เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2568 พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่ากระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยภายหลังการประชุมประสานภารกิจกระทรวงศึกษาธิการ ครั้งที่ 6/2568 ว่า การประชุมวันนี้มีการติดตามความก้าวหน้าการขับเคลื่อนเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษา PISA โดย สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) ได้จัดอบรมสร้างและพัฒนาข้อสอบวัดความฉลาดรู้ด้านการอ่าน วิทยาศาสตร์ และคณิตศาสตร์ ในระดับเขตพื้นที่ จำนวน 245 เขตพื้นที่ 78 ห้องเรียน ซึ่งมีกลุ่มเป้าหมายทั้งสิ้น 445,624 คน ลงทะเบียนแล้ว 239,098 คน อบรมแล้วเสร็จ 147,794 คน , มีการนำชุดพัฒนาความฉลาดรู้ 3 โดเมน ไปใช้ในห้องเรียน 6 – 8 กิจกรรม คิดเป็นร้อยละ 87.89 , มีการวางแผนจัดทำชุดพัฒนาความฉลาดรู้สำหรับนักเรียน ม.4 เพื่อสอนเสริมเพิ่มพูนในรูปแบบ Anywhere Anytime และมีการเตรียมจัด Computer Summer Camp 2025 ส่งเสริมการใช้คอมพิวเตอร์เพื่อการเรียนรู้รูปแบบ Anywhere Anytime ช่วงระหว่างเดือนมีนาคม – พฤษภาคม 2568
ส่วนสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา(สกศ.) ได้นำเสนอปัญหาของการเตรียมตัวสอบ PISA ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจาก “ทรัพยากรที่จำกัด” โดยนำเสนอแนวทางการเตรียมความพร้อมการทดสอบ PISA2025 (PISA 2025 Check List) 4 กระบวนการ ได้แก่ 1. สร้างแรงจูงใจแก่นักเรียน ครู ไปจนถึงผู้อำนวยการโรงเรียนให้เห็นถึงความสำคัญของการสอบ PISA Style 2. สร้างทักษะ ให้เด็กกลุ่มเป้าหมายได้มีโอกาสทดลองข้อสอบ ครูสามารถออกข้อสอบแนว PISA ได้ และจัดทำ Application โดยนำ AI เข้ามาช่วย ซึ่งมีแผนพัฒนา AI ในช่วงเดือนเมษายนนี้ ก่อนนำไปใช้ทดสอบกับกลุ่มผู้ใช้จริงในเดือนมิถุนายน 3. โครงสร้างพื้นฐาน โดยมีการตรวจเช็คความพร้อมของอุปกรณ์สอบ PISA 4. ระบบสนับสนุน โดยสร้างความรู้ความเข้าใจให้หน่วยงานในระดับบริหารเห็นความสำคัญ
รมว.ศึกษาธิการ กล่าวต่อไปว่า สกศ.ยังได้รายงานการจัดอันดับ English Proficiency Index (EF EPI) ว่า ตามที่ EF ได้จัดอันดับ English Proficiency Index (EF EPI) ซึ่งเป็นการจัดอันดับประเทศและภูมิภาคด้วยทักษะภาษาอังกฤษ ซึ่งดัชนีทักษะภาษาอังกฤษของไทย อยู่ในอันดับ 106 จาก116 ประเทศ นั้น เมื่อดูในรายละเอียดสถิติคะแนนสอบของผู้เข้าสอบเป็นช่วงอายุ 18 ปีขึ้นไป ซึ่งผู้เข้าสอบช่วงอายุ 41-50 ปี ยังได้คะแนนน้อยที่สุด อย่างไรก็ตาม ศธ.ได้นำเรื่องนี้มาวิเคราะห์เพื่อวางแผนระยะยาวและมีมาตรการเร่งส่งเสริมให้มีการใช้ภาษาอังกฤษและภาษาต่างประเทศ โดยมอบหมายให้เลขาธิการคุรุสภา ประสานงานกับทางกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) มหาวิทยาลัย และหน่วยงานภายใต้กำกับของ ศธ. ที่เป็นกลุ่มเป้าหมาย โดยเฉพาะ สกศ. และ กรมส่งเสริมการเรียนรู้(สกร.)เพื่อกระตุ้นการฝึกทักษะด้านภาษาและเห็นความสำคัญของการเข้าทดสอบต่าง ๆ
