เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2568 ที่ ห้องประชุม ชั้น 5 สถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) ได้มีพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ ความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) ระหว่าง องค์การบริหารส่วนจังหวัด(อบจ.)ชัยภูมิ กับ สถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) ประจำปีการศึกษา 2568-2570 โดย นางสาวสุรีวรรณ นาคาศัย นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยภูมิ และ ดร.ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์ ประธานกรรมการบริหารสถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ
น.ส.สุรีวรรณ กล่าวว่า อบจ.ชัยภูมิ ให้ความสำคัญกับจัดการศึกษาของท้องถิ่นโดยมีนโยบายที่จะส่งเสริมให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ของเด็กนักเรียน ไม่ว่าจะเป็นนวัตกรรม หรือ เทคโนโลยี โดยมองว่าการเรียนรู้แบบ Active Learning เป็นการพัฒนาผู้เรียนให้มีศักยภาพ เพราะเป็นการปรับเปลี่ยนวิธีการเรียนรู้ให้ผู้เรียนได้มีกระบวนการคิด มีการลงมือทำ ซึ่งจะทำให้เกิดการพัฒนาได้เร็วขึ้น อบจ.ชัยภูมิมุ่งหวังให้นักเรียนเข้าถึงการจัดการศึกษาที่มีคุณภาพ เพื่อให้นักเรียนมีคุณธรรม จริยธรรม มีความรู้และรู้วิธีเรียนรู้ มีกระบวนการคิดขั้นสูง มีระดับผลสัมฤทธิ์ O-NET และ PISA สูงขึ้น นักเรียนจะต้องได้รับการพัฒนาทักษะในศตวรรษที่ 21 โดยเฉพาะทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรม ทักษะการงานอาชีพและทักษะชีวิต ที่นักเรียนนำไปใช้พัฒนานวัตกรรม ต่อยอดเพิ่มมูลค่าของทรัพยากรธรรมชาติ แหล่งท่องเที่ยว แหล่งประวัติศาสตร์ ศิลปะวัฒนธรรม และภูมิปัญญาที่มีอยู่หลากหลายของจังหวัดชัยภูมิ ไปสู่การสร้างรายได้ระหว่างเรียนและเห็นช่องทางการสร้างอาชีพ สร้างงาน พัฒนาคุณภาพชีวิตของตนเอง ชุมชนและสังคมให้ดียิ่งขึ้น เป็นพลเมืองดีของประเทศชาติ
“การที่จะประสบความสำเร็จตามเป้าหมายได้ เราต้องสร้างปัจจัยความสำเร็จอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง ทั้งการพัฒนาครูให้สามารถจัดการเรียนการสอนและบริหารจัดการชั้นเรียนให้ได้ผลดี การเพิ่มภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหาร และการสร้างความพร้อมด้านสื่อการเรียนการสอน หนังสือเรียนที่มีคุณภาพ และเทคโนโลยีดิจิทัลที่ช่วยให้นักเรียนเข้าถึงง่าย เรียนรู้ง่าย เรียนรู้ได้เร็ว สนุก เรียนรู้อย่างมีความสุข และค้นพบศักยภาพของตนเอง ซึ่ง พว.เป็นองค์กรชั้นนำทางวิชาการ มีประสบการณ์ในการยกระดับคุณภาพการศึกษาเป็นผู้คิดค้น วิจัยและพัฒนานวัตกรรมกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps มีสื่อการเรียนการสอนและหนังสือเรียนที่มีคุณภาพ รวมทั้งมีเทคโนโลยีทางการศึกษาที่ทันสมัย เข้าถึงง่ายตอบสนองความสนใจของนักเรียนและลดภาระงานของครูสำหรับสถานศึกษาทุกระดับ ดังนั้นเมื่อได้รับการประสานจาก พว. ทำให้เรามองเห็นประโยชน์ที่ครูและนักเรียนจะได้รับการพัฒนาและส่งเสริมการเรียนการสอน ทำให้สามารถตัดสินใจได้ทันที โดยเราจะเริ่มพัฒนาและส่งเสริมให้กับโรงเรียนในสังกัดทั้ง 26 แห่งทันทีภายในปีนี้ และเชื่อว่าการทำMOU ครั้งนี้ จะสามารถพลิกโฉมการจัดการศึกษาและการพัฒนานวัตกรรมทางการศึกษาให้บรรลุเป้าหมายการพัฒนาศักยภาพคนตามนโยบายของ อบจ.ชัยภูมิ นโยบายของกระทรวงมหาดไทย และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ตามยุทธศาสตร์ชาติและทิศทางของการปฏิรูปประเทศได้อย่างแน่นอน”นายกฯอบจ.ชัยภูมิ กล่าว
