”ยศพล” นำทีมชาวอาชีวะประกาศเจตนารมณ์ ไม่ทน ไม่เฉย ต่อการทุจริต เดินหน้าสร้างองค์กรโปร่งใส OVEC Together Against Corruption”

เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2568 นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) พร้อมทีมผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ประกาศเจตนารมณ์การต่อต้านการทุจริต ภายใต้แนวคิด “สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ไม่ทน ไม่เฉย ต่อการทุจริต (OVEC Together Against Corruption)” ประจำปีงบประมาณ 2568 โดยมีผู้บริหาร บุคลากรในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา หน่วยงานส่วนกลาง สำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัด สถาบันการอาชีวศึกษา ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีวศึกษาภาค และสถานศึกษาอาชีวศึกษาทุกแห่ง ภายในการประชุมผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ครั้งที่ 1 / 2568 ณ ห้องประชุม 5 ชั้น 1 สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา และผ่านระบบการประชุมอิเล็กทรอนิกส์ ผ่านโปรแกรม Zoom Cloud Meeting / Facebook Live และ Youtube Live

นายยศพล กล่าวว่า สอศ.ขานรับนโยบาย ต้านทุจริต วางรากฐานภาครัฐที่โปร่งใส ตามที่รัฐบาลได้กำหนดให้ “การแก้ไขปัญหาการทุจริต” เป็น “วาระแห่งชาติ” เดินหน้า No Gift Policy ปรับปรุงกฎหมายและระบบการทำงานของภาครัฐ เพื่อขจัดค่านิยมอุปถัมภ์ ลดผลประโยชน์ทับซ้อน และดำเนินคดีทั้งในด้านวินัยและอาญาอย่างจริงจัง สร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนผ่านระบบการทำงานภาครัฐที่มีคุณธรรมและความโปร่งใส ซึ่งเป็นการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนให้เป็นที่ยอมรับระดับสากล และเป็นไปตามนโยบายของ พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้ให้ความสำคัญในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต การบริหารโดยยึดถือนโยบายเรื่องความซื่อสัตย์ สุจริต และการไม่เรียก ไม่รับ หรือไม่ยอมรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใด และยุทธศาสตร์ชาติ ระยะ 20 ปี (พ.ศ. 2561 – 2580) ด้านที่ 6 ด้านการปรับสมดุล และพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ

เลขาธิการ กอศ. กล่าวต่อไปว่า กิจกรรมประกาศเจตนารมณ์การต่อต้านการทุจริต เป็นการแสดงพลังร่วมของ สอศ. ในการขับเคลื่อนวัฒนธรรมองค์กรที่โปร่งใส ต้านการทุจริตอย่างจริงจัง และมีธรรมาภิบาล โดยยึดหลัก 3 ป ได้แก่ ปลูกฝัง ป้องกัน และปราบปราม ส่งเสริมบุคลากรให้ตระหนักปลุกจิตสำนึกถึงการต่อต้านการทุจริตและคอร์รัปชันในทุกรูปแบบ โดย สอศ. ร่วมกันประกาศเจตนารมณ์ “จะยึดมั่นในสถาบันหลักอันได้แก่ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ จะเป็นคนดี มีคุณธรรมประพฤติปฏิบัติตนในสัมมาอาชีพด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต เป็นหลักสำคัญมั่นคง ดำรงตนอยู่ด้วยความมีเกียรติและศักดิ์ศรี ความเป็นมนุษย์กล้ายืนหยัดในสิ่งที่ถูกต้อง ปฏิบัติงานราชการอย่างถูกต้อง ชอบธรรม ไม่ทนต่อการทุจริตทุกรูปแบบ และไม่ใช้ตำแหน่งหน้าที่หาประโยชน์บนความทุกข์ยากของประชาชนและปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มความสามารถตามค่านิยมในการบริหารงานอันได้แก่ ซื่อสัตย์ สามัคคี มีความรับผิดชอบ ตรวจสอบได้ โปร่งใส มุ่งผลสัมฤทธิ์ของงาน กล้าหาญในสิ่งที่ถูกต้องรวมถึงปฏิบัติตนตามมาตรฐานทางจริยธรรมของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ข้าพเจ้าขอถวายสัจวาจาว่า จะประพฤติตนตามรอยพระยุคลบาท สืบสาน พระราชปณิธาน รักษา ต่อยอดศาสตร์ของพระราชาผู้ทรงธรรม ดำเนินชีวิต ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้วยความเพียรอันบริสุทธิ์ยืนเคียงข้างสุจริตชน เพื่อความมั่นคง มั่งคั่ง ยังยืน ของราชอาณาจักรไทยสืบไป”