“นอกจากนี้มีการรายงานการติดตามเด็กนอกระบบการศึกษาเชิงระบบ (THAILAND Zero Dropout) โดย สกศ. รายงานผลการดำเนินงานการติดตามเด็กนอกระบบการศึกษาเชิงระบบ (Thailand Zero Dropout) ข้อมูลเด็กวัยเรียนที่อยู่นอกระบบการศึกษา ภาคบังคับ (6-15 ปี) ณ วันที่ 3 – 17 ก.พ. 2568 จำนวนเด็กนอกระบบการศึกษา 1,025,514 คน ติดตามแล้ว 976,123 คน (ร้อยละ 95.18) และสามารถนำเด็กเข้าสู่ระบบการศึกษา 321,765 คน (ร้อยละ 31.38) ยังไม่ได้ติดตาม 49,391 คน (ร้อยละ 4.82)ซึ่งติดตามเด็กวัยเรียนภาพรวมเพิ่มขึ้น 95,038 คน (สพฐ. 61,298 คน ศธจ. 33,740 คน) เป็นเด็กไทย 59,717 คน และเด็กต่างชาติ 35,321 คน และ มีการติดตามเด็กนอกระบบการศึกษา ที่อยู่ในวัยเรียน (เด็กตกหล่น) โดย สพฐ. สำเร็จแล้ว 616,625 คน ครบร้อยละ 100
“ปีนี้ถือว่าเป็นปีที่เราได้ลงพื้นที่ ติดตามเด็กตกหล่น ทำให้ได้เห็นปัญหาทั้งหมด และโครงการตามน้องกลับมาเรียน นำการเรียนไปให้น้อง ของ สพฐ. ก็ได้ผลดี ซึ่งเป็นแนวทางที่ดี และคิดว่าในปีต่อไปเด็กหลุดระบบจะน้อยลง แต่ก็ต้องมีการวางกระบวนการใหม่เพื่อลดภาระให้กับโรงเรียน โดยต้องดูปัญหาในแต่ละกรณีเพื่อให้เจ้าภาพในพื้นที่ที่รับผิดชอบได้ช่วยติดตามช่วยโรงเรียน เพราะครูจะต้องดูในมิติของการเรียนการสอน ส่วนการตามเด็กให้เป็นหน้าที่ของฝ่ายปกครอง อย่างไรก็ตามปีนี้ที่เราประสบความสำเร็จในการติดตามเด็ก ผมเชื่อว่าเป็นเพราะความร่วมมือที่ดีกับหลาย ๆ หน่วยงานในการดำเนินการตามแนวทางจับมือไว้แล้วไปด้วยกัน ”รมว.ศึกษาธิการกล่าว






เมื่อวันที่ 17 ก.พ. 2568 ที่ จังหวัดสงขลา นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสถานศึกษา พร้อมมอบนโยบายการจัดการศึกษาในการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)สัญจรนอกสถานที่ จ.สงขลา วันที่ 17-18 ก.พ โดยได้ลงตรวจเยี่ยมที่โรงเรียนสงขลาพัฒนาปัญญา จ.สงขลา
รมช.ศึกษาธิการ กล่าวต่อไปว่า รมว.ศึกษาธิการได้รับเรื่องจากโรงเรียนในพื้นที่ และ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.)ต่าง ๆ ว่าอยากจะสนับสนุนงบประมาณให้กับโรงเรียน แต่มีระเบียบของกระทรวงมหาดไทยเรื่องเงินอุดหนุนของท้องถิ่นถ้าสนับสนุนไปที่โรงเรียน โรงเรียนจะต้องมีเงินสมทบ 25% ทำให้โรงเรียนขนาดเล็กจะไม่มีโอกาสได้รับเงินสนับสนุนจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เนื่องจากโรงเรียนไม่สามารถหาเงิน 25%มาสมทบได้ ดังนั้น รมว.ศึกษาธิการ จะทำเรื่องถึงกระทรวงมหาดไทย ให้ปลดล็อคระเบียบนี้เฉพาะเรื่องการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ เนื่องจากเฉพาะงบประมาณที่จะลงไปให้โรงเรียนก็ไม่เพียงพออยู่แล้ว อย่างไรก็ตามจากการตรวจเยี่ยมโรงเรียนสงขลาพัฒนาปัญญา ซึ่งเป็นนักเรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา ออทิสติก ถือว่าจัดการเรียนการสอนได้ดี เป็นศูนย์บ่มเพาะการเรียนรู้เพื่อสร้างรายได้สู่ความยั่งยืน ส่งเสริมทักษะการมีงานทำสำหรับเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา ส่งผลให้ผู้เรียน ครูมีความรู้มีทักษะในด้านของอาชีพ นักเรียนสามารถนำไปประกอบอาชีพ ทั้งระหว่างเรียนและจบการศึกษาได้
“การพัฒนาการศึกษาเราจะต้องประสานงานและต้องจับมือกัน จับมือในหน่วยงานตัวเองจับมือนอกหน่วยงาน เพื่อให้การศึกษาบรรลุเป้าหมาย“ นายสุรศักดิ์ กล่าว