ด้าน ดร.ศักดิ์สิน กล่าวว่า นโยบายด้านการศึกษาของรัฐบาลมีจุดเน้นที่จะดำเนินการปฏิรูปการศึกษาและสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต ให้เด็กเป็นคนดี มีวินัย ภูมิใจในชาติ รวมทั้งเสริมสร้างศักยภาพของผู้เรียนตามความถนัด ส่งเสริมการอ่าน การคิดวิเคราะห์เพื่อสร้างอนาคต สร้างรายได้ กระจายอำนาจการศึกษาให้ผู้เรียนได้เข้าถึงการเรียนรู้อย่างทั่วถึง มีสื่ออุปกรณ์การเรียนที่เหมาะสมต่อผู้เรียนแต่ละวัย และใช้ระบบเทคโนโลยีการศึกษาสมัยใหม่ในการพัฒนาหลักสูตร และให้คำแนะนำที่เหมาะสมกับความรู้ความสนใจของผู้เรียน ต่อยอดให้เกิดการพัฒนาองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ด้วยการเรียนรู้แบบ Active Learning ผ่านกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่สุดของการถักทอสร้างความรู้ของผู้เรียน นำไปสู่การสร้างชิ้นงาน โครงงาน และนวัตกรรมจากการเรียนรู้และการนำความรู้ไปใช้ในสถานการณ์ต่าง ๆ ของนักเรียน เป็นการยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาและสมรรถนะของผู้เรียนให้สูงขึ้น บรรลุเป้าหมายของหลักสูตรอิงมาตรฐาน และสอดคล้องกับการพัฒนาผู้เรียนให้มีสมรรถนะ สามารถออกแบบจัดกิจกรรมได้อย่างเป็นระบบมีขั้นมีตอน เป็นผู้สร้างนวัตกรรมจนเกิดความชำนาญและเป็นนวัตกรในที่สุด
“เป้าหมายปลายทางของการปฏิรูปการศึกษา คือ การลดความเหลื่อมล้ำและยกระดับคุณภาพการจัดการศึกษาเพื่อให้ผู้เรียนทุกช่วงวัยได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพตามมาตรฐาน ตอบโจทย์การพัฒนาของโลกอนาคตในศตวรรษที่ 21 ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการพัฒนาประเทศ ออกจากกับดักรายได้ปานกลางอย่างยั่งยืน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยบนเวทีโลก” ดร.ศักดิ์สินกล่าวและว่า ความร่วมมือครั้งนี้สอดคล้องกับแนวทางการพลิกโฉมการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ที่ได้มีการสร้างโรงเรียนต้นแบบการเรียนรู้แบบ Active Learning อย่างน้อยจังหวัดละ 3 โรง และกำลังขยายไปในระดับอำเภออีกอำเภอละ 2 โรง ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps ซึ่ง อบจ.ชัยภูมิก็กำหนดทิศทางการจัดการศึกษาในแนวทางนี้เช่นกัน ดังนั้นถ้าเราสามารถปฏิบัติได้รวดเร็วและเกิดผลจะถือว่าเป็นผู้นำด้านการเปลี่ยนแปลงได้ทันที และเป็นการสร้างสังคมการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ได้อย่างแท้จริง”ดร.ศักดิ์สิน กล่าว