“คำประกาศนี้ คือความสำคัญของ สอศ. บุคลากรทุกระดับในสังกัดทุกคน ต้องปฏิบัติตามกฎ ระเบียบอย่างเคร่งครัด ปฏิเสธการรับของขวัญ ของกำนัล หรือผลประโยชน์อื่นใดที่อาจตีมูลค่าเป็นเงินได้ ทั้งก่อน ระหว่าง และหลังการปฏิบัติหน้าที่ยกเว้นกรณีที่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด ซึ่ง สอศ. โดยกลุ่มงานจริยธรรม ดำเนินการส่งเสริมจริยธรรม คุณธรรม และวินัยข้าราชการ ยกระดับธรรมาภิบาล ป้องกันการทุจริตและประพฤติมิชอบ อีกทั้งยังบูรณาการกับหน่วยงานทั้งภายในและภายนอก เพื่อสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่โปร่งใส และเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน” เลขาธิการ กอศ. กล่าว

 

บุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค.(2)นั่งเก้าอี้ผู้บริหารสถานศึกษาได้แล้ว

ผศ.ดร.อมลวรรณ  วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา กล่าวว่า จากประกาศในราชกิจจานุเบกษา เรื่องข้อบังคับคุรุสภาว่าด้วยมาตรฐานวิชาชีพ (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2567 ที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 10 มกราคม 2568 ซึ่งประกาศดังกล่าวจะเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับว่าด้วยมาตรฐานวิชาชีพ พ.ศ. 2556 เพื่อกำหนดมาตรฐานวิชาชีพของผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาขึ้นใหม่ สาระสำคัญของการปรับแก้ไขข้อบังคับฉบับนี้ คือมีการยกเลิกข้อความใน (ข) มาตรฐานประสบการณ์วิชาชีพข้อ 7 ของข้อบังคับคุรุสภา ว่าด้วยมาตรฐานวิชาชีพ พ.ศ. 2556 ในส่วนของมาตรฐานประสบการณ์วิชาชีพผู้บริหารสถานศึกษา ที่กำหนดมาตรฐานประสบการณ์วิชาชีพไว้เดิมนั้น ปรับปรุงแก้ไขใหม่เป็น 1) มีประสบการณ์ด้านปฏิบัติการสอนมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี หรือ 
2) มีประสบการณ์ด้านปฏิบัติการสอนและต้องมีประสบการณ์ในตำแหน่งหัวหน้าหมวด หรือหัวหน้าสาย หรือหัวหน้างาน หรือตำแหน่งบริหารอื่นๆ ในสถานศึกษามาแล้วไม่น้อยกว่า 2 ปี หรือ 3) มีประสบการณ์ในตำแหน่งหัวหน้างาน หรือตำแหน่งบริหารอื่นๆ ในหน่วยงานการศึกษามาแล้วไม่น้อยกว่า 2 ปี และผ่านการพัฒนาตามหลักสูตรที่สำนักงานเลขาธิการคุรุสภากำหนด ซึ่งการปรับข้อความดังกล่าวเป็นการเพิ่มโอกาสให้แก่บุคลากรทางการศึกษาที่มีประสบการณ์เป็นหัวหน้างานหรือตำแหน่งบริหารอื่นๆ ในหน่วยงานการศึกษามาแล้ว สามารถใช้ประสบการณ์ที่ดำรงตำแหน่งเป็นคุณสมบัติในการขอใบอนุญาตประกอบวิชาชีพผู้บริหารสถานศึกษาได้

ผศ.ดร.อมลวรรณ กล่าวต่ออีกว่า นอกจากการเพิ่มโอกาสให้บุคลากรทางการศึกษาสามารถเข้าสู่เส้นทางผู้บริหารสถานศึกษาได้แล้ว ในข้อบังคับเดียวกันยังได้ยกเลิกความใน (ข) ของข้อ 9 ในส่วนของมาตรฐานประสบการณ์วิชาชีพศึกษานิเทศก์ด้วย โดยแก้ไข 1) มีประสบการณ์ตามข้อใดข้อหนึ่ง ดังต่อไปนี้ 1.1) มีประสบการณ์ด้านปฏิบัติการสอนมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี 1.2) มีประสบการณ์ด้านปฏิบัติการสอนและมีประสบการณ์ในตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษา รวมกันมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี 1.3) มีประสบการณ์ด้านปฏิบัติการสอนในสถานศึกษาหรือสถาบันมาแล้วไม่น้อยกว่า 2 ปี และมีประสบการณ์การนิเทศ หรือการกำกับติดตาม หรือการวิจัยร่วมกับสถานศึกษา และ 2) มีผลงานทางวิชาการที่มีคุณภาพและมีการเผยแพร่ ซึ่งก็จะเป็นการเพิ่มโอกาสให้บุคลากรทางการศึกษาผู้ที่มีประสบการณ์ด้านการนิเทศ การกำกับติดตาม และการวิจัย สามารถนำประสบการณ์ดังกล่าวมาใช้เป็นคุณสมบัติในการขอใบอนุญาตประกอบวิชาชีพศึกษานิเทศก์ได้เช่นกัน