โดย นายชัยวัฒน์ คลังทรัพย์ ศึกษาธิการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา กล่าวว่า การใช้กระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps ในการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนเซนต์แอนโทนีบางปะอินสอดคล้องกับนโยบาย “เรียนดี มีความสุข” ของพลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งผลจะลงสู่ผู้เรียนโดยตรง หมายความว่ากระบวนการ GPAS 5 Steps เป็นนวัตกรรมสามารถตอบโจทย์โลกยุคใหม่พลิกโฉมการศึกษาการจัดการเรียนการสอนได้ ดังนั้นในฐานะศึกษาธิการจังหวัด ที่ดูแลการจัดการศึกษาภายในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ก็จะพยายามนำนวัตกรรมนี้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด เพื่อสนองนโยบาย “เรียนดี มีความสุข” ของรมว.ศึกษาธิการ โดยพร้อมจะสนับสนุนให้ทุกโรงเรียนในทุกสังกัดได้นำ GPAS 5 Steps ไปใช้ในการจัดการเรียนการสอนสอน ให้เด็กเกิดการเรียนรู้
ดร.นารี คูหาเรืองรอง ที่ปรึกษาโรงเรียนเซนต์แอนโทนีบางปะอิน กล่าวว่า การจัดการเรียนการสอนด้วยรูปแบบ Active Learning ผ่านกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps ทำให้นักเรียนเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก จากเดิมเด็กอาจจะไม่ค่อยกล้าแสดงออก ไม่ค่อยพูดในเรื่องของเนื้อหา หลักการ ยังมีความสับสน แต่เมื่อนำ GPAS 5 Steps มาใช้ ซึ่งเป็นการสอนให้เกิดกระบวนการคิดอย่างเป็นลำดับ ขั้นตอน ทำให้นักเรียนได้ฝึกปฏิบัติอย่างเป็นกระบวนการ เกิดความสนุกสนาน มีการนำเสนอที่สามารถช่วยสร้างความมั่นใจให้เด็กได้แสดงออกในเวทีต่าง ๆ ทำให้เห็นการเปลี่ยนแปลงของนักเรียนอย่างชัดเจน และยังมีการนำความรู้หรือหลักการของรายวิชาต่าง ๆ มาบูรณาการ และนำมาศึกษาเชิงลึกทำให้เกิดเป็นนวัตกรรม ความคิดสร้างสรรค์ ที่ทำให้เด็กรู้ว่านวัตกรรมที่สร้างสรรค์ขึ้นมานั้นมีจุดแตกต่างจากของเดิมอย่างไรบ้าง แล้วมีการใส่แนวคิดใหม่ ๆ เข้าไป ทำให้เกิดคุณค่าของนวัตกรรมชิ้นนี้ ซึ่งจะสามารถนำไปเชื่อมโยงกับการพัฒนาประเทศ คือ สามารถพัฒนาเศรษฐกิจ พัฒนารายได้ของครอบครัว ชุมชนได้ ทำให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงได้อย่างชัดเจน
นายวุฒินันท์ โชคอำนวย ผู้อำนวยการโรงเรียนเซนต์แอนโทนีบางปะอิน กล่าวว่า ผู้ปกครองให้การตอบรับการจัดการเรียนการสอนด้วยรูปแบบ Active Learning ผ่านกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps เป็นอย่างดี ว่า โรงเรียนมีรูปแบบการจัดการสอนที่เน้น ผู้เรียนเป็นสำคัญ ให้ผู้เรียน ได้ฝึกปฏิบัติจริงจนเกิดทักษะที่จำเป็นในอนาคต ทั้งทักษะชีวิต ทักษะการคิดวิเคราะห์และทักษะการคิดเชิงสร้างสรรค์ ทำให้ผู้เรียนเกิดสมรรถนะที่มีคุณภาพ และมีความสุขในการเรียนตามนโยบาย เรียนดี มีความสุข ของ กระทรวงศึกษาธิการ