ดร.กมล กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ยังได้พาคณะกรรมาธิการการศึกษาฯ ไปร่วมประชุมทวิภาคี ณ กรมการศึกษารัฐเกอดะห์ ประเทศมาเลเซีย โดยได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและกระชับสัมพันธ์เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านการศึกษา ซึ่งรัฐเกอดะห์เป็นพื้นที่ที่มีบทบาทสำคัญในระบบการศึกษาของมาเลเซีย กรมการศึกษามีหน้าที่ควบคุมดูแลครอบคลุมตั้งแต่ระดับประถมศึกษาไปจนถึงอุดมศึกษา ระบบการศึกษาในรัฐนี้ได้รับการยอมรับว่าเน้นการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและการพัฒนาหลักสูตรที่สอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียน ในโอกาสนี้ คณะกรรมาธิการได้หารือถึงแนวทางการพัฒนาเครือข่ายโรงเรียนระหว่างสองประเทศ และการแลกเปลี่ยนบุคลากรทางการศึกษา โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องกันว่าความร่วมมือนี้จะช่วยยกระดับคุณภาพการศึกษาในระดับภูมิภาค
“การศึกษาดูงานครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญในการเสริมสร้างความร่วมมือด้านการศึกษาระหว่างประเทศไทยและมาเลเซีย ซึ่งจะช่วยผลักดันให้เกิดการพัฒนาทั้งในด้านการเรียนการสอน บุคลากร และระบบการศึกษาของทั้งสองประเทศในอนาคต”ประธานคณะกรรมาธิการการศึกษาฯกล่าว
เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2568 ดร.กมล รอดคล้าย สมาชิกวุฒิสภา ประธานคณะกรรมาธิการการศึกษา การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม วุฒิสภา เปิดเผยว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ คณะกรรมาธิการฯ ได้เดินทางไปยังมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เพื่อศึกษาดูงานการจัดการศึกษาในระดับอุดมศึกษา ในฐานะศูนย์การศึกษาภาคใต้และศูนย์การให้บริการประชาชนด้านสุขภาพอนามัย การวิจัยและพัฒนา รวมทั้งแนวทางการแก้ไขปัญหาการว่างงานของบัณฑิต โดยคณะกรรมาธิการฯได้ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและข้อเสนอแนะกับอธิการบดีและคณะผู้บริหารของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เพื่อเป็นแนวความคิดในการพัฒนาการจัดการศึกษาในระดับอุดมศึกษา การนำงานวิจัยไปใช้ประโยชน์อย่างแท้จริง และการเชื่อมโยงระหว่างการศึกษาขั้นพื้นฐานกับการศึกษาระดับอุดมศึกษา เพื่อเตรียมความพร้อมผู้เรียนก่อนเข้าศึกษาต่อ
ประธานคณะกรรมาธิการฯ กล่าวต่อไปว่า จากนั้นคณะกรรมาธิการฯได้เดินทางไปยังวิทยาลัยเทคนิคหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เพื่อศึกษาดูงานการจัดการศึกษาระบบรางและสถาบันปิโตรเคมี ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กับบริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด โดยวิทยาลัยเทคนิคหาดใหญ่เป็นสถานศึกษาต้นแบบในการจัดการศึกษาที่สามารถนำไปขยายผลและเป็นโมเดลให้กับสถานศึกษาอื่น ๆ ในอนาคต การศึกษาดูงานในครั้งนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญในการแลกเปลี่ยนแนวทางการพัฒนาและการใช้ประโยชน์จากการศึกษาระดับอุดมศึกษาที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานและการพัฒนาท้องถิ่นในพื้นที่ภาคใต้ ได้เป็นอย่างดี