“การปรับแก้ข้อบังคับมาตรฐานวิชาชีพ ฉบับที่ 6 นี้ จะส่งผลให้บุคลากรทางการศึกษาทุกกลุ่ม รวมถึงบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค.(2) ที่มีความรู้ ความสามารถ มีประสบการณ์และมีจิตสำนึกดี จะมีโอกาส มีความก้าวหน้าเข้ามาเป็นผู้บริหารสถานศึกษา และศึกษานิเทศก์ได้ โดยเฉพาะบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค.(2) ที่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูและสำเร็จการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา สาขาบริหารการศึกษา สามารถนำประสบการณ์การบริหารในหน่วยงานเขตพื้นที่ เพื่อขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพผู้บริหารสถานศึกษาได้ และผู้ที่มีประสบการณ์ด้านปฏิบัติการสอนในสถาบันและมีประสบการณ์การนิเทศ หรือการกำกับติดตาม หรือการวิจัยร่วมกับสถานศึกษา ที่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู สามารถขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพศึกษานิเทศก์ได้ด้วย ซึ่งจะเป็นการสนับสนุนและเปิดโอกาสให้บุคลากรทางการศึกษาสามารถเลือกเปลี่ยนสายงานได้ เพื่อให้เกิดความก้าวหน้าในวิชาชีพ อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มช่องทางให้ผู้ที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาสู่วิชาชีพทางการศึกษามากขึ้นอีกด้วย รวมทั้งเป็นการส่งเสริมคนดี คนเก่ง ให้มาร่วมกันสร้างและพัฒนาการศึกษาให้มีคุณภาพที่ดียิ่งขึ้นไป” เลขาธิการคุรุสภา กล่าว.

“เสมา 1” ขอบคุณ สพฐ.ร่วมขับเคลื่อน “เรียนดี มีความสุข” ส่งกำลังใจให้ครูอย่าหวั่นไหวถูกพาดพิง ขอให้เดินหน้าตามแนวทาง ทำดี ทำได้ ทำทันที ต่อไป

เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2568  พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวในการประชุมผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) และ เขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ ผ่านระบบออนไลน์ (Zoom meeting) จากโรงเรียนบุรีรัมย์พิทยาคม ว่า ต้องการมาพบปะผู้บริหาร สพฐ. ส่วนกลางและเขตพื้นที่ เพื่อขอบคุณที่ทุกฝ่ายช่วยกันขับเคลื่อนนโยบาย เรียนดี มีความสุข เป็นอย่างดี โดยเฉพาะการยกระดับคุณภาพการศึกษาสู่มาตรฐานสากล (PISA) ในการร่วมมือร่วมใจเตรียมตัวนักเรียนสำหรับเข้าสอบ PISA ในปีนี้ เชื่อว่าหากผลสอบดีขึ้น ก็จะสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนและนักท่องเที่ยวมากขึ้นเช่นกัน

“ขอถือโอกาสนี้ ขอบคุณผู้บริหารอีกครั้ง รวมทั้งคุณครูทุกคน เพราะการขับเคลื่อนนโยบาย เรียนดี มีความสุข หากขาดทุกคนคงจะดำเนินการได้ยาก และขอความร่วมมือพวกเราช่วยกันพัฒนาการศึกษาของเราให้ดียิ่งขึ้นต่อไป และในกรณีมีการพาดพิงถึงครูไทย ขอฝากให้กำลังใจไปยังครูไทยทุกคน ผมเชื่อมั่นว่าครูของเราเก่งอยู่แล้ว ขออย่าหวั่นไหวและให้ทำหน้าที่อย่างเต็มที่ต่อไป ตามแนวทาง ทำดี ทำได้ ทำทันที”รมว.ศึกษาธิการกล่าว

สพม.บุรีรัมย์ พร้อมแล้วจับมือไว้แล้วไปด้วยกัน เตรียมจัดการสอบโอเนต


วันที่ 29 มกราคม 2568  ส.ต.ต.นพดล นพเคราะห์ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาบุรีรัมย์ (สพม.บุรีรัมย์) ร่วมกับบุคลากรในสังกัด จัดเก็บเอกสารการสอบในการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติด้านขั้นพื้นฐาน (O-NET) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ของศูนย์สอบ สพม.บุรีรัมย์ การทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน O-NET (Ordinary National Educational Test) : เพื่อทดสอบ ความรู้และความคิดรวบยอดของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ตามมาตรฐาน การเรียนรู้ในหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 (ม.3) สอบวิชาภาษาไทย ภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ กำหนดการสอบ O-NET ปีการศึกษา 2567 นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 (ป.6) สอบวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2568 และนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 (ม.3) สอบในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2568