ดร.ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์ ประธานกรรมการบริหารสถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ(พว)อดีตกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา กล่าวว่า หลักสูตรของประเทศไทยรวมถึงหลักสูตรทั่วโลกจะเน้นกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบเป็นสำคัญ ซึ่งเป็นไปตามมาตรฐานสากล และประเทศไทยก็มีการบรรจุไว้ในแผนพัฒนาประเทศด้านการศึกษา ขณะเดียวกันกระทรวงศึกษาธิการ ก็ให้เน้นย้ำเรื่องของกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps เช่นกัน แต่ในทางปฏิบัติคนไทยยังเข้าไม่ถึงกระบวนการนี้ การเรียนการสอนจึงเป็นการสอนไปตามรายวิชา ทำให้เด็กยังไม่บรรลุตามเป้าหมาย ขณะที่ในชีวิตจริงของมนุษย์หรือคนทุกคนจะต้องไปอยู่ในสถานการณ์ที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง โดยกระบวนการเรียนรู้แบบ Active Learning ผ่านกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps จะเป็นการเรียนรู้ผ่านกระบวนการและหลักการ เพื่อให้ผู้เรียนสามารถนำกระบวนการและหลักการไปใช้ได้ในทุกสถานการณ์ทุกวิถีชีวิต และพัฒนาต่อเนื่องอย่างไม่หยุดยั้งไม่มีวันลืม
ด้าน นายชุติพนธ์ ทองรุจิโรจน์ ผู้รับใบอนุญาตจัดตั้งโรงเรียนเซนต์แอนโทนีบางปะอิน กล่าวว่า โรงเรียนเซนต์แอนโทนีบางปะอิน ได้จัดตั้งมา 15 ปีแล้ว และมีนักเรียนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ตนดีใจที่ผู้บริหารและครูในโรงเรียนได้นำกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps มาสอนเด็ก ซึ่งทำให้เด็กเรียนอย่างมีความสุขเพราะเขาได้คิดเองทำเอง ตัวผมเองก็มีความสุข เด็กที่เข้ามาเรียนทุกคนก็ปลอดภัย และมีสุขภาพพลานามัยแข็งแรง สุขภาพจิตดี เพราะเรามีสิ่งอำนวยความสะดวกทุกอย่างให้เด็กได้เล่นและทำกิจกรรมในรั้วโรงเรียนของเรา
ว่าที่ร้อยตรี ธนุ กล่าวว่า ตามที่รัฐบาล น.ส.แพรทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้มีนโยบายขับเคลื่อนโครงการ Thailand Zero Dropout แก้ปัญหาเด็กหลุดจากระบบการศึกษาและเด็กตกหล่น ซึ่ง กระทรวงศึกษาธิการ ภายใต้การนำของ พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจที่จะค้นหาเด็กตกหล่นและเด็กออกจากระบบการศึกษากลางคัน โดยในส่วนของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.)มีเด็กตกหล่นและหลุดจากระบบการศึกษามากที่สุด และได้ดำเนินโครงการขับเคลื่อนนโยบายการแก้ปัญหา “เด็กที่อยู่นอกระบบการศึกษา” และ “เด็กตกหล่น” ให้กลับเข้าสู่ระบบการศึกษา มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2565 นำร่องดำเนินการ 7 จังหวัด และในปี พ.ศ. 2566 ขยายพื้นที่ดำเนินการเป็น 13 จังหวัด ครอบคลุม 4 ภูมิภาค จนเกิดเป็นนโยบาย Thailand Zero Dropout โดยกระทรวงศึกษาธิการได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือมาตรการขับเคลื่อนประเทศไทยเพื่อแก้ปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาให้กลายเป็นศูนย์ เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2567 ร่วมกับ 10 หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และในปี พ.ศ. 2568 กระทรวงศึกษาธิการ โดย สพฐ. ได้ต่อยอดต้นทุนการทำงานเดิม พัฒนาเป็นโครงการ “พาน้องกลับมาเรียน นำการเรียนไปให้น้อง” OBEC Zero Dropout ขยายผลดำเนินการครบทั้ง 77 จังหวัดทั่วประเทศ และในวันนี้(14 กุมภาพันธ์ 2568)ซึ่งเป็นวันดี วัน”แห่งความรัก” สพฐ.