้วล่ะ *** อ้อ.. ช่วงหลังมานี้ เมื่อมีการลงสนามแข่งขันหรือคัดเลือก ไก่ตัวผู้มักจะตีสู้ไก่ตัวเมียไม่ได้ เพราะอะไรก็ต้องสอบถามกันเอาเอง…เรื่องนี้หยอก หยอก จะไม่ยุ่ง…5555 *** นี่ก็อีกข่าวที่ หยอก หยอก แทบจะไม่อยากเชื่อ เพราะเป็นหน่วยงานที่เงียบเหลือเกิน แต่มีพรายกระซิบมาว่า หน่วยงานนี้เป็นเหมือนแดนสนธยา ภายนอกเห็นเงียบ ๆ ไม่มีอะไรหวือหวา ข่าวสารประชาสัมพันธ์เงียบกริ๊บ แต่ที่ไหนได้ข่าวว่าข้างในครุกรุ่น เละ ยิ่งกว่า….โหว งานนี้ ชักเริ่มสนุกแล้วสิ *** มีชี้เป้าถึงขั้นการขึ้นตำแหน่งใหญ่ไม่ต้องจ่ายค่าขนมเองหลายสิบกิโล มีคนจ่ายให้ เรื่องแบบนี้ก็พอรู้กันอยู่เพราะมีอยู่ทุกยุคทุกสมัย แต่สุดท้ายก็อยากให้เลือกคนที่ได้ทั้งบู๊และบุ๋นอยู่ดี เพราะคนที่มีคุณสมบัติรอบด้านจะมาเป็นขุนพลทะลวงแก้ปัญหาต่าง ๆ ได้ *** ในการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี แต่เพียงผู้เดียว ในวันที่ 24 มีนาคมนี้ แม้ว่าจะไม่มีชื่อ พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ แต่ เสมา 1 ก็ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานเตรียมข้อมูลให้พร้อมหากถูกพาดพิง ถือว่าเป็นนักรบที่พร้อมรบตลอดเวลา…นับถือ นับถือ*** แต่ก็อย่าลืมซ้อมรับมือม็อบลูกจ้างเหมา สพฐ.ที่บอกข่าวมาว่าจะเดินทางมาทวงคำตอบที่รับปากไว้ในวันที่ 18 มีนาคมนี้ ด้วยละกัน *** เรื่องสำคัญอีกเรื่องที่ผู้รับผิดชอบต้องช่วยกันคิด คือ ขณะนี้การจัดพิมพ์หนังสือแบบเรียนองค์การค้าของ สกสค.ยังไม่เดินหน้าไปไม่ถึงไหน ตามปฏิทินที่เคยบอกว่าจะเริ่มส่งหนังสือเรียนของปีการศึกษา 2568 ตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม 2568 ซึ่งวันนี้ก็ 12 มีนาคม 2568 แต่ก็ไม่เห็นวี่แววของการส่งหนังสือเรียน แบบนี้เขาว่าพูดพอพ้นตัวหรือเปล่าน่อ…พูดแล้วก็ไป…5555

“ธนากร” ชูจุดเน้นงานด่วนปีงบฯ 68 ลุยขับเคลื่อนประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาสังกัด สกร.