ศธ.เร่งดำเนินการแจกอุปกรณ์ตามโครงการ Anywhere Anytime รอ กรมบัญชีกลางอนุมัติสเปค

เมื่อวันที่ 29 ม.ค.2568 นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) เปิดเผยหลังการประชุมประสานภารกิจศธ. ว่า ที่ประชุมรับทราบมติคณะรัฐมนตรี(ครม.) ที่เห็นชอบโครงการส่งเสริมการศึกษาเท่าเทียมด้วยระบบดิจิทัลพัฒนาทักษะและเครดิตพอร์ตโฟลิโอ (The Digital Skill/Credit  Portfolio: Empowering Educations) โดยอนุมัติงบประมาณ 4,214,738,090  บาท  และโครงการจัดหาอุปกรณ์การเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมสนับสนุนการเรียนรู้ทุกที่ทุกเวลา หรือ Anywhere Anytime  งบประมาณ ระยะที่ 2 ปี เป็นงบผูกพันตั้งแต่ปี 2569-2573  จำนวน  29,765,253,600  บาทของศธ. สำหรับการแจกอุปกรณ์เสริมการสอนของนักเรียนและครูไม่ว่าจะเป็นแท็บเล็ต แล็บท็อป โน้ตบุค หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ ในรูปแบบเช่าใช้งานพร้อมสัญญานอินเตอร์เน็ตคุณภาพสูง โดยในปี 2568 ได้ขอจัดสรรเครื่องอุปกรณ์ดังกล่าวให้แก่นักเรียน จำนวนกว่า 6 แสนคนในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4-6 ในกลุ่มโรงเรียนคุณภาพชุมชนและโรงเรียนขยายโอกาส ส่วนในปี 2569 ได้ขอจัดสรรงบประมาณไปจำนวน 2.9 หมื่นล้านบาทสำหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายที่เหลือทั้งหมด ประมาณ 1.2 ล้านคน ซึ่งในงบประมาณของปี 2569 จะขยายผลไปยังนักเรียนชั้นมัธยมต้นในโรงเรียนคุณภาพ  โดยคาดว่า จะมีเด็กและครูได้รับอุปกรณ์เสริมการสอนรวมกว่า 1.8 ล้านคน ถือเป็นการยกระดับมาตรฐานคุณภาพการศึกษาไทยที่จะได้เห็นภาพอย่างชัดเจน

รมช.ศึกษาธิการ กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ ยังได้เห็นชอบให้ ศธ. โดย สอศ. ดำเนินโครงการส่งเสริมการเรียนรู้อาชีวศึกษาทุกที่ทุกเวลา งบประมาณ 3,302 ล้านบาท ประกอบด้วย โครงการจัดหาอุปกรณ์การเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมสนับสนุนการเรียนรู้ทุกที่ทุกเวลา 3,212 ล้านบาท สำหรับแจกให้ครูและนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.)1-3 ประมาณ 159,332 รายและโครงการผลิตสื่อวิดีทัศน์หรือสื่อโทรทัศน์เพื่อการศึกษาอาชีวศึกษา 90,000 บาท โดยอนุมัติก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณ ระยะเวลา 4 ปี (ปีงบประมาณ 2569-2572) เพื่อดำเนินโครงการฯ เช่นกัน

“ในปีงบประมาณ 2568 เราจะเริ่มดำเนินการเช่าอุปกรณ์เสริมเพื่อแจกนักเรียนและครู โดยขณะนี้ได้กำหนดสเปกและจัดทำร่างขอบเขตงานหรือทีโออาร์เสร็จเรียบร้อยแล้ว แต่ยังไม่สามารถระบุได้ว่า จะเป็นแท็บเล็ต หรือโน๊ตบุ๊ก เพียงแต่ขอให้เป็นไปตามสเปก คุณสมบัติ ซอฟต์แวร์ภายใน ที่กำหนด ซึ่งคาดว่า จะได้ข้อสรุปเร็วๆนี้ เหลือเพียงหารือรายละเอียดบางส่วนกับกรมบัญชีกลาง ซึ่งยังมีข้อกังวลอีกเล็กน้อย ในส่วนของคุณสมบัติของบริษัทที่จะเข้าร่วมประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ หรืออี-บิดดิ้ง ซึ่งศธ.ให้ความสำคัญกับมาตรฐานและคุณภาพ โดยบริษัทที่จะเข้าร่วมอี-บิดดิ้ง จะต้องเป็นบริษัทที่ได้มาตรฐาน มีผลงานและไม่เคยมีปัญหากับภาครัฐ เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและทุกอย่างต้องเป็นไปตามข้อกฎหมาย ซึ่งหากกรมบัญชีกลางให้ความเห็นชอบ ก็สามารถดำเนินการได้ทันที เชื่อว่าจะไม่มีปัญหา หากทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอนคาดว่าจะสามารถเช่าอุปกรณ์เสริม เพื่อแจกนักเรียนได้ทันภาคเรียนที่1 ปีการศึกษา2568  ” นายสุรศักดิ์กล่าว