ดร.นิวัตร กล่าวว่า ส่วนตัวไม่ติดใจคำว่า พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ รูปแบบไหนแก้ไขปัญหาชาติ ซึ่งเป็นคำที่มีความหมาย คงต้องมาคิดว่าใครก็ตามที่จะสร้างรูปแบบได้จะต้องมีหลักการ หลักคิด มีทฤษฎีที่ชัดเจน ถ้าตนเป็นคนเขียน พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ หลักการของตนจะยึดหลักการของในหลวง รัฐกาลที่9 ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และพระบรมราโชบายของ รัฐกาลที่10 ที่มี 4 ด้าน คือ 1.มีทัศนคติที่ถูกต้องต่อบ้านเมือง 2.มีพื้นฐานชีวิตที่มั่นคง มีคุณธรรม 3.มีงานทำ มีอาชีพ และ4.เป็นพลเมือนที่ดี มาเขียน ขณะเดียวกันก็จะไปดูแผนปฏิรูปประเทศว่าพูดถึงการศึกษาอย่างไร และจะดูว่ามีปรัชญาการศึกษาอะไรบ้างที่จะสร้างคน ซึ่งปรัชญาแรกคือการศึกษาเพื่อชีวิตและสังคม แต่คนไม่ค่อยคิดถึง เพราะฉะนั้นสิ่งที่ตนคิด คือ การศึกษาเพื่อชีวิตและสังคม การศึกษาเพื่อคนทุกคน การศึกษาคือการดำรงไว้ซึ่งวัฒนธรรม ซึ่งมีความหมายกับความเป็นไทยและมีความสำคัญมาก และสิ่งสำคัญคือการศึกษาสู่ความเป็นเลิศ โดยตนคิดเสมอว่า การศึกษาที่แท้จริง คือ สิทธิขั้นพื้นฐานของคนไทยทุกคนที่ต้องได้รับอย่างมีคุณภาพ ถ้าเขียนแบบไม่คิดเรื่องนี้ ก็จะไม่ตอบสนองประเทศ นอกจากนี้ยังต้องยึดหลักของการมีส่วนร่วมการกระจายอำนาจ การสร้างโอกาสและความเสมอภาคด้วย เพราะฉะนั้นคนเขียนจะต้องมีหลักการก่อนถึงจะเขียนได้ดี
ดร.กมล กล่าวว่า พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ซึ่งเป็นธรรมนูญกฎหมายหลักด้านการศึกษาของชาติ ปัจจุบันยังมีอยู่ คือ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ปี 2542 และวันนี้ก็มีความพยายามที่จะจัดทำขึ้นมาใหม่ให้ดีกว่าเดิม โดยสถานการณ์ ของร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่นั้น ในปัจจุบันมีการเสนอในหลายส่วน ซึ่งกลุ่มที่หนึ่ง คือ รัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการโดยหยิบร่าง พ.ร.บ.ฉบับที่ยุติไปเมื่อรัฐบาลที่แล้วมานำเสนอเข้าคณะรัฐมนตรีใหม่ เชื่อว่าจะมีการนำเสนอเข้าสู่สภาฯ ในเร็ว ๆ นี้ แต่อย่างไรก็ตามตอนนี้พรรคภูมิใจไทยได้เสนอตัดหน้าไปแล้ว และก็มี ร่างของ พรรคเพื่อไทย และส่วนตัว ตนเชื่อว่าจะมีพรรคอื่น ๆ อีกที่จะเสนอเข้ามา โดยเฉพาะพรรคประชาชนที่จะต้องเสนอเข้ามาแน่นอน โดยทั้งหมดนี้เชื่อว่า ภายใน 2 เดือนนี้ จะมีร่างพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติเสนอเข้าสู่สภาฯได้
รศ.ดร.เอกชัย กล่าวว่า พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ต้องมี Keyword จะจัดรูปแบบใดก็ตามต้องทำให้เด็กไทยได้รับการศึกษาอย่างเท่าเทียม ทั่วถึง เป็นธรรมกับผู้เรียนทุกกลุ่ม ตนคิดว่าถึงเวลาต้องเขียนโครงสร้างของจังหวัดให้จังหวัดรับผิดชอบการศึกษาของจังหวัดตัวเองได้แล้ว ถ้าจังหวัดไหนมีความพร้อมก็ให้ดูแลไปเลยทั้งระดับประถมฯและมัธยมฯ และถึงเวลาที่เขตพื้นที่การศึกษาจะต้องสังกัดจังหวัด ถ้าเขียนชัด ๆจะช่วยเรื่องการกระจายอำนาจ งบประมาณไปลงที่โรงเรียน ลงที่การศึกษาอย่างชัดเจน เรื่องนี้ถ้าเปลี่ยนมุมมองเรื่องการจัดการเพื่อสร้างเด็กให้มีคุณภาพจะต้องให้อิสระเขาในการจัดการศึกษาให้เหมาะสมกับบริบทของเขาเอง เปลี่ยนมุมมองจากเคยรวบอำนาจอยู่ที่ส่วนกลางก็ให้มาทำหน้าที่เพียงมอนิเตอร์อย่างเดียว กระทรวงศึกษาธิการต้องเล็กลง ทุกวันนี้ศึกษานิเทศมีทั้งจังหวัด และเขตพื้นที่ซึ่งเป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณและซ้ำซ้อน เรามีโรงเรียนเป็นหน่วยปฏิบัติไม่จำเป็นต้องมีศึกษานิเทศก์ทุกเขตพื้นที่ให้มีที่จังหวัดก็เพียงพอแล้ว ซึ่งถ้าทำได้จะสามารถประหยัดงบประมาณได้มาก