นายธนากร ดอนเหนือ อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ เปิดเผยถึงการขับเคลื่อนงานการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา สังกัดกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ว่า เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2568 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง มาตรฐานการศึกษาเพื่อการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา สังกัดกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ซึ่งลงนามโดย พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) ซึ่งส่งผลให้ สกร.มีมาตรฐานการศึกษาเพื่อการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา ที่ยึดหลักการจัดการศึกษาที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ คำนึงถึงความเท่าเทียม และความเสมอภาคของการเข้าถึงการศึกษา นำไปใช้เป็นหลักสำหรับการเทียบเคียงการส่งเสริมและกำกับดูแล การตรวจสอบ การประเมินผล และการประกันคุณภาพทางการศึกษาให้แก่สถานศึกษาในสังกัด ซึ่งมาตรฐานการศึกษาเพื่อการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาสังกัด สกร. แบ่งออกเป็น 3 ประเภท ดังนี้ 1.มาตรฐานการศึกษาสำหรับสถานศึกษาที่จัดการเรียนรู้ตลอดชีวิต 2.มาตรฐานการศึกษาสำหรับสถานศึกษาที่จัดการเรียนรู้เพื่อการพัฒนาตนเอง และ 3.มาตรฐานการศึกษาสำหรับสถานศึกษาที่จัดการเรียนรู้เพื่อคุณวุฒิตามระดับ โดยให้สถานศึกษาแต่ละแห่งนำมาตรฐานการศึกษา แต่ละประเภทไปกำหนดเป็นมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษาให้สอดคล้องกับหน้าที่ และอำนาจของสถานศึกษา และสามารถพัฒนามาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษาขึ้นเพิ่มเติม จากที่กำหนดไว้ในมาตรฐานการศึกษาแต่ละประเภทได้

อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ กล่าวต่อไปว่า การพัฒนาระบบการประกันคุณภาพภายใน เป็นหนึ่งในจุดเน้นการดำเนินงานเร่งด่วนที่ สกร. ได้ประกาศเป็นจุดเน้นการดำเนินงาน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 โดยภายในเดือนมีนาคมนี้ สกร.จะดำเนินการจัดทำแนวทางและคู่มือที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานด้านการประกันคุณภาพการศึกษาและการนำมาตรฐานการศึกษาไปสู่การปฏิบัติในระดับสถานศึกษา และจะจัดให้มีการประชุมชี้แจงและพัฒนาศักยภาพบุคลากรภายในหน่วยงานและสถานศึกษาโดยคำนึงถึงบริบทและความแตกต่างกันของสถานศึกษา เพื่อให้การดำเนินงานด้านการประกันคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษาเป็นไปอย่างมีคุณภาพ และมีประสิทธิภาพ

“ ขอให้ทุกคนตระหนักร่วมกัน ว่า ‘การขับเคลื่อนการดำเนินงาน เพื่อให้มีระบบการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา ไม่ได้เป็นหน้าที่ของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่ต้องเป็นหน้าที่ของทุกคนที่ต้องร่วมกันดำเนินงานตามบทบาทหน้าที่ที่ต้องกำหนดไว้ร่วมกันนำไปสู่การดำเนินงานอย่างเป็นขั้นเป็นตอน แล้วนำผลการดำเนินงานของแต่ละบุคคล ในแต่ละส่วนมาประกอบเข้าด้วยกัน เปรียบเสมือนการร่วมกันต่อภาพจิ๊กซอว์ให้เป็นภาพใหญ่ ซึ่งจะทำให้เกิดเป็นภาพกว้างในการดำเนินงานของสถานศึกษา และเพื่อให้มีผลการดำเนินงาน รวมถึงข้อมูลสำหรับนำไปใช้ประกอบในการประเมินคุณภาพการศึกษา หรือสะท้อนภาพการดำเนินงานของสถานศึกษา’  อย่างไรก็ตามเพื่อให้ทราบถึงผลการดำเนินงานและเพื่อให้มีข้อมูลสำหรับ สกร.นำไปใช้ในการวางแผนส่งเสริม และสนับสนุนการดำเนินงานของสถานศึกษาที่มุ่งประสิทธิภาพ ในแต่ละปีงบประมาณ สกร.จะจัดให้มีการติดตามผล และจะกำหนดให้มีโครงการ หรือกิจกรรมที่มุ่งเน้นการส่งเสริม สนับสนุนการดำเนินงานของสถานศึกษาที่สอดคล้องกับสภาพปัญหา และความต้องการของสถานศึกษา รวมถึงนโยบายด้านการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ด้วย ” นายธนากร กล่าว.