นายสุรศักดิ์ กล่าวอีกว่า  สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) รายงานให้ที่ประชุมรับทราบการวิเคราะห์สภาวะการศึกษาไทย ของ Thai Education Situation Analysis (TESA) DASHBOARD ไตรมาสที่ 1 ปีงบประมาณ 2568 ชี้ให้เห็นว่า ผลการวิเคราะห์ลึกลงไปในการสอบ PISA 2022 ประเทศไทย มีกลุ่มเด็กช้างเผือกอยู่ถึง 15% ซึ่งมากกว่ากลุ่มประเทศสมาชิกที่มีอยู่เพียง 10% ซึ่ง พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้ฝากแต่ละองค์กรหลัก ช่วยกันคิด ช่วยกันเสนอแนะเพื่อส่งเสริมเด็กกลุ่มดังกล่าว และพัฒนาการจัดการศึกษาเด็กทั่วไป ส่วนการติดตามเด็กนอกระบบการศึกษาเชิงระบบ ตนได้ชี้แจงการดำเนินการดังกล่าวต่อสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งได้รับความชื่นชม โดยวันที่ 14 กุมภาพันธ์นี้ ศธ. จะสามารถดูข้อมูลเด็กที่หลุดจากระบบการศึกษาตามทะเบียนราษฎรได้ทั้งหมด100% ซึ่งจะทำให้รู้ปัญหา และสามารถตามตัวเด็กกลับเข้าระบบการศึกษาได้มากขึ้น หรือสามารถจัดการศึกษาได้ตามบริบทของผู้เรียน

“บิ๊กอุ้ม”สั่งยกเลิกประกาศประกวดราคาพิมพ์หนังสือเรียนองค์การค้าฯแล้วให้ประกาศใหม่ “ย้ำ”ได้รายเดียวไม่เกิดการแข่งขัน

ตามที่องค์การค้าของสำนักงานส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา(สกสค.)ได้ประกาศยื่นประกวดราคาจ้างพิมพ์หนังสือแบบเรียน ปีการศึกษา 2568  จำนวน 145 รายการ วงเงิน 1,016,914,750 บาทด้วยวิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding)เมื่อวันที่ 28 ม.ค.2568 ที่ผ่านมา แต่เมื่อถึงเวลาปิดรับข้อเสนอราคาจ้างพิมพ์หนังสือแบบเรียนปีการศึกษา 2568 จำนวน 145 รายการ กรมบัญชีกลาง ได้สรุปข้อมูลการเสนอราคาเบื้องต้น เมื่อเวลา 12.00 น. ซึ่งเป็นเวลาปิดการเสนอราคา ปรากฎว่า มีผู้เสนอราคาเพียง 1 รายเท่านั้น ซึ่งตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560 ระบุว่า หากมีผู้ยื่นเสนอราคารายเดียว และคณะกรรมการพิจารณาผลฯ เห็นสมควรยกเลิกการประกวดราคาครั้งนั้น ให้เสนอหัวหน้าหน่วยงานโดยไม่ต้องพิจารณาในเสนอราคาและเอกสารของผู้เสนอราคารายเดียวนั้น หรือหากคณะกรรมการพิจารณาผลฯ เห็นสมควรดำเนินการต่อ ก็ต้องลงลายมือชื่อกำกับในเอกสารของผู้เสนอราคารายเดียวนั้น

เมื่อวันที่ 29 ม.ค.2568 นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า เรื่องนี้ทราบว่า ทางองค์การค้าฯได้สอบถามไปยังกรมบัญชีกลางแล้วว่าทำไมมีผู้ลงทะเบียนสำเร็จแค่เพียงรายเดียว ซึ่งกรมบัญชีกลางก็บอกว่าระบบของเขาไม่มีปัญหา ซึ่งพลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ก็ได้รับรายงานจากองค์การค้าสกสค.แล้ว และสั่งให้ยกเลิกประกาศและให้ประกาศใหม่ ถึงแม้ว่าจะถูกกฎหมายแต่ก็ยังมีข้อสงสัยจึงให้ดำเนินการใหม่ มีรายเดียวก็ไม่เกิดการแข่งขันเราก็ไม่สบายใจ ต้องทำให้โปร่งใสไม่เป็นข้อสงสัยของสังคมได้ ซึ่งกรมบัญชีกลางก็บอกว่าไม่มีปัญหา