ตนได้รับรายงานจาก ดร.นิยม ไผ่โสภา ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนการศึกษาขั้นพื้นฐาน สพฐ.ว่า สามารถค้นหาเด็กตกหล่นและเด็กออกจากระบบกลางคันทั้ง 245 เขตพื้นที่ฯทั่วประเทศได้ครบ 100% แล้ว แบ่งเป็นเด็กหลุดจากระบบการศึกษา จำนวน 616,625 คน เด็กออกกลางคัน จำนวน 106,966 คน รวม 723,591คน และวันนี้ สพฐ.ได้ประกาศตัวเลขและจัดพิธีมอบใบประกาศนียบัตร ให้กับผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทุกเขตพื้นที่ทั้ง 245 เขต และผู้อำนวยการเขตตรวจราชการดีเด่นด้านการบริหารจัดการ จำนวน 18 เขตตรวจราชการ เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ต่อไป
“เป็นที่น่าชื่นชมว่า สพฐ.เป็นหน่วยงานแรก และมีเด็กจำนวนมาก ที่เราสามารถติดตาม ค้นหา เด็กออกจากระบบการศึกษาได้ครบทุกคน ทุกเขตพื้นที่ฯทุกโรงเรียนรวมถึงเด็กที่อยู่ในการศึกษาพิเศษด้วย เป็นวันที่พวกเรามีความสุขที่สุด เป็นวันแห่งความรัก ทั้งนี้ ผมขอขอบคุณที่ทุกหน่วยงานที่ร่วมมือร่วมใจกันค้นหาเด็กที่ไม่ได้เข้าสู่ระบบการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งปี 2568 ถือเป็นปีแห่งการท้าทายในเรื่องของการศึกษา จะเห็นได้ว่าตัวเลขที่เราได้มา 1.2 ล้าน ที่หลุดจากระบบการศึกษา เห็นแล้วไม่สบายใจ ตกใจ ซึ่งเราจะนิ่งนอนใจไม่ได้ รัฐมนตรีว่าการ และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ก็สั่งการให้ถือเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ ต้องตามเด็กเหล่านี้เข้ามาสู่ระบบการศึกษาให้ได้มากที่สุด ซึ่งตนก็ได้มอบหมายให้ ดร.นิยม ไผ่โสภา ซึ่งเป็นผอ.กองแผนและนโยบาย สพฐ.ช่วยตามขับเคลื่อนกันทั้งประเทศ ซึ่งก็เป็นที่น่ายินดีว่าภายในไม่ถึง 2 เดือน เราก็สามารถค้นหาเด็กครบ 100% ซึ่งเป็นความภาคภูมิใจของ สพฐ.ซึ่งผมจะรายงานให้ รัฐมนตรีรับทราบต่อไป”เลขาธิการกพฐ.กล่าวก็็
ว่าที่ร้อยตรี ธนุ กล่าวต่อไปว่า อย่างไรก็ตาม สำหรับการดำเนินงานระยะต่อไป เมื่อเราค้นหาเด็กเจอแล้วว่าเป้าหมายอยู่ที่ไหน ก็จะนำพวกเขาสู่ระบบการศึกษาให้ได้มากที่สุด แต่ถ้าเด็กคนไหนไม่สามารถกลับมาเรียนได้ ก็จะพาการศึกษาไปให้พวกเขา เราจะไม่ยอมให้เด็กตกหล่นและจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ซึ่งสพฐ. ได้พัฒนาแนวปฏิบัติการจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่นด้วยแนวทาง “1 โรงเรียน 3 รูปแบบ” สำหรับสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ในสังกัด สพฐ. เพื่อเอื้อให้สถานศึกษาได้พัฒนานวัตกรรมการศึกษาที่ยืดหยุ่นเพื่อจัดการศึกษาให้เด็กและเยาวชนที่มีเงื่อนไขข้อจำกัดในชีวิตได้ยังคงอยู่ในระบบการศึกษาที่เหมาะสมและตอบโจทย์ชีวิต ได้แก่ นวัตกรรมโรงเรียนมือถือ (Mobile School) นวัตกรรม 1 โรงเรียน 3 รูปแบบ ที่ทำให้นักเรียนเรียนรู้ได้ทุกสถานที่ทุกเวลา (Anywhere Anytime) อีกทั้งเชื่อมโยงการเรียนรู้กับชุมชน ภาคเอกชน ผู้ประกอบการ เรียนผ่านการเก็บ Credit Bank ทำให้เรียนไปพร้อมมีรายได้ (Learn to Earn) ตอบโจทย์ชีวิตผู้เรียน ครอบครัว และชุมชน เพื่อการยกระดับคุณภาพการศึกษา “เรียนดี มีความสุข” ในภาพรวมของประเทศอย่างยั่งยืน