“เสมา1”แนะใช้คะแนนโอเน็ตเข้ามหาวิทยาลัยและสอบเข้าเรียนม.1ม.4 แต่ไม่บังคับ-ทิ้งคำถามเมื่อนำงบฯมาใช้แล้วต้องทำให้เกิดประโยชน์ได้

เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2568 พล.ตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่ากระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมผู้บริหารศธ.ว่า สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) ได้รายงานผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน หรือโอเน็ต ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 และชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 พบว่า วิชาคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ในปีนี้สูงทุกสังกัด และมีคะแนนสูงกว่าทุกปีที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นว่า ตลอดระยะเวลากว่า 1 ปีที่ผู้บริหารศธ.มีการปรับเปลี่ยนและช่วยกันทำงานส่งผลให้คุณภาพการศึกษามีการพัฒนาที่ดีขึ้น ส่วนที่ยังไม่ดีขึ้นก็ต้องช่วยกันปรับปรุงและช่วยกันเติมเต็ม ซึ่งในส่วนของผลสอบโอเน็ต จะนำไปใช้ในการยกระดับคุณภาพการศึกษาทั้งในส่วนของรายบุคคลและสถานศึกษา ซึ่งตนขอฝากผู้บริหารทุกคน ให้ร่วมกันสร้างวัฒนธรรมขององค์กรและให้คุณค่าในการประเมินผลโอเน็ต เพื่อวัดระดับการศึกษาของนักเรียน และนำผลมายกระดับคุณภาพสถานศึกษา

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวต่อไปว่า ส่วนที่จะนำคะแนนโอเน็ต  ไปใช้ในการสอบเข้ามหาวิทยาลัยหรือสอบเรียนต่อนั้น ถือเป็นอีกมิติหนึ่งในการนำคะแนนโอเน็ตไปใช้ให้เกิดประโยชน์ ซึ่งขอให้เป็นไปตามความสมัครใจ แต่ถ้าเมื่อนำเงินงบประมาณมาใช้แล้วผลการทดสอบต้องนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้ เพราะโอเน็ตเป็นมาตรฐานกลาง ที่ต้องประเมินอยู่แล้ว หากใช้ประกอบในการคัดกรองหรือชี้ให้เห็นถึงความถนัดของเด็ก ก็จะช่วยในการเลือกสาขาในการเรียนได้ รวมถึงสถานศึกษาต่าง ๆ ที่อาจนำผลสอบโอเน็ตไปใช้ในการเข้าเรียนต่อชั้นม. และม.4 ซึ่งทุกอย่างขอให้เป็นไปโดยความสมัครใจ เพราะเราเป็นประชาธิปไตยไม่ใช่การบังคับ ส่วนมาตรฐานข้อสอบนั้น ก็เชื่อว่ามีมาตรฐานและมีการปรับปรุงให้มีความเหมาะสมและขณะนี้มีการปรับปรุงให้อิงกับมาตรฐานการประเมินผลนักเรียนร่วมกับนานาชาติหรือ พิซ่า ที่ไม่ใช่การวัดความรู้ความจำเท่านั้น แต่เป็นการวัดการอ่าน และการคิดเชิงวิเคราะห์

พลตำรวจเอก เพิ่มพูน กล่าวอีกว่า  นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้รับรายงานการติดตามเด็กนอกระบบการศึกษาเชิงระบบหรือTHAILAND Zero Dropout โดยสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา  (สกศ.) รายงานผลการดำเนินงานการติดตามเด็กนอกระบบการศึกษาเชิงระบบ โดยข้อมูลเด็กวัยเรียนที่อยู่นอกระบบการศึกษา ณ 10 มีนาคม 2568 พบว่ามีเด็กนอกระบบการศึกษาจำนวน 1,025,514 คน  ติดตามแล้ว 980,588 คน คิดเป็น ร้อยละ 95.62 สามารถนำกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาในประเทศ 320,724 คน คิดเป็น ร้อยละ 31.27 และ ยังไม่ได้ติดตาม 44,926 คน คิดเป็น ร้อยละ 4.38การติดตามข้อมูลเด็กในวัยเรียนที่อยู่นอกระบบการศึกษา ภาคบังคับ อายุ 6-15 ปี สามารถเข้าสู่ระบบการศึกษาได้ 73,744 คน คิดเป็นร้อยละ 16.65 ดังนั้น ตนจึงขอให้ติดตามเด็กกลับมาให้ได้มากที่สุด และอย่าให้หลุดจากระบบการศึกษาอีก และในปีการศึกษาหน้า ในเรื่องการติดตามเด็กน่าจะเป็นหน้าที่ของฝ่ายปกครองในพื้นที่ทั้งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เป็นคนติดตามให้ ส่วนครูมีหน้าที่สอนเพียงอย่างเดียว

“การาประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)เมื่อวานนี้ ที่ประชุมมีมติเห็นชอบการให้ความช่วยเหลือโรงเรียนเอกชนที่ประสบภัยพิบัติ กรณีสถานการณ์อุทกภัยและโกดังเก็บสินค้าดอกไม้เพลิงระเบิด จำนวน 10 โรงเรียน ในวงเงิน 1,985,151 บาท  และเห็นชอบแต่งตั้งนายวีระพงษ์  แพสุวรรณ ประธานคณะกรรมการสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี (สสวท.)และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสสวท. รวม 13 ราย

“ธีร์ รองเลขาธิการกพฐ.”ร่วมประชุม”สินามิ”ระดับโลกที่ญี่ปุ่น เตรียมหารือนำแอปพลิเคชันเตือนภัย

เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2568 ดร.ธีร์ ภวังคนันท์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ ทางสำนักงาน โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ ( ยูเอ็นดีพี) ไทยแลนด์ ได้เชิญตนให้เป็นตัวแทนสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.)และประเทศไทย ไปร่วมการประชุมระดับโลก เรื่อง “สึนามิ” ที่ประเทศญี่ปุ่น โดยตนได้ไปเล่าถึงการทำงาน และการตั้งรับสถานการณ์การเกิดสึนามิ ที่ประเทศไทย ในพื้นที่ความเสี่ยงสูง  6 จังหวัดฝั่งทะเลอันดามันของไทยอย่างต่อเนื่องมาหลายปี โดยต้องขอขอบคุณยูเอ็นดีพี และ ยูเอ็นดีพี ไทยแลนด์ รวมถึงรัฐบาลญี่ปุ่น ที่ให้การสนับสนุนเรื่องนี้มาโดยตลอด

“ตอนนี้ในพื้นที่บริเวณรอบ 6 จังหวัดฝั่งทะเลอันดามันของไทย ได้แก่ ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ สตูล และตรัง มีเด็กประมาณ 7 พันกว่าคนที่รับรู้และเข้าใจเรื่องนี้ ขณะเดียวกันก็มีครูอีก 471 คน ได้สร้างการรับรู้ และเข้าใจในเรื่องการเกิดสึนามิแล้วเช่นกัน ซึ่งก็ยังคงต้องรักษาสภาพความเข้าใจและการเตรียมพร้อมรับมือนี้ไว้ เพราะพื้นที่นี้ยังคงมีความเสี่ยงอยู่ เราไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยอีก”รองเลขาธิการ กพฐ. กล่าวและว่า  เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ สพฐ.เอาใจใส่ และ ว่าที่ร้อยตรีธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการ กพฐ.ก็ได้กำชับให้ฝ่ายการศึกษาในจังหวัดโดยรอบพื้นที่เฝ้าระวังให้เป็นปกติ  และตอนนี้มีเรื่องที่น่าสนใจ คือ ยูเอ็นดีพี ได้ร่วมกับ ประเทศอินโดนีเซียทำแอปพลิเคชันประเมินสถานการณ์และเตือนภัยสึนามิ  ซึ่งเป็นแอปพลิเคชั่นที่มีประโยชน์มาก โดยตนจะหารือกับเลขาธิการ กพฐ.ว่า จะสามารถนำมาใช้ในประเทศไทยจะได้หรือไม่ เนื่องจากเป็นแอปพลิเคชันที่ยูเอ็นดีพีพัฒนาขี้นมา

“มทร.กรุงเทพ”จับมือ 4 มหาวิทยาลัยดัง และ วิทยุการบิน ยกระดับกำลังคนกลุ่มอุตสาหกรรมการบิน ตอบโจทย์การพัฒนาประเทศ