“ผมได้รับรายงานว่า กรมบัญชีกลางได้เพิ่มระเบียบใหม่ คือ ไม่ว่าหน่วยงานไหนที่จะเข้าระบบการจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานภาครัฐ จะต้องอัพโหลดเอกสารทุกรายการ ซึ่งตนก็ไม่ทราบว่ากรมบัญชีกลางได้มีการประชาสัมพันธ์หรือไม่ แต่ที่รู้มาทราบว่าระเบียบนี้ใช้กันทุกหน่วยงาน อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ ไม่ใช่ปัญหาขององค์การค้าฯ แต่เป็นระบบของกรมบัญชีกลาง ซึ่งบางอย่างเราไม่สามารถควบคุมได้ ที่เป็นห่วงก็คือปีนี้เราจะพิมพ์หนังสือแบบเรียนทันเด็กเปิดเทอมหรือไม่ แต่ก็ต้องพยายามเร่งรัดให้ทัน”นายสุรศักดิ์ กล่าว

‘เสมา 1’ กำชับข้าราชการ ศธ.ต้องไม่เอนเอียง วางตัวเป็นกลางเลือกตั้ง อบจ.

เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2568 นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยภายหลังการประชุมผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ ว่า ตามที่จะมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) และนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2568 นั้น พลตำรวจเอกเพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศึกษาธิการ ได้กำชับในที่ประชุมอย่างชัดเจนว่า ขอให้ข้าราชการ และ บุคลากรของ ศธ. วางตัวเป็นกลางอย่างเคร่งครัด แต่ก็ต้องยอมรับว่า ศธ. อาจจะมีเรื่องการเมืองเฉี่ยวเข้ามาร้อนแรงบ้าง ไม่ร้อนแรงบ้าง แต่ในฐานะหน่วยงานภาครัฐการทำงานต้องไม่มีความเอนเอียงเพื่อก่อประโยชน์ให้แก่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ต้องมีความเป็นกลางที่ชัดเจน

“กรรมการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา” ชี้ หลักสูตรอิงมาตรฐานคือสูตรสำเร็จเรียนรู้ผ่านกระบวนการ สร้างเด็กไทยคิดเป็น ทำเป็น

ดร.ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์ กรรมการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา กล่าวว่า การจะพัฒนาประเทศได้อย่างยั่งยืน ประชาชนจะต้องมีศักยภาพในการสร้างผลผลิต สร้างงานในระดับนวัตกรรม เพราะปัจจุบันมีการแข่งขันสูงมาก เทคโนโลยีก็มีมากมาย เพราะฉะนั้นการจัดการเรียนการสอนจะต้องทำให้นักเรียนมีแบบแผนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ เพื่อใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือในการต่อยอดนวัตกรรม ซึ่งต่อจากนี้ไปประเทศที่จะเป็นผู้นำในโลกจะต้องเป็นประเทศที่เป็นผู้ผลิตระดับนวัตกรรม ไม่ใช่ผลิตสินค้าหรือผลงานนักเรียนเฉย ๆ ดังนั้นสิ่งที่อยากเห็นคือ ไม่ใช่แค่โรงเรียนนำนวัตกรรมมาโชว์ แต่อยากเห็นโรงเรียนทำให้นักเรียนทุกคน ไม่ว่าเด็กแต่ละคนจะเป็นลูกหลานใครก็ตามต้องเข้าถึงนวัตกรรมได้ และมีส่วนร่วมในการสร้างนวัตกรรมทั้งที่เป็นนวัตกรรมเดี่ยวและกลุ่ม

ดร.ศักดิ์สิน กล่าวต่อไปว่า แผนปฏิรูปประเทศ ที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษากำหนดไว้ว่าเด็กระดับชั้น ป. 1 ถึง ป. 6 ต้องสามารถนำกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบและทักษะทั้งหลายไปช่วยพ่อแม่ยกระดับการประกอบอาชีพได้ ไม่ว่าจะเป็นกระบวนการคิด กระบวนการตัดสินใจ หรือ กระบวนการผลิต ส่วนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายต้องสามารถสร้างนวัตกรรมผ่านกระบวนการวิจัยเหมือนกับนักศึกษาปริญญาโท ซึ่งจะทำให้เด็กไทยเกิดปัญญาผ่านกระบวนการเรียนรู้ที่ถูกวิธี และเมื่อใดที่เด็กเกิดปัญญาความจนก็จะหายไปจากตัวเขาทันที ความทุกข์ยากจะหายไป เพราะมีปัญญาในการแก้ปัญหาในการพัฒนา