ด้านนายทนง กล่าวว่า รัฐพึงมีหน้าที่ในการสนับสนุนให้มีการจัดการศึกษาในทุกระดับการศึกษา อย่างมีคุณภาพ ต้องคิดในเชิงยุทธศาสตร์เพื่อให้ก้าวกระโดดทันต่อสถานการณ์ ให้เรื่องแก้ปัญหาการศึกษา เป็นเรื่องเดียวกันกับการแก้ปัญหาของประเทศ เชื่อมโยงบูรณาการกับยุทธศาสตร์อื่น เป็นกลไกสำคัญในการเปิดกว้าง กระตุ้น กำหนดให้เกิดการเปลี่ยนแปลง โดยไม่ถูกจำกัด หรือไม่เป็นอุปสรรคเสียเอง ลดความเหลื่อมล้ำ ผลักดันกรอบแนวคิดโรงเรียนดีใกล้บ้าน ลดภาระทางเศรษฐกิจ และให้มีการกระจายอำนาจการจัดการศึกษาให้ท้องถิ่น ผลักดันให้เกิด Digital Transformation เพื่อให้มีฐานข้อมูลขนาดใหญ่เพื่อใช้ในการวางแผนการจัดการศึกษา และการติดตามผลการดำเนินงาน และสนับสนุนให้เกิด Platform ต่าง ๆ เพื่อให้องค์ความรู้กระจายไปอย่างทั่วถึง และมีคุณภาพ ทั้งนี้พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่จะต้องมีกรอบแนวคิดที่ชัดเจนให้เป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วนเป็นวาระแห่งชาติ

ผศ.ดร.อมลวรรณ กล่าวต่อไปว่า เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2568 พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) พร้อมคณะได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสถานศึกษาและติดตามการขับเคลื่อนนโยบาการศึกษา ที่วิทยาลัยเทคนิคพัทลุง จ.พัทลุง พร้อมทั้งได้มอบ “รางวัลครูถิรคุณ” ให้แก่พ.ต.ท.สุวิทย์ และ ด.ต.โดม โดยมีภรรยาของบุคคลทั้ง 2 ท่าน เป็นผู้รับมอบรางวัล ซึ่ง รมว.ศธ. กล่าวยกย่องพ.ต.ท.สุวิทย์ และ ด.ต.โดม ว่า เป็นผู้ที่อุทิศตนในการปฏิบัติงาน มีความเสียสละ เป็นต้นแบบให้แก่ผู้ประกอบวิชาชีพครู ตลอดจนมอบเงินช่วยเหลือส่วนตัวเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้แก่ครอบครัวช่วยเทวฤทธิ์

วันที่ 25 มกราคม 2568 นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(กอศ.)เปิดเผยว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(สอศ.)ได้จัด “สุดยอดนวัตกรรมอาชีวศึกษา OVEC Innovation Award 2025” โดย พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้มอบหมายให้ตน เป็นประธานเปิดงาน มีนายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา กล่าวต้อนรับ และมีผู้บริหารบริษัท กลุ่มเซ็นทรัล จำกัด ผู้แทนสถานประกอบการ หน่วยงานด้านการวิจัย ผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) คณะกรรมการดำเนินงาน คณะครู นักเรียน นักศึกษา และประชาชนที่สนใจ กว่า 2,500 คน เข้าร่วมงาน ซึ่งได้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 21-23 มกราคม 2568 ณ Korat Hall ศูนย์การค้าเซ็นทรัล โคราช จังหวัดนครราชสีมา
นายยศพล กล่าวว่า ขอแสดงความยินดีกับ 140 ผลงาน ของนักเรียน นักศึกษา ในงานสุดยอดนวัตกรรมอาชีวศึกษา OVEC Innovation Award 2025 ครั้งนี้เป็นส่วนสำคัญของการพัฒนาอาชีวศึกษา ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่ออนาคตของประเทศ ภายใต้นโยบายของกระทรวงศึกษาธิการที่มุ่งเน้นการจัดการเรียนการสอนให้มีความสุข มีความเป็นเลิศ มีความมั่นคง นำแนวคิดการพัฒนาโดยใช้ผู้ประกอบการเป็นฐาน จัดการเรียนการสอนมิติต่างๆ ในทุกมิติ โดยเฉพาะการเรียนแบบทวิภาคีที่เน้นความร่วมมือกับสถานประกอบการ ซึ่ง สอศ. มีความร่วมมือกับสถานประกอบการแล้วกว่า 20,000 แห่งทั่วประเทศ โดยงานประกวดในปีนี้ได้คัดเลือกผลงานจากกว่า 4,000 ชิ้น ทั่วประเทศ ที่ผ่านการประกวดในระดับสถานศึกษา ระดับจังหวัดและภูมิภาค จนถึงระดับชาติ สู่ผลงาน 140 ผลงาน ซึ่งการประกวดในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงการพัฒนาศักยภาพของนักเรียนอาชีวศึกษา ไม่เพียงแค่ในด้านวิชาการ แต่ยังครอบคลุมถึงการพัฒนาทักษะชีวิต ความคิดสร้างสรรค์ และการทำงานร่วมกัน ผลงานที่ได้รับการพัฒนานี้ยังสามารถต่อยอดสู่เชิงพาณิชย์และการใช้งานจริง สร้างคุณค่าตอบโจทย์ให้กับทั้งตนเองและประเทศชาติ สังคมและเศรษฐกิจในอนาคต


เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2568 นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมมอบนโยบายและสร้างขวัญกำลังใจแก่ผู้บริหาร ครู และบุคลากรทางการศึกษา ในจังหวัดนราธิวาส ที่โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 39 พร้อมติดตามโครงการพัฒนาศักยภาพบุคลากร สังกัดสำนักงานการศึกษาเอกชนจังหวัดนราธิวาส มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ โดยมี ผู้บริหาร ครูและบุคลากรทางการศึกษา ร่วมให้การต้อนรับ ทั้งนี้ นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า รู้สึกยินดีและเป็นเกียรติอย่างยิ่ง ที่ได้มาเป็นประธานเปิดงานโครงการพัฒนาศักยภาพบุคลากร สังกัดสำนักงานการศึกษาเอกชน จังหวัดนราธิวาสในวันนี้ จากได้รับฟังคำกล่าวรายงานทำให้ทราบว่า จังหวัดนราธิวาส มีประชากรที่หลากหลายทั้งชาวไทยพุทธและไทยมุสลิม ซึ่งนำไปสู่ความหลากหลายทางวัฒนธรรมและวิถีชีวิต การที่ประชาชนจะมีคุณภาพชีวิตที่ดี จะต้องได้รับการศึกษาที่ดีและมีคุณภาพ สำหรับโครงการพัฒนาศักยภาพบุคลากรในครั้งนี้เป็นการอบรมให้ความรู้ เพื่อพัฒนาสมรรถนะของผู้บริหาร ผู้สอน บุคลากรทางการศึกษา และผู้เรียนประจำศูนย์การศึกษาอิสลามประจำมัสยิด (ตาดีกา) ในการจัดการศึกษาเอกชนสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน
รมว.ศึกษาธิการ กล่าวต่อไปว่า ตนรู้สึกยินดีและขอชื่นชม ที่ได้เห็นถึงพลังความร่วมมือ ในการให้ความสำคัญกับการพัฒนา และยกระดับคุณภาพการจัดการศึกษาเอกชนในพื้นที่ โดยเฉพาะในโรงเรียนเอกชน ซึ่งเป็นสถานศึกษาที่มีการจัดการศึกษาในหลายรูปแบบ ตามความต้องการของชุมชน และบริบทในพื้นที่ ทั้งการศึกษาในระบบ และนอกระบบ ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จำเป็นต้องส่งเสริม สนับสนุน กำกับติดตามดูแล ให้สถานศึกษาเหล่านี้มีคุณภาพ สำหรับการขับเคลื่อนนโยบายการศึกษาของโรงเรียนเอกชนในพื้นที่ ที่อยากจะขอฝากทุก ๆ ท่านก็คือ เรื่องของการพัฒนาทักษะอาชีพ การส่งเสริมการมีรายได้ระหว่างเรียน การช่วยเหลือเด็กและเยาวชนที่หลุดออกจากระบบการศึกษา (Zero Drop out) การสอนภาษาไทย การสร้างความปลอดภัยในสถานศึกษา รวมถึงเรื่องของการสร้างสุขภาวะอนามัยที่ดีด้วย
“ผมหวังว่าการอบรมครั้งนี้ จะได้รับการพัฒนาสมรรถนะที่ตอบสนองความต้องการของผู้เรียน เพื่อส่งเสริมให้ผู้เรียนมีคุณภาพสอดคล้องกับมาตรฐานการจัดการศึกษาที่ยั่งยืน เป็นคนดี คนเก่ง สามารถใช้ชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างปกติสุข และสามารถนำไปสู่การพัฒนาพื้นที่และประเทศชาติ ต่อไปในอนาคต ขอขอบคุณทุกท่านที่ร่วมมือ ร่วมแรง ร่วมใจ มุ่งมั่นพัฒนาการศึกษาให้มีคุณภาพ ขอให้รักษาคุณงามความดีที่ท่านได้ปฏิบัติ และขอให้การดำเนินงานโครงการ บรรลุตามวัตถุประสงค์ทุกประการ โอกาสนี้ขออวยพรให้คณะผู้บริหาร ผู้สอน บุคลากรทางการศึกษา ประสบแต่ความสุข ความเจริญ มีจิตใจที่เข้มแข็ง มีสุขภาพพลานามัยที่สมบูรณ์ เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาการศึกษา ยกระดับมาตรฐานการศึกษาให้สูงขึ้น และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันระดับชาติและนานาชาติต่อไป”นายสุรศักดิ์ กล่าว
พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าวว่า การสะกดนิ้วมือไทยเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการสื่อสารสำหรับผู้มีความบกพร่องทางการได้ยินที่มีภาษามือเป็นภาษาแม่ในการสื่อสารภาษาไทย โดยการสื่อสารด้วยภาษามือนอกจากจะช่วยให้สามารถติดต่อสื่อสารกับผู้อื่นในชีวิตประจำวันได้ ยังช่วยเปิดโลกการเรียนรู้ให้กว้างขึ้น นำไปสู่การพัฒนาตนเองได้อย่างเต็มศักยภาพ ดังที่โรงเรียนเศรษฐเสถียร ในพระราชูปถัมภ์ ตระหนักถึงความสำคัญดังกล่าว และได้จัดโครงการสะกดนิ้วมือไทยชิงถ้วยพระราชทานขึ้น ซึ่งครั้งนี้เป็นครั้งที่ 4
“ผมในฐานะรัฐมนตรีว่าการศธ. ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญต่อการพัฒนาการศึกษาในทุกระดับ ทุกเพศ ทุกวัย โดยให้ความสำคัญกับการจัดการศึกษาที่เหมาะสมและเท่าเทียมสำหรับผู้เรียนทุกคน รวมถึงการศึกษาพิเศษ ที่จัดการศึกษาให้กับเด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ เพื่อให้เด็กกลุ่มนี้สามารถใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างปกติสุข ซึ่งการจัดการแข่งขันสะกดนิ้วมือไทยชิงถ้วยพระราชทานฯ ครั้งนี้ สอดคล้องกับนโยบายของศธ.ในการส่งเสริมและสนับสนุนการศึกษาของผู้มีความบกพร่องทางการได้ยิน และการสร้างโอกาสให้ผู้เรียนทุกกลุ่มสามารถพัฒนาทักษะและศักยภาพได้อย่างเต็มที่ ขอเป็นกำลังใจให้นักเรียนทุกคนได้พัฒนาตนเองอย่างเต็มศักยภาพ กระทรวงศึกษาธิการพร้อมเดินหน้ายกระดับการศึกษา เรียนดี มีความสุข เพื่อนักเรียนทั่วประเทศต่อไป” พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าว
สำหรับการแข่งขันสะกดนิ้วมือไทย ชิงถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ครั้งที่ 4 ประจำปี 2568 จัดขึ้นเพื่อส่งเสริมให้นักเรียนพัฒนาทักษะการสะกดนิ้วมือ ตามแบบการสะกดนิ้วมือไทย พยัญชนะ สระ วรรณยุกต์ ฉบับคุณหญิงกมลา ไกรฤกษ์ ได้ถูกต้องและชัดเจน โดยสามารถนำการสะกดนิ้วมือ ตามแบบสะกดนิ้วมือไทยที่ถูกต้อง มาประยุกต์ใช้ในการเรียนและสื่อสารในชีวิตประจำวันได้ โดยการแข่งขันครั้งนี้มีนักเรียนเข้าร่วมการแข่งขันจาก 21 โรงเรียน ได้แก่ นักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้นและมัธยมศึกษาตอนปลาย โรงเรียนระดับชั้นละ 3 คน รวม 252 คน พร้อมด้วยครูผู้ควบคุม โรงเรียนละ 2 คน รวม 168 คน