มทร.กรุงเทพ-มก.-สจล.-มช.-มทส. ร่วมมือ วิทยุการบิน ขับเคลื่อนการพัฒนาศักยภาพยกระดับกำลังคนด้านอากาศยานและการบิน สู่การสร้างนวัตกรรมด้านการบินตอบโจทย์การพัฒนาประเทศยุคดิจิทัล

เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2568 รศ.ดร.พิชัย จันทร์มณี อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.)กรุงเทพ เปิดเผยว่า มทร.กรุงเทพ ได้กำหนดทิศทางในการขับเคลื่อนแนวนโยบายและยุทธศาสตร์ของมหาวิทยาลัยในด้านโลจิสติกส์และอากาศยานของกลุ่มอุตสาหกรรมนี้ ซึ่งมุ่งหวังที่จะช่วยยกระดับศักยภาพและทักษะของกำลังคนด้านอากาศยานและการบินในประเทศให้เพิ่มสูงขึ้น โดยเบื้องต้นได้ร่วมมือกับบริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด (บวท.) สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์(มก.) ในการขับเคลื่อนการพัฒนากำลังคนตามกรอบอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมด้านอากาศยานการเดินอากาศอัจฉริยะ และอวกาศ โดยมีจุดมุ่งหมายในการพัฒนานวัตกรและนวัตกรรมด้านการบินแบบมุ่งเน้นความร่วมมือ (Innovator and Innovation Development Collaboration Initiative) โดยใช้รูปแบบและกระบวนการในการพัฒนานวัตกรรมแบบเปิด (Open Innovation) สอดคล้องกับแนวทางของการพัฒนาระดับสากล Next Generation of Aviation Professionals (NGAP) ขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) เพื่อยกระดับการพัฒนากำลังคนของประเทศให้มีความสอดคล้องกับการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล (Digital Transformation) ซึ่งกำลังเป็นความท้าทายของภาคอุตสาหกรรมการบินอย่างชัดเจน จนทำให้เกิดแนวคิดในการก้าวข้ามการพัฒนากำลังคนในรูปแบบดั้งเดิม ไปสู่แนวทางที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม ภายใต้หลักการที่เรียกว่า “NGAP-Digital Transformation”

อธิการบดี มทร.กรุงเทพ กล่าวว่า การดำเนินการเป็นความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยกับภาคอุตสาหกรรม โดยนำโจทย์ความต้องการเชิงนวัตกรรมจากภาคอุตสาหกรรมการบินเป็นจุดเริ่มต้นในการพัฒนา เพื่อต่อยอดให้เกิดเป็นนวัตกรรมด้านการบิน ซึ่งจำเป็นต้องใช้ทักษะและความเชี่ยวชาญ (Skill and Expertise)ในหลากหลายมิติเพื่อเชื่อมโยงองค์ความรู้ และความเชี่ยวชาญที่มีเข้าด้วยกันจนเกิดการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ และนำไปสู่การพัฒนาทักษะและความเชี่ยวชาญให้กับบุคลากรที่สนใจให้มีศักยภาพสำหรับงานด้านอุตสาหกรรมการบินโดยเฉพาะ เช่น การพัฒนาช่างซ่อมบำรุงอากาศยานให้มีทักษะขั้นสูง การพัฒนาระบบ Simulator ด้านการบินที่ทันสมัย ตลอดจนการบ่มเพาะความรู้ด้าน AI และ Robotics รวมถึงเทคโนโลยีโดรน เป็นต้น

“จากความร่วมมือเบื้องต้นดังกล่าว เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ตัวแทนจาก 5 มหาวิทยาลัยประกอบด้วย ดร.นวทัศน์ ก้องสมุทร หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรม การบินและอวกาศ มก. ผศ.ดร.เสริมศักดิ์ อยู่เย็น คณบดีวิทยาลัยอุตสาหกรรมการบินนานาชาติ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง(สจล.) ดร.อรรณพ ธนัญชนะ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและบริการวิชาการนานาชาติวิทยาลัยนานาชาตินวัตกรรมดิจิทัล มหาวิทยาลัยเชียงใหม่(มช.) ผศ.ดร.สุรเดช ตัญตรัยรัตน์ หลักสูตรวิศวกรรมอากาศยาน สาขาวิชาวิศวกรรมเครื่องกล คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี(มทส.) และ มทร.กรุงเทพ ได้มีการประชุมหารือและลงนามความร่วมมือกับ ดร.ณพศิษฏ์ จักรพิทักษ์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด โดยมีเป้าหมายเพื่อการพัฒนาโครงการด้านการบริการการศึกษาในทักษะและความเชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนานวัตกรรมด้านการบิน (NGAP-Digital Transformation) ซึ่งครอบคลุมใน 12 สาขาความเชี่ยวชาญ (Knowledge Areas) ที่เกี่ยวข้องกับระบบการจัดการจราจรทางอากาศ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว” อธิการบดี มทร.กรุงเทพกล่าวและว่า ทั้งนี้เมื่อวันที่ 6 – 7 มีนาคม ที่ผ่านมา ได้มีพิธีเปิดปฐมฤกษ์ของความร่วมมือดังกล่าวผ่านกิจกรรมโครงการ “Aviation X” หรือ “ก้าวใหม่ในการพัฒนานวัตกรรมการบิน” ณ ห้อง Slope ชั้น 4 อาคารสิรินธร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ

สพฐ.เตือนนักเรียนระวังมิจฉาชีพแอบอ้างเป็นครูแนะแนว/เจ้าหน้าที่ กยศ.ขอข้อมูลและหลอกให้โอนเงิน

เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2568 นายพัฒนะ พัฒนทวีดล รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมผู้บริหารระดับสูงของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.)ว่า ที่ประชุมได้รับทราบเกี่ยวกับโรคไข้อีดำอีแดงที่กำลังระบาดในเด็กวัย 5-15 ปี ในขณะนี้  โดย สพฐ.ได้ประสานกับกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เพื่อให้การดูแลย่างใกล้ชิด หากมีเด็กเจ็บป่วยด้วยโรคไข้อีดำอีแดง ก็ขอให้ทำการรักษาโดยด่วน ขณะเดียวกันก็ให้มีการกำชับแจ้งเตือนให้เด็ก ๆ หลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย แต่หากมีความจำเป็นที่ต้องใกล้ชิดกับผู้ป่วยจะต้องสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลาร่วมกับล้างมือก่อนและหลังสัมผัสผู้ป่วยหรือของใช้ของผู้ป่วย อย่าใช้สิ่งของร่วมกับผู้ป่วย โดยเฉพาะของใช้ส่วนตัว เช่น แก้วน้ำ ผ้าเช็ดหน้า เป็นต้น

รองเลขาธิการ กพฐ. กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ยังมีกรณีมีมิจฉาชีพแอบอ้างเป็นครูแนะแนว และเจ้าหน้าที่กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา(กยศ.) หลอกเงินนักเรียนที่จังหวัดตรัง โดยใช้วิธีการเข้าไลน์โอเพ่นแชทแนะแนว กยศ.ของโรงเรียน แล้วเปลี่ยนชื่อโปรไฟล์เป็นชื่อผู้ปฏิบัติงาน และหลอกถามข้อมูลนักเรียน ม.6 ที่กู้เงิน กยศ. ปรากฏว่า มีผู้เสียหาย 25 ราย แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ 1 เด็กให้ข้อมูลส่วนตัว หมายเลขบัญชี จำนวนคงเหลือในบัญชี แต่ยังไม่ได้โอนเงิน จำนวน 17 ราย และกลุ่มที่ 2 ให้ทั้งข้อมูลส่วนตัว หมายเลขบัญชี จำนวนเงินคงเหลือในบัญชี แล้วก็โอนเงินไป จำนวน 8 ราย รวมเป็นเงิน 48,140 บาท ซึ่งตอนนี้โรงเรียนได้แจ้งระงับกลุ่มไลน์นี้ไปแล้ว เพื่อระงับการทำงานธุรกรรมต่าง ๆ  สพฐ.จึงได้แจ้งไปยังเขตพื้นที่การศึกษาทุกเขต เพื่อให้ประชาสัมพันธ์แจ้งไปโรงเรียนต่าง ๆ โดยเฉพาะโรงเรียนที่มีนักเรียนที่กู้เงิน กยศ.เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำอีก

“ส่วนเรื่องการยื่นคำร้องขอย้ายข้าราชการครู ผ่านระบบ TRS (Teacher Rotation System)ที่ผ่านมา ตอนนี้กำลังอยู่ในขั้นการตรวจสอบข้อมูล เพื่อเข้าคณะกรรมการกลั่นกรองข้อมูล และนำเสนอคณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา(อ.ก.ค.ศ.)เขตพื้นที่การศึกษาต่อไป ซึ่งตามปฏิทินจะดำเนินการภายในเดือนมีนาคม และออกคำสั่งย้ายได้ภายในเดือนเมษายน อย่างไรก็ตาม ณ เวลานี้ ตามระบบยังไม่มีปัญหาอะไร แต่ก็ต้องดูว่าจะมีปัญหาหลังจากการย้ายแล้วหรือไม่”นายพัฒนะกล่าว

“สพฐ.”ทำเต็มที่แล้ว ลูกจ้างเหมาฯกว่า1,000 คน เตรียมเดินทางทวงถามข้อเรียกร้องสิทธิประกันสังคมและความมั่นคงในชีวิต

ตามที่ กลุ่มผู้แทนสมาพันธ์เจ้าหน้าที่ธุรการโรงเรียนแห่งประเทศไทยและกลุ่มลูกจ้าง 5 ตำแหน่ง ได้แก่ ครูธุรการ ครูวิกฤต ครูวิทย์-คณิต ครูพี่เลี้ยงเด็กพิการ และครูนักการภารโรง ในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.)ได้เข้าพบและประชุมร่วมกับคณะกรรมาธิการการศึกษาธิการ สภาผู้แทนราษฎร ที่มี นายโสภณ ซารัมย์ เป็นประธาน เพื่อหาวิธีการแก้ไขปัญหาลูกจ้าง สพฐ. ที่ปรับเปลี่ยนวิธีการจ้างเป็นจ้างเหมาบริการและตัดเงินสมทบประกันสังคม ตามพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 ส่งผลให้ลูกจ้างกว่า 72,044 คน ทั่วประเทศ ได้รับผลกระทบถึงสิทธิประโยชน์ที่พึงได้รับ อาทิ การรักษาพยาบาล การคลอดบุตร การรับเงินสงเคราะห์ เป็นต้น นั้น

เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2568 นายพัฒนะ พัฒนทวีดล รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.)กล่าวว่า หลังจากสพฐ.ได้เข้าชี้แจงต่อ กรรมาธิการการศึกษา(กมธ.)ถึงข้อเรียกร้องของลูกจ้างฯ ขอเปลี่ยนจากการจ้างเหมาบริการ เป็นวิธีการจ้างลูกจ้างชั่วคราว พร้อมเงินสมทบประกันสังคมทุกตำแหน่ง,ขอปรับเพิ่มอัตราเงินเดือนตามนโยบายรัฐบาล ที่ปรับฐานเงินเดือนตามคุณวุฒิปริญญาตรี ปีที่ 1 มีผลวันที่ 1 พฤษภาคม 2567 เงินเดือน 16,500 บาท ปีที่ 2 มีผลวันที่ 1 พฤษภาคม 2568 เงินเดือน 18,150 บาท คุณวุฒิต่ำกว่า ป.ตรี ปีที่ 1 วันที่ 1 พฤษภาคม 2567 เงินเดือน 10,340 บาท วันที่ 1 พฤษภาคม 2568 เงินเดือน 11,380 บาท และขอปรับตำแหน่งความมั่นคงในอาชีพลูกจ้าง สพฐ.ทุกตำแหน่ง ซึ่งขณะนี้ สพฐ. ได้ทำหนังสือหารือและทำความตกลงกับกระทรวงการคลังแล้วรอกระทรวงการคลังตอบกลับมาก่อน ว่าจะสามารถปรับเปลี่ยนจากจ้างเหมา เป็นลูกจ้างชั่วคราวได้หรือไม่ ถ้ากระทรวงการคลังให้ความเห็นชอบ ก็ให้ทำหนังสือกลับไปที่สำนักงาน ก.พ.เพื่ิอขอเปิดกรอบอัตรากำลัง พร้อมกันนี้ สพฐ.ก็จะทำหนังสือเสนอคณะรัฐมนตรี( ครม.)เพื่อขออนุมัติขอปรับเงินเดือนกลุ่มลูกจ้าง ให้เทียบเคียงข้าราชการทั่วไป คือ ครั้งแรกพฤษภาคม 2567 จาก 15,050 เป็น 16,560 บาท ตามมติครม. และครั้งที่2 วันที่ 1 พฤษภาคม 2568 เป็น 18,000 บาท ซึ่งลูกจ้างประจำ และลูกจ้างชั่วคราว ไม่ได้อยู่ในหลักเกณฑ์นี้อยู่แล้ว แต่สพฐ. จะทำเทียบเคียงเพื่อชดเชยให้บุคลากรกลุ่มนี้

นายพัฒนะ กล่าวต่อไปว่า ส่วนสิทธิประกันสังคม ที่จะสิ้นสุดในวันที่ 31 มีนาคมนี้นั้น ทางสพฐ. ได้เสนอเปรียบเทียบเงินเดือนให้แล้ว ซึ่งผู้ที่ต้องการใช้สิทธิประกันสังคมต่อเนื่องก็สามารถจ่ายเงินสมทบได้ในมาตรา 39 และมาตรา40 เนื่องจากขณะนี้สำนักงบประมาณ ไม่ได้จัดสรรเงินในส่วนนี้ให้กับ สพฐ.แล้ว อย่างไรก็ตาม ที่พูดมาทั้งหมดนี้ต้องรอต้องรอหนังสือตอบกลับจากกระทรวงการคลังก่อน  จึงจะสามารถดำเนินการตามขั้นตอนได้ ส่วนจะใช้เวลาเท่าไรนั้น ไม่สามารถตอบได้ ทั้งหมดนี้ไม่ใช่ว่าสพฐ.จะเพิกเฉย แต่ทุกอย่างต้องทำตามขั้นตอน

ด้าน นายวรวิทย์ อัคราภิชาต ผู้แทนสมาพันธ์เจ้าหน้าที่ธุรการโรงเรียนแห่งประเทศไทยและกลุ่มลูกจ้าง สังกัดสพฐ. กล่าวว่า มติที่ประชุมลูกจ้างเหมาทั้ง 5 ตำแหน่ง จะเดินทางมาทวงถามความคืบหน้าเรื่องดังกล่าว ในวันที่ 18 มีนาคม นี้ ซึ่งคาดว่าจะมีตัวแทนสมาพันธ์ฯ กว่า 1 พันคน เพราะที่ผ่านมาทางสพฐ. รับปากจะหารือกระทรวงการคลัง และสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน( ก.พ.) เพื่อหาแนวทางแก้ไข แต่ก็ยังไม่มีความคืบหน้า

“สิทธิประกันสังคมของกลุ่มลูกจ้างจะสิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม ทำให้สิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่เคยได้รับถูกเพิกถอน ทำให้กลุ่มลูกจ้างกว่า 7 หมื่นคนทั่วประเทศ มีความกังวล โดยที่ผ่านมา ทราบว่า ทางคณะกรรมาธิการการศึกษา (กมธ.) สภาผู้แทนราษฎร ได้เร่งรัดให้ สพฐ. ไปหารือกระทรวงการคลัง และก.พ. เพื่อขอกรอบอัตรากำลัง แต่ก็ยังไม่ได้รับคำตอบใดๆ จากสพฐ. “นายวรวิทย์  กล่าว