ดร.ศักดิ์สิน กล่าวต่อไปว่า หลักสูตรที่เราใช้อยู่ในปัจจุบันเป็นหลักสูตรอิงมาตรฐาน ซึ่งได้เขียนไว้ว่า โรงเรียนต้องจัดประสบการณ์ให้แก่ผู้เรียน โดยเป้าหมายของการใช้หลักสูตร คือ มาตรฐานการเรียนรู้ 55 มาตรฐาน ตั้งแต่ ป. 1 ถึง ม. 6 นั่นคือ ความสามารถในการพัฒนาให้เด็กแสดงออกด้านการคิด การตัดสินใจและการกระทำ แต่ในทางปฏิบัติก็ยังเป็นการอธิบายเนื้อหา เด็กยังคงเป็นฝ่ายนั่งฟัง แล้วกลับไปท่องและอ่าน แล้วกลับมาสอบ สอบเสร็จแล้วก็ลืม เท่ากับว่าที่ผ่านมาส่วนใหญ่แทบจะไม่เคยใช้หลักสูตรอิงมาตรฐานกันเลย

“หลักสูตรอิงมาตรฐานมีความเหมาะสม เพราะเป็นหลักสูตรที่ให้เด็กได้ปฏิบัติจริง มีการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้เด็กจริง ๆ เป็นการสอนเด็กผ่านกระบวนการจริง ๆ ให้เด็กได้คิด ได้ประเมิน ลงมือทำจริง ๆ มีการตรวจสอบผลที่คิด ที่ทำ และ มีการปรับปรุงพัฒนาให้ดีกว่าเดิม ให้เกิดผลกับเด็กทุกคน ซึ่งถ้าทำได้ตามมาตรฐานหลักสูตรเท่านี้ประเทศไทยก็สามารถนำประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคเอเชียได้แล้ว”ดร.ศักดิ์สินกล่าวและว่า ใจจริงอยากให้ลองไปถามโรงเรียนว่า ได้มีการจัดกิจกรรมและสามารถบรรลุมาตรฐานอะไรไปแล้วบ้าง ตนมั่นใจว่าโรงเรียนส่วนใหญ่จะตอบไม่ได้ เพราะยังเป็นการจัดการเรียนการสอนแบบอธิบายและบรรยายให้เด็กฟัง เป็นการนำเนื้อหาในหนังสือมาขยายความอยู่ ยังไม่ได้จัดกระบวนการเรียนรู้และกิจกรรมการเรียนรู้ เพื่อให้เด็กได้คิด วิเคราะห์ และลงมือปฏิบัติ แต่หากโรงเรียนไหนทำแล้วเด็กจะมีกระบวนการ และจะสามารถนำองค์ความรู้ด้านกระบวนการไปเรียนรู้ได้ในทุกวิชา

“ธนุ”เผย ถ้าทุกฝ่ายเห็นด้วยให้เปิดเรียนวันที่1พ.ค.ประเด็นปัญหาแก้ไขควบคู่กันได้ “พัฒนะ”ยืนยันจะเปิด1พ.ค.หรือ16พ.ค.ตำราเรียนส่งถึงมือเด็กแน่นอน

เมื่อวันที่ 28 ม.ค.2568 นายพัฒนะ พัฒนทวีดล รองเลขาธิการคณะกรรมการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.)ในฐานะรักษาการผู้อำนวยการองค์การค้าของสำนักงานส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา(สกสค.)เปิดเผยถึงการเตรียมความพร้อมการจัดพิมพ์หนังสือแบบเรียนองค์การค้าของสำนักงานส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา(สกสค.) ปีการศึกษา 2568 ว่า หลังจากที่ องค์การค้าของสกสค.ได้ประกาศจ้างพิมพ์หนังสือแบบเรียน ปีการศึกษา 2568  จำนวน 145 รายการ วงเงิน 1,016,914,750 บาทด้วยวิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding) เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2567 ที่ผ่านมา ซึ่งก็มีผู้คัดค้านและมีบางบริษัทได้ไปฟ้องศาลปกครอง และล่าสุดศาลปกครองได้พิพากษามีคำสั่งไม่รับหรือยกคำขอทุเลาการบังคับตามกฎหรือคำสั่งทางปกครองแล้ว ดังนั้นวันนี้องค์การค้าฯก็จะเดินหน้าประกาศให้สำนักพิมพ์ต่าง ๆ ที่มีคุณสมบัติเข้ามาประกวดราคาจัดพิมพ์หนังสือแบบเรียนขององค์การค้าฯต่อไป ซึ่งคาดว่าเราจะดำเนินการได้สำนักพิมพ์เข้ามาพิมพ์หนังสือแบบเรียนขององค์การค้าฯได้ราวต้นเดือนกุมภาพันธ์นี้

“สำหรับการจัดหาโรงพิมพ์ที่จะมาพิมพ์หนังสือให้กับองค์การค้าฯจะเป็นไปตามระเบียบและกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานภาครัฐ และตามทีโออาร์ เราจะทำให้โปร่งใสทุกกระบวนการ เพราะปีนี้เราไม่ได้ใช้วิธีพิเศษ เราใช้ e-bidding ใครได้ หรือไม่ได้อย่างไรก็ดำเนินการตามกระบวนการ และต้องดำเนินการพิมพ์หนังสือเรียนให้เสร็จก่อนเปิดเทอม  ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเปิดเทอมวันที่ 1 พ.ค. หรือวันที่ 16 พ.ค. เราก็ต้องมีแผนรองรับในการจัดพิมพ์หนังสือเรียนให้ทันก่อนเปิดภาคเรียนแน่นอน”นายพัฒนะ กล่าว

รองเลขาธิการ กพฐ.กล่าวต่อไปว่า ส่วนกรณี พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษธิการ มีแนวทางที่จะขยับการเปิดและปิดภาคเรียนใหม่ ซึ่งมีประเด็นการขยับการเปิดภาคเรียนใหม่ ยังเป็นเรื่องที่อยู่ระหว่างการประชุมหารือร่วมกับหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพราะประเด็นนี้มีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกว่า 10 ฉบับที่จะต้องปรับแก้ เนื่องจากการขยับเปิดและปิดภาคเรียนใหม่จะไปเกี่ยวข้องกับการนับอายุเด็กตาม พ.ร.บ.การศึกษาภาคบังคับ พ.ศ.2545 ที่เด็กจะเข้าเรียนการศึกษาภาคบังคับได้ต้องมีอายุครบ 3 ปีในวันที่ 16 พ.ค. และรวมไปถึงเกณฑ์การเบิกจ่ายรายหัว ซึ่งถือเป็นเงื่อนไขตามกฎหมายที่กำหนดไว้ แต่ข้อดีก็คือจะสะดวกต่อการบริหารงบประมาณและอัตรากำลังงานด้านบุคคลได้ลงตัว ทั้งนี้จึงต้องรอการดำเนินการอีกหลายส่วน ซึ่งเรื่องนี้ ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.)กำลังประชุมหาแนวทางกันอยู่

ด้าน ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.) กล่าวว่า เรื่องที่มีความกังวลน่าจะไม่มีปัญหา ถ้าทุกฝ่ายเห็นพ้องต้องกันว่าจะเปิดเทอมในวันที่ 1 พ.ค. เราก็จะสามารถแก้ไขควบคู่กันไปได้ เพราะเป็นอำนาจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

สพม.ตรัง กระบี่  จัดงานศิลปหัตถกรรมนักเรียน ครั้งที่ 72 ดัน Soft Power ปั้นเด็กไทยสู่เวทีสากล

เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2568 นายชัยณรงค์ ช่างเรือ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาตรัง กระบี่ เป็นประธานเปิดการแข่งขันงานศิลปหัตถกรรมนักเรียน ครั้งที่ 72 ปีการศึกษา 2567 ณ โรงเรียนวิเชียรมาตุ จังหวัดตรัง  โดย นายชัยณรงค์ ช่างเรือ ผอ.สพม.ตรัง กระบี่ กล่าวว่า การจัดการแข่งขันงานศิลปหัตถกรรมนักเรียนครั้งนี้ เป็นความร่วมมือของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาตรัง กระบี่ และเครือข่ายส่งเสริมประสิทธิภาพการจัดการมัธยมศึกษาจังหวัดตรัง โดยมีเป้าหมายเพื่อเปิดโอกาสให้นักเรียนได้แสดงออกซึ่งความสามารถในด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านทักษะทางวิชาการ วิชาชีพ ศิลปะดนตรี และการแสดง และยังเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาคุณภาพทางด้านการศึกษา อีกทั้งยังเป็นการสร้างแรงจูงใจให้นักเรียน ครู ตลอดจนสถานศึกษา ได้มีการพัฒนาตนเองด้วย

ผอ.สพม.ตรัง กระบี่ กล่าวต่อไปว่า การจัดการแข่งขันงานศิลปหัตถกรรมในครั้งนี้ดำเนินตามนโยบายของ พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่ให้ความสำคัญในการขับเคลื่อนและส่งเสริม Soft Power ผ่านการศึกษา โดยเชื่อมโยงกับกิจกรรมการแข่งขันงานศิลปหัตถกรรมนักเรียน เพื่อยกระดับศิลปวัฒนธรรมไทยให้กลายเป็นพลังสำคัญในการส่งเสริมภาพลักษณ์ของประเทศสู่ระดับสากลต่อไป

สำหรับบรรยากาศภายในงานได้รับความสนใจจากนักเรียน ครู และผู้ปกครองเป็นจำนวนมาก สะท้อนให้เห็นถึงความสำเร็จในการผลักดันนโยบาย Soft Power สู่การปฏิบัติจริง ทั้งยังเป็นเวทีที่ช่วยเสริมสร้างความมั่นใจและศักยภาพให้เด็กและเยาวชนไทยก้าวสู่การแข่งขันในระดับโลก ตามเป้าหมายที่ต้องการให้นักเรียน “เรียนดี มีความสุข จับมือไว้แล้วไปด้วยกัน” ตามนโยบายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